การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5

1 โยฮัน บทที่ 3

1ยฮ. 3:1 1จงดูเถิด2พระบิดาทรงโปรดประทาน3กความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ถูกเรียกว่าเป็น4ขบุตรของพระเจ้า และเราก็เป็นอย่างนั้นแหละ. 5เพราะเหตุนี้มนุษย์โลกจึงไม่6รู้จักเรา ก็7เพราะเขาไม่เคยครู้จักพระองค์.
1ยฮ. 3:2 ท่านที่รักทั้งหลาย บัดนี้เราเป็นบุตรของพระเจ้า และ1ยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้านั้นเราจะเป็นอย่างไร [แต่]เรา2รู้แล้วว่า ถ้า3พระองค์จะมากปรากฏ เราก็จะเป็นขเหมือนกับพระองค์ เพราะว่าเราจะ4คเห็นพระองค์อย่างที่3พระองค์ทรงเป็นนั้น.
1ยฮ. 3:3 และทุกคนที่มีกความหวัง1ต่อพระองค์2อย่างนี้ ก็ได้3ขชำระตนให้บริสุทธิ์หมดจด ดังที่4คพระองค์เป็น[ผู้]บริสุทธิ์หมดจด.
1ยฮ. 3:4 ผู้ที่1กประพฤติตนใน2ความบาปก็ประพฤติตนใน3การล่วงกฎบัญญัติ และขความบาปก็คือการล่วงกฎบัญญัติ.
1ยฮ. 3:5 และท่านทั้งหลายรู้แล้วว่า พระองค์ได้มากปรากฏเพื่อจะ1ขจัด2ขความบาปไป และใน3พระองค์ไม่มีบาปเลย.
1ยฮ. 3:6 ผู้ใดที่1กอาศัยอยู่ในพระองค์ ผู้นั้น2ขไม่กระทำบาป ส่วนผู้ใดที่3กระทำบาป ผู้นั้นยัง4คไม่เคยเห็นพระองค์ และยังไม่เคยงรู้จักพระองค์.
1ยฮ. 3:7 1ลูกๆ ทั้งหลาย อย่าให้ใคร2กชักจูงท่านให้หลง ผู้ที่3ขประพฤติตนในความชอบธรรมก็เป็น4ค[ผู้]ชอบธรรม เหมือนอย่างพระองค์ทรงเป็นง[ผู้]ชอบธรรม
1ยฮ. 3:8 1กผู้ที่ประพฤติตนในความบาปก็2มาจาก3ขมาร เพราะว่ามารได้1กระทำบาป4ตั้งแต่เดิมมา. 5ด้วยเหตุนี้พระบุตรของพระเจ้าจึงได้มาคปรากฏ เพื่อจะ6งทำลายกิจการของมารเสีย.
1ยฮ. 3:9 ผู้ใดที่1บังเกิดจากพระเจ้า ผู้นั้นก็2ไม่ประพฤติตนในความบาป เพราะว่า3กเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้าขอาศัยอยู่ในผู้นั้น และเขา4ไม่สามารถกระทำบาป เพราะเขาเกิดจากพระเจ้า.
1ยฮ. 3:10 1ในข้อนี้เอง กบุตรของพระเจ้าและขลูกของมารก็ได้ปรากฏออกมา.
2. ประพฤติตนในความรักอันศักดิ์สิทธิ์
3:10ข — 5:3
(1) โดยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (เป็นเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์) และพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์
3:10ข-24
ทุกคนที่ไม่คประพฤติตนในความชอบธรรมก็ไม่ได้มาจากพระเจ้าผู้ที่งไม่2รักพี่น้องของตนก็เป็นเช่นนั้นด้วย.
1ยฮ. 3:11 นี่แหละเป็น1ข่าวสารที่ท่านทั้งหลายได้กยินมา2ตั้งแต่เดิม คือว่าให้เรา3ขรักซึ่งกันและกัน
1ยฮ. 3:12 อย่าเป็นเหมือนกคายินที่1มาจาก2ขผู้ชั่วร้ายนั้น และได้คฆ่าน้องของตน. เหตุใดเขาจึงฆ่าน้อง? ก็เพราะการกระทำของเขานั้นชั่ว และการกระทำของน้องนั้นงชอบธรรม.
1ยฮ. 3:13 พี่น้องทั้งหลาย อย่าประหลาดใจเลย ถ้า1มนุษย์โลกนี้กเกลียดชังท่าน.
1ยฮ. 3:14 เราทั้งหลายรู้ว่า เราได้กออกจาก1ความตายเข้าสู่ชีวิตแล้ว เพราะเราขรักพี่น้อง. ผู้ใดที่2คไม่รักพี่น้อง ผู้นั้นก็ยังอาศัยอยู่ในความตาย.
1ยฮ. 3:15 ผู้ใดที่1กเกลียดชังพี่น้องของตนก็คือผู้ที่2ขฆ่าคน และท่านรู้แล้วว่า ผู้ฆ่าคนนั้นไม่มีคชีวิตนิรันดร์อาศัยอยู่ในเขาเลย.
1ยฮ. 3:16 ในข้อนี้เอง เราจึงรู้จักความรัก คือว่ากพระองค์ได้ทรงขสละ1ชีวิตของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย และเราก็ควรจะคสละ1ชีวิตของตนเพื่อพี่น้องด้วย.
1ยฮ. 3:17 แต่ถ้าผู้ใดที่มีปัจจัยเลี้ยงชีพในโลกนี้ และเห็นพี่น้องของตนมีกความต้องการแล้วยังขปิดกั้น1ใจกรุณาที่ควรมีต่อเขา 2คความรักของพระเจ้าจะอาศัยอยู่ในผู้นั้นได้อย่างไร?
1ยฮ. 3:18 1ลูกๆ ทั้งหลาย อย่าให้เรากรักกันในคำพูดและในลิ้นเท่านั้น แต่ให้เรารักกันใน2การประพฤติและใน3ขความสัตย์จริง.
