วิวรณ์ บทที่ 2
III. "สิ่งที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้" — คริสตจักรท้องถิ่นทั้งเจ็ด
2:1—3:22
2:1—3:22
1. คริสตจักรที่อยู่ในเอเฟโซ —
คริสตจักรที่อยู่ในตอนปลายสมัยแรกเริ่ม
2:1-7
คริสตจักรที่อยู่ในตอนปลายสมัยแรกเริ่ม
2:1-7
วว.
2:1 จง1เขียน[จดหมาย]ถึงทูตของคริสตจักรที่อยู่ใน2กเมืองเอเฟโซว่า "3องค์ผู้4ถือขดวงดาวทั้งเจ็ดไว้ใน[พระหัตถ์]เบื้องขวาและ4ดำเนินอยู่คท่ามกลางง คันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้น ตรัสดังนี้ว่า
วว.
2:2 กเรารู้ถึง1ขการประพฤติของเจ้า, การตรากตรำของเจ้า, และคความอดทนของเจ้า และรู้ว่าเจ้าไม่อาจทนต่อคนชั่วเหล่านั้นได้ เจ้าได้ง ทดลองดูคนเหล่านั้นที่2เรียกตัวเองว่าเป็นจอัครทูต แต่ไม่ได้เป็น และเจ้าสังเกตได้ว่าเขาเป็นผู้เทียมเท็จ
วว.
2:3 และเจ้ามีความอดทน และได้ทนรับ[ทุกสิ่ง]เพราะกนามของเรา และไม่ได้อ่อนล้าไป.
วว.
2:4 แต่มีอยู่[เรื่องหนึ่ง]ที่เราจะกต่อว่าเจ้า คือเจ้าได้ละทิ้ง1ขความรัก2ดั้งเดิมของเจ้า.
วว.
2:5 เหตุฉะนั้นกจงหวนระลึกถึงจุดที่เจ้าได้ตกต่ำลงมา จงขกลับใจเสียใหม่และประพฤติตามอย่างเดิม มิฉะนั้นเราจะคมาหาเจ้า และถ้าเจ้าไม่กลับใจเสียใหม่ เราจะ1ย้ายคันประทีปของเจ้าออกจากที่.
วว.
2:6 แต่เจ้ายังมีสิ่งนี้อยู่คือ เจ้าเกลียดชังการประพฤติของ1กพวกนิโกลายตันซึ่งเราได้ขเกลียดชังนั้น.
วว.
2:7 ผู้ใดมี1กหูก็จงฟังข้อความซึ่ง2ขพระวิญญาณนั้นได้ตรัสแก่3คริสตจักรทั้งหลาย. ผู้ใด4คมีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้น5ง กิน[ผลไม้]จาก6จต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ใน7ฉสวนบรมสุขเกษมของพระเจ้า."
2. คริสตจักรที่อยู่ในซะมุระนา —
คริสตจักรที่อยู่ภายใต้การข่มเหง
2:8-11
คริสตจักรที่อยู่ภายใต้การข่มเหง
2:8-11
วว.
2:8 จงเขียน[จดหมาย]ถึงทูตของคริสตจักรที่อยู่ใน1เมืองซะมุระนาว่า "องค์ผู้เป็น2กคนแรกและคนสุดท้าย ผู้ได้ขตายแล้วแต่ยัง3มีชีวิตอยู่อีก ตรัสดังนี้ว่า
วว.
2:9 เรารู้ถึง1กความทุกข์ยากและ2ขความยากจนของเจ้า ถึงกระนั้นเจ้า2ก็ยังมั่งมีและรู้ถึง3คคำใส่ร้ายจากคนเหล่านั้นที่4เรียกตัวเองว่าเป็นง พวกยูดาย และ5ไม่ได้เป็น แต่เป็น6จธรรมศาลาของ7ฉซาตาน.
วว.
2:10 อย่ากกลัวต่อขความทุกข์ซึ่งเจ้ากำลังจะต้องเผชิญ. ดูเถิด1คมารจะขังพวกเจ้า[บางคน]ไว้ในง คุก เพื่อจะได้จทดลองพวกเจ้า และเจ้าจะประสบกับฉความทุกข์ยากถึง2ชสิบวัน. จงซสัตย์ซื่อฌจวบจนถึงตายและเราจะมอบ3ญมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า.
วว.
2:11 ผู้ใดมีกหูก็จงฟังข้อความซึ่งขพระวิญญาณนั้นได้ตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย. ผู้ใดมี1คชัยชนะ ผู้นั้นจะไม่ถูกทำร้ายโดย2ง ความตายที่สองเลย."
3. คริสตจักรที่อยู่ในเประฆาโม —
คริสตจักรที่แต่งงานกับโลก
2:12-17
คริสตจักรที่แต่งงานกับโลก
2:12-17
วว.
2:12 จงเขียน[จดหมาย]ถึงทูตของคริสตจักรที่อยู่ใน1เมืองเประฆาโมว่า "องค์ผู้มีกพระแสงดาบสองคมตรัสดังนี้ว่า
วว.
2:13 เรารู้ถึงที่อาศัยของเจ้า คือที่ตั้งแห่ง1บัลลังก์ของกซาตาน. เรารู้ว่าเจ้าถือ2ขนามของเราไว้มั่น และคไม่ได้ปฏิเสธ2ง หลักความเชื่อของเรา แม้ในวันเหล่านั้นที่3อันติปาผู้เป็นจพยานฉที่สัตย์ซื่อของเราต้องถูกชฆ่าเสียในท่ามกลางพวกเจ้า ซึ่งเป็นที่อาศัยของซซาตาน.
วว.
2:14 แต่เรามีบางสิ่งที่จะ1กต่อว่าเจ้า คือในที่เจ้าอยู่นั้นมีบางคนยึดถือ2ขคำสอนของ3คบีละอาม ซึ่งเป็นผู้สอนให้บาลาควางก้อนหินที่ทำให้สะดุดต่อหน้าบุตรหลานของอิสราเอล คือให้เขากิน4ง ของที่ได้บูชาแก่รูปเคารพและ4จล่วงประเวณีกัน.
วว.
2:15 ในที่เจ้าอยู่นั้น มีบางคนยึดถือ1กคำสอนของ2ขพวกนิโกลายตันด้วยเช่นกัน.
วว.
2:16 เหตุฉะนั้นจงกกลับใจเสียใหม่ มิเช่นนั้นเราจะ1ขมาหาเจ้า และจะ2โจมตีพวกเขาด้วยคดาบที่ออกมาจากปากของเรา.
วว.
2:17 ผู้ใดมีกหูก็จงฟังข้อความซึ่งขพระวิญญาณนั้นได้ตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย. ผู้ใด1คมีชัยชนะ เราจะมอบ2ง มานาที่จซ่อนเร้นให้แก่ผู้นั้น และจะมอบ3ฉหินขาวให้แก่ผู้นั้น บนหินนั้นจะจารึกไว้ซึ่ง4ชชื่อใหม่ที่ซไม่มีผู้ใดรู้จักนอกจากผู้ที่รับนั้น.''
4. คริสตจักรที่อยู่ในธุอาไตระ — คริสตจักรที่ทรยศ
2:18-29
2:18-29
วว.
2:18 จงเขียน[จดหมาย]ถึงทูตของคริสตจักรที่อยู่ใน1กเมืองธุอาไตระว่า "2ขพระบุตรของพระเจ้า ผู้มี3คพระเนตรดั่งเปลวเพลิง และมีง พระบาทดุจทองเหลืองสุกปลั่งตรัสดังนี้ว่า
วว.
2:19 เรากรู้ถึง1ขการประพฤติ, ความรัก, ความเชื่อ, การปรนนิบัติ, และความอดทนของเจ้า และรู้ว่าการประพฤติในเบื้องปลายของเจ้าก็มากยิ่งกว่าในเบื้องต้น.
วว.
2:20 แต่มีอยู่[เรื่องหนึ่ง]ที่เราจะกต่อว่าเจ้า คือเจ้ายอมให้1ผู้หญิง[ที่ชื่อ]ขอีซาเบล ซึ่ง2เรียกตัวเองว่าเป็น3ผู้เผยพระวจนะหญิงนั้น มา4คสอนและล่อลวงพวกทาสของเราให้5ง ล่วงประเวณีและกินของที่ได้บูชาแก่5จรูปเคารพ.
วว.
2:21 เราได้ให้หญิงนั้นมีเวลาที่จะกกลับใจเสียใหม่ แต่เธอขไม่ยอมกลับใจจากการล่วงประเวณีของตนเลย.
วว.
2:22 ดูเถิด เราจะทิ้งหญิงนั้นให้[นอนป่วย]อยู่บน1เตียง และบรรดาคนที่กเป็นชู้กับเธอ หากไม่ยอมกลับใจเสียใหม่จากการที่เธอประพฤตินั้น เราจะทิ้งไว้ให้ประสบกับ2ความทุกข์ยากแสนสาหัส.
วว.
2:23 เราจะใช้ความตายมา1ประหารลูกทั้งหลายของหญิงนั้นเสีย และคริสตจักรทั้งหลายจะได้รู้ว่า เราเป็นผู้กสำรวจ2ส่วนที่อยู่ภายในและสำรวจจิตใจ[ของมนุษย์] และเราจะตอบสนองแก่พวกเจ้าแต่ละคนตามขการประพฤติของเจ้า.
วว.
2:24 แต่พวกเจ้าที่ยังเหลืออยู่ในเมืองธุอาไตระที่ไม่ได้ถือกคำสอนนั้นและไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาเรียกกันว่า1ขสิ่งล้ำลึกของคซาตาน เรากล่าวแก่พวกเจ้าว่าภาระอื่นๆ เราจะไม่วางบนตัวเจ้า
วว.
2:25 แต่ซึ่งเจ้ามีอยู่แล้วจงกยึดไว้ให้มั่น1กว่าเราจะขมา.
วว.
2:26 ผู้ใด1กมีชัยชนะและถือรักษา2ขการงานของเราไว้คจนถึงที่สุด เราจะให้ผู้นั้น3ง มีอำนาจครอบครองประเทศต่างๆ
วว.
2:27 และผู้นั้นจะ1ปกครองพวกเขาด้วยกคทาเหล็ก ทำให้เขาแหลกเป็นชิ้นๆ ดุจขภาชนะดินของช่างปั้น เหมือนกับที่2คเราได้รับ[อำนาจ]มาจากพระบิดาของเรา
วว.
2:28 และเราจะมอบ1กดาวประจำรุ่งให้แก่ผู้นั้น.
วว.
2:29 ผู้ใดมี1กหูก็จงฟังข้อความซึ่งขพระวิญญาณนั้นได้ตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย."
คำอธิบาย วิวรณ์ บทที่ 2
วว.
2:1 1 หนังสือจดหมายทั้งเจ็ดฉบับในบทที่ 2—3 ได้บันทึกถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของคริสตจักรทั้งเจ็ดในเวลานั้น. อย่างไรก็ตามเนื่องจากหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแห่งเครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นคำพยากรณ์ ดังนั้นสถานการณ์ของคริสตจักรทั้งเจ็ดในที่นี่จึงเป็นเครื่องหมายด้วยเช่นกัน โดยเป็นเครื่องหมายที่ได้พยากรณ์ถึงการก้าวหน้าของคริสตจักรในเจ็ดช่วงเวลา. จดหมายฉบับแรกซึ่งเขียนไปถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซนั้นได้ให้รูปภาพของคริสตจักรในช่วงตอนปลายของสมัยแรกเริ่มอันเป็นคริสตจักรในช่วงเวลาที่หนึ่งโดยอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่หนึ่ง. จดหมายฉบับที่สองซึ่งเขียนไปถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองซะมุระนานั้นเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักรที่ทนทุกข์อยู่ภายใต้การข่มเหงของจักรวรรดิโรมัน ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่หนึ่งถึงต้นศตวรรษที่สี่ซึ่งเป็นเวลาที่คอนสแตนตินมหาราชผู้เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันได้ต้อนรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ. จดหมายฉบับที่สามซึ่งเขียนไปถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองเประฆาโมนั้นเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักรที่อยู่ฝ่ายโลก (แต่งงานกับโลก) ซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลาที่จักรพรรดิคอนสแตนตินได้ต้อนรับศาสนาคริสต์ไปจนถึงปลายศตวรรษที่หกอันเป็นเวลาที่ได้ก่อตั้งระบบสันตะปาปาขึ้น. จดหมายฉบับที่สี่ซึ่งเขียนไปถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองธุอาไตระนั้นได้บรรยายถึงคริสตจักรที่ทรยศในลักษณะของการพยากรณ์โดยเริ่มตั้งแต่ปลายศตวรรษที่หกซึ่งระบบสันตะปาปาได้ถูกตั้งขึ้นจนถึงวาระสุดปลายของยุคนี้อันเป็นเวลาที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมา. จดหมายฉบับที่ห้าซึ่งเขียนไปถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองซัรไดนั้นเป็นแบบเล็งถึงนิกายโปรเตสแตนต์ซึ่งเริ่มตั้งแต่เกิดการปฏิรูปศาสนาขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่ 16 จนถึงเวลาที่พระคริสต์เสด็จกลับมา. จดหมายฉบับที่หกซึ่งเขียนไปถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองฟีละเด็ลไฟอะนั้นได้พยากรณ์ถึงคริสตจักรที่มีพี่น้องรักซึ่งกันและกันซึ่งเป็นการฟื้นฟูแห่งการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง โดยได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อพี่น้องทั้งหลายในประเทศอังกฤษได้ลุกขึ้นมาและมีภาคปฏิบัติของคริสตจักรที่อยู่นอกระบบที่แตกแยกแห่งนิกายไปจนถึงการปรากฏครั้งที่สองขององค์พระผู้เป็นเจ้า. จดหมายฉบับที่เจ็ดซึ่งเขียนไปถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองละโอดีไกอะนั้นเป็นรูปภาพเล็งถึงการดำเนินชีวิตคริสตจักร หลังจากที่พวกพี่น้องได้ตกต่ำแล้วซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา.
