1 โยฮัน บทที่ 1
หัวข้อหลัก: การสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์
ผู้เขียน: โยฮัน ผู้เขียนกิตติคุณโยฮัน ซึ่งชี้ให้เห็นได้จากลีลาและสำนวนที่คล้าย คลึงกันในหนังสือจดหมายฉบับนี้.
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.90-95 หลังจากที่โยฮันได้กลับมาจากการถูกเนรเทศ ไปยังเกาะปัตโม ตามประวัติศาสตร์ของคริสตจักรและเนื้อหาของ หนังสือจดหมายฉบับนี้.
สถานที่เขียน: เมืองเอเฟโซ ซึ่งตามประวัติศาสตร์ของคริสตจักรกล่าวว่า ในช่วงบั้น ปลายชีวิตของโยฮันนั้น ท่านได้ทำการปฏิบัติอยู่ที่เมืองนี้.
ผู้รับ: ผู้เชื่อโดยทั่วไป ซึ่งมีชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าโดยการเชื่อเข้าสู่พระ บุตรของพระเจ้า (5:11-13).
I. การสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์
1:1 — 2:11
1:1 — 2:11
1. การมาปรากฏของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์
1:1-2
1:1-2
1ยฮ.
1:1 1เกี่ยวกับ2พระคำแห่ง3ชีวิต ซึ่งได้เป็นอยู่4แต่เดิมนั้น ซึ่งเราได้ยิน, ซึ่งเราได้กเห็นกับขตา, ซึ่งเราได้5พินิจดู, และมือของเราได้6คจับต้อง
1ยฮ.
1:2 (และ1กชีวิตนั้นได้2ขปรากฏ และเราได้เห็นและคเป็นพยาน และประกาศ3ชีวิตที่งนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย. ชีวิตนั้นได้4จอยู่กับ5พระบิดา และได้6ปรากฏแก่เราทั้งหลาย)
2. การสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์
1:3-4
1:3-4
1ยฮ.
1:3 ซึ่งเราได้1เห็นและได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้2ด้วย เพื่อท่านจะได้3กร่วมสามัคคีธรรมกับเรา2ด้วย แท้จริง4เราก็ร่วมสามัคคีธรรมกับ5พระบิดาและกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์.
1ยฮ.
1:4 และเราเขียนข้อความเหล่านี้เพื่อ1กความยินดี2ของเราจะได้เต็มเปี่ยม.
3. เงื่อนไขของการสามัคคีธรรมอันศักดิ์สิทธิ์
1:5 — 2:11
1:5 — 2:11
(1) สารภาพความบาปของเรา
1:5 — 2:2
1:5 — 2:2
1ยฮ.
1:5 1นี่เป็นกข่าวสารที่เราได้ยินจากพระองค์และบอกแก่ท่านทั้งหลาย คือว่า2พระเจ้าทรงเป็น3ขความสว่าง และในพระองค์ไม่มี4ความมืดเลย.
1ยฮ.
1:6 ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเรา1ร่วมสามัคคีธรรม2กับพระองค์ แต่ยัง3ดำเนินชีวิตอยู่ในกความมืด เราก็4ขพูดมุสา และไม่ได้5ประพฤติตน[ใน]6หลักความจริง
1ยฮ.
1:7 แต่ถ้าเรากดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรง1อยู่ในความสว่าง เราก็2ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และ3ขพระโลหิตของ4พระเยซูพระบุตรของพระองค์ก็5ชำระเราให้ปราศจาก6บาปทั้งสิ้น.
1ยฮ.
1:8 ถ้าเรากล่าวว่าเรา1ไม่มีบาป 2เราก็หลอกลวงตนเอง และ3กหลักความจริงไม่ได้อยู่ในเราเลย.
1ยฮ.
1:9 ถ้าเรา1กสารภาพ2ความบาปของเรา พระองค์ทรง3ขสัตย์ซื่อและคชอบธรรมก็จะทรงงอภัยจบาปของเรา และจะทรง4ฉชำระเราให้ปราศจาก5ชอธรรมทั้งสิ้น.
1ยฮ.
1:10 ถ้าเรากล่าวว่าเรา1กไม่เคยทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นขผู้ตรัสมุสา และ2คพระคำของพระองค์มิได้อยู่ในเราเลย.
คำอธิบาย 1 โยฮัน บทที่ 1
1ยฮ.
1:1 1 การปฏิบัติของเปาโลนั้นมีเพื่อทำให้การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าได้สำเร็จครบถ้วน(กซ.1:25-27) ซึ่งก็คือ การที่พระเจ้าตรีเอกภาพอยู่ในพระคริสต์กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตจะทรงก่อกำเนิดอวัยวะทั้งหลายของพระคริสต์ไว้สำหรับก่อรูปและก่อสร้างพระกายของพระคริสต์ เพื่อให้พระเจ้าตรีเอกภาพจะได้รับการสำแดงที่ครบบริบูรณ์ คือความบริบูรณ์ของพระเจ้า (อฟ.1:23; 3:19) ในจักรวาลนี้. บทประพันธ์ทั้งหมดของเปาโลได้เขียนจบลงในราวปี ค.ศ.67. แต่การปฏิบัติแห่งการสำเร็จพระคำของท่านถูกทำให้เสียหายโดยพวกทรยศที่เกิดขึ้นก่อนและหลังการตายของท่าน. เมื่อผ่านไปราวหนึ่งในสี่ของศตวรรษ คือเมื่อประมาณปี ค.ศ.90 โยฮันก็เริ่มเขียนหนังสือขึ้น. การปฏิบัติของโยฮันนั้นไม่ได้เป็นเพียงการปะชุนการปฏิบัติที่เสียหายของเปาโลเท่านั้น แต่ยังทำให้การเปิดเผยทั้งสิ้นที่อยู่ในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ทั้งในหนังสือกิตติคุณและหนังสือจดหมายได้ถึงที่สำเร็จสุดยอด. จุดศูนย์กลางของการปฏิบัติเช่นนี้ ก็คือข้อลับลึกแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. กิตติคุณโยฮันอันเป็นการสรุปสุดยอดของกิตติคุณทุกเล่มได้เปิดเผยถึงข้อลับลึกเกี่ยวกับฐานันดรและการงานขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า. ส่วนหนังสือจดหมายของโยฮัน (โดยเฉพาะในฉบับแรก) อันเป็นการสรุปสุดยอดของหนังสือจดหมายทั้งหมดนั้นก็ได้ไขข้อลับลึกเกี่ยวกับการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นการสามัคคีธรรมระหว่างบุตรทั้งหลายของพระเจ้ากับพระเจ้าพระบิดาและเป็นการสามัคคีธรรมซึ่งกันและกันในท่ามกลางพวกเขาด้วย. หนังสือวิวรณ์ของโยฮันอันเป็นการสรุปสุดยอดของทั้งพันธสัญญาใหม่และพันธสัญญาเดิมนั้นได้เปิดเผยถึงข้อลับลึกของพระคริสต์ผู้เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตแก่บุตรทั้งหลายของพระเจ้าเพื่อการสำแดงของพระองค์และเป็นศูนย์กลางของการปกครองแห่งจักรวาลของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ในที่นี้โยฮันใช้คำว่า "เกี่ยวกับ" เพื่อขึ้นต้นหนังสือจดหมายของตนและเพื่อไขข้อลับลึกแห่งการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. การที่ท่านไม่ยกคำสรรพนามแทนตัวบุคคลมากล่าวถึงองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมีความหมายเป็นนัยว่า สิ่งที่ท่านจะเปิดเผยนั้นเป็นข้อลับลึก.
