ประวัตินางรูธ บทที่ 1
หัวข้อหลัก: ภาพเล็งล่วงหน้าที่ครบถ้วนของคนบาปชาวต่างชาติที่ได้ถูกนำเข้าสู่มรดกอันศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันกับอิสราเอลพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรผ่านการไถ่ของพระคริสต์ในการเข้าสนิทระหว่างพวกเขากับพระองค์
ผู้เขียน: จากเนื้อหาในหนังสือ ผู้เขียนน่าจะเป็นซามูเอล.
เวลาที่เขียน: ศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตศักราช ภายหลังการปกครองของเหล่าผู้วินิจฉัย และอยู่ในช่วงการปกครองของกษัตริย์ (เทียบ 4:22).
สถานที่เขียน: โมอาบ (1:1) และเบ็ธเลเฮมในยูดา (1:22).
ช่วงเวลาที่ได้ครอบคลุมถึง: ประมาณ 11 ปี (1:4; 4:13) เริ่มตั้งแต่ประมาณ 1322 ปี ก่อนคริสตศักราช จนถึงประมาณ 1312 ปีก่อนคริสตศักราช.
I. อะลีเมเล็คหันเหไปจากการพักสงบในแผนการบริหารของพระเจ้า — 1:1–2
นรธ.
1:1 ในสมัยที่กเหล่าผู้วินิจฉัย1ปกครองอยู่นั้น เกิด2ขกันดารอาหารขึ้นในดินแดน. มีชายคนหนึ่งจากเมือง3คเบ็ธเลเฮมในยูดา4ลงไปอาศัยเป็นผู้ค้างแรมอยู่ในดินแดน5โมอาบพร้อมกับภรรยาและบุตรชายสองคน.
นรธ.
1:2 ชายคนนั้นชื่ออะลีเมเล็ค ภรรยาของเขาชื่อนาอะมี บุตรสองคนชื่อมาโลนและคิลโยน เป็นคนเอ็ฟราธาจากเมืองเบ็ธเลเฮมในยูดา. พวกเขาเดินทางเข้าไปในดินแดนโมอาบและอาศัยอยู่ที่นั่น.
II. นางนาอะมีกลับคืนสู่การพักสงบในแผนการบริหารของพระเจ้า — 1:3–7, 19–22
นรธ.
1:3 แต่อะลีเมเล็คสามีของนางนาอะมี1ตาย ทิ้งนางไว้กับบุตรชายทั้งสอง.
นรธ.
1:4 บุตรชายสองคนนี้แต่งงานกับหญิง1ชนชาติโมอาบ คนหนึ่งชื่อว่าอะระฟา และอีกคนหนึ่งชื่อ2กรูธ. พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่นประมาณสิบปี.
นรธ.
1:5 แล้วทั้งมาโลนและคิลโยนก็ตาย เหลือแต่นาอะมีที่ต้องอยู่โดยปราศจากสามีและบุตรชายทั้งสอง.
นรธ.
1:6 แล้วนางพร้อมกับบุตรสะใภ้ทั้งสองก็ลุกขึ้นเดินทาง1กลับจากดินแดนโมอาบ เพราะว่าเมื่ออยู่ที่ดินแดนโมอาบนั้น นางได้ยินว่า พระยะโฮวาได้ทรงกเยี่ยมเยียนพลไพร่ของพระองค์ และประทานอาหารแก่เขาทั้งหลาย.
นรธ.
1:7 นางจึงออกจากที่ซึ่งนางอยู่ พร้อมกับบุตรสะใภ้ทั้งสอง เดินตามทางกลับไปยังดินแดนยูดา.
III. นางรูธเลือกสรรเป้าหมายของเธอ — 1:8–18
นรธ.
1:8 นาอะมีกล่าวแก่บุตรสะใภ้ทั้งสองว่า ไปเถิด ขอให้ต่างคนต่างกลับไปบ้านมารดาของตน. ขอพระยะโฮวาทรงกระทำต่อเจ้าด้วยความเอ็นดูรักใคร่ ดังที่เจ้าได้กระทำต่อผู้ตายและต่อแม่.
นรธ.