1ยฮ. 3:19 และในข้อนี้เอง เราจึงรู้ว่าเราเป็นฝ่าย1หลักความจริง และเราจะสามารถ2สงบใจต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์
1ยฮ. 3:20 เพราะถ้าแม้1ใจของเรายังกตำหนิตัวเรา พระเจ้านั้นทรงเป็นขใหญ่กว่าใจของเราเสียอีกและพระองค์ทรงคทราบทุกสิ่ง.
1ยฮ. 3:21 ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้ากใจของเราไม่ได้ตำหนิตัวเรา เราก็สามารถมี1ขใจกล้าคต่อพระเจ้า
1ยฮ. 3:22 และไม่ว่า1เรากทูลขอสิ่งใด เราก็ได้รับสิ่งนั้นจากพระองค์ เพราะเรา2ขถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์ และ3กระทำในสิ่งซึ่งพระองค์ทรงเห็นว่าเป็นที่คชอบพระทัย.
1ยฮ. 3:23 และนี่แหละเป็น1กพระบัญญัติของพระเจ้า คือให้เราขเชื่อในพระนามของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ และให้ครักซึ่งกันและกัน ตามพระบัญญัติที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา.
1ยฮ. 3:24 และผู้ใดที่กถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าก็1ขอาศัยอยู่คในพระเจ้า และ2พระเจ้าก็อาศัยอยู่ในผู้นั้น. ในข้อนี้เอง เราจึงรู้ว่าพระเจ้าอาศัยอยู่ในเรา คือ3โดย4งพระวิญญาณนั้นที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา.

คำอธิบาย 1 โยฮัน บทที่ 3

1ยฮ. 3:1 1 ถ้อยคำตั้งแต่ 2:28—3:3 นั้นเป็นการพูดถึงการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมแห่งบุตรของพระเจ้า.
1ยฮ. 3:1 2 ในข้อนี้ได้กล่าวถึงพระบิดาเป็นพิเศษ ซึ่งพระบิดานี้ทรงเป็นพระภาคหนึ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้เปิดเผยเป็นนัยไว้ในข้อที่แล้ว (2:29 คำอธิบาย 2). พระบิดาเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ และโดยชีวิตนี้เราทั้งหลายจึงได้บังเกิดใหม่จากพระองค์แล้ว. ความรักของพระเจ้าได้ปรากฏออกมาโดยการที่พระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาตายเพื่อเรา (4:9; ยฮ.3:16)เพื่อเราจะได้รับชีวิตของพระองค์และได้กลายเป็นบุตรของพระองค์ (ยฮ.1:12-13). การที่พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาก็เพื่อจะให้กำเนิดแก่เรา. ดังนั้นความรักของพระเจ้าจึงเป็นความรักที่ให้กำเนิด. ความรักนี้อยู่ในพระบิดาเป็นพิเศษ.
1ยฮ. 3:1 ก 1ยฮ.4:9-10; ยฮ.3:16
1ยฮ. 3:1 3ก ดู 2:5 คำอธิบาย 2.
1ยฮ. 3:1 ข 1ยฮ.3:10; ยฮ.1:12; รม.8:16
1ยฮ. 3:1 4ข ถ้อยคำนี้สอดคล้องกับคำว่า "บังเกิดมาจากพระองค์" ในข้อที่แล้ว. เราทั้งหลายได้บังเกิดจากพระบิดาผู้เป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตและได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า และพระเจ้าก็ได้กลายเป็นเจ้าของแห่งบุตรเหล่านี้แล้ว. เราทั้งหลายรับส่วนในชีวิตของพระบิดาก็เพื่อที่จะสำแดงพระเจ้าตรีเอกภาพ.
1ยฮ. 3:1 5 หรือ เนื่องจากสาเหตุนี้, เนื่องด้วยเหตุผลนี้. เพราะเราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าโดยการบังเกิดอย่างลึกลับด้วยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นมนุษย์โลกจึงไม่รู้จักเรา.
1ยฮ. 3:1 6 ดู 2:29 คำอธิบาย 5.
1ยฮ. 3:1 7 มนุษย์โลกไม่รู้ว่าเราทั้งหลายนั้นได้บังเกิดใหม่จากพระเจ้า และเหตุที่มนุษย์โลกไม่รู้จักเราทั้งหลายก็เป็นเพราะเขาไม่เคยรู้จักตัวของพระเจ้าเอง. เนื่องจากมนุษย์โลกไม่รู้จักพระเจ้า เขาจึงไม่รู้จักการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ของเราทั้งหลายด้วย.
1ยฮ. 3:1 ค ยฮ.16:3; 17:25
1ยฮ. 3:2 1 ในเมื่อเราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า ดังนั้นในขณะที่พระองค์จะทรงปรากฏนั้น เราทั้งหลายก็จะเหมือนกับพระองค์ในการสุกงอมของชีวิต. การเหมือนกับพระองค์นั้นเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน เพียงแต่ในตอนนี้ยังไม่ปรากฏเท่านั้น. สิ่งนี้ก็บ่งชี้ว่าบุตรของพระเจ้านั้นมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่และมีพระพรที่เจิดจรัส คือเราทั้งหลายไม่เพียงมีพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังมีลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย. เพียงการรับส่วนในพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เป็นพระพรและการรับสุขที่ยิ่งใหญ่มากพออยู่แล้ว ทว่าการเหมือนกับพระเจ้าและมีลักษณะของพระองค์นั้นจะเป็นพระพรและการรับสุขที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก.
1ยฮ. 3:2 2 ดู 2:29 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 3:2 3 คำว่า "พระองค์" ชี้ถึงพระเจ้าในประโยคที่แล้วและยังชี้ถึงพระคริสต์ที่จะมาปรากฏด้วย. สิ่งนี้ไม่เพียงชี้แจงว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีความหมายเป็นนัยถึงตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย. ในขณะที่พระคริสต์มาปรากฏนั้น พระเจ้าตรีเอกภาพก็จะปรากฏออกมาด้วย; ขณะที่เราเห็นพระองค์นั้น เราก็จะเห็นพระเจ้าตรีเอกภาพด้วย; และขณะที่เราเหมือนกับพระองค์นั้นเราก็จะเหมือนกับพระเจ้าตรีเอกภาพด้วย.