1ยฮ.
1:1 2 นี่คือพระคำที่ได้กล่าวไว้ใน ยฮ.1:1-4, 14 ผู้ทรงอยู่กับพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้าในนิรันดร์กาลก่อนการเนรมิตสร้าง, ทรงกลายเป็นเนื้อหนังในกาลเวลา, และในพระองค์นั้นมีชีวิต. พระคำนี้ก็คือตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ผู้เป็นคำชี้แจง, คำอธิบาย, และการสำแดงถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น. ในพระองค์มีชีวิต และพระองค์เองก็คือชีวิต (ยฮ.11:25; 14:6). วลี "พระคำแห่งชีวิต" ในภาษากรีกยังชี้บ่งว่าพระคำก็คือชีวิตด้วย. ตัวตนนั้นก็คือชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นชีวิตนิรันดร์ที่เราสัมผัสจับต้องได้. การกล่าวถึงพระคำในที่นี้ชี้บ่งว่าหนังสือจดหมายฉบับนี้ได้สืบเนื่องและพัฒนาต่อจากกิตติคุณของโยฮัน (เทียบ ยฮ.1:1-2, 14).
1ยฮ.
1:1 3 หนังสือทุกเล่มของโยฮันนั้นเป็นหนังสือแห่งข้อลับลึก. ในหนังสือจดหมายฉบับนี้มีชีวิตเป็นข้อลับลึกประการแรก. ชีวิตนี้ก็คือชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์, ชีวิตนิรันดร์, และชีวิตของพระเจ้าที่ได้แจกจ่ายเข้าสู่ผู้เชื่อในพระคริสต์, และได้อาศัยอยู่ในพวกเขา (ข้อ 2; 2:25; 3:15; 5:11, 13, 20). ข้อลับลึกนี้ได้ก่อกำเนิดข้อลับลึกอีกประการหนึ่ง นั่นคือข้อลับลึกแห่งการสามัคคีธรรมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (ข้อ 3-7). ต่อจากนั้นยังมีข้อลับลึกแห่งการชโลมของพระเจ้าตรีเอกภาพ (2:20-27). ต่อมาก็เป็นข้อลับลึกแห่งการอาศัยอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (2:27-28; 3:6, 24). ข้อลับลึกประการที่ห้า คือข้อลับลึกแห่งการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์ (2:29; 3:9; 4:7; 5:1, 4, 18). ประการที่หกคือเมล็ดพันธุ์อันศักดิ์สิทธิ์ (3:9). ประการสุดท้ายคือน้ำ, โลหิต, และพระวิญญาณนั้น (5:6-12).
1ยฮ.
1:1 4 คำนี้ไม่เหมือนกับคำว่า "เมื่อเดิมนั้น" ที่อยู่ในกิตติคุณโยฮัน (ยฮ.1:1). คำว่า "เมื่อเดิมนั้น" ได้สืบย้อนขึ้นไปถึงนิรันดร์กาลก่อนการเนรมิตสร้าง. ส่วนคำว่า "แต่เดิมนั้น" เป็นการกล่าวสืบต่อจากการเนรมิตสร้าง. กรณีนี้ชี้บ่งว่า หนังสือจดหมายของโยฮันเป็นสิ่งที่สืบต่อมาจากหนังสือกิตติคุณของเขา โดยพูดถึงประสบการณ์ที่ผู้เชื่อมีต่อชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. ในหนังสือกิตติคุณของโยฮัน ท่านเปิดเผยถึงหนทางที่คนบาปจะต้อนรับชีวิตนิรันดร์ซึ่งก็คือการเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า. ในหนังสือจดหมายของโยฮัน ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงหนทางที่ผู้เชื่อซึ่งได้ต้อนรับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์แล้วจะได้รับสุขชีวิตที่กล่าวมานี้ในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิต ซึ่งก็คือการอาศัยอยู่ในพระบุตรของพระเจ้า. ในหนังสือวิวรณ์ของโยฮัน ท่านก็ได้เปิดเผยถึงการสำเร็จสุดยอดแห่งชีวิตนิรันดร์ ซึ่งจะเป็นการรับสุขที่ครบบริบูรณ์ของผู้เชื่อในนิรันดร์กาล.
