ผู้วินิจฉัย บทที่ 1
หัวข้อหลัก: ชนชาติอิสราเอลละทิ้งพระเจ้า, ทนทุกข์กับการพ่ายแพ้แก่ศัตรู, และค่อยๆ เสื่อมถอยไป
ผู้เขียน: น่าจะเป็นซามูเอล.
เวลาที่เขียน: ศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตศักราช.
สถานที่เขียน: คะนาอัน.
ช่วงเวลาที่ได้ครอบคลุมถึง: เกือบ 305 ปี เริ่มตั้งแต่ 1425 — 1120 ปี ก่อนคริสตศักราช หลังจากยะโฮซูอะสิ้นชีวิต (1:1) จนถึงซิมโซนสิ้นชีวิต (16:30–31; เทียบ กจ.13:19–20)
I. ชนชาติอิสราเอลเชื่อพึ่งพระเจ้า — 1:1—2:5
1. ความกล้าหาญและชัยชนะของยูดา — 1:1–21
วนฉ.
1:1 1หลังจากยะโฮซูอะสิ้นชีวิตแล้ว ชนชาติอิสราเอล2กทูลถามพระยะโฮวาว่า ใครจะขึ้นไปสู้รบกับชนชาติคะนาอันเพื่อพวกเราขก่อน เพื่อไปทำสงครามกับพวกเขา?
วนฉ.
1:2 พระยะโฮวาตรัสว่า กยูดาจะขึ้นไป บัดนี้เราได้มอบดินแดนนั้นไว้ในมือของเขาแล้ว.
วนฉ.
1:3 ยูดาจึงพูดกับกซิมโอนพี่ชายของตนว่า จงขึ้นไปกับฉันในดินแดนที่ฉันจับฉลากได้ และเราจะสู้รบกับชนชาติคะนาอัน และฉันก็จะไปร่วมในดินแดนที่พี่จับฉลากได้ด้วย. และซิมโอนก็ไปกับเขา.
วนฉ.
1:4 แล้วยูดาก็ขึ้นไป และพระยะโฮวาทรงมอบชนชาติคะนาอันและชนชาติฟะริซีไว้ในมือของพวกเขา และพวกเขาก็ประหารคนที่เมืองเบเซ็คหนึ่งหมื่นคน.
วนฉ.
1:5 และเขาทั้งหลายพบอาโดนีเบเซ็คในเมืองเบเซ็ค และสู้รบกับท่าน พวกเขาได้ประหารชนชาติคะนาอันและชนชาติฟะริซี.
วนฉ.
1:6 ส่วนอาโดนีเบเซ็คหนีไป แต่พวกเขาไล่ตามจับได้ พวกเขาตัดนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วหัวแม่เท้าของท่านออกเสีย.
วนฉ.
1:7 อาโดนีเบเซ็คกล่าวว่า มีกษัตริย์เจ็ดสิบองค์ที่มีหัวแม่มือและหัวแม่เท้าถูกตัดออก ได้เก็บเศษอาหารอยู่ใต้โต๊ะของเรา เรากระทำต่อเขาอย่างไร พระเจ้าก็ทรงกระทำต่อเราอย่างนั้น. เขาทั้งหลายก็นำท่านมาที่เมืองเยรูซาเล็ม และท่านก็สิ้นชีวิตที่นั่น.
วนฉ.
1:8 และคนยูดาได้โจมตีเมืองกเยรูซาเล็มและยึดเมืองได้ จึงฆ่าฟันชาวเมืองเสียด้วยคมดาบ และเอาไฟเผาเมืองเสีย.
วนฉ.
1:9 ภายหลังคนยูดาได้ลงไปสู้รบกับชนชาติคะนาอัน ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทือกเขา ในเนเกบ และในที่ลุ่ม.
วนฉ.
1:10 กและคนยูดาได้ไปสู้รบกับชนชาติคะนาอันผู้ที่อาศัยอยู่ในเฮ็บโรน (เมืองเฮ็บโรนนั้นแต่ก่อนมีชื่อว่า คิริยัธอะระบา) และพวกเขาได้ประหารเซซัย, อะฮีมาน, และธัลมาย.
