การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom

วิวรณ์ บทที่ 1

หัวข้อหลัก: พระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองของพระเจ้า ตามแผนการบริหารนิรันดร์ของพระเจ้า

ผู้เขียน: อัครทูตโยฮัน (1:1, 9).

เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.90 ขณะที่โยฮันถูกเนรเทศไปยังเกาะปัตโม.

สถานที่เขียน: เกาะปัตโม (1:9).

ผู้รับ: คริสตจักรทั้งเจ็ดในมณฑลอาเซีย (1:4).

I. คำนำ —
การเปิดเผยของพระคริสต์และพยานของพระเยซู
1:1-8
วว. 1:1 1กการเปิดเผยของพระเยซูคริสต์ซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่พระองค์เพื่อขชี้แจงให้ คบรรดาผู้ทาสของพระองค์เห็นถึงสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้า และพระองค์ทรงให้ง ทูตสวรรค์ของพระองค์มาถ่ายทอดโดยใช้2จเครื่องหมายมาชี้แจงแก่โยฮันผู้ทาสของพระองค์.
วว. 1:2 โยฮันนั้นเป็นกพยานถึงขพระคำของพระเจ้าและ1คพยานของพระเยซูคริสต์ ท่านเป็นพยานถึงทุกสิ่งที่ท่านได้ง เห็นนั้น.
วว. 1:3 ผู้อ่านและกบรรดาคนที่ได้ฟัง1ขคำพยากรณ์เหล่านี้ และคถือรักษาสิ่งที่ได้เขียนไว้ในที่นี้ก็ง เป็นสุข เพราะเวลานั้นจใกล้เข้ามาแล้ว.
วว. 1:4 โยฮัน[เขียนจดหมาย]มายังกคริสตจักรทั้ง1ขเจ็ดที่อยู่ใน2มณฑลอาเซีย: ขอให้ท่านทั้งหลายได้รับคพระคุณและง สันติสุขซึ่งมาจาก3พระองค์จผู้ทรงเป็นในเดี๋ยวนี้, ผู้ทรงเป็นในกาลก่อน, และ4ผู้จะทรงเป็นในนิรันดร์เบื้องหน้านั้น และจาก5ฉพระวิญญาณทั้งเจ็ดที่อยู่เบื้องหน้าพระที่นั่งของพระองค์
วว. 1:5 และจากพระเยซูคริสต์ผู้เป็นกพยานบุคคลที่สัตย์ซื่อ และเป็นขผู้บังเกิดคนแรกของบรรดาคนตาย และเป็นคประมุขเหนือกษัตริย์ทั้งหลายของโลก. พระองค์ทรงง รักเราทั้งหลายและได้ทรง1ปลดปล่อยเราให้พ้นจาก2ความบาป3ด้วยจพระโลหิตของพระองค์
วว. 1:6 และทรงกระทำให้เราเป็น1กอาณาจักรและเป็น2ขปุโรหิตของพระเจ้าและพระบิดาของพระองค์ คขอให้สง่าราศีและฤทธานุภาพจงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์. เอเมน.
วว. 1:7 ดูเถิด พระองค์1กเสด็จมาพร้อมกับ2ขหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ แม้กระทั่งคนเหล่านั้นที่ได้คแทงพระองค์ก็จะเห็นพระองค์ด้วย และ3ชนทุกเผ่าในแผ่นดินนั้นจะง ตีอกร้องไห้เพราะพระองค์. จงเป็นไปอย่างนั้นเถิด เอเมน.
วว. 1:8 องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าตรัสว่า "เราเป็น1กอาละฟาและโอเมฆาเป็นผู้ทรงขฤทธานุภาพทุกประการที่ทรงคเป็นในเดี๋ยวนี้, ผู้ทรงเป็นในกาลก่อน, และผู้จะทรงเป็นในนิรันดร์เบื้องหน้านั้น."
II. "สิ่งซึ่งเจ้าได้เห็นแล้ว"
1:9-20
1. คันประทีปทองคำเจ็ดคัน — คริสตจักรที่ส่องแสง
2. บุตรมนุษย์ — พระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่
3. ดาวเจ็ดดวง — ทูตที่สว่างไสวของคริสตจักรทั้งหลาย
วว. 1:9 ข้าพเจ้าโยฮันผู้เป็นพี่น้องของท่านทั้งหลาย และเป็นกผู้ร่วมรับส่วนด้วยกันกับท่านทั้งหลายในขความทุกข์ยาก, คอาณาจักร, และ1ง ความอดทนที่มีอยู่ใน2พระเยซู [ข้าพเจ้า]จึงได้อยู่ที่3เกาะปัตโมเพราะจพระคำของพระเจ้าและฉพยานของพระเยซู.
วว. 1:10 ข้าพเจ้าได้อยู่ใน1กวิญญาณใน2วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากข้างหลังดุจขเสียงแตร
วว. 1:11 ตรัสว่า "สิ่งที่ท่านกเห็นจงขเขียนไว้ในหนังสือม้วนและ1ส่งไปยังคคริสตจักรง ทั้งเจ็ด คือส่งไปยังเอเฟโซ, ไปยังซะมุระนา, ไปยังเประฆาโม, ไปยังธุอาไตระ, ไปยังซัรได, ไปยังฟีละเด็ลไฟอะ, และไปยังละโอดีไกอะ."
วว. 1:12 ข้าพเจ้าจึง1หันมาดูพระสุรเสียงที่ตรัสแก่ข้าพเจ้านั้น เมื่อ1หันมาแล้ว ข้าพเจ้าได้เห็น2กคันประทีป3ทองคำขเจ็ดคัน
วว. 1:13 และ1ในกท่ามกลางคันประทีปเหล่านั้น [มีผู้หนึ่ง]เหมือน2ขบุตรมนุษย์ทรง3คฉลองพระองค์ยาวกรอมพระบาท และทรง4ง คาดจแถบทองคำที่พระอุระ.
วว. 1:14 พระเศียรและ1กพระเกศาของพระองค์2ขขาวเหมือนกับขนแกะสีขาวและเหมือนกับ2หิมะ และ3คพระเนตรของพระองค์เหมือนกับ4ง เปลวเพลิง
วว. 1:15 1กพระบาทของพระองค์เหมือนกับ1ทองเหลืองสุกปลั่ง ซึ่งได้2หลอมในเตาแล้ว พระสุรเสียงของพระองค์เหมือนกับ3ขเสียงน้ำลั่นมากมาย.
วว. 1:16 พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ทรงถือ1ดวงดาวกเจ็ดดวง และมีขพระแสงดาบสองคมออกมาจาก2คพระโอษฐ์ของพระองค์ และ3ง พระพักตร์ของพระองค์เหมือนกับดวงอาทิตย์เมื่อส่องแสงกล้า.
วว. 1:17 เมื่อข้าพเจ้าเห็นพระองค์ ข้าพเจ้าก็กล้มลงแทบพระบาทของพระองค์เหมือนกับตายแล้ว. พระองค์จึงทรงขวาง[พระหัตถ์]เบื้องขวาบนตัวข้าพเจ้าแล้วตรัสว่า "คอย่ากลัวเลย เราเป็น1ง คนแรกและคนสุดท้าย"
วว. 1:18 และเป็นผู้ที่1กมีชีวิต แม้เราเคยขตายแล้ว แต่ดูเถิด บัดนี้เรายังกมีชีวิตอยู่สืบๆ ไปเป็นนิตย์ และเราได้ถือคลูกกุญแจแห่ง2ความตายและแดนมรณา.
วว. 1:19 ดังนั้น จงกเขียนถึงสิ่งซึ่งเจ้าได้เห็นแล้ว สิ่งซึ่งเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ และสิ่งซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นขหลังจากนี้.
วว. 1:20 คือ1ข้อลับลึกแห่งกดวงดาวทั้งเจ็ดดวงซึ่งเจ้าเห็นอยู่ใน[มือ]ขวาของเรา และ[ข้อลับลึกแห่ง]ขคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้น: ดวงดาวเจ็ดดวงก็คือ2ทูตของคคริสตจักรทั้งเจ็ด และง คันประทีปเจ็ดคันก็คือคริสตจักรทั้งเจ็ด.