วลี "แต่เดิมนั้น" ถูกใช้ในหนังสือกิตติคุณโยฮันสี่ครั้ง, ในหนังสือจดหมายของโยฮันฉบับนี้แปดครั้ง, และในหนังสือจดหมายฉบับที่สองอีกสองครั้ง. ใน ยฮ.8:44; 1ยฮ.1:1; 2:13-14; และ 3:8 ได้ใช้คำนี้ในความหมายที่เด็ดขาด (absolute sense) ส่วนใน ยฮ.6:64; 15:27; 16:4; 1ยฮ.2:7, 24 (สองครั้ง); 3:11; และ 2ยฮ.5-6 ได้ใช้คำนี้ในความหมายที่ไม่เด็ดขาด (relative sense).
วลี "แต่เดิมนั้น" ถูกใช้ในหนังสือกิตติคุณโยฮันสี่ครั้ง, ในหนังสือจดหมายของโยฮันฉบับนี้แปดครั้ง, และในหนังสือจดหมายฉบับที่สองอีกสองครั้ง. ใน ยฮ.8:44; 1ยฮ.1:1; 2:13-14; และ 3:8 ได้ใช้คำนี้ในความหมายที่เด็ดขาด (absolute sense) ส่วนใน ยฮ.6:64; 15:27; 16:4; 1ยฮ.2:7, 24 (สองครั้ง); 3:11; และ 2ยฮ.5-6 ได้ใช้คำนี้ในความหมายที่ไม่เด็ดขาด (relative sense).
1ยฮ.
1:1 ก 1ยฮ.4:14; ยฮ.19:35
1ยฮ.
1:1 ข 2ปต.1:16
1ยฮ.
1:1 5 คือจ้องมองโดยมีจุดประสงค์.
1ยฮ.
1:1 ค ลก.24:39; ยฮ.20:27
1ยฮ.
1:1 6ค ประการแรกคือ ได้ยิน, ต่อมา ได้เห็น, เมื่อได้เห็นแล้วยัง ได้พินิจดู คือจ้องมองโดยมีจุดประสงค์, และ ได้จับต้อง คือได้สัมผัสด้วยมือ. คำพูดเหล่านี้ชี้บ่งว่าพระคำแห่งชีวิตนั้นไม่เพียงเป็นสิ่งที่ลับลึกเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่สัมผัสจับต้องได้ด้วยเพราะพระองค์ได้กลายเป็นเนื้อหนัง. พระคำแห่งชีวิตที่ลับลึกนี้ถูกมนุษย์สัมผัสจับต้องมาแล้วทั้งในสภาพมนุษย์ก่อนการเป็นขึ้นของพระองค์ (มก.3:10; 5:31) และในร่างกายฝ่ายวิญญาณของพระองค์ (1กธ.15:44) หลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้ว (ยฮ.20:17, 27). เนื่องจากในขณะนั้นมีมิจฉาลัทธิอยู่พวกหนึ่งที่ปฏิเสธการกลายเป็นเนื้อหนังของพระบุตรของพระเจ้า (4:1-3) ดังนั้นคำพูดที่หนักแน่นเพื่อชี้บ่งถึงเนื้อแท้อันเป็นรูปธรรมในสภาพมนุษย์ที่จับต้องได้ของพระองค์นั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น.
1ยฮ.
1:2 ก ยฮ.11:25; 14:6; กซ.3:4
1ยฮ.
1:2 1ก กรณีนี้เป็นการชี้บ่งว่า ชีวิต เป็นคำที่มีความหมายเหมือนกับ พระคำแห่งชีวิต ที่อยู่ในข้อที่แล้ว. ทั้งสองคำนี้ชี้ถึงตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ผู้สถิตอยู่กับพระบิดาในนิรันดร์กาล และเป็นผู้ทรงปรากฏในกาลเวลาโดยการกลายเป็นเนื้อหนังและเป็นผู้ที่อัครทูตได้เห็นและได้เป็นพยานและได้ประกาศให้แก่ผู้เชื่อทั้งหลาย.
1ยฮ.
1:2 ข 1ยฮ.3:5, 8; 1ตธ.3:16
1ยฮ.
1:2 2ข ชีวิตนิรันดร์นั้นมาปรากฏโดยการกลายเป็นเนื้อหนังของพระคริสต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่โยฮันได้เน้นไว้อย่างแข็งแรงในหนังสือกิตติคุณของท่าน (ยฮ.1:14) เพื่อเป็นยาสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้เชื่อพ้นจากมิจฉาลัทธิที่กล่าวว่าพระคริสต์มิได้เสด็จมาในเนื้อหนัง. การมาปรากฏซึ่งสอดคล้องกับการที่ทรงถูกจับต้องได้นี้ก็เป็นการชี้บ่งอีกครั้งหนึ่งถึงลักษณะอันเป็นรูปธรรมแห่งสภาพมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งทรงเป็นการมาปรากฏของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่.
1ยฮ.
1:2 ค 1ยฮ.4:14; ยฮ.15:27
1ยฮ.
1:2 3 แปลตามตรงคือ ชีวิตที่นิรันดร์นั้น. ชีวิตนี้ชี้ถึงชีวิตฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า มิใช่ชีวิตฝ่ายจิตหรือชีวิตฝ่ายกายของมนุษย์ (ดู รม.5:17 คำอธิบาย 4). คำว่า "นิรันดร์" ไม่เพียงชี้ถึงระยะเวลาซึ่งเป็นนิรันดร์ที่ไม่สิ้นสุดเท่านั้น แต่ยังชี้ถึงคุณภาพที่ครบสมบูรณ์ดีพร้อมอย่างสิ้นเชิงโดยปราศจากข้อบกพร่องหรือตำหนิใดๆ. คำพูดเช่นนี้ได้เน้นย้ำถึงลักษณะที่เป็นนิรันดร์ของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ คือชีวิตของพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์. พวกอัครทูตได้เห็นชีวิตนิรันดร์นี้ และยังได้เป็นพยานและได้ประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ผู้คน. สิ่งที่พวกเขาได้ประสบการณ์นั้นไม่ใช่หลักธรรม แต่เป็นพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งเป็นชีวิตนิรันดร์ และสิ่งที่พวกเขาได้เป็นพยานและประกาศนั้นก็ไม่ใช่ความรู้ทางคริสตศาสนศาสตร์หรือความรู้ในพระคัมภีร์ แต่เป็นชีวิตที่จริงแท้.
