การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

สารบัญ

ไม่พบหัวข้อ
หัวข้อที่ 56 / 70

กษัตริย์ของอิสราเอลและยูดามีกี่พระองค์สภาพการณ์ของกษัตริย์เหล่านี้ได้เตือนสติแก่เราอย่างไรบ้าง

หลักความจริงทั้งหมด › หัวข้อที่ 56

2พกษ. 24:18 คำอธิบาย 1

ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลมีกษัตริย์ทั้งหมดสี่สิบเอ็ดองค์. กษัตริย์สามองค์แรกคือซาอูล, ดาวิด, และซะโลโมนั้นครอบครองเหนือพลไพร่ทั้งหมดของอิสราเอล. กษัตริย์สิบเก้าองค์ตั้งแต่ระฮับอามจนถึงซิดคียา (ไม่นับการครอบครองที่ผิดกฎหมายของอะธัลยา — 11:1–16) ครอบครองเหนือยูดาทางตอนใต้ และกษัตริย์สิบเก้าองค์ตั้งแต่ยาราบะอามจนถึงโฮเซอาครอบครองอิสราเอลทางตอนเหนือ. ในท่ามกลางกษัตริย์สี่สิบเอ็ดองค์นั้น มีเก้าองค์รวมถึงดาวิดที่ถือว่าเป็นกษัตริย์ที่ดีในสายพระเนตรของพระเจ้า. ส่วนอีกสามสิบองค์รวมถึงซาอูลนั้นเป็นผู้ที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้า. อีกสององค์คือซะโลโมและเยฮูนั้นมีบางส่วนที่ดีบางส่วนที่ชั่วร้าย.

รากเหง้าของความชั่วร้ายของกษัตริย์ที่ชั่วร้ายนั้นเหมือนกับความชั่วร้ายของพลไพร่อิสราเอล ซึ่งก็คือการละทิ้งพระเจ้าของพวกเขาผู้เป็นต้นกำเนิดของน้ำที่มีชีวิต และการที่พวกเขาหันไปสู่รูปเคารพของพวกนอกศาสนาซึ่งเป็นเหมือนอ่างแตกซึ่งไม่อาจกักเก็บน้ำไว้ได้

(ยรม.2:13). ความชั่วร้ายทั้งสองประการนี้ได้ทำให้พวกเขาดำดิ่งสู่น้ำแห่งความตายในการกราบไหว้รูปเคารพ, ปล่อยตัวไปตามราคะตัณหา, และความอธรรมในการหลั่งโลหิตของผู้ไร้ความผิด. ความชั่วร้ายของพวกเขาได้ล่วงละเมิดพระเจ้าของเขาจนถึงขั้นที่พระองค์ไม่อาจหันพระพิโรธของพระองค์ไปจากพวกเขา แต่ได้ขับไล่พวกเขาออกไปสู่เงื้อมมือของชนชาติอัสซีเรียเป็นอันดับแรก (17:6) จากนั้นก็ไปสู่เงื้อมมือของชนชาติบาบิโลน (24:10—25:21) ซึ่งเป็นผู้ที่ทำลายและเผาพระวิหารบริสุทธิ์และเมืองบริสุทธิ์ พวกเขาได้จับพลไพร่ที่บริสุทธิ์ไปเป็นเชลยยังดินแดนของพวกนอกศาสนาที่กราบไหว้รูปเคารพ และทำให้ดินแดนบริสุทธิ์รกร้างว่างเปล่าเป็นเวลาเจ็ดสิบปี (ยรม.25:11). ดังนั้นพวกเขาซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ก็ได้สูญเสียการรับสุขที่มีต่อดินแดนที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขาและได้กลายเป็นเชลยในดินแดนของพวกนอกศาสนา แทนที่จะคงอยู่เป็นพลเมืองแห่งอาณาจักรของพระเจ้าในดินแดนบริสุทธิ์.