1:9 ขอพระยะโฮวาทรงให้เจ้าต่างพบกับกการพักสงบในบ้านของสามี[ใหม่]ของเจ้า. แล้วนาอะมีก็จูบพวกนาง ต่างก็ร้องไห้เสียงดัง.
นรธ.
1:10 พวกนางจึงพูดกับแม่สามีว่า อย่าเลย เราจะกลับไปกับแม่ ไปยังชนชาติของแม่.
นรธ.
1:11 แต่นาอะมีตอบว่า กลับไปเถิด ลูกเอ๋ย จะไปกับแม่ทำไมเล่า? แม่ยังจะมีบุตรชายในครรภ์ให้เป็นกสามีของเจ้าหรือ?
นรธ.
1:12 กลับไปเถิด ลูกเอ๋ย ไปเถิด เพราะแม่แก่เกินกว่าจะมีสามีแล้ว. หากแม่ว่าแม่ยังมีความหวัง แม้แม่จะมีสามีคืนนี้และมีบุตรชายหลายคน
นรธ.
1:13 แล้วพวกเจ้าจะรออยู่จนบุตรชายเหล่านั้นกโตได้หรือ? เจ้าจะอดใจไม่แต่งงานก่อนได้หรือ? อย่าเลย ลูกเอ๋ย ชีวิตของแม่ขมขื่นกว่าชีวิตของพวกเจ้า เพราะพระหัตถ์ของพระยะโฮวาทรงกระทำต่อแม่[ถึงเพียงนี้].
นรธ.
1:14 แล้วต่างก็ร้องไห้เสียงดังอีก. อะระฟาก็จูบลาแม่สามี แต่รูธยังกเกาะติดแม่สามีอยู่.
นรธ.
1:15 นาอะมีจึงว่า ดูเถิด พี่สะใภ้ของเจ้ากลับไปหาชนชาติและพระของเขาแล้ว จงตามพี่สะใภ้ของเจ้ากลับไปเถิด.
นรธ.
1:16 แต่รูธตอบว่า โปรดอย่าร้องขอให้ฉันละทิ้งหรือเลิกติดตามแม่เลย. ด้วยว่าแม่จะกไปไหนฉัน1จะไปด้วย แม่จะอาศัยอยู่ที่ไหนฉันจะอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย ขชนชาติของแม่จะเป็นชนชาติของฉัน และ2พระเจ้าของแม่จะเป็นพระเจ้าของฉัน.
นรธ.
1:17 แม่ตายที่ไหน ฉันจะตายที่นั่นและขอให้ฝังฉันที่นั่นด้วย. ขอพระยะโฮวาทรงลงโทษฉัน และทรงเพิ่มโทษนั้น หากมีอะไรมาพรากฉันจากแม่นอกเสียจากความตาย.
นรธ.
1:18 เมื่อนาอะมีเห็นว่ารูธตั้งใจไปกับนางด้วยจริงๆ ก็ไม่พูดอะไรกับนางอีก.
II. นางนาอะมีกลับคืนสู่การพักสงบในแผนการบริหารของพระเจ้า (ต่อ) — 1:19–22
นรธ.
1:19 ดังนั้นทั้งสองจึงเดินทางจนถึงเมืองเบ็ธเลเฮม. เมื่อมาถึงเบ็ธเลเฮมแล้ว ชาวเมืองก็พากันประหลาดใจเพราะพวกนาง พวกผู้หญิงก็กล่าวขึ้นว่า นี่คือนาอะมีมิใช่หรือ?
นรธ.
1:20 นาอะมีกล่าวแก่พวกนางว่า ขออย่าเรียกฉันว่า1กนาอะมีเลย ขอให้เรียกฉันว่า2มาราเถิด เพราะว่าของค์ผู้ทรงพรั่งพร้อมสมบูรณ์ได้ทรง3ทำให้ฉันขมขื่นยิ่งนัก.
นรธ.
1:21 ฉันได้ออกไปอย่างบริบูรณ์ พระยะโฮวาทรงนำฉันกลับมากตัวเปล่า. จะเรียกฉันว่านาอะมีทำไมเล่า? ในเมื่อพระยะโฮวาทรงให้ฉัน1ทนทุกข์ และพระองค์ผู้ทรงพรั่งพร้อมสมบูรณ์ทรงให้ฉันต้องประสบเหตุร้ายเช่นนี้.
