การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5

1 โยฮัน บทที่ 5

1ยฮ. 5:1 ผู้ใดที่1กเชื่อว่าขพระเยซูเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็บังเกิดจากพระเจ้า และผู้ใดที่รักคพระองค์ผู้ทรงให้งกำเนิด ผู้นั้นก็จรักคนที่บังเกิดจากพระองค์ด้วย.
1ยฮ. 5:2 ในข้อนี้เอง เราจึงกรู้ว่าเรารักขบุตรทั้งหลายของพระเจ้า คือเมื่อเรา1รักพระเจ้าและ2ประพฤติตามคพระบัญญัติของพระองค์.
1ยฮ. 5:3 เพราะนี่แหละเป็น1ความรักที่มีต่อพระเจ้า คือเรา2กถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์ก็3ไม่ขเป็นภาระหนัก.
3. ชนะต่อโลก, ความตาย, ความบาป, ผีมาร, และรูปเคารพ
5:4-21
(1) โดยชีวิตนิรันดร์ที่อยู่ในพระบุตร
ข้อ 4-13
1ยฮ. 5:4 เพราะว่า1ทุกคนที่2บังเกิดจากพระเจ้าก็3กชนะต่อ4โลก และ5ความเชื่อของเราทั้งหลายนี่แหละที่มีขชัยชนะต่อโลก.
1ยฮ. 5:5 ผู้ใดเล่าที่ชนะต่อโลก มิใช่1ผู้ที่เชื่อว่ากพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าหรือ?
1ยฮ. 5:6 นี่แหละคือ1ผู้ที่ได้มาโดยผ่านกน้ำและขพระโลหิต 2ก็คือพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่3โดยน้ำสิ่งเดียว แต่3โดยน้ำและ3โดยพระโลหิต และคพระวิญญาณนั้นทรง4เป็นพยาน เพราะพระวิญญาณนั้นทรงเป็น5ความเที่ยงแท้.
1ยฮ. 5:7 ด้วยว่ามีอยู่ถึงสามพยาน
1ยฮ. 5:8 คือพระวิญญาณนั้น, น้ำ, และพระโลหิต และพยานทั้งสามนี้ก็1มีเพื่อหนึ่งเดียว.
1ยฮ. 5:9 ถ้าแม้เรารับกพยานของมนุษย์ 1ขพยานของพระเจ้าก็ยังเป็นใหญ่กว่านั้นอีก เพราะนี่เป็นพยานของพระเจ้าที่พระองค์ทรงเป็นพยานเพื่อคพระบุตรของพระองค์.
1ยฮ. 5:10 ผู้ที่1กเชื่อเข้าสู่พระบุตรของพระเจ้า ก็มีขพยานนี้อยู่ในตัวเขา. ผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็เท่ากับกระทำให้พระเจ้าเป็นคผู้ตรัสมุสา เพราะเขางไม่ได้เชื่อเข้าสู่พยานซึ่งพระเจ้าได้ทรงเป็นพยานเพื่อพระบุตร.
1ยฮ. 5:11 และกพยานนี้ก็คือ พระเจ้าได้ทรง1ประทานขชีวิตนิรันดร์แก่เราทั้งหลาย และคชีวิตนี้ก็อยู่ในพระบุตรของพระองค์.
1ยฮ. 5:12 1ผู้ที่มีพระบุตรของพระเจ้าก็มีกชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่มีชีวิต.
1ยฮ. 5:13 1ข้อความเหล่านี้ ข้าพเจ้าได้เขียนฝากมายังท่านทั้งหลายที่กเชื่อเข้าสู่พระนามแห่งพระบุตรของพระเจ้า เพื่อท่านจะได้รู้ว่าท่านมีชีวิตนิรันดร์.
(2) โดยการวิงวอนที่ประทานชีวิตให้
ข้อ 14-17
1ยฮ. 5:14 และ1นี่คือ2ใจกล้าที่เราทั้งหลายมีต่อพระองค์ คือว่าถ้าเรา3กทูลขอสิ่งใดตามน้ำพระทัยของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงโปรดฟังเรา.
1ยฮ. 5:15 และถ้าเรา1รู้ว่า พระองค์ทรงฟัง2คำทูลขอของเราทุกประการ เราก็ย่อมรู้ว่า เราได้รับสิ่งที่เราทูลขอนั้นจากพระองค์.
1ยฮ. 5:16 ถ้าผู้ใดเห็นพี่น้องของตนกระทำบาปอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่1นำไปถึงความตาย ผู้นั้นจง2กทูลขอเพื่อจะ3นำ4ขชีวิตมาให้กับผู้ที่ได้กระทำบาปที่ไม่นำไปถึงความตาย. 5ความบาปที่นำไปถึงคความตายก็มีอยู่ [แต่]ข้าพเจ้ามิได้บอกให้ท่านงทูลขอเพื่อบาปอย่างนั้น.
1ยฮ. 5:17 1กการอธรรมทุกอย่างล้วนเป็นความบาป แต่ความบาปที่ไม่นำไปถึงความตายก็มีอยู่.
(3) โดยพระเจ้าที่จริงแท้เป็นชีวิตนิรันดร์
ข้อ 18-21
1ยฮ. 5:18 เราทั้งหลายรู้ว่า ทุกคนที่1บังเกิดจากพระเจ้านั้นกไม่กระทำบาป แต่2ผู้ที่บังเกิดจากพระเจ้าได้3ขคุ้มครองรักษาตัวไว้ ผู้4ชั่วร้ายนั้นก็ไม่5แตะต้องผู้นั้นเลย.
1ยฮ. 5:19 เรารู้ว่า เรา1เป็นของพระเจ้า และ2กโลกทั้งโลกล้วน3ทอดตัวจมอยู่ใน4ขผู้ชั่วร้ายนั้น.