1ยฮ. 3:2 ก 1ยฮ.2:28; เทียบ 3:5, 8
1ยฮ. 3:2 ข รม.8:29; 1กธ.15:49; 2กธ.3:18; ฟป.3:21
1ยฮ. 3:2 ค เทียบ ยฮ.17:24; 1กธ.13:12
1ยฮ. 3:2 4ค โดยการเห็นพระองค์ เราก็จะสะท้อนลักษณะของพระองค์ (2กธ.3:18) ซึ่งจะทำให้เราเหมือนกับที่พระองค์ทรงเป็น.
1ยฮ. 3:3 ก กซ.1:27; รม. 8:23-25; 1ปต.1:3
1ยฮ. 3:3 1 ต่อพระองค์ แปลตามตรงคือ บนตัวของพระองค์.
1ยฮ. 3:3 2 ชี้ถึงความหวังที่จะเหมือนกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็คือความหวังที่จะมีลักษณะของพระเจ้าตรีเอกภาพ.
1ยฮ. 3:3 ข 2กธ.7:1; ยก.4:8; ยซย.1:16
1ยฮ. 3:3 3ข ถ้าดูตามเนื้อความในตอนนี้แล้ว (2:28—3:24) การชำระตนให้บริสุทธิ์ก็คือการประพฤติตนในความชอบธรรม (ข้อ 7; 2:29) และดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมอันเป็นการสำแดงของพระเจ้าที่ชอบธรรม (1:9) และองค์ผู้ชอบธรรมนั้น (2:1). นี่ก็คือการกลายเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดโดยปราศจากรอยเปื้อนด้วยมลทินจากการอธรรม เหมือนดังที่พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดอย่างสิ้นเชิง. สิ่งนี้ก็ได้บรรยายถึงการดำเนินชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย.
1ยฮ. 3:3 ค 1ยฮ.3:5, 7; 2:6; 4:17
1ยฮ. 3:3 4ค แปลตามตรงคือ ผู้นั้น ชี้ถึงพระเยซูคริสต์. คำว่า "พระองค์" คำแรกในข้อ 5 และข้อ 7 ก็เช่นเดียวกัน.
1ยฮ. 3:4 ก 1ยฮ.3:8-9
1ยฮ. 3:4 1ก แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ. ดู 1:6 คำอธิบาย 5. การประพฤติตนในความบาปนั้นไม่เพียงเป็นการกระทำบาปในการประพฤติในบางครั้งบางคราวเท่านั้น แต่เป็นการมีชีวิตเป็นอยู่ในความบาป (รม.6:2) คือการดำเนินชีวิตที่ไม่ได้อยู่ภายใต้หลักการที่พระเจ้าใช้ปกครองมนุษย์.
1ยฮ. 3:4 2 ในภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
1ยฮ. 3:4 3 คือไม่มีกฎบัญญัติ. ในที่นี้ไม่ได้ชี้ถึงการไม่มีกฎบัญญัติของโมเซ (เทียบ รม.5:13) เพราะว่าก่อนที่จะประทานกฎบัญญัติให้กับโมเซนั้น ความบาปก็ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว. การไม่มีกฎบัญญัติในที่นี้ก็หมายถึงการไม่มีหรือไม่ได้อยู่ภายใต้หลักการที่พระเจ้าใช้ปกครองมนุษย์. การประพฤติตนในการล่วงกฎบัญญัติก็คือการดำเนินชีวิตอยู่ภายนอกและไม่ได้อยู่ภายใต้หลักการที่พระเจ้าใช้ปกครองมนุษย์. ดังนั้นการล่วงกฎบัญญัติก็คือความบาป หรือถ้าพูดกลับกันแล้วความบาปก็คือการล่วงกฎบัญญัติ.
1ยฮ. 3:4 ข 1ยฮ.5:17
1ยฮ. 3:5 ก 1ยฮ.1:2; ฮร.9:26; เทียบ 1ยฮ.3:2
1ยฮ. 3:5 1 ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกับคำที่อยู่ใน ยฮ.1:29. ในที่นั่นพระคริสต์ผู้เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าทรงขจัดความบาป (เอกพจน์) ของมนุษย์โลก ซึ่งความบาปนี้ได้เข้ามาในโลกโดยอาดาม (รม.5:12). ในข้อนี้พระองค์ทรงขจัดไปซึ่งความบาป (พหูพจน์) ที่คนทั้งปวงได้กระทำ. ในกิตติคุณโยฮันบทที่ 1 ได้จัดการกับผลรวมของความบาปซึ่งครอบคลุมทั้งบาปแห่งนิสัยและบาปแห่งการประพฤติ. ส่วนในบทนี้เป็นการจัดการกับผลของความบาปเพียงเท่านั้น คือความบาปที่มนุษย์ได้กระทำไปในชีวิตประจำวัน. ความบาปทั้งสองนี้ล้วนถูกพระคริสต์ขจัดออกไปแล้ว.
1ยฮ. 3:5 ข ยซย.53:5, 6, 11, 12; 1ปต.2:24
1ยฮ. 3:5 2ข ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
1ยฮ. 3:5 3 ในพระองค์ผู้ได้ขจัดความบาป (บาปแห่งนิสัย) และความบาปทั้งหลายนั้น (บาปแห่งการประพฤติ) ทรงไม่มีบาปเลย (เอกพจน์). ดังนั้นพระองค์จึงไม่รู้จักบาป (2กธ.5:21), ไม่เคยทำบาป (1ปต.2:22), และปราศจากความบาป (ฮร.4:15). สิ่งนี้ทำให้พระองค์มีคุณสมบัติที่จะมาขจัดไปทั้งความบาปที่อาศัยอยู่ภายใน (เอกพจน์) และความบาปที่มนุษย์ได้กระทำในชีวิตประจำวัน (พหูพจน์).
1ยฮ. 3:6 ก 1ยฮ.2:6
1ยฮ. 3:6 1ก คือคงอยู่ในการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ และดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (1:2-3, 6-7). ดู 2:27 คำอธิบาย 8.