นรธ.
1:22 นาอะมีพร้อมกับรูธบุตรสะใภ้ชนชาติโมอาบก็กลับมาจากดินแดนโมอาบ. และเขาทั้งสองมายังเมืองเบ็ธเลเฮมในต้นฤดูเกี่ยว1ข้าวบาร์เลย์.
คำอธิบาย ประวัตินางรูธ บทที่ 1
นรธ.
1:1 ก วนฉ.2:16
นรธ.
1:1 1 แปลตามตรงคือ พิพากษา. หนังสือประวัตินางรูธเป็นภาคผนวกของหนังสือผู้วินิจฉัย ซึ่งอยู่ในสมัยเดียวกันกับช่วงเวลาครึ่งแรกของหนังสือผู้วินิจฉัย. ผู้วินิจฉัยเป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่น่าเวทนาของชนชาติอิสราเอล ซึ่งทั้งมืดมนและเสื่อมทราม; ส่วนประวัตินางรูธเป็นบทบันทึกถึงเรื่องราวที่ล้ำเลิศของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งทั้งสว่างไสวและหอมหวน. บุคคลหลักในเรื่องนี้เปรียบเหมือนดอกลิลลี่ที่งอกออกมาจากพงหนาม และดวงดาวที่สว่างไสวในคืนที่มืดมิด.
หนังสือประวัตินางรูธเป็นส่วนที่สำคัญในลำดับวงศ์ของพระคริสต์ (มธ.1:5) ซึ่งเป็นบทบันทึกเกี่ยวกับการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์. ในฐานะที่เป็นชนชาติโมอาบ (ข้อ 4) นางรูธถูกตัดขาดจากที่ประชุมของพลไพร่อันบริสุทธิ์ของพระเจ้า (พบญ.23:3). แต่เธอก็ได้ถูกนำเข้าสู่พลไพร่อันบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และกลายเป็นบรรพบุรุษคนสำคัญของพระคริสต์ โดยการสมรสกับโบอัศผู้เป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ดาวิด (4:21–22; มธ.1:5–6) ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยที่นำการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์เข้ามา (มธ.1:5–16). ดังนั้นนางรูธจึงกลายเป็นบรรพบุรุษคนสำคัญที่ได้นำพระคริสต์เข้าสู่สภาพมนุษย์โดยผ่านการกลายเป็นเนื้อหนังอันอัศจรรย์ ซึ่งได้กระทำให้พระเจ้ากลายเป็นหนึ่งกับมนุษย์ (มธ.1:18, 20ข–23). นี่ก็คือความหมายทางภายในของเนื้อหาในหนังสือประวัตินางรูธ. ดู มธ.1:5 คำอธิบาย 3.
หนังสือประวัตินางรูธเป็นส่วนที่สำคัญในลำดับวงศ์ของพระคริสต์ (มธ.1:5) ซึ่งเป็นบทบันทึกเกี่ยวกับการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์. ในฐานะที่เป็นชนชาติโมอาบ (ข้อ 4) นางรูธถูกตัดขาดจากที่ประชุมของพลไพร่อันบริสุทธิ์ของพระเจ้า (พบญ.23:3). แต่เธอก็ได้ถูกนำเข้าสู่พลไพร่อันบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และกลายเป็นบรรพบุรุษคนสำคัญของพระคริสต์ โดยการสมรสกับโบอัศผู้เป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ดาวิด (4:21–22; มธ.1:5–6) ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยที่นำการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์เข้ามา (มธ.1:5–16). ดังนั้นนางรูธจึงกลายเป็นบรรพบุรุษคนสำคัญที่ได้นำพระคริสต์เข้าสู่สภาพมนุษย์โดยผ่านการกลายเป็นเนื้อหนังอันอัศจรรย์ ซึ่งได้กระทำให้พระเจ้ากลายเป็นหนึ่งกับมนุษย์ (มธ.1:18, 20ข–23). นี่ก็คือความหมายทางภายในของเนื้อหาในหนังสือประวัตินางรูธ. ดู มธ.1:5 คำอธิบาย 3.