1ยฮ. 5:20 และเรารู้แล้วว่า พระบุตรของพระเจ้าได้1กเสด็จมา และได้ทรงประทาน2ขความเข้าใจให้แก่เราแล้ว เพื่อให้เรา3รู้จัก4องค์ผู้5คจริงแท้นั้น และเราก็6อยู่ในองค์ผู้จริงแท้นั้น ก็คือ7อยู่ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์. 8นี่แหละเป็นงพระเจ้าที่จริงแท้และเป็นจชีวิตนิรันดร์.
1ยฮ. 5:21 1ลูกๆ ทั้งหลายเอ๋ย จง2ระวังรักษาตัวให้พ้นจาก3กรูปเคารพ.

คำอธิบาย 1 โยฮัน บทที่ 5

1ยฮ. 5:1 ก ยฮ.20:31
1ยฮ. 5:1 1ก พวกนอสติกและพวกเซรินเธียนไม่เชื่อว่า พระเยซูกับพระคริสต์เป็นองค์เดียวกัน (ดู 2:22 คำอธิบาย 1 และ 4:3 คำอธิบาย 1). ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ใช่บุตรของพระเจ้า และไม่ได้บังเกิดจากพระเจ้า. แต่ถ้าผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูผู้เป็นมนุษย์นั้นทรงเป็นพระคริสต์ คือเป็นพระเจ้าที่กลายเป็นเนื้อหนัง (ยฮ.1:1, 14; 20:31) ผู้นั้นก็ได้บังเกิดจากพระเจ้าและได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว (ยฮ.1:12-13). คนเช่นนี้ย่อมรักพระเจ้าพระบิดาผู้ให้กำเนิดและรักพี่น้องที่ได้บังเกิดจากพระบิดาองค์เดียวกันด้วย. สิ่งนี้ได้ชี้แจง, ยืนยัน, และเน้นหนักถึงถ้อยคำที่อยู่ในข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ (4:20-21).
1ยฮ. 5:1 ข 1ยฮ.5:5; 2:22; 4:15; มธ.16:16
1ยฮ. 5:1 ค 1ยฮ.4:21
1ยฮ. 5:1 ง ยก.1:18; เทียบ 1กธ.4:15
1ยฮ. 5:1 จ 1ยฮ.4:21
1ยฮ. 5:2 ก 1ยฮ.2:5; 3:24; 4:13
1ยฮ. 5:2 ข ยฮ.1:12; รม.8:16
1ยฮ. 5:2 1 การรักพระเจ้าและมีภาคปฏิบัติในพระบัญญัติของพระองค์ก็คือเงื่อนไขที่เราจะต้องผ่านก่อนที่เราจะรักบุตรทั้งหลายของพระเจ้า. สิ่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์.
1ยฮ. 5:2 2 แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ. ดู 1:6 คำอธิบาย 5.
1ยฮ. 5:2 ค 2ยฮ.4, 6
1ยฮ. 5:3 1 ดู 2:5 คำอธิบาย 2 และข้อ 15 คำอธิบาย 3.
1ยฮ. 5:3 ก 1ยฮ.2:3
1ยฮ. 5:3 2ก การถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ก่อรูปขึ้นเป็นความรักที่เรามีต่อพระองค์ และเป็นข้อยืนยันว่าเรารักพระองค์.
1ยฮ. 5:3 3 แปลตามตรงคือ ไม่หนัก. สำหรับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว พระบัญญัติของพระเจ้าไม่ได้เป็นเรื่องหนักอะไรเลย.
1ยฮ. 5:3 ข เทียบ มธ.11:30
1ยฮ. 5:4 1 แปลตามตรงคือ ทุกสิ่ง ชี้ถึงทุกคนที่ได้บังเกิดจากพระเจ้า. แต่วิธีการพูดเช่นนี้ควรจะเล็งถึงวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของมนุษย์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนที่ได้บังเกิดใหม่จากชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.3:6). วิญญาณที่บังเกิดใหม่ของผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่แล้วย่อมไม่ทำบาป (3:9) ยิ่งกว่านั้นยังชนะต่อโลกด้วย. การบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้เชื่อที่นำมาซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานแห่งการดำเนินชีวิตที่มีชัยชนะนี้.
1ยฮ. 5:4 2 ทั้งในกิตติคุณโยฮันและหนังสือจดหมายของโยฮันล้วนได้เน้นถึงการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.1:13; 3:3, 5; 1ยฮ.2:29 คำอธิบาย 7; 3:9; 4:7; 5:1, 4, 18). โดยการบังเกิดนี้ ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์จึงถูกแจกจ่ายเข้าสู่ภายในผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ (ยฮ.3:15-16, 36; 1ยฮ.5:11-12). การบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นปัจจัยพื้นฐานของข้อลับลึกทุกประการที่เกี่ยวกับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ เช่น การสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์, (1:3-7) การชโลมของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ (2:20-27), การอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (2:28-3:24), และการดำเนินชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่มีภาคปฏิบัติในหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์ (1:6), น้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ (2:17), ความชอบธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ (2:29; 3:7), และความรักอันศักดิ์สิทธิ์ (3:11, 22-23; 5:1-3) เพื่อมาสำแดงตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์ (4:12). การบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้นยังเป็นปัจจัยพื้นฐานของถ้อยคำในตอนนี้ (ข้อ 4-21) อีกด้วย. การบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์นี้ยังเป็นหลักประกันให้กับผู้เชื่อที่บังเกิดจากพระเจ้า เพื่อให้เขาทั้งหลายมีความมั่นใจในฤทธิ์เดชและคุณธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์.
