ยูดา บทที่ 1
หัวข้อหลัก: การโต้แย้งเพื่อหลักความเชื่อ
ผู้เขียน: ยูดา ผู้ทาสของพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นน้องชายฝ่ายเนื้อหนังของยาโกโบ (ผู้เขียนหนังสือยาโกโบ) และขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 1 คำอธิบาย 1).
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.69 ก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย ในปี ค.ศ.70 และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขียนหนังสือเปโตรฉบับสอง ซึ่งชี้ให้เห็น ได้จากสภาพการณ์ที่ตกต่ำต่างๆ ของคริสตจักรที่บรรยายไว้ในหนัง สือเล่มนี้เหมือนกับที่บรรยายไว้ใน 2 เปโตร บทที่ 2.
สถานที่เขียน: อาจเป็นที่กรุงเยรูซาเล็มหรือแผ่นดินยูดาย แต่ระบุให้แน่ชัดได้ยาก.
ผู้รับ: ผู้เชื่อชาวยูดาย ซึ่งชี้ให้เห็นได้จากลักษณะสำนวนแบบยูดายที่อยู่ ในหนังสือเล่มนี้
I. คำนำ — ถึงผู้ที่ได้รับการทรงเรียก, ได้รับความรัก, และได้รับการคุ้มครองไว้
ข้อ 1-2
ข้อ 1-2
ยด.
1 1ยูดาผู้ทาสของพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นน้องชายของ1ยาโกโบ[เขียนจดหมาย]มายังผู้ที่กได้รับการทรงเรียก ซึ่งเป็นขที่รักในพระเจ้าพระบิดาและได้รับการคคุ้มครองไว้2โดยพระเยซูคริสต์:
ยด.
2 ขอให้1กพระเมตตา, ขสันติสุข, และคความรักจงเพิ่มทวีแก่ท่านทั้งหลายเถิด.
II. การโต้แย้งเพื่อหลักความเชื่อ
ข้อ 3
ข้อ 3
ยด.
3 ท่านที่รักทั้งหลาย ครั้นข้าพเจ้าคิดเพียรพยายามด้วยสุดความสามารถที่จะเขียน[จดหมาย]ถึงท่านทั้งหลาย เพื่อกล่าวถึง1ความรอดที่เราทั้งหลายมีอยู่ร่วมกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องเขียน[จดหมาย]วอนขอท่านทั้งหลายให้เพียรพยายาม2กโต้แย้งเพื่อ3หลักความเชื่อซึ่งได้ทรงโปรดมอบไว้แก่ขวิสุทธิชนเพียงครั้งเดียวก็ดำรงอยู่นิรันดร์.
III. มิจฉาลัทธิของผู้ทรยศ
ข้อ 4
ข้อ 4
ยด.
4 1เพราะว่ามีบางคน2กแอบแฝงเข้ามา คือพวกคนที่ขไม่อยู่ในธรรมซึ่งได้ถูก3บันทึกไว้ล่วงหน้ามาตั้งแต่โบราณกาลแล้วว่าจะต้อง4ถูกพิพากษา และได้5เอาคพระคุณแห่งพระเจ้าของเราไปเปลี่ยนเป็นโอกาสใน6งการปล่อยตัวตามราคะตัณหาและ5จปฏิเสธ7ผู้เป็นเจ้านายและเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียวของเราคือพระเยซูคริสต์.
IV. อุทาหรณ์ในประวัติศาสตร์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพิพากษาการทรยศ
ข้อ 5-7
ข้อ 5-7
ยด.
5 ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายจะได้รู้ถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้มาครั้งหนึ่งก็[จดจำ]เป็นนิตย์แล้วก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังจะกเตือนสติท่านดังนี้ว่า แต่ก่อนนั้นเมื่อ1องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ทรงโปรดช่วยพลไพร่ของพระองค์ให้รอดจากขแผ่นดินอียิปต์แล้ว 2ภายหลังพระองค์ก็ได้ทรง3คทำลายคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อเสีย
ยด.
6 ส่วนกพวกทูตสวรรค์ที่ไม่รักษา1ฐานันดรศักดิ์ของตน แต่ได้ทิ้ง2ที่อาศัยของตน พระองค์ก็ได้ทรงจำจองไว้ด้วยขเครื่องพันธนาการอันนิรันดร์ใน3ที่มืดจนกว่าจะถึง4คการพิพากษาในวันใหญ่นั้น
ยด.
7 นอกจากนี้ คนในเมืองกซะโดมและเมืองอะโมราและเมืองที่อยู่รอบๆ นั้นซึ่งได้ปล่อยตัวไปในการล่วงประเวณีและตามขเนื้อหนังที่แตกต่าง 1เหมือนแบบอย่างของพวกเหล่านี้ ก็ได้รับคการลงโทษในไฟนิรันดร์ ดังที่ได้ตั้งไว้เป็นงอุทาหรณ์เตือนใจ.
V. ความชั่วร้ายของผู้ทรยศและการลงโทษที่มีต่อเขาภายใต้การพิพากษา
ข้อ 8-19
ข้อ 8-19
ยด.
8 1แม้กระนั้นบุคคลที่เพ้อฝันเหล่านี้ยังคงกระทำให้ร่างกายกเป็นมลทินและดูหมิ่น2ผู้เป็นนาย และต่อว่า3ผู้สูงศักดิ์.
ยด.
9 ฝ่าย1กหัวหน้าทูตสวรรค์ขมิคาเอล เมื่อท่านโต้แย้งกับคมารและโต้เถียงกันเรื่อง2กายของโมเซ ท่านเองก็ยัง3ไม่กล้างต่อว่ามันตามคำพิพากษา[ของพระเจ้า]เลย เพียงแต่กล่าวว่า ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าจตำหนิเจ้าเถิด.
ยด.
10 แต่ว่า1คนเหล่านี้กลับต่อว่าสิ่งที่เขาเองก็ไม่2รู้จัก ส่วนสิ่งที่เขา2เข้าใจตาม3นิสัยธรรมชาตินั้นก็เหมือนกับ4กสัตว์เดียรัจฉานที่5ไร้เหตุผล 6ในสิ่งเหล่านี้พวกเขากำลังถูกทำให้7เสื่อมเสียไป.