1ยฮ.
1:2 ง 1ยฮ.2:25; 3:15; 5:11, 13, 20; ยฮ.3:15-16, 36; 5:24; 10:28; 17:2-3
1ยฮ.
1:2 จ ยฮ.1:1-2
1ยฮ.
1:2 4จ ศัพท์ในภาษากรีกมีความหมายเป็นนัยถึงการดำเนินชีวิตและเคลื่อนไหวในการเข้าสนิทและสามัคคีธรรมร่วมกัน. ชีวิตนิรันดร์ซึ่งก็คือพระบุตรนี้ไม่เพียงดำรงอยู่กับพระบิดาเท่านั้น แต่ยังทรงดำเนินชีวิตและเคลื่อนไหวในการเข้าสนิทและสามัคคีธรรมร่วมกับพระบิดาในนิรันดร์กาลอีกด้วย. ศัพท์คำนี้สอดคล้องกับ ยฮ.1:1-2.
1ยฮ.
1:2 5 พระบิดาเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตนิรันดร์. พระบุตรได้ปรากฏโดยมาจากพระบิดา และทรงปรากฏร่วมกับพระบิดา โดยทรงเป็นการสำแดงของชีวิตนิรันดร์เพื่อให้บรรดาผู้ที่พระบิดาได้ทรงเลือกสรรไว้นั้นได้รับส่วนและรับสุข.
1ยฮ.
1:2 6 การมาปรากฏของชีวิตนิรันดร์นั้นยังรวมถึงการเปิดเผยและการแจกจ่ายชีวิตนี้ให้แก่มนุษย์อีกด้วย เพื่อจะนำมนุษย์เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ ซึ่งก็คือเข้าสู่การเข้าสนิทและการสามัคคีธรรมร่วมกับพระบิดา.
1ยฮ.
1:3 1 ในข้อ 1 ได้ยิน ก่อนแล้วจึง ได้เห็น แต่ในข้อนี้กลับสลับกัน. ในการที่เราจะต้อนรับการเปิดเผยนั้น การได้ยินเป็นสิ่งพื้นฐาน ส่วนในการที่เราจะประกาศและบอกเล่านั้นจะต้องมีการได้เห็นเป็นพื้นฐาน. สิ่งที่เราประกาศควรจะต้องเป็นความเข้าใจและประสบการณ์ที่เรามีต่อสิ่งที่ได้ยินนั้น.
1ยฮ.
1:3 2 เหล่าอัครทูตนั้นได้ยินและได้เห็นชีวิตนิรันดร์. จากนั้นก็ได้ประกาศให้พวกผู้เชื่อได้ยินและได้เห็นด้วย. โดยชีวิตอันนิรันดร์นี้ อัครทูตจึงได้รับสุขการสามัคคีธรรมร่วมกับพระบิดาและร่วมกับพระบุตรของพระองค์คือองค์พระเยซูเจ้า. พวกเขายังปรารถนาให้ผู้เชื่อได้รับสุขการสามัคคีธรรมนี้อีกด้วย.
1ยฮ.
1:3 ก 1ยฮ.1:6-7; 1กธ.1:9
1ยฮ.
1:3 3ก ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การร่วมมีส่วน, การร่วมแบ่งปัน. การสามัคคีธรรมคือการไหลออกของชีวิตนิรันดร์ และอันที่จริงก็คือการหลั่งไหลของชีวิตนิรันดร์ที่อยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน ซึ่งได้ต้อนรับและได้ครอบครองชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. การไหลของแม่น้ำแห่งชีวิตในกรุงเยรูซาเล็มใหม่เป็นรูปภาพบรรยายถึงสิ่งนี้ (วว.22:1). ผู้เชื่อที่แท้จริงทุกคนล้วนอยู่ในการสามัคคีธรรมนี้ (กจ.2:
42). การสามัคคีธรรมนี้ได้ดำเนินสืบต่อไปโดยพระวิญญาณนั้นที่อยู่ในวิญญาณซึ่งได้รับการบังเกิดใหม่ของเรา เหตุนี้จึงเรียกการสามัคคีธรรมนี้ว่า "การสามัคคีธรรมแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์" (2กธ.13:14) และ "การสามัคคีธรรมแห่งวิญญาณ (ของเรา)" (ฟป.2:1). ในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์นี้เอง เราซึ่งเป็นผู้เชื่อจึงได้มีส่วนในทุกสิ่งที่พระบิดาและพระบุตรได้ทรงกระทำเพื่อเรา คือได้รับสุขความรักของพระบิดาและพระคุณของพระบุตร โดยการสามัคคีธรรมของพระวิญญาณนั้น (2กธ.13:14). ในตอนแรกการสามัคคีธรรมเช่นนี้เป็นส่วนของพวกอัครทูตในการรับสุขพระบิดาและพระบุตรโดยพระวิญญาณนั้น ดังนั้นจึงเรียกว่า "การสามัคคีธรรมของพวกอัครทูต" (กจ.2:42) และในข้อนี้ยังเรียกว่า "การสามัคคีธรรมของเรา (พวกอัครทูต)" ซึ่งเป็นการร่วมสามัคคีธรรมกับพระบิดาและกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์. การสามัคคีธรรมนี้เป็นข้อลับลึกอันศักดิ์สิทธิ์. การสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์อันลับลึกนี้ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นหัวข้อของหนังสือจดหมายฉบับนี้.
