การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

1 ซามูเอล บทที่ 4

(3) รู้ถึงเคราะห์ร้ายของหีบพันธสัญญาของพระเจ้าซึ่งอยู่ภายใต้ความเชื่อที่งมงายของฐานะปุโรหิตฝ่ายอาโรนที่ตกต่ำและเสื่อมทราม — 4:1—7:2
1ซมอ. 4:1 และถ้อยคำของซามูเอลได้มายังชนชาติอิสราเอลทั้งหมด. และชนชาติอิสราเอลยกกองทัพออกไปทำสงครามกับชนชาติฟะลิศตีม ตั้งค่ายอยู่ข้างเอเบ็นเอเซร์ ชนชาติฟะลิศตีมตั้งค่ายอยู่ในอะเฟก.
1ซมอ. 4:2 ชนชาติฟะลิศตีมจัดพลเป็นแนวเข้าต่อสู้กับอิสราเอล และเมื่อสงครามขยายวงออกไป ชนชาติอิสราเอลก็พ่ายแพ้ต่อหน้าชนชาติฟะลิศตีม. พวกเขาฆ่าคนเสียประมาณสี่พันคนที่ทุ่งนาในสนามรบ.
1ซมอ. 4:3 และเมื่อพลไพร่กลับมาสู่ค่าย พวกผู้อาวุโสของอิสราเอลกล่าวว่า ทำไมพระยะโฮวาจึงทรงให้เราพ่ายแพ้ต่อหน้าชนชาติฟะลิศตีมในวันนี้? ให้เราไปเชิญ1กหีบพันธสัญญาของพระยะโฮวาจากเมืองขซีโลมายังที่ของเราเถิด เพื่อว่าหีบพันธสัญญานั้นจะเข้ามาท่ามกลางเรา และทรงช่วยพวกเราให้พ้นจากมือศัตรูของเรา.
1ซมอ. 4:4 ดังนั้นพลไพร่จึงใช้คนไปที่เมืองซีโล และพวกเขาเชิญหีบพันธสัญญาแห่งพระยะโฮวาจอมพลโยธาผู้ประทับเหนือคะรูบีมมาจากที่นั่น. บุตรทั้งสองของเอลี คือฮฟนีและฟีนะฮาศ ก็อยู่กับหีบพันธสัญญาของพระเจ้าที่นั่น.
1ซมอ. 4:5 เมื่อหีบพันธสัญญาของพระยะโฮวาเข้ามาที่ค่ายแล้ว ชนชาติอิสราเอลทั้งสิ้นก็โห่ร้องเสียงดังจนแผ่นดินก้องไปด้วยเสียงนั้น.
1ซมอ. 4:6 และเมื่อชนชาติฟะลิศตีมได้ยินเสียงโห่ร้องก็กล่าวว่า เสียงโห่ร้องอึกทึกครึกโครมในค่ายของพวกเฮ็บรายนั้นหมายความว่าอะไรกัน? ต่อมาพวกเขาก็ทราบว่าหีบพันธสัญญาของพระยะโฮวาเข้ามาในค่ายแล้ว.
1ซมอ. 4:7 ชนชาติฟะลิศตีมก็กลัวเพราะพวกเขากล่าวว่า พระเจ้าได้เสด็จเข้ามาในค่ายแล้ว. และพวกเขากล่าวว่า วิบัติแก่พวกเรา เพราะแต่ก่อนไม่เคยเกิดเรื่องอย่างนี้เลย.
1ซมอ. 4:8 วิบัติแก่พวกเรา ใครจะช่วยพวกเราให้พ้นจากพระหัตถ์ของพระผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เหล่านี้ได้? พระเหล่านี้เป็นผู้ที่กฆ่าฟันชนชาติอียิปต์ด้วยโรคระบาดทุกชนิดในป่ากันดาร.
1ซมอ. 4:9 โอ ชนชาติฟะลิศตีมเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด จงเป็นผู้ใหญ่ เพื่อพวกเจ้าจะไม่เป็นทาสรับใช้ของพวกเฮ็บรายดังที่พวกเขาเคยเป็นทาสรับใช้พวกเจ้า จงเป็นผู้ใหญ่และเข้ารบ.
1ซมอ. 4:10 เพราะฉะนั้นชนชาติฟะลิศตีมจึงสู้รบและชนชาติอิสราเอลก็พ่ายแพ้ ต่างก็หนีไปยังกระโจมของตน. ครั้งนั้นมีการฆ่าฟันกันอย่างมาก เพราะทหารราบของอิสราเอลล้มตายเสียสามหมื่นคน
1ซมอ. 4:11 และกหีบ[พันธสัญญา]ของพระเจ้าถูก1ยึดไป และบุตรทั้งสองของเอลี คือฮฟนีและฟีนะฮาศก็ขตายด้วย.
