การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5

1 โยฮัน บทที่ 2

1ยฮ. 2:1 1ลูกๆ ทั้งหลายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเขียน2ข้อความเหล่านี้ถึงท่าน เพื่อท่าน3จะได้ไม่ทำบาป. ถ้าผู้ใด4ทำบาป เราก็มี5กผู้ว่าความแทนซึ่ง6สถิตอยู่กับ7พระบิดาคือพระเยซูคริสต์8ขผู้ชอบธรรมนั้น
1ยฮ. 2:2 และพระองค์ทรงเป็น1กเครื่องบูชาระงับ[ข้อพิพาท]เพราะ2ขความบาปของเรา และมิใช่แต่บาปของเราเท่านั้น แต่ของ3คมนุษย์โลกทั้งสิ้นด้วย.
(2) รักพระเจ้าและรักพี่น้องทั้งหลาย
2:3-11
1ยฮ. 2:3 1เรา2รู้ได้ว่าเรา3กรู้จักพระองค์ก็โดยข้อนี้ คือถ้าเราขถือรักษา4พระบัญญัติของพระองค์.
1ยฮ. 2:4 คนใดที่กล่าวว่า "ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์" แต่ไม่ถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์ก็เป็น1กคนที่พูดมุสา และ2ขหลักความจริงไม่ได้อยู่ในคนนี้เลย.
1ยฮ. 2:5 แต่คนใดที่กถือรักษา1ขพระคำของพระองค์ 2คความรักของพระเจ้าก็ได้3งสำเร็จสมบูรณ์ในคนนั้นแล้วอย่างแน่แท้. ในข้อนี้เราจึงรู้ได้ว่าเรา4จอยู่ในพระองค์.
1ยฮ. 2:6 คนใดที่กล่าวว่าตน1กอาศัยอยู่ในพระองค์ก็ควรที่จะขดำเนินชีวิตตามคอย่างที่2งพระองค์ได้ทรงดำเนินด้วย.
1ยฮ. 2:7 ท่านที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้เขียนกบัญญัติใหม่ให้แก่ท่านเลย แต่เป็น1บัญญัติเก่าซึ่งท่านมีอยู่2ตั้งแต่เดิมมา บัญญัติเก่านี้ก็คือถ้อยคำที่ท่านได้ขยินมานั้น.
1ยฮ. 2:8 อีกนัยหนึ่งก็กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าเขียน1บัญญัติใหม่ให้แก่ท่าน 2ข้อความนั้นก็เป็นจริงทั้งในพระองค์และในท่านทั้งหลาย เพราะ3กความมืดนั้นกำลังผ่านพ้นไป และขความสว่างอันแท้ก็กำลังส่องอยู่แล้ว.
1ยฮ. 2:9 ผู้ใดที่กล่าวว่าตนกอยู่ใน1ความสว่าง และยังขเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็ยังคงอยู่ในความมืดมาจนถึงบัดนี้.
1ยฮ. 2:10 ผู้ที่กรักพี่น้องของตนก็ได้1ขอาศัยอยู่ใน2ความสว่าง และไม่มีเหตุที่จะทำให้คสะดุดในตัวเขาเลย
1ยฮ. 2:11 แต่ผู้ที่1กเกลียดชังพี่น้องของตนก็อยู่ในขความมืดและดำเนินชีวิตอยู่ในความมืด และไม่รู้ว่าตนกำลัง2ไปไหน เพราะความมืดได้ทำให้ตาของเขา3คบอดไปเสียแล้ว.
II. คำสอนแห่งการชโลมอันศักดิ์สิทธิ์
2:12-27
1. เกี่ยวกับตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ตามการเติบโตในชีวิต
ข้อ 12-19
1ยฮ. 2:12 1ลูกๆ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าเขียน[จดหมาย]มาถึงท่านเพราะ2ความบาปของท่านได้รับ3กการอภัยแล้วเพราะขพระนามของพระองค์.
1ยฮ. 2:13 ท่านทั้งหลายที่เป็น1บิดา ข้าพเจ้าเขียน[จดหมาย]มาถึงท่านเพราะท่าน2กรู้จัก3พระองค์ผู้ทรงเป็นอยู่4ตั้งแต่เมื่อเดิม. ท่านทั้งหลายที่เป็น5คนหนุ่ม ข้าพเจ้าเขียน[จดหมาย]มาถึงท่านเพราะท่านได้6ขชนะต่อ7คผู้ชั่วร้ายนั้น. ท่านทั้งหลายที่เป็น8ลูกเล็กๆ ข้าพเจ้า9เขียน[จดหมาย]มาถึงท่านเพราะท่านงรู้จัก10พระบิดา.
1ยฮ. 2:14 ท่านทั้งหลายที่เป็นบิดา ข้าพเจ้า1เพิ่งได้เขียนมาถึงท่านเพราะท่านรู้จักพระองค์ผู้ทรงเป็นอยู่ตั้งแต่เมื่อเดิม. ท่านทั้งหลายที่เป็นคนหนุ่ม ข้าพเจ้าเพิ่งได้เขียนมาถึงท่าน เพราะ2ท่านกเข้มแข็งและพระคำของพระเจ้าขอาศัยอยู่ในท่าน และท่านได้ชนะต่อ3ผู้ชั่วร้ายนั้น.
1ยฮ. 2:15 1อย่ารัก2กโลกหรือสิ่งของในโลก. ถ้าผู้ใดขรักคโลก 3งความรักต่อ4พระบิดามิได้อยู่ในผู้นั้นเลย
1ยฮ. 2:16 เพราะสารพัดที่มีอยู่ในโลก คือ1กราคะตัณหาของเนื้อหนังและ1ราคะตัณหาของขตาและ1ความหยิ่งทะนงใน2คชีวิต[นี้] ล้วนไม่ได้มาจากพระบิดา แต่มาจากโลกนี้.
1ยฮ. 2:17 และโลกนี้กับ1ราคะตัณหาของโลกนี้ก็กำลังกผ่านพ้นไป แต่ผู้ที่2ขปฏิบัติ[ตาม]1คน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์.
1ยฮ. 2:18 ท่านทั้งหลายที่เป็น1ลูกเล็กๆ บัดนี้เป็นกวาระสุดท้ายแล้ว และตามที่ท่านได้ยินมาว่า 2ขผู้ต่อต้านพระคริสต์กำลังจะมา บัดนี้ผู้ต่อต้านพระคริสต์ก็มีคมา3มากมายแล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงรู้ว่าบัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแล้ว.
1ยฮ. 2:19 เขาเหล่านั้นได้กออกไปจากท่ามกลางพวกเรา แต่เขา1ไม่ได้เป็นฝ่ายเรา เพราะหากเขาเป็นฝ่ายเราแล้ว เขาก็จะยัง2คงอยู่กับเราต่อไป แต่เขาได้ออกไปเพื่อจะเป็นที่ขปรากฏชัดว่า พวกเขาทุกคนล้วนไม่ได้เป็นฝ่ายเรา.
2. เพื่อการอาศัยอยู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพ
ข้อ 20-27
1ยฮ. 2:20 และท่านทั้งหลายได้รับ1กการชโลมจากของค์ผู้บริสุทธิ์นั้น และ2คพวกท่านทุกคนล้วนงทราบดี.
1ยฮ. 2:21 ข้าพเจ้าเพิ่งได้เขียน[จดหมาย]มาถึงท่าน ไม่ใช่เพราะท่านไม่รู้ถึง1หลักความจริง แต่เป็นเพราะท่าน2รู้แล้ว และรู้ว่ากคำมุสามิได้มาจาก1หลักความจริง.
1ยฮ. 2:22 ใครเล่าเป็นกผู้ที่พูดมุสา? มิใช่ผู้ที่1ขไม่ยอมรับว่า2คพระเยซูเป็นพระคริสต์หรอกหรือ? ผู้ใดที่ปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร ผู้นั้นก็คืองผู้ต่อต้านพระคริสต์.
1ยฮ. 2:23 ผู้ใดที่1ปฏิเสธพระบุตร ผู้นั้นก็ไม่มีกพระบิดา ผู้ใดที่ยอมรับขพระบุตร ผู้นั้นก็มีพระบิดาด้วย.
1ยฮ. 2:24 ฝ่ายท่านทั้งหลาย จงให้1[ข้อความ]ที่ท่านได้ยินมา2ตั้งแต่เดิมนั้นอาศัยอยู่ในท่าน. หากข้อความที่ท่านกได้ยินมา2ตั้งแต่เดิมนั้นขอาศัยอยู่ในท่าน ท่านก็จะ3คอาศัยอยู่ในงพระบุตรและอยู่ในพระบิดา.
1ยฮ. 2:25 นี่แหละเป็นคำสัญญาที่1พระองค์ได้ทรง2สัญญาไว้แก่เรา คือ3กชีวิตนิรันดร์นั้น.
1ยฮ. 2:26 ข้าพเจ้าเพิ่งได้เขียน[ข้อความ]เหล่านี้มาถึงท่าน 1เพื่อชี้ถึงคนเหล่านั้นที่2กชักจูงท่านให้หลงไป.