1ยฮ. 3:6 ข 1ยฮ.5:18
1ยฮ. 3:6 2ข คือไม่มีความเคยชินในการทำบาป. นี่ก็คือเงื่อนไขแห่งการดำเนินชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน. นี่ไม่ได้หมายความว่าบุตรของพระเจ้านั้นจะไม่ทำบาปเลยแม้แต่น้อย. เขายังอาจทำบาปอยู่บ้างในบางครั้งบางคราว. แต่นี่หมายความว่าผู้เชื่อที่ได้รับการบังเกิดใหม่ที่มีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นอยู่โดยชีวิตนี้จะไม่ประพฤติตนในความบาป. ลักษณะพิเศษและความเคยชินของเขาทั้งหลายนั้น ไม่ใช่การทำบาป แต่เป็นการอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า. การอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นการดำเนินชีวิตของคริสเตียน ส่วนการทำบาปนั้นเป็นการดำเนินชีวิตของคนบาป.
1ยฮ. 3:6 3 คือ ประพฤติตนในความบาป, ดำเนินชีวิตแห่งความบาป.
1ยฮ. 3:6 ค 3ยฮ.11; เทียบ มธ.5:8
1ยฮ. 3:6 4ค คือไม่เคยได้รับนิมิตอะไรที่เกี่ยวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่มีความเข้าใจใดๆ ต่อพระองค์เลย. นี่ก็เหมือนกับสภาพการณ์ของผู้ที่ไม่เชื่อ.
1ยฮ. 3:6 ง 1ยฮ.2:4; 4:8
1ยฮ. 3:7 1 ดู 2:1 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 3:7 ก 1ยฮ.2:26
1ยฮ. 3:7 2ก หรือ นำท่านทั้งหลายให้เดินทางผิด.
1ยฮ. 3:7 ข 1ยฮ.2:29
1ยฮ. 3:7 3ข แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ. ดู 1:6 คำอธิบาย 5. ข้อ 10 ก็เช่นกัน. การประพฤติตนในความชอบธรรมก็คือดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม (ดู 2:29 คำอธิบาย 6) และดำเนินชีวิตที่ถูกต้องภายใต้หลักการแห่งการปกครองของพระเจ้า. หากพิจารณาดูตามข้อถัดไปแล้ว นี่ก็คือการไม่ประพฤติตนในความบาป และถ้าพิจารณาดูตามข้อ 4 ก็คือไม่มีภาคปฏิบัติในการล่วงกฎบัญญัติ. สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการชำระตนให้บริสุทธิ์ (ข้อ 3).
1ยฮ. 3:7 ค 1ยฮ.3:12; รม.2:13; ยอค.18:5-9; 2ปต.2:7
1ยฮ. 3:7 4ค ถ้าดูตามเนื้อความนี้ คำว่า "ชอบธรรม" ในที่นี้ก็เท่ากับ "บริสุทธิ์หมดจด" ในข้อ 3. การเป็นผู้ชอบธรรมก็คือการเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจด คือปราศจากรอยมลทินแห่งความบาป, การล่วงกฎบัญญัติ, และความไม่ชอบธรรม เหมือนกับที่พระคริสต์ทรงเป็น.
1ยฮ. 3:7 ง 1ยฮ.2:1
1ยฮ. 3:8 ก 1ยฮ.3:4
1ยฮ. 3:8 1ก คำว่า "ประพฤติตน" แปลตามตรงคือมีภาคปฏิบัติ. ดู 1:6 คำอธิบาย 5. ข้อนี้ได้ชี้บ่งว่าในหนังสือเล่มนี้ การประพฤติตนในความบาป (ดูข้อ 4 คำอธิบาย 1) กับการทำบาปนั้นมีความหมายเหมือนกันคือ ล้วนได้ชี้ถึงการมีชีวิตเป็นอยู่ในความบาปและมีความเคยชินในการทำบาป. การดำเนินชีวิตเช่นนี้มาจากมาร เพราะการดำเนินชีวิตของมารก็คือการดำเนินชีวิตแห่งบาปและมันได้กระทำบาปอย่างไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อเดิม. ความบาปนั้นเป็นนิสัยของมัน ส่วนการทำบาปเป็นลักษณะพิเศษของมัน.
1ยฮ. 3:8 2 ในภาษากรีกคำว่า "มาจาก" เป็นคำเดียวกันกับคำว่า "เป็นฝ่าย" ใน 2:19.
1ยฮ. 3:8 ข 1ยฮ.3:10; มธ.13:39; ยฮ.8:44; วว.2:10; 12:9-10
1ยฮ. 3:8 3ข ดู วว.2:10 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 3:8 4 คำนี้มีความหมายที่เด็ดขาด คือตั้งแต่มารได้เริ่มต้นกบฏต่อพระเจ้าและพยายามโค่นล้มการปกครองของพระเจ้า. ดู 1:1 คำอธิบาย 4 ย่อหน้าที่ 2.
1ยฮ. 3:8 5 แปลตามตรงคือ มุ่งสู่สิ่งนี้ คือมุ่งสู่วัตถุประสงค์นี้, เนื่องจากสาเหตุนี้. มารได้กระทำบาปมาตั้งแต่โบราณกาลอย่างไม่หยุด และมันยังได้ให้กำเนิดแก่คนบาปออกมาร่วมประพฤติตนในความบาปด้วยกันกับมัน. ด้วยสาเหตุนี้ พระบุตรของพระเจ้าจึงได้เสด็จมาปรากฏเพื่อจะกำจัดและทำลายกิจการที่ชั่วร้ายของมารเสีย คือพระองค์ได้ทรงปรับโทษความบาปซึ่งอยู่ในเนื้อหนังที่ผู้ชั่ว ร้ายได้ริเริ่มขึ้นนั้นโดยการตายบนกางเขนของพระองค์ (รม.8:3); ทรงทำลายอิทธิพลของความบาป ซึ่งก็คือนิสัยที่ชั่วร้ายของมาร (ฮร.2:14); และทรงขจัดความบาปและบาปทั้งหลายออกไป (ข้อ 5 คำอธิบาย 1).
1ยฮ. 3:8 ค 1ยฮ.3:5
1ยฮ. 3:8 ง ฮร.2:14; เทียบ ยนซ.3:15
1ยฮ. 3:8 6ง หรือ ล้มล้าง, กำจัด.
1ยฮ. 3:9 1 ดู 2:29 คำอธิบาย 7.