คำอธิบาย วิวรณ์ บทที่ 1

วว. 1:1 ก ฆต.1:12, 16; อฟ.3:3; 1:17; 1ปต.1:7, 13
วว. 1:1 1ก ในฐานะที่เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ หนังสือวิวรณ์จึงเป็นบทสรุป, การสำเร็จครบถ้วน, และการสรุปรวมของการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม. เมล็ดพันธุ์ของหลักความจริงในการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่ถูกหว่านลงในหนังสือเยเนซิศซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของพระคัมภีร์. เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดนี้ได้เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหนังสือเล่มต่อๆ มาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพันธสัญญาใหม่ และมีการเก็บเกี่ยวในหนังสือวิวรณ์ เพราะฉะนั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในหนังสือเล่มก่อนๆ และได้เพิ่มเติมจนสมบูรณ์ในหนังสือเล่มนี้. ศูนย์กลางของหนังสือเล่มนี้ก็คือการเปิดเผยที่สุดยอดเพียงหนึ่งเดียวของพระคริสต์, พยานที่สรุปรวมและพิเศษของพระเยซู, อีกทั้งแผนการบริหารที่นิรันดร์แห่งจักรวาลของพระเจ้า.
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแห่งคำพยากรณ์ โดยไม่เพียงพยากรณ์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่ยังเป็นนิมิตที่เปิดเผยให้มนุษย์เห็นอีกด้วย. ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ทุกสิ่งที่ได้พยากรณ์ไว้ในหนังสือเล่มนี้ล้วนได้เกิดขึ้นแล้ว. ดังนั้นจึงได้นำสิ่งเหล่านี้มาแสดงให้มนุษย์ได้เห็นเป็นนิมิตต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า. ด้วยเหตุนี้รูปกริยาส่วนใหญ่ที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้จึงอยู่ในรูปอดีตกาล.
พระคัมภีร์ทั้งเล่มล้วนเปิดเผยถึงพระคริสต์ ในเมื่อหนังสือวิวรณ์เป็นบทสรุป, การสำเร็จครบถ้วน, และการสรุปรวมของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม จึงยิ่งต้องเป็น "การเปิดเผยของพระเยซูคริสต์." แม้หนังสือเล่มนี้จะเปิดเผยถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย แต่ศูนย์กลางแห่งการเปิดเผยเหล่านี้ก็คือพระคริสต์. ในหนังสือเล่มนี้มีนิมิตที่เกี่ยวกับพระคริสต์ในหลายด้านที่ไม่เคยถูกเปิดเผยในหนังสือเล่มอื่นมาก่อนเลย เช่น การที่พระคริสต์ทรงเป็นมหาปุโรหิตที่อยู่ท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายเพื่อคอยดูแลคริสตจักรเหล่านั้นในความรัก ด้วยกิริยาท่าทีในการพิพากษา (ข้อ 13-16), การที่พระคริสต์ทรงเป็นสิงโต-พระเมษโปดกที่อยู่ท่ามกลางพระที่นั่งของพระเจ้ากับสิ่งมีชีวิตทั้งสี่ และท่ามกลางผู้อาวุโสแห่งจักรวาลยี่สิบสี่ท่าน พระองค์ยังทรงเป็นผู้แกะตราทั้งเจ็ดแห่งการปกครองในจักรวาลของพระเจ้า (5:1-6:1), และการที่พระองค์ทรงเป็น "ทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์มากอีกองค์หนึ่ง" ซึ่งลงมาจากสวรรค์เพื่อมาครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก (10:1-8; 18:1), รวมทั้งเรื่องอื่นๆ อีกหลายประการ.
วว. 1:1 ข วว.4:1; 17:1; 21:9-10; 22:1, 6, 8
วว. 1:1 ค ฟป.1:1; 2ปต.1:1
วว. 1:1 ง วว.17:7; 19:9-10; 21:9; 22:6, 16
วว. 1:1 จ ยฮ.2:11, 23; วว.12:1, 3; 15:1
วว. 1:1 2จ การเปิดเผยของหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเครื่องหมายต่างๆ เป็นสำคัญ. เครื่องหมายก็คือสัญลักษณ์ที่มีความหมายฝ่ายวิญญาณ เช่น คันประทีปเจ็ดคันเป็นเครื่องหมายเล็งถึงคริสตจักรทั้งหลาย, ดาวทั้งเจ็ดดวงเป็นเครื่องหมายเล็งถึงทูตของคริสตจักรทั้งหลาย (ข้อ 20) เป็นต้น. แม้กระทั่งกรุงเยรูซาเล็มใหม่ก็เป็นเครื่องหมายด้วย โดยเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการสำเร็จสุดยอดแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า (บทที่ 21-22). ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือแห่งเครื่องหมาย ซึ่งได้อาศัยเครื่องหมายมาทำให้รู้ถึงการเปิดเผย.
หนังสือกิตติคุณของโยฮันเป็นหนังสือแห่งเครื่องหมาย ที่เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่พระคริสต์ทรงกลายมาเป็นชีวิตของเราเพื่อก่อกำเนิดคริสตจักร ซึ่งเป็นเจ้าสาวของพระองค์. หนังสือวิวรณ์ของโยฮันก็เป็นหนังสือแห่งเครื่องหมายที่แสดงถึงการที่พระคริสต์ทรงดูแลคริสตจักรในปัจจุบันนี้ อีกทั้งการที่พระองค์จะเสด็จมาพิพากษาและครอบครองแผ่นดินโลกนี้ รวมทั้งนำคริสตจักรซึ่งก็คือเจ้าสาวของพระองค์เข้าสู่แผนการบริหารที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า.
วว. 1:2 ก ยฮ.1:7
วว. 1:2 ข วว.1:9; 6:9; 20:4; 19:13
วว. 1:2 ค วว.1:9; 12:17; 19:10; 20:4
วว. 1:2 1ค ในด้านหนึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ให้การเปิดเผยของพระคริสต์แก่เรา และอีกด้านหนึ่งก็ได้สำแดงถึง "พยานของพระเยซู" ซึ่งก็คือคริสตจักรให้แก่เรา. หนังสือเล่มนี้ได้บรรยายให้เราเห็นถึงพระคริสต์ที่เปิดเผยออกมาและคริสตจักรที่เป็นพยาน. คันประทีปในบทที่ 1, ฝูงชนเป็นอันมากที่ได้รับการไถ่ในบทที่ 7, ผู้หญิงที่สว่างไสวกับบุตรชายในบทที่ 12, การเก็บเกี่ยวกับผลสุกงอมรุ่นแรกในบทที่ 14, เหล่าผู้มีชัยชนะที่อยู่บนทะเลแก้วในบทที่ 15, เจ้าสาวที่เตรียมตัวไว้พร้อมแล้วสำหรับการสมรสในบทที่ 19, และกรุงเยรูซาเล็มใหม่ในบทที่ 21, 22 ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็น "พยานของพระเยซู." พยานของพระเยซูนี้ก็คือวิญญาณแห่งคำพยากรณ์ (19:10) ซึ่งก็คือเนื้อแท้, ลักษณะพิเศษ, และลักษณะเฉพาะของคำพยากรณ์นั่นเอง.
พระคริสต์ทรงเป็นพยานบุคคลของพระเจ้า (ข้อ 5) คือเป็นพยานและเป็นการสำแดงของพระเจ้า. คริสตจักรก็คือพยานและการสำแดงของพระคริสต์. เมื่อเป็นเช่นนี้ คริสตจักรจึงเป็นการถอดแบบแห่งพยานและการสำแดงของพระเจ้าในพระคริสต์.
วว. 1:2 ง วว.1:11, 12, 19; 4:1; 5:1, 6; 6:1; 7:1, 9; 8:2; 9:1; 10:1; 13:1, 11; 14:1, 6, 14; 15:1-2; 17:3, 6; 18:1; 19:11, 19; 20:1, 4; 21:1-2; 22:8
วว. 1:3 ก วว.2:7
วว. 1:3 ข วว.22:7, 10, 18-19
วว. 1:3 1ข การเปิดเผยในหนังสือเล่มนี้มีลักษณะเป็นคำพยากรณ์. นิมิตส่วนใหญ่ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้ชี้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น. แม้แต่จดหมายทั้งเจ็ดฉบับที่เขียนให้กับคริสตจักรทั้งเจ็ดในบทที่ 2, 3 นั้น หากพิจารณาในแง่ที่เป็นเครื่องหมายแล้ว ก็เป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับคริสตจักรที่อยู่บนแผ่นดินโลกจนถึงเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา.