1ยฮ. 2:27 และฝ่ายท่านทั้งหลาย 1การชโลมซึ่งท่านได้รับจาก2พระองค์นั้นก็3อาศัยอยู่ในท่าน จึง4ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดสอนท่าน แต่การชโลมของ2พระองค์ได้5กสอนท่านให้รู้6ทุกสิ่ง และเป็น7ความจริง ไม่ได้เป็นขคำมุสา และการชโลมนั้นสอนท่านแล้วอย่างไร จง8อาศัยอยู่ใน2พระองค์อย่างนั้น.
III. คุณธรรมของการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์
2:28 — 5:21
1. ประพฤติตนในความชอบธรรมอันศักดิ์สิทธิ์
2:28 — 3:10ก
1ยฮ. 2:28 บัดนี้1ลูกๆ ทั้งหลาย จง2อาศัยอยู่ในพระองค์ เพื่อว่าเมื่อ3พระองค์ทรงมากปรากฏ เราทั้งหลายจะได้มีขใจกล้า และไม่ต้อง4ครับความอับอายจนต้อง5แยกไปจากพระองค์6เมื่อพระองค์งเสด็จมา.
1ยฮ. 2:29 ถ้าท่านทั้งหลาย1รู้ว่า2พระองค์เป็น3กผู้ชอบธรรม 4ท่านก็ย่อม5รู้ว่า ทุกคนที่6ขประพฤติตน[ใน]คความชอบธรรมก็ได้7บังเกิดมาจากพระองค์ด้วย.

คำอธิบาย 1 โยฮัน บทที่ 2

1ยฮ. 2:1 1 ในภาษากรีกหมายถึง ลูกที่เยาว์วัย ซึ่งเป็นคำที่ผู้สูงวัยกว่าใช้เรียกผู้ที่อ่อนวัยกว่าอยู่บ่อยๆ. "คำนี้เป็นคำที่แฝงไว้ด้วยความรักของพ่อแม่. นี่เป็นคำที่ใช้ได้กับคริสเตียนทุกคน ไม่ว่าระดับการเจริญเติบโตแห่งชีวิตของเขาจะเป็นเช่นไร. คำนี้ถูกใช้ในข้อ 12, 28; 3:7, 18; 4:4; 5:21; ยฮ.13:33; ฆต.4:19" (Darby: ดาร์บี้). อัครทูตผู้สูงวัยถือว่าทุกคนที่รับหนังสือจดหมายของท่านล้วนเป็นลูกที่รักของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า. ในข้อ 13-27 ท่านได้แบ่งพวกเขาออกเป็นสามกลุ่มคือลูกเล็กๆ, คนหนุ่ม, และบิดา. ข้อ 1-12 และ 28-29 ได้เขียนให้แก่ผู้รับทุกคนโดยทั่วไป และในข้อ 13-27 เขียนให้แก่ผู้รับทั้งสามกลุ่มนั้นตามลำดับ ซึ่งยึดตามระดับการเจริญเติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา.
1ยฮ. 2:1 2 คือข้อความที่ได้กล่าวไว้ใน 1:5-10 ว่าด้วยเรื่องการทำบาปของบุตรทั้งหลายของพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้เชื่อที่ได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว. พวกเขาเป็นผู้ที่มีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และยังมีส่วนในการสามัคคีธรรมของชีวิตนี้ (1:1-4).
1ยฮ. 2:1 3 ทั้งคำนี้และวลีที่ว่า "ถ้าผู้ใดทำบาป" ในประโยคถัดไปได้บ่งชี้ว่า ผู้เชื่อที่ได้รับการบังเกิดใหม่แล้วก็ยังอาจทำบาปอยู่. แม้ว่าพวกเขามีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ตาม แต่พวกเขายังอาจไปทำบาปอีกหากไม่ได้เป็นอยู่โดยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และไม่ได้อาศัยอยู่ในการสามัคคีธรรมของชีวิตนี้.
1ยฮ. 2:1 4 ในภาษากรีกมีรูปกริยาเป็นอดีตกาลและมีรูปประโยคแบบบอกความน่าจะเป็น (Aorist subjunctive) ซึ่งชี้ถึงการกระทำเพียงครั้งเดียว มิใช่การกระทำที่เป็นความเคยชิน.
1ยฮ. 2:1 ก เทียบ 1ตธ.2:5; ฮร.8:6; 9:15
1ยฮ. 2:1 5ก ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึงผู้ที่ถูกเรียกให้มาอยู่เคียงข้างผู้อื่นเพื่อช่วยเหลือผู้นั้น ดังนั้นจึงเป็นผู้ช่วยเหลือ. คำนี้ยังชี้ถึงผู้คอยให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือผู้คอยทูลขอแทนผู้อื่น ดังนั้นจึงเป็นผู้ว่าความ, ทนายความ, หรือผู้ทูลขอแทน. คำนี้ยังแสดงถึงการปลอบโยน, การประเล้าประโลม ดังนั้นจึงเป็นผู้ประเล้าประโลมหรือผู้ปลอบโยน. คำนี้ถูกใช้ในกิตติคุณโยฮันโดยได้แปลเป็นผู้ช่วย (14:16, 26; 15:26; 16:7) เพื่อชี้ถึงพระวิญญาณแห่งความเที่ยงแท้ซึ่งเป็นผู้ปลอบโยนอยู่ภายในตัวเราคอยดูแลคดีความและธุรการต่างๆ ของเรา (ยฮ.14:16 คำอธิบาย 1). ในที่นี้ได้ใช้คำนี้เพื่ออ้างถึงองค์พระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นผู้ว่าความแทนเราที่สถิตอยู่กับพระบิดา. เมื่อเราทำบาปพระองค์ก็จะทรงดูแลคดีบาปของเรา โดยการทูลขอ (รม.8:34) และว่าความแทนเรา ตามพื้นฐานแห่งการระงับข้อพิพาทของพระองค์.
1ยฮ. 2:1 6 ดู 1:2 คำอธิบาย 4. องค์พระเยซูเจ้าซึ่งเป็นผู้ว่าความแทนเรานั้นทรงดำเนินชีวิตอยู่ในการสามัคคีธรรมกับพระบิดา.
1ยฮ. 2:1 7 ชื่อเรียกอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้บ่งชี้ว่า คดีความของเราซึ่งองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงเป็นผู้ว่าความแทนเรากำลังดำเนินการอยู่นั้นเป็นเรื่องในครอบครัว คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างบุตรกับพระบิดา. โดยการบังเกิดใหม่ เราได้บังเกิดมาเป็นบุตรทั้งหลายของพระบิดาแล้ว. หลังจากที่เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว ถ้าเราทำบาปก็เท่ากับบุตรได้ทำบาปต่อพระบิดาของตน. ผู้ว่าความแทนเราที่ได้ทรงเป็นเครื่องบูชาเพื่อการระงับข้อพิพาทของเรานั้นก็ได้ดำเนินการแทนเราเพื่อฟื้นฟูการสามัคคีธรรมกับพระบิดาที่ถูกตัดขาดไปแล้วของเราเพื่อเราจะได้อาศัยอยู่ในการรับสุขแห่งการสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้.
1ยฮ. 2:1 ข 1ยฮ.3:7; กจ.3:14; 7:52; 22:14; 1ปต.3:18
1ยฮ. 2:1 8ข องค์พระเยซูเจ้าของเรานั้นเป็นมนุษย์เพียงผู้เดียวที่ชอบธรรม. การกระทำที่ชอบธรรม (รม.5:18) บนกางเขนนั้นได้ตอบสนองข้อเรียกร้องอันชอบธรรมของพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรมแทนเราและคนบาปทั้งมวล. พระองค์เป็นผู้เดียวที่มีคุณสมบัติในการเป็นผู้ว่าความแทนเรา เพื่อดูแลสภาพการณ์ที่กระทำบาปของเรา และฟื้นฟูเราคืนสู่สภาพการณ์ที่ชอบธรรม เพื่อจะระงับข้อพิพาทในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระบิดาผู้ทรงชอบธรรม.
1ยฮ. 2:2 ก 1ยฮ.4:10; ฮร.2:17; เทียบ ฮร.8:12
1ยฮ. 2:2 1ก ดู รม.3:25 คำอธิบาย 2. องค์พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าเพื่อความบาปของเรา (ฮร.9:28) ไม่เพียงเพื่อไถ่เราเท่านั้น แต่ยังเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของพระเจ้าด้วย ดังนั้นจึงได้ระงับข้อพิพาทในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า. ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงเป็นเครื่องบูชาระงับข้อพิพาทแทนเราต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า.