1ยฮ. 5:4 ก 1ยฮ.2:13; ยฮ.16:33; รม.8:37
1ยฮ. 5:4 3ก ในเมื่อผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่มีฤทธิ์เดชแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถชนะต่อโลก ซึ่งก็คือระบบของฝ่ายโลกที่มีกำลังเข้มแข็งของซาตาน ดังนั้นพระบัญญัติของพระเจ้าจึงไม่หนักและไม่เป็นภาระสำหรับเขา (ข้อ 3).
1ยฮ. 5:4 4 ดู 2:15 คำอธิบาย 2.
1ยฮ. 5:4 5 เล็งถึงความเชื่อที่นำเราทั้งหลายเข้าสู่การเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระเจ้าตรีเอกภาพ และเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า (ข้อ 5) เพื่อให้เราได้บังเกิดจากพระเจ้าและได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. โดยความเชื่อนี้ เราจึงสามารถชนะต่อโลกที่ถูกซาตานทำให้เป็นองค์กรและถูกมันครอบงำไว้.
1ยฮ. 5:4 ข 1กธ.15:54, 57
1ยฮ. 5:5 1 ผู้เชื่อเช่นนี้ก็คือผู้ที่ได้บังเกิดจากพระเจ้าและได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.1:12-13; 3:16). ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้เพิ่มกำลังให้เขาสามารถชนะต่อโลกที่ชั่วร้ายซึ่งได้รับการเพิ่มกำลังและการกระตุ้นจากซาตาน. พวกนอสติกและพวกเซรินเธียนที่ไม่ใช่ผู้เชื่อเช่นนี้ จึงยังคงเป็นเหยื่อที่น่าสงสารของระบบที่ชั่วร้ายของซาตาน.
1ยฮ. 5:5 ก 1ยฮ.5:1
1ยฮ. 5:6 1 ผู้นี้ก็คือพระเยซูคริสต์ที่ได้เสด็จมาในฐานะที่เป็นพระบุตรของพระเจ้า เพื่อให้เราได้บังเกิดจากพระเจ้าและได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.10:10; 20:31). พระเจ้าได้ประทานชีวิตนิรันดร์แก่เราในพระบุตรของพระองค์ (ข้อ 11-13). พระเยซูชาวนาซาเร็ธได้รับการยืนยันว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า โดยน้ำที่พระองค์ทรงผ่านในขณะที่ทรงรับบัพติศมา (มธ.3:16-17; ยฮ.1:31), โดยพระโลหิตที่พระองค์ทรงหลั่งบนกางเขนนั้น (ยฮ.19:31-35; มธ.27:50-54), และโดยพระวิญญาณอันไม่มีขอบเขตจำกัดที่ทรงประทานให้แก่เรา (ยฮ.1:32-34; 3:34). โดยสามสิ่งนี้ พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานแล้วว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา (ข้อ 7-10) เพื่อเราจะได้รับชีวิตที่นิรันดร์ของพระองค์โดยการเชื่อเข้าสู่พระนามของพระองค์ (ข้อ 11-13; ยฮ.3:16, 36; 20:31). น้ำแห่งบัพติศมานี้ได้สิ้นสุดมนุษย์แห่งสิ่งทรงสร้างเก่าโดยการฝังเขาเสีย; พระโลหิตที่ทรงหลั่งบนกางเขนก็ได้ไถ่มนุษย์ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรออกจากสิ่งทรงสร้างเก่า; และพระวิญญาณนั้นผู้เป็นความเที่ยงแท้ ซึ่งก็คือความเที่ยงแท้ที่อยู่ในชีวิต (รม.8:2) ก็ได้ทำให้คนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ให้บังเกิดใหม่โดยชีวิตของพระองค์และได้ช่วยไถ่ออกมาจากสิ่งทรงสร้างเก่านั้นมีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่. เช่นนี้เขาจึงบังเกิดจากพระเจ้าและได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า (ยฮ.3:5, 15; 1:12-13) และยังได้ดำเนินชีวิตออกที่ประพฤติตนในหลักความจริง (1:6), น้ำพระทัยของพระเจ้า (2:17), ความชอบธรรมของพระเจ้า (2:29), และความรักของพระเจ้า (3:10-11) เพื่อเป็นการสำแดงของพระเจ้า.
1ยฮ. 5:6 ก มธ.3:11
1ยฮ. 5:6 ข มธ.26:28; ยฮ.6:53-55
1ยฮ. 5:6 2 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่บางฉบับเพิ่มคำว่า "และพระวิญญาณ."
1ยฮ. 5:6 3 แปลตามตรงคือ ใน.
1ยฮ. 5:6 ค มธ.3:16; กจ.5:32
1ยฮ. 5:6 4 พระวิญญาณผู้ทรงเป็นหลักความจริงและความเที่ยงแท้นั้น (ยฮ.14:16-17; 15:26) ทรงเป็นพยานว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าและในพระองค์มีชีวิตที่นิรันดร์. โดยพยานเช่นนี้ พระเจ้าก็ได้แจกจ่ายพระบุตรของพระองค์เข้าสู่ภายในเราเพื่อกลายเป็นชีวิตของเรา (กซ.3:4).
1ยฮ. 5:6 5 ชี้ถึงความเที่ยงแท้ของทุกสิ่งที่พระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้านั้นทรงเป็น (ยฮ.16:12-15). ดู 1:6 คำอธิบาย 6.
1ยฮ. 5:8 1 คือบ่งบอกถึงเรื่องนั้น, ประเด็นนั้น, และวัตถุประสงค์นั้นที่อยู่ในพยานของเขาทั้งหลาย.