การสามัคคีธรรมในที่นี้ชี้บ่งถึงการวางลงซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วร่วมสนิทกับผู้อื่นเพื่อจุดประสงค์ส่วนรวม. ดังนั้นการร่วมสามัคคีธรรมกับพวกอัครทูต, การอยู่ในการสามัคคีธรรมของพวกอัครทูต, และการร่วมสามัคคีธรรมกับพระเจ้าตรีเอกภาพในการสามัคคีธรรมของพวกอัครทูตก็คือการวางลงซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัวของเราแล้วร่วมสนิทกับพวกอัครทูตและกับพระเจ้าตรีเอกภาพเพื่อให้พระประสงค์ของพระเจ้าจะได้สำเร็จครบถ้วน. ตามสิ่งที่โยฮันได้เขียนบรรยายไว้ต่อจากนี้จะเห็นว่าพระประสงค์นี้มีสองชั้นคือ (1) เพื่อให้ผู้เชื่อได้เติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์โดยการอาศัยอยู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพ (2:12-27) และเมื่อมีการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์เป็นพื้นฐานก็จะได้ดำเนินชีวิตที่มีความชอบธรรมอันศักดิ์สิทธิ์และความรักอันศักดิ์สิทธิ์ (2:28—5:3) เพื่อจะได้มีชัยชนะต่อโลก, ความตาย, ความบาป, มาร, และรูปเคารพ (5:4-21); (2) เพื่อคริสตจักรท้องถิ่นจะได้รับการก่อสร้างขึ้นเป็นคันประทีปเพื่อพยานของพระเยซู (วิวรณ์บทที่ 1—3) และจะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งจะเป็นการสำแดงที่ครบบริบูรณ์ของพระเจ้าไปชั่วนิรันดร์ (วิวรณ์บทที่ 21—22). การที่เรามีส่วนในการรับสุขของอัครทูตที่มีต่อพระเจ้าตรีเอกภาพนั้นก็คือการร่วมสนิทกับพวกอัครทูตและกับพระเจ้าตรีเอกภาพเพื่อพระประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ที่พระเจ้า, พวกอัครทูต, และพวกผู้เชื่อทุกคนมีอยู่ร่วมกัน.
การสามัคคีธรรมในที่นี้ชี้บ่งถึงการวางลงซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วร่วมสนิทกับผู้อื่นเพื่อจุดประสงค์ส่วนรวม. ดังนั้นการร่วมสามัคคีธรรมกับพวกอัครทูต, การอยู่ในการสามัคคีธรรมของพวกอัครทูต, และการร่วมสามัคคีธรรมกับพระเจ้าตรีเอกภาพในการสามัคคีธรรมของพวกอัครทูตก็คือการวางลงซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัวของเราแล้วร่วมสนิทกับพวกอัครทูตและกับพระเจ้าตรีเอกภาพเพื่อให้พระประสงค์ของพระเจ้าจะได้สำเร็จครบถ้วน. ตามสิ่งที่โยฮันได้เขียนบรรยายไว้ต่อจากนี้จะเห็นว่าพระประสงค์นี้มีสองชั้นคือ (1) เพื่อให้ผู้เชื่อได้เติบโตในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์โดยการอาศัยอยู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพ (2:12-27) และเมื่อมีการบังเกิดอันศักดิ์สิทธิ์เป็นพื้นฐานก็จะได้ดำเนินชีวิตที่มีความชอบธรรมอันศักดิ์สิทธิ์และความรักอันศักดิ์สิทธิ์ (2:28—5:3) เพื่อจะได้มีชัยชนะต่อโลก, ความตาย, ความบาป, มาร, และรูปเคารพ (5:4-21); (2) เพื่อคริสตจักรท้องถิ่นจะได้รับการก่อสร้างขึ้นเป็นคันประทีปเพื่อพยานของพระเยซู (วิวรณ์บทที่ 1—3) และจะสำเร็จสุดยอดเป็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ ซึ่งจะเป็นการสำแดงที่ครบบริบูรณ์ของพระเจ้าไปชั่วนิรันดร์ (วิวรณ์บทที่ 21—22). การที่เรามีส่วนในการรับสุขของอัครทูตที่มีต่อพระเจ้าตรีเอกภาพนั้นก็คือการร่วมสนิทกับพวกอัครทูตและกับพระเจ้าตรีเอกภาพเพื่อพระประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ที่พระเจ้า, พวกอัครทูต, และพวกผู้เชื่อทุกคนมีอยู่ร่วมกัน.
1ยฮ.
1:3 4 เราก็ร่วมสามัคคีธรรม แปลตามตรงคือ การสามัคคีธรรมของเรา.
1ยฮ.
1:3 5 ในที่นี้กล่าวถึงพระบิดาและพระบุตรเท่านั้นไม่ได้กล่าวถึงพระวิญญาณนั้น เพราะพระวิญญาณนั้นถูกเปิดเผยเป็นนัยอยู่ในการสามัคคีธรรม. อันที่จริงการสามัคคีธรรมของชีวิตนิรันดร์ก็คือการแจกจ่ายของพระเจ้าตรีเอกภาพ คือพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณเข้าสู่ผู้เชื่อเป็นส่วนที่มีเพียงหนึ่งเดียวเพื่อให้พวกเขารับสุขตั้งแต่วันนี้ไปตราบชั่วนิรันดร์.
1ยฮ.
1:4 ก 2ยฮ.12; ยฮ.15:11; 16:24; 17:13
1ยฮ.
1:4 1ก การสามัคคีธรรมคือการไหลออกของชีวิตนิรันดร์ ส่วนความยินดีซึ่งก็คือการรับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพนั้นเป็นผลลัพธ์ของการสามัคคีธรรมนี้คือเป็นผลลัพธ์จากการมีส่วนในความรักของพระบิดาและพระคุณของพระบุตรโดยพระวิญญาณนั้น. โดยการรับสุขฝ่ายวิญญาณที่มีต่อชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ความยินดีที่เรามีอยู่ในพระเจ้าตรีเอกภาพของเราจึงได้เต็มเปี่ยม.
1ยฮ.
1:4 2 ในสำเนาต้นฉบับบางฉบับนั้นเป็น ของท่าน. ความยินดีของอัครทูตก็เป็นความยินดีของพวกผู้เชื่อด้วยเช่นกัน เพราะพวกผู้เชื่อก็อยู่ในการสามัคคีธรรมของพวกอัครทูต.