1ยฮ. 2:2 ข 1ยฮ.1:9
1ยฮ. 2:2 2ข ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
1ยฮ. 2:2 ค ยฮ.1:29; 3:16
1ยฮ. 2:2 3ค องค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นเครื่องบูชาเพื่อการระงับข้อพิพาท ไม่เพียงเพื่อบาปของพวกเราเท่านั้น แต่ของมนุษย์โลกทั้งสิ้นด้วย. อย่างไรก็ตามการระงับข้อพิพาทนี้มีเงื่อนไขอยู่ว่า คนผู้นั้นต้องต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยเชื่อในพระองค์เสียก่อน. ผู้ที่ไม่เชื่อย่อมไม่อาจประสบการณ์กับประสิทธิภาพของการระงับข้อพิพาทนี้ได้ทั้งนี้ไม่ได้เป็นเพราะการระงับข้อพิพาทนี้มีจุดบกพร่องแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่เชื่อเอง.
1ยฮ. 2:3 1 ข้อ 1-2 เป็นบทสรุปของพระคำใน 1:5-10 ซึ่งว่าด้วยการที่เราสารภาพและการที่พระเจ้าทรงอภัยความบาปของเรา ซึ่งความบาปทำให้การสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้าขาดลง. สิ่งนั้นเป็นเงื่อนไขประการแรก หรือเป็นข้อเรียกร้องประการแรกในการที่เราจะรับสุขการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. ข้อ 3-11 ได้จัดการกับเงื่อนไขประการที่สอง หรือข้อเรียกร้องประการที่สองของการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้าคือ การที่เราถือรักษาพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าและรักพวกพี่น้อง.
1ยฮ. 2:3 2 หรือ เข้าใจได้ว่า. สิ่งนี้มิใช่การเข้าใจทางหลักธรรมแต่เป็นการเข้าใจทางประสบการณ์โดยการถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์.
1ยฮ. 2:3 ก 1ยฮ.2:13; ยฮ.17:3; ฮร.8:11; ฟป.3:8, 10 เทียบ มธ.11:27
1ยฮ. 2:3 3ก แปลตามตรงคือ ได้รู้จักกับพระองค์แล้ว. คำนี้ชี้ถึงการที่เราได้เริ่มรู้จักกับพระองค์ และยังได้รู้จักกับพระองค์เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้. สิ่งนี้หมายถึงการรู้จักในทางประสบการณ์ที่เรามีต่อพระเจ้าในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา และมีความเกี่ยวข้องกับการสามัคคีธรรมอย่างใกล้ชิดระหว่างเรากับพระเจ้า.
1ยฮ. 2:3 ข 1ยฮ.3:22, 24; 5:3; ยฮ.14:15, 21, 23; 15:10
1ยฮ. 2:3 4 ดู ยฮ.13:34 คำอธิบาย 1. แห่งอื่นในหนังสือจดหมายฉบับนี้ก็เช่นเดียวกัน.
1ยฮ. 2:4 ก 1ยฮ.1:6; 4:20
1ยฮ. 2:4 1ก ดู 1:6 คำอธิบาย 4.
1ยฮ. 2:4 ข 1ยฮ.1:8
1ยฮ. 2:4 2ข ชี้ถึงความเที่ยงแท้ของพระเจ้าที่ได้รับการเปิดเผยออกมาดังที่ได้ถ่ายทอดไว้ในพระคำอันศักดิ์สิทธิ์ (ดู 1:6 คำอธิบาย 6) ซึ่งได้เปิดเผยว่าเมื่อเราได้รู้จักกับองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว เราก็ควรถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์. หากเรากล่าวว่าเรารู้จักกับพระองค์แล้ว แต่ไม่ได้ถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เช่นนี้หลักความจริง (ความเที่ยงแท้) ก็ไม่ได้อยู่ในเราเลย และเราก็จะกลายเป็นผู้พูดมุสาไป.
1ยฮ. 2:5 ก ยฮ.14:23
1ยฮ. 2:5 ข กซ.3:16; เทียบ 1ยฮ.1:10
1ยฮ. 2:5 1ข คำว่า "พระคำ" เป็นคำที่มีความหมายเดียวกันกับคำว่า "พระบัญญัติ" ในข้อ 3-4. พระคำในที่นี้ได้รวมถึงพระบัญญัติทุกประการ. คำว่า "พระบัญญัติ" เน้นถึงคำสั่ง. ส่วนคำว่า "พระคำ" แฝงความหมายถึงวิญญาณและชีวิตซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงแก่เรา (ยฮ.6:63).
1ยฮ. 2:5 ค 1ยฮ.2:15; 3:17; 4:7
1ยฮ. 2:5 2ค ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึงความรักที่สูงส่งและล้ำเลิศกว่าความรักของมนุษย์ (ดู 2ปต.1:7 คำอธิบาย 1 และ 2). ในหนังสือเล่มนี้ใช้เพียงศัพท์คำนี้และรูปกริยาของศัพท์คำนี้เพื่อกล่าวถึงความรัก. คำว่า "ความรักของพระเจ้า" ในที่นี้ชี้ถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้า ซึ่งได้ก่อกำเนิดมาจากความรักของพระองค์ที่อยู่ภายในตัวเรา. ความรักของพระเจ้า, พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า, และตัวของพระเจ้าเองล้วนมีความเกี่ยวข้องกัน. หากเราถือรักษาพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า ความรักของพระเจ้าก็ได้สำเร็จสมบูรณ์ในตัวเรา. สิ่งนี้เป็นเรื่องของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเองอย่างสิ้นเชิง. ความรักของพระเจ้าเป็นธาตุ แท้ทางภายในของพระองค์ และพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้นำธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์นี้มาหล่อเลี้ยงแก่เรา และโดยธาตุแท้นี้เราจึงรักพวกพี่น้อง. ดังนั้นเมื่อเราถือรักษาพระคำอันศักดิ์สิทธิ์ ความรักอันศักดิ์สิทธิ์จึงได้สำเร็จสมบูรณ์โดยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. เราดำเนินชีวิตตามชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้.
1ยฮ. 2:5 ง 1ยฮ.4:12, 17, 18
1ยฮ. 2:5 3ง ดู 4:12 คำอธิบาย 4.
1ยฮ. 2:5 จ ยฮ.14:20; 1กธ.1:30 เทียบ 1ยฮ.3:24; 4:13
1ยฮ. 2:5 4จ คือในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า (ข้อ 1). นี่เป็นคำพูดที่หนักแน่นซึ่งได้เน้นว่า เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า. เนื่องจากเราเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้า ดังนั้นธาตุแท้แห่งความรักของพระเจ้าจึงได้กลายเป็นของเรา. เราได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยธาตุแท้แห่งความรักโดยพระคำของพระเจ้า เพื่อให้เรากระทำเรื่องราวต่างๆ โดยความรัก และจะได้รับสุขการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และอาศัยอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (ข้อ 10).
1ยฮ. 2:6 ก 1ยฮ.2:24, 27, 28; 3:6, 24; 4:13, 15, 16; ยฮ.6:56; 15:4, 5, 7; เทียบ 1ยฮ.2:10; 3:14; 2ยฮ.9
1ยฮ. 2:6 1ก การอยู่ในพระคริสต์เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคริสเตียน. การที่เราถูกวางไว้ในพระคริสต์นั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์ (1กธ.1:30). การอาศัยอยู่ในพระคริสต์นั้นเป็นการสืบเนื่องในการดำเนินชีวิตคริสเตียน. นี่เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา. การดำเนินชีวิตเช่นนี้เป็นสำเนาแห่งการดำเนินชีวิตของพระคริสต์ในขณะที่พระองค์ทรงอยู่บนแผ่นดินโลก. ดูข้อ 27 คำอธิบาย 8.
1ยฮ. 2:6 ข 1ยฮ.1:7
1ยฮ. 2:6 ค ยฮ.13:15
1ยฮ. 2:6 ง 1ยฮ.3:3, 5, 7; 4:17
1ยฮ. 2:6 2ง แปลตามตรงคือ พระองค์ผู้นั้น ซึ่งชี้ถึงพระเยซูคริสต์.
1ยฮ. 2:7 ก ยฮ.13:34; 2ยฮ.5
1ยฮ. 2:7 1 บัญญัติที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบให้ใน ยฮ.13:34 ซึ่งก็คือพระคำที่ผู้เชื่อได้ยินและมีอยู่ตั้งแต่เดิมมา.
1ยฮ. 2:7 2 วลีนี้ถูกใช้ในความหมายที่ไม่เด็ดขาด. ดู 1:1 คำอธิบาย 4 ย่อหน้าที่ 2.
1ยฮ. 2:7 ข 1ยฮ.2:24; 3:11
1ยฮ. 2:8 1 บัญญัติที่ว่าด้วยความรักระหว่างพี่น้องนั้นเป็นทั้งบัญญัติใหม่และบัญญัติเก่า. สาเหตุที่ "เก่า" ก็เพราะว่าผู้เชื่อมีบัญญัตินี้อยู่แล้วตั้งแต่เขาเริ่มดำเนินชีวิตคริสเตียนเป็นต้นมา. สาเหตุที่ "ใหม่" ก็เพราะในการดำเนินชีวิตของคริสเตียนนั้นบัญญัตินี้ได้เผยออกซึ่งแสงแห่งวันใหม่ และได้ส่องสว่างด้วยแสงสว่างใหม่ๆ และฤทธิ์เดชที่ใหม่สดนั้นอยู่ตลอดเวลา.
