ผู้วินิจฉัย บทที่ 2
4. คำตักเตือนจากทูตของพระยะโฮวา (พระคริสต์ในฐานะพระยะโฮวาผู้ทำการเคลื่อนไหวในพันธสัญญาเดิมเพื่อดูแลชนชาติอิสราเอล) — 2:1–5
วนฉ.
2:1 1กทูตของพระยะโฮวาได้ขึ้นไปจากขฆีละฆาลถึงโบคิม และท่านกล่าวว่า เราได้นำเจ้าทั้งหลายคขึ้นมาจากอียิปต์ และได้นำพวกเจ้าเข้ามายังดินแดนซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้แก่บรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลาย. และเราได้กล่าวว่า เราจะไม่มีวันหักทำลายงพันธสัญญาที่เราตั้งไว้กับเจ้าเลย
วนฉ.
2:2 และเจ้าทั้งหลายอย่าตั้งกพันธสัญญากับผู้ที่อาศัยในดินแดนนี้ พวกเจ้าจงรื้อทำลายแท่นบูชาของพวกเขาเสีย. แต่เจ้าทั้งหลายไม่เชื่อฟังเสียงของเรา. นี่คืออะไรเล่าที่เจ้าได้กระทำไป?
วนฉ.
2:3 ฉะนั้นเราได้กล่าวอีกว่า เราจะไม่ขับไล่เขาเหล่านั้นออกไปให้พ้นหน้าเจ้าทั้งหลาย แต่พวกเขาจะเป็นกหนามอยู่ที่สีข้างของพวกเจ้า และบรรดาพระของพวกเขาจะเป็นขบ่วงแร้วต่อเจ้าทั้งหลาย.
วนฉ.
2:4 เมื่อทูตของพระยะโฮวากล่าวคำเหล่านี้แก่ชนชาติอิสราเอลทั้งปวงแล้ว พลไพร่ก็ส่งเสียงร้องไห้.
วนฉ.
2:5 และพวกเขาเรียกสถานที่นั้นว่า 1โบคิม. และพวกเขาได้ถวายเครื่องบูชาแด่พระยะโฮวาที่นั่น.
II. ชนชาติอิสราเอลละทิ้งพระเจ้า (ประกอบด้วยการทนทุกข์จากการพ่ายแพ้, การกลับใจของพวกเขา, และการช่วยให้รอดพ้นของพระเจ้า) — 2:6—16:31
1. สาเหตุที่ชนชาติอิสราเอลละทิ้งพระเจ้า —2:6–10
วนฉ.
2:6 กบัดนี้เมื่อยะโฮซูอะปล่อยพลไพร่ไปแล้ว ชนชาติอิสราเอลต่างก็เข้าไปยึดครองดินแดนที่เป็นมรดกของตน.
วนฉ.
2:7 พลไพร่ก็ได้กปรนนิบัติพระยะโฮวาตลอดวันเวลาของยะโฮซูอะ และตลอดวันเวลาของพวกผู้อาวุโสที่มีอายุยาวนานกว่ายะโฮซูอะและเป็นผู้เห็นพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้นของพระยะโฮวา ซึ่งได้ทรงกระทำเพื่อชนชาติอิสราเอล.
วนฉ.
2:8 ยะโฮซูอะบุตรนูนผู้รับใช้ของพระยะโฮวา กสิ้นชีวิตเมื่ออายุหนึ่งร้อยสิบปี.
วนฉ.
2:9 เขาทั้งหลายก็ฝังท่านไว้ในอาณาเขตที่เป็นมรดกของท่าน คือที่เมือง1กธิมนัธเฮเร็ศในเขตเทือกเขาเอ็ฟรายิม ทางทิศเหนือของภูเขาฆาอัศ.
วนฉ.
2:10 และคนชั่วอายุนั้นทั้งหมดก็ถูกรวบรวมไปอยู่กับบรรพบุรุษของเขา แล้วคนอีกชั่วอายุหนึ่งก็เกิดตามมา พวกเขากไม่รู้จักพระยะโฮวาหรือพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อชนชาติอิสราเอล.