วว.
2:1 ก อฟ.1:1
วว.
2:1 2ก ในภาษากรีก ชื่อของเมืองทั้งเจ็ดมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง โดยที่แต่ละชื่อนั้นมีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ฝ่ายวิญญาณของคริสตจักรที่อยู่ในแต่ละเมือง. คำว่า "เอเฟโซ" ในภาษากรีกหมายถึง เป็นที่พึงปรารถนา. กรณีนี้เป็นเครื่องหมายเล็งว่า ในช่วงปลายของคริสตจักรในสมัยแรกเริ่มนั้นก็ยังคงเป็นที่น่าพึงปรารถนาขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ยังคงเฝ้าหวังในคริสตจักรนี้อยู่.
วว.
2:1 3 ในจดหมายทั้งเจ็ดฉบับนี้ ในตอนเริ่มต้นของจดหมายแต่ละฉบับ องค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าวถึงพระองค์เองว่าทรงเป็นเช่นไร ตามสภาพการณ์ของคริสตจักรซึ่งได้เปิดเผยไว้ในจดหมายฉบับนั้นๆ.
วว.
2:1 4 ทูตของคริสตจักรทั้งหลาย ซึ่งก็คือบรรดาผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณซึ่งมีเครื่องหมายเล็งโดยดวงดาวที่สุกใส และเป็นผู้แบกรับพยานของพระเยซูนั้นถูกถือไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวาขององค์พระผู้เป็นเจ้า และองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายซึ่งมีคันประทีปทองคำเจ็ดคันเป็นแบบเล็ง. นี่ช่างเป็นภาพที่มหัศจรรย์จริงๆ! ในด้านหนึ่งนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นมหาปุโรหิตของเราที่ทรงนั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าและได้ทรงทูลขอแทนเพื่อเรา (คริสตจักรทั้งหลาย) (ฮร.7:25) อีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ทรงถือทูตของคริสตจักรทั้งหลายไว้ในพระหัตถ์และดำเนินอยู่ท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายเพื่อจะดูแลคริสตจักรเหล่านั้น.
วว.
2:1 ข วว.1:16, 20
วว.
2:1 ค วว.1:13
วว.
2:1 ง วว.1:12
วว.
2:2 ก วว.2:9, 13, 19; 3:1, 8, 15
วว.
2:2 ข วว.2:5, 19; 3:1-2, 8, 15
วว.
2:2 1ข หรือ การงาน. ดังนั้น "ประพฤติ" ใน ข้อ 5 จึงควรเป็น "กระทำ."
วว.
2:2 ค วว.3:10
วว.
2:2 ง 1ยฮ.4:1
วว.
2:2 2 แปลตามตรงคือ พูดเอาเอง.
วว.
2:2 จ 2กธ.11:13
วว.
2:3 ก ยฮ.15:21
วว.
2:4 ก วว.2:14, 20
วว.
2:4 ข ยรม.2:2; มธ.24:12; เทียบ อฟ.3:17; 6:24
วว.
2:4 1ข ในฐานะที่เป็นพระกายของพระคริสต์ (อฟ.1:23) คริสตจักรนั้นเป็นเรื่องของชีวิต ในฐานะที่เป็นคนใหม่ (อฟ.2:15) คริสตจักรนั้นเป็นเรื่องของตัวตนของพระคริสต์ ในฐานะที่เป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ (ยฮ.3:29) คริสตจักรนั้นเป็นเรื่องของความรัก. หนังสือจดหมายฉบับที่หนึ่งซึ่งเขียนถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซบอกแก่เราว่าเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้น เราจำต้องได้รับการเพิ่มกำลังเข้าสู่มนุษย์ภายในเพื่อให้พระคริสต์ได้ประทับครองเรือนอยู่ในใจของเรา เพื่อเมื่อเราได้หยั่งรากและวางฐานลงแล้วในความรักเราจะได้รู้จักความรักของพระคริสต์ซึ่งเหนือล้ำกว่าความรู้ เพื่อเราจะได้รับการเติมเต็มจนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า (อฟ.3:16-19) และเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้น พระคุณจะต้องดำรงอยู่กับบรรดาคนที่รักองค์พระเยซู (อฟ.6:24). บัดนี้ในจดหมายฉบับที่สองซึ่งเขียนถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซเปิดเผยว่าการตกต่ำของคริสตจักร นั้นเริ่มต้นจากการละทิ้งความรักดั้งเดิมที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไป. นอกจากความรักแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอาจรักษาความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างเรากับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อีก. คริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซนั้นมีการประพฤติที่ดี ตรากตรำเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทนทุกข์ และยังได้ทดลองจนพบอัครทูตปลอม (ข้อ 2-3) แต่กลับละทิ้งความรักดั้งเดิมที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไปเสีย. การละทิ้งความรักดั้งเดิมนี้เป็นต้นกำเนิดของการตกต่ำทั้งหมดในแต่ละช่วงเวลาต่อมาของคริสตจักร.
วว.
2:4 2 "ดั้งเดิม" ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า "ดีที่สุด" ใน ลก.15:22. ความรักดั้งเดิมของเราที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นจะต้องเป็นความรักที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน.
วว.
2:5 ก วว.3:3
วว.
2:5 ข วว.2:16, 21; 3:3, 19; 2ปต.3:9
วว.
2:5 1 ถ้าเราละทิ้งความรักดั้งเดิมที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไปและไม่กลับใจเสียใหม่ เราก็สูญเสียพยานขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปและคันประทีปก็จะถูกย้ายไปจากพวกเราด้วย.
วว.
2:5 ค วว.2:16
วว.
2:6 ก วว.2:15
วว.
2:6 1ก ภาษากรีกมาจากคำสองคำประกอบกันคือคำว่า "พิชิต" หรือ "ชนะต่อ" ประกอบกับคำว่า "สามัญชน" หรือ "คนธรรมดา" หรือ "ผู้ไม่มีความชำนาญเฉพาะด้าน." ดังนั้นพวกนิโกลายตันจึงต้องเป็นพวกที่ถือว่าตัวเองสูงกว่าผู้เชื่อธรรมดาอย่างแน่นอน. ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ก็คือระบบชนชั้นของศาสนาที่ได้ก่อตั้งและสืบทอดกันมาโดยนิกายคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์นั่นเอง. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเกลียดชังการงานและการประพฤติของพวกนิโกลายตัน และพวกเราก็ต้องเกลียดชังในสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเกลียดชังด้วย.
ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น พระองค์ประสงค์ที่จะให้พลไพร่ทั้งหมดของพระองค์เป็นปุโรหิตมาปรนนิบัติพระองค์โดยตรง. ใน อซด. 19:6 นั้นพระเจ้าทรงกำหนดให้ชนชาติอิสราเอลเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิต. กรณีนี้ก็หมายความว่าพระเจ้าประสงค์ให้พวกเขาทุกคนเป็นปุโรหิต. อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกเขากราบไหว้โคทองคำ (อซด.32:1-6) พวกเขาจึงสูญเสียฐานะแห่งการปรนนิบัติของปุโรหิตไป และมีเพียงตระกูลเลวีเท่านั้นที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าจึงได้รับการเลือกสรรให้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าแทนไพร่พลชาวอิสราเอลทั้งหมด (อซด.32:25-29; พบญ.33:8-10). ดังนั้นจึงเกิดชนชั้นที่เป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอลขึ้น และได้กลายเป็นระบบที่แข็งแรงในศาสนายูดาย. เมื่อมาถึงพันธสัญญาใหม่พระเจ้าก็ทรงย้อนกลับมาสู่น้ำพระทัยดั้งเดิมตามแผนการบริหารของพระองค์ คือพระองค์ได้ทรงทำให้ผู้เชื่อทั้งหมดที่อยู่ในพระคริสต์เป็นปุโรหิต (1:6; 5:10; 1ปต.2:5, 9). แต่ในตอนปลายของคริสตจักรในสมัยแรกเริ่มซึ่งยังอยู่ในช่วงศตวรรษที่หนึ่งนั้น พวกนิโกลายตันก็ได้แทรกแซงเข้ามาแล้วโดยมาเป็นชนชั้นที่เป็นคนกลางเพื่อที่จะทำลายแผนการบริหารของพระเจ้า. ตามประวัติศาสตร์ของคริสตจักรนั้น สิ่งนี้ก็ได้กลายเป็นระบบซึ่งได้ถูกนิกายโรมันคาทอลิกนำไปใช้และนิกายโปรเตสแตนต์ก็ยังคงรักษาไว้. ทุกวันนี้นิกายโรมันคาทอลิกมีชนชั้นบาทหลวง, พวกคริสตจักรแห่งชาติมีชนชั้นที่มาทำหน้าที่อันบริสุทธิ์, ส่วนพวกคริสตจักรที่เป็นกลุ่มอิสระก็มีชนชั้นที่เป็นศิษยาภิบาล. ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นชนชั้นที่มาเป็นคนกลางทั้งสิ้นเป็นการทำลายไปซึ่งฐานะแห่งการปรนนิบัติของปุโรหิตอย่างทั่วถึงของผู้เชื่อทั้งหลาย. ดังนั้นจึงเกิดชนชั้นที่แตกต่างกันอยู่สองประเภทคือชนชั้นบริสุทธิ์กับผู้เชื่อธรรมดา. แต่การดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องนั้นต้องไม่มีทั้งชนชั้นบริสุทธิ์หรือผู้เชื่อธรรมดา แต่ผู้เชื่อทุกคนควรต้องเป็นปุโรหิตของพระเจ้าทั้งสิ้น. เนื่องจากว่าชนชั้นที่เป็นคนกลางเหล่านี้ได้ทำลายฐานะแห่งการปรนนิบัติของปุโรหิตอย่างทั่วถึงในแผนการบริหารของพระเจ้าไปเสีย ดังนั้นจึงเป็นที่เกลียดชังขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ท่ามกลางผู้ปรนนิบัติทั้งเจ็ดคนใน กจ.6:5 นั้นมีคนหนึ่งชื่อนิโกลาออส (ในภาษากรีก). ในประวัติศาสตร์ของคริสตจักรนั้นไม่พบว่าเขาเป็นพวกนิโกลายตันคนแรก.
ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น พระองค์ประสงค์ที่จะให้พลไพร่ทั้งหมดของพระองค์เป็นปุโรหิตมาปรนนิบัติพระองค์โดยตรง. ใน อซด. 19:6 นั้นพระเจ้าทรงกำหนดให้ชนชาติอิสราเอลเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิต. กรณีนี้ก็หมายความว่าพระเจ้าประสงค์ให้พวกเขาทุกคนเป็นปุโรหิต. อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกเขากราบไหว้โคทองคำ (อซด.32:1-6) พวกเขาจึงสูญเสียฐานะแห่งการปรนนิบัติของปุโรหิตไป และมีเพียงตระกูลเลวีเท่านั้นที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าจึงได้รับการเลือกสรรให้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าแทนไพร่พลชาวอิสราเอลทั้งหมด (อซด.32:25-29; พบญ.33:8-10). ดังนั้นจึงเกิดชนชั้นที่เป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอลขึ้น และได้กลายเป็นระบบที่แข็งแรงในศาสนายูดาย. เมื่อมาถึงพันธสัญญาใหม่พระเจ้าก็ทรงย้อนกลับมาสู่น้ำพระทัยดั้งเดิมตามแผนการบริหารของพระองค์ คือพระองค์ได้ทรงทำให้ผู้เชื่อทั้งหมดที่อยู่ในพระคริสต์เป็นปุโรหิต (1:6; 5:10; 1ปต.2:5, 9). แต่ในตอนปลายของคริสตจักรในสมัยแรกเริ่มซึ่งยังอยู่ในช่วงศตวรรษที่หนึ่งนั้น พวกนิโกลายตันก็ได้แทรกแซงเข้ามาแล้วโดยมาเป็นชนชั้นที่เป็นคนกลางเพื่อที่จะทำลายแผนการบริหารของพระเจ้า. ตามประวัติศาสตร์ของคริสตจักรนั้น สิ่งนี้ก็ได้กลายเป็นระบบซึ่งได้ถูกนิกายโรมันคาทอลิกนำไปใช้และนิกายโปรเตสแตนต์ก็ยังคงรักษาไว้. ทุกวันนี้นิกายโรมันคาทอลิกมีชนชั้นบาทหลวง, พวกคริสตจักรแห่งชาติมีชนชั้นที่มาทำหน้าที่อันบริสุทธิ์, ส่วนพวกคริสตจักรที่เป็นกลุ่มอิสระก็มีชนชั้นที่เป็นศิษยาภิบาล. ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นชนชั้นที่มาเป็นคนกลางทั้งสิ้นเป็นการทำลายไปซึ่งฐานะแห่งการปรนนิบัติของปุโรหิตอย่างทั่วถึงของผู้เชื่อทั้งหลาย. ดังนั้นจึงเกิดชนชั้นที่แตกต่างกันอยู่สองประเภทคือชนชั้นบริสุทธิ์กับผู้เชื่อธรรมดา. แต่การดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องนั้นต้องไม่มีทั้งชนชั้นบริสุทธิ์หรือผู้เชื่อธรรมดา แต่ผู้เชื่อทุกคนควรต้องเป็นปุโรหิตของพระเจ้าทั้งสิ้น. เนื่องจากว่าชนชั้นที่เป็นคนกลางเหล่านี้ได้ทำลายฐานะแห่งการปรนนิบัติของปุโรหิตอย่างทั่วถึงในแผนการบริหารของพระเจ้าไปเสีย ดังนั้นจึงเป็นที่เกลียดชังขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ท่ามกลางผู้ปรนนิบัติทั้งเจ็ดคนใน กจ.6:5 นั้นมีคนหนึ่งชื่อนิโกลาออส (ในภาษากรีก). ในประวัติศาสตร์ของคริสตจักรนั้นไม่พบว่าเขาเป็นพวกนิโกลายตันคนแรก.
วว.
2:6 ข รม.9:13; เทียบ ลก.14:26
วว.
2:7 ก วว.2:11, 17, 29; 3:6, 13, 22; 13:9; มธ.11:15; 13:9, 16-17; อซด.21:6; โยบ 33:14-16; ยซย.50:4; ยรม.6:10; กจ.7:51; ยซย.6:10; ยอค.12:2; มธ. 13:14-15; กจ.28:27; อซด.29:20; ลวต.8:23-24; 14:14, 17, 28
วว.
2:7 1ก ถึงแม้ว่าทั้งมุมมองและจุดยืนของเราจะถูกต้อง เราก็อาจจะยังไม่มีหูที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้ยิน. ในบทแรกเน้นที่การมองเห็น ในบทที่ 2—3 นั้นเน้นที่การได้ยิน. ในเรื่องฝ่ายวิญญาณนั้น การมองเห็นขึ้นอยู่กับการได้ยิน. ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ยินพระสุรเสียงก่อน (1:10) จากนั้นจึงมองเห็นนิมิต (1:12). หากเราหูตึงไม่ได้ยิน เราก็ไม่อาจมองเห็นได้ (ยซย.6:9-10). ชาวยูดายไม่ยอมฟังพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นจึงไม่อาจมองเห็นสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้ากระทำตามพันธสัญญาใหม่ได้ (มธ.13:15; กจ.28:27). องค์พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ที่จะเปิดหูของเราเพื่อให้เราได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ (โยบ 33:14-16; ยซย.50:4-5; อซด.21:6) เพื่อจะมองเห็นสิ่งต่างๆตามแผนการบริหารของพระองค์ได้. หูที่ตึงต้องรับพิธีสุหนัต (ยรม.6:10; กจ.7:51). หูของคนบาปต้องได้รับการชำระด้วยพระโลหิตแห่งการไถ่และชโลมด้วยพระวิญญาณนั้น (ลวต.14:14, 17, 28). ถ้าเราจะเป็นปุโรหิตมาปรนนิบัติพระองค์ หูของเราก็จำเป็นต้องได้รับการชำระด้วยพระโลหิตแห่งการไถ่ด้วย (อซด.29:20; ลวต.8:23-24). เมื่อเราดูตามหนังสือเล่มนี้ขณะที่พระวิญญาณนั้นตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย เราทุกคนจำต้องมีหูที่เปิดออก ได้รับพิธีสุหนัต ผ่านการชำระ และได้รับการชโลมแล้วเพื่อจะได้ยินคำตรัสของพระวิญญาณนั้น.
วว.
2:7 ข วว.14:13; 22:17; ฮร.3:7; 9:8; 10:15
วว.
2:7 2ข ในตอนเริ่มต้นของจดหมายทั้งเจ็ดฉบับที่ได้บันทึกไว้ในวิวรณ์บทที่ 2—3 นั้น ผู้ที่ตรัสคือองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 1, 8, 12, 18; 3:1, 7, 14) แต่ในตอนท้ายของจดหมายทั้งเจ็ดฉบับล้วนกล่าวว่าพระวิญญาณนั้นได้ตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย (ข้อ 7, 11, 17, 29; 3:6, 13, 22). กรณีนี้ไม่เพียงแสดงว่า พระวิญญาณนั้นก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าและองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือพระวิญญาณนั้น แต่ยังได้เน้นว่า ในท่ามกลางความมืดมนแห่งการตกต่ำของคริสตจักรนั้น พระวิญญาณนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดังที่ได้ชี้บ่งโดยพระวิญญาณที่เพิ่มกำลังเจ็ดเท่าใน 1:4. ใน 14:13 และ 22:17 ก็ได้เน้นถึงประเด็นนี้ด้วย.
วว.
2:7 3 ในด้านหนึ่ง จดหมายทั้งเจ็ดฉบับล้วนเป็นการตรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสแก่คริสตจักรแต่ละแห่ง ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการตรัสของพระวิญญาณนั้นที่ตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลายด้วย. คริสตจักรในแต่ละแห่งไม่เพียงต้องใส่ใจต่อหนังสือจดหมายฉบับที่เขียนมาถึงตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องใส่ใจต่อจดหมายทั้งหมดที่เขียนถึงคริสตจักรอื่นๆ ด้วย. กรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่าคริสตจักรทั้งหลายควรจะต้องเหมือนกันในด้านการเป็นพยานขององค์พระผู้เป็นเจ้าในพระวิญญาณนั้น.
ในเมื่อวันนี้พระวิญญาณนั้นทรงกำลังตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย เราก็จำเป็นต้องอยู่ในคริสตจักรทั้งหลาย เพื่อจะได้มีจุดยืนที่ถูกต้องสำหรับที่จะได้ยินการตรัสของพระวิญญาณนั้น. ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะได้ยินได้อย่างไร?
ในเมื่อวันนี้พระวิญญาณนั้นทรงกำลังตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย เราก็จำเป็นต้องอยู่ในคริสตจักรทั้งหลาย เพื่อจะได้มีจุดยืนที่ถูกต้องสำหรับที่จะได้ยินการตรัสของพระวิญญาณนั้น. ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะได้ยินได้อย่างไร?
วว.
2:7 ค วว.2:11, 17, 26-28; 3:5, 12, 20-21; 21:7
วว.
2:7 4ค การมีชัยชนะในจดหมายทั้งเจ็ดฉบับนี้เล็งถึงการมีชัยชนะต่อสถานการณ์ที่ตกต่ำในคริสตจักรทั้งหลาย. สำหรับการมีชัยชนะในจดหมายฉบับนี้เล็งถึงการฟื้นฟูความรักดั้งเดิมที่เรามีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และการเกลียดชังต่อการประพฤติของพวกนิโกลายตัน ซึ่งก็คือระบบชนชั้นทางศาสนาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเกลียดชังด้วย.
วว.
2:7 ง วว.2:17; ยฮ.6:57; 1กธ.10:3
วว.
2:7 5ง ศาสนานั้นได้แต่สอนผู้คน แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงป้อนเลี้ยงผู้คน (ยฮ.6:35). อัครทูตก็ได้กระทำในสิ่งเดียวกัน คือป้อนเลี้ยงผู้เชื่อ(1กธ.3:2). ในการที่จะดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง และการฟื้นฟูการดำเนินชีวิตคริสตจักรซึ่งก็คือการให้ชีวิตคริสเตียนเติบโตขึ้นอย่างถูกต้องนั้น สิ่งที่เราต้องการไม่เพียงแต่สมองของเราต้องเข้าใจต่อคำสอนต่างๆ เท่านั้น แต่ในวิญญาณของเรายังต้องกินองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นอาหารแห่งชีวิตของเราอีกด้วย (ยฮ.6:57). แม้แต่พระคำในพระคัมภีร์ก็ไม่ควรถือว่าเป็นเพียงหลักธรรมที่ใช้สอนความคิดของเราเท่านั้น แต่ควรรับมาเป็นอาหารที่จะป้อนเลี้ยงวิญญาณของเรา (มธ.4:4; ฮร.5:12-14). ในจดหมายฉบับนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าจะให้ผู้มีชัยชนะได้กินผลไม้จากต้นไม้แห่งชีวิต. กรณีนี้ได้ชี้ย้อนกลับไปถึงยนซ.2:8-9, 16 ซึ่งเป็นเรื่องของการกินที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้. ในจดหมายที่เขียนไปถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองเประฆาโมนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าจะให้ผู้มีชัยชนะได้กินมานาที่ซ่อนเร้น (ข้อ 17) ซึ่งได้อ้างถึงการที่ชนชาติอิสราเอลได้กินมานาในป่ากันดาร (อซด.16:14-16, 31). ในจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรที่อยู่ในเมืองละโอดีไกอะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาจะร่วมรับประทานอาหารกับผู้ที่เปิดประตูให้พระองค์. การรับประทานอาหารไม่ใช่การกินอาหารเพียงชนิดเดียวเท่านั้น แต่เป็นการกินเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์. กรณีนี้อาจเล็งถึงการที่ชนชาติอิสราเอลได้กินผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินงามคะนาอัน (ยฮซ.5:10-12). ในที่นี้ก็ได้ชี้บ่งว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าปรารถนาที่จะฟื้นฟูพลไพร่ของพระเจ้าให้กินอาหารที่ถูกต้อง ก็คืออาหารที่พระเจ้าทรงกำหนดให้กินซึ่งมีแบบเล็งโดยต้นไม้แห่งชีวิต, มานา, และผลผลิตในแผ่นดินงามซึ่งทุกสิ่งที่ว่ามานี้ล้วนเป็นแบบเล็งถึงด้านต่างๆ ของพระคริสต์ผู้เป็นอาหารของเรา. การตกต่ำของคริสตจักรได้ทำให้พลไพร่ของพระเจ้าเบี่ยงเบนออกไปจากการกินพระคริสต์เป็นอาหาร และหันสู่การสอนหลักธรรมเพื่อเป็นความรู้. ในการตกต่ำของคริสตจักรนั้นมีคำสอนของบีละอาม (ข้อ 14), คำสอนของพวกนิโกลายตัน (ข้อ 15), คำสอนของอีซาเบล (ข้อ 20), และคำสอนเกี่ยวกับสิ่งล้ำลึกของซาตาน (ข้อ 24). บัดนี้ในหนังสือจดหมายเหล่านี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาฟื้นฟูการกินที่ถูกต้อง คือกินตัวของพระองค์เป็นอาหารที่หล่อเลี้ยงเรา. เราทั้งหลายจำต้องกินพระองค์ ไม่เพียงแต่เป็นต้นไม้แห่งชีวิตและมานาที่ซ่อนเร้นเท่านั้น แต่ยังเป็นงานเลี้ยงที่เต็มด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์อีกด้วย.
วว.