กษัตริย์ทุกองค์ควรจะตระหนักอย่างถี่ถ้วนว่าพวกเขาเป็นกษัตริย์ที่ไม่ได้ปกครองเพื่อผลประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองของตัวเอง แต่ปกครองเพื่อแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า และตระหนักว่าพระเจ้าควรจะมีประเทศหนึ่งบนแผ่นดินโลกที่รักษาดินแดนแห่งอิมมานูเอลไว้ (ยซย.8:8) เพื่อให้พระคริสต์ได้ครอบครอง และได้รับมาซึ่งพลไพร่กลุ่มหนึ่งที่มาสานต่อลำดับวงศ์ที่จะนำพระคริสต์มายังแผ่นดินโลก. ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงต้องเป็นนาษารีษที่ยึดพระเจ้าเป็นประมุข, เป็นอำนาจของพวกเขา คือผู้ที่ยอมนอบน้อมต่อพระองค์เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ และเป็นผู้ที่ละทิ้งความสนุกสนานทุกอย่าง (เหล้าองุ่น) ของโลกนี้ (ดู อฤธ.6:3 คำอธิบาย 1). แต่กษัตริย์ทั้งหมดกลับล้มเหลว ไม่อาจบรรลุถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในเรื่องนี้ รวมถึงดาวิดซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดในท่ามกลางกษัตริย์ทั้งปวงด้วย (2ซมอ.11). ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีเพื่อแผนการบริหารของพระองค์สำเร็จเป็นจริง. แต่พวกเขากลับสูญเสียการครอบครองในอาณาจักรของพระเจ้าไป ซึ่งเป็นส่วนที่ดีที่สุดในการรับสุขแผ่นดินงาม (พระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง — ดู พบญ.8:7 คำอธิบาย 1).

ผลลัพธ์ที่น่าเวทนาแห่งประวัติศาสตร์ที่น่าสงสารของกษัตริย์ทั้งหลายท่ามกลางพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและอวยพระพรนั้นควรจะเป็นคำเตือนที่เคร่งเครียดสำหรับเราซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในยุคพันธสัญญาใหม่ และควรเป็นข้อบ่งชี้ต่อเราว่าเราควรจะเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะที่จะเอาใจใส่ต่อประเด็นที่เฉพาะเจาะจงต่างๆ ในแต่ละกรณีได้อย่างไร. การเป็นแค่เพียงผู้ที่สอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้าเหมือนกับดาวิด หรือเป็นผู้ที่ถูกต้องและดีเพียงบางส่วนในสายพระเนตรของพระเจ้าเหมือนกับคริสเตียนที่จริงใจมากมายในทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้เรามีคุณสมบัติที่จะมีส่วนในพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์และได้รับสุขสิทธิทั้งหมดที่อยู่ในพระองค์ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถกลายเป็นคริสตจักรในฐานะพระกายของพระคริสต์และในฐานะอาณาจักรของพระเจ้าและของพระคริสต์. การถอดแบบการตายของพระคริสต์โดยฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์นั้น (ฟป.3:10) เรียกร้องผู้มีชัยชนะในพันธสัญญาใหม่อย่างเราให้ตายต่อตัวเองซึ่งก็คือมนุษย์ธรรมชาติของเรา และเป็นอยู่ต่อพระเจ้าในการเป็นขึ้น. การดำเนินชีวิตพระคริสต์, สำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้น, และร่วมเคลื่อนไหวกระทำการกับพระคริสต์โดยการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์แห่งพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง กระทำทุกสิ่งในพระวิญญาณและตามพระวิญญาณนั้น (ฟป.1:19–21ก; ฆต.5:16, 25; รม.8:4) เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเราซึ่งเป็นผู้ที่แสวงหาในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า เพื่อเราจะกลายเป็นผู้ชนะในการวิ่งแข่งของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ และทำให้เราสามารถรับสุขพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์ในฐานะแผ่นดินงามที่พระเจ้าประทานให้ในยุคคริสตจักรและได้รับบำเหน็จอันสง่าราศีในการมีส่วนในพระคริสต์อย่างครบบริบูรณ์ที่สุดในยุคอาณาจักร (1กธ.9:24–27; ฟป.3:12–14).

แบ่งปันให้ผู้อื่น