นรธ.
1:1 ข ยนซ.12:10; 26:1; 43:1; 2พกษ.8:1
นรธ.
1:1 2ข การกันดารอาหารในแผ่นดินงามคือการขาดแคลนการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตที่มีเพื่อการดำเนินชีวิตและความอิ่มหนำ. นี่ก็คือการลงโทษที่พระเจ้ามีต่อพลไพร่ของพระองค์ (ลวต.26:26; ยอค.14:13) เพราะพวกเขาได้ละทิ้งพระเจ้าผู้เป็นแหล่งกำเนิด, เป็นสามีของพวกเขา แล้วหันไปตามรูปเคารพ. ดู วนฉ.1:1 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 1.
นรธ.
1:1 ค ยนซ.35:19; มคา.5:2; มธ.2:1, 6
นรธ.
1:1 3ค เบ็ธเลเฮม เมืองของดาวิดนั้นถูกกำหนดให้เป็นสถานที่เกิดของพระคริสต์ที่จะเสด็จมา (มคา.5:2; ลก.2:4–7) และยูดาเป็นดินแดนของเผ่าแห่งกษัตริย์ในท่ามกลางอิสราเอล (ยนซ.49:8–10) ซึ่งเป็นส่วนที่ดีที่สุดในบรรดาดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ (อซด.3:8ข) ดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ก็คือแผ่นดินงาม (พบญ.8:7–10), ดินแดนแห่งอิมมานูเอลนั่นเอง (ยซย.8:8).
นรธ.
1:1 4 เรื่องของการพักสงบเป็นกุญแจของหนังสือประวัตินางรูธ. ชนชาติอิสราเอล ซึ่งเป็นพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นดำเนินชีวิตอยู่ในดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้เพื่อทำให้แผนการบริหารของพระเจ้าสำเร็จลุล่วง. การคงอยู่ในแผ่นดินงาม ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาและประทานให้นั้นเป็นการพักสงบที่แท้จริง (พบญ.12:9; ฮร.4:8). การพักสงบของอิสราเอล อีกทั้งความเจริญรุ่งเรืองที่ทำให้พวกเขารับสุขและอิ่มหนำนั้นมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ระหว่างพวกเขากับพระเจ้าในแผนการบริหารของพระองค์. การที่ชนชาติอิสราเอลคนหนึ่งออกจากแผ่นดินงามก็หมายความว่าเขาตัดตัวเองออกจากแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้าแล้ว. อะลีเมเล็คเคยอยู่ในแผ่นดินงามและมีส่วนในดินแดนนั้น เขาควรจะคงอยู่ที่นั่น. แต่เขากลับหันออกจากฐาน, จุดยืน ซึ่งทำให้เขามีโอกาสที่จะรับสุขการพักสงบในแผ่นดินงามอย่างโง่เขลา การพักสงบนี้ในที่สุดจะนำพระคริสต์เข้าสู่สภาพมนุษย์ผ่านการกลายเป็นเนื้อหนัง เพื่อกลายเป็นการพักสงบที่แท้จริงสำหรับพลไพร่ของพระเจ้า (ดู ยนซ.2:2 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 3 และ ฮร.4:9 คำอธิบาย 1).
นรธ.
1:1 5 อะลีเมเล็คได้หันเหไปจากเบ็ธเลเฮมในยูดาไปยังโมอาบ. โมอาบเป็นดินแดนของเชื้อสายของโลตซึ่งเกิดจากการผิดประเวณีในวงศ์ญาติกับลูกสาวของเขา (ยนซ.19:30–38). โมอาบเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงปฏิเสธและปรับโทษ (พบญ.23:3–6) และเป็นประเทศแห่งการกราบไหว้รูปเคารพ (ข้อ 15; วนฉ.10:6).
นรธ.