1ยฮ. 3:9 2 ประพฤติตน แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ. การไม่ประพฤติตนในความบาปไม่ได้หมายความว่าเราทั้งหลายจะไม่ทำบาปเลยในการประพฤติของเรา แต่หมายความว่าเราทั้งหลายไม่ได้มีชีวิตเป็นอยู่ในความบาป. ดูข้อ 4 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 3:9 ก เทียบ มธ.13:3; 1ปต.1:23
1ยฮ. 3:9 3ก ชี้ถึงชีวิตของพระเจ้า ซึ่งเราได้รับมาจากพระเจ้าในขณะที่เราบังเกิดจากพระองค์. ชีวิตที่เป็นเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์นี้อาศัยอยู่ภายในของผู้เชื่อทุกคนที่ได้รับการบังเกิดใหม่. ดังนั้นคนเช่นนี้จึงไม่ประพฤติตนในความบาปและไม่สามารถทำบาปได้.
1ยฮ. 3:9 ข เทียบ 1ยฮ.2:14
1ยฮ. 3:9 4 คือไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในความบาปอย่างเคยชินได้. ผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่แล้วอาจตกเข้าไปในความบาปเป็นบางครั้งบางคราว แต่ว่าชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ในนิสัยที่ได้บังเกิดใหม่แล้วของเขานั้นจะไม่ยอมให้เขามีชีวิตเป็นอยู่ในความบาป. กรณีนี้ก็เหมือนกับแกะที่อาจจะตกลงไปในดินโคลน แต่ชีวิตที่บริสุทธิ์ของแกะจะไม่ยอมให้มันนอนกลิ้งอยู่ในดินโคลนเหมือนหมูอย่างแน่นอน.
1ยฮ. 3:10 1 ชี้ถึงการประพฤติตนในความบาปหรือไม่ประพฤติตนในความบาป ซึ่งก็คือการมีชีวิตเป็นอยู่ในความบาปหรือการไม่มีชีวิตเป็นอยู่ในความบาปนั่นเอง. สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาของการประพฤติ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราทั้งหลายเป็นบุตรของใคร คือเป็นบุตรของพระเจ้าหรือเป็นลูกของมารกันแน่. ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องของชีวิตและนิสัย. มนุษย์ซึ่งเป็นบุตรหลานที่ตกต่ำของอาดามนั้นเป็นลูกของมารมาแต่กำเนิด (ยฮ.8:44), มีชีวิตของมัน, รับส่วนในนิสัยของมัน, และมีชีวิตเป็นอยู่ในความบาปโดยธรรมชาติด้วยความเคยชิน. การประพฤติตนในความบาปนั้นเป็นการดำเนินชีวิตของพวกเขา. แต่ว่าผู้เชื่อทุกคนที่ได้รับการไถ่ให้หลุดพ้นจากสภาพการณ์ที่ตกต่ำของพวกเขาและได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณของพวกเขาก็ล้วนเป็นบุตรของพระเจ้า, มีชีวิตของพระเจ้า, รับส่วนในพระนิสัยของพระเจ้า, และไม่มีชีวิตอยู่ในความบาป. การประพฤติตนในความชอบธรรมนั้นเป็นการดำเนินชีวิตของพวกเขา. การที่คนๆ หนึ่งจะเป็นบุตรของพระเจ้าหรือจะเป็นลูกของมาร ก็ย่อมปรากฏแจ้งอยู่ในการประพฤติตนของคนๆ นั้นว่าอยู่ในความชอบธรรมหรือในความบาป. ผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่แล้วอาจจะทำบาป และผู้ที่ยังไม่ได้รับความรอดก็อาจจะประพฤติในสิ่งที่ชอบธรรมได้เช่นกัน แต่ทั้งสองอย่างนี้เป็นเพียงการประพฤติทางภายนอกของพวกเขา ไม่ได้เป็นการดำเนินชีวิตทางภายนอกของพวกเขา ดังนั้นจึงไม่เป็นการแสดงถึงสิ่งที่พวกเขาเป็น ในด้านชีวิตและนิสัยที่อยู่ภายในของพวกเขา.
1ยฮ. 3:10 ก 1ยฮ.3:1
1ยฮ. 3:10 ข มธ.13:38; เทียบ ยฮ.8:44
1ยฮ. 3:10 ค 1ยฮ.3:7
1ยฮ. 3:10 ง 1ยฮ.3:14; 4:8, 20
1ยฮ. 3:10 2 ความชอบธรรมนั้นเป็นเนื้อแท้แห่งการกระทำของพระเจ้า ส่วนความรักเป็นเนื้อแท้แห่งธาตุแท้ของพระเจ้า. สิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นก็คือความรัก ส่วนสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำก็คือความชอบธรรม. ความรักนั้นอยู่ภายใน ส่วนความชอบธรรมนั้นอยู่ภายนอก. ด้วยเหตุนี้ความรักจึงเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนกว่าความชอบธรรมในการที่จะแสดงว่าเราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า. ดังนั้นจากข้อนี้จนถึงข้อ 24 อัครทูตจึงได้พูดต่อจากความชอบธรรมไปสู่ความรักในการที่บุตรของพระเจ้าจะได้ปรากฏออกในการดำเนินชีวิต อันเป็นเงื่อนไขขั้นต่อไปในการดำเนินชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ยฮ. 3:11 1 ดู 2:7 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 3:11 ก 1ยฮ.1:5; 2:7, 24
1ยฮ. 3:11 2 คำนี้มีความหมายที่ไม่เด็ดขาด (ดู 1:1 คำอธิบาย 2 ย่อหน้าที่ 2).
1ยฮ. 3:11 ข 1ยฮ.3:14, 18, 23; 2:10; ยฮ.13:34; 15:12
1ยฮ. 3:11 3ข นี่เป็นเงื่อนไขที่สูงส่งกว่าของการดำเนินชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ยฮ. 3:12 ก ยนซ.4:3; ฮร.11:4; ยด.11
1ยฮ. 3:12 1 การที่คายินมาจากผู้ชั่วร้ายนั้นก็เท่ากับว่าคายินเป็นลูกของมาร. ส่วนเฮเบลน้องชายของคายินนั้นมาจากพระเจ้าก็เท่ากับว่าเขาเป็นบุตรของพระเจ้า (ข้อ 10).