วว. 1:3 ค วว.3:8, 10; 22:7; ยฮ.14:21, 23-24; 17:6
วว. 1:3 ง วว.14:13 ; 16:15; 19:9; 20:6; 22:7, 14
วว. 1:3 จ วว.22:10
วว. 1:4 ก กจ.15:41; รม.16:16; 1กธ.11:16; 16:19; 2กธ. 8:1, 18, 23; 11:28; ฆต.1:2
วว. 1:4 ข วว.1:11, 20
วว. 1:4 1ข หมายเลข "เจ็ด" เป็นตัวเลขที่ครบถ้วนในการงานของพระเจ้า เช่น เจ็ดวันที่มีไว้สำหรับการเนรมิตสร้างของพระเจ้า (ยนซ.1:31-2:3) และเจ็ดตรา (5:5), เจ็ดแตร (8:2), และเจ็ดขัน (15:7) ที่มีไว้สำหรับการเคลื่อนไหวของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก. ดังนั้นคริสตจักรทั้งเจ็ดจึงมีไว้สำหรับการเคลื่อนไหวที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า.
วว. 1:4 2 มณฑลอาเซียเป็นมณฑลหนึ่งของจักรวรรดิโรมันในสมัยโบราณ ทั้งเจ็ดเมืองที่กล่าวไว้ในข้อ 11 ก็อยู่ในมณฑลนี้. คริสตจักรทั้งเจ็ดไม่ได้อยู่ในเมืองเดียวกัน แต่ได้กระจายกันอยู่ในเจ็ดเมืองนี้. หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงคริสตจักรแห่งจักรวาลที่มีหนึ่งเดียว แต่กล่าวถึงคริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลายที่อยู่ในหลายเมือง. ก่อนอื่นใน มธ.16:18 ได้เปิดเผยถึงคริสตจักรแห่งจักรวาล จากนั้นใน มธ.18:17 ได้เปิดเผยถึงคริสตจักรท้องถิ่น. ในกิจการก็มีภาคปฏิบัติของคริสตจักรในลักษณะที่เป็นคริสตจักรท้องถิ่น เช่น คริสตจักรที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม (กจ.8:1), คริสตจักรที่อยู่ในเมืองอันติโอเกีย (13:1), คริสตจักรที่อยู่ในเมืองเอเฟโซ (20:17), และคริสตจักรทั้งหลายที่อยู่ในมณฑลซีเรียและมณฑลกิลิเกีย (15:41). หนังสือจดหมายทั้งหมดล้วนเขียนให้แก่คริสตจักรท้องถิ่นทั้งสิ้น ยกเว้นบางฉบับเท่านั้นที่เขียนให้แก่บุคคลบางคนเป็นการส่วนตัว แต่ก็ไม่มีฉบับใดที่เขียนให้แก่คริสตจักรแห่งจักรวาลเลย. ถ้าไม่มีคริสตจักรท้องถิ่นก็ย่อมไม่มีภาคปฏิบัติและความเป็นจริงของคริสตจักรแห่งจักรวาล. คริสตจักรแห่งจักรวาลนั้นแปรสภาพเป็นจริงอยู่ในคริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลาย. การรู้จักคริสตจักรในด้านของจักรวาลจะต้องสำเร็จลงที่การรู้จักคริสตจักรในด้านของท้องถิ่น. การที่เรารู้จักและมีภาคปฏิบัติของคริสตจักรท้องถิ่นนั้นเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ก้าวหนึ่ง. หนังสือวิวรณ์ได้พูดถึงคริสตจักรซึ่งอยู่ในระยะก้าวหน้า. ถ้าต้องการที่จะรู้จักหนังสือเล่มนี้ เราก็ต้องพัฒนาจากการเข้าใจคริสตจักรแห่งจักรวาลไปสู่การรู้จักและมีภาคปฏิบัติแห่งคริสตจักรท้องถิ่น เพราะหนังสือเล่มนี้ได้เขียนให้แก่คริสตจักรท้องถิ่น. มีเพียงผู้ที่อยู่ในคริสตจักรท้องถิ่นเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อจะเห็นนิมิตของหนังสือเล่มนี้จากมุมมองที่ถูกต้องและจากจุดมองที่เที่ยงตรง.
พระเจ้าตรีเอกภาพทรงสำแดงอยู่ในพระคริสต์ (ยฮ.1:1, 14; 1ตธ.3:16; กซ.2:9) ส่วนพระคริสต์ถูกรู้จักและประสบการณ์ในฐานะที่เป็นพระวิญญาณนั้น (ยฮ.14:16-18; 1กธ.15:45; 2กธ.3:17; รม.8:9; ฟป.1:19) ทั้งถูกสำแดงอยู่ในพระกายของพระองค์ นั่นคือคริสตจักรแห่งจักรวาล (อฟ.1:22-23; 1กธ.12:12; อฟ.4:4); สำหรับคริสตจักรแห่งจักรวาลนั้นได้ปรากฏอยู่ในคริสตจักรท้องถิ่น. ดังนั้นถ้าต้องการที่จะรู้จักและประสบการณ์พระเจ้า ก็ต้องรู้จักและประสบการณ์พระคริสต์ ถ้าต้องการที่จะรู้จักและประสบการณ์พระคริสต์ ก็ต้องมีส่วนในคริสตจักรแห่งจักรวาลโดยพระวิญญาณนั้น และถ้าต้องการที่จะมีส่วนในคริสตจักรแห่งจักรวาล ก็ต้องมีส่วนในคริสตจักรท้องถิ่น.
วว. 1:4 ค รม.1:7; 5:2; วว.22:21
วว. 1:4 ง รม.5:1
วว. 1:4 3 พระองค์ผู้ทรงเป็นในเดี๋ยวนี้ และทรงเป็นในกาลก่อน และจะทรงเป็นนิรันดร์ในเบื้องหน้านั้น ก็คือพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาที่นิรันดร์. พระวิญญาณทั้งเจ็ดที่อยู่เบื้องพระที่นั่งของพระเจ้าคือพระวิญญาณแห่งการดำเนินการของพระเจ้าก็คือพระเจ้าพระวิญญาณนั่นเอง. พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพยานบุคคลที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า, เป็นผู้บังเกิดคนแรกของบรรดาคนตายที่เป็นขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่มีต่อคริสตจักร และต่อโลกนี้ยังเป็นผู้ปกครองเหนือกษัตริย์ทั้งหลายของโลก (ข้อ 5) พระองค์ก็คือพระเจ้าพระบุตรนั่นเอง. นี่ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพ. ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระบิดาองค์นิรันดร์ พระองค์ทรงเป็นในเดี๋ยวนี้, ได้ทรงเป็นในกาลก่อน และจะทรงเป็นในอนาคต. ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระวิญญาณ พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณที่เพิ่มกำลังเจ็ดเท่าเพื่อการงานของพระเจ้า (ดูคำอธิบาย 5). ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระบุตรพระองค์ทรงเป็น (1) พยานบุคคลของพระเจ้า, พยานของพระเจ้า, และการสำแดงของพระเจ้า (2) ผู้บังเกิดคนแรกของบรรดาคนตายที่ได้เป็นขึ้นเพื่อคริสตจักรอันเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ และ (3) ผู้ปกครองกษัตริย์ทั้งหลายของโลกเพื่อโลกนี้. พระคุณและสันติสุขได้ถูกแจกจ่ายให้แก่คริสตจักรทั้งหลายจากพระเจ้าตรีเอกภาพองค์นี้นั่นเอง.
วว. 1:4 จ วว.1:8, 4:8; อซด.3:14
วว. 1:4 4 วลีที่ว่า "ทรงเป็นนิรันดร์" แปลตามตรงคือเสด็จมา. ข้อ 8; 4:8 ก็เช่นเดียวกัน. จึงอาจแปลว่า "ผู้จะเสด็จมาในเบื้องหน้านั้น" อาจเปิดเผยเป็นนัยถึงการเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งของพระคริสต์ ซึ่งแสดงว่าในเวลานั้นสิ่งที่พระเจ้าตรีเอกภาพทรงเป็นจะปรากฏเป็นจริงต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์โดยเฉพาะต่อพลไพร่ที่พระองค์ทรงไถ่ยิ่งกว่าในอดีตและปัจจุบันนี้.