1ยฮ. 5:9 ก ยฮ.1:6-7; 5:33
1ยฮ. 5:9 ข ยฮ.3:33; 5:34, 36-37; 8:18
1ยฮ. 5:9 1ข การเป็นพยานโดยน้ำ, พระโลหิต, และพระวิญญาณนั้น คือพยานของพระเจ้าโดยเป็นพยานว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้านั้น ซึ่งพยานนี้ยิ่งใหญ่กว่าพยานของมนุษย์.
1ยฮ. 5:9 ค มธ.3:17; 17:5; 2ปต.1:17-18
1ยฮ. 5:10 ก ยฮ.3:36
1ยฮ. 5:10 1ก พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานเพื่อพระบุตรของพระองค์ เพื่อให้เราสามารถเชื่อเข้าสู่พระบุตรของพระองค์และได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. ถ้าหากเราได้เชื่อเข้าสู่ในพระบุตรของพระองค์ เราก็ได้ต้อนรับพยานของพระองค์และจะมีพยานของพระองค์อยู่ภายในเรา. ไม่เช่นนั้นเราก็คือผู้ที่ไม่เชื่อในสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นพยาน และยังเท่ากับกระทำให้พระเจ้ากลายเป็นผู้ตรัสมุสา.
1ยฮ. 5:10 ข รม.8:16
1ยฮ. 5:10 ค 1ยฮ.1:10
1ยฮ. 5:10 ง ยฮ.5:38
1ยฮ. 5:11 ก 1ยฮ.5:9; 3ยฮ.12
1ยฮ. 5:11 1 พยานของพระเจ้าไม่เพียงแต่บ่งบอกว่า พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ยังได้บ่งบอกว่า พระองค์ทรงประทานชีวิตนิรันดร์ที่อยู่ในพระบุตรนั้นให้แก่เรา. พระบุตรของพระองค์ก็คือสื่อกลางแห่งการประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่เรา และชีวิตนิรันดร์นี้ก็คือเป้าหมายที่พระองค์ทรงมีต่อเรา.
1ยฮ. 5:11 ข 1ยฮ.5:13, 20; 1:2
1ยฮ. 5:11 ค 1ยฮ.1:4; 5:24, 26; 11:25; 14:6
1ยฮ. 5:12 1 เพราะชีวิตนั้นอยู่ในพระบุตร (ยฮ.1:4) และพระบุตรนั้นก็คือชีวิต (ยฮ.11:25; 14:6; กซ.3:4) ฉะนั้นพระบุตรและชีวิตจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่อาจแยกออกจากกันได้. ด้วยเหตุนี้ผู้ที่มีพระบุตรของพระเจ้าก็มีชีวิต และผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่มีชีวิต.
1ยฮ. 5:12 ก ยฮ.3:36; 10:10; กซ.3:4
1ยฮ. 5:13 1 พระคำที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้นเป็นหลักประกันว่า ผู้ที่เชื่อเข้าสู่พระนามแห่งพระบุตรของพระเจ้าก็มีชีวิตนิรันดร์. การที่เราได้ต้อนรับชีวิตนิรันดร์โดยการเชื่อนั้นเป็นข้อเท็จจริง ส่วนพระคำในพระคัมภีร์ก็คือหลักประกันของข้อเท็จจริงนี้. พระคำเหล่านี้ก็คือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์แห่งความรอดที่นิรันดร์ของเราทั้งหลาย. ดังนั้นจากสิ่งนี้ เราจึงมีหลักประกันและหลักฐานว่า ขอเพียงเราเชื่อเข้าสู่ในพระนามแห่งพระบุตรของพระเจ้า เราก็มีชีวิตที่นิรันดร์.
1ยฮ. 5:13 ก ยฮ.1:12; 20:31; 1ยฮ.3:23
1ยฮ. 5:14 1 ในข้อ 4-13 ให้เรามองเห็นว่า เราจะต้อนรับชีวิตนิรันดร์ที่ได้กล่าวไว้ใน 1:1-2 ได้อย่างไร. ส่วนข้อ 14-17 บอกแก่เราว่า เราจะอธิษฐานอยู่ในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์ ดังที่กล่าวไว้ใน 1:3-7 ได้อย่างไร.
1ยฮ. 5:14 2 ชี้ถึงความกล้าที่เราทั้งหลายมีเพื่อการอธิษฐานในการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า. ดู 3:21 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 5:14 ก 1ยฮ.3:22
1ยฮ. 5:14 3ก บนพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริงที่ว่า เราได้เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าและได้รับชีวิตนิรันดร์โดยการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ดังนั้นเราจึงสามารถอธิษฐานอยู่ในการสามัคคีธรรมของชีวิตนิรันดร์ โดยการติดต่อกับพระเจ้าด้วยใจกล้าซึ่งมีมโนธรรมที่ปราศจากบกพร่อง (กจ.24:16) ตามน้ำพระทัยของพระองค์ โดยเชื่อมั่นว่าพระองค์จะทรงฟังเราอย่างแน่นอน.
1ยฮ. 5:15 1 การรู้เช่นนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริงที่ว่า หลังจากที่เราได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว เราก็อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นหนึ่งกับพระองค์ในการที่เราอธิษฐานต่อพระเจ้าในพระนามของพระองค์ (ยฮ.15:7, 16; 16:23-24).
1ยฮ. 5:15 2 ไม่ใช่คำทูลขอที่อยู่ในตัวเราเองและเป็นไปตามความคิดของเราเอง แต่เป็นคำทูลขอที่อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า.
1ยฮ. 5:16 1 แปลตามตรงคือ มุ่งสู่ความตาย.
1ยฮ. 5:16 ก โยบ 42:8
1ยฮ. 5:16 2ก กรณีนี้จะต้องชี้ถึงการอธิษฐานที่เราอธิษฐานในขณะที่อาศัยอยู่ในการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าอย่างแน่นอน.