1ยฮ. 3:12 ข 1ยฮ.2:13
1ยฮ. 3:12 2ข ดู 5:19 คำอธิบาย 4.
1ยฮ. 3:12 ค ยนซ.4:8; เทียบ ยฮ.8:44
1ยฮ. 3:12 ง 1ยฮ.3:7
1ยฮ. 3:13 1 มนุษย์ในโลกนี้ก็เหมือนกับคายิน คือเป็นบุตรของซาตาน (ข้อ 10). พวกเขาเป็นส่วนประกอบที่มาก่อรูปขึ้นเป็นระบบแห่งจักรวาลของซาตาน (โลก — ยฮ.12:31). หากมนุษย์ในโลก ซึ่งล้วนทอดตัวจมอยู่ในผู้ชั่วร้ายนั้น (5:19) จะมาเกลียดชังผู้เชื่อ (บุตรของพระเจ้า) นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาซึ่งเราทั้งหลายไม่ต้องประหลาดใจเลย.
1ยฮ. 3:13 ก ยฮ.15:18-19; 17:14
1ยฮ. 3:14 ก ยฮ.5:24
1ยฮ. 3:14 1 ความตายนั้นมาจากมาร (คือซาตานผู้เป็นศัตรูของพระเจ้า) ซึ่งมีต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วที่นำมาซึ่งความตายเป็นเครื่องหมายเล็งถึง. ชีวิตนั้นมาจากพระเจ้า (ผู้เป็นแหล่งกำเนิดของชีวิต) ซึ่งมีต้นไม้แห่งชีวิตที่ก่อให้เกิดชีวิตเป็นเครื่องหมายเล็งถึง (ยนซ.2:9, 16-17). ความตายกับชีวิตนั้นไม่เพียงมาจากแหล่งกำเนิดที่ต่างกัน คือจากซาตานและพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีธาตุแท้สองชนิด, องค์ประกอบสองชนิด, และขอบเขตสองขอบเขตที่ต่างกันอีกด้วย. การออกจากความตายเข้าสู่ชีวิตก็คือการออกจากแหล่งกำเนิด, ธาตุแท้, องค์ประกอบ, และขอบเขตของความตาย เข้าสู่แหล่งกำเนิด, ธาตุแท้, องค์ประกอบ, และขอบเขตของชีวิต. นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนตัวเราในขณะที่เราได้บังเกิดใหม่. เหตุที่เรารู้ถึงสิ่งนี้ หรือเกิดความรู้สึกต่อเรื่องนี้ขึ้นทางภายในนั้นก็เป็นเพราะเราทั้งหลายรักพี่น้อง. ความรัก (ความรักของพระเจ้า) ที่เรามีต่อพี่น้องนั้นเป็นข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักถึงเรื่องนี้. การเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นหนทางที่เราจะออกจากความตายเข้าสู่ชีวิต. ส่วนการรักพี่น้องนั้นเป็นข้อพิสูจน์ว่าเราทั้งหลายได้ออกจากความตายเข้าสู่ชีวิตแล้ว. ความเชื่อเป็นการต้อนรับชีวิตนิรันดร์ส่วนความรักเป็นการมีชีวิตอยู่โดยชีวิตนิรันดร์และสำแดงชีวิตนี้ออกมา.
1ยฮ. 3:14 ข 1ยฮ.3:11
1ยฮ. 3:14 ค 1ยฮ.3:10
1ยฮ. 3:14 2ค การไม่รักพี่น้องก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าคนๆ นั้นไม่ได้มีชีวิตเป็นอยู่โดยธาตุแท้และองค์ประกอบของความรักอันศักดิ์สิทธิ์ และไม่ได้คงอยู่ในขอบเขตแห่งความรักนี้ด้วย แต่กลับมีชีวิตเป็นอยู่ในธาตุแท้และองค์ประกอบแห่งความตายของซาตานและยังอาศัยอยู่ในขอบเขตของมันอีกด้วย.
1ยฮ. 3:15 ก 1ยฮ.2:9, 11; เทียบ มธ.5:22-23
1ยฮ. 3:15 1ก สำหรับคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ความเกลียดชังตรงข้ามกับความรัก, ความตายตรงข้ามกับชีวิต, ความมืดตรงข้ามกับความสว่าง, และคำมุสา (จอมปลอม) ตรงข้ามกับหลักความจริง. ทุกสิ่งที่ตรงข้ามกับคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ล้วนมาจากผู้ชั่วร้ายซึ่งก็คือมารนั้น.
1ยฮ. 3:15 ข ยฮ.8:44; วว.21:8; 22:15
1ยฮ. 3:15 2ข การฆ่าคนในที่นี้ไม่ได้ชี้ถึงการฆ่าคนจริงๆ แต่ชี้บ่งว่า ในด้านศีลธรรมฝ่ายวิญญาณนั้น การเกลียดชังคนก็เท่ากับการฆ่าคน. ฆาตกรที่แท้จริง (คนที่ยังไม่ได้รับความรอด) ซึ่งเป็นเหมือนคายิน (ข้อ 12) ย่อมไม่มีสักคนที่มีชีวิตนิรันดร์อยู่ภายในเขา. ในเมื่อเราทั้งหลายรู้เรื่องนี้แล้ว เราซึ่งออกจากความตายเข้าสู่ชีวิตและมีชีวิตนิรันดร์อยู่ภายในตัวเราแล้วก็ไม่ควรที่จะประพฤติเหมือนกับฆาตกรที่ยังไม่ได้รับความรอด โดยการเกลียดชังพี่น้องของเราที่อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า. พระคำในตอนนี้ได้กล่าวถึงการดำเนินชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า. ผู้เชื่อที่มีชีวิตนิรันดร์ แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่ยอมให้องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นชีวิตนิรันดร์นั้นพักอาศัยและทำงานอยู่ภายในเขา ก็อาจจะเกลียดชังพี่น้องและอาจทำบาปอย่างอื่นไปบ้างในบางครั้ง. แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นจนเป็นความเคยชิน.