วนฉ.
1:11 เขายกจากที่นั่นไปสู้รบกับผู้ที่อาศัยในเมืองดะเบียร์ (เมืองดะเบียร์นั้นแต่ก่อนมีชื่อว่า คิริยัธเซฟัร.)
วนฉ.
1:12 และคาเล็บกล่าวว่า ผู้ที่ตีเมืองคิริยัธเซฟัรและยึดได้ เราจะยกอัคซาบุตรสาวของเราให้เป็นภรรยา.
วนฉ.
1:13 กอัธนีเอลบุตรคะนัศ น้องชายของคาเล็บยึดเมืองนั้นได้ คาเล็บจึงยกอัคซาบุตรสาวของตนให้เป็นภรรยา.
วนฉ.
1:14 อยู่มาเมื่อแต่งงานกันแล้ว นางจึงชวนสามีให้ขอที่นาจากบิดาของนาง. นางก็ลงจากหลังลา คาเล็บจึงถามนางว่า “เจ้าต้องการอะไร?”
วนฉ.
1:15 นางจึงตอบท่านว่า ขอพรให้ลูกสักอย่างหนึ่งเถิด เพราะพ่อให้ดินแดนเนเกบแก่ลูกแล้ว ขอพ่อให้น้ำพุแก่ลูกด้วย” และคาเล็บก็ยกน้ำพุบนและน้ำพุล่างให้แก่นาง.
วนฉ.
1:16 ลูกหลานคนเคนีผู้เป็นพ่อตาของโมเซได้ขึ้นไปจากเมืองต้นอินทผลัมพร้อมกับคนยูดามาถึงป่ากันดารแห่งยูดาซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองอาราด. และเขาก็ไปอาศัยอยู่กับชนชาตินั้น.
วนฉ.
1:17 และยูดาก็ไปกับซิมโอนพี่ชายของเขา พวกเขาประหารชนชาติคะนาอันผู้อาศัยอยู่ในเมืองซะฟาธ และทำลายเมืองนั้นจน1หมดสิ้น เขาจึงเรียกชื่อเมืองนั้นว่า 2ฮัรมา.
วนฉ.
1:18 ยูดาได้ยึดเมืองฆาซา, เมืองอัศคะโลน, และเมืองเอ็คโรนพร้อมทั้งอาณาเขตของเมืองเหล่านั้นไว้ด้วย
วนฉ.
1:19 และพระยะโฮวาสถิตอยู่กกับยูดา. เขาจึงได้เขตเทือกเขาเป็นกรรมสิทธิ์ แต่พวกเขาไม่อาจขับไล่ผู้ที่อาศัยอยู่ในหุบเขา เพราะพวกนั้นมีรถรบเหล็ก.
วนฉ.
1:20 เมืองเฮ็บโรนนั้นเขายกให้คาเล็บดังที่กโมเซได้กล่าวไว้ คาเล็บจึงขับไล่บุตรชายทั้งสามคนของ1อะนาคออกไปจากที่นั่นเสีย.
วนฉ.
1:21 1แต่คนเบ็นยามินไม่ได้ขับไล่ชนชาติกยะบูศผู้อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มออกไป ดังนั้นชนชาติยะบูศจึงอาศัยอยู่กับคนเบ็นยามินในเมืองเยรูซาเล็มจนถึงทุกวันนี้.
2. วงศ์วานของโยเซฟขึ้นไปโจมตีเมืองเบ็ธเอล, พระยะโฮวาสถิตอยู่กับพวกเขา, และพวกเขาได้ประหารผู้คนในเมืองนั้นด้วยคมดาบ — 1:22–26
วนฉ.
1:22 วงศ์วานของโยเซฟก็ได้ขึ้นไปโจมตีเมืองเบ็ธเอลด้วย และพระยะโฮวาสถิตอยู่กกับพวกเขา.
วนฉ.
1:23 วงศ์วานของโยเซฟได้ใช้คนไปสอดแนมเมืองเบ็ธเอล (แต่ก่อนเมืองนี้ชื่อ กลูศ.)