1ยฮ. 5:16 3 ประธานของวลีนี้ยังคงเป็น "ผู้นั้น" ซึ่งเป็นประธานของวลี "จงทูลขอ" ที่อยู่ก่อนหน้านี้ด้วย แสดงว่าผู้ทูลขอได้นำชีวิตมาให้กับผู้ที่เขาได้ทูลขอแทน. ในที่นี้มิได้หมายความว่าผู้ทูลขอเองจะมีชีวิตและสามารถให้ชีวิตแก่ผู้อื่นได้โดยตัวของเขาเอง แต่หมายความว่า ผู้ทูลขอที่ได้อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า, ร่วมเป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้า, และทูลขออยู่ในวิญญาณเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้านี้ (1กธ.6:17) ได้กลายเป็นสื่อกลางที่ให้พระวิญญาณผู้ประทานชีวิตของพระเจ้านั้น สามารถประทานชีวิตให้แก่ผู้ที่เขาทูลขอแทน. นี่เป็นการแจกจ่ายชีวิตที่อยู่ในการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. ถ้าเราต้องการกลายเป็นผู้ที่ สามารถนำชีวิตไปให้แก่ผู้อื่น เราก็จำต้องอาศัยอยู่ในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์รวมทั้งต้องดำเนินชีวิต, เป็นอยู่, และประพฤติตนอยู่ในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย. การอธิษฐานใน ยก.5:14-16 นั้นมีเพื่อรักษาความเจ็บป่วย ส่วนการอธิษฐานในที่นี้มีเพื่อการแจกจ่ายชีวิต.
1ยฮ. 5:16 ข รม.8:11
1ยฮ. 5:16 4ข ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้ต้องชี้ถึงชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ได้แจกจ่ายเข้าสู่ภายในของผู้ถูกทูลขอแทน โดยการอธิษฐานของผู้ทูลขอ. อย่างไรก็ดีถ้าดูตามเนื้อความในตอนนี้แล้ว ชีวิตฝ่ายวิญญาณนี้ยังสามารถช่วยให้ร่างกายของผู้ถูกทูลขอแทนนั้นได้หลุดพ้นจากภัยอันตรายแห่งความตายเพราะการกระทำบาปนั้น (เทียบ ยก.5:15).
1ยฮ. 5:16 5 เกี่ยวกับ ความบาปที่นำไปถึงความตาย นั้นอาจารย์ที่สอนพระคัมภีร์ได้มีการอธิบายแตกต่างกันไป. บางคนอธิบายว่านี่เป็นความบาปของผู้ต่อต้านพระคริสต์ที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ (2:22) ซึ่งความบาปนี้ทำให้เขาต้องตกอยู่ในความตายไปชั่วนิรันดร์. แต่ถ้าดูตามเนื้อความในช่วงนี้ คำว่า "ความบาปที่นำไปถึงความตาย" นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับพี่น้องที่กระทำบาป แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ต่อต้านพระคริสต์หรือคนที่ไม่เชื่อเลย. ในเมื่อข้อความในข้อ 14-17 นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอธิษฐานอยู่ในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์ที่ได้กล่าว ไว้ใน 1:3—2:11 ดังนั้นเรื่องที่จะกล่าวถึงก็ย่อมเกี่ยวกับการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างแน่นอน. ในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้มีการจัดการแห่งการปกครองของพระเจ้าตามสภาพการณ์ฝ่ายวิญญาณแห่งบุตรทั้งหลายของพระองค์. ในการจัดการแห่งการปกครองของพระเจ้านั้น บุตรของพระเจ้าบางคนอาจถูกกำหนดให้ร่างกายต้องตายไปในยุคนี้เนื่องจากความบาปบางประการ และบางคนก็ถูกกำหนดให้ร่างกายต้องตายเพราะความบาปอย่างอื่น. สถานการณ์เช่นนี้ก็เหมือนกับอะนาเนียและสัปไฟเรที่ถูกจัดการจนถึงแก่ความตายทางร่างกายเพราะได้มุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.5:1-11) และยังเหมือนกับผู้เชื่อชาวโกรินโธที่ถูกพิพากษาลงโทษสถานเดียวกันนี้ เพราะพวกเขาไม่แยกแยะพระกาย (1กธ.11:29-30). กรณีนี้มีแบบเล็งโดยการที่พระเจ้าทรงจัดการชาวอิสราเอลในป่ากันดารนั้น (1กธ.10:5-11). นอกจากคาเล็บและยะโฮซูอะแล้วพวกเขาทุกคนล้วนถูกพระเจ้าพิพากษาให้ร่างกายถึงแก่ความตายเพราะความบาปบางประการของเขา. การจัดการแห่งการปกครองของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องที่เคร่งเครียดมาก. เนื่องจากการพ่ายแพ้บางประการ ทั้งมิระยาม, อาโรน, หรือแม้กระทั่งโมเซก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการจัดการนี้ (อฤธ.12:1-15; 20:1, 12, 22-29; พบญ.1:37; 3:26-27; 32:48-52). การลงโทษของการจัดการแห่งการปกครองที่พระเจ้ามีต่อบุตรของพระองค์นั้นไม่เกี่ยวข้องกับการพินาศนิรันดร์เลย. การลงโทษนี้เป็นไปตามการจัดการแห่งยุคสมัยในการปกครองของพระเจ้า คือเป็นการจัดการที่มีความเกี่ยวข้องกับการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้าและกับผู้อื่น. ความบาปอย่างหนึ่งจะนำไปถึงความตายหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการพิพากษาของพระเจ้าที่เป็นไปตามฐานะและสภาพการณ์ของแต่ละคนที่อยู่ในบ้านของพระเจ้า. แต่อย่างไรก็ดีการที่บุตรของพระเจ้าไปทำบาปนั้นเป็นเรื่องที่เคร่งเครียด ซึ่งอาจจะพบกับการพิพากษาของพระเจ้าจนร่างกายต้องถึงแก่ความตายไปในยุคนี้! เกี่ยวกับบาปประเภทนี้อัครทูตไม่ได้บอกให้เราไปทูลขอเพื่อบาปอย่างนี้.