วว. 1:4 ฉ วว.3:1; 4:5; 5:6
วว. 1:4 5ฉ พระวิญญาณทั้งเจ็ดนั้นก็คือพระวิญญาณของพระเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะพระวิญญาณนี้ถูกจัดเรียงไว้ท่ามกลางพระเจ้าตรีเอกภาพในข้อ 4 และ 5. เนื่องจากหมายเลข 7 เป็นหมายเลขที่ครบสมบูรณ์ในการงานของพระเจ้า ดังนั้นพระวิญญาณทั้งเจ็ดจะต้องมีไว้สำหรับการเคลื่อนไหวของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกอย่างแน่นอน. ในด้านธาตุแท้และการดำรงคงอยู่นั้น พระวิญญาณของพระเจ้ามีเพียงองค์เดียว แต่ในด้านหน้าที่และการงานที่เพิ่มกำลังแห่งการเคลื่อนไหวของพระเจ้านั้น พระวิญญาณของพระเจ้ามีถึงเจ็ดเท่า. กรณีนี้ก็เหมือนกับคันประทีปที่บันทึกไว้ใน ซคย.4:2. ในด้านการดำรงอยู่นั้นเป็นเพียงคันประทีปเดียวเท่านั้น แต่ในด้านหน้าที่นั้นเป็นดวงประทีปเจ็ดดวง. ในเวลาที่โยฮันเขียนหนังสือวิวรณ์นั้นคริสตจักรก็ได้ตกต่ำแล้ว และยุคสมัยนั้นก็มืดมนดังนั้นจึงจำต้องมีพระวิญญาณที่เพิ่มกำลังเจ็ดเท่าของพระเจ้าสำหรับการเคลื่อนไหวและการงานบนแผ่นดินโลกของพระเจ้า.
การเรียงลำดับของพระเจ้าตรีเอกภาพใน มธ.28:19 นั้นเรียงจากพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์. แต่การเรียงลำดับในที่นี้เปลี่ยนไป. พระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้าถูกเรียงอยู่ในลำดับที่สองไม่ใช่ลำดับที่สาม. กรณีนี้ได้เปิดเผยถึงความสำคัญของหน้าที่ซึ่งได้รับการเพิ่มกำลังของพระวิญญาณที่เพิ่มกำลังเจ็ดเท่าของพระเจ้า. การเน้นถึงการตรัสของพระวิญญาณนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกใน วว.2:7, 11, 17, 29; 3:6, 13, 22; 14:13; 22:17 ก็ได้ยืนยันถึงประเด็นนี้.
ในคำขึ้นต้นของหนังสือจดหมายเล่มอื่นๆ ได้กล่าวถึงพระบิดาและพระบุตรเท่านั้น พระคุณและสันติสุขก็ได้ประทานมาจากพระบิดาและพระบุตรให้แก่ผู้รับจดหมายนั้น. แต่ในที่นี้กล่าวว่า "พระคุณและสันติสุขที่แจกจ่ายให้กับคริสตจักรทั้งหลายนั้นมาจากพระบิดาและพระบุตรและจากพระวิญญาณด้วย." กรณีนี้ก็ชี้บ่งถึงความต้องการอย่างยิ่งยวดที่มีต่อพระวิญญาณนั้นเพื่อจะต่อต้านการตกต่ำของคริสตจักร เพื่อการเคลื่อนไหวของพระเจ้า.
วว. 1:5 ก วว.3:14
วว. 1:5 ข กซ.1:18; รม.8:29; ฮร.1:6
วว. 1:5 ค วว.17:14; 19:16; 1ตธ.6:15
วว. 1:5 ง ยฮ.15:9; อฟ.5:25
วว. 1:5 1 การที่เราได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากความบาป มีความหมายหนักแน่นกว่าการชำระไปซึ่งบาปของเรา.
วว. 1:5 2 ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
วว. 1:5 3 ด้วย แปลตามตรงคือ ใน.
วว. 1:5 จ 1 ยฮ.1:7; วว.5:9; 12:11
วว. 1:6 ก วว.5:10; มธ.16:19; วว.1:9; รม.14:17; 2ตธ.2:12; วว.20:6; 22:5
วว. 1:6 1ก ผู้เชื่อที่ได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระคริสต์นั้นไม่เพียงถือกำเนิดจากพระเจ้าเพื่อเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าเท่านั้น (ยฮ.3:5) แต่ยังได้กลายเป็นอาณาจักรเพื่อแผนการบริหารของพระเจ้าอีกด้วย. อาณาจักรนี้ก็คือคริสตจักรนั่นเอง (มธ.16:18-19). โยฮันผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็อยู่ในอาณาจักรนี้ (ข้อ 9) และผู้เชื่อทุกคนที่ได้รับการไถ่และบังเกิดใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนี้ด้วย (รม.14:17).
แง่มุมที่สำคัญอีกประการหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ก็คือ พระเจ้าทรงกำลังฟื้นฟูสิทธิอำนาจของพระองค์บนแผ่นดินโลก เพื่อให้ทั่วแผ่นดินโลกกลายเป็นอาณาจักรของพระองค์ (11:15). ขณะที่พระคริสต์ได้เสด็จมาในครั้งแรกนั้น พระองค์ก็ได้ทรงนำอาณาจักรของพระเจ้ามาด้วย (ลก.17:21; มธ.12:28). อาณาจักรนี้ได้แผ่ขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นคริสตจักร (มธ.16:18-19) ซึ่งคริสตจักรนี้จะก่อตั้งอาณาจักรของพระเจ้าบนทั่วแผ่นดินโลกให้ลุล่วง. ในด้านหนึ่งอาณาจักรของพระเจ้าในวันนี้อยู่ในคริสตจักร อีกด้านหนึ่งอาณาจักรของพระเจ้ากำลังจะมาถึงโดยผู้เชื่อที่มีชัยชนะ (12:10). จากนั้นพระคริสต์และผู้เชื่อที่มีชัยชนะก็จะปกครองนานาประเทศในอาณาจักรพันปี (2:26-27; 12:5; 20:4, 6).
วว. 1:6 ข วว.5:10; 1ปต.2:5, 9; วว.20:6; 22:3
วว. 1:6 2ข การไถ่ที่พระโลหิตของพระคริสต์ได้สำเร็จไว้ไม่เพียงทำให้เรากลายเป็นอาณาจักรของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังทำให้เราเป็นปุโรหิตของพระเจ้าอีกด้วย (1ปต.2:5). อาณาจักรนั้นมีไว้สำหรับการครองอำนาจเพื่อการปกครองของพระเจ้า ส่วนปุโรหิตนั้นมีไว้สำหรับการสำแดงพระฉายาของพระเจ้า. นี่ก็คือระบบปุโรหิตแห่งกษัตริย์ (1ปต.2:9) ที่มีไว้เพื่อทำให้พระประสงค์ดั้งเดิมในการที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างมนุษย์นั้นสำเร็จ (ยนซ.1:26-28). ระบบปุโรหิตแห่งกษัตริย์นี้เป็นสิ่งที่เรากำลังฝึกฝนอยู่ในการดำเนินชีวิตคริสตจักรในวันนี้ (5:10) และจะมีภาคปฏิบัติที่เพิ่มกำลังขึ้นในอาณาจักรพันปี (20:6) และจะสำเร็จสุดยอดในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (22:3, 5).
วว. 1:6 ค วว.5:13; รม.11:36; 16:27; อฟ.3:20-21; 1ตธ.1:17; ฮร.13:21; 2ปต.3:18
วว. 1:7 ก มธ.24:30; 26:64; กจ.1:9-11; วว.14:14
วว. 1:7 1ก หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ในสองด้านด้วยกัน. ด้านหนึ่งพระองค์จะเสด็จมาอย่างซ่อนเร้นเหมือนอย่างขโมย (3:3; 16:15) ส่วนอีกด้านหนึ่งพระองค์จะเสด็จมาบนเมฆอย่างเปิดเผย (ข้อ 7; 14:14). กรณีนี้สอดคล้องกับ มธ.24:43, 30. ไม่มีผู้ใดรู้วันและเวลานั้นที่พระองค์จะเสด็จมาอย่างซ่อนเร้น (มธ.24:36) แต่วันที่พระองค์จะเสด็จมาอย่างเปิดเผยนั้นถูกเปิดเผยไว้อย่างชัดเจน ก็คือเมื่อเวลาที่เป่าแตรสุดท้าย (แตรที่เจ็ด) เมื่อสิ้นสุดภัยพิบัติใหญ่นั่นเอง (1ธซ.4:16; 1กธ.15:52; 2ธซ.2:1-3).
วว. 1:7 ข ดนอ.7:13
วว. 1:7 2ข พระคริสต์ทรงเสด็จขึ้นไปในสวรรค์โดยประทับบนเมฆ และพระองค์จะเสด็จกลับมายังแผ่นดินโลกเหมือนอย่างนั้นอีก (กจ.1:9, 11; มธ.26:64; วว.14:14).
วว. 1:7 ค ซคย.12:10; ยฮ.19:34, 37
วว. 1:7 3 หมายถึงเผ่าทั้งหลายของอิสราเอล ซึ่งเป็นพวกที่ได้แทงพระองค์นั้น. ดูข้อพระคัมภีร์อ้างอิง ค.