2:7 จ ยนซ.2:9; 3:24; วว.22:2, 14, 19
วว.
2:7 6จ ในภาษากรีกคำว่า "ต้นไม้" ในที่นี้ไม่ใช่คำที่ใช้โดยทั่วไป แต่เป็นคำเดียวกับคำว่า "ท่อนไม้" ใน1ปต.2:24. ในพระคัมภีร์นั้น ต้นไม้แห่งชีวิตย่อมเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า (กซ.2:9) ที่ได้มาเป็นอาหารของเราเสมอ (ยนซ.2:9; 3:22, 24; วว.22:2, 14, 19). แต่ในที่นี้เล็งถึงพระคริสต์ผู้ถูกตรึงกางเขน (มีนัยโดยท่อนไม้—1ปต.2:24) และเป็นขึ้น (มีนัยโดยชีวิตของพระเจ้า—ยฮ.11:25) ซึ่งทรงอยู่ในคริสตจักรในวันนี้ และคริสตจักรนี้จะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งในที่นั่นพระคริสต์ผู้ถูกตรึงตาย และเป็นขึ้นพระองค์นี้จะเป็นต้นไม้แห่งชีวิตเพื่อมาบำรุงเลี้ยงพลไพร่ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้จวบชั่วนิรันดร์ (22:2, 14).
พระประสงค์ดั้งเดิมของพระเจ้านั้นต้องการให้มนุษย์กินผลจากต้นไม้แห่งชีวิต (ยนซ.2:9, 16). เนื่องจากการตกต่ำ ทางที่จะให้มนุษย์ไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตจึงถูกปิดลง (ยนซ.3:22-24). แต่โดยการไถ่ของพระคริสต์ หนทางที่จะให้มนุษย์ติดต่อกับต้นไม้แห่งชีวิต (พระเจ้าเองอยู่ในพระคริสต์มาเป็นชีวิตของมนุษย์) จึงถูกเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง (ฮร.10:19-20). ทว่าในการตกต่ำของคริสตจักรนั้นศาสนาและความรู้ต่างๆ ของศาสนาก็ได้คืบคลานเข้ามาทำให้ผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์เบี่ยงเบนไปจากการกินพระองค์เป็นต้นไม้แห่งชีวิต. ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงสัญญาว่าจะให้ผู้มีชัยชนะกินพระองค์ผู้เป็นผลไม้จากต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ในสวนบรมสุขเกษมของพระเจ้าเป็นบำเหน็จ. นี่เป็นการหนุนใจอย่างหนึ่งที่จะให้เขาออกจากศาสนาและความรู้ของศาสนาเพื่อจะกลับมารับสุขตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้า. คำสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นได้ฟื้นฟูคริสตจักรไปสู่น้ำพระทัยดั้งเดิมตามแผนการบริหารของพระเจ้า. สิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ให้ผู้มีชัยชนะกระทำนั้น ก็คือสิ่งที่คริสตจักรทั้งหมดควรจะกระทำในแผนการบริหารของพระเจ้า. แต่เนื่องจากคริสตจักรได้ตกต่ำ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเสด็จมาเรียกผู้มีชัยชนะมาสำเร็จแผนการบริหารของพระเจ้าแทนคริสตจักร.
การกินต้นไม้แห่งชีวิตนั้นไม่ได้เป็นเพียงน้ำพระทัยดั้งเดิมที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นผลลัพธ์ที่นิรันดร์แห่งการไถ่ของพระเจ้าอีกด้วย. พลไพร่ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงไถ่ล้วนจะได้รับสุขต้นไม้แห่งชีวิตทั้งสิ้น คือรับสุขพระคริสต์และความอุดมสมบูรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้นเป็นส่วนที่นิรันดร์ของผู้ที่ได้รับการไถ่ไปตราบชั่วนิรันดร์ (22:2, 14, 19). เนื่องจากการรบกวนของศาสนาและการตกต่ำของคริสตจักร องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระปัญญาจึงทรงใช้การรับสุขพระองค์เองในอาณาจักรที่จะมาถึงนั้นมาเป็นบำเหน็จเพื่อหนุนใจผู้เชื่อของพระองค์ให้มีชัยชนะต่อความรู้ในคำสอนที่มาทำให้เบี่ยงเบนไป และให้หันกลับไปสู่การรับสุขตัวพระองค์เองเป็นการหล่อเลี้ยงของชีวิตในชีวิตคริสตจักรในวันนี้ เพื่อสำเร็จแผนการบริหารของพระเจ้า.
การกินต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งก็คือการรับสุขพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรานั้นควรจะเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกในการดำเนินชีวิตคริสตจักร. เนื้อหาสาระในการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้นขึ้นอยู่กับการรับสุขพระคริสต์. เรายิ่งได้รับสุขพระคริสต์มากเท่าใด เนื้อหาสาระในการดำเนินชีวิตคริสตจักรก็จะยิ่งอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น. แต่การที่เราจะรับสุขพระคริสต์นั้น เราจำต้องรักพระองค์ด้วยความรักดั้งเดิม. ถ้าเราละทิ้งความรักดั้งเดิมที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไปเสียแล้วเราก็จะสูญเสียการรับสุขที่มีต่อพระคริสต์และสูญเสียพยานของพระเยซูไป ผลที่ตามมาก็คือคันประทีปจะถูกย้ายออกไปจากพวกเรา. การรักองค์พระผู้เป็นเจ้า, การรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้า, และการกลายเป็นพยานขององค์พระผู้เป็น เจ้าทั้งสามอย่างนี้จะต้องดำเนินไปพร้อมกัน.
พระประสงค์ดั้งเดิมของพระเจ้านั้นต้องการให้มนุษย์กินผลจากต้นไม้แห่งชีวิต (ยนซ.2:9, 16). เนื่องจากการตกต่ำ ทางที่จะให้มนุษย์ไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตจึงถูกปิดลง (ยนซ.3:22-24). แต่โดยการไถ่ของพระคริสต์ หนทางที่จะให้มนุษย์ติดต่อกับต้นไม้แห่งชีวิต (พระเจ้าเองอยู่ในพระคริสต์มาเป็นชีวิตของมนุษย์) จึงถูกเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง (ฮร.10:19-20). ทว่าในการตกต่ำของคริสตจักรนั้นศาสนาและความรู้ต่างๆ ของศาสนาก็ได้คืบคลานเข้ามาทำให้ผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์เบี่ยงเบนไปจากการกินพระองค์เป็นต้นไม้แห่งชีวิต. ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงสัญญาว่าจะให้ผู้มีชัยชนะกินพระองค์ผู้เป็นผลไม้จากต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ในสวนบรมสุขเกษมของพระเจ้าเป็นบำเหน็จ. นี่เป็นการหนุนใจอย่างหนึ่งที่จะให้เขาออกจากศาสนาและความรู้ของศาสนาเพื่อจะกลับมารับสุขตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้า. คำสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นได้ฟื้นฟูคริสตจักรไปสู่น้ำพระทัยดั้งเดิมตามแผนการบริหารของพระเจ้า. สิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ให้ผู้มีชัยชนะกระทำนั้น ก็คือสิ่งที่คริสตจักรทั้งหมดควรจะกระทำในแผนการบริหารของพระเจ้า. แต่เนื่องจากคริสตจักรได้ตกต่ำ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเสด็จมาเรียกผู้มีชัยชนะมาสำเร็จแผนการบริหารของพระเจ้าแทนคริสตจักร.
การกินต้นไม้แห่งชีวิตนั้นไม่ได้เป็นเพียงน้ำพระทัยดั้งเดิมที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นผลลัพธ์ที่นิรันดร์แห่งการไถ่ของพระเจ้าอีกด้วย. พลไพร่ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงไถ่ล้วนจะได้รับสุขต้นไม้แห่งชีวิตทั้งสิ้น คือรับสุขพระคริสต์และความอุดมสมบูรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้นเป็นส่วนที่นิรันดร์ของผู้ที่ได้รับการไถ่ไปตราบชั่วนิรันดร์ (22:2, 14, 19). เนื่องจากการรบกวนของศาสนาและการตกต่ำของคริสตจักร องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระปัญญาจึงทรงใช้การรับสุขพระองค์เองในอาณาจักรที่จะมาถึงนั้นมาเป็นบำเหน็จเพื่อหนุนใจผู้เชื่อของพระองค์ให้มีชัยชนะต่อความรู้ในคำสอนที่มาทำให้เบี่ยงเบนไป และให้หันกลับไปสู่การรับสุขตัวพระองค์เองเป็นการหล่อเลี้ยงของชีวิตในชีวิตคริสตจักรในวันนี้ เพื่อสำเร็จแผนการบริหารของพระเจ้า.
การกินต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งก็คือการรับสุขพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรานั้นควรจะเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกในการดำเนินชีวิตคริสตจักร. เนื้อหาสาระในการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้นขึ้นอยู่กับการรับสุขพระคริสต์. เรายิ่งได้รับสุขพระคริสต์มากเท่าใด เนื้อหาสาระในการดำเนินชีวิตคริสตจักรก็จะยิ่งอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น. แต่การที่เราจะรับสุขพระคริสต์นั้น เราจำต้องรักพระองค์ด้วยความรักดั้งเดิม. ถ้าเราละทิ้งความรักดั้งเดิมที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไปเสียแล้วเราก็จะสูญเสียการรับสุขที่มีต่อพระคริสต์และสูญเสียพยานของพระเยซูไป ผลที่ตามมาก็คือคันประทีปจะถูกย้ายออกไปจากพวกเรา. การรักองค์พระผู้เป็นเจ้า, การรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้า, และการกลายเป็นพยานขององค์พระผู้เป็น เจ้าทั้งสามอย่างนี้จะต้องดำเนินไปพร้อมกัน.
วว.
2:7 ฉ ลก.23:43; เทียบ 2กธ.12:4
วว.
2:7 7ฉ สวนบรมสุขเกษมใน ลก.23:43 เป็นสถานที่ซึ่งมีความสุขและมีการพักสงบ อันเป็นที่อยู่ของอับราฮามและวิสุทธิชนทั้งหมดที่ได้ตายแล้ว (ลก.16:23-26). แต่สวนบรมสุขเกษมของพระเจ้าในข้อนี้คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (3:12; 21:2, 10; 22:1-2, 14, 19) ซึ่งมีคริสตจักรในวันนี้เป็นการลิ้มรสล่วงหน้า. บัดนี้เรากำลังรับสุขพระคริสต์ผู้ตรึงตายและเป็นขึ้นเป็นต้นไม้แห่งชีวิต เป็นอาหารหล่อเลี้ยงวิญญาณของเรา ซึ่งเป็นการลิ้มรสล่วงหน้าในการดำเนินชีวิตคริสตจักรของเราในวันนี้. การรับสุขซึ่งเป็นการลิ้มรสล่วงหน้านี้จะนำเราเข้าสู่การรับสุขที่ครบถ้วนที่มีต่อพระคริสต์ผู้ตรึงตายและเป็นขึ้นผู้เป็นต้นไม้แห่งชีวิต เป็นการบำรุงเลี้ยงแห่งชีวิตของเราในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ไปตราบชั่วนิรันดร์.
หากกล่าวอย่างเคร่งครัดแล้ว การกินผลไม้จากต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ในสวนบรมสุขเกษมของพระเจ้า ในข้อนี้เล็งถึงการรับสุขต่อพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเราในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในส่วนที่พิเศษซึ่งอยู่ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึง เพราะสิ่งนี้เป็นบำเหน็จที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าจะให้แก่ผู้มีชัยชนะ. การรับสุขพระคริสต์เป็นต้นไม้แห่งชีวิตในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่อยู่ในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่นั้นจะเป็นส่วนที่พลไพร่ซึ่งพระเจ้าทรงไถ่ไว้ทั้งหมดได้รับสุขร่วมกัน แต่การรับสุขพระองค์เป็นต้นไม้แห่งชีวิตในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในส่วนที่พิเศษซึ่งอยู่ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึงนั้นเป็นบำเหน็จที่ประทานแก่ผู้เชื่อที่มีชัยชนะเท่านั้น. ถ้าในวันนี้เรามีชัยชนะต่อการรบกวนทั้งหมดที่อยู่ในคริสตจักรที่ตกต่ำแล้วมารับสุขพระคริสต์เป็นต้นไม้แห่งชีวิตในคริสตจักรเราก็จะได้รับบำเหน็จเช่นนี้ในอนาคต. มิฉะนั้นเราก็จะสูญเสียการรับสุขในส่วนที่พิเศษนี้ไปในอาณาจักรที่จะมาถึง แม้เราจะยังคงได้รับสุขพระคริสต์เป็นต้นไม้แห่งชีวิตได้ในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่อยู่ในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่จนชั่วนิจนิรันดร์ก็ตาม. คำสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเกี่ยวกับบำเหน็จและคำพยากรณ์ที่กล่าวถึงความสูญเสียที่อยู่ในตอนท้ายของจดหมายทั้งเจ็ดฉบับนี้ล้วนชี้ถึงวิธีที่พระองค์จะจัดการกับผู้เชื่อของพระองค์ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึงทั้งสิ้น. ถ้อยคำเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมในนิรันดร์กาลของผู้เชื่อ คือความรอดนิรันดร์หรือความพินาศนิรันดร์แต่อย่างใด.