1ยฮ. 5:16 ค เทียบ มธ.12:31; มก.3:29; ลก.12:10; ฮร.10:28-29
1ยฮ. 5:16 ง เทียบ พบญ.3:26; ยรม.7:16; 14:11
1ยฮ. 5:17 ก 1ยฮ.1:9; ยฮ.7:18
1ยฮ. 5:17 1ก การกระทำผิดทุกอย่างที่ไม่เที่ยงตรงและไม่ชอบธรรมก็ล้วนเป็นความบาปทั้งนั้น (เทียบ 3:4 คำอธิบาย 2).
1ยฮ. 5:18 1 การทำบาปไม่เพียงได้ตัดขาดการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น (1:6-10) แต่ยังอาจจะนำไปถึงความตายของร่างกายด้วย (ข้อ 16-17). เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการทำบาปนั้น ในที่นี้อัครทูตจึงได้เน้นถึงการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา โดยอาศัยหลักประกันแห่งฤทธิ์เดชของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อีก. การบังเกิดนี้ก็คือพื้นฐานแห่งการดำเนินชีวิตที่มีชัยชนะของเรา. ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นพื้นฐานนี้จะป้องกันเราผู้ที่ได้บังเกิดใหม่แล้วไม่ให้มีภาคปฏิบัติอยู่ในความบาป (3:9 คำอธิบาย 2) ก็คือมีชีวิตเป็นอยู่ในความบาป (รม.6:2). ดู 2:29 คำอธิบาย 7.
1ยฮ. 5:18 ก 1ยฮ.3:6
1ยฮ. 5:18 2 มีอาจารย์บางคนได้ยก ยฮ.17:15 มาอ้างว่า ผู้ที่บังเกิดจากพระเจ้า ในที่นี้ชี้ถึง พระคริสต์ผู้ทรงบังเกิดจากพระเจ้าและยังทรงคุ้มครองรักษาผู้ที่ได้บังเกิดใหม่ไว้. แต่ในเมื่อวลีที่สองของข้อนี้ว่า "บังเกิดจากพระเจ้า" เป็นการพูดซ้ำวลีเดียวกันที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เราจึงสามารถตัดสินตามหลักเหตุผลได้ว่า ผู้ที่บังเกิดจากพระเจ้าก็คือผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่นั่นเอง. ผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่ (โดยเฉพาะวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเขาซึ่งได้บังเกิดจากพระวิญญาณแห่งพระเจ้า—ยฮ.3:6) ย่อมคุ้มครองรักษาตัวไว้ไม่ให้มีชีวิตอยู่ในความบาป และผู้ชั่วร้ายนั้นก็ไม่แตะต้องเขา (โดยเฉพาะวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ของเขา). การบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์กับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในวิญญาณของเขาเป็นปัจจัยพื้นฐานในการคุ้มครองเขา (ดู ข้อ 4 คำอธิบาย 1).
1ยฮ. 5:18 ข ยก.1:27; เทียบ ยฮ.17:11, 12, 15
1ยฮ. 5:18 3ข คือ คุ้มครองรักษาโดยการเฝ้าระวังด้วยความตื่นตัว.
1ยฮ. 5:18 4 ดูข้อ 19 คำอธิบาย 4.
1ยฮ. 5:18 5 คือ จับไว้, ฉวยเอาไป เพื่อจะทำร้ายและเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายที่ชั่วร้าย.
1ยฮ. 5:19 1 แปลตามตรงคือ มาจาก. ในเมื่อเราได้บังเกิดจากพระเจ้า เราก็เป็นผู้ที่มาจากพระองค์ และมีชีวิตของพระองค์และรับส่วนในพระนิสัยของพระองค์. โดยการบังเกิดนี้ เราจึงเป็นพวกที่แยกออกมาจากโลกของซาตานซึ่งทอดตัวจมอยู่ในผู้ชั่วร้ายนั้น เพื่อกลับคืนสู่พระเจ้า.
1ยฮ. 5:19 ก 1ยฮ.4:4; ยฮ.12:31; 17:15; เทียบ ลก.4:6
1ยฮ. 5:19 2ก "โลกทั้งโลก" ก่อรูปขึ้นมาจากระบบฝ่ายโลกของซาตาน (2:15 คำอธิบาย 2) และมนุษย์ที่อยู่ในโลก ซึ่งก็คือมนุษยชาติที่ตกต่ำ.
1ยฮ. 5:19 3 คือตกอยู่ในขอบเขตแห่งอิทธิพลของผู้ชั่วร้ายนั้นและตกอยู่ภายใต้การครอบงำและการควบคุมของมันอย่างไม่กระตือรือร้น. ผู้เชื่อเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตและเคลื่อนไหวอย่างกระตือรือร้นโดยชีวิตของพระเจ้า แต่โลกทั้งโลก (โดยเฉพาะมนุษย์ที่อยู่บนโลก) ล้วนแต่ทอดตัวจมอยู่ภายใต้การครอบงำและการควบคุมของผู้ชั่วร้ายนั้นอย่างไม่กระตือรือร้น.