1ยฮ. 2:8 2 คำสรรพนามนี้มีเพศที่เป็นกลางในทางไวยากรณ์ (นปุงสกลึงค์) จึงไม่ได้ชี้ถึง บัญญัติ ซึ่งมีเพศหญิงในทางไวยากรณ์ (อิตถีลึงค์). สรรพนามนี้น่าจะชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าบัญญัติเก่าซึ่งกล่าวถึงความรักระหว่างพี่น้องนั้นเป็นสิ่งที่ใหม่ในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของผู้เชื่อ. การที่บัญญัติเก่ากลายเป็นสิ่งที่ใหม่นั้นมีความจริงอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าพระองค์ไม่เพียงประทานบัญญัตินี้ให้แก่ผู้เชื่อของพระองค์เท่านั้น แต่ยังได้เปลี่ยนบัญญัตินี้ให้ใหม่อยู่ตลอดเวลาในการดำเนินชีวิตแต่ละวันของพวกเขา. เรื่องนี้ยังมีความจริงอยู่ในตัวผู้เชื่อด้วย เพราะพวกเขาไม่เพียงได้ต้อนรับบัญญัตินี้เพียงครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์เท่านั้น แต่ยังได้รับการฉายส่องและถูกทำให้สดชื่นด้วยบัญญัตินี้ครั้งแล้วครั้งเล่าอีกด้วย.
1ยฮ. 2:8 ก 1ยฮ.1:6; 1ธซ.5:4, 5
1ยฮ. 2:8 3ก ความมืดนั้นกำลังผ่านพ้นไปก็คือความมืดนั้นได้สูญสลายไปในการฉายส่องแห่งความสว่างอันแท้. ความสว่างอันแท้ก็คือความสว่างแห่งบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า. เพราะความสว่างนี้ได้ส่องสว่าง จึงเป็นเหตุให้บัญญัติที่เกี่ยวกับ ความรักระหว่างพี่น้องได้เผยออกซึ่งความสว่างในท่ามกลางความมืด ทำให้บัญญัติเก่านี้ได้ใหม่และสดอยู่เสมอตลอดการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเรา.
1ยฮ. 2:8 ข 1ยฮ.1:5
1ยฮ. 2:9 ก 1ยฮ.1:7
1ยฮ. 2:9 1 ความสว่างเป็นการสำแดงแห่งธาตุแท้ของพระเจ้าและเป็นแหล่งกำเนิดของหลักความจริง (ดู 1:5 คำอธิบาย 3). ความรักอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์. ความรักนี้เป็นปรปักษ์กับความเกลียดชังของซาตานซึ่งเกี่ยวข้องกับความมืดของซาตาน. การเกลียดชังพี่น้องในองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการอยู่ในความมืด (ข้อ 11). ในทำนองเดียวกันการรักพี่น้องก็เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการอาศัยอยู่ในความสว่าง (ข้อ 10). ความรักทำให้เราอาศัยอยู่ในความสว่างและความสว่างนี้ทำให้เรารักพี่น้อง.
1ยฮ. 2:9 ข 1ยฮ.2:11; 3:15; 4:20
1ยฮ. 2:10 ก 1ยฮ.3:10, 11, 14, 18, 23; 4:7, 11, 20, 21; 1ปต.1:22; 2ปต.1:7
1ยฮ. 2:10 ข เทียบ 1ยฮ.2:6
1ยฮ. 2:10 1ข การอาศัยอยู่ในความสว่างขึ้นอยู่กับการอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 6). ความรักที่มีต่อพี่น้องก็ก่อกำเนิดมาจากการอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้านี้เอง.
1ยฮ. 2:10 2 ดูข้อ 9 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 2:10 ค ยฮ.11:10; สภษ.4:19
1ยฮ. 2:11 ก 1ยฮ.2:9
1ยฮ. 2:11 1ก ดูข้อ 9 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 2:11 ข 1ยฮ.1:6; ยฮ.12:35
1ยฮ. 2:11 2 ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง จากไป.
1ยฮ. 2:11 ค ยฮ.12:40; 2ปต.1:9
1ยฮ. 2:11 3ค ความมืดใน ยฮ.12:35, 40 เป็นผลมาจากการตาบอด แต่ในข้อนี้การตาบอดเป็นผลมาจากความมืด.
1ยฮ. 2:12 1 ดูข้อ 1 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 2:12 2 ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
1ยฮ. 2:12 ก เทียบ 1ยฮ.1:9
1ยฮ. 2:12 3ก การอภัยบาปเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในกิตติคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ลก.24:47; กจ.5:31; 10:43; 13:38). โดยการอภัยบาปนี้ผู้เชื่อที่ได้ต้อนรับพระคริสต์จึงได้บังเกิดใหม่และได้กลายเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า (ยฮ.1:12-13).
1ยฮ. 2:12 ข กจ.4:12; 10:43; บพส.25:11
1ยฮ. 2:13 1 คือผู้เชื่อที่มีความสุกงอมในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. อัครทูตได้จัดพวกเขาไว้เป็นกลุ่มแรกในบรรดาผู้รับจดหมายของท่าน.
1ยฮ. 2:13 ก 1ยฮ.2:3
1ยฮ. 2:13 2ก คำกริยาในภาษากรีกอยู่ในรูปกาลสมบูรณ์ (perfect tense) ชี้ถึงการเกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างหนึ่ง แล้วเหตุการณ์นั้นดำเนินต่อเนื่องไป ในกรณีนี้คือ ท่านได้รู้จักมาก่อน ดังนั้นท่านจึงได้รู้จักมาโดยตลอด. การรู้จักที่มีชีวิตเช่นนี้เป็นผลมาจากประสบการณ์แห่งชีวิต.
1ยฮ. 2:13 3 คือพระคริสต์ผู้เป็นอยู่นิรันดร์และดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง ผู้เป็นพระคำแห่งชีวิตมาตั้งแต่เมื่อเดิม (1:1; ยฮ.1:1). การรู้จักพระคริสต์ผู้เป็นนิรันดร์นี้ในหนทางแห่งชีวิตเป็นลักษณะพิเศษของบิดาซึ่งมีความสุกงอมและมีประสบการณ์ซึ่งจะไม่ถูกหลอกลวงและไม่อาจถูกหลอกลวงโดยพวกมิจฉาลัทธิที่กล่าวว่าพระคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นอยู่นิรันดร์เหมือนกับที่พระบิดาทรงเป็นอยู่นิ รันดร์. การรู้จักพระคริสต์ว่าทรงเป็นองค์นิรันดร์ที่เป็นอยู่ตั้งแต่เมื่อเดิมจะทำให้เราได้สุกงอมและไม่ถูกพวกมิจฉาลัทธิที่มีแนวความคิดสมัยใหม่หลอกลวงเอา.
1ยฮ. 2:13 4 คำนี้มีความหมายที่เด็ดขาด. ดู 1:1 คำอธิบาย 4 ย่อหน้าที่ 2.
1ยฮ. 2:13 5 คือผู้เชื่อที่มีการเติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. อัครทูตได้จัดพวกเขาไว้เป็นกลุ่มที่สองในบรรดาผู้รับจดหมายของท่าน.
1ยฮ. 2:13 ข 1ยฮ.4:4; 5:4-5; วว.12:11
1ยฮ. 2:13 6ข การชนะต่อผู้ชั่วร้ายนั้นเป็นลักษณะพิเศษของผู้เชื่อที่ยังหนุ่มแน่นที่เติบโตและเข้มแข็ง ซึ่งได้รับการบำรุงเลี้ยง, เพิ่มกำลัง, และค้ำชูไว้ด้วยพระคำของพระเจ้าที่อาศัยและดำเนินการอยู่ภายในพวกเขา เพื่อต่อต้านมารร้าย, โลก, และตัณหาซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ (ข้อ 14ข-17).
1ยฮ. 2:13 ค 1ยฮ.3:12; 5:18; มธ.6:13; ยฮ.17:15
1ยฮ. 2:13 7ค คือซาตาน, มาร. ดู 5:19 คำอธิบาย 4.
1ยฮ. 2:13 8 คือผู้เชื่อที่เพิ่งได้ต้อนรับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. อัครทูตได้จัดพวกเขาไว้เป็นกลุ่มที่สามในบรรดาผู้รับจดหมายของท่าน.