วว. 1:7 ง มธ.24:30; ซคย.12:10-12
วว. 1:8 ก วว.21:6; 22:13
วว. 1:8 1ก พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทุกประการและเป็นองค์นิรันดร์นั้นทรงเป็นอาละฟาคือเป็นเบื้องต้น เพื่อการเริ่มต้น และยังทรงเป็นโอเมฆาคือเป็นการสรุปสุดท้ายเพื่อสำเร็จพระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้าอีกด้วย. พระองค์ทรงเป็นอาละฟาในหนังสือเยเนซิศ บัดนี้พระองค์ทรงเป็นโอเมฆาในหนังสือวิวรณ์ ทุกสิ่งที่พระองค์ได้เริ่มต้นไว้แล้วพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จเป็นแน่. ในด้านการปกครอง พระองค์ทรงเริ่มต้นการงานในลักษณะของจักรวาลมาตั้งแต่โบราณกาล และยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันนี้ และจะทรงทำให้สำเร็จในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน (21:6).
วว. 1:8 ข วว.4:8; 11:17; 15:3; 16:7, 14; 19:15; 21:22; ยนซ.17:1; อซด.6:3; บพส.68:14; 91:1
วว. 1:8 ค วว.1:4
วว. 1:9 ก 2กธ.1:7; ฮร.10:33
วว. 1:9 ข กจ.14:22; ยฮ.16:33; ฟป.3:10
วว. 1:9 ค วว.1:6
วว. 1:9 ง วว.3:10; 2ธซ.3:5; รม.5:3
วว. 1:9 1ง ถ้าจะร่วมรับส่วนในความทุกข์ยากและอาณาจักรแล้ว ก็จำเป็นต้องมีความอดทน.
วว. 1:9 2 คำว่า "พระเยซู" เล็งถึงองค์พระผู้ช่วยที่เป็นผู้ที่ทนทุกข์และโศกเศร้า (ยซย.53:3).
วว. 1:9 3 เกาะปัตโมเป็นสถานที่ซึ่งโยฮันถูกเนรเทศเพื่อพระคำของพระเจ้าและเพื่อเป็นพยานของพระเยซู และในเวลานั้นเองท่านก็ได้รับการเปิดเผยถึงหนังสือเล่มนี้.
วว. 1:9 จ วว.1:2
วว. 1:9 ฉ วว.1:2
วว. 1:10 ก วว.4:2; 17:3; 21:10; อฟ.1:17; ยฮ.4:24; รม.1:9; 8:16
วว. 1:10 1ก หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงเน้นถึงพระวิญญาณของพระเจ้าในฐานะที่เป็นพระวิญญาณที่เพิ่มกำลังเจ็ดเท่าที่มีเพื่อการเคลื่อนไหวที่เพิ่มกำลังของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเน้นถึงวิญญาณมนุษย์ของเราในฐานะที่เป็นอวัยวะที่ให้เราสามารถเข้าใจและตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของพระเจ้า. มีเพียงวิญญาณ (ของเรา) เท่านั้นจึงจะสามารถตอบสนองต่อพระวิญญาณ (ของพระเจ้า). หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยนิมิตที่สำคัญสี่ประการคือ (1) นิมิตเกี่ยวกับคริสตจักรทั้งหลาย (บทที่ 1—3) (2) นิมิตเกี่ยวกับชะตากรรมของโลกนี้ (บทที่ 4—16); (3) นิมิตเกี่ยวกับเมืองบาบิโลนใหญ่ (บทที่ 17—20) และ (4) นิมิตเกี่ยวกับกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (บทที่ 21—22). โยฮันเห็นนิมิตทั้งสี่ประการนี้ขณะที่เขาอยู่ในวิญญาณ (ข้อ 10; 4:2; 17:3; 21:10) คือได้รับการเปิดเผยถึงข้อลับลึกของพระคริสต์ในวิญญาณดังที่ได้กล่าวไว้ใน อฟ.3:5. ถ้าเราต้องการที่จะเห็นนิมิตที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ เราก็ต้องอยู่ในวิญญาณ. สิ่งนี้ไม่เพียงเป็นความเข้าใจในสมองที่อยู่ในความคิดของเรา แต่เป็นความเข้าใจฝ่ายวิญญาณที่อยู่ในวิญญาณของเราด้วย.
วว. 1:10 2 วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าในที่นี้ควรจะเป็นวันแรกของสัปดาห์ ซึ่งก็คือวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นนั่นเอง (ยฮ.20:1). คริสตจักรในยุคแรกเริ่มนั้นมีการประชุมกันในวันนี้เป็นประจำ (กจ.20:7; 1กธ.16:2). ในวันนี้เองที่โยฮันได้เห็นนิมิตแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าในวิญญาณ.
วว. 1:10 ข วว.4:1; เทียบ อซด.19:16; ยซย.58:1
วว. 1:11 ก วว.1:2
วว. 1:11 ข วว.1:19
วว. 1:11 1 การส่งหนังสือจดหมายนี้ไปยังคริสตจักรทั้งเจ็ดก็เท่ากับส่งไปยังเมืองทั้งเจ็ด. กรณีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาคปฏิบัติของการดำเนินชีวิตคริสตจักรในยุคแรกเริ่มนั้นก็คือในเมืองหนึ่งมีคริสตจักรหนึ่ง ในเมืองหนึ่งจะมีคริสตจักรเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น. ไม่มีเมืองไหนที่มีคริสตจักรมากกว่าหนึ่งแห่ง. นี่ก็คือคริสตจักรท้องถิ่นที่มีเมืองเป็นหน่วย ไม่ได้ยึดเอาถนนหรือขอบเขตพื้นที่เป็นหน่วย. ขอบเขตพื้นที่แห่งการปกครองของคริสตจักรท้องถิ่นควรจะต้องครอบคลุมทั้งเมืองที่คริสตจักรนั้นได้ตั้งอยู่ โดยไม่ควรจะใหญ่หรือเล็กไปกว่าขอบเขตของเมืองนั้น. ผู้เชื่อทั้งหมดที่อยู่ในขอบเขตนี้จะประกอบขึ้นเป็นคริสตจักรท้องถิ่นเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในเมืองนี้.
วว. 1:11 ค วว.1:4
วว. 1:11 ง วว.1:4, 20
วว. 1:12 1 ในการที่เราจะเห็นสิ่งใดก็ตาม เราต้องอยู่ในจุดยืนที่ถูกต้องและมีมุมมองที่ถูกต้อง. อัครทูตโยฮันได้ยินพระสุรเสียงก่อน (ข้อ 10) และเมื่อท่านได้หันมาดูพระสุรเสียงที่ตรัสกับท่านนั้นท่านจึงเห็นคันประทีปทองคำเจ็ดคัน. แม้ท่านจะอยู่ในจุดยืนที่ถูกต้องแล้ว แต่ท่านยังต้องมีมุมมองที่ถูกต้องจึงจะสามารถเห็นนิมิตที่เกี่ยวกับคริสตจักรทั้งหลายได้ ดังนั้นท่านจำต้องหันมามองดู. ในวันนี้เราก็เช่นเดียวกัน. มีคริสเตียนเป็นจำนวนมากที่ต้องปรับจุดยืนแล้วหันมาเพื่อจะได้เห็นนิมิตของคริสตจักรทั้งหลาย.