วนฉ.
1:24 และพวก1ผู้สอดแนมเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเมือง จึงพูดกับเขาว่า จงชี้ทางเข้าเมืองนี้ให้แก่เราและเราจะเมตตาเจ้า.
วนฉ.
1:25 ชายคนนั้นก็ชี้ทางเข้าเมืองให้และพวกเขาประหารชาวเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ แต่ปล่อยชายนั้นและคนในครอบครัวทั้งหมดของเขาไป.
วนฉ.
1:26 ชายคนนั้นก็เข้าไปในดินแดนของชนชาติเฮ็ธ และสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง เรียกชื่อว่าเมืองลูศ ซึ่งเป็นชื่ออยู่จนทุกวันนี้.
3. ข้อบกพร่องบางประการ — 1:27–36
วนฉ.
1:27 กมะนาเซไม่ได้ขับไล่ชาวเมืองเบธซาน หรือชาวเมืองธานาค หรือผู้ที่อาศัยในเมืองโดระ หรือผู้ที่อาศัยในเมืองยิบลาม หรือผู้ที่อาศัยในเมืองมะฆีโด และคนในตำบลต่างๆ รอบเมืองเหล่านั้นออกไป แต่ชนชาติคะนาอันขัดขืนที่จะอาศัยอยู่ในดินแดนนั้น.
วนฉ.
1:28 อยู่มาเมื่อชนชาติอิสราเอลเข้มแข็งขึ้น ก็บังคับเกณฑ์ชนชาติคะนาอันเป็นกแรงงาน แต่ไม่ได้ขับไล่เขาออกไปจนหมดสิ้น.
วนฉ.
1:29 กและเอ็ฟรายิมไม่ได้ขับไล่ชนชาติคะนาอัน ผู้อาศัยอยู่ในเมืองเฆเซอร์ออกไป แต่ชนชาติคะนาอันอาศัยอยู่ในเมืองเฆเซอร์ท่ามกลางพวกเขา.
วนฉ.
1:30 ซะบูโลนไม่ได้ขับไล่ผู้ที่อาศัยในเมืองฆิดโรนหรือผู้ที่อาศัยในเมืองนาฮาโลล ออกไป แต่ชนชาติคะนาอันอาศัยอยู่ท่ามกลางเขาและถูกเกณฑ์เป็นแรงงาน.
วนฉ.
1:31 อาเซ็รไม่ได้ขับไล่ผู้ที่อาศัยในเมืองอาโค หรือผู้ที่อาศัยในเมืองซีโดน, เมือง อัคลาบ, เมืองอัคซีบ, เมืองเฮ็ลยา, เมืองอาฟิก, และเมืองระโฮบ
วนฉ.
1:32 แต่คนอาเซ็รอาศัยอยู่ท่ามกลางชนชาติคะนาอันที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้น เพราะว่าเขาไม่ได้ขับไล่ชนชาติคะนาอันออกไป.
วนฉ.
1:33 นัฟธาลีไม่ได้ขับไล่ผู้ที่อาศัยในเมืองเบธเซเม็ศ หรือผู้ที่อาศัยในเมืองเบธะนาธ แต่พวกเขาได้อาศัยอยู่ท่ามกลางชนชาติคะนาอันที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้น. อย่างไรก็ดีผู้ที่อาศัยในเมืองเบธเซเม็ศและเมืองเบธะนาธก็ถูกเกณฑ์ให้เป็นแรงงานสำหรับพวกเขา.
วนฉ.
1:34 ชนชาติอะโมรีได้บีบคนกดานเข้าไปในเขตเทือกเขา และไม่ยอมให้ลงมายังหุบเขา.
วนฉ.
1:35 ชนชาติอะโมรีขัดขืนที่จะอาศัยอยู่ที่ภูเขาเฮเร็ศในเมืองอายาโลน และในเมืองซาละบิม แต่มือของวงศ์วานโยเซฟมีอิทธิพลเหนือเขา ดังนั้นชนชาติอะโมรีจึงถูกเกณฑ์ให้เป็นแรงงาน.