1ยฮ. 2:13 9 ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึง "เพิ่งได้เขียน" ส่วนในสำเนาต้นฉบับอื่นๆ เป็น "เขียน." ถึงแม้คำว่า "เพิ่งได้เขียน" จะตรงกับต้นฉบับมากกว่า เมื่อพิจารณาดูตามสำเนาต้นฉบับที่ได้ค้นพบในระยะหลังๆ นี้ แต่เมื่อพิจารณาดูตามเนื้อความแล้ว คำว่า "เขียน" ซึ่งถูกใช้ในพระคัมภีร์ฉบับคิงเจมส์และฉบับแปลใหม่ของดาร์บี้ก็ดูสมเหตุสมผลมากกว่า. ในข้อนี้อัครทูตกล่าวถึงสิ่งที่ท่านเขียนไป ยังผู้รับจดหมายทั้งสามกลุ่มด้วยการใช้รูปกริยาเป็นปัจจุบันกาลมาตลอด. หลังจากข้อนี้ ในข้อ 14-27 ท่านได้กล่าวถึงผู้รับจดหมายทั้งสามกลุ่มนี้ทีละกลุ่มอีกครั้งหนึ่ง แต่ใช้รูปกริยาเป็นอดีตกาลทั้งหมด (ข้อ 14 เขียนถึงพวกที่เป็นบิดาและพวกที่เป็นคนหนุ่ม, ข้อ 26 เทียบข้อ 18 เขียนถึงพวกลูกเล็กๆ).
1ยฮ. 2:13 ง ยฮ.14:7; เทียบ มธ.11:27
1ยฮ. 2:13 10 พระบิดาเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตนิรันดร์. ผู้เชื่อทั้งหลายได้บังเกิดใหม่มาจากพระองค์ (ยฮ.1:12-13). การรู้จักพระบิดาเป็นผลลัพธ์ประการแรกของการบังเกิดใหม่ (ยฮ.17:3, 6). ดังนั้นการรู้จักที่เป็นประสบการณ์ในช่วงปฐมวัยแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้จึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้เป็นลูกเล็กๆ ซึ่งเป็นผู้ที่อ่อนเยาว์ที่สุดตามการจัดกลุ่มของโยฮัน.
1ยฮ. 2:14 1 ในที่นี้แม้ว่ารูปกริยาในภาษากรีกจะเป็นอดีตกาล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อัครทูตได้เขียนหนังสือจดหมายฉบับอื่นมาถึงผู้รับกลุ่มเดียวกันก่อนหน้านี้แต่อย่างใด แต่หมายความว่า ท่านกำลังทบทวนสิ่งที่ท่านได้เขียนถึงพวกเขาไว้ในข้อที่แล้วซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะเสริมและขยายข้อความที่ท่านได้กล่าวไปแล้ว. ดังนั้นจึงชี้ถึงคำว่า "เพิ่งได้เขียน."
1ยฮ. 2:14 2 อนุประโยคนี้จบด้วยวลีที่ว่า "อาศัยอยู่ในท่าน" และได้เสริมวลีที่ว่า "ท่านได้ชนะ" ซึ่งเขียนไว้ในข้อที่แล้วในตอนที่กล่าวถึงพวกที่เป็นคนหนุ่ม.
1ยฮ. 2:14 ก อฟ.6:10; 2ตธ.2:1
1ยฮ. 2:14 ข กซ.3:16 เทียบ 1ยฮ.3:9
1ยฮ. 2:14 3 ดู 5:19 คำอธิบาย 4.
1ยฮ. 2:15 1 ข้อ 15-17 เป็นการขยายข้อความที่เขียนไว้ ในข้อ 13 ในตอนที่กล่าวถึงพวกที่เป็นคนหนุ่ม.
1ยฮ. 2:15 ก ยฮ.17:16; ฆต.6:14; รม.12:2
1ยฮ. 2:15 2ก ศัพท์ในภาษากรีกคำนี้ถูกใช้ในหลายความหมายด้วยกันดังต่อไปนี้: ใน มธ.25:34; ยฮ.17:5; กจ.17:24; อฟ.1:4; และ วว.13:8 คำนี้หมายถึงจักรวาลฝ่ายวัตถุอันเป็นระบบที่พระเจ้าเนรมิตสร้างขึ้น. ใน ยฮ.1:29; 3:16; และ รม.5:12 คำนี้หมายถึงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ตกต่ำซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมเสียและครอบงำจนกลายเป็นส่วนประกอบแห่งระบบของโลกที่ชั่วร้ายของมัน. ใน 1ปต.3:3 คำนี้หมายถึงการตกแต่ง, เครื่องประดับ. ในข้อนี้ และใน ยฮ.15:19; 17:14; และ ยก.4:4 คำนี้หมายถึง ระเบียบ, รูปแบบที่ตายตัว, การจัดแจงอย่างเป็นระเบียบ ดังนั้นจึงหมายถึง ระบบที่มีระเบียบ (ที่ซาตานผู้เป็นปฏิปักษ์ของพระเจ้าได้จัดตั้งไว้) ไม่ได้หมายถึงแผ่นดินโลก. พระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ไว้ให้ดำรงชีพอยู่บนแผ่นดินโลกเพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. แต่ศัตรูของพระองค์คือซาตานนั้นต้องการที่จะครอบงำมนุษย์ที่พระเจ้าได้เนรมิตสร้างขึ้น จึงก่อตั้งระบบของโลกที่ต่อ ต้านพระเจ้าขึ้นบนแผ่นดินโลกนี้โดยทำให้มนุษย์ตกอยู่ในระบบแห่งศาสนา, วัฒนธรรม, การศึกษา, อุตสาหกรรม, ธุรกิจการค้า, ความบันเทิง ฯลฯ โดยนิสัยที่ตกต่ำของมนุษย์ที่อยู่ในราคะตัณหา, ความรื่นเริง, และการไขว่คว้า หรือแม้แต่ในการปล่อยตัวไปกับสิ่งที่จำเป็นต่อการยังชีพของตนเช่นอาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, และการคมนาคม (ดู ยฮ.12:31 คำอธิบาย 1). ระบบที่ เป็นของซาตานเช่นนี้ทั้งระบบล้วนทอดตัวจมอยู่ในผู้ชั่วร้ายนั้น (5:19). การไม่รักโลกที่มีลักษณะดังที่ได้กล่าวมานี้ จึงเป็นฐานที่จะทำให้เราชนะต่อผู้ชั่วร้ายนั้น. การรักโลกแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ผู้ชั่วร้ายนั้นมีฐานที่จะทำให้เราพ่ายแพ้และยังมีฐานที่จะมาครอบงำเราด้วย.
1ยฮ. 2:15 ข 2ตธ.4:10
1ยฮ. 2:15 ค ยก.4:4
1ยฮ. 2:15 ง 1ยฮ.2:5
1ยฮ. 2:15 3ง แปลตามตรงคือ ความรักของพระบิดา ชี้ถึงความรักของพระบิดาที่อยู่ภายในตัวเรา และได้กลายมาเป็นความรักที่เรามีต่อพระองค์. การรักพระองค์ด้วยความรักเช่นนี้เป็นการรักพระองค์ด้วยความรักที่พระองค์ได้ทรงรักเราและที่เราได้รับสุขนั่นเอง.
1ยฮ. 2:15 4 โลกต่อสู้กับพระบิดา, มารร้ายต่อสู้กับพระบุตร (3:8), และเนื้อหนังต่อสู้กับพระวิญญาณนั้น (ฆต.5:17).
1ยฮ. 2:16 ก รม.13:14; 1ปต.2:11; 2ปต.1:4; มก.4:19
1ยฮ. 2:16 1ก ราคะตัณหาของเนื้อหนังก็คือความปรารถนาแห่งตัณหาของร่างกาย; ราคะตัณหาของตาก็คือความปรารถนาแห่งตัณหาของจิตที่มาจากตา; และความหยิ่งทะนงในชีวิตนี้ก็คือความยโส, การอวดอ้าง, และการโอ้อวดสิ่งของฝ่ายวัตถุที่อยู่ในชีวิตนี้ ซึ่งล้วนเป็นความว่างเปล่า. สิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่มาก่อรูปขึ้นเป็นโลก.
1ยฮ. 2:16 ข สภษ.27:20; ผปก.4:8; 5:11
1ยฮ. 2:16 ค ลก.21:34; 1กธ.6:3
1ยฮ. 2:16 2ค ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึงชีวิตฝ่ายร่างกาย ในที่นี้ชี้ถึงชีวิตในปัจจุปันนี้. ศัพท์คำนี้ไม่เหมือนกับศัพท์ที่ถูกแปลเป็น "ชีวิต" ใน 1:1-2 ซึ่งชี้ถึงชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์.
1ยฮ. 2:17 1 ในเมื่อโลกนี้ต่อสู้กับพระเจ้าพระบิดา ดังนั้นสิ่งของในโลก (ข้อ 15) ที่ก่อรูปขึ้นเป็นราคะตัณหาของโลกนี้จึงต่อสู้กับน้ำพระทัยของพระเจ้า. ทั้งราคะตัณหาของโลกนี้และผู้ที่รักโลกนี้ก็กำลังผ่านพ้นไป แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์.
1ยฮ. 2:17 ก 1กธ.7:31; ยก.1:10
1ยฮ. 2:17 ข มธ.7:21
1ยฮ. 2:17 2ข ดู 1:6 คำอธิบาย 5 ซึ่งหมายความว่านี่เป็นการปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาด้วยความเคยชินเป็นประจำไม่หยุด ไม่ได้เป็นการทำชั่วครั้งชั่วคราว.