ยด.
11 กวิบัติมีแก่เขาเหล่านั้น! เพราะว่าเขาได้เดินตาม1วิถีทางของขคายิน และได้2หุนหันไปตาม3การผิดของคบีละอามเพราะเห็นแก่สินจ้าง และได้4งพินาศไปในการ5กบฏของโครา.
ยด.
12 คนเช่นนี้เป็น1หินโสโครกใน2งานเลี้ยงแห่งความรักของท่านทั้งหลายกร่วมรับประทานอาหารกับท่านทั้งหลายโดยปราศจากความสะดุ้งกลัว, เป็น3ขผู้เลี้ยงที่เอาแต่เลี้ยงดูตัวเอง, เป็น4คเมฆที่ไม่มีน้ำซึ่งถูกงลมพัดเลื่อนลอยไปมา, เป็น5ต้นไม้จไร้ผลในฤดูใบไม้ร่วงที่ตายแล้วตายอีก และถูกฉถอนออกทั้งราก,
ยด.
13 เป็น1กคลื่นอันร้ายแรงในทะเลที่ฟองฟูมออกซึ่งขความบัดสีของตน เป็น2ดาวที่เร่ร่อนไปโดยมีคความมืดมนที่หนาทึบเก็บไว้สำหรับเขาเหล่านั้นเป็นนิตย์.
ยด.
14 กฮะโนคซึ่งเป็นคนในชั่วอายุที่เจ็ดนับแต่อาดามก็ได้ขพยากรณ์ถึงคนเหล่านี้ว่า ดูเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าได้1คเสด็จมา2พร้อมกับ3ผู้บริสุทธิ์ของพระองค์เป็นพันๆ หมื่นๆ
ยด.
15 เพื่อจะได้ทรง1พิพากษาคนทั้งปวง และทรงปรับโทษกคนทั้งหลายที่ไม่อยู่ในธรรมเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งสิ้นที่ไม่อยู่ในธรรมซึ่งพวกเขาได้กระทำตามการไม่อยู่ในธรรมทั้งยังได้ปรับโทษคำหยาบช้าซึ่งคนบาปที่ไม่อยู่ในธรรมได้ขพูดต่อต้านพระองค์.
ยด.
16 คนเหล่านี้ชอบกพึมพำพร่ำบ่น เป็นคนประพฤติตามขราคะตัณหาของตนและปากเขากล่าวคคำโอ้อวดต่างๆ และชอบงประจบสอพลอ1ผู้คนเพื่อจผลประโยชน์ของตน.
ยด.
17 แต่ว่าท่านที่รักทั้งหลาย ท่านจงกระลึกถึงคำซึ่งขเหล่าอัครทูตขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราได้กล่าวไว้เมื่อก่อนนั้น
ยด.
18 เขาเหล่านั้นได้เคยบอกท่านทั้งหลายแล้วว่า ใน1กวาระสุดท้ายจะมีขคนเยาะเย้ยที่ประพฤติตามคราคะตัณหาที่งไม่อยู่ในธรรมของตน.
ยด.
19 คนเหล่านี้คือคนที่ก่อกการแตกแยก, 1ขอยู่ฝ่ายจิต, และปราศจาก2วิญญาณ.
VI. คำกำชับที่มีต่อผู้เชื่อ
ข้อ 20-23
ข้อ 20-23
1. ก่อสร้างตัวเองบนหลักความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่สุดและ เป็นอยู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพ
ข้อ 20-21
ข้อ 20-21
ยด.
20 แต่ว่าท่านที่รักทั้งหลาย ท่านจงกก่อสร้างตัวท่านเอง1บนหลักความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่สุด จงอธิษฐานในขพระวิญญาณบริสุทธิ์
ยด.
21 จง1รักษาตัวเองไว้ในกความรักของพระเจ้า และขคอยท่า2พระเมตตาแห่งองค์3พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา4จวบถึงคชีวิตนิรันดร์.
2. ดูแลผู้อื่นโดยความเมตตาด้วยใจที่เกรงกลัว
ข้อ 22-23
ข้อ 22-23
ยด.
22 ส่วนบางคนซึ่ง1มีใจสงสัยไม่มั่นคงนั้น ท่านทั้งหลาย2จงเมตตาพวกเขา
ยด.
23 จงกช่วยพวกเขาให้รอดด้วยการ1ขฉุดเขาออกมาจาก2ไฟ. สำหรับบางคนนั้นให้ท่านทั้งหลายเมตตาเขา3ด้วยคใจที่เกรงกลัว กระทั่งเสื้อชั้นในที่งแปดเปื้อนด้วยจเนื้อหนังก็จงเกลียดชังด้วย.
VII. ถ้อยคำสรุป — จงสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงสามารถคุ้มครองผู้เชื่อและให้ผู้เชื่อ ยืนอยู่ตรงหน้าสง่าราศีของพระองค์
ข้อ 24-25
ข้อ 24-25
ยด.
24 1กแต่ขอให้2ขสง่าราศี, พระบรมเดชานุภาพ, ฤทธานุภาพ, และอำนาจ จงมีแด่พระองค์ผู้คทรงสามารถงคุ้มครองท่านมิให้จสะดุด และทรง[ให้ท่าน]ยืนอยู่ตรงหน้า3สง่าราศีของพระองค์โดยฉปราศจากด่างพร้อย4ด้วยชความร่าเริงยินดี คือแด่5ซพระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นฌองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเราโดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา
ยด.
25 1ตั้งแต่อดีตกาล, ปัจจุบันกาล, และสืบๆ ไปเป็นนิตย์. เอเมน.
คำอธิบาย ยูดา บทที่ 1
ยด.
1:1 1 ยูดากับยาโกโบผู้เขียนหนังสือยาโกโบ (ยก.1:1) ล้วนเป็นพี่น้องฝ่ายเนื้อหนังของพระเยซู (มธ.13:55).