วนฉ.
1:36 และเขตแดนของชนชาติอะโมรี เริ่มตั้งแต่ทางขึ้นเนินอัคราบีมคือตั้งแต่เมืองเซลาเรื่อยขึ้นไป.
คำอธิบาย ผู้วินิจฉัย บทที่ 1
วนฉ.
1:1 1 ตามมุมมองทั้งหมดของพันธสัญญาเดิมแล้ว พระเจ้าได้ทรงสมรสกับอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย (ดู อซด.20:6 คำอธิบาย 1). ในแนวคิดและความปรารถนาของพระเจ้า พระองค์ประสงค์ที่จะกลายเป็นสามีของอิสราเอล และประสงค์ให้อิสราเอลกลายเป็นภรรยาของพระองค์ คือมีการดำเนินชีวิตที่ติดต่อกับพระองค์อย่างใกล้ชิดสนิทสนมที่สุดอยู่ในการเข้าสนิทแห่งการสมรสที่อัศจรรย์นี้. ในการเขียนหนังสือประวัติศาสตร์นั้น ซามูเอลได้วางหนังสือผู้วินิจฉัยไว้หลังหนังสือยะโฮซูอะเพื่อที่จะแสดงให้เราเห็นว่าอิสราเอลได้ดำเนินชีวิตต่อสามีของเธออย่างไร. ดังที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือเล่มนี้ อิสราเอลไม่ได้มีใจที่จะเป็นภรรยาของพระยะโฮวา. เธอได้ละทิ้งพระเจ้าผู้เป็นสามีของเธอไปล่วงประเวณีกับพระอื่นและนมัสการพระเหล่านั้น (2:11–13, 17; 3:7; 8:33; 10:6; เทียบ ยรม.11:13; ยอค.16:25–26; ฮซอ.1:2; 2:2). หลังจากที่ได้บันทึกเรื่องราวของยูดากับคาเล็บใน 1:1–20 แล้ว ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็เต็มไปด้วยความเสื่อมทรามและความเสื่อมเสียของหญิงโสเภณี. หนังสือยะโฮซูอะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่เต็มไปด้วยชัยชนะอันอัศจรรย์ในการสถิตอยู่ของพระยะโฮวาซึ่งมีต่อบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในคะนาอัน แต่หนังสือผู้วินิจฉัยกลับเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ที่น่าเวทนาภายใต้เงื้อมมือของศัตรู เพราะพวกเขาได้ละทิ้งพระยะโฮวา. นี่ก็คือความหมายทางภายในของหนังสือผู้วินิจฉัย.
เนื้อหาของหนังสือผู้วินิจฉัยประกอบด้วยการที่ชนชาติอิสราเอลเชื่อพึ่งพระเจ้า, ละทิ้งพระเจ้า, พ่ายแพ้แก่เหล่าศัตรู, กลับใจต่อพระเจ้าในความน่าเวทนา, ได้รับการช่วยให้รอดพ้นผ่านเหล่าผู้วินิจฉัย, และจากนั้นก็เสื่อมเสียไปอีก (1:1–2; 2:11—3:11). กรณีนี้ได้กลายเป็นวัฏจักรที่วนเวียนซ้ำกันเจ็ดครั้งในหนังสือผู้วินิจฉัย.
เนื้อหาของหนังสือผู้วินิจฉัยประกอบด้วยการที่ชนชาติอิสราเอลเชื่อพึ่งพระเจ้า, ละทิ้งพระเจ้า, พ่ายแพ้แก่เหล่าศัตรู, กลับใจต่อพระเจ้าในความน่าเวทนา, ได้รับการช่วยให้รอดพ้นผ่านเหล่าผู้วินิจฉัย, และจากนั้นก็เสื่อมเสียไปอีก (1:1–2; 2:11—3:11). กรณีนี้ได้กลายเป็นวัฏจักรที่วนเวียนซ้ำกันเจ็ดครั้งในหนังสือผู้วินิจฉัย.
วนฉ.
1:1 ก อฤธ.27:21; 1ซมอ.22:10; 23:9–10; 2ซมอ.2:1
วนฉ.