1ยฮ. 2:17 ค รม.12:2
1ยฮ. 2:18 1 ชี้ถึงพวกลูกเล็กๆ ที่อยู่ในข้อ 13 ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามที่เป็นผู้รับหนังสือจดหมายฉบับนี้. ข้อ 18-27 ซึ่งเน้นถึงการรู้จักในด้านชีวิตนั้น (ข้อ 20-21) ได้เสริมคำว่า "เพราะท่านรู้จักพระบิดา" ซึ่งกล่าวแก่ผู้รับกลุ่มนี้ในข้อ 13.
1ยฮ. 2:18 ก 2ตธ.3:1; ยด.18
1ยฮ. 2:18 ข 1ยฮ.2:22; 4:3; 2ยฮ.7; เทียบ 2ธซ.2:7
1ยฮ. 2:18 2ข ผู้ต่อต้านพระคริสต์ไม่เหมือนกับพระคริสต์เทียมเท็จ (มธ.24:5, 24). พระคริสต์เทียมเท็จคือคนที่เสแสร้งเพื่อลวงว่าตนเป็นพระคริสต์ แต่ผู้ต่อต้านพระคริสต์คือผู้ที่ปฏิเสธฐานันดรความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ ปฏิเสธว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ คือได้ปฏิเสธทั้งพระบิดาและพระบุตรโดยได้ปฏิเสธว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า (ข้อ 22 และคำอธิบาย 2; ข้อ 23) ไม่ยอมรับว่าพระองค์ได้เสด็จมาในเนื้อหนังโดยการปฏิสนธิอันศักดิ์สิทธิ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (4:2-3).
1ยฮ. 2:18 ค 1ยฮ.4:1; 2ยฮ.7; เทียบ มธ.24:5, 24
1ยฮ. 2:18 3 ในสมัยของอัครทูตนั้นได้มีมิจฉาลัทธิอยู่หลายกลุ่มด้วยกันเช่น พวกนอสติก (Gnostics), พวกเซรินเธียน (Cerinthians), และพวกโดเซติสท์ (Docetists) ซึ่งสอนมิจฉาลัทธิเกี่ยวกับฐานันดรของพระคริสต์ (คือได้กล่าวถึงสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์ของพระองค์).
1ยฮ. 2:19 ก กจ.20:29, 30; เทียบ พบญ.13:13
1ยฮ. 2:19 1 พวกผู้ต่อต้านพระคริสต์เหล่านี้ไม่ได้บังเกิดมาจากพระเจ้าและไม่ได้อยู่ในการสามัคคีธรรมของพวกอัครทูตและพวกผู้เชื่อ (1:3; กจ.2:42) ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้เป็นฝ่ายคริสตจักร คือไม่ได้เป็นของพระกายของพระคริสต์นั่นเอง.
1ยฮ. 2:19 2 การคงอยู่กับพวกอัครทูตและพวกผู้เชื่อก็คือการคงอยู่ในการสามัคคีธรรมแห่งพระกายของพระคริสต์.
1ยฮ. 2:19 ข เทียบ 1กธ.11:19
1ยฮ. 2:20 ก 2กธ.1:21; ฮร.1:9
1ยฮ. 2:20 1ก การชโลมก็คือ การเคลื่อนไหวและกระทำการของพระวิญญาณที่ผสมผสานรวมกันที่อาศัยอยู่ภายใน. น้ำมันชโลมหรือน้ำมันหอมที่ผสมผสานรวมกันใน อซด.30:23-25 นั้นเป็นแบบเล็งที่ครบสมบูรณ์ของพระวิญญาณนี้ (ดู บทเรียนชีวิตหนังสือเอ็กโซโด ตอนที่ 157-166 และดู ฟป.1:19 คำอธิบาย 3). พระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่งและประทานชีวิตซึ่งมาจากองค์ผู้บริสุทธิ์นี้ได้เสด็จเข้าสู่ภายในตัวเราในขณะที่เราได้บังเกิดใหม่และจะทรงอาศัยอยู่ภายในเราไปตราบชั่วนิรันดร์ (ข้อ 27). โดยพระวิญญาณนี้เอง พวกลูกเล็กๆ จึงได้รู้จักพระบิดา (ข้อ 13) และรู้จักกับหลักความจริง (ข้อ 21).
1ยฮ. 2:20 ข ลก.1:35; มก.1:24; กจ.2:27; 3:14
1ยฮ. 2:20 ค ยฮ.14:26; 16:13
1ยฮ. 2:20 2ค สำเนาต้นฉบับบางฉบับเป็น พวกท่านได้ทราบทุกสิ่ง.
1ยฮ. 2:20 ง 1กธ.2:12
1ยฮ. 2:21 1 ชี้ถึงความเที่ยงแท้ของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ โดยชี้ถึงฐานันดรของพระคริสต์เป็นพิเศษ (ข้อ 22-25) ดังที่การชโลมอันศักดิ์สิทธิ์ได้สอนไว้ (ข้อ 20, 27). ดู 1:6 คำอธิบาย 6.
1ยฮ. 2:21 2 การรู้ในที่นี้เป็นไปโดยการชโลมของพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในและประทานชีวิตให้. นี่เป็นการรู้จักในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้แสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นการรู้จักทางภายในที่เกิดมาจากวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ของเราซึ่งมีพระวิญญาณที่ผสมผสานรวมกันอาศัยอยู่ภายในมิใช่ความรู้ทางสมองที่เกิดมาจากสิ่งเร้าทางภายนอก.
1ยฮ. 2:21 ก 1ยฮ.2:27; 1:6
1ยฮ. 2:22 ก 1ยฮ.2:4; 4:20
1ยฮ. 2:22 ข 1ยฮ.4:3; 2ยฮ.7
1ยฮ. 2:22 1ข นี่คือมิจฉาลัทธิของเซรินธัส. เซรินธัสเป็นชาวซีเรียเชื้อสายยูดายที่ก่อตั้งมิจฉาลัทธินี้. เขาได้รับการศึกษาในเมืองอเล็กซานเดรียในช่วงศตวรรษที่หนึ่ง. มิจฉาลัทธิของเขาเป็นการผสมปะปนกันระหว่างศาสนายูดาย, พวกนอสติก, และคริสเตียน. เขาได้แยกผู้สร้าง (พระผู้สร้าง) โลกนี้กับพระเจ้าออกจากกัน แล้วบอกว่าผู้สร้างนี้เป็นผู้ที่มีมหิทธิฤทธิ์รองลงมา. เขายังสอนเกี่ยวกับลัทธิการรับเป็นบุตรบุญธรรม (Adoptionism) โดยอ้างว่าพระเยซูเป็นเพียงพระบุตรบุญธรรมของพระเจ้าและได้กลายเป็นพระบุตรของพระเจ้าเพราะถูกยกชูให้รับฐานะที่ไม่ได้เป็นของพระองค์มาแต่กำเนิด ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมรับการที่พระเยซูได้ปฏิสนธิโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์. ในมิจฉาลัทธิของเขายังสอนอีกว่าพระเยซูซึ่งเป็นมนุษย์ที่อยู่บนโลกซึ่งเป็นบุตรของโยเซฟและมาเรียนั้นเป็นคนละคนกับพระคริสต์ผู้อยู่ในสวรรค์และยังสอนว่า หลังจากที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาแล้ว พระคริสต์ก็เสด็จลงมาอยู่บนตัวของพระองค์ดุจนกพิราบ จากนั้นพระองค์จึงได้ประกาศถึงพระบิดาซึ่งไม่มีใครรู้จักและทรงกระทำการอัศจรรย์. ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสอนอีกว่าในช่วงท้ายแห่งการปฏิบัติของพระเยซูนั้น พระคริสต์ก็ได้จากพระเยซูไป และพระเยซูก็ไปทนรับความตายบนกางเขนและได้เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย ส่วนพระคริสต์ก็ยังคงเป็นวิญญาณที่เป็นเอกเทศอยู่เช่นนั้น จนเมื่ออาณาจักรอันสง่าราศีของพระมาซีฮาได้มาถึงแล้ว พระคริสต์จึงจะกลับไปเข้าสนิทกับพระเยซูผู้เป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง.
1ยฮ. 2:22 ค 1ยฮ.5:1; 4:15
1ยฮ. 2:22 2ค การยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ก็คือการยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า (มธ.16:16; ยฮ.20:31). ดังนั้นการไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์จึงเป็นการปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร. ผู้ใดที่ปฏิเสธฐานันดรอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์เช่นนี้ ผู้นั้นก็คือผู้ต่อต้านพระคริสต์.
การไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ก็เท่ากับการปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร. ข้อเท็จจริงนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยถึงแนวคิดที่ว่า พระเยซู, พระคริสต์, พระบิดา, และพระบุตรก็คือองค์เดียวกัน. ทุกพระองค์ล้วนเป็นองค์ประกอบหรือส่วนประกอบของพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในซึ่งครอบคลุมสรรพสิ่งและผสมผสานรวมกัน ซึ่งบัดนี้พระองค์ทรงชโลมผู้เชื่ออยู่ตลอดเวลา (ข้อ 20, 27). ในการชโลมนี้ ทั้งพระเยซู, พระคริสต์, พระบิดา, และพระบุตรก็ล้วนได้ชโลมเข้าสู่ภายในของเราทั้งสิ้น.