หากกล่าวอย่างเคร่งครัดแล้ว การกินผลไม้จากต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ในสวนบรมสุขเกษมของพระเจ้า ในข้อนี้เล็งถึงการรับสุขต่อพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเราในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในส่วนที่พิเศษซึ่งอยู่ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึง เพราะสิ่งนี้เป็นบำเหน็จที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าจะให้แก่ผู้มีชัยชนะ. การรับสุขพระคริสต์เป็นต้นไม้แห่งชีวิตในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่อยู่ในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่นั้นจะเป็นส่วนที่พลไพร่ซึ่งพระเจ้าทรงไถ่ไว้ทั้งหมดได้รับสุขร่วมกัน แต่การรับสุขพระองค์เป็นต้นไม้แห่งชีวิตในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในส่วนที่พิเศษซึ่งอยู่ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึงนั้นเป็นบำเหน็จที่ประทานแก่ผู้เชื่อที่มีชัยชนะเท่านั้น. ถ้าในวันนี้เรามีชัยชนะต่อการรบกวนทั้งหมดที่อยู่ในคริสตจักรที่ตกต่ำแล้วมารับสุขพระคริสต์เป็นต้นไม้แห่งชีวิตในคริสตจักรเราก็จะได้รับบำเหน็จเช่นนี้ในอนาคต. มิฉะนั้นเราก็จะสูญเสียการรับสุขในส่วนที่พิเศษนี้ไปในอาณาจักรที่จะมาถึง แม้เราจะยังคงได้รับสุขพระคริสต์เป็นต้นไม้แห่งชีวิตได้ในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่อยู่ในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่จนชั่วนิจนิรันดร์ก็ตาม. คำสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเกี่ยวกับบำเหน็จและคำพยากรณ์ที่กล่าวถึงความสูญเสียที่อยู่ในตอนท้ายของจดหมายทั้งเจ็ดฉบับนี้ล้วนชี้ถึงวิธีที่พระองค์จะจัดการกับผู้เชื่อของพระองค์ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึงทั้งสิ้น. ถ้อยคำเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมในนิรันดร์กาลของผู้เชื่อ คือความรอดนิรันดร์หรือความพินาศนิรันดร์แต่อย่างใด.
วว.
2:8 1 คำศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง มดยอบ ซึ่งมดยอบเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการทนทุกข์. ด้วยเหตุนี้คริสตจักรในเมืองซะมุระนาจึงเป็นคริสตจักรที่ทนทุกข์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงคริสตจักรที่อยู่ภายใต้การข่มเหงจากจักรวรรดิโรมันซึ่งเริ่มจากช่วงปลายศตวรรษที่หนึ่งจนถึงต้นศตวรรษที่สี่.
วว.
2:8 ก วว.1:17
วว.
2:8 2ก เมื่อประสบกับการทนทุกข์ คริสตจักรก็จำต้องรู้จักกับองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นคนแรกและคนสุดท้าย เป็นผู้ดำรงอยู่นิรันดร์และไม่ทรงแปรเปลี่ยนไปเป็นนิตย์. ไม่ว่าสภาพการณ์แห่งการข่มเหงจะเป็นเช่นไร พระองค์ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่มีสิ่งใดที่ดำรงอยู่ก่อนพระองค์ และก็ไม่มีสิ่งใดสามารถดำรงอยู่หลังจากพระองค์ได้. ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายในขอบเขตที่พระองค์ทรงควบคุมทั้งสิ้น.
วว.
2:8 ข วว.1:18
วว.
2:8 3 วลีที่ว่า "มีชีวิตอยู่อีก" หมายถึงการเป็นขึ้น.องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงผ่านการทนทุกข์แห่งการตายและกลับมีชีวิตอยู่อีก. พระองค์เคยเข้าสู่ความตาย แต่ความตายก็ไม่อาจกักขังพระองค์ไว้ได้ (กจ.2:24) เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นการเป็นขึ้น (ยฮ.11:25). คริสตจักรที่ทนทุกข์จำเป็นต้องรู้จักกับพระองค์ในฐานะเช่นนี้ด้วย จึงจะสามารถทนต่อความทุกข์ยากทุกอย่างได้. ไม่ว่าความทุกข์ยากจะร้ายแรงเพียงใด คริสตจักรก็ยังมีชีวิตคงอยู่. ชีวิตที่เป็นขึ้นของพระคริสต์สามารถทนต่อความตายได้.
วว.
2:9 ก วว.1:9
วว.
2:9 1ก ความทุกข์ยากนั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับคริสตจักร เพราะสามารถทดสอบชีวิตของคริสตจักรได้. พระประสงค์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยอมให้คริสตจักรประสบกับความทุกข์ยากนั้นไม่เพียงเพื่อเป็นพยานถึงชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ว่าทรงชัยชนะเหนือความตายเท่านั้น แต่ยังทำให้คริสตจักรได้รับสุขความอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิตของพระองค์อีกด้วย.
วว.
2:9 ข ยก.2:5; 2กธ.6:10; 8:9; เทียบ วว.3:17
วว.
2:9 2ข แม้คริสตจักรที่ทนทุกข์นั้นจะยากจนในด้านฝ่ายวัตถุ แต่ก็มั่งคั่งไปด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้าและด้วยความอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิตของพระองค์.
วว.
2:9 ค มธ.5:11; 2กธ.6:8
วว.
2:9 3ค ผู้ที่ร้อนรนในศาสนายูดายได้ใส่ร้ายคริสตจักรที่ทนทุกข์โดยวิพากษ์วิจารณ์คริสตจักรด้วยเจตนาที่ชั่วร้าย. พวกเขายืนกรานที่จะถือรักษาระบบของศาสนายูดายซึ่งประกอบไปด้วยฐานะแห่งการปรนนิบัติของปุโรหิตของพวกเลวี, พิธีกรรมถวายเครื่องบูชา, และพระวิหารฝ่ายวัตถุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแบบเล็งที่ได้สำเร็จเป็นจริงและถูกแทนที่โดยพระคริสต์แล้ว. เนื่องจากคริสตจักรที่อยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น ไม่มีส่วนในวิธีปฏิบัติทางศาสนาของพวกเขา พวกยูดายจึงวิพากษ์วิจารณ์ใส่ร้ายคริสตจักร. โดยหลักการแล้วในวันนี้ก็เช่นกัน พวกนักศาสนาก็ใส่ร้ายคริสตจักรทั้งหลายที่อยู่ในการฟื้นฟูขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งได้แสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าและติดตามพระองค์ในวิญญาณและในชีวิตโดยไม่สนใจต่อระบบหรือวิธีปฏิบัติแห่งศาสนาใดๆ.
วว.
2:9 4 แปลตามตรงคือ พูดเอาเอง.
วว.
2:9 ง วว.3:9; รม.2:28
วว.
2:9 5 ผู้ที่ร้อนรนในศาสนายูดายเหล่านี้เป็นชาวยูดายทางเนื้อหนังเท่านั้น แต่ไม่ใช่ชาวยูดายในวิญญาณ (รม.2:28-29). การที่พวกเขาเป็นเชื้อสายของอับราฮามในทางเนื้อหนังเท่านั้นไม่ได้ก่อรูปให้เขาเป็นชาวยูดายแท้. บุตรฝ่ายเนื้อหนังย่อมไม่ใช่บุตรของพระเจ้า (รม.9:7-8).
วว.
2:9 จ วว.3:9; มธ.10:17; ลก.21:12; ยฮ.16:2; กจ.6:9; 9:2; 22:19
วว.
2:9 6จ แผนการบริหารของพระเจ้าประสงค์จะมีพระวิหารเพียงหนึ่งเดียวบนแผ่นดินโลกเพื่อเป็นพยานถึงพระเจ้าและเพื่อเป็นพยานถึงความเป็นหนึ่งแห่งไพร่พลของพระเจ้า. ในพันธสัญญาเดิมนั้น สถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกสรรไว้เป็นที่ก่อตั้งพระวิหารหนึ่งเดียวของพระองค์ก็คือกรุงเยรูซาเล็ม. แต่เนื่องจากไพร่พลของพระเจ้าได้ตกต่ำ, แตกแยก, และกระจัดกระจายไป จึงได้ก่อให้เกิดศูนย์กลางแห่งการนมัสการที่ตกต่ำและแตกแยกมากมาย ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นธรรมศาลา. ธรรมศาลาเหล่านี้เป็นสถานที่ซึ่งชาวยูดายใช้นมัสการพระเจ้า โดยร่วมกันศึกษาพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมเป็นหลัก. อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกเขายังดึงดันที่จะยึดถือทัศนะแห่งศาสนาตามประเพณีของตน พวกยูดายจึงได้กลายเป็นหนึ่งกับซาตานในการต่อต้านหนทางแห่งชีวิตที่พระองค์ใช้ในการสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. เพราะฉะนั้นธรรมศาลานี้จึงอยู่ภายใต้เงื้อมมือแห่งการจัดการและชักใยของซาตาน และได้มาข่มเหงพระเยซู (มธ.12:9-14; ลก.4:28-29; ยฮ.9:22) จากนั้นก็ได้ข่มเหงเหล่าอัครทูต (กจ.13:43, 45-46, 50; 14:1-2, 19; 17:1, 5-6) และบัดนี้ก็ข่มเหงคริสตจักรทั้งหลาย (ข้อ 9). ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเรียกเขาว่า “ธรรมศาลาของซาตาน.” แม้ขณะที่พระองค์ทรงอยู่บนแผ่นดินโลก พระองค์ก็ถือว่าธรรมศาลานั้นเป็นของซาตานแล้ว ดังที่เปิดเผยเป็นนัยไว้ใน มธ.12:25-29; ยฮ.8:44. หากดูอย่างผิวเผินแล้วก็คล้ายกับว่าพวกเขานมัสการพระเจ้าแต่แท้จริงแล้วเขากำลังต่อต้านพระเจ้า. พวกเขาข่มเหงและฆ่าผู้นมัสการที่แท้จริงของพระเจ้าไปเสีย แต่กลับคิดว่าตนเองกำลังปรนนิบัติพระเจ้า (ยฮ.16:2). นับตั้งแต่บัดนั้นตลอดทุกศตวรรษที่ผ่านมา บรรดาผู้ที่ร้อนรนในศาสนาก็ดำเนินตามรอยเท้าของพวกเขาในการข่มเหงผู้แสวงหาและติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ซึ่งได้แสวงหาและติดตามพระองค์ในวิญญาณ และในชีวิตโดยคิดไปว่าตนกำลังปกป้องผลประโยชน์ของพระเจ้าอยู่. ทั็งนิกายโรมันคาทอลิก, นิกายโปรเตสแตนต์, และศาสนายูดายก็ล้วนตกอยู่ในประเภทนี้ทั้งนั้นคือได้กลายเป็นองค์กรที่ซาตานใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายแผนการบริหารของพระเจ้า.
วว.
2:9 ฉ วว.2:13, 24; 3:9; 12:9; 20:2
วว.
2:9 7ฉ คำว่า "ซาตาน" มาจากภาษาเฮ็บราย แปลว่า "ปรปักษ์." ซาตานไม่เพียงเป็นศัตรูของพระเจ้าทางภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าทางภายในอีกด้วย.
วว.
2:10 ก มธ.10:28
วว.
2:10 ข ยฮ.16:33; กจ.14:22
วว.
2:10 ค วว.12:9, 12; 20:2, 10
วว.
2:10 1ค ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง ผู้ฟ้องร้อง, ผู้ใส่ร้าย (12:9-10). มารหรือซาตาน ผู้เป็นปรปักษ์กับพระเจ้านั้นคอยฟ้องร้องเราต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าและยังคอยใส่ร้ายเราต่อหน้ามนุษย์.
วว.
2:10 ง ลก.21:12; กจ.5:25; 8:3; 12:4-5; 16:23-24; 22:4; 26:10; 2กธ.11:23; ฮร.13:3
วว.