1ยฮ. 3:15 ค 1ยฮ.1:2
1ยฮ. 3:16 ก 1ยฮ.2:6
1ยฮ. 3:16 ข ยฮ.10:11, 17, 18; 15:13; อฟ.5:2
1ยฮ. 3:16 1 แปลตามตรงคือ จิต.
1ยฮ. 3:16 ค ฟป.2:17; 1ธซ.2:8
1ยฮ. 3:17 ก ยก.2:15-16
1ยฮ. 3:17 ข พบญ.15:7
1ยฮ. 3:17 1 แปลตามตรงคือ จิตใจ.
1ยฮ. 3:17 ค 1ยฮ.4:20
1ยฮ. 3:17 2ค ดู 2:5 คำอธิบาย 2.
1ยฮ. 3:18 1 ดู 2:1 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 3:18 ก รม.12:9; 1ปต.1:22
1ยฮ. 3:18 2 การประพฤติ ตรงข้ามกับ คำพูด ส่วน ความสัตย์จริง ตรงข้ามกับ ลิ้น. ลิ้น ชี้ถึงการพูดล้อเล่นอย่างไร้สาระ ส่วน ความสัตย์จริง ชี้ถึงความเที่ยงแท้ของความรัก.
1ยฮ. 3:18 ข 2ยฮ.1; 3ยฮ.1
1ยฮ. 3:18 3ข ดู 1:6 คำอธิบาย 6 ประการที่ 7.
1ยฮ. 3:19 1 ชี้ถึงความเที่ยงแท้ของชีวิตนิรันดร์ที่เราได้รับจากพระเจ้าในขณะที่เรามีการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ และชีวิตนี้ยังทำให้เราสามารถรักพี่น้องโดยความรักอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย (ข้อ 14-18). เมื่อเรารักพี่น้องด้วยความรักอันศักดิ์สิทธิ์ เราก็รู้ว่าเราอยู่ฝ่ายความเที่ยงแท้นี้. ดู 1:6 คำอธิบาย 6.
1ยฮ. 3:19 2 หรือ พูดให้ยอม, ปลอบโยนใจของเราทั้งหลาย, ทำให้ใจของเรายอมรับ, แน่วแน่, และสงบเงียบ. การสงบใจต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าก็คือการมีมโนธรรมที่ปราศจากบกพร่อง (1ตธ.1:5, 19; กจ.24:16) เพื่อให้ใจของเราได้รับการปลอบโยน, น้อมฟัง, แน่วแน่, และสงบเงียบ. สิ่งนี้ก็เป็นเงื่อนไขของการดำเนินชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน. ถ้าจะอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ต้องมีใจที่สงบเงียบพร้อมด้วยมโนธรรมที่ปราศจากบกพร่อง. สิ่งนี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้า ซึ่งได้กล่าวไว้ในช่วงต้นของหนังสือจดหมายฉบับนี้. ใจที่ถูกรบกวนเพราะเหตุมโนธรรมบกพร่องนั้นจะขัดขวางการอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราและทำให้การสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้าขาดลง.
1ยฮ. 3:20 1 ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ตำหนิ (ปรับโทษ) เราทั้งหลายก็คือมโนธรรมของเรา. มโนธรรมนั้นไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของใจด้วย. มโนธรรมที่อยู่ในใจของเรานี้ก็คือตัวแทนแห่งการปกครองของพระเจ้าที่อยู่ภายในเรา. ถ้าแม้แต่มโนธรรมของเรายังปรับโทษเราก็เป็นที่แน่นอนว่า พระเจ้าผู้ทรงเป็นใหญ่กว่าตัวแทนของพระองค์และทรงทราบในทุกสิ่งนั้นก็จะต้องปรับโทษเราอย่างแน่นอน. ความรู้สึกแห่งการปรับโทษที่อยู่ในมโนธรรมของเรานี้จะทำให้เราระมัดระวังป้องกันภัยอันตรายที่จะทำให้การสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้าขาดลง. ถ้าเราสนใจต่อความรู้สึกนี้ ความรู้สึกนี้ก็จะกลายเป็นการช่วยเหลือในการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้า และจะปกป้องเราให้อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย.
1ยฮ. 3:20 ก เทียบ 1กธ.4:4
1ยฮ. 3:20 ข 1ยฮ.4:4
1ยฮ. 3:20 ค บพส.139:1-6, 23-24; เทียบ ยฮ.2:24-25
1ยฮ. 3:21 ก เทียบ ฮร.10:22
1ยฮ. 3:21 ข 1ยฮ.2:28; โยบ 11:13-15
1ยฮ. 3:21 1ข ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การพูดด้วยใจกล้า, มีความมั่นใจในตัวเอง. การที่เราทั้งหลายสามารถติดต่อกับพระเจ้า, สามัคคีธรรมกับพระองค์, และทูลถามพระองค์ด้วยใจกล้าในความสงบเงียบเช่นนี้ได้ ก็เพราะมโนธรรมที่อยู่ในใจของเราไม่มีการปรับโทษ. สิ่งนี้จะปกป้องเราให้อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ยฮ. 3:21 ค โยบ 22:26
1ยฮ. 3:22 1 ความบกพร่องของมโนธรรมซึ่งอยู่ในใจที่ปรับโทษนั้นเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการอธิษฐานของเรา. แต่มโนธรรมที่ปราศจากบกพร่องที่อยู่ในใจที่สงบเงียบนั้นสามารถปรับหนทางในการทูลขอต่อพระเจ้าของเราให้ตรง และยังได้สะสางหนทางนี้อีกด้วย.
1ยฮ. 3:22 ก ยฮ.14:13-15; 15:16; 16:24
1ยฮ. 3:22 ข 1ยฮ.2:3
1ยฮ. 3:22 2ข นี่ไม่ใช่การถือรักษาพระบัญญัติแห่งกฎบัญญัติของโมเซ โดยความพยายามและกำลังของมนุษย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตซึ่งให้ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่อาศัยอยู่ในผู้เชื่อได้ดำเนินชีวิตออกมา โดยการถือรักษาพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ด้วยความเคยชินโดยการดำเนินการทางภายในแห่งฤทธิ์เดชของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. เมื่อนำการถือรักษาพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้ามารวมกับการมีภาคปฏิบัติในสิ่งที่พระเจ้าทรงชอบพระทัยอย่างสม่ำเสมอก็จะกลายเป็นเงื่อนไขอันดับแรกในการที่พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา และได้ก่อรูปเป็นเงื่อนไขแห่งการดำเนินชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย (ข้อ 24).