1ยฮ. 2:22 ง 1ยฮ.2:18
1ยฮ. 2:23 1 เนื่องจากพระบุตรและพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน (ยฮ.10:30; ยซย.9:6) ดังนั้นการปฏิเสธพระบุตรจึงทำให้ไม่มีพระบิดา และการยอมรับพระบุตรจึงทำให้มีพระบิดา. การปฏิเสธพระบุตรในที่นี้หมายถึงการปฏิเสธฐานันดรความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ หรือไม่ยอมรับว่าพระเยซูผู้เป็นมนุษย์นั้นทรงเป็นพระเจ้านั่นเอง. นี่เป็นมิจฉาลัทธิที่ยิ่งใหญ่.
1ยฮ. 2:23 ก ยฮ.15:23
1ยฮ. 2:23 ข 2ยฮ.9; เทียบ ยฮ.8:19; 14:7
1ยฮ. 2:24 1 คือพระคำแห่งชีวิต ซึ่งก็คือพระคำแห่งชีวิตนิรันดร์ซึ่งพวกผู้เชื่อได้ยินตั้งแต่เดิมมา (1:1-2). การไม่ปฏิเสธแต่ยอมรับว่าพระเยซูผู้เป็นมนุษย์นั้นก็คือพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า (ข้อ 22) ก็ทำให้พระคำแห่งชีวิตนิรันดร์นี้อาศัยอยู่ภายในเรา. เมื่อทำเช่นนี้ เราก็ได้อาศัยอยู่ในพระบุตรและในพระบิดา และไม่ถูกชักจูงให้หลงไปโดยคำสอนที่เป็นมิจฉาลัทธิที่ว่าด้วยฐานันดรของพระคริสต์ (ข้อ 26). กรณีนี้ได้ชี้บ่งว่า พระบุตรและพระบิดาทรงเป็นชีวิตนิรันดร์ที่ทำให้เราได้บังเกิดใหม่และได้รับสุข. ในชีวิตนิรันดร์นี้ เรามีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าและมีการสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน (1:2-3, 6-7) และเรายังได้ดำเนินชีวิตในแต่ละวันอยู่ในชีวิตนิรันดร์นี้อีกด้วย (ข้อ 6; 1:7).
1ยฮ. 2:24 2 คำนี้ถูกใช้ในความหมายที่ไม่เด็ดขาด (ดู 1:1 คำอธิบาย 4 ย่อหน้าที่ 2).
1ยฮ. 2:24 ก 1ยฮ.2:7; 3:11
1ยฮ. 2:24 ข 1ยฮ.2:27; 2ยฮ.2
1ยฮ. 2:24 ค 1ยฮ.2:6
1ยฮ. 2:24 3ค ดูข้อ 27 คำอธิบาย 8.
1ยฮ. 2:24 ง ยฮ.14:23
1ยฮ. 2:25 1 สรรพนามคำว่า "พระองค์" ที่เป็นเอกพจน์คำนี้ชี้ถึงทั้งพระบุตรและพระบิดาในข้อที่แล้ว ดังนั้นจึงชี้บ่งว่าพระบุตรและพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน. หากพิจารณาดูตามประสบการณ์ของเราแล้ว พระบุตร, พระบิดา, พระเยซู, และพระคริสต์ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน. ไม่ใช่ว่ามีเพียงพระบุตรที่เป็นชีวิตนิรันดร์ต่อเราแต่พระบิดาไม่เป็น. แท้จริงแล้ว ผู้ที่เป็นชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ นิรันดร์ต่อเราและเป็นส่วนของเรานั้นก็คือพระเยซูผู้เป็นพระคริสต์ที่ทรงเป็นทั้งพระบุตรและพระบิดา.
1ยฮ. 2:25 2 คำสัญญานี้อยู่ในกิตติคุณโยฮัน เช่นใน ยฮ.3:15; 4:14; 6:40, 47; 10:10; 11:25; และ 17:2-3.
1ยฮ. 2:25 ก 1ยฮ.1:2
1ยฮ. 2:25 3ก ตามเนื้อความในข้อ 22-25 ชีวิตนิรันดร์นี้ก็คือพระเยซู, พระคริสต์, พระบุตร, และพระบิดานั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนประกอบของชีวิตนิรันดร์. ดังนั้นชีวิตนิรันดร์จึงเป็นองค์ประกอบของพระวิญญาณผู้อาศัยอยู่ภายในที่ครอบคลุมสรรพสิ่งและผสมผสานรวมกัน ผู้ทรงเคลื่อนไหวอยู่ภายในเราด้วย.
1ยฮ. 2:26 1 กรณีนี้ชี้บ่งว่า พระคำในตอนนี้ได้เขียนขึ้นมาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้เชื่อด้วยหลักความจริงเกี่ยวกับตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อต่อต้านมิจฉาลัทธิต่างๆ ที่ว่าด้วยฐานันดรของพระคริสต์.
1ยฮ. 2:26 ก 1ยฮ.3:7
1ยฮ. 2:26 2ก หรือ นำท่านทั้งหลายให้เดินทางผิด. การชักจูงผู้เชื่อให้หลงไปก็คือการทำให้พวกเขาเบี่ยงเบนไปจากหลักความจริงที่เกี่ยวกับสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์ของพระคริสต์โดยใช้คำสอนที่เป็นมิจฉาลัทธิที่เกี่ยวกับข้อลับลึกของสิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น.
1ยฮ. 2:27 1 ดูข้อ 20 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 2:27 2 ดูข้อ 25 คำอธิบาย 1.
1ยฮ. 2:27 3 นี่คือการอาศัยอยู่ภายในของพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่งและผสมผสานรวมกัน (รม.8:9, 11).
1ยฮ. 2:27 4 ในเรื่องการอาศัยอยู่ภายในของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้น (ยฮ.14:17, 23) เราไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดสอนเรา. โดยการชโลมของพระวิญญาณที่ผสมผสานรวมกันและครอบคลุมสรรพสิ่งผู้เป็นส่วนประกอบของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เราจึงได้รู้จักและรับสุขพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา.
1ยฮ. 2:27 ก ฮร.8:11; ยฮ.6:45; 1ธซ.4:9
1ยฮ. 2:27 5ก มิใช่การสอนทางภายนอกด้วยคำพูด แต่เป็นคำสอนทางภายในด้วยการชโลมโดยความรู้สึกฝ่ายวิญญาณทางภายใน. การสอนโดยการชโลมนี้ได้นำองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์ของตรีเอกภาพอันเป็นองค์ประกอบของพระวิญญาณแห่งการชโลมที่ผสมผสานรวมกันนี้มาเพิ่มพูนเข้าสู่ภายในตัวเรา. นี่ก็เหมือนกับการทาสีลงบนของชิ้นหนึ่งหลายๆ ครั้ง ซึ่งสีที่ทานี้ไม่ได้มีแต่สีสันเท่านั้น แต่โดยการทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์ประกอบของสีก็ได้เพิ่มพูนขึ้นบนของที่ถูกทาชิ้นนั้น. ด้วยวิธีการเช่นนี้ พระเจ้าตรีเอกภาพจึงได้ถ่ายเท, ซึมซาบ, และเพิ่มพูนเข้าสู่ทั่วทุกส่วนภายในตัวเราเพื่อให้มนุษย์ภายในของเราจะได้เติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้.
1ยฮ. 2:27 6 ตามเนื้อความในตอนนี้ คำว่า "ทุกสิ่ง" ชี้ถึงทุกสิ่งที่ว่าด้วยฐานันดรของพระคริสต์ซึ่งเกี่ยวกับตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์. คำสอนแห่งการชโลมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้จะรักษาเราไว้ให้อาศัยอยู่ในพระองค์ (ตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์) คือในพระบุตรและในพระบิดา (ข้อ 24).
1ยฮ. 2:27 7 พระวิญญาณที่ผสมผสานรวมกันนั้นเป็นการประกอบกันขึ้นของพระเจ้าตรีเอกภาพซึ่งเป็นผู้ที่จริงแท้ (5:20). ด้วยเหตุนี้การชโลมของพระวิญญาณนี้ที่อยู่ภายในเราจึงเป็นความเที่ยงแท้ไม่ได้เป็นสิ่งจอมปลอม. สิ่งนี้สามารถพิสูจน์ได้จากประสบการณ์ในความเป็นจริงและในภาคปฏิบัติที่อยู่ในชีวิตคริสเตียนของเรา.