1:3 1 การตายของอะลีเมเล็คและบุตรชายทั้งสองของเขา (ข้อ 3, 5) เป็นบทลงโทษจากพระเจ้าที่มีต่อวงศ์วานของอะลีเมเล็ค (ข้อ 20). เรื่องนี้ทำให้นางนาอะมีภรรยาของอะลีเมเล็คและลูกสะใภ้ทั้งสองของนางถูกทิ้งไว้ให้เป็นหญิงม่ายที่ไม่มีบุตรอยู่ในประเทศต่างแดน. นี่เป็นผลลัพธ์ที่น่าสงสาร ซึ่งเกิดจากการที่อะลีเมเล็คหันเหไปจากการพักสงบในแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า.
นรธ.
1:4 1 ชนชาติโมอาบ ซึ่งเป็นชนชาติที่เกิดจากการผิดประเวณีในวงศ์ญาติ (ยนซ.19:30–38) เป็นแบบเล็งถึงคนบาปทั้งหมดที่เกิดจากการ “ผิดประเวณีในวงศ์ญาติ” ผ่านการ “สมรส” เข้าสนิทกันระหว่างอาดามกับซาตานซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างเหมือนกัน (ยฮ.8:41, 44ก).
นรธ.
1:4 ก มธ.1:5
นรธ.
1:4 2ก ในเรื่องราวที่สว่างไสวและหอมหวนนี้ นางรูธเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักรในสี่ด้าน. ประการแรก นางรูธเป็นผู้หญิงที่อยู่ในอาดามในการเนรมิตสร้างของพระเจ้า และเป็นหญิงชนชาติโมอาบ (คนบาป — ดูข้อ 4 คำอธิบาย 1) ในการตกต่ำของมนุษย์. โดยการตกต่ำนั้น มนุษย์ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างได้กลายเป็นคนบาป ดังนั้นจึงได้กลายเป็นคนเก่า (อฟ.4:22; กซ.3:9) ซึ่งประกอบด้วยสองส่วน — ส่วนที่เป็นธรรมชาติ (ที่ดี) ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้าง (ยนซ.1:27, 31) และส่วนที่ตกต่ำ (ที่ชั่วร้าย) ซึ่งถูกความบาปทำให้เสื่อมเสียไป (รม.5:18ก, 19ก). ในฐานะบุคคลที่ถูกเนรมิตสร้างและตกต่ำในสองด้านนี้ นางรูธจึงเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักรก่อนที่จะได้รับความรอด ซึ่งเป็นมนุษย์ในการเนรมิตสร้างของพระเจ้าและเป็นคนบาปในการตกต่ำของมนุษย์ ซึ่งก็คือ “คนเก่าของเรา” (รม.6:6) นั่นเอง.
ประการที่สอง นางรูธซึ่งเป็นหญิงม่ายที่สามีเสียชีวิตแล้วนั้นได้ถูกโบอัศไถ่กลับมา โบอัศได้ชำระสะสางหนี้ของสามีที่เสียชีวิตไป เพื่อที่จะฟื้นฟูสิทธิที่สูญเสียไปในที่ดินของสามีที่เสียชีวิตไป (4:9–10). ในด้านนี้ นางรูธเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักรที่ได้รับการไถ่โดยพระคริสต์ ส่วนคนเก่าของคริสตจักรก็คือสามีที่ถูกตรึงตายนั้น (รม.7:4ก; 6:6) พระคริสต์ได้ทรงชำระสะสางความบาปของคนเก่าของเธอแล้ว เพื่อที่จะฟื้นฟูสิทธิที่สูญเสียไปของมนุษย์ธรรมชาติที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้นซึ่งได้ตกต่ำไป (อฟ.5:25). มาโลนสามีเก่าของนางรูธเป็นแบบเล็งถึงคนเก่าของเราในส่วนที่ตกต่ำ และหนี้ของเขาเป็นแบบเล็งถึงความบาปของเราซึ่งส่วนที่ตกต่ำนี้ได้ก่อขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้สูญเสียสิทธิในฐานะที่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง. ตัวของนางรูธเองในฐานะที่เป็นภรรยาเป็นแบบเล็งถึงมนุษย์ธรรมชาติของเรา ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างขึ้นเพื่อมาเป็นคู่ครองของพระเจ้า, เป็นภรรยาของพระองค์, และเป็นผู้ที่ได้รับการไถ่และการบังเกิดใหม่ เพื่อกลายเป็นคนใหม่ เป็นภรรยาของพระคริสต์ (รม.7:1–4 และคำอธิบาย). การตายของพระคริสต์บนกางเขนได้ทำลายคนเก่าของเราในส่วนที่ตกต่ำไป, ได้ไถ่ส่วนที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง, และได้ชำระสะสางความบาปของเราซึ่งส่วนที่ตกต่ำไปนั้นได้ก่อขึ้น สุดท้ายจึงได้ฟื้นฟูสิทธิในส่วนที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างกลับมา.