ยด.
1:1 ก รม.1:6; 1กธ.1:24; 1ปต.1:15
ยด.
1:1 ข รม.1:7; 1ธซ.1:4
ยด.
1:1 ค ยด.24; 1ปต.1:5; ยฮ.17:12, 15; 1ธซ.5:23
ยด.
1:1 2 หรือ ได้รับการคุ้มครองเพื่อพระเยซูคริสต์. คำว่า "ได้รับ" มีนัยถึงกำลังและสื่อกลางแห่งการคุ้มครอง ส่วนคำว่า "เพื่อ" มีนัยถึงเป้าหมายและจุดประสงค์ของการคุ้มครอง. ผู้เชื่อทุกคนล้วนเป็นผู้ที่พระบิดาได้ประทานแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า (ยฮ.17:6). เขาเหล่านั้นได้รับการคุ้มครองเพื่อพระองค์และได้รับการคุ้มครองโดยพระองค์.
ยด.
1:2 ก มธ.9:13; รม. 9:15-16, 18, 23; 2ตธ.1:16
ยด.
1:2 1ก การที่คำทักทายของจดหมายฉบับนี้ได้กล่าวถึงพระเมตตาโดยไม่ได้พูดถึงพระคุณ อาจสืบเนื่องมาจากสาเหตุที่คริสตจักรได้ตกต่ำและทรยศ (เทียบข้อ 21-22). ดู 2ตธ.1:2 คำอธิบาย 1.
ยด.
1:2 ข 1ปต.1:2; 2ปต.1:2; 2ยฮ.3
ยด.
1:2 ค อฟ.6:23
ยด.
1:3 1 ชี้ถึงความรอดทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชื่อทั้งหลายมีส่วนร่วมกันเช่นเดียวกับหลักความเชื่อซึ่งเป็นส่วนที่ทุกคนมีร่วมกัน (ตต.1:4).
ยด.
1:3 ก 1ตธ.6:12
ยด.
1:3 2ก แปลตามตรงคือ ต่อสู้.
ยด.
1:3 3 ไม่ใช่ความเชื่อที่เป็นทัศนะภายใน แต่เป็นหลักความเชื่อที่เป็นทัศนะภายนอกซึ่งก็คือสิ่งที่เราทั้งหลายเชื่อนั้น คือเนื้อหาในพันธสัญญาใหม่ ซึ่งได้กลายเป็นหลักความเชื่อที่เราทั้งหลายมีส่วนร่วมกัน (กจ.6:7; 1ตธ.1:19; 3:9; 4:1; 5:8; 6:10,
21; 2ตธ.3:8; 4:7; ตต.1:13) เมื่อเราทั้งหลายเชื่อแล้ว เราก็สามารถได้รับความรอดนี้ร่วมกัน. หลักความเชื่อนี้เอง (ไม่ใช่หลักธรรมใดๆ) ได้ถูกประทานแก่วิสุทธิชนแล้วในครั้งเดียวก็จะดำรงอยู่นิรันดร์. เราทั้งหลายควรเพียรพยายามโต้แย้งเพื่อหลักความเชื่อนี้ (1ตธ.6:12).
ยด.
1:3 ข รม.1:7; 1กธ.1:2
ยด.
1:4 1 ข้อ 4-19 เป็นถ้อยคำที่ใกล้เคียงกับบทที่ 2 ในหนังสือเปโตรฉบับที่สองมาก. สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า หนังสือฉบับนี้ได้ถูกเขียนขึ้นในขณะที่คริสตจักรตกต่ำและมีการทรยศ.
ยด.
1:4 ก ฆต.2:4
ยด.
1:4 2ก แปลตามตรงคือ เข้ามาทางด้านข้าง หรือเล็ดลอดเข้ามาทางประตูข้าง (เปรียบเทียบกับวลีที่ว่า "แอบนำเข้ามาอย่างลับๆ" ใน 2ปต.2:1 และคำอธิบาย 2).
ยด.
1:4 ข ยด.15, 18; 2ปต.2:5-6; 3:7
ยด.
1:4 3 วลีที่ว่า "บันทึกไว้ล่วงหน้า" ก็คือ การพยากรณ์.
ยด.
1:4 4 แปลตามตรงคือ รับการพิพากษานี้ ชี้ถึงการพิพากษาที่มีต่อผู้ทรยศที่แอบแฝงเข้ามาซึ่งเปิดเผยไว้ในข้อต่อไป. การพิพากษาในที่นี้คือการปรับโทษเพื่อการลงโทษ ก็คือถูกปรับโทษให้รับการลงโทษ.
ยด.
1:4 5 ความชั่วช้าของผู้ทรยศที่เป็นมิจฉาลัทธิคือ (1) เอาพระคุณของพระเจ้าเปลี่ยนเป็นการทำชั่วช้าลามก เอาเสรีภาพมาใช้อย่างผิดๆ (เทียบ ฆต.5:13; 1ปต.2:16), (2) ปฏิเสธความเป็นศีรษะและเป็นเจ้านายขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ทั้งสองเรื่องนี้ได้ดำเนินควบคู่กันไป. การเปลี่ยนพระคุณของพระเจ้าไปเป็นโอกาสที่จะใช้เสรีภาพอย่างผิดๆ นั้นต้องปฏิเสธการควบคุมและอำนาจของ
องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย.
ยด.
1:4 ค 1ปต.1:10, 13; 2ปต.3:18; กจ.11:23; ฮร.12:15
ยด.
1:4 ง 2ปต.2:2, 7, 18
ยด.
1:4 6ง หรือ ชั่วช้าลามก. ในภาษากรีกเหมือนกับคำว่า "ชั่วช้าลามก" ใน 1ปต.4:3 และ 2ปต.2:2.
ยด.
1:4 จ 2ปต.2:1
ยด.
1:4 7 หรือ เจ้านายแต่เพียงผู้เดียวและองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา.
ยด.
1:5 ก 2ปต.1:12-13; 3:1
ยด.
1:5 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับใช้คำว่า "พระเยซู".