2:10 จ ฮร.2:18
วว.
2:10 ฉ วว.1:9
วว.
2:10 ช ยนซ.24:55; ยรม.42:7; ดนอ.1:12-14
วว.
2:10 2ช เลขสิบเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความครบสมบูรณ์ เช่น พระบัญญัติสิบประการก็แสดงถึงข้อเรียกร้องที่สมบูรณ์ของพระเจ้า. สิบวันจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงช่วงเวลาที่ครบสมบูรณ์ แต่ก็เป็นเวลาที่สั้นๆ (ยนซ.24:55; ยรม.42:7; ดนอ.1:12-14). ในที่นี้สิบวันก็เป็นหเครื่องหมายเล็งว่าความทุกข์ยากซึ่งคริสตจักรที่ทนทุกข์ได้รับนั้นเป็นความทุกข์ยากที่ครบสมบูรณ์ แต่ก็กินเวลาสั้นๆ. ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายนั้น สิบวันในที่นี้ได้ชี้บ่งล่วงหน้าถึงสิบช่วงเวลาแห่งการข่มเหงที่คริสตจักรจะต้องประสบภายใต้เหล่าจักรพรรดิของโรมัน โดยเริ่มจากซีซาร์เนโรในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่หนึ่งและจบลงที่จักรพรรดิคอนแสตนตินมหาราชในตอนต้นศตวรรษที่สี่. ไม่ว่าการข่มเหงที่มารซาตานระดมซีซาร์ของโรมันมาพยายามทำลายและกวาดล้างคริสตจักรอย่างสุดกำลังนั้นจะรุนแรงเพียงใด การข่มเหงเหล่านั้นก็ไม่อาจสยบและไม่อาจทำให้คริสตจักรสิ้นสุดลงได้. ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคริสตจักรของพระคริสต์ที่ทรงพระชนม์อยู่ผู้เคยตายแล้วยังมีชีวิตอยู่อีกนั้นได้ต้านทานการข่มเหงจนได้ชัยชนะ และได้เพิ่มพูนเฟื่องฟูขึ้นโดยชีวิตแห่งการเป็นขึ้นที่ไม่อาจถูกทำลายได้.
วว.
2:10 ซ วว.2:13; 17:14
วว.
2:10 ฌ วว.12:11; ฟป.2:8
วว.
2:10 ญ วว.3:11; ยก.1:12; 2ตธ.4:8; 1ปต.5:4; 1กธ.9:25
วว.
2:10 3ญ พันธสัญญาใหม่มักใช้มงกุฎในการชี้ถึงรางวัลที่นอกเหนือไปจากความรอดอยู่เสมอ (ดูข้อพระคัมภีร์อ้างอิง 10ญ). มงกุฎแห่งชีวิตซึ่งเป็นรางวัลที่ให้แก่ผู้ที่สัตย์ซื่อจวบจนถึงตายและมีชัยชนะต่อการข่มเหงนั้นเล็งถึงกำลังแห่งชัยชนะซึ่งก็คือฤทธิ์เดชของชีวิตแห่งการเป็นขึ้น (ฟป.3:10) และยังเล็งว่าผู้มีชัยชนะเหล่านี้ได้บรรลุถึง "การเป็นขึ้นที่เลอเลิศจากท่ามกลางคนตาย" (ฟป.3:11) ซึ่งก็คือการเป็นขึ้นที่โดดเด่นนั่นเอง.
วว.
2:11 ก วว.2:7
วว.
2:11 ข วว.2:7
วว.
2:11 ค วว.2:7
วว.
2:11 1ค ในจดหมายฉบับนี้ การมีชัยชนะคือมีชัยชนะต่อการข่มเหงด้วยการเป็นผู้สัตย์ซื่อจวบจนถึงตายนั่นเอง.
วว.
2:11 ง วว.20:6, 14; 21:8
วว.
2:11 2ง เนื่องจากการตกต่ำของมนุษย์และการเข้ามาของความบาป มนุษย์ทุกคนจึงต้องตายครั้งหนึ่ง (ฮร.9:27). แต่การตายครั้งที่หนึ่งนี้ยังไม่ใช่ชะตากรรมสุดท้าย. ในช่วงสิ้นสุดอาณาจักรพันปีซึ่งเป็นเวลาที่ฟ้าสวรรค์เก่าและแผ่นดินโลกเก่าจะจบสิ้นลงนั้น ผู้ที่ตายแล้วทั้งหมด (ยกเว้นผู้ที่มีชื่อบันทึกอยู่ในสมุดทะเบียนแห่งชีวิตโดยการเชื่อพระเยซู) ล้วนต้องเป็นขึ้นมา และต้องผ่านการพิพากษาที่พระที่นั่งใหญ่สีขาว. ผลลัพธ์ของการพิพากษาในครั้งนี้คือ ทุกคนที่ถูกปรับโทษล้วนต้องถูกโยนลงในบึงไฟซึ่งนั่นก็คือความตายที่สองและจะเป็นชะตากรรมสุดท้ายของเขา (20:11-15). ด้วยเหตุนี้ความตายที่สองจึงเป็นการจัดการที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์หลังจากมนุษย์ตายและได้เป็นขึ้นแล้ว. ในเมื่อผู้มีชัยชนะได้มีชัยเหนือความตายโดยการที่ตนเองสัตย์ซื่อจวบจนถึงตายในขณะที่ทนรับการข่มเหงแล้วและไม่ต้องรับการจัดการจากพระเจ้าหลังจากที่เขาได้เป็นขึ้นอีกต่อไป เขาจึงได้มงกุฎแห่งชีวิตเป็นบำเหน็จ และความตายจะไม่แตะต้องเขาอีกเลยหลังจากที่ได้เป็นขึ้นแล้ว คือจะไม่ถูกทำร้ายโดยความตายที่สองนั่นเอง.
วว.
2:12 1 ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การแต่งงาน (มีความหมายเป็นนัยถึงการเข้าสนิท) และ หอสูงที่มั่นคง. ในด้านที่เป็นเครื่องหมายนั้น คริสตจักรที่อยู่ในเมืองเประฆาโมเป็นแบบเล็งถึงคริสตจักรที่ได้แต่งงานเข้าสนิทกับโลกจนกลายเป็นหอสูงที่มั่นคง ซึ่งก็เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ในอุปมาของเมล็ดมัสตาร์ด (มธ.13:31-32). เมื่อซาตานไม่อาจทำลายคริสตจักรโดยการใช้จักรวรรดิโรมันมาข่มเหงในสามศตวรรษแรกได้ มันจึงเปลี่ยนยุทธวิธีโดยอาศัยการที่จักรพรรดิคอนสแตนตินได้ต้อนรับศาสนาคริสต์เข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติในตอนต้นศตวรรษที่สี่นั้นเพื่อมาทำลายคริสตจักร. โดยการชักจูงของจักรพรรดิคอนสแตนตินและอิทธิพลทางการเมือง จึงทำให้มีผู้ที่ไม่เชื่อเป็นจำนวนมากได้รับบัพติศมาเข้าสู่ "คริสตจักร" และ "คริสตจักร" ก็ได้ใหญ่โตขึ้นอย่างผิดปกติ. ในเมื่อคริสตจักรซึ่งเป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์นั้นได้หมั้นหมายไว้กับพระคริสต์แล้ว การที่คริสตจักรไปเข้าสนิทกับโลกจึงถือเป็นการล่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณในสายพระเนตรของพระเจ้า.
วว.
2:12 ก วว.2:16; 1:16
วว.
2:13 1 บัลลังก์ของซาตานอยู่ในโลกซึ่งเป็นที่อาศัยของมันและเป็นขอบเขตที่มันครองอำนาจอยู่.เนื่องจากคริสตจักรที่อยู่ฝ่ายโลกได้เข้าสนิทกับโลก คริสตจักรจึงอาศัยอยู่ในที่อาศัยของซาตาน.
วว.
2:13 ก วว.2:9
วว.
2:13 ข วว.3:8
วว.
2:13 2ข นามขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเล็งถึงตัวตนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวตนก็เป็นความเที่ยงแท้ของนามนั้น. หลักความเชื่อขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล็งถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวตนและการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเราจำเป็นต้องเชื่อ. กรณีนี้ไม่ได้หมายถึงความเชื่อที่เป็นทัศนะภายใน ซึ่งอยู่ภายในตัวเรา แต่หมายถึงความเชื่อในด้านทัศนะภายนอกซึ่งก็คือสิ่งที่เราเชื่อนั่นเอง. เนื่องจากคริสตจักรได้เข้าสนิทกับโลก คริสตจักรจึงเริ่มที่จะไม่สนใจต่อพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า และปฏิเสธหลักความเชื่อที่ถูกต้องของคริสเตียนไป.
วว.
2:13 ค วว.3:8
วว.
2:13 ง วว.14:12
วว.
2:13 3 คำว่า "อันติปา" ในภาษากรีกหมายถึง ต่อต้านทุกสิ่ง. อันติปาผู้เป็นพยานบุคคลที่สัตย์ซื่อขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้นี้ยืนหยัดต่อต้านทุกสิ่งที่คริสตจักรฝ่ายโลกได้นำเข้ามาและมีภาคปฏิบัติ. ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้พลีชีพขององค์พระผู้เป็นเจ้า. คำว่า "ผู้พลีชีพ" ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกับคำว่า "พยานบุคคล." อันติปาผู้ที่เป็นพยานในด้านตรงกันข้ามนั้นได้เป็นพยานเพื่อต่อต้านทุกสิ่งที่เบี่ยงเบนไปจากพยานของพระเยซู. การที่คริสตจักร
ที่อยู่ในเมืองเประฆาโมสามารถยึดมั่นในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าและไม่ได้ปฏิเสธหลักความเชื่อที่ถูกต้องของคริสเตียนไปในเวลานั้น ต้องเป็นเพราะพยานในด้านตรงข้ามของอันติปาอย่างแน่นอน.
วว.
2:13 จ วว.1:5; 11:3; 17:6; กจ.1:8; 22:20
วว.
2:13 ฉ วว.2:10
วว.
2:13 ช มธ.24:9; ยฮ.16:2
วว.
2:13 ซ วว.2:9
วว.
2:14 ก วว.2:4
วว.
2:14 1ก แปลตามตรงคือ ต่อต้าน.
วว.
2:14 ข วว.2:15, 20
วว.
2:14 2ข ในจดหมายเหล่านี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรารถนาให้เรากินพระองค์เป็นต้นไม้แห่งชีวิต (ข้อ 7), เป็นมานาที่ซ่อนเร้น (ข้อ 17), และเป็นผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินงาม (3:20; ดู 2:7 คำอธิบาย 5) ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารของพระเจ้า แต่คริสตจักรฝ่ายโลกได้หันจากชีวิตไปสู่สิ่งที่เป็นเพียงคำสอน ซึ่งทำให้ผู้เชื่อถูกเบี่ยงเบนไปจากการรับสุขพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเขาทั้งหลายเพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า. การรับสุขพระคริสต์จะทำให้คริสตจักรถูกก่อสร้างขึ้น ส่วนคำสอนก่อให้เกิดศาสนา.
วว.
2:14 ค พบญ.23:4; อฤธ.31:16; 25:1-3; 2ปต.2:15; ยด.11
วว.
2:14 3ค บีละอามเป็นผู้เผยพระวจนะชาวต่างชาติที่มาล่อลวงพลไพร่ของพระเจ้าให้ล่วงประเวณีและกราบไหว้รูปเคารพ เพราะตนเองเห็นแก่ค่าจ้าง (อฤธ.25:1-3; 31:16). ในคริสตจักรฝ่ายโลกก็เริ่มมีบางคนที่สอนในเรื่องเดียวกันนี้.
วว.
2:14 ง วว.2:20; อฤธ.25:2; กจ.15:29
วว.
2:14 4ง การกราบไหว้รูปเคารพย่อมนำมาซึ่งการล่วงประเวณีเสมอ (อฤธ.25:1-3; กจ.15:29) เมื่อคริสตจักรฝ่ายโลกได้ละเลยพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็คือตัวตนขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปก็ได้หันไปกราบไหว้รูปเคารพ จึงทำให้เกิดการล่วงประเวณี.
วว.
2:14 จ วว.2:20; อฤธ.25:1; วว.21:8; 22:15; 1กธ.6:9; ฆต.5:19; อฟ.5:3; ฮร.13:4
วว.
2:15 ก วว.2:14
วว.