วว. 1:12 ก อซด.25:31-39; ซคย.4:2-6
วว. 1:12 2ก ในพระคัมภีร์นั้นคันประทีปมีความเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างของพระเจ้าอยู่เสมอ. พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงคันประทีปเป็นครั้งแรกใน อซด.25:31-40 ซึ่งอยู่ในเวลาที่มีการก่อสร้างพลับพลา. ครั้งที่สองได้ปรากฏอยู่ใน 1พกษ.7:49 ซึ่งอยู่ใน เวลาที่มีการก่อสร้างพระวิหาร. ครั้งที่สามปรากฏใน ซคย.4:2-10 โดยมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าขึ้นใหม่. สำหรับในหนังสือวิวรณ์นั้น คันประทีปนี้มีความเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างคริสตจักรทั้งหลาย. ในเอ็กโซโดบทที่ 25 นั้นเน้นถึงการที่พระคริสต์ผู้เป็นคันประทีปทรงเป็นความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องสว่างเหมือนดวงประทีปเจ็ดดวงโดยพระวิญญาณนั้น (น้ำมัน). ส่วนในซะคาระยาบทที่ 4 นั้นเน้นถึงพระวิญญาณนั้น (4:6) ซึ่งเป็นดวงประทีปเจ็ดดวงที่ส่องสว่างอยู่ โดยที่ดวงประทีปทั้งเจ็ดนี้ก็คือพระเนตรเจ็ดดวงของพระเจ้า (ซคย.4:2, 10). ดวงพระเนตรทั้งเจ็ดของพระเจ้าก็คือพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า (วว.5:6) ที่มีไว้สำหรับการเคลื่อนไหวที่เพิ่มกำลังของพระเจ้า. กรณีนี้ชี้บ่งว่าคันประทีปในหนังสือซะคาระยา ก็คือความเที่ยงแท้ของคันประทีปในหนังสือเอ็กโซโด ส่วนคันประทีปในหนังสือวิวรณ์ ก็คือผลิตภัณฑ์ถอดแบบของคันประทีปในหนังสือซะคาระยา พระคริสต์ได้แปรสภาพเป็นจริงเป็นพระวิญญาณนั้น พระวิญญาณนั้นก็ได้ปรากฏสำแดงเป็นคริสตจักรทั้งหลาย. พระวิญญาณที่ส่องสว่างก็คือความเที่ยงแท้ของพระคริสต์ผู้ส่องสว่าง และคริสตจักรทั้งหลายที่ส่องสว่างก็คือผลิตภัณฑ์ถอดแบบและการสำแดงออกของพระวิญญาณผู้ส่องสว่าง เพื่อสำเร็จพระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้า เพื่อให้เมืองที่ส่องสว่าง คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่จะได้สำเร็จสมบูรณ์. ทั้งพระคริสต์, พระวิญญาณนั้น, และคริสตจักรทั้งหลายล้วนมีพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ที่เหมือนกัน.
วว. 1:12 3 ในด้านเครื่องหมายนั้น ทองคำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์. คันประทีปในที่นี้ทำด้วยทองคำ นี่ก็เป็นเครื่องหมายเล็งว่า คริสตจักรนั้นก่อรูปขึ้นด้วยพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์.
วว. 1:12 ข วว.1:20; 2:1
วว. 1:13 1 ในวันนี้พระคริสต์ทรงอยู่ท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลาย. ด้านหนึ่งในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นมหาปุโรหิต พระองค์ทรงทูลขอแทนอยู่บนสวรรค์ทั้งหลายเพื่อคริสตจักรทั้งหลาย (ฮร.9:24; 7:25-26; รม.8:34) ในอีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายเพื่อดูแลคริสตจักรทั้งหลาย. ถ้าเราต้องการที่จะมีส่วนในการเคลื่อนไหวของพระองค์และรับสุขการดูแลของพระองค์ เราก็ต้องอยู่ท่ามกลางคริสตจักร.
วว. 1:13 ก วว.2:1
วว. 1:13 ข กจ.7:56; วว.14:14; มธ.24:30; ยฮ.1:51
วว. 1:13 2ข ในที่นี้ไม่เพียงบรรยายถึง พระคริสต์ทรงเป็นมหาปุโรหิต ดังที่เห็นได้จากการที่พระองค์ทรงฉลองพระองค์กรอมพระบาท แต่ยังได้ เปิดเผยว่าพระองค์เหมือนบุตรมนุษย์ด้วย. พระองค์ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์. ในฐานะที่ทรงเป็นมหาปุโรหิตของเรา พระองค์ก็ทรงดูแลคริสตจักรทั้งหลายในสภาพมนุษย์ของพระองค์.
พระคริสต์ผู้เป็นบุตรมนุษย์ไม่ได้มีเพื่อสำเร็จการไถ่เท่านั้น แต่เพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรด้วย เพราะคริสตจักรนั้นประกอบขึ้นด้วยมนุษย์.การที่องค์พระผู้เป็นเจ้ายังทรงเป็นบุตรมนุษย์อยู่แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรค์ไปแล้วย่อมชี้บ่งว่าพระองค์ไม่ได้ถอดทิ้งไปซึ่งสภาพมนุษย์ของพระองค์หลังจากการเป็นขึ้น. ในที่นี้พระองค์ได้ทรงจัดการต่อคริสตจักรทั้งหลายโดยมีสภาพมนุษย์ของพระองค์เป็นพื้นฐาน. ในสภาพมนุษย์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงมีชัยชนะอย่างสมบูรณ์และประสบความสำเร็จในการแบกรับพยานของพระเจ้าแล้ว. คริสตจักรทั้งหลายซึ่งอยู่ในสภาพมนุษย์ก็ย่อมสามารถมีชัยชนะและประสบความสำเร็จในการแบกรับพยานของพระเจ้าเช่นกัน.
วว. 1:13 ค อซด.28:4, 31-35
วว. 1:13 3ค ฉลองพระองค์ยาวกรอมพระบาทเป็นชุดของปุโรหิต (อซด.28:33-35) และเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความบริบูรณ์แห่งคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์และคุณธรรมในสภาพมนุษย์ของพระคริสต์ (เทียบ ยซย.6:1, 3).
วว. 1:13 ง เทียบ ดนอ.10:5
วว. 1:13 4ง ปุโรหิตที่อยู่ในพันธสัญญาเดิมต้องคาดผ้ารัดประคดที่เอวในขณะปฏิบัติหน้าที่ (อซด.28:4). ใน ดนอ.10:5 พระคริสต์ก็ทรงคาดเอวด้วยแถบทองคำเนื้อบริสุทธิ์. แต่ในที่นี้พระคริสต์ผู้เป็นมหาปุโรหิตของเราทรงคาดแถบทองคำที่พระอุระ. พระอุระเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงความรัก.การคาดเอวนั้นมีเพื่อเพิ่มกำลังในการทำงาน แต่การคาดไว้ที่อกนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการดูแลในความรัก. พระคริสต์ได้ทรงสำเร็จการงานในการก่อกำเนิดคริสตจักรทั้งหลายแล้ว. บัดนี้พระองค์จึงไม่ต้องคาดเอวเพื่อทำงานอีกต่อไป. สิ่งที่พระองค์ทรงกำลังกระทำอยู่ท่ามกลางคริสตจักรในปัจจุบันนี้ก็คือการดูแลคริสตจักรทั้งหลายด้วยความรัก. สิ่งนี้จำเป็นต้องให้พระองค์คาดแถบทองคำที่พระอุระ. แถบทองคำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงกำลังอันศักดิ์สิทธิ์. พระคริสต์ทรงเคลื่อนไหวอยู่ในคริสตจักรทั้งหลายอยู่ตลอดเวลาเพื่อจะทรงดูแลคริสตจักรด้วยกำลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในสภาพมนุษย์ของพระองค์.
วว. 1:13 จ อซด.28:39
วว. 1:14 ก ดนอ.7:9; เทียบ พพร.5:11
วว. 1:14 1ก ผมสีขาวเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความอาวุโส (โยบ 15:10). ในที่นี้แสดงถึงการดำรงคงอยู่แต่โบราณกาลขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ในพพร.5:11 บรรยายว่าพระเกศาของพระองค์มีสีดำซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงกำลังที่ไม่ร่วงโรยและดำรงอยู่นิรันดร์ของพระองค์.
วว. 1:14 ข ยซย.1:18
วว. 1:14 2ข ขนแกะสีขาวนั้นเกิดมาจากลักษณะธาตุแท้ของชีวิต ส่วนหิมะสีขาวนั้นมาจากท้องฟ้า. ดังนั้นขนแกะสีขาวในที่นี้และใน ดนอ.7:9 จึงเป็นเครื่องหมายเล็งว่าการดำรงคงอยู่แต่โบราณกาลของพระคริสต์นั้นเป็นมาจากลักษณะธาตุแท้ของพระองค์ ไม่ได้มาจากความแก่ชรา ส่วนหิมะสีขาวก็เป็นเครื่องหมายเล็งว่าการดำรงคงอยู่แต่โบราณกาลของพระองค์เป็นของฝ่ายสวรรค์ ไม่ได้เป็นฝ่ายแผ่นดินโลก.