1ยฮ.
1:5 1 นอกจากสิ่งสำคัญสามประการที่ได้กล่าวไว้ในข้อพระคัมภีร์ข้างต้นนั้นซึ่งได้แก่ ชีวิต, การสามัคคีธรรม, และความยินดีแล้ว ยังมีข่าวสารที่ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งซึ่งพวกอัครทูตได้ยินจากองค์พระผู้เป็นเจ้า นั่นก็คือการบอกแก่ผู้เชื่อทั้งหลายว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง.
1ยฮ.
1:5 ก 1ยฮ.3:11
1ยฮ.
1:5 2 ในข้อพระคัมภีร์ข้างต้นนั้นได้กล่าวถึงพระบิดาและพระบุตรด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน และได้กล่าวเป็นนัยถึงพระวิญญาณนั้นในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์. ในข้อนี้ได้กล่าวถึงพระเจ้าเป็นครั้งแรกในหนังสือจดหมายฉบับนี้ และพระองค์ทรงถูกกล่าวไว้ในฐานะที่เป็นพระเจ้าตรีเอกภาพ คือ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณ. พระเจ้าผู้นี้ทรงเป็นความสว่างเหมือนกับที่ได้เปิดเผยไว้ภายใต้แสงสว่างที่อยู่ในกิตติคุณ.
ข่าวสารที่โยฮันและพวกสาวกคนอื่นๆ ในยุคเริ่มแรกได้ยินนั้นก็คือถ้อยคำที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ใน ยฮ.8:12 และ 9:5 อย่างแน่นอน คือที่ว่าพระองค์ทรงเป็นความสว่าง. อย่างไรก็ดีในที่นี้โยฮันกล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง. กรณีนี้ชี้บ่งว่า องค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้า ซึ่งได้เปิดเผยเป็นนัยถึงธาตุแท้ของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์.
ข่าวสารที่โยฮันและพวกสาวกคนอื่นๆ ในยุคเริ่มแรกได้ยินนั้นก็คือถ้อยคำที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ใน ยฮ.8:12 และ 9:5 อย่างแน่นอน คือที่ว่าพระองค์ทรงเป็นความสว่าง. อย่างไรก็ดีในที่นี้โยฮันกล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง. กรณีนี้ชี้บ่งว่า องค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้า ซึ่งได้เปิดเผยเป็นนัยถึงธาตุแท้ของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์.
1ยฮ.
1:5 ข 1ยฮ.2:8; ยฮ.1:4-5, 9; 3:19-21; 8:12; 9:5; 12:35-36; 1ตธ.6:16; ยก.1:17
1ยฮ.
1:5 3ข ประโยคดังเช่น "พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง", "พระเจ้าทรงเป็นความรัก" (4:8, 16), และ "พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ" (ยฮ.4:24) มิได้เป็นประโยคเชิงอุปมา แต่เป็นประโยคเชิงบรรยายโดยได้ชี้และบรรยายถึงลักษณะเนื้อแท้ของพระเจ้า. ในด้านลักษณะเนื้อแท้นั้น พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ, ความรัก, และความสว่าง. พระวิญญาณชี้ถึงลักษณะเนื้อแท้แห่งตัวตนของพระเจ้า; ความรักชี้ถึงลักษณะเนื้อแท้แห่งธาตุแท้ของพระเจ้า; ส่วนความสว่างชี้ถึงลักษณะเนื้อแท้แห่งการสำแดงของพระเจ้า. ทั้งความรักและความสว่างล้วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าเป็นชีวิต โดยเป็นของฝ่ายพระวิญญาณ (รม.8:2). แท้จริงทั้งพระเจ้า, พระวิญญาณนั้น, และชีวิตได้เป็นหนึ่ง. พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณและพระวิญญาณก็คือชีวิต. ในชีวิตนี้มีความรักและความสว่าง. เมื่อความรักอันศักดิ์สิทธิ์มาปรากฏแก่เราก็กลายเป็นพระคุณ และเมื่อความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ได้ส่องสว่างแก่เราก็กลายเป็นหลักความจริง. กิตติคุณของโยฮันได้เปิดเผยว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงนำพระคุณและหลักความจริงมาให้แก่เรา (ยฮ.1:14, 17) เพื่อเราจะได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.3:14-16) ส่วนจดหมายของโยฮันนั้นได้เปิดเผยว่าการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นำเราไปสู่แหล่งกำเนิดของพระคุณและหลักความจริง ซึ่งก็คือความรักอันศักดิ์สิทธิ์และความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์. หนังสือจดหมายของโยฮันนั้นเป็นการสืบเนื่องจากกิตติคุณของเขา. ในกิตติคุณของโยฮัน พระเจ้าได้เสด็จมาหาเราในพระบุตร โดยเป็นพระคุณและหลักความจริงเพื่อให้เรากลายเป็นบุตรทั้งหลายของพระองค์ (ยฮ.1:12-13) ส่วนในหนังสือจดหมายของโยฮัน เราซึ่งเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้าได้ไปหาพระบิดาโดยอยู่ในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตของพระบิดา เพื่อเราจะได้มีส่วน
ในความรักและความสว่างของพระองค์ (ดู 4:8 คำอธิบาย 2). อย่างแรกนั้นเป็นการที่พระเจ้าเสด็จมายังบริเวณภายนอกเพื่อตอบสนองความต้องการของเราที่แท่นบูชา (ลวต.4:28-31) ส่วนอย่างหลังนั้นเป็นการที่เราเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดเพื่อจะติดต่อกับพระองค์ที่หีบพันธสัญญา (อซด.25:22). นี่ก็คือประสบการณ์ที่มีต่อชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก้าวหน้าและลึกซึ้งขึ้นอีกขั้นหนึ่ง. หลังจากที่เราได้ต้อนรับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์โดยการเชื่อเข้าสู่ในพระบุตรดังที่กล่าวไว้ในกิตติคุณโยฮันแล้ว เรายังควรที่จะมุ่งหน้าไปสู่การรับสุขชีวิตนี้โดยการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนี้ดังที่กล่าวไว้ในหนังสือจดหมายของโยฮันด้วย. หนังสือจดหมายฉบับนี้ทั้งหมดได้เปิดเผยถึงเรื่องนี้แก่เราเพียงเรื่องเดียวนั่นคือการรับสุขชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์โดยการที่เราอาศัยอยู่ในการสามัคคีธรรมของชีวิตนี้.