1ยฮ. 5:19 ข 1ยฮ.2:13
1ยฮ. 5:19 4ข ในภาษากรีกนั้นไม่ได้ชี้ถึงลักษณะพิเศษที่ไร้ประโยชน์และชั่วร้ายในด้านแก่นแท้ และก็ไม่ได้ชี้ถึงความไร้ประโยชน์และความเสื่อมเสียที่ได้ตกต่ำไปจากคุณธรรมที่มีอยู่เดิม. แต่ศัพท์คำนี้ชี้ถึงผู้ชั่วร้ายที่คอยทำร้ายและทำอันตรายให้ถึงตาย, ผู้ที่ส่งผลกระทบให้ผู้อื่นชั่วร้ายและเลวทราม. ผู้ชั่วร้ายนี้ก็คือมารซาตานที่โลกทั้งโลกล้วนทอดตัวจมอยู่ในมัน.
1ยฮ. 5:20 ก 1ยฮ.5:6; ยฮ.10:10
1ยฮ. 5:20 1ก คือการเสด็จมาโดยการกลายเป็นเนื้อหนัง เพื่อนำพระเจ้าผู้เป็นพระคุณและความเที่ยงแท้มาให้แก่เรา (ยฮ.1:14) เพื่อให้เราได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (ดังที่ได้เปิดเผยไว้ในกิตติคุณโยฮัน) เพื่อจะได้รับส่วนในพระเจ้าผู้เป็นความรักและความสว่าง (ดังที่ได้อธิบายไว้ในหนังสือ 1โยฮัน).
1ยฮ. 5:20 ข ลก.24:45
1ยฮ. 5:20 2ข ชี้ถึงสมรรถภาพแห่งความคิดของเราซึ่งได้รับการส่องสว่างและการเพิ่มกำลังโดยพระวิญญาณแห่งความเที่ยงแท้ (ยฮ.16:12-15) เพื่อเราจะเข้าใจถึงความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ได้ในวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเรา.
1ยฮ. 5:20 3 นี่คือฤทธิ์เดชของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในการรู้จักพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ (ยฮ.17:3) ในวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเรา (อฟ.1:17) โดยความคิดที่ได้รับการเปลี่ยนใหม่โดยการส่องสว่างของพระวิญญาณแห่งความเที่ยงแท้.
1ยฮ. 5:20 4 ชี้ถึงพระเจ้าองค์เที่ยงแท้และแท้จริง.
1ยฮ. 5:20 ค ยฮ.7:18; 8:26; วว.3:7
1ยฮ. 5:20 5ค ในภาษากรีกหมายถึง เที่ยงแท้, แท้จริง (เป็นคำคุณศัพท์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับคำว่า "ความเที่ยงแท้" ใน ยฮ.1:14; 14:6, 7) ซึ่งตรงข้ามกับ จอมปลอม, เสแสร้ง.
1ยฮ. 5:20 6 เราไม่เพียงได้รู้จักพระเจ้าที่จริงแท้ แต่เรายังอยู่ในพระองค์อีกด้วย. เราไม่เพียงได้รู้จักพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเรายังมีการเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระองค์ด้วย. เราทั้งหลายได้กลายเป็นหนึ่งกับพระองค์ทางอินทรียภาพ.
1ยฮ. 5:20 7 การอยู่ในพระเจ้าที่จริงแท้ก็คือการอยู่ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์. ในเมื่อพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าทรงเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้า (กซ.2:9) ดังนั้นการอยู่ในพระองค์ก็คือการอยู่ในพระเจ้าที่จริงแท้ผู้นี้. สิ่งนี้ก็ชี้แจงว่าพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าก็คือพระเจ้าที่จริงแท้.
1ยฮ. 5:20 8 "นี่" ชี้ถึงพระเจ้าผู้ได้เสด็จมาโดยการเป็นเนื้อหนัง และได้ประทานฤทธิ์เดชให้แก่เราเพื่อให้เรารู้จักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าที่จริงแท้และได้กลายเป็นหนึ่งทางอินทรียภาพกับพระองค์ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า. ทั้งหมดนี้ก็คือพระเจ้าองค์เที่ยงแท้และแท้จริง และเป็นชีวิตนิรันดร์สำหรับเราทั้งหลาย. ทุกสิ่งที่พระเจ้าองค์เที่ยงแท้และแท้จริงนี้ทรงเป็นก็คือชีวิตนิรันดร์สำหรับเรา เพื่อให้เราสามารถรับส่วนในพระองค์ผู้เป็นทุกสิ่งของมนุษย์ที่บังเกิดใหม่อย่างเรา.
1ยฮ. 5:20 ง ยฮ.17:3
1ยฮ. 5:20 จ 1ยฮ.5:11, 13; 1:2
1ยฮ. 5:21 1 ดู 2:1 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 5:21 2 คือป้องกันการโจมตีจากทางภายนอก เช่นการจู่โจมจากพวกมิจฉาลัทธิ.
1ยฮ. 5:21 ก 1กธ.10:7, 14; 1ธซ.1:9
1ยฮ. 5:21 3ก ชี้ถึงสิ่งที่เป็นมิจฉาลัทธิซึ่งมาแทนที่พระเจ้าองค์จริงแท้ที่พวกนอสติกและพวกเซรินเธียนนำเข้ามาแทนที่ ตามที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือจดหมายฉบับนี้และในกิตติคุณโยฮันรวมทั้งที่ได้กล่าวไว้ในข้อที่แล้ว. รูปเคารพในที่นี้ยังชี้ถึงทุกสิ่งที่มาแทนที่พระเจ้าองค์จริงแท้. เราทั้งหลายผู้เป็นบุตรที่แท้จริงของพระเจ้าองค์จริงแท้นั้นควรจะระวังรักษาตัวให้พ้นจากสิ่งที่เป็นมิจฉาลัทธิกับสิ่งของที่ว่างเปล่าซึ่งมาแทนที่พระเจ้าองค์เที่ยงแท้และแท้จริง. เราได้ร่วมเป็นหนึ่งทางอินทรียภาพกับพระเจ้าผู้นี้และพระองค์ก็ทรงเป็นชีวิตนิรันดร์ของเรา. นี่ก็คือถ้อยคำที่อัครทูตผู้ชรานี้ได้เตือนสติลูกเล็กๆ ทั้งหลายของท่าน อันเป็นคำสรุปใน จดหมายของท่าน.