ประการที่สาม หลังจากโบอัศได้ไถ่นางรูธกลับมาแล้ว เธอก็ได้กลายเป็นภรรยาคนใหม่ของเขา (4:13). เช่นนี้เธอจึงเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักร ซึ่งหลังจากที่ได้รับความรอดแล้วก็ได้กลายเป็นคู่ครองของพระคริสต์ในการเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระองค์ โดยการที่มนุษย์ธรรมชาติ ของคริสตจักรได้รับการบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:6ข, 29ก; รม.7:4ข). เมื่อนางรูธสมรสกับโบอัศ เธอก็ได้รับการไถ่จากหนี้ของเธอ และเธอก็ได้กลายเป็นภรรยาใหม่ของเขา เพื่อก่อกำเนิดทายาทที่จำเป็น. ในการสำเร็จเป็นจริงของแบบเล็งนี้ พระคริสต์ผู้เป็นสามีใหม่ของเรานั้นได้สิ้นพระชนม์เพื่อไถ่เราและชำระสะสางหนี้ของเราที่ความบาปของคนเก่าได้ก่อขึ้น. จากนั้นในการเป็นขึ้น พระองค์ผู้ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45ข) ก็ได้ทรงทำให้เราบังเกิดใหม่เพื่อทำให้เรากลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ (2กธ.5:17) มาสมรสกับพระองค์. หลังจากที่เราได้รับการไถ่และบังเกิดใหม่แล้ว มนุษย์ธรรมชาติของเรา ยกเว้นส่วนที่ตกต่ำไปนั้นก็ได้กลายเป็นคนใหม่ของเรา (อฟ.4:24) และได้ยึดพระคริสต์เป็นสามีใหม่ของเราในการเข้าสนิททางอินทรียภาพอันศักดิ์สิทธิ์กับพระองค์. บัดนี้ในการเข้าสนิททางอินทรียภาพระหว่างพระคริสต์กับเรานั้น เราก็สามารถให้กำเนิดพระคริสต์และแผ่ขยายพระคริสต์ออกไปโดยการนำพระองค์ไปหล่อเลี้ยงให้แก่มนุษย์ทุกคนเพื่อการเพิ่มพูนของพระองค์ (ยฮ.3:30).
ประการที่สี่ นางรูธ (คนบาปชาวต่างชาติ) ซึ่งได้เข้าสนิทกับโบอัศ เพื่อเธอจะได้มีส่วนในมรดกของพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้น เป็นแบบเล็งถึงคนบาปชาวต่างชาติที่ได้รับการไถ่และบังเกิดใหม่ (การก่อรูปหลักของคริสตจักร) ที่ได้ติดสนิทกับพระคริสต์ เพื่อพวกเขาจะได้มีส่วนในมรดกแห่งพระสัญญาของพระเจ้า (อฟ.3:6).