1ซมอ. 4:12 ชายคนเบ็นยามินคนหนึ่งวิ่งไปจากแนวรบมาถึงซีโลในวันเดียวกัน เสื้อผ้าขาดและดินก็ตกบนศีรษะของเขา.
1ซมอ. 4:13 เมื่อเขามาถึงนั้น เอลีอยู่บนที่นั่งข้างถนนคอยเฝ้าอยู่ เพราะใจของท่านหวาดหวั่นด้วยเรื่องหีบ[พันธสัญญา]ของพระเจ้า. เมื่อชายคนนั้นเข้ามาในเมืองและบอกข่าว ชาวเมืองทั้งสิ้นก็ร้องขึ้น.
1ซมอ. 4:14 เมื่อเอลีได้ยินเสียงร้องเช่นนั้นก็กล่าวว่า เสียงอึกทึกครึกโครมนี้เป็นเสียงอะไรกัน? แล้วชายคนนั้นก็รีบเข้ามาบอกเอลี.
1ซมอ. 4:15 คราวนั้นเอลีมีอายุเก้าสิบแปดปี ตาของท่านกมืดมัวมองอะไรไม่เห็น.
1ซมอ. 4:16 ชายคนนั้นบอกเอลีว่า ข้าพเจ้าเป็นคนที่มาจากแนวรบ ข้าพเจ้าเองหนีมาจากแนวรบวันนี้. เอลีก็ถามว่า ลูกเอ๋ย เป็นอย่างไรบ้าง?
1ซมอ. 4:17 ผู้ส่งข่าวนั้นก็ตอบว่า ชนชาติอิสราเอลหนีไปต่อหน้าชนชาติฟะลิศตีมแล้ว มีการฆ่าฟันกันมากท่ามกลางพลไพร่ ยิ่งกว่านั้นบุตรทั้งสองของท่าน คือฮฟนีและฟีนะฮาศก็ตาย และหีบ[พันธสัญญา]ของพระเจ้าถูกยึดไปแล้ว.
1ซมอ. 4:18 เมื่อเขากล่าวถึงหีบ[พันธสัญญา]ของพระเจ้า 1เอลีก็หงายหลังตกจากที่นั่งที่อยู่ข้างประตู. ท่านก็คอหัก2ตาย เพราะท่านชรามากและตัวก็หนัก. ท่านเป็นผู้วินิจฉัยชนชาติอิสราเอลอยู่สี่สิบปี.
1ซมอ. 4:19 ฝ่ายบุตรสะใภ้ของท่าน คือภรรยาของฟีนะฮาศมีครรภ์ใกล้คลอดบุตร และเมื่อนางได้ยินข่าวว่าหีบ[พันธสัญญา]ของพระเจ้าถูกยึดไป และพ่อสามีและสามีของนางก็ตายไป นางก็โน้มตัวลงและคลอดบุตร เพราะความเจ็บปวดเกิดขึ้นแก่นาง.
1ซมอ. 4:20 เมื่อนางกำลังจะตายนั้น พวกผู้หญิงที่ยืนเฝ้านางอยู่ได้บอกนางว่า อย่ากลัวเลย เพราะเจ้าคลอดบุตรชายคนหนึ่ง. แต่นางไม่ตอบไม่สนใจ.
1ซมอ. 4:21 นางตั้งชื่อเด็กนั้นว่า 1อีคาโบด2หมายความว่า สง่าราศีพรากไปจากอิสราเอลแล้ว เพราะหีบ[พันธสัญญา]ของพระเจ้าถูกยึดไป และเพราะเรื่องพ่อสามีและสามีของนาง.
1ซมอ. 4:22 และนางกล่าวว่า สง่าราศีพรากไปจากอิสราเอลแล้ว เพราะหีบ[พันธสัญญา]ของพระเจ้าถูกยึดไปแล้ว.

คำอธิบาย 1 ซามูเอล บทที่ 4

1ซมอ. 4:3 ก อฤธ.10:33-35; ยฮซ.4:7; เทียบ ยรม.3:16
1ซมอ. 4:3 1ก ในการตกต่ำของชนชาติอิสราเอลนั้น พวกเขาเป็นผู้ที่โง่เขลา เพราะพวกเขาไม่ได้เชื่อพึ่งในพระเจ้าโดยตรง. แต่พวกเขากลับเชื่อพึ่งในระบบที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้น. ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาควรจะกลับใจ, สารภาพบาปอย่างถี่ถ้วน, และหันจากรูปเคารพไปสู่พระเจ้า อีกทั้งพวกเขาควรทูลถามพระเจ้าถึงสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้พวกเขากระทำ. ในทางกลับกัน พวกเขากลับไม่มีใจเพื่อความปรารถนาของพระเจ้าหรือเพื่อแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระองค์ พวกเขาใช้ความเชื่อที่งมงายมาเชื่อพึ่งในหีบพันธสัญญา โดยมีพื้นฐานอยู่บนชัยชนะที่พวกเขาเคยประสบการณ์ผ่านการเคลื่อนย้ายหีบพันธสัญญาในอดีต (อฤธ.10:35; ยฮซ.6). แต่ครั้งนี้สถานการณ์ของพวกเขาไม่ถูกต้อง. ในการตกต่ำนี้ พวกเขาได้ล่วงละเมิดต่อพระเจ้าอย่างถึงที่สุด และพระเจ้าก็ละพวกเขาไป. ท้ายที่สุดแทนที่หีบพันธสัญญาจะช่วยอิสราเอลให้รอด แต่ตัวหีบพันธสัญญาเองกลับถูกยึดไปเสีย (ข้อ 11ก).
หีบพันธสัญญาเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้า (ดู อซด.25:10 คำอธิบาย 1). หีบพันธสัญญายังเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ในฐานะพระเจ้าตรีเอกภาพที่สถิตอยู่กับพลไพร่ของพระองค์ เพื่อทำให้แผนการบริหารของพระองค์สำเร็จลุล่วงในการก่อตั้งอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลก. การเชิญหีบพันธสัญญาออกมาคือการนำเอาการสถิตอยู่ของพระเจ้าออกมา (ข้อ 4). การเคลื่อนย้ายหีบพันธสัญญาเป็นรูปภาพของการเคลื่อนไหวของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ซึ่งอยู่ในพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระองค์ (อฤธ.10:33–36; ดู บพส.68:1 คำอธิบาย 1). ระหว่างที่ชนชาติอิสราเอลกำลังสู้รบกับชนชาติฟะลิศตีมนั้น พระเจ้าไม่ได้มุ่งหมายจะเคลื่อนไหว. ชนชาติอิสราเอลนั้นไม่ได้คิดและคำนึงถึงแผนการบริหารของพระเจ้า และการที่พวกเขาเชิญหีบพันธสัญญาไปนั้นบ่งชี้ว่าพวกเขาแย่งชิงอำนาจของพระเจ้า กระทั่งบีบบังคับพระองค์ให้ออกไปกับพวกเขา เพื่อมาเป็นความปลอดภัย, สันติสุข, การพักสงบ, และผลประโยชน์ของพวกเขา. ถ้ากล่าวตามหลักการแล้ว ทุกครั้งที่เราอธิษฐานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของเราเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงแผนการบริหารของพระเจ้า เราก็ได้ทำเช่นเดียวกันนี้. ในทางกลับกัน เราควรจะอธิษฐาน, ดำเนินชีวิต, และเป็นบุคคลที่เป็นไปตามพระทัยของพระเจ้าและเป็นอยู่เพื่อแผนการบริหารของพระองค์ แทนที่จะไปแย่งชิงอำนาจของพระเจ้า.
1ซมอ. 4:3 ข ยฮซ.18:1; 1ซมอ.1:3
1ซมอ. 4:8 ก อซด.7:5; 9:14; บพส.78:43-51
1ซมอ. 4:11 ก บพส.78:60-61
1ซมอ. 4:11 1 เมื่อถึงจุดนี้ หีบพันธสัญญาก็ได้แยกจากพลับพลาแล้ว. สถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้คงอยู่เป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งการฟื้นฟูที่ครบบริบูรณ์ได้ถูกกระทำให้สำเร็จเป็นจริงโดยพลไพร่อิสราเอล. ช่วงแรกในประวัติศาสตร์ของหีบพันธสัญญานั้น หีบพันธสัญญาอยู่ในพลับพลา (อซด.40:21); นี่ก็คือสถานการณ์ที่ปกติ. จากนั้นเนื่องจากการตกต่ำของอิสราเอล หีบพันธสัญญาก็ถูกชนชาติฟะลิศตีมยึดไปและถูกแยกออกจากพลับพลา (4:11—6:1) ปล่อยให้พลับพลากลายเป็นภาชนะที่ว่างเปล่าโดยปราศจากเนื้อหาที่ถูกต้อง. ต่อมาหีบพันธสัญญาได้รับการฟื้นฟูกลับมาและถูกนำกลับมายังบ้านของอะบีนาดาบที่เมืองคิริยัธ‍ยะ‌อา‌ริมก่อน และคงอยู่ที่นั่นเป็นเวลายี่สิบปี (6:2—7:2) จากนั้นก็เคลื่อนย้ายไปที่บ้านของโอเบ็ดอะโดมชาวเมืองฆัธและอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสามเดือน (2ซมอ.6:1–11). แต่หีบพันธสัญญาก็ยังคงอยู่แยกจากพลับพลาซึ่งอยู่ที่ซีโล (1:24; ยฮซ.18:1). ดาวิดย้ายหีบพันธสัญญาจากบ้านของโอเบ็ดอะโดมไปที่กระโจมที่เขาเตรียมไว้ในเมืองของเขาเองบนภูเขาซีโอน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในกรุงเยรูซาเล็ม (2ซมอ.6:12–19; 1คนก.15:1—16:1). สถานการณ์นี้ดีขึ้นกว่าก่อน แต่หีบพันธสัญญาก็ยังคงอยู่ในสถานที่ที่ไม่ถูกต้อง หีบพันธสัญญายังไม่ถูกนำกลับคืนไปสู่พลับพลา. สุดท้ายหลังจากซะโลโมก่อสร้างพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มเสร็จ หีบพันธสัญญาก็ถูกย้ายเข้าไปในที่บริสุทธิ์สุดของพระวิหาร (1พกษ.8:1–11). นี่เป็นการฟื้นฟูกลับสู่สถานการณ์ที่ปกติอย่างครบบริบูรณ์.