1:1 2ก ชนชาติอิสราเอลได้ทูลถามพระยะโฮวาในตอนเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งในข้อ 1–20 ได้บรรยายภาพเหตุการณ์ที่งดงามของชนชาติอิสราเอลที่ได้เชื่อพึ่งพระเจ้า. รูปภาพที่อัศจรรย์ของการเป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นภาพล่วงหน้าของการเข้าสนิททางอินทรียภาพระหว่างพระเจ้ากับพลไพร่ของพระองค์นั้นคือการสานต่อความเป็นหนึ่งที่อยู่ในหนังสือยะโฮซูอะในขณะที่พลไพร่อิสราเอลได้เข้าสู่แผ่นดินงามเป็นครั้งแรก (ยฮซ.6).
วนฉ.
1:1 ข วนฉ.20:18
วนฉ.
1:2 ก ยนซ.44:14; 49:8–10; อฤธ.7:12
วนฉ.
1:3 ก ยฮซ.19:1
วนฉ.
1:8 ก เทียบ วนฉ.1:21; ยฮซ.15:63; 1ซมอ.17:54; 2ซมอ.5:6
วนฉ.
1:10 ก ข้อ 10–15: ยฮซ.15:13–19
วนฉ.
1:13 ก วนฉ.3:9
วนฉ.
1:17 1 แปลตามตรงคือ มอบไว้ (หรือ ทำลาย).
วนฉ.
1:17 2 หมายความว่า มอบถวาย.
วนฉ.
1:19 ก วนฉ.1:22; 2:18; 6:12; ยฮซ.6:27; 2ซมอ.5:10; 2พกษ.18:7
วนฉ.
1:20 ก อฤธ.14:24; พบญ.1:36; ยฮซ.14:13; 15:13–14
วนฉ.
1:20 1 ดู อฤธ.13:33 และคำอธิบาย.
วนฉ.
1:21 1 แม้ว่ายูดาจะกล้าหาญและได้รับชัยชนะ (ข้อ 1–19ก, 20) แต่ชัยชนะของเขานั้นก็ยังไม่เด็ดขาด แต่กลับยังมีข้อบกพร่องอยู่ เพราะเขาไม่ได้ขับไล่ผู้ที่อาศัยอยู่ในหุบเขา (ข้อ 19ข) และชนชาติยะบูศออกไป (ข้อ 21). ทำนองเดียวกัน มะนาเซ, เอ็ฟรายิม, ซะบูโลน, อาเซ็ร, นัฟธาลี, และดานก็ไม่ได้ขับไล่ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนของพวกเขาออกไปทั้งหมด (ข้อ 27, 29–36). ผลลัพธ์ที่ชนชาติอิสราเอลไม่เชื่อฟังโดยไม่ได้ขับไล่เผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในคะนาอันออกไปให้หมด (อซด.23:23–33; อฤธ.33:50–56), แต่กลับให้อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเขา, รับบุตรสาวของพวกเขามาเป็นภรรยาของตน, ยกบุตรสาวของตนให้แก่บุตรชายของพวกเขา, และปรนนิบัติพระของพวกเขา ทำให้พวกเขาได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า (3:5–6). ดู อซด.23:23 คำอธิบาย 1 และ อฤธ.33:52 คำอธิบาย 1.
วนฉ.
1:21 ก เทียบ ยฮซ.15:63
วนฉ.
1:22 ก วนฉ.1:19
วนฉ.
1:23 ก ยนซ.28:19; 35:6; 48:3; ยฮซ.18:13
วนฉ.
1:24 1 แปลตามตรงคือ ผู้เฝ้ายาม.
วนฉ.
1:27 ก ข้อ 27–28: ยฮซ.17:12–13
วนฉ.
1:28 ก พบญ.20:11; ยฮซ.16:10; 17:12–13; วนฉ.1:28, 30, 33, 35; 1พกษ.9:21; เทียบ ยฮซ.9:21
วนฉ.
1:29 ก ยฮซ.16:10
วนฉ.
1:34 ก เทียบ วนฉ.18:1