ประการที่สอง นางรูธซึ่งเป็นหญิงม่ายที่สามีเสียชีวิตแล้วนั้นได้ถูกโบอัศไถ่กลับมา โบอัศได้ชำระสะสางหนี้ของสามีที่เสียชีวิตไป เพื่อที่จะฟื้นฟูสิทธิที่สูญเสียไปในที่ดินของสามีที่เสียชีวิตไป (4:9–10). ในด้านนี้ นางรูธเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักรที่ได้รับการไถ่โดยพระคริสต์ ส่วนคนเก่าของคริสตจักรก็คือสามีที่ถูกตรึงตายนั้น (รม.7:4ก; 6:6) พระคริสต์ได้ทรงชำระสะสางความบาปของคนเก่าของเธอแล้ว เพื่อที่จะฟื้นฟูสิทธิที่สูญเสียไปของมนุษย์ธรรมชาติที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้นซึ่งได้ตกต่ำไป (อฟ.5:25). มาโลนสามีเก่าของนางรูธเป็นแบบเล็งถึงคนเก่าของเราในส่วนที่ตกต่ำ และหนี้ของเขาเป็นแบบเล็งถึงความบาปของเราซึ่งส่วนที่ตกต่ำนี้ได้ก่อขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้สูญเสียสิทธิในฐานะที่เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง. ตัวของนางรูธเองในฐานะที่เป็นภรรยาเป็นแบบเล็งถึงมนุษย์ธรรมชาติของเรา ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างขึ้นเพื่อมาเป็นคู่ครองของพระเจ้า, เป็นภรรยาของพระองค์, และเป็นผู้ที่ได้รับการไถ่และการบังเกิดใหม่ เพื่อกลายเป็นคนใหม่ เป็นภรรยาของพระคริสต์ (รม.7:1–4 และคำอธิบาย). การตายของพระคริสต์บนกางเขนได้ทำลายคนเก่าของเราในส่วนที่ตกต่ำไป, ได้ไถ่ส่วนที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง, และได้ชำระสะสางความบาปของเราซึ่งส่วนที่ตกต่ำไปนั้นได้ก่อขึ้น สุดท้ายจึงได้ฟื้นฟูสิทธิในส่วนที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างกลับมา.
ประการที่สาม หลังจากโบอัศได้ไถ่นางรูธกลับมาแล้ว เธอก็ได้กลายเป็นภรรยาคนใหม่ของเขา (4:13). เช่นนี้เธอจึงเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักร ซึ่งหลังจากที่ได้รับความรอดแล้วก็ได้กลายเป็นคู่ครองของพระคริสต์ในการเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระองค์ โดยการที่มนุษย์ธรรมชาติ ของคริสตจักรได้รับการบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:6ข, 29ก; รม.7:4ข). เมื่อนางรูธสมรสกับโบอัศ เธอก็ได้รับการไถ่จากหนี้ของเธอ และเธอก็ได้กลายเป็นภรรยาใหม่ของเขา เพื่อก่อกำเนิดทายาทที่จำเป็น. ในการสำเร็จเป็นจริงของแบบเล็งนี้ พระคริสต์ผู้เป็นสามีใหม่ของเรานั้นได้สิ้นพระชนม์เพื่อไถ่เราและชำระสะสางหนี้ของเราที่ความบาปของคนเก่าได้ก่อขึ้น. จากนั้นในการเป็นขึ้น พระองค์ผู้ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45ข) ก็ได้ทรงทำให้เราบังเกิดใหม่เพื่อทำให้เรากลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ (2กธ.5:17) มาสมรสกับพระองค์. หลังจากที่เราได้รับการไถ่และบังเกิดใหม่แล้ว มนุษย์ธรรมชาติของเรา ยกเว้นส่วนที่ตกต่ำไปนั้นก็ได้กลายเป็นคนใหม่ของเรา (อฟ.4:24) และได้ยึดพระคริสต์เป็นสามีใหม่ของเราในการเข้าสนิททางอินทรียภาพอันศักดิ์สิทธิ์กับพระองค์. บัดนี้ในการเข้าสนิททางอินทรียภาพระหว่างพระคริสต์กับเรานั้น เราก็สามารถให้กำเนิดพระคริสต์และแผ่ขยายพระคริสต์ออกไปโดยการนำพระองค์ไปหล่อเลี้ยงให้แก่มนุษย์ทุกคนเพื่อการเพิ่มพูนของพระองค์ (ยฮ.3:30).
ประการที่สี่ นางรูธ (คนบาปชาวต่างชาติ) ซึ่งได้เข้าสนิทกับโบอัศ เพื่อเธอจะได้มีส่วนในมรดกของพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้น เป็นแบบเล็งถึงคนบาปชาวต่างชาติที่ได้รับการไถ่และบังเกิดใหม่ (การก่อรูปหลักของคริสตจักร) ที่ได้ติดสนิทกับพระคริสต์ เพื่อพวกเขาจะได้มีส่วนในมรดกแห่งพระสัญญาของพระเจ้า (อฟ.3:6).