1ยฮ. 3:22 3 แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ. ดู 1:6 คำอธิบาย 5.
1ยฮ. 3:22 ค ยฮ.8:29; ฮร.13:21
1ยฮ. 3:23 ก รม.16:26
1ยฮ. 3:23 1ก นี่เป็นเค้าโครงที่สำคัญแห่งพระบัญญัติที่อยู่ในข้อพระคัมภีร์ตอนนี้. พระบัญญัติทั้งหมดนี้สามารถแยกเป็นเค้าโครงที่สำคัญสองประการด้วยกันคือ การเชื่อในพระนามของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าและการรักซึ่งกันและกัน. ประการแรกมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อ ส่วนประการที่สองนั้นมีความเกี่ยวข้องกับความรัก. ความเชื่อคือการต้อนรับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในความ สัมพันธ์ระหว่างเรากับองค์พระผู้เป็นเจ้า. ความรักคือการดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพี่น้องทั้งหลาย. ความเชื่อสัมผัสถึงแหล่งกำเนิดของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนความรักสำแดงถึงธาตุแท้ของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. ทั้งสองประการล้วนมีความจำเป็นต่อการที่ผู้เชื่อจะดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ยฮ. 3:23 ข ยฮ.1:12; 2:23; 20:31
1ยฮ. 3:23 ค 1ยฮ.3:11; ยฮ.13:34; 15:12, 17; รม.13:8
1ยฮ. 3:24 ก 1ยฮ.2:5
1ยฮ. 3:24 ข 1ยฮ.2:6
1ยฮ. 3:24 1ข ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้เป็นถ้อยคำสรุปของพระคำในตอนนี้ที่เริ่มจาก 2:28 เป็นต้นมา โดยกล่าวถึงการที่เราอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าตามคำสอนแห่งการชโลมอันศักดิ์สิทธิ์ ดังที่ได้อธิบายไว้ในตอนที่แล้ว (2:20-27). ในตอนนี้ได้เปิดเผยว่า การอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นการดำเนินชีวิตแห่งบุตรของพระเจ้าโดยชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าเป็นเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์ (ข้อ 15, 9; 2:29 คำอธิบาย 7) และเมล็ดพันธุ์นี้ได้เติบโตขึ้นโดยการประพฤติตนในความชอบธรรมของพระเจ้าผู้ให้กำเนิดแก่เขาทั้งหลาย (2:29; 3:7, 10) และในความรักของพระบิดาผู้ให้กำเนิดแก่เขา (10-11, 14-23). การอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและ พื้นฐานของสิ่งนี้ (การบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์) เป็นสิ่งที่ลับลึกแต่กลายเป็นความเที่ยงแท้ในพระวิญญาณนั้น.
1ยฮ. 3:24 ค ยฮ.14:20; 17:21
1ยฮ. 3:24 2 เมื่อเราทั้งหลายอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ก็อาศัยอยู่ในเรา. การที่เราอาศัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นเงื่อนไขของการที่พระองค์อาศัยอยู่ในเรา (ยฮ.15:4). เราทั้งหลายรับสุขพระองค์ที่อาศัยอยู่ในเราได้โดยการอาศัยอยู่ในพระองค์.
1ยฮ. 3:24 3 แปลตามตรงคือ ออกจาก. คำว่า "โดยพระวิญญาณนั้น..." ได้ขยายคำว่า "เราจึงรู้ว่า."
1ยฮ. 3:24 ง รม.8:9, 11
1ยฮ. 3:24 4ง ก่อนหน้านี้หนังสือจดหมายฉบับนี้ไม่เคยพูดถึงพระวิญญาณนั้นเลย แม้ว่าการชโลมใน 2:20, 27 มีความหมายเป็นนัยถึงพระวิญญาณนั้นก็ตาม. แต่ในความเป็นจริงแล้ว พระวิญญาณนั้นซึ่งก็คือพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง, ผสมผสานรวมกัน, และประทานชีวิต (ดู ฟป.1:19 คำอธิบาย 2) เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นและสำคัญของข้อลับลึกทั้งสิ้นที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือจด หมายฉบับนี้. ข้อลับลึกเหล่านี้ก็คือชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์, การสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์, การชโลมอันศักดิ์สิทธิ์, การอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า, การบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์, และเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์. โดยพระวิญญาณนี้ เราทั้งหลายจึงได้บังเกิดจากพระเจ้า, ได้รับชีวิตซึ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายใน, มีการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์, ได้รับการชโลมจากพระเจ้าตรีเอกภาพ, และอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า. พระวิญญาณที่อัศจรรย์นี้เป็นพระพรแห่งพันธสัญญาใหม่ที่ทรงสัญญาไว้ (ฆต.3:14). พระองค์ได้ถูกประทานให้แก่เราอย่างไร้ขอบเขตจำกัด โดยพระคริสต์ผู้อยู่เหนือสรรพสิ่ง, ผู้รับสรรพ สิ่งเป็นมรดก, และจะทรงเพิ่มทวีอย่างไร้ขอบเขตจำกัด (ยฮ.3:31-35). พระวิญญาณนี้กับชีวิตนิรันดร์ (ข้อ 15) ก็คือองค์ประกอบขั้นพื้นฐานที่ให้เราดำเนินชีวิตออกซึ่งการอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างต่อเนื่อง. ดังนั้นโดยพระวิญญาณนี้ที่ทรงเป็นพยานร่วมกับวิญญาณของเรา เราจึงกลายเป็นบุตรของพระเจ้า (รม.8:16) และรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสิ่งสารพัดทรงอาศัยอยู่ในเรา (4:13). โดยพระวิญญาณนี้ เราทั้งหลายจึงได้ประสานสนิทเป็นวิญญาณเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า (1กธ.6:17). โดยพระวิญญาณนี้ เราทั้งหลายก็ได้รับสุขความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพ (2กธ.13:14).
สารบัญ