ยด.
1:5 ข อซด.13:3, 9
ยด.
1:5 2 แปลตามตรงคือ ขั้นที่สอง.
ยด.
1:5 ค 1กธ.10:5-11; ฮร.3:16-18; ยด.11
ยด.
1:5 3ค ดู 2ปต.2:1 คำอธิบาย 5 ประเด็นที่ 1.
ยด.
1:6 ก 2ปต.2:4
ยด.
1:6 1 ศัพท์ในภาษากรีกมีความหมายว่า "การเริ่มต้น" (แห่งฤทธิ์เดช), "อันดับแรก" (แห่งอำนาจ) ดังนั้นจึงเป็นความสูงศักดิ์ดั้งเดิมที่อยู่ในฐานะที่สูงส่ง. ทูตสวรรค์ที่ตกต่ำไม่ได้รักษาฐานันดรศักดิ์และความสูงศักดิ์ที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมนั้น แต่กลับทิ้งที่อาศัยที่อยู่บนสวรรค์ของตนเพื่อลงมายังโลกในยุคสมัยของโนฮา เพื่อจะได้ผิดประเวณีกับบุตรีของมนุษย์ (ยนซ.6:2; 1ปต.3:19 และคำอธิบาย 3).
ยด.
1:6 2 คือ ฟ้าสวรรค์.
ยด.
1:6 ข เทียบ วว.20:2
ยด.
1:6 3 ในเหวลึกที่มืดมิดแห่งทาร์ทารัส (Tartarus) (2ปต.2:4).
ยด.
1:6 ค 2ปต.2:9; วว. 20:12-13
ยด.
1:6 4ค อาจเล็งถึงการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่อยู่เบื้องหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาว (ดู 2ปต.2:4 คำอธิบาย 4).
ยด.
1:7 ก 2ปต.2:6; ยนซ.19:24
ยด.
1:7 1 วลี "เหมือนแบบอย่างของพวกเหล่านี้" ก็คือตามทูตสวรรค์ที่ได้ตกต่ำซึ่งกล่าวไว้ในข้อ 6. ในที่นี้ได้พิสูจน์ว่าทูตสวรรค์ที่กล่าวถึงในข้อ 6 ก็คือบุตรของพระเจ้าที่ได้กล่าวไว้ใน ยนซ.6:2 ซึ่งได้แฝงอยู่ในกายของมนุษย์มาแต่งงานกับมนุษย์และได้ผิดประเวณีกับเนื้อหนังที่แตกต่างกัน (มนุษย์ที่ไม่เหมือนกับทูตสวรรค์). ชายในเมืองซะโดมและเมืองอะโมราและเมืองที่อยู่รอบๆ ได้ปล่อยตัวไปตามราคะตัณหากับชายด้วยกัน (รม.1:27; ลวต.18:22) ก็คือกับเนื้อหนังซึ่งแตกต่างจากการกำหนดของพระเจ้าตามธรรมชาติที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างขึ้นสำหรับการสมรสของมนุษยชาติ (ยนซ.2:18-24). การที่พวกเขาผิดประเวณีกับเนื้อหนังที่แตกต่างกันเช่นนี้ก็เป็นการกระทำตามแบบอย่างที่พวกทูตสวรรค์ได้กระทำ ซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ 6 ทำให้ต้องรับการลงโทษในไฟนิรันดร์.
ยด.
1:7 ข รม.1:27; ลวต.18:22-23
ยด.
1:7 ค 2ธซ.1:9
ยด.
1:7 ง เทียบ อฤธ.26:10
ยด.
1:8 1 พวกที่ไม่อยู่ในธรรมซึ่งได้กล่าวในข้อ 4 ก็คือบุคคลที่เพ้อฝัน พวกเขามีชื่อว่าเป็นคริสเตียน แต่การประพฤตินั้นเหมือนนักฝัน คือแปรเปลี่ยนพระคุณของพระเจ้าไปเป็นโอกาสในการปล่อยตัวตามราคะตัณหาและกระทำให้ร่างกายเป็นมลทินไป อีกทั้งไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นเจ้านายและองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ผู้เดียวของเขา จึงดูหมิ่นอำนาจของผู้เป็นนายและต่อว่าอำนาจในการปกครองฝ่ายสวรรค์ของพระองค์.
ยด.
1:8 ก 2ปต.2:10, 20
ยด.
1:8 2 ดู 2ปต.2:10 คำอธิบาย 2.
ยด.
1:8 3 ดู 2ปต.2:10 คำอธิบาย 4.
ยด.
1:9 ก 1ธซ.4:16
ยด.
1:9 1ก ดู 2ปต.2:11 คำอธิบาย 1.
ยด.
1:9 ข ดนอ.10:13, 21; 12:1; วว.12:7
ยด.
1:9 ค มธ.4:1; วว.12:9
ยด.
1:9 2 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ฝังกายของโมเซไว้ที่หุบเขาในดินแดนของโมอาบอันเป็นที่ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ (พบญ.34:6). องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีเจตนาในการกระทำเช่นนี้เป็นพิเศษ. ในขณะที่โมเซและเอลียาได้ร่วมปรากฏพร้อมกับพระคริสต์บนภูเขาแห่งการเปลี่ยนรูปลักษณะนั้น (มธ.17:3) โมเซได้ปรากฏออกมาในร่างกายของเขาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองไว้และได้เป็นขึ้นมาอย่างแน่
นอน. ถ้าดูตามสภาพการณ์นี้แล้ว ซาตานคงอยากที่จะทำอะไรบางอย่างต่อกายของโมเซ ดังนั้นหัวหน้าทูตสวรรค์จึงได้โต้แย้งกับมาร. สิ่งที่ได้กล่าวใน 2ปต.2:11 นั้นเป็นเรื่องทั่วๆ ไป แต่เรื่องกายของโมเซที่ได้กล่าวไว้ในที่นี้เป็นเรื่องราวที่เจาะจง.
ยด.