นรธ.
1:6 1 การกลับไปยังดินแดนบริสุทธิ์ของนาอะมีนั้นก็คือการกลับไปยังการพักสงบในแผนการบริหารของพระเจ้าเพื่อมีส่วนในการรับสุขดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้อีกครั้งหนึ่ง ณ ที่นั่นจึงเป็นไปได้ที่จะมีความเกี่ยวข้องกับลำดับวงศ์ของพระคริสต์. นางนาอะมีกลับไปพร้อมกับนางรูธ ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ที่พระเจ้าประทานแก่เธอเพื่อทำให้แผนการบริหารของพระองค์เกี่ยวกับพระคริสต์ได้สำเร็จครบถ้วน (ข้อ 22ก).
นรธ.
1:6 ก อซด.3:16; 4:31; ลก.1:68
นรธ.
1:9 ก เทียบ นรธ.3:1
นรธ.
1:11 ก พบญ.25:5
นรธ.
1:13 ก เทียบ ยนซ.38:11
นรธ.
1:14 ก พบญ.4:4; ยซย.14:1; ซคย.8:23
นรธ.
1:16 ก เทียบ 2ซมอ.15:21
นรธ.
1:16 1 เป้าหมายที่นางรูธเลือกสรรคือการมีส่วนในการรับสุขพระคริสต์ร่วมกับพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร จนกระทั่งเธอได้กลายเป็นบรรพบุรุษคนสำคัญของพระคริสต์ ซึ่งก็คือหนึ่งในผู้ที่นำพระคริสต์มาสู่มนุษยชาติ. นี่ไม่เพียงเป็นปณิธาน แต่ยังเป็นเป้าหมาย, การเลือกสรรของเธอในฐานะที่เป็นหญิงม่ายชนชาติโมอาบ. นางรูธได้เลือกสรรพระเจ้าและอาณาจักรของพระองค์ เพื่อทำให้แผนการบริหารของพระเจ้าเกี่ยวกับพระคริสต์นั้นสำเร็จลุล่วง.
นรธ.
1:16 ข เทียบ บพส.45:10
นรธ.
1:16 2 นางรูธเลือกที่จะไปยังดินแดนอิสราเอล เพราะเธออาจเคยได้ยินเรื่องราวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับพระเจ้า, พระสัญญาของพระเจ้า, และแผ่นดินงาม. เธอได้ยินข่าวประเสริฐมากพอที่จะทำให้เธอทำการเลือกสรรที่ดีเลิศนี้ (เทียบ รม.10:17).
นรธ.
1:20 ก อซด.15:23
นรธ.
1:20 1ก หมายความว่า สุขสบาย.
นรธ.
1:20 2 หมายความว่า ขมขื่น.
นรธ.
1:20 ข ยนซ.17:1
นรธ.
1:20 3 นางนาอะมีไม่ได้กบฏต่อการจัดการของพระเจ้า แต่ยอมรับว่าพระเจ้าไม่เพียงจัดการกับสามีของเธอเท่านั้น แต่ยังได้จัดการกับเธอด้วย (ข้อ 20–21; เทียบ ข้อ 3). กรณีนี้บ่งชี้ว่าเธอเป็นหญิงที่อยู่ในธรรม ซึ่งเชื่อในพระเจ้า, เคารพพระองค์, และยำเกรงพระองค์.
นรธ.
1:21 ก เทียบ โยบ1:21
นรธ.
1:21 1 ฉบับอื่นแปลเป็น เป็นพยานต่อต้านฉัน.
นรธ.
1:22 1 ข้าวบาร์เลย์นั้นสุกงอมก่อนธัญพืชชนิดอื่นๆ (2ซมอ.21:9) ซึ่งเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นขึ้น (1กธ.15:20). ข้าวบาร์เลย์และข้าวสาลี (2:23) เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้ทรงเป็นส่วนประกอบสำหรับทำเป็นอาหารให้แก่ทั้งพระเจ้าและพลไพร่ของพระองค์ (ลวต.2; ยฮ.6:9, 33, 35).