ศูนย์กลางแห่งการเปิดเผยในหนังสือจดหมายฉบับนี้ก็คือการสามัคคีธรรมอันศักด์สิทธิ์ของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นการสามัคคีธรรมระหว่างบุตรของพระเจ้ากับพระเจ้าพระบิดาของพวกเขา. พระเจ้าพระบิดาผู้นี้ไม่เพียงเป็นต้นกำเนิดของชีวิตอัน ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นความสว่างและความรักซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งการรับสุขของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย (1:1-7; 4:8, 16). ถ้าต้องการรับสุขชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ เราก็จำต้องอาศัยอยู่ในการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ตามการชโลมอันศักดิ์สิทธิ์ (2:12-28; 3:24) บนพื้นฐานแห่งการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาซึ่งเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อการพัฒนาแห่งการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ (2:29-3:10). การบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้สำเร็จลงด้วยสื่อกลางสามประการคือ น้ำแห่งการสิ้นสุด, พระโลหิตแห่งการไถ่, และพระวิญญาณที่ทำให้เรามีการเริ่มต้นของการเกิดใหม่ (ข้อ 1-13). โดยสิ่งเหล่านี้ เราทั้งหลายจึงได้บังเกิดจากพระเจ้า, กลายเป็นบุตรของพระเจ้า, มีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์, และมีส่วนในพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (2:29-3:1). บัดนี้พระเจ้าได้อาศัยอยู่ในเราโดยพระวิญญาณของพระองค์ (3:24; 4:4, 13) เพื่อเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา เพื่อเราจะได้เติบโตขึ้นโดยส่วนประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จนกระทั่งเหมือนกับพระองค์ในเวลาที่พระองค์จะทรงปรากฏนั้น (3:1-2). การอาศัยอยู่ในการสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือการอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น (2:6; 3:6) ก็คือการรับสุขความอุดมสมบูรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้นของพระองค์. โดยการอาศัยอยู่เช่นนี้ เราก็ดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (1:5-7) และมีภาคปฏิบัติในหลักความจริง, ความชอบธรรม, ความรัก, น้ำพระทัยของพระเจ้า, และพระบัญญัติของพระเจ้า (1:6; 2:29, 5; 3:10-11; 2:17; 5:2) โดยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับมาจากการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ (2:29; 4:7). ในการรักษาตนเองให้อยู่ในการสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เราจำต้องจัดการกับสิ่งของด้านลบสาม ประการ. ประการแรกคือความบาป ซึ่งก็คือการล่วงกฎบัญญัติและความไม่ชอบธรรม (1:7-2:6; 3:4-10; 5:16-18). ประการที่สองคือฝ่ายโลกที่ก่อรูปขึ้นจากราคะตัณหาของเนื้อหนัง, ราคะตัณหาของตา, และความหยิ่งทะนงในชีวิตนี้ (2:15-17; 4:3-5; 5:4-5, 19). ประการสุดท้ายคือรูปเคารพซึ่งก็คือสิ่งแทนที่ของมิจฉาลัทธิซึ่งมาแทนที่พระเจ้าองค์จริงแท้และสิ่งของว่างเปล่าซึ่งมาแทนที่พระเจ้าองค์เที่ยงแท้ (5:21). สิ่งของที่ชั่วร้ายอย่างยิ่งทั้งสามประการนี้ก็คืออาวุธที่ผู้ชั่วร้ายนั้นนำมาใช้ขัดขวาง, ทำร้าย, และหากเป็นได้ก็จะทำลายการอาศัยอยู่ในการสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา. สิ่งที่จะใช้ปกป้องเราให้พ้นจากการกระทำอันชั่วร้ายของมันก็คือการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (ข้อ 18). เมื่อมีข้อเท็จจริงที่ว่าพระบุตรของพระเจ้าได้ทำลายกิจการของมารร้ายนั้น โดยการตายบนกางเขนของพระองค์แล้วเป็นพื้นฐาน (3:8) เราทั้งหลายจึงมีชัยชนะต่อมันโดยพระคำของพระเจ้าที่อาศัยอยู่ในเรา (2:14). เนื่องจากการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์นี้เรายังมีชัยชนะต่อฝ่ายโลกที่ชั่วร้ายของมันโดยการที่เราเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า (5:4-5). ยิ่งไปกว่านั้นการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาซึ่งเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ปลูกหว่านอยู่ในมนุษย์ภายในของเรายังสามารถทำให้เราไม่มีความความเคยชินที่จะเป็นอยู่ในความบาป (3:9; 5:18) เพราะพระคริสต์ได้ทรงขจัดความบาปออกไปแล้วโดยการตายในเนื้อหนังของพระองค์ (3:5). ในกรณีที่เราได้ทำบาปในบางครั้ง เราก็มีผู้ว่าความแทนซึ่งเป็นเครื่องบูชาระงับข้อพิพาทที่จะทรงจัดการกับคดีความของเราต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าพระบิดา (2:1- 2) และพระโลหิตที่มีประสิทธิภาพนิรันดร์ของพระองค์ก็จะชำระเราให้สะอาดอีกด้วย (1:7). การเปิดเผยเช่นนี้ก็คือองค์ประกอบที่เป็นพื้นฐานและเป็นแก่นแท้ของการปฏิบัติแห่งการปะชุนของอัครทูต.
สารบัญ