1:9 3 ดู 2ปต.2:11 คำอธิบาย 2. นี่แสดงให้เห็นว่าในการปกครองฝ่ายสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น มารซาตานยังใหญ่กว่าหัวหน้าทูตสวรรค์มิคาเอลเสียอีก. พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งและมอบหมายแก่มันไว้เช่นนี้ (ยอค.28:14). อย่างไรก็ดี มันก็ยังคงอยู่ต่ำกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ ท่านมิคาเอลจึงกล่าวแก่มารว่า "ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าตำหนิเจ้าเถิด." มิคาเอลได้รักษาฐานะของท่านไว้ตามลำดับแห่งอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์นั้น.
ยด.
1:9 ง 2ปต.2:11
ยด.
1:9 จ ซคย.3:2
ยด.
1:10 1 เล็งถึงบุคคลที่เพ้อฝันในข้อ 8.
ยด.
1:10 2 คำว่า "รู้จัก" ชี้ถึงความรู้สึกที่ค่อนข้างลึกต่อสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา, ส่วนคำว่า "เข้าใจ" ชี้ถึงความเข้าใจอย่างผิวเผินที่มีต่อสิ่งของวัตถุที่มองเห็นได้.
ยด.
1:10 3 หรือ สัญชาตญาณ. คนเพ้อฝันเหล่านี้ได้กล่าวหาว่าร้ายในสิ่งที่เขาควรรู้จัก แต่กลับไม่รู้จัก. สิ่งที่เขาเข้าใจนั้นก็เข้าใจไปตามนิสัยธรรมชาติตามสัญชาตญาณปราศจากเหตุผล เหมือนกับสัตว์เดียรัจฉานที่มีแต่สัญชาตญาณ. พวกเขาไม่ได้ใช้หลักเหตุผลมาปรับใช้กับความรู้ของมนุษย์ที่ลึกซึ้งกว่าและสูงส่งกว่า ซึ่งรวมไปถึงความรู้สึกทางมโนธรรมของมนุษย์. ความเข้าใจตามสัญชาตญาณที่เขาได้ปรับใช้นั้นเป็นสิ่งที่ผิวเผินและต่ำต้อยมากเป็นเหมือนกับสัตว์เดียรัจฉานที่ปราศจากเหตุผลอย่างมนุษย์. การที่เขาเหล่านั้นกระทำเช่นนี้ก็ได้กระทำให้ตัวเองเสื่อมเสียไปและถูกทำลายไป.
ยด.
1:10 ก 2ปต.2:12
ยด.
1:10 4ก แปลตามตรงคือ สิ่งมีชีวิต (รวมทั้งมนุษย์) ระบุถึงมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตเหมือนสัตว์เดียรัจฉาน.
ยด.
1:10 5 ดู 2ปต.2:12 คำอธิบาย 2.
ยด.
1:10 6 หรือ โดยสิ่งเหล่านี้.
ยด.
1:10 7 ดู 2ปต.2:1 คำอธิบาย 5 ประเด็นที่ 3.
ยด.
1:11 ก มธ.23:13; วว.8:13; 12:12
ยด.
1:11 1 วิถีทางปรนนิบัติพระเจ้าแบบศาสนาตามความตั้งใจของตัวเอง. วิถีทางแห่งมิจฉาลัทธินี้ได้ปฏิเสธการช่วยไถ่แห่งพระโลหิตที่พระเจ้าได้เรียกร้องและกำหนดไว้ และได้ตามเนื้อหนังไปอิจฉาพลไพร่ที่แท้จริงของพระเจ้าซึ่งเป็นพยานที่สัตย์ซื่อของพระเจ้า (ยนซ.4:2-8).
ยด.
1:11 ข 1ยฮ.3:12
ยด.
1:11 2 ฝักใฝ่ในการผิดเพี้ยนของบีละอาม, กระโจนสู่การผิดเพี้ยนของบีละอามอย่างมุทะลุ, วิ่งไปสู่การผิดเพี้ยนของบีละอามอย่างเต็มที่.
ยด.
1:11 3 การผิดเพี้ยนของบีละอามคือการสอนหลักธรรมที่ผิดไปทั้งที่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักความจริงและต่อสู้กับพลไพร่ของพระเจ้าเพราะเห็นแก่สินจ้าง และได้ใช้อิทธิพลแห่งของประทานบางอย่างไปในทางที่ผิดเพื่อนำพาพลไพร่ของพระเจ้าให้หลงไปจากการนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างบริสุทธิ์หมดจด แล้วไปกราบไหว้รูปเคารพที่ชั่วร้าย (อฤธ.22:7, 21; 31:16; วว.2:14). การเห็นแก่สินจ้างจะทำให้มุ่งไปสู่ความผิดเพี้ยนของบีละอาม.
ยด.
1:11 ค 2ปต.2:15
ยด.
1:11 ง 2ปต.3:6, 9
ยด.
1:11 4ง คือ ถูกทำลาย (ข้อ 5). ดู 2ปต.2:1 คำอธิบาย 5 ประเด็นที่ 1.
ยด.
1:11 5 แปลตามตรงคือ คัดค้าน, ต่อต้าน. นี่เป็นการกบฏต่อตัวแทนอำนาจแห่งการปกครองของพระเจ้าและกบฏต่อถ้อยคำที่พระเจ้าได้ตรัสผ่านตัวแทนของพระองค์ (เช่นโมเซ). สิ่งนี้จะนำมาซึ่งความพินาศ (อฤธ.16:1-40).
ยด.
1:12 1 ศัพท์ในภาษากรีกแปลว่า "ศิลา". "ในที่นี้อาจชี้ถึงศิลาที่จมอยู่ใต้ทะเล" (Darby: ดาร์บี้) ดังนั้นจึงเป็นหินโสโครก. ในภาษากรีกคำว่า "ตำหนิ" ใน 2 ปต.2:13 มีความใกล้เคียงกับคำว่า "หินโสโครก" ในที่นี้มาก. ในความเป็นจริงแล้ว ศัพท์สองคำนี้ชี้ถึงสิ่งของสองสิ่งที่แตกต่างกัน. คำว่า "รอยตำหนิ" นั้นเป็นด่างพร้อยที่อยู่บนผิวของเพชรส่วนหินโสโครกนั้นอยู่ใต้น้ำผู้สอนมิจฉา
ลัทธิในยุคสมัยแรกเริ่มนั้นไม่เพียงแต่มีรอยตำหนิทางภายนอกแต่ยังเป็นหินโสโครกที่อยู่ใต้น้ำด้วย. ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนก่อความสูญเสียต่อผู้เชื่อในพระคริสต์.