1ยฮ. 2:27 ข 1ยฮ.2:21
1ยฮ. 2:27 8 คำศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การคงอยู่ (ในสถานที่, สภาพการณ์, ความสัมพันธ์, หรือสิ่งที่คาดหวังบางอย่าง) ดังนั้นจึงเป็นการอาศัย, คงอยู่, พำนัก. การอาศัยอยู่ในพระองค์คือการอาศัยอยู่ในพระบุตรและในพระบิดา (ข้อ 24). นี่คือการคงอยู่และพำนักอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ยฮ.15:4-5). สิ่งนี้ยังเป็นการอาศัยอยู่ในการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นการดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (1:2-3, 6-7) ซึ่งก็คือการอาศัยอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง (ข้อ 10). เราต้องมีภาคปฏิบัติในการอาศัยเช่นนี้ตามคำสอนของการชโลมที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระ เจ้า (1:3, 6).
1ยฮ. 2:28 1 ดูข้อ 1 คำอธิบาย 1. ถ้อยคำที่เขียนถึงผู้รับจดหมายที่ต่างกันสามกลุ่มซึ่งได้เริ่มขึ้นในข้อ 13 นี้ได้จบลงที่ข้อ 27. ในข้อ 28 ก็ได้หันกลับไปกล่าวแก่ผู้รับทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงได้กล่าวถึงลูกทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับในข้อ 1 และข้อ 12.
1ยฮ. 2:28 2 ถ้อยคำที่กล่าวแก่ผู้รับหนังสือจดหมายสามกลุ่มในข้อ 13-27 นั้นได้สรุปลงที่คำกำชับให้อาศัยอยู่ในพระองค์ตามที่การชโลมนั้นได้สอนไว้. ในพระคำตอนนี้ (2:28?3:24) อัครทูตจะกล่าวต่อไปเกี่ยวกับการอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า. พระคำในตอนนี้เริ่มต้น (ข้อ 28), สืบเนื่อง (3:6), และจบลง (3:24) ด้วยคำว่า "อาศัยอยู่ในพระองค์".
1ยฮ. 2:28 3 สรรพนามคำว่า "พระองค์" ในที่นี้จะต้องชี้ถึงพระคริสต์องค์พระบุตรผู้กำลังจะเสด็จมาอย่างแน่นอน. คำนี้พร้อมด้วยวลีที่ว่า "อาศัยอยู่ในพระองค์" ซึ่งเป็นการนำวลีที่อยู่ในข้อที่แล้วมากล่าวซ้ำและเป็นวลีที่มีความเกี่ยวข้องกับตรีเอกภาพจึงชี้บ่งว่า พระบุตรเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ ทรงไม่อาจแยกจากพระบิดาหรือพระวิญญาณได้.
1ยฮ. 2:28 ก 1ยฮ.3:2; กซ.3:4
1ยฮ. 2:28 ข 1ยฮ.3:21; 4:17; 5:14
1ยฮ. 2:28 ค มก.8:38
1ยฮ. 2:28 4ค กรณีนี้ชี้บ่งว่ามีผู้เชื่อบางคน คือพวกที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ซึ่งก็คือไม่ได้คงอยู่ในการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ตามหลักความเชื่ออันบริสุทธิ์หมดจดที่เกี่ยวกับฐานันดรของพระคริสต์) แต่กลับถูกชักจูงให้หลงไปโดยคำสอนของพวกมิจฉาลัทธิที่กล่าวถึงพระคริสต์นั้น (ข้อ 26) จะถูกลงโทษโดยถูกทำให้ละอายจนต้องแยกไปจากพระองค์ คือไปจากพารุสเซีย (การสถิตอยู่) อันสง่าราศีของพระองค์นั่นเอง.
1ยฮ. 2:28 5 ดู มธ.7:23; 24:51 คำอธิบาย 1; 22:13 คำอธิบาย 2.
1ยฮ. 2:28 6 แปลตามตรงคือ ในการสถิตอยู่ (parousia:พารุสเซีย) ของพระองค์.
1ยฮ. 2:28 ง 1ธซ.2:19; 3:13
1ยฮ. 2:29 1 ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึงความเข้าใจด้วยการรู้จักที่เป็นไปตามความรู้สึก เป็นการมองเห็นทางภายในที่ลึกซึ้งกว่า. สิ่งนี้มีไว้เพื่อทำความรู้จักกับองค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ยฮ. 2:29 2 คำว่า "พระองค์" ในที่นี้เป็นการกล่าวอย่างสรุปครอบคลุม โดยชี้ถึงพระเจ้าตรีเอกภาพ คือพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณ เพราะคำนี้หมายถึงคำว่า "พระองค์" ที่อยู่ในข้อที่แล้ว (ที่ชี้ถึงพระบุตรที่กำลังจะเสด็จมา) และยังได้ชี้ถึงคำว่า "พระองค์" อีกคำหนึ่งที่อยู่ในตอนท้ายของข้อนี้ด้วย (ที่ชี้ถึงพระบิดาที่ได้ให้กำเนิดเรา). กรณีนี้เป็นการชี้บ่งที่ชัดเจนว่าพระบุตรทรงเป็นหนึ่ง เดียวกันกับพระบิดา (ยฮ.10:30).
1ยฮ. 2:29 ก 1ยฮ.1:9
1ยฮ. 2:29 3ก คำนี้ชี้ถึงพระเจ้าผู้ชอบธรรมใน 1:9 และพระเยซูคริสต์ผู้ชอบธรรมใน 2:1. ในถ้อยคำที่กล่าวแก่ผู้รับทุกคนซึ่งเริ่มขึ้นในข้อ 28 นี้ อัครทูตได้เปลี่ยนจุดเน้นจากการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (1:3—2:11) และการชโลมของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ใน 2:12-27 ไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้า. การสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และการชโลมของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นควรจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ประการหนึ่งนั่นก็คือการสำแดงออกซึ่งพระเจ้าผู้ชอบธรรม.
1ยฮ. 2:29 4 หรือ ก็ควรที่จะรู้ว่า (เป็นประโยคบอกเล่า).
1ยฮ. 2:29 5 ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึงการรู้จักทางภายนอกที่เป็นทัศนะภายนอก (ดู ยฮ.8:55 คำอธิบาย 1; ยฮ.21:17 คำอธิบาย 2; ฮร.8:11 คำอธิบาย 1). การรู้จักชนิดนี้มีไว้รู้จักมนุษย์.
1ยฮ. 2:29 ข 1ยฮ.3:7
1ยฮ. 2:29 6ข แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ. ดู 1:6 คำอธิบาย 5. สิ่งนี้ไม่ได้เป็นการประพฤติตามความชอบธรรมเป็นครั้งคราวด้วยเจตนา เช่นอย่างการกระทำที่พิเศษบางเรื่อง แต่เป็นการประพฤติตนในความชอบธรรมเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องเจตนาไปทำ แต่เหมือนการดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติทั่วไป. ใน 3:7 ก็เช่นกัน. นี่คือการดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติที่เกิดจากชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในเรา อันเป็นชีวิตที่ทำให้เราได้รับการบังเกิดใหม่จากพระเจ้าผู้ชอบธรรม. ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นการสำแดงอันมีชีวิตของพระเจ้าที่ทรงชอบธรรมทั้งในพระราชกิจและการเคลื่อนไหวของพระองค์. สิ่งนี้ไม่ได้เป็นแต่เพียงพฤติกรรมทางภายนอกแต่ยังเป็นการปรากฏออกของชีวิตทางภายใน ไม่ได้เป็นการกระทำที่ต้องอาศัยเจตนา แต่เป็นการหลั่งไหลแห่งชีวิตออกจากภายใน พระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้รับส่วนนั้น. นี่เป็นเงื่อนไขประการแรกของการดำเนินชีวิตที่อาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า. ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชี้ให้เห็นได้จากคำว่า "ได้บังเกิดมาจากพระองค์" และชื่อเรียกที่ว่า "บุตรของพระเจ้า" ที่อยู่ในข้อต่อไป (3:1).
1ยฮ. 2:29 ค ฟป.4:8
1ยฮ. 2:29 7 บทประพันธ์ของโยฮันที่ว่าด้วยข้อลับลึกของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่นิรันดร์นั้นให้ความสำคัญกับการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก (3:9; 4:7; 5:1, 4, 18; ยฮ.1:12-13) ซึ่งก็คือการบังเกิดใหม่ของเรานั่นเอง (ยฮ.3:3, 5). สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาลนี้ก็คือการที่มนุษย์สามารถบังเกิดจากพระเจ้าได้ และคนบาปก็อาจถูกทำให้กลายเป็นบุตรของพระเจ้าได้! โดยการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่มหัศจรรย์นี้ เราจึงได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือชีวิตนิรันดร์ (1:2) อันเป็นเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกหว่านเข้าสู่ภายในตัวเรา (3:9). สิ่งที่ออกมาจากเมล็ดพันธุ์นี้ก็คือความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้จำเริญขึ้นภายในเรา. โดยสิ่งนี้เราจึงได้อาศัยอยู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพและได้ดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในการดำเนินชีวิตมนุษย์ของเรา คือดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตที่ไม่ได้ประพฤติตนในความบาป (3:9) แต่ประพฤติตนในความชอบธรรม (2:29), รักพี่น้อง (5:1), ชนะต่อโลก (5:4), และไม่ถูกแตะต้องจากผู้ชั่วร้ายนั้น (5:18).
สารบัญ