2. วัฏจักรแห่งประวัติศาสตร์ที่น่าเวทนาของชนชาติอิสราเอลที่ได้ละทิ้งพระเจ้า — 2:11–20
วนฉ.
2:11 และชนชาติอิสราเอลกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระยะโฮวา และกปรนนิบัติพระบาละทั้งหลาย.
วนฉ.
2:12 พวกเขา1กละทิ้งพระยะโฮวาพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเขา ผู้ทรงนำพวกเขาออกจากดินแดนอียิปต์ พวกเขาไปขติดตามพระอื่นจากท่ามกลางบรรดาพระของชนชาติทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบ และนมัสการพระเหล่านั้น ทำให้พระยะโฮวาทรงพิโรธ.
วนฉ.
2:13 เขาทั้งหลายได้ละทิ้งพระยะโฮวาไปปรนนิบัติกพระบาละ และพระอัศธาโรธ.
วนฉ.
2:14 ดังนั้นพระพิโรธของพระยะโฮวาจึงพลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล พระองค์จึงทรงกมอบพวกเขาไว้ในมือผู้ปล้น และพวกนี้ได้ปล้นพวกเขา และพระองค์ทรงขขายพวกเขาไว้ในมือของบรรดาศัตรูที่อยู่ล้อมรอบ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่สามารถยืนหยัดต่อหน้าศัตรูได้อีกต่อไป.
วนฉ.
2:15 เขาทั้งหลายออกไปเมื่อไร พระหัตถ์ของพระยะโฮวาก็ต่อต้านพวกเขาด้วยสิ่งชั่วร้าย ดังที่พระยะโฮวากตรัสแล้ว และดังที่พระยะโฮวาทรงปฏิญาณไว้กับเขา และเขาทั้งหลายก็เป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก.
วนฉ.
2:16 แล้วพระยะโฮวาทรงตั้งกเหล่าผู้วินิจฉัยขึ้น ซึ่งได้ขช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นจากมือของผู้ที่ปล้นเขา.
วนฉ.
2:17 แต่เขาทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อฟังบรรดาผู้วินิจฉัยของเขา เพราะพวกเขากล่วงประเวณีกับพระอื่น และนมัสการพระเหล่านั้น. เขาได้หันไปอย่างรวดเร็วจากทางซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้ดำเนิน คือวิถีทางแห่งการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระยะโฮวา แต่เขาทั้งหลายไม่ได้ประพฤติเช่นนั้น.
วนฉ.
2:18 เมื่อพระยะโฮวาทรงตั้งผู้วินิจฉัยขึ้นมาเพื่อพวกเขา พระยะโฮวาก็กสถิตอยู่กับผู้วินิจฉัยนั้น และพระองค์ทรงช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรูตลอดวันเวลาของผู้วินิจฉัยนั้น เพราะพระยะโฮวาทรงสงสารเขาทั้งหลาย เมื่อทรงฟังเสียงขคร่ำครวญของเขาเนื่องด้วยผู้ที่ข่มเหงและบีบบังคับพวกเขา.
วนฉ.
2:19 แต่เมื่อผู้วินิจฉัยนั้นกสิ้นชีวิต เขาทั้งหลายก็หันกลับไปกระทำสิ่งที่เสื่อมเสียยิ่งกว่าบรรพบุรุษของเขาเสียอีก โดยไปติดตาม ปรนนิบัติ และนมัสการพระอื่นๆ พวกเขาไม่เคยละจากความชั่วที่เคยทำ หรือจากทางดื้อรั้นของเขาเลย.
วนฉ.
2:20 ดังนั้นพระพิโรธของพระยะโฮวาจึงพลุ่งขึ้นต่อชนชาติอิสราเอล และพระองค์ตรัสว่า เพราะชนประเทศนี้ได้ละเมิดพันธสัญญาซึ่งเราได้บัญชาไว้กับบรรพบุรุษของเขา และพวกเขาไม่ฟังเสียงของเรา
3. พระยะโฮวาทรงทดสอบชนชาติอิสราเอล — 2:21—3:6
วนฉ.