ยด.
1:12 2 ชี้ถึงการเลี้ยงสังสรรค์ในความรักที่ได้จัดขึ้นเพราะความรักของพระเจ้า (ความรักที่ล้ำเลิศ —1ยฮ.4:10-11, 21). ผู้เชื่อในสมัยเริ่มแรกมักร่วมรับประทานอาหารในความรักด้วยกันเสมอ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการสามัคคีธรรมและนมัสการ (กจ.2:46). การเลี้ยงเช่นนี้ยังถูกเชื่อมเข้าด้วยกันกับการเลี้ยงอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย (1กธ.11:20-21, 33) จึงได้ถูกขนานนามว่า การเลี้ยงสังสรรค์ในความรัก.
ยด.
1:12 ก 2ปต.2:13
ยด.
1:12 ข ยอค.34:2, 8, 10
ยด.
1:12 3ข ผู้สอนมิจฉาลัทธิที่แสวงหาแต่ความสนุกสนานเฮฮา (2ปต.2:13) เสแสร้งว่าเป็นผู้เลี้ยง แต่ในการเลี้ยงสังสรรค์ในความรักนั้น เขาเอาแต่เลี้ยงดูตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น. ต่อผู้อื่นแล้ว เขาเป็นเหมือนเมฆที่ไม่มีน้ำ ไม่มีชีวิตจะหล่อเลี้ยงผู้อื่น.
ยด.
1:12 ค สภษ.25:14
ยด.
1:12 4ค เทียบ 2ปต.2:17 คำอธิบาย 1.
ยด.
1:12 ง อฟ.4:14
ยด.
1:12 5 ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลไม้. ผู้ทรยศที่เห็นแก่ตัวนั้นคล้ายกับต้นไม้ที่ถึงฤดูเก็บผลแล้ว แต่ไม่มีผลอะไรที่จะให้ผู้อื่นอิ่มหนำได้. พวกเขาตายแล้วตายอีก ไม่เพียงแต่ลักษณะภายนอกที่ตายเหมือนต้นไม้ส่วนใหญ่ในฤดูใบไม้ร่วง แต่คุณลักษณะทางภายในก็ตายด้วย. พวกเขาได้ตายสนิท ควรที่จะถอนออกมาทั้งราก.
ยด.
1:12 จ มธ.21:19
ยด.
1:12 ฉ มธ.15:13; เทียบ ลก.13:6-9
ยด.
1:13 ก ยซย.57:20; ยก.1:6
ยด.
1:13 1ก ผู้เลี้ยง, เมฆ, ต้นไม้, และดาว เป็นเครื่องหมายด้านบวกในคำอุปมาของพระคัมภีร์ ส่วนหินโสโครก คลื่น และทะเลเล็งถึงด้านลบ. ผู้ทรยศเหล่านี้เป็นผู้เลี้ยงเทียมเท็จ เป็นเมฆที่ว่างเปล่า เป็นต้นไม้ที่เหี่ยวแห้ง เป็นดาวที่เร่ร่อน เป็นหินโสโครก และเป็นคลื่นอันร้ายแรงในทะเลที่ได้ฟองฟูมออกซึ่งความบัดสีของตนเองอย่างไม่มีการเหนี่ยวรั้ง.
ยด.
1:13 ข รม.6:21; 2กธ.4:2
ยด.
1:13 2 อุปมาที่ว่าด้วยดาวที่เร่ร่อนชี้บ่งว่าอาจารย์ที่หันไปเหมาหรือผู้ทรยศนี้ไม่ได้ยืนหยัดมั่นคงอยู่ในหลักความจริงอันไม่แปรเปลี่ยนที่อยู่ในการเปิดเผยฝ่ายสวรรค์ แต่กลับได้เร่ร่อนอยู่ท่ามกลางพลไพร่ของพระเจ้าที่เหมือนกับดวงดาวนั้น (ดนอ.12:3; วว.1:20). ชะตาชีวิตของเขาก็คือความมืดมนที่หนาทึบซึ่งเก็บไว้สำหรับพวกเขา. วันนี้ผู้ทรยศที่หันเหไปมาก็เหมือนกับดาวที่
เร่ร่อน แต่ในอนาคตจะถูกขังไว้ในความมืดมนที่หนาทึบ.
ยด.
1:13 ค 2ปต.2:17
ยด.
1:14 ก ยนซ.5:18
ยด.
1:14 ข 1ปต.1:10; 2ปต.1:19; 3:2
ยด.
1:14 ค เทียบ พบญ.33:2
ยด.
1:14 1ค สิ่งนี้ต้องเป็นการปรากฏแห่งพารุสเซีย (การเสด็จมา) ขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเหมือนกับที่ 2ธซ.2:8 คำอธิบาย 4; มธ.24:27, 30; และ ซคย.14:4-5 ได้กล่าวไว้นั้น.
ยด.
1:14 2 คำว่า "พร้อมกับ" แปลตามตรงคือ ใน หรือ ท่ามกลาง.
ยด.
1:14 3 อาจรวมทั้งวิสุทธิชน (1ธซ.3:13) และทูตสวรรค์ (มธ.16:27; 25:31; มก.8:38) เช่นเดียวกับ ซคย.14:5.
ยด.
1:15 1 การเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมีเพื่อดำเนินการการพิพากษาแห่งการปกครองของพระเจ้าให้สำเร็จ เพื่อจัดการกับคนทั้งหลายที่ไม่อยู่ในธรรม. ดู 1ปต.1:17 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2.
ยด.
1:15 ก ยด.4; 1ตธ.1:9
ยด.
1:15 ข มลค.3:13
ยด.