1ยฮ.
1:5 4 ในเมื่อความสว่างเป็นลักษณะเนื้อแท้ของพระเจ้าในด้านการสำแดงของพระองค์ ความมืดจึงเป็นลักษณะเนื้อแท้ของซาตานในการงานที่ชั่วร้ายของมัน (3:8). ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงปลดปล่อยเราออกจากความมืดของซาตานเข้าสู่ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (กจ.26:18; 1ปต.2:9). ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในพระบุตรซึ่งได้ดำเนินการอยู่ภายในเรา
ความสว่างนี้ได้ส่องเข้ามาในความมืดที่อยู่ภายในเราและความมืดไม่อาจมีชัยต่อความสว่างนั้นได้ (ยฮ.1:4-5). เมื่อเราติดตามความสว่างนี้ เราก็จะไม่ดำเนินชีวิตในความมืด (ยฮ.8:12) ซึ่งตามเนื้อความในที่นี้นั่นก็คือความมืดแห่งความบาป (ข้อ 7-10).
1ยฮ.
1:6 1 การร่วมสามัคคีธรรมกับพระเจ้าก็คือการติดต่อกับพระองค์อย่างใกล้ชิดและมีชีวิตชีวา อยู่ในการหลั่งไหลแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ตามการชโลมของพระวิญญาณนั้นในวิญญาณของเรา (2:27). สิ่งนี้จะรักษาเราไว้ในการมีส่วนและรับสุขความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์และความรักอันศักดิ์สิทธิ์.
1ยฮ.
1:6 2 ตามเนื้อความในช่วงนี้ คำว่า "กับพระองค์" ก็หมายถึงกับพระเจ้า และก็คือ "กับพระบิดาและกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์" (ข้อ 3). ในที่นี้ก็ได้เปิดเผยเป็นนัยถึงตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง.
1ยฮ.
1:6 3 หมายถึงการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปในการเป็นอยู่ของเรา ซึ่งก็คือการเป็นอยู่, การประพฤติ, และการปฏิบัติตน. ในข้อต่อไปก็เช่นกัน. ดู ฆต.5:16 คำอธิบาย 1. การดำเนินชีวิตอยู่ในความมืดซึ่งหมายถึงการดำเนินชีวิตอยู่ในความมืดจนเคยชินนั้นก็คือการเป็นอยู่, ประพฤติ, และปฏิบัติตนในลักษณะเนื้อแท้แห่งการงานที่ชั่วร้ายของซาตาน. เมื่อพิจารณาตาม 2:11 ก็จะพบว่าการดำเนินชีวิตอยู่ในความมืดก็มีค่าเท่ากับการประพฤติตนในความบาปนั่นเอง (3:4, 8).
1ยฮ.
1:6 ก 1ยฮ.2:11; ยฮ.1:5; 12:35; กจ.26:18; กซ.1:13; 1ปต.2:9
1ยฮ.
1:6 ข 1ยฮ.2:4; 4:20
1ยฮ.
1:6 4ข การพูดมุสานั้นเป็นของซาตานซึ่งเป็นพ่อของผู้มุสา (ยฮ.8:44 และคำอธิบาย 3). ความมืดของซาตานนั้นตรงข้ามกับความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์และคำมุสาของซาตานนั้นก็ตรงข้ามกับหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย. ในเมื่อหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์เป็นการสำแดงของความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นคำมุสาของซาตานจึงเป็นการสำแดงแห่งความมืดของซาตานเช่นกัน. หากเรากล่าว
ว่าเรามีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าผู้เป็นความสว่าง แต่เรายังคงดำเนินชีวิตอยู่ในความมืด เราก็พูดมุสาอยู่ในการสำแดงแห่งความมืดของซาตานและไม่ได้ประพฤติตนในหลักความจริงที่อยู่ในการสำแดงแห่งความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์. พระคัมภีร์ข้อนี้ก็ได้เสริมภูมิคุ้มกันต่อคำสอนอันเป็นมิจฉาลัทธิของพวกแอนติโนเมียน (Antinomians) ซึ่งสอนผู้คนให้พ้นจากข้อจำกัดของกฎบัญญัติทางด้านศีลธรรม และยังกล่าวว่าคนผู้หนึ่งอาจดำเนินชีวิตอยู่ในความบาปและสามัคคีธรรมกับพระเจ้าไปด้วยก็ย่อมได้.
1ยฮ.
1:6 5 แปลตามตรงคือ มีภาคปฏิบัติ ซึ่งชี้ถึงการกระทำ (สิ่งใดๆ) จนเป็นความเคยชินเป็นประจำอย่างต่อเนื่องโดยการอาศัยอยู่ (ในสิ่งนั้น) ดังนั้นจึงมีความหมายเป็นนัยถึงการมีภาคปฏิบัติ. คำนี้ยังถูกใช้ใน 2:17, 29; 3:4 (สองครั้ง), 7, 8, 9, 10, 22; 5:2; รม.1:32 และในอีกหลายแห่ง. การมีภาคปฏิบัติในหลักความจริงก็คือการดำเนินชีวิตออกซึ่งหลักความจริงจนเป็นความเคยชิน ไม่ได้เป็น
แต่เพียงการกระทำตามหลักความจริงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น.
1ยฮ.