2:21 ดังนั้นนานาประเทศซึ่งยะโฮซูอะปล่อยให้หลงเหลืออยู่เมื่อเขาสิ้นชีวิตนั้น เราจะกไม่ขับไล่ให้พ้นหน้าพวกเขาอีกต่อไป
วนฉ.
2:22 เพื่อเราจะใช้พวกเขามากทดสอบชนชาติอิสราเอลว่า พวกเขาจะรักษาพระมรรคาของเราและดำเนินตามอย่างที่บรรพบุรุษของเขาได้ถือรักษาไว้หรือไม่.
วนฉ.
2:23 ดังนั้นพระยะโฮวาจึงทรงปล่อยนานาประเทศเหล่านี้ไว้ ไม่ทรงขับไล่ให้ออกไปเสียโดยเร็ว และไม่ได้ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของยะโฮซูอะ.
คำอธิบาย ผู้วินิจฉัย บทที่ 2
วนฉ.
2:1 ก อฤธ.22:22; วนฉ.5:23
วนฉ.
2:1 1ก ทูตของพระยะโฮวาก็คือตัวของพระเจ้าเองที่อยู่ในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งได้กลายเป็นผู้รับใช้มาปรนนิบัติผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรร (ฮร.1:14). การแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพคือพระคริสต์ และพระคริสต์ก็คือทูตของพระยะโฮวาที่ได้ทรงดูแลชนชาติอิสราเอลในฐานะพระยะโฮวาที่ทรงกระทำการเคลื่อนไหวในพันธสัญญาเดิม (ดู อซด.3:2 คำอธิบาย 1). การที่พระคริสต์ทรงเป็นทูตของพระยะโฮวานั้นหมายความว่าพระเจ้าทรงแต่งตั้งและมอบหมายตัวของพระองค์เองในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ให้มากระทำการดูแลพลไพร่ของพระองค์.
เนื่องจากชนชาติอิสราเอลไม่ได้ประพฤติตัวเป็นภรรยาที่ถูกต้อง พระยะโฮวาผู้เป็นสามี, ศีรษะ, และกษัตริย์ของอิสราเอลจึงได้กลายมาเป็นผู้รับใช้ภรรยาของพระองค์. พระองค์ไม่ได้เสด็จมาหาเธอในฐานะสามี, ศีรษะ, หรือกษัตริย์ แต่เสด็จมาในฐานะทูตของพระยะโฮวา ซึ่งก็คือผู้ที่พระยะโฮวาทรงใช้มา (ซคย.2:9–11). ในเมื่ออิสราเอลไม่เห็นว่าพระยะโฮวาทรงเป็นศีรษะ พระองค์จึงกลายเป็นผู้รับใช้มาปรนนิบัติเธอ. พระคำของพระองค์ที่ตรัสแก่อิสราเอลในข้อ 1–3 ไม่ใช่คำตำหนิหรือคำบัญชา แต่เป็นคำตักเตือนของผู้รับใช้.
เนื่องจากชนชาติอิสราเอลไม่ได้ประพฤติตัวเป็นภรรยาที่ถูกต้อง พระยะโฮวาผู้เป็นสามี, ศีรษะ, และกษัตริย์ของอิสราเอลจึงได้กลายมาเป็นผู้รับใช้ภรรยาของพระองค์. พระองค์ไม่ได้เสด็จมาหาเธอในฐานะสามี, ศีรษะ, หรือกษัตริย์ แต่เสด็จมาในฐานะทูตของพระยะโฮวา ซึ่งก็คือผู้ที่พระยะโฮวาทรงใช้มา (ซคย.2:9–11). ในเมื่ออิสราเอลไม่เห็นว่าพระยะโฮวาทรงเป็นศีรษะ พระองค์จึงกลายเป็นผู้รับใช้มาปรนนิบัติเธอ. พระคำของพระองค์ที่ตรัสแก่อิสราเอลในข้อ 1–3 ไม่ใช่คำตำหนิหรือคำบัญชา แต่เป็นคำตักเตือนของผู้รับใช้.
วนฉ.
2:1 ข ยฮซ.4:19; 10:15
วนฉ.
2:1 ค อซด.14:19; 23:20
วนฉ.