2:15 1ก คริสตจักรที่อยู่ฝ่ายโลกและตกต่ำนั้นไม่เพียงแต่ยึดถือคำสอนของบีละอามเท่านั้น แต่ยังได้ยึดถือคำสอนของพวกนิโกลายตันด้วย. คำสอนของบีละอามทำให้ผู้เชื่อเบี่ยงเบนออกจากตัวตนของพระคริสต์ไปกราบไหว้รูปเคารพ และออกจากการรับสุขพระคริสต์ไปสู่การล่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณ ส่วนคำสอนของพวกนิโกลายตันนั้นได้ทำลายการใช้งานของผู้เชื่อที่เป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระคริสต์ เป็นเหตุให้พระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่สามารถสำแดงพระองค์ได้. คำสอนอย่างแรกได้ละเลยศีรษะไปเสีย ส่วนคำสอนอย่างหลังได้ทำลายพระกาย. นี่คืออุบายของศัตรูที่อยู่ในคำสอนทั้งหมดของศาสนา.
คริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซนั้นมีเพียงการประพฤติของพวกนิโกลายตันเท่านั้น (ข้อ 6) แต่ในคริสตจักรในเมืองเประฆาโมนั้น การประพฤติของพวกเขาได้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นคำสอน. ในช่วงแรกพวกเขามีภาคปฏิบัติของระบบชนชั้นแห่งศาสนาในคริสตจักรยุคแรกเริ่ม จากนั้นพวกเขาก็สอนถึงสิ่งนี้ในคริสตจักรที่ตกต่ำ. ทุกวันนี้นิกายคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์ไม่เพียงมีภาคปฏิบัติแห่งระบบชนชั้นของพวกนิโกลายตันกันอย่างแพร่หลายเท่านั้น แต่ยังมีการสอนกันอย่างแพร่หลายด้วย.
คริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซนั้นมีเพียงการประพฤติของพวกนิโกลายตันเท่านั้น (ข้อ 6) แต่ในคริสตจักรในเมืองเประฆาโมนั้น การประพฤติของพวกเขาได้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นคำสอน. ในช่วงแรกพวกเขามีภาคปฏิบัติของระบบชนชั้นแห่งศาสนาในคริสตจักรยุคแรกเริ่ม จากนั้นพวกเขาก็สอนถึงสิ่งนี้ในคริสตจักรที่ตกต่ำ. ทุกวันนี้นิกายคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์ไม่เพียงมีภาคปฏิบัติแห่งระบบชนชั้นของพวกนิโกลายตันกันอย่างแพร่หลายเท่านั้น แต่ยังมีการสอนกันอย่างแพร่หลายด้วย.
วว.
2:15 ข วว.2:6
วว.
2:15 2ข ดูข้อ 6 คำอธิบาย 1.
วว.
2:16 ก วว.2:5
วว.
2:16 ข วว.2:5
วว.
2:16 1ข กรณีนี้คงไม่ได้เล็งถึงการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา แต่หมายถึงการที่พระองค์จะเสด็จมาทำสงครามกับพวกอาจารย์ของนิโกลายตันในคริสตจักรที่ตกต่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่พระองค์จะพิพากษาคริสตจักรที่ตกต่ำด้วยพระคำซึ่งใช้ประหารที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์. อย่างไรก็ตาม คริสตจักรที่เป็นฝ่ายโลกอันมีคริสตจักรที่อยู่ในเมืองเประฆาโมเป็นเครื่องหมาย ซึ่งได้ก่อกำเนิดนิกายโรมันคาทอลิกอันมีคริสตจักรที่อยู่ในเมืองธุอาไตระเป็นเครื่องหมาย และสิ่งของฝ่ายโลกและสิ่งที่ชั่วร้ายซึ่งคริสตจักรที่ตกต่ำได้นำเข้ามานั้นจะดำรงอยู่ในนิกายโรมันคาทอลิกต่อไปจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมาดำเนินการพิพากษาที่ครบสมบูรณ์ของพระองค์.
วว.
2:16 2 แปลตามตรงคือ ทำสงครามกับพวกเขา.
วว.
2:16 ค วว.2:12; 1:16
วว.
2:17 ก วว.2:7
วว.
2:17 ข วว.2:7
วว.
2:17 ค วว.2:7
วว.
2:17 1ค การมีชัยชนะในที่นี้มีความหมายเป็นพิเศษถึงการมีชัยชนะต่อการที่คริสตจักรไปเข้าสนิทกับฝ่ายโลก, คำสอนในการกราบไหว้รูปเคารพกับการล่วงประเวณี, และคำสอนแห่งระบบชนชั้นทางศาสนา.
วว.
2:17 ง อซด.16:4-36, อฤธ.11:5-9; ยฮ.6:31-33, 35, 57
วว.
2:17 2ง มานาเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ซึ่งเป็นอาหารฝ่ายสวรรค์ที่ทำให้พลไพร่ของพระเจ้ามีกำลังที่จะเดินในหนทางของพระองค์. มีมานาอยู่ส่วนหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในโถทองคำที่ซ่อนไว้ในหีบพันธสัญญา (อซด.16:32-34; ฮร.9:4). มานาที่เปิดเผยก็คือมานาที่ให้พลไพร่ขององค์พระผู้เป็นเจ้ารับสุขอย่างเปิดเผย ส่วนมานาที่ซ่อนเร้นซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ที่ซ่อนเร้น เป็นส่วนที่พิเศษซึ่งเก็บไว้สำหรับผู้แสวงหาที่มีชัยชนะของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้มีชัยชนะต่อการตกต่ำของคริสตจักรฝ่ายโลก. ขณะที่คริสตจักรเดินในหนทางของโลก บรรดาผู้มีชัยชนะเหล่านี้ได้เข้ามาอาศัยอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าในที่บริสุทธิ์สุดเพื่อรับสุขพระคริสต์ที่ซ่อนเร้นเป็นส่วนที่พิเศษเพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงของเขาในทุกวัน. คำสัญญานี้ได้สำเร็จเป็นจริงในการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องในวันนี้ และจะสำเร็จอย่างครบสมบูรณ์ในอาณาจักรที่จะมาถึง. หากเราแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า มีชัยชนะต่อการตกต่ำของคริสตจักรฝ่ายโลก และรับสุขส่วนที่พิเศษขององค์พระผู้เป็นเจ้าในวันนี้ พระองค์ผู้เป็นมานาที่ซ่อนเร้นก็จะกลายเป็นบำเหน็จของเราในอาณาจักรที่จะมาถึงในอนาคต. ถ้าวันนี้เราพลาดไปจากพระองค์ผู้เป็นส่วนที่พิเศษของเราในชีวิตคริสตจักรในวันนี้ เราก็จะสูญเสียการรับสุขพระองค์เป็นบำเหน็จไปในอาณาจักรที่จะมาถึงอย่างแน่นอน.
วว.
2:17 จ ฮร.9:4; อซด.16:31-34
วว.
2:17 ฉ มธ.16:18; 1ปต.2:5; 1กธ.3:12; วว.21:18-20
วว.
2:17 3ฉ ในพระคัมภีร์นั้น หินเป็นเครื่องหมายเล็งถึงวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างของพระเจ้า (มธ.16:18; 1ปต.2:5; 1กธ.3:12). ในมนุษย์ธรรมชาติของเรานั้น เราไม่ใช่ก้อนหินแต่เป็นดินโคลน. เนื่องจากเราได้รับชีวิตและนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์โดยการบังเกิดใหม่ เราจึงสามารถถูกเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นก้อนหิน แม้กระทั่งกลายเป็นหินล้ำค่าได้โดยการรับสุขพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา (2กธ.3:18). ถ้าเราไม่ติดตามคริสตจักรฝ่ายโลก แต่รับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ในการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง เราก็จะถูกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นหินที่ใช้ในการก่อสร้างของพระเจ้า. หินเหล่านี้จะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมและการรับรองจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งชี้บ่งได้จากสีขาว ส่วนคริสตจักรฝ่ายโลกจะถูกพระองค์ปรับโทษและปฏิเสธ. การงานแห่งการก่อสร้างคริสตจักรของพระเจ้านั้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของเราและการเปลี่ยนแปลงของเรานั้นเป็นผลมาจากการรับสุขพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา.
วว.
2:17 ช วว.3:12; ยซย.62:2; เทียบ วว.14:1; 22:4
วว.
2:17 4ช ชื่อเป็นสิ่งที่ชี้หมายถึงตัวบุคคล ดังนั้นชื่อใหม่จึงเป็นสิ่งที่ชี้หมายถึงบุคคลที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว. ผู้เชื่อที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงแล้วทุกคนซึ่งเป็นหินขาวนั้นมี "ชื่อใหม่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักนอกจากผู้ที่รับนั้น." ชื่อที่ว่านี้ได้อธิบายถึงประสบการณ์ของผู้ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง. ดังนั้นจึงมีเพียงตัวเขาเองที่จะรู้จักความหมายของชื่อนั้น.
วว.
2:17 ซ เทียบ วว.19:12
วว.
2:18 ก กจ.16:14
วว.
2:18 1ก ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง เครื่องบูชาที่มีกลิ่นหอม หรือ ถวายบูชาอย่างไม่หยุด. ในด้านที่เป็นเครื่องหมายนั้น คริสตจักรที่อยู่ในเมืองธุอาไตระเป็นแบบเล็งถึงนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นคริสตจักรที่ทรยศที่ได้ก่อรูปขึ้นอย่างสมบูรณ์โดยการก่อตั้งระบบสันตะปาปาแห่งจักรวาลในช่วงปลายศตวรรษที่หก. คริสตจักรที่ทรยศนี้เต็มด้วยเครื่องบูชา ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากพิธีมิสซาที่ไม่ยอมหยุดลง.
วว.
2:18 ข ยฮ.1:34; 5:25; ฮร.1:2
วว.
2:18 2ข นิกายโรมันคาทอลิกที่ทรยศนั้นได้เน้นอย่างหนักแน่นว่าพระคริสต์ทรงเป็นบุตรของนางมาเรีย. ดังนั้นในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าเพื่อคัดค้านมิจฉาลัทธิที่ทรยศนี้.
วว.
2:18 ค วว.1:14
วว.
2:18 3ค แปลตามตรงคือ พระเนตรของพระองค์.ในขณะที่ทรงจัดการกับคริสตจักรที่เป็นฝ่ายโลกคือคริสตจักรที่อยู่ในเมืองเประฆาโมนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่า องค์ผู้ถือดาบสองคม. ขณะที่ทรงจัดการกับคริสตจักรที่ทรยศคือคริสตจักรที่อยู่ในเมืองธุอาไตระนั้น พระองค์ทรงเรียกพระองค์เองว่า องค์ผู้มีพระเนตรดั่งเปลวเพลิงและมีพระบาทดุจทองเหลืองสุกปลั่ง. คริสตจักรที่เป็นฝ่ายโลกนั้นต้องได้รับการจัดการด้วยพระคำที่ใช้เฆี่ยนตีและประหาร ส่วนคริสตจักรที่ทรยศนั้นจำเป็นต้องได้รับการพิพากษาจากพระเนตรที่ตรวจตรา และพระบาทที่เหยียบย่ำของพระองค์.
วว.
2:18 ง วว.1:15
วว.
2:19 ก วว.2:2
วว.
2:19 ข วว.2:2
วว.
2:19 1ข การงาน. ใน 3:1, 2, 8, 15 ก็เช่นเดียวกัน. คำว่า "การ" ในวรรคหลังจึงควรเป็น "การงาน." นิกายโรมันคาทอลิกที่ทรยศนั้นมีการงานและการปรนนิบัติมากมาย. การงานในเวลาเบื้องปลายของเธอนั้นมีมากกว่าการงานในอดีต.
วว.
2:20 ก วว.2:4
วว.
2:20 1 ผู้หญิงในที่นี้ก็คือหญิงที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ใน มธ.13:33 ซึ่งเป็นหญิงที่ได้เอาเชื้อ (ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสิ่งที่ชั่วร้าย สิ่งที่เป็นมิจฉาลัทธิ และสิ่งที่เป็นของศาสนาอื่น) เจือลงในแป้งละเอียด (ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชากระยาหารเพื่อให้พระเจ้าและมนุษย์ได้อิ่มหนำ). ผู้หญิงคนนี้ก็คือหญิงโสเภณีที่อยู่ในวิวรณ์บทที่ 17 ซึ่งนำสิ่งที่น่าเกลียดไปเจือปนกับสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์. นางอีซาเบลภรรยาที่เป็นชาวต่างชาติของอาฮาบก็คือแบบเล็งของคริสตจักรที่ทรยศนี้ (ดูข้อพระคัมภีร์อ้างอิง ข).
วว.