1:16 ก อซด.15:24; 17:3; อฤธ.16:11, 41; บพส.106:25
ยด.
1:16 ข ยด.18; 1ปต.4:2; 2ปต.1:4; 2:10
ยด.
1:16 ค 2ปต.2:18
ยด.
1:16 ง เทียบ บพส.5:9; 1ธซ.2:5
ยด.
1:16 1 แปลตามตรงคือ หน้ามนุษย์.
ยด.
1:16 จ 2ปต.2:3, 15
ยด.
1:17 ก 2ปต.1:15; 3:2
ยด.
1:17 ข 2ปต.3:2; 1ปต.1:1
ยด.
1:18 ก 1ปต.1:5; 2ตธ.3:1
ยด.
1:18 1ก ดู 2ตธ.3:1 คำอธิบาย 2.
ยด.
1:18 ข 2ปต.3:3
ยด.
1:18 ค ยด.16; ยก.1:14-15; 4:1
ยด.
1:18 ง ยด.4, 15
ยด.
1:19 ก รม.16:17; 2:8 เทียบ 1กธ.11:19
ยด.
1:19 ข 1กธ.2:14
ยด.
1:19 1ข วลีที่ว่า "อยู่ฝ่ายจิต" เป็นรูปคุณศัพท์ของคำว่า "จิต". "จิตเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่มนุษย์เป็นโดยเป็น "ตัวข้าพเจ้า" ของทุกคน. ในมนุษย์ทุกคนมีจิตเป็นส่วนที่เชื่อมติดกับวิญญาณซึ่งเป็นส่วนที่สูงส่งกว่าของมนุษย์ และยังเชื่อมติดกับกายซึ่งเป็นส่วนที่ต่ำกว่าของมนุษย์. ส่วนหนึ่งนั้นจะคอยดึงจิตสู่เบื้องบน แต่อีกส่วนหนึ่งคอยฉุดจิตลงสู่เบื้องล่าง. ดังนั้นคนใดที่จำนนต่อความปรารถนาที่ต่ำกว่า คนนั้นก็อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง. แต่คนใดที่มีการสามัคคีธรรมกับพระวิญญาณของพระเจ้าโดยวิญญาณของตนและจดจ่ออยู่ที่เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ คนนั้นก็อยู่ฝ่ายวิญญาณ. แต่คนใดที่หยุดยั้งอยู่แค่กลางทาง คิดถึงแต่ตนเองและผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเนื้อหนังหรือหลักเหตุผล ก็ล้วนอยู่ฝ่ายตัวตน (ฝ่ายจิต) ทั้งสิ้น. วิญญาณที่อยู่ภายในของคนเช่นนี้ซึ่งได้จมดิ่งลงและตกต่ำลงไปสู่สิ่งที่รองลงไป คือไปสู่จิตซึ่งเป็นส่วนที่ต่ำกว่านั้น" (Alford: อัลฟอร์ด).
ยด.
1:19 2 หมายถึงวิญญาณของมนุษย์ ไม่ใช่พระวิญญาณของพระเจ้า. ผู้ทรยศนั้นปราศจากวิญญาณ. เขาเหล่านั้น "ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิญญาณจริงๆ เพราะวิญญาณเป็นส่วนหนึ่งในลักษณะที่มีสามส่วนของตัวเขาเอง (1ธซ.5:23) แต่ว่าถ้าพูดในด้านคุณค่าแล้ว เขาเหล่านั้นปราศจากวิญญาณ. วิญญาณของเขาได้ตกต่ำไปแล้ว ได้จำนนอยู่ภายใต้อำนาจของจิต ซึ่งก็คือชีวิตของ "ตัวข้าพเจ้า" จนสูญเสียพลังชีวิตที่แท้จริงของตัวเองไป" (Alford: อัลฟอร์ด). เขาเหล่านั้นไม่ใส่ใจและก็ไม่ยอมใช้วิญญาณ. เขาไม่ได้ติดต่อกับพระเจ้าโดยวิญญาณของตนในการสามัคคีธรรมกับพระวิญญาณของพระเจ้า ไม่ได้เป็นอยู่และดำเนินชีวิตอยู่ในวิญญาณของเขาด้วย. เขาถูกเนื้อหนังของตนฉุดดิ่งลงสู่เบื้องล่าง ทำให้เขาเป็นฝ่ายเนื้อหนังและสูญเสียไปซึ่งความรู้สึกของมโนธรรม (ดู 2ปต.2:12 คำอธิบาย2) กลายเป็นสัตว์เดียรัจฉานที่ปราศจากเหตุผล (ข้อ 10).
ยด.
1:20 ก กซ.2:7; 1ธซ.5:11
ยด.
1:20 1 หลักความเชื่อที่เป็นทัศนะภายนอก ชี้ถึงสิ่งล้ำค่าแห่งพันธสัญญาใหม่ที่เราทั้งหลายเชื่อ แล้วทำให้เราได้รับความรอดในพระคริสต์ (ดูข้อ 3 คำอธิบาย 2). เราได้ก่อสร้างตัวเองขึ้นบนพื้นฐานแห่งหลักความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่สุดนี้ และในอาณาเขตของหลักความเชื่อนี้ โดยการอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์. ทั้งหลักความจริงแห่งหลักความเชื่อที่เราทั้งหลายเข้าใจ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เราได้รับสุขโดยการอธิษฐานนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการที่เราจะถูกก่อสร้างขึ้น. หลักความเชื่อและพระวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์.
ยด.
1:20 ข รม.8:26; เทียบ อฟ.6:18
ยด.
1:21 1 เราควรจะรักษาตัวเองไว้ในความรักของพระเจ้า โดยการก่อสร้างตัวเองขึ้นบนหลักความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่สุดและอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 20) เช่นนี้เราก็ได้คอยท่าและเฝ้าหวังพระเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่เพียงให้เราได้รับสุขชีวิตนิรันดร์ในโลกนี้เท่านั้น แต่ยังได้รับชีวิตที่นิรันดร์เป็นมรดกตราบชั่วนิรันดร์ (มธ.19:29).