วว. 1:14 ค ดนอ.10:6; วว.2:18; 19:12; 5:6
วว. 1:14 3ค ใน พพร.5:12 พระเนตรของพระคริสต์นั้นเปรียบเหมือนนกพิราบ เพื่อแสดงถึงความรักของพระองค์. แต่ในที่นี้พระเนตรของพระองค์เหมือนเปลวเพลิงสำหรับการสำรวจและเสาะหาเพื่อพระองค์จะดำเนินการพิพากษาโดยการฉายส่อง. ในหนังสือเล่มนี้พระเนตรของพระองค์ไม่ได้มีเพียงสองดวงแต่มีถึงเจ็ดดวง (5:6). หมายเลขเจ็ดเป็นหมายเลขแห่งความครบถ้วนสมบูรณ์ในการเคลื่อนไหวของพระเจ้า. ดังนั้นพระเนตรของพระองค์ในหนังสือเล่มนี้จึงมีไว้สำหรับการงานของพระเจ้า. ดวงพระเนตรทั้งเจ็ดของพระองค์ก็คือดวงประทีปทั้งเจ็ดดวง (เทียบ ดนอ. 10:6) ที่ลุกโชนอยู่หน้าพระที่นั่ง และดวงประทีปทั้งเจ็ดก็คือพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า (4:5). "ไฟที่ลุกโชนอยู่" ก็เท่ากับ "เปลวเพลิง" และมีเพื่อการสำรวจและเสาะหา. พระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้าที่ถูกใช้ให้ออกไปทั่วแผ่นดินโลกนั้น (5:6) ก็เพื่อการเคลื่อนไหวของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก. ดังนั้นดวงพระเนตรของพระคริสต์ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า ซึ่งมีเพื่อการเคลื่อนไหวและการงานของพระเจ้า บนแผ่นดินโลกในวันนี้.
วว. 1:14 ง ฮร.12:29; ดนอ.7:10
วว. 1:14 4ง หนังสือเล่มนี้มีลักษณะเป็นการพิพากษา. คำว่า "ไฟ" นั้นมีเพื่อการพิพากษาอันศักดิ์สิทธิ์ (1กธ.3:13; ฮร.6:8; 10:27). พระเจ้าของเราเป็นเพลิงที่เผาผลาญ (ฮร.12:29); และพระที่นั่งของพระองค์เป็นเปลวเพลิงและล้อของพระที่นั่งนั้นก็เป็นเพลิงที่ลุกไหม้อยู่ และยังมีเปลวไฟพุ่งออกมาจากเบื้องพระพักตร์พระองค์เหมือนแม่น้ำไหล (ดนอ.7:9-10). ทั้งหมดนี้ล้วนมีเพื่อการพิพากษาทั้งสิ้น. พระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าดุจเปลวเพลิงนั้นมีไว้สำหรับการพิพากษาเป็นสำคัญ (2:18-23; 19:11-12). ในขณะที่พระองค์เสด็จมาเพื่อครอบครองแผ่นดินโลกโดยจะดำเนินการพิพากษาต่อแผ่นดินโลก ในเวลานั้นพระบาทของพระองค์ก็จะเป็นเหมือนเสาไฟ (10:1).
วว. 1:15 ก วว.2:18; ยอค.1:7; ดนอ.10:6
วว. 1:15 1ก เท้าเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการประพฤติ. ในด้านแบบเล็งนั้นทองเหลืองเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการพิพากษาที่ศักดิ์สิทธิ์ (อซด.27:1-6). ในดนอ.10:6 ก็ได้กล่าวถึงพระบาทของพระคริสต์ว่าเหมือนกับทองเหลืองสุกปลั่งเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้เป็นเครื่องหมายเล็งว่า การประพฤติที่ครบสมบูรณ์และสว่างไสวของพระองค์นั้นทำให้พระองค์มีคุณสมบัติพอที่จะดำเนินการพิพากษาที่ศักดิ์สิทธิ์ได้. ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จมาเพื่อจะครอบครองแผ่น ดินโลกด้วยการพิพากษาแผ่นดินนั้นพระบาททั้งสองของพระองค์ก็จะเป็นเหมือนเสาไฟ (10:1).
วว. 1:15 2 การหลอมในเตาก็คือการถูกทดลองด้วยการเผาผลาญ. การประพฤติของพระคริสต์นั้นผ่านการทดลองโดยการทนทุกข์จนกระทั่งตายบนกางเขนของพระองค์. ฉะนั้นการประพฤติของพระองค์จึงสว่างไสวเหมือนกับทองเหลืองที่สุกปลั่ง ทำให้พระองค์มีคุณสมบัติพอที่จะพิพากษาคนอธรรมได้.
วว. 1:15 ข ดนอ.10:6; วว.14:2; 19:6; ยอค.43:2; 1:24
วว. 1:15 3ข เสียงน้ำลั่นมากมายซึ่งเป็นเสียงที่อึกทึกครึกโครมนั้นเป็นเสียงของพระเจ้าผู้มีฤทธิ์ (ยอค.1:24; 43:2). กรณีนี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการตรัสของพระเจ้าที่เคร่งเครียดและหนักแน่น (เทียบ 10:3).
วว. 1:16 1 ทั้งคันประทีปและดวงดาวล้วนมีเพื่อการส่องสว่างในยามค่ำคืน. คันประทีปซึ่งเป็นตัวแทนถึงคริสตจักรท้องถิ่นนั้นเป็นหน่วยของสิ่งที่รวมกันส่วนดวงดาวซึ่งเป็นตัวแทนถึงทูตของคริสตจักรท้องถิ่นนั้นเป็นหน่วยของส่วนบุคคล. ในค่ำคืนอันมืดมิดแห่งการตกต่ำของคริสตจักรนี้จำต้องมีการส่องสว่างของคริสตจักรในลักษณะของกลุ่มชน และยังต้องมีการส่องสว่างของทูตในลักษณะของส่วนบุคคลด้วย.
วว. 1:16 ก วว.1:20; 2:1; 3:1
วว. 1:16 ข วว.2:12, 16; 19:15; ฮร.4:12; อฟ.6:17
วว. 1:16 ค วว.19:15; 2ธซ.2:8; เทียบ ลก.4:22; พพร.5:16
วว. 1:16 2ค ใน พพร.5:16 กล่าวว่า "ปากของเธอหอมหวานที่สุด" ในหนังสือกิตติคุณก็กล่าวถึง "ถ้อยคำอันประกอบด้วยพระคุณซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์" (ลก.4:22) แต่ในที่นี้กล่าวว่า "มีพระแสงดาบสองคมออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์." นี่ก็คือพระคำของพระคริสต์ที่สามารถแยกแยะ, พิพากษา, และประหารให้ตายนั่นเอง (ฮร.4:12; อฟ.6:17). ถ้อยคำอันประกอบด้วยพระคุณนั้นมีเพื่อให้พระองค์นำพระคุณไปหล่อเลี้ยงแก่ผู้ที่พระองค์ทรงรัก ส่วนพระแสงดาบสองคมนั้นมีเพื่อให้พระองค์จัดการกับมนุษย์, เรื่องราว, และสิ่งของทางด้านลบ.
วว. 1:16 ง วว.10:1; ดนอ.10:6; มธ.17:2
วว. 1:16 3ง ใน พพร.5:10, 13 พระพักตร์พระองค์นั้นน่ารักเพื่อให้ผู้ที่แสวงหาพระองค์ได้ชื่นชม ส่วนในหนังสือจดหมายนั้นพระพักตร์พระองค์สะท้อนสง่าราศีของพระเจ้า (2กธ.4:6) เพื่อการแจกจ่ายชีวิตเข้าสู่ผู้เชื่อของพระองค์. แต่ในที่นี้ พระพักตร์ของพระองค์เหมือนดวงอาทิตย์เมื่อส่องแสงกล้า (เทียบ ดนอ.10:6) ซึ่งการส่องแสงในที่นี้ก็คือการฉายส่องแห่งการพิพากษาเพื่อจะนำอาณาจักรเข้ามา. ในเวลาที่พระองค์ทรงเปลี่ยนรูปลักษณะนั้นพระพักตร์ก็ผ่องใสเหมือนดวงอาทิตย์ นั่นก็คือการเสด็จมาในอาณาจักรของพระองค์นั่นเอง (มธ.16:28-17:2). เมื่อพระองค์เสด็จมาครอบครองแผ่นดินโลกเพื่ออาณาจักรนั้น พระพักตร์ของพระองค์จะเหมือนดวงอาทิตย์ (10:1).
วว. 1:17 ก ยนซ.17:3; ดนอ.8:17; มธ.17:6
วว. 1:17 ข ดนอ.10:10; มธ.17:7
วว. 1:17 ค มธ.14:27; 17:7; 28:10
วว. 1:17 ง วว.2:8; 22:13; ยซย.44:6; 48:12
วว. 1:17 1ง การที่พระคริสต์ทรงเป็นคนแรกและคนสุดท้ายนั้นมีความหมายเป็นนัยว่า เรื่องราวที่พระองค์ทรงเริ่มต้นนั้น พระองค์จะทรงทำให้สำเร็จอย่างแน่นอน. ดู 22:13 คำอธิบาย 2.