2:20 ข 1พกษ.16:31; 19:1-2; 21:23, 25-26; 2พกษ.9:7
วว.
2:20 2 แปลตามตรงคือ พูดเอาเอง.
วว.
2:20 3 ผู้เผยพระวจนะคือผู้ที่พูดเพื่อพระเจ้าโดยมีอำนาจของพระเจ้า. ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้นางอีซาเบลเป็นแบบเล็งซึ่งชี้บ่งว่า นิกายโรมันคาทอลิกซึ่งเป็นคริสตจักรที่ทรยศนั้น เป็นผู้เผยพระวจนะหญิงที่มาจากการแต่งตั้งตัวเองและแอบอ้างว่าตนได้รับอำนาจมาจากพระเจ้าให้พูดเพื่อพระองค์.
วว.
2:20 ค วว.2:14-15
วว.
2:20 4ค คริสตจักรที่อยู่ในเมืองเประฆาโมมีคำสอนของบีละอามและพวกนิโกลายตัน. ต่อมาคำสอนเหล่านี้ก็ยังคงดำรงอยู่ในคริสตจักรที่ทรยศ. นอกจากนี้นิกายโรมันคาทอลิกที่ทรยศก็ได้สั่งสอนกันไปเอง ทำให้คนของเขาเชื่อฟังเขามากกว่าเชื่อฟังพระคำที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า. พวกที่ติดตามเขาก็ถูกคำสอนแห่งศาสนาและเป็นมิจฉาลัทธิของเขามอมเมาจนไม่สนใจพระคริสต์ผู้เป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของพวกเขา เหมือนที่ต้นไม้แห่งชีวิตและมานาที่ซ่อนเร้นซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาไว้แก่คริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซและในเประฆาโมได้ชี้บ่งไว้ (ข้อ 7, 17).
วว.
2:20 ง วว.2:14; 14:8; 17:1-2, 4; 18:3, 9
วว.
2:20 5ง คริสตจักรที่ทรยศนั้นเต็มไปด้วยการล่วงประเวณีและการกราบไหว้รูปเคารพทุกรูปแบบทั้งในด้านฝ่ายวิญญาณและฝ่ายวัตถุ. ยิ่งกว่านั้นในบทที่ 17 คริสตจักรที่ทรยศนี้ยังถูกเรียกว่าหญิงโสเภณีใหญ่.
วว.
2:20 จ วว.2:14; 1พกษ.16:31-33; 18:19; 21:26
วว.
2:21 ก วว.2:5
วว.
2:21 ข วว.9:20-21; 16:9, 11
วว.
2:22 1 ปกติแล้วเตียงเป็นที่สำหรับนอนหลับและพักผ่อน ส่วนการใช้เตียงสำหรับพักฟื้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ปกติ. ในที่นี้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชี้บ่งไว้ว่าคริสตจักรที่ทรยศนั้นป่วยจนไม่อาจรักษาให้หายได้อีกแล้ว และจะนอนป่วยอยู่จนวันที่จะถูกพิพาก-ษาในที่สุด.
วว.
2:22 ก วว.17:2; 18:3, 9
วว.
2:22 2 ไม่ใช่ความทุกข์ยากที่มาจากการข่มเหงซึ่งคริสตจักรได้รับมาตลอดทุกศตวรรษ (7:14) และไม่ใช่ภัยพิบัติใหญ่ในสามปีครึ่งสุดท้ายในยุคสุดปลายนี้ซึ่งจะมาถึงผู้ที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ด้วย (มธ. 24:21) แต่เป็นความทุกข์ยากที่พิเศษซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้นิกายโรมันคาทอลิกซึ่งเป็นคริสตจักรที่ทรยศต้องประสบในเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาเขาในอนาคต. ดูข้อ 23 คำอธิบาย 1.
วว.
2:23 1 กรณีนี้อาจชี้ถึงการที่พระเจ้าทรงทำลายนิกายโรมันคาทอลิกโดยอาศัยผู้ต่อต้านพระคริสต์และบรรดาผู้ที่ติดตามมัน (17:16-17).
วว.
2:23 ก บพส.7:9; 139:1-4; ยรม.17:10; รม.8:27
วว.
2:23 2 วลีที่ว่า "สิ่งที่อยู่ภายใน" แปลตามตรงคือ "ไต."
วว.
2:23 ข 1ปต.1:17
วว.
2:24 ก วว.2:20
วว.
2:24 ข เทียบ 1กธ.2:10
วว.
2:24 1ข ศัพท์ในภาษากรีกของคำว่า "สิ่งล้ำลึก" หมายถึง ความลึก เหมือนใน อฟ.3:18. ในที่นี้ใช้คำนี้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ชี้ถึงสิ่งที่ลึกลับ. ในนิกายโรมันคาทอลิกมีหลักธรรมที่ลึกลับและล้ำลึกมากมาย. ธรรมศาลาของซาตานนั้น (ข้อ 9) ต่อสู้กับคริสตจักรที่ทนทุกข์, บัลลังก์ของซาตาน (ข้อ 13) ก็มีความสัมพันธ์กับคริสตจักรที่เป็นฝ่ายโลก, และมีสิ่งล้ำลึกของซาตานอยู่ในคริสตจักรที่ทรยศ. ทั้งศาสนาที่มาจากธรรมศาลา, โลกที่อยู่ภายใต้บัลลังก์ของซาตาน, และปรัชญาแห่งสิ่งลึกลับของซาตานนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ซาตานใช้เพื่อทำลายและทำให้คริสตจักรเสื่อมโทรมไปทั้งสิ้น.
วว.
2:24 ค วว.2:9, 13; 3:9
วว.
2:25 ก วว.3:11
วว.
2:25 1 กรณีนี้ชี้บ่งว่า นิกายโรมันคาทอลิกจะยังดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาใหม่.
วว.
2:25 ข วว.3:3, 11; 16:15; 22:20
วว.
2:26 ก วว.2:7
วว.
2:26 1ก การมีชัยชนะในที่นี้ชี้ถึงการมีชัยชนะต่อนิกายโรมันคาทอลิก.
วว.
2:26 ข ยฮ.5:36; 9:4; 14:12
วว.
2:26 2ข คำว่า "การงานของเรา" เล็งถึงสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้กระทำสำเร็จแล้วและสิ่งที่กำลังกระทำอยู่. การงานเหล่านี้ตรงข้ามกับการงานของคริสตจักรที่ทรยศซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตาน.
วว.
2:26 ค ฮร.3:6
วว.
2:26 ง วว.12:5; 20:4; 1กธ.6:2
วว.
2:26 3ง การร่วมครอบครองประเทศต่างๆ ด้วยกันกับพระคริสต์ในอาณาจักรพันปีนั้นเป็นรางวัลที่จะประทานให้ผู้มีชัยชนะ (20:4, 6). คำสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้านี้ได้เปิดเผยเป็นนัยอย่างแข็งแรงว่าบรรดาผู้ที่ไม่ตอบรับการทรงเรียกของพระองค์เพื่อมีชัยชนะต่อศาสนาคริสต์ที่ตกต่ำก็ไม่สามารถจะมีส่วนในการครอบครองเป็นกษัตริย์ในอาณาจักรพันปีได้.
วว.
2:27 1 แปลตามตรงคือ เลี้ยงดู (แกะ). ในอาณาจักรพันปีนั้น ผู้ที่ปกครองก็คือผู้เลี้ยง.
วว.
2:27 ก วว.12:5; 19:15; บพส.2:9
วว.
2:27 ข บพส.2:9; ยซย.30:14; ยรม.19:11
วว.
2:27 ค วว.11:15; 12:10; ดนอ.7:13-14 ; ลก.22:29
วว.
2:27 2ค ใน บพส.2:9 พระเจ้าทรงประทานอำนาจให้พระคริสต์ปกครองประเทศต่างๆ ส่วนในที่นี้พระคริสต์ก็ทรงประทานอำนาจเดียวกันนี้ให้แก่ผู้มีชัยชนะของพระองค์.
วว.
2:28 ก วว.22:16; 2ปต.1:19; เทียบ อฤธ.24:17; มธ.2:2, 9-10
วว.
2:28 1ก เมื่อพระคริสต์ทรงปรากฏในครั้งแรกนั้นผู้ที่เห็นดวงดาวของพระองค์นั้น (มธ.2:2, 9-10) ไม่ใช่นักศาสนาชาวยูดาย แต่เป็นพวกโหราจารย์. เมื่อพระคริสต์จะมาปรากฏในครั้งที่สองนั้น พระองค์ทรงเป็นดาวประจำรุ่งสำหรับผู้มีชัยชนะของพระองค์ที่ได้เฝ้าระวังต่อการเสด็จมาของพระองค์. แต่สำหรับคนอื่นที่เหลือนั้น พระองค์จะปรากฏต่อเขาเหมือนดั่งดวงตะวันเท่านั้น (มลค.4:2).
วว.
2:29 ก วว.2:7
วว.
2:29 1ก หมายเลขเจ็ดในพระคัมภีร์นั้นอาจเป็นผลรวมของหกบวกหนึ่ง เช่น หกวันบวกหนึ่งวันซึ่งเท่ากับหนึ่งสัปดาห์ หรืออาจเป็นผลรวมของสามบวกสี่ก็เป็นได้ ดังเช่นในสองบทนี้ซึ่งแบ่งคริสตจักรทั้งเจ็ดนี้ออกเป็นสามคริสตจักรกลุ่มหนึ่งและสี่คริสตจักรอีกกลุ่มหนึ่ง. ในจดหมายสามฉบับแรกนั้นเมื่อถึงตอนท้ายของจดหมายทุกฉบับจะกล่าวถึงหูที่ใช้ฟังก่อน จากนั้นจึงมีการเรียกผู้มีชัยชนะ. แต่ในตอนท้ายของจดหมายสี่ฉบับหลังนั้นลำดับในการกล่าวได้สลับกัน. กรณีนี้ย่อมพิสูจน์ว่าจดหมายสามฉบับแรกถือเป็นกลุ่มหนึ่ง และสี่ฉบับหลังก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง. หกบวกหนึ่งนั้นจะเห็นได้จากการเนรมิตสร้างของพระเจ้า ส่วนสามบวกสี่นั้นจะเห็นได้ในสิ่งทรงสร้างใหม่ของพระเจ้าซึ่งก็คือคริสตจักร. เนื่องจากสรรพสิ่งล้วนถูกเนรมิตสร้างขึ้นภายในเวลาหกวัน หมายเลขหกจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสิ่งทรงสร้าง โดยเฉพาะมนุษย์ซึ่งถูกเนรมิตสร้างขึ้นในวันที่หก และเนื่องจากวันที่เจ็ดซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของหกวันนั้นคือหนึ่งวันสำหรับการพักสงบของพระเจ้า หมายเลขหนึ่งจึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระผู้สร้างเพียงองค์เดียวนั้น. ดังนั้นหกบวกหนึ่งจึงเป็นเครื่องหมายเล็งว่าสิ่งสารพัดล้วนถูกเนรมิตสร้างไว้แด่พระเจ้าสำหรับสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. องค์พระผู้สร้างเพียงองค์เดียวคือพระเจ้านี้ทรงเป็นตรีเอกภาพโดยมีหมายเลขสามเป็นเครื่องหมาย. ในเมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งสี่เป็นตัวแทนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าถึงสิ่งที่ถูกสร้าง (4:6-9) หมายเลขสี่จึงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสิ่งที่ถูกสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เล็งถึงมนุษย์. ดังนั้นสามบวกสี่จึงหมายความว่าพระเจ้าได้บวกกับมนุษย์ที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างจึงเป็นเหตุให้พระประสงค์ของพระองค์ได้สำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ. คริสตจักรนั้นไม่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกสร้างแต่ยังเป็นสิ่งที่ถูกสร้างซึ่งมีพระผู้สร้างคือพระเจ้าตรีเอกภาพแจกจ่ายเข้าสู่ภายในด้วย. คริสตจักรเป็นหมายเลขเจ็ดที่แท้จริง คือเป็นเลขสามที่แท้จริง (พระเจ้าตรีเอกภาพ) ซึ่งบวกกับเลขสี่ที่แท้จริง (มนุษย์ที่ถูกเนรมิตสร้าง). ดังนั้นหมายเลขเจ็ดจึงชี้ถึงความครบสมบูรณ์แห่งการเคลื่อนไหวของพระเจ้าซึ่งอยู่ในสิ่งทรงสร้างเก่าก่อน ต่อมาก็อยู่ในสิ่งทรงสร้างใหม่ซึ่งก็คือคริสตจักร.
วว.
2:29 ข วว.2:7