2:1 ง ยนซ.17:7; อซด.6:4; พบญ.31:16
วนฉ.
2:2 ก อซด.23:32; 34:12–13; พบญ.7:2, 5
วนฉ.
2:3 ก อฤธ.33:55
วนฉ.
2:3 ข อซด.23:33; พบญ.7:16; ยฮซ.23:13; บพส.106:36
วนฉ.
2:5 1 หมายความว่า เหล่าผู้ร้องไห้.
วนฉ.
2:6 ก ข้อ 6–9: เทียบ ยฮซ.24:28–31
วนฉ.
2:7 ก ยฮซ.24:31
วนฉ.
2:8 ก ยฮซ.24:29
วนฉ.
2:9 ก เทียบ ยฮซ.19:50; 24:30
วนฉ.
2:9 1ก ต้นฉบับโบราณบางฉบับอ่านเป็น ธิมนัธเซรา (เทียบ ยฮซ.19:50; 24:30).
วนฉ.
2:10 ก 1ซมอ.2:12; เทียบ พบญ.11:1; ยรม.5:4; มคา.4:12
วนฉ.
2:11 ก วนฉ.3:7; 10:6, 10; 1ซมอ.12:10
วนฉ.
2:12 ก พบญ.31:16
วนฉ.
2:12 1ก ในเยเนซิศบทที่ 3 มนุษย์ได้เริ่มต้นละทิ้งพระเจ้า คือเมื่อมนุษย์ตกอยู่ภายใต้การล่อลวงของซาตาน เขาจึงได้ละทิ้งพระเจ้าผู้เป็นต้นไม้แห่งชีวิตและนำตัวเองไปเข้าสนิทกับซาตานผู้เป็นต้นไม้แห่งความรู้ (ยนซ.2:9, 16–17; 3:1–6). แท้จริงแล้ว การกินต้นไม้แห่งความรู้ก็คือการแต่งงานกับซาตานและหย่าร้างกับพระเจ้า. ตั้งแต่มนุษย์เริ่มดำรงอยู่ มนุษย์ก็ได้ละทิ้งพระเจ้าตลอดมาและเข้าสนิทกับซาตาน อีกทั้งต้อนรับเอาสิ่งต่างๆ มากมายมาแทนที่พระเจ้า (รูปเคารพ). การละทิ้งพระเจ้าและเข้าสนิทกับซาตาน ซึ่งได้ถูกบรรยายไว้ในที่นี้โดยการที่ชนชาติอิสราเอลได้ละทิ้งพระยะโฮวาและนำตัวเองไปเข้าสนิทกับรูปเคารพนั้นเป็นปัจจัยที่หนักหนาที่สุดที่อยู่เบื้องหลังความสับสนวุ่นวายในสังคมของมนุษย์ รวมถึงในพวกอิสราเอลด้วย. ดู ยรม.2:13 และคำอธิบาย.
วนฉ.
2:12 ข พบญ.6:14; วนฉ.2:17, 19
วนฉ.
2:13 ก วนฉ.3:7; 10:6
วนฉ.
2:14 ก 2พกษ.17:20; นฮย.9:27
วนฉ.
2:14 ข วนฉ.3:8; 4:2; 6:1; 13:1; 1ซมอ.12:9
วนฉ.
2:15 ก เทียบ ลวต.26:14–46; พบญ.28:15–68
วนฉ.
2:16 ก กจ.13:20
วนฉ.
2:16 ข วนฉ.3:15, 31; 10:1, 12; 13:5; 1ซมอ.12:11; นฮย.9:27
วนฉ.
2:17 ก พบญ.31:16; วนฉ.8:27, 33; 1คนก.5:25
วนฉ.
2:18 ก วนฉ.1:19
วนฉ.
2:18 ข วนฉ.3:9, 15; 4:3; 6:6; 10:10
วนฉ.
2:19 ก วนฉ.3:11–12; 4:1; 8:33
วนฉ.
2:21 ก วนฉ.2:3; ยฮซ.23:13
วนฉ.
2:22 ก อซด.15:25; พบญ.8:2, 16; 13:3; วนฉ.3:1, 4