วว. 1:18 ก ลก.24:5; ยฮ.14:19; รม.6:9-10
วว. 1:18 1ก พระคริสต์ผู้ทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลาย และยังเป็นศีรษะและเจ้าของคริสตจักรทั้งหลายนั้นเป็นผู้ทรงพระชนม์อยู่. ด้วยเหตุนี้คริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลายที่เป็นการปรากฏออกของพระกายก็ควรจะต้องมีชีวิต, ใหม่สด, และเข้มแข็งด้วย.
วว. 1:18 ข วว.2:8
วว. 1:18 ก ลก.24:5; ยฮ.14:19; รม.6:9-10
วว. 1:18 ค วว.20:1; เทียบ ยซย.22:22; มธ.16:19; วว.3:7
วว. 1:18 2 เนื่องจากมนุษย์ได้ตกต่ำและมีความบาปความตายจึงได้เข้ามาและกำลังดำเนินงานอยู่บนแผ่นดินโลกเพื่อรวบรวมบรรดาผู้คนที่มีบาปไปสู่แดนมรณา. ดังนั้นสำหรับคนบาปแล้ว ความตายคือผู้รวบรวม ส่วนแดนมรณาก็คือผู้คุมขัง. อย่างไรก็ตามลูกกุญแจแห่งความตายและแดนมรณานั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้ช่วยผู้ทรงตายแล้วเป็นขึ้นของเรา.
วว. 1:19 ก วว.1:11
วว. 1:19 ข วว.4:1
วว. 1:20 1 ดวงดาวทั้งเจ็ดดวงในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระคริสต์และคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดคันซึ่งมี พระคริสต์ดำเนินอยู่ท่ามกลางนั้นล้วนเป็นข้อลับลึกต่อโยฮันในขณะที่ท่านได้เห็น. ท่านไม่เข้าใจความหมายของดวงดาวฝ่ายสวรรค์ทั้งเจ็ดและคันประทีปทองคำทั้งเจ็ด. ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้เปิดเผยข้อลับลึกให้แก่ท่านว่า "ดาวเจ็ดดวงก็คือทูตของคริสตจักรทั้งเจ็ด และคันประทีปเจ็ดคันก็คือคริสตจักรทั้งเจ็ด." ความหมายของสิ่งนี้ไม่ได้เป็นข้อลับลึกต่อโยฮันเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อลับลึกต่อผู้เชื่อในวันนี้ด้วย. ผู้เชื่อทุกคนจำต้องได้รับการเปิดเผยเกี่ยวกับข้อลับลึกนี้เพื่อเขาจะได้เห็นถึงคริสตจักรทั้งหลายและทูตของคริสตจักรทั้งหลาย.
คริสตจักรทั้งหลายซึ่งมีคันประทีปทองคำเจ็ดคันเป็นเครื่องหมายนั้นก็คือพยานของพระเยซู (ข้อ 2, 9) ในเนื้อแท้อันศักดิ์สิทธิ์นั้น โดยได้ร่วมกันส่องสว่างอยู่ในแต่ละท้องถิ่นในยามค่ำคืนที่มืดมิด. คริสตจักรทั้งหลายควรต้องมีเนื้อแท้ที่ศักดิ์สิทธิ์คือเป็นทองคำ. คริสตจักรทั้งหลายจะต้องเป็นคันประทีปที่ค้ำจุนดวงประทีปที่บรรจุน้ำมัน (ซึ่งเล็งถึงพระคริสต์ที่เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตให้) เพื่อส่องสว่างในความมืดทั้งในลักษณะที่เป็นส่วนตัวและเป็นกลุ่มชน. คริสตจักรทั้งหลายเป็นคันประทีปที่เป็นเอกเทศในด้านท้องถิ่น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการรวมกลุ่ม, เป็นการรวมตัวของคันประทีปทั้งหลายในด้านจักรวาลด้วย. คริสตจักรทั้งหลายไม่เพียงได้ส่องแสงในแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังได้เป็นพยานอย่างเดียวกันอย่างทั่วถึงทั้งในแต่ละท้องถิ่นและในจักรวาลด้วย. คริสตจักรทั้งหลายมีเนื้อแท้ที่เหมือนกันและมีสัณฐานที่เหมือนกันมาค้ำจุนดวงประทีปที่เหมือนกันเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน และยังมีลักษณะเหมือนกันและกันอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีข้อแตกต่างเฉพาะตัวเลย. ความแตกต่างของคริสตจักรทั้งเจ็ดที่ได้บันทึกไว้ในบทที่ 2 และ 3 นั้นล้วนแต่มีลักษณะที่เป็นด้านลบไม่ใช่ในด้านบวก. ในด้านลบนั้นความพ่ายแพ้ของคริสตจักรทั้งหลายมีความแตกต่างกันและแยกออกจากกันและกัน แต่ในด้านบวกนั้น คริสตจักรทั้งหลายล้วนเหมือนกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านเนื้อแท้, สัณฐาน, และจุดประสงค์ ทั้งยังมีความเกี่ยวข้องต่อกันอีกด้วย.
ผู้เชื่อนั้นง่ายที่จะเห็นคริสตจักรแห่งจักรวาลแต่ไม่ง่ายที่จะเห็นคริสตจักรทั้งหลาย. การเปิดเผยเกี่ยวกับคริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลายเป็นการเปิดเผยที่สุดยอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับคริสตจักร และยังบันทึกอยู่ในหนังสือเล่มสุดท้ายแห่งพระคำอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. ฉะนั้นถ้าผู้เชื่อคิดที่จะรู้จักคริสตจักรอย่างสมบูรณ์ก็ต้องติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่หนังสือกิตติคุณผ่านหนังสือจดหมายไปถึงหนังสือวิวรณ์ จนกระทั่งสามารถเห็นคริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลายที่ได้เปิดเผยไว้ในที่นี้. นิมิตแรกในหนังสือวิวรณ์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคริสตจักรทั้งหลาย. คริสตจักรทั้งหลายซึ่งมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางหนึ่งเดียวของคริสตจักรนั้นก็คือศูนย์กลางในการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเพื่อสำเร็จพระประสงค์อันนิรันดร์ของพระเจ้า.
ทูตก็คือเหล่าผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณในคริสตจักรทั้งหลาย ซึ่งก็คือผู้ที่แบกรับความรับผิดชอบเพื่อ "พยานของพระเยซู." พวกเขาควรจะเหมือนกับดวงดาวที่มีเนื้อแท้ฝ่ายสวรรค์และอยู่ในฐานะฝ่ายสวรรค์. ในหนังสือกิจการและหนังสือจดหมายนั้น ผู้อาวุโสเป็นผู้นำในการบริหารคริสตจักรท้องถิ่น (กจ.14:23; 20:17; ตต.1:5). ในเวลานั้นฐานะแห่งการปรนนิบัติของผู้อาวุโสก็ค่อนข้างที่จะเป็นทางการ แต่เมื่อมาถึงช่วงเวลาที่เขียนหนังสือเล่มนี้ หน้าที่ต่างๆ ในคริสตจักรได้แปรสภาพไปเสียแล้วเนื่องจากการตกต่ำของคริสตจักร. ในหนังสือเล่มนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเราให้หันกลับไปสนใจถึงความเที่ยงแท้ฝ่ายวิญญาณ. ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงได้เน้นถึงทูตของคริสตจักรมากกว่าผู้อาวุโส. หน้าที่ของผู้อาวุโสนั้นสังเกตรู้ได้อย่างง่ายดาย แต่ผู้เชื่อจะต้องเห็นถึงความสำคัญของความเที่ยงแท้ที่เป็นฝ่ายวิญญาณและเป็นฝ่ายสวรรค์ของเหล่าทูตเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องซึ่งเป็นพยานของพระเยซูในช่วงเวลาที่มืดมนแห่งการตกต่ำของคริสตจักร. นิมิตประการแรกในหนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นนิมิตที่เกี่ยวกับคริสตจักรทั้งหลายนั้น ได้ใช้วิธีพิเศษที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในการเปิดเผยถึงพระคริสต์และทูตของคริสตจักรทั้งหลายร่วมกับคริสตจักรทั้งหลาย. ด้วยเหตุนี้ผู้เชื่อจึงต้องมองเห็นนิมิตที่พิเศษนี้ในวิญญาณ.
วว. 1:20 ก วว.1:16
วว. 1:20 ข วว.1:12
วว. 1:20 2 ศัพท์ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำว่า "ทูตสวรรค์." เป็นคำเดียวกันกับคำที่อยู่ในข้อ 1.
วว. 1:20 ค วว.1:4
วว. 1:20 ง มธ.5:15
สารบัญ