ประวัติศาสตร์ของหีบพันธสัญญาและพลับพลาเป็นภาพล่วงหน้าแห่งประวัติศาสตร์ของคริสตจักร. ในประวัติศาสตร์ช่วงระยะเวลาแรก คริสตจักรเป็นการสำแดงของพระคริสต์ และพระคริสต์ทรงเป็นเนื้อหาของคริสตจักร. นี่เป็นสภาพการณ์ที่ปกติ. อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่สอง คริสตจักรได้ตกต่ำและสูญเสียไปซึ่งความเที่ยงแท้และการสถิตอยู่ของพระคริสต์ (เทียบ วว.3:20). คริสตจักรจึงกลายเป็นภาชนะที่ว่างเปล่าซึ่งมีแต่การสำแดงทางภายนอก แต่ไม่มีความเที่ยงแท้อยู่ภายใน. หลังจากนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่สองมี “โอเบ็ดอะโดม” มาก มายถูกเร่งเร้าขึ้นมา. พวกเขามีการสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (หีบพันธสัญญา) แต่ไม่มีการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องเป็นการสำแดงของพระคริสต์ (พลับพลา). ต่อมา ผู้เชื่อคนอื่นๆ ที่เป็นเหมือนกับดาวิดซึ่งคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของพระเจ้าก็พยายามที่จะมีภาคปฏิบัติของการดำเนินชีวิตคริสตจักรตามการเลือกสรรของพวกเขาเอง แต่ไม่ได้ตามการเปิดเผยของพระเจ้า. ผู้เชื่อเหล่านี้มีพระคริสต์ แต่พวกเขาคงอยู่ในการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ไม่ถูกต้อง (กระโจมของดาวิดที่อยู่กรุงเยรูซาเล็ม). วันนี้ในการฟื้นฟูขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงกำลังทำการฟื้นสภาพสภาพการณ์ที่ปกติ เพื่อให้พระคริสต์ที่อยู่ในคริสตจักรที่ถูกต้องได้รับการสำแดงของพระองค์.
1ซมอ. 4:11 ข 1ซมอ.2:34; บพส.78:64
1ซมอ. 4:15 ก 1พกษ.14:4; เทียบ 1ซมอ.3:2
1ซมอ. 4:18 1 แปลตามตรงคือ เขา.
1ซมอ. 4:18 2 ในฐานะปุโรหิต เอลีมีสิทธิที่จะรับสุขส่วนที่ดีที่สุดของแผ่นดินงามทั้งหมดที่ถูกแบ่งให้กับสิบสองเผ่าของอิสราเอล (อฤธ.18) อย่างไรก็ตาม เอลีกลับไม่สนใจต่อฐานะปุโรหิตของเขา เขาหละหลวมในการตีสอนบุตรชั่วทั้งสองของเขา (2:28–29). เรื่องนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ของเขามีจุดจบที่น่าเวทนา, ทำให้การรับสุขแผ่นดินงามของเขาสิ้นสุดลง, และทำให้ฐานะปุโรหิตในการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือในการพูดเพื่อพระเจ้านั้นค่อยๆ ถดถอยไป (3:1).
1ซมอ. 4:21 1 หมายความว่า ไม่มีสง่าราศี. สง่าราศีก็คือตัวของพระเจ้าเอง (กจ.7:2). เนื่องจากหีบพันธสัญญาของพระยะโฮวา ซึ่งแบกรับการสถิตอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางพลไพร่ของพระองค์นั้นได้ถูกยึดไปแล้ว สง่าราศีจึงได้พรากไปจากอิสราเอลแล้ว (บพส.78:61).
1ซมอ. 4:21 2 หรือ กล่าวว่า.
สารบัญ