ยด.
1:21 ก ยฮ.15:10; รม.5:5; 8:39; 2กธ.13:14
ยด.
1:21 ข 2ปต.3:12
ยด.
1:21 2 ดูข้อ 2 คำอธิบาย 1.
ยด.
1:21 3 เมื่อผู้เชื่ออธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์, รักษาตัวเองไว้ในความรักของพระเจ้า, และคอยท่าพระเมตตาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจวบถึงชีวิตนิรันดร์ เขาก็ได้ปรับใช้และรับสุขตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดซึ่งเป็นผู้ควรรับการสรรเสริญนั้น.
ยด.
1:21 4 ชี้ถึงการรับสุขและการได้รับชีวิตที่นิรันดร์ (ชีวิตของพระเจ้า) เป็นมรดก. นี่เป็นเป้าหมายแห่งการแสวงหาฝ่ายวิญญาณของเรา. เพราะเหตุที่เรามุ่งไปสู่เป้าหมายนี้ เราจึงปรารถนาที่จะรับการรักษาไว้ให้อยู่ในความรักของพระเจ้าและคอยท่าพระเมตตาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา.
ยด.
1:21 ค ยฮ.3:15, 36; 1ตธ.6:12, 19
ยด.
1:22 1 มีใจสงสัยไม่มั่นคง หรือ โต้เถียง.
ยด.
1:22 2 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเป็น จงเตือนเขาให้เชื่อฟัง.
ยด.
1:23 ก เทียบ ยก.5:20
ยด.
1:23 ข ซคย.3:2; อมศ.4:11
ยด.
1:23 1ข คำอุปมานี้อาจจะหยิบยกมาจาก ซคย.3:2.
ยด.
1:23 2 คือไฟอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่อยู่ในการพิพากษาของพระองค์ (มธ.3:10, 12; 5:22).
ยด.
1:23 3 ในขณะที่เราเมตตาผู้อื่นนั้น เราควรมีความเกรงกลัวต่อการแพร่ระบาดของความบาปที่น่ากลัว แม้กระทั่งสิ่งที่แปดเปื้อนจากราคะตัณหาของเนื้อหนังก็จงเกลียดชังด้วย. คำว่า "เกรงกลัว" ให้ดู 1ปต.1:17 คำอธิบาย 4.
ยด.
1:23 ค 1ปต.3:2, 15; บพส.2:11
ยด.
1:23 ง เทียบ วว.3:4
ยด.
1:23 จ ยด.8; 2ปต.2:10
ยด.
1:24 ก 1ปต.5:10
ยด.
1:24 1ก ในคำสรรเสริญในตอนท้ายนี้ ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ถึงแม้ท่านได้กำชับให้ผู้เชื่อเพียรพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 20-23 แต่ว่ามีเพียงพระเจ้าผู้เป็นองค์พระผู้ช่วยของเราทั้งหลายเท่านั้นที่สามารถคุ้มครองรักษาเขาเหล่านั้นมิให้สะดุด และให้เขายืนอยู่ตรงหน้าสง่าราศีของพระองค์โดยปราศจากด่างพร้อยด้วยความร่าเริงยินดี. ขอสง่าราศีจงมีแด่พระองค์!
ยด.
1:24 ข รม.11:36; 1ปต.4:11
ยด.
1:24 2ข สง่าราศีนั้นเป็นการสำแดงออกในความงดงาม, พระบรมเดชานุภาพนั้นเป็นความยิ่งใหญ่ในเกียรติยศ, ฤทธานุภาพนั้นเป็นกำลังในฤทธิ์เดช, และ อำนาจนั้นเป็นพลังในการปกครอง.
ยด.
1:24 ค รม.16:25
ยด.
1:24 ง 1ปต.1:5; ยฮ.17:11-12, 15
ยด.
1:24 จ 2ปต.1:10
ยด.
1:24 3 คือสง่าราศีของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และพระผู้ช่วยให้รอดของเราคือพระเยซูคริสต์ โดยสง่าราศีนี้จะสำแดงออกมาในขณะที่พระองค์ทรงปรากฏ (ตต.2:13; 1ปต.4:13) และพระองค์จะเสด็จมาในสง่าราศีนี้ด้วย (ลก.9:26).
ยด.
1:24 ฉ 2ปต.3:14; อฟ.1:4; 5:27; ฟป.2:15; วว.14:5; เทียบ 1ปต.1:19
ยด.
1:24 4 แปลตามตรงคือ ในความลิงโลด ซึ่งก็คือในองค์ประกอบของความลิงโลด. ความลิงโลด "เป็นเครื่องหมายเล็งถึงความเปี่ยมล้นแห่งความชื่นชมยินดีในชัยชนะ" (Alford: อัลฟอร์ด).
ยด.
1:24 ช 1ปต.1:6; 4:13
ยด.
1:24 ซ ยฮ.5:44; รม.16:27; 1ตธ.1:17
ยด.
1:24 5ซ พระเจ้าเพียงองค์เดียวนี้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา, พระเยซูคริสต์ผู้เป็นมนุษย์นั้นทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา. ขอให้สง่าราศี, พระเกียรติ, ฤทธานุภาพ, และอำนาจ จงมีแด่พระผู้ช่วยให้รอดองค์นี้ โดยองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์นี้ไปตลอดจวบทุกยุคทุกสมัย.
ยด.
1:24 ฌ ลก.1:47; 1ตธ.1:1; 2:3; ตต.2:13
ยด.
1:25 1 คำว่า "อดีตกาล" หมายถึงโลกนิรันดร์ในอดีต, ส่วนคำว่า "ปัจจุบันกาล" หมายถึงยุคสมัยปัจจุบันนี้, และวลีที่ว่า "สืบๆ ไปเป็นนิตย์" หมายถึงนิรันดร์กาลในอนาคต. ด้วยเหตุนี้สิ่งนี้จึงเริ่มจากนิรันดร์กาลในอดีตผ่านกาลเวลาไปจนถึงนิรันดร์กาลในอนาคต.