1:6 6 ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง ความเที่ยงแท้ (ซึ่งตรงข้ามกับความว่างเปล่า), ความแน่แท้, ความถูกต้อง, ความจริงแท้, ความจริงใจ. นี่เป็นศัพท์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโยฮัน และเป็นหนึ่งในบรรดาศัพท์ที่มีความหมายลึกซึ้งมากในพันธสัญญาใหม่ โดยชี้ถึงความเที่ยงแท้ทั้งสิ้นแห่งแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นเนื้อหาของการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระคำของพระเจ้าได้ถ่ายทอดและได้อธิบายไว้ ซึ่งได้แก่
(1) พระเจ้าผู้เป็นความสว่างและความรักที่ได้กลายเป็นเนื้อหนัง อันเป็นความเที่ยงแท้แห่งสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้แก่ ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์, พระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์, ฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์, และสง่าราศีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมีไว้ให้เราได้ครอบครอง เพื่อจะได้รับสุขพระองค์เป็นพระคุณดังที่ได้เปิดเผยไว้ในกิตติคุณของโยฮัน (ยฮ.1:1, 4, 14-17).
(2) พระคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าที่ได้มากลายเป็นเนื้อหนัง ซึ่งความบริบูรณ์ทั้งสิ้นแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้ายังได้อาศัยอยู่ในพระคริสต์ผู้นี้อย่างมีรูปมีร่าง (กซ.2:9). พระองค์เป็นความเที่ยงแท้ของ (ก) พระเจ้าและมนุษย์ (ยฮ.1:18, 51; 1ตธ.2:5); (ข) แบบเล็ง, เครื่องหมาย, และเงาทุกอย่างในพันธสัญญาเดิม (กซ.2:16-17; ยฮ.4:23, 24 และคำอธิบาย 4, 5); (ค) ทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และอยู่ฝ่ายวิญญาณ เช่นชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และการเป็นขึ้น (ยฮ.11:25; 14:6), ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.8:12; 9:5), หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.14:6), ปัญญา, ความชอบธรรม, การแบ่งแยกบริสุทธิ์, และการไถ่ (1กธ.1:30). ดังนั้นพระคริสต์จึงเป็นความเที่ยงแท้ (ยฮ.14:6; อฟ.4:21).
(3) พระวิญญาณนั้น ผู้เป็นพระคริสต์ที่เปลี่ยนรูปลักษณะ (1กธ.15:45ข; 2กธ.3:17) มาเป็นความเที่ยงแท้ของพระคริสต์ (ยฮ.14:16-17; 15:26) และของการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.16:13-15). ดังนั้นพระวิญญาณนั้นจึงเป็นความเที่ยงแท้ (1ยฮ.5:6).
(4) พระคำของพระเจ้าอันเป็นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่เพียงได้เปิดเผยแต่ยังได้ถ่ายทอดความเที่ยงแท้ของพระเจ้า, พระคริสต์, และของทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และอยู่ฝ่ายวิญญาณ. ดังนั้นพระคำของพระเจ้าก็เป็นความเที่ยงแท้เช่นกัน (ยฮ.17:17 และคำอธิบาย 3).
(5) เนื้อหาของหลักความเชื่อ (สิ่งที่เราเชื่อ) ซึ่งก็คือองค์ประกอบที่เป็นแก่นสารของสิ่งที่เราเชื่อ อันเป็นความเที่ยงแท้ของกิตติคุณที่ครบบริบูรณ์ (อฟ.1:13; กซ.1:5). เนื้อหาของหลักความเชื่อนี้ถูกเปิดเผยไว้ในพันธสัญญาใหม่ทั้งเล่ม (2กธ.4:2; 13:8; ฆต.5:7; 1ตธ.1:1, คำอธิบาย 1 ประเด็นที่ 1 และ 2; 2:4 และคำอธิบาย 2; 2:7ข; 3:15 และคำอธิบาย 5; 4:3; 6:5; 2ตธ.2:15, 18, 25; 3:7, 8; 4:4; ตต.1:1, 14; 2ธซ.2:10, 12; ฮร.10:26; ยก.5:19; 1ปต.1:22; 2ปต.1:12).
(6) ความเที่ยงแท้เกี่ยวกับพระเจ้า, จักรวาล, มนุษย์, ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าและกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน, อีกทั้งหน้าที่ความรับผิดชอบที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า ซึ่งได้เปิดเผยไว้โดยสิ่งทรงสร้างและพระคัมภีร์ (รม.1:18-20; 2:2, 8, 20).
(7) ความจริงแท้, ความสัตย์จริง, ความจริงใจ, ความซื่อตรง, ความเชื่อพึ่งได้, และความสัตย์ซื่อ ซึ่งหากพูดในด้านของพระเจ้าก็เป็นคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ (รม.3:7; 15:8) และหากพูดในด้านของมนุษย์ก็เป็นคุณธรรมแห่งสภาพมนุษย์ (มก.12:14; 2กธ.11:10; ฟป.1:18; 1ยฮ. 3:18) และเป็นการไหลออกของความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.4:23-24; 2ยฮ.1ก; 3ยฮ.1).
(8) สิ่งที่จริงหรือเที่ยงแท้, สภาพจริงหรือสภาพที่เที่ยงแท้ของเรื่องราว (ข้อเท็จจริง), ความเที่ยงแท้, ความถูกต้อง ซึ่งตรงข้ามกับความจอมปลอม, การหลอกลวง, การเสแสร้ง, ความหน้าซื่อใจคด, และความผิดเพี้ยน (มก.5:33; 12:32; ลก.4:25; ยฮ.16:7; กจ.4:27; 10:34; 26:25; รม.1:25; 9:1; 2กธ.6:7; 7:14; 12:6; กซ.1:6; 1ตธ.2:7ก).
ในแปดประการที่กล่าวไว้ข้างต้น ห้าประการแรกชี้ถึงความเที่ยงแท้อย่างเดียวกันในด้านธาตุแท้. พระเจ้า, พระคริสต์, และพระวิญญาณ ซึ่งก็คือตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงเป็นหนึ่งเดียวกันในด้านธาตุแท้. ดังนั้นแท้จริงแล้วทั้งสามพระภาคซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานแห่งเนื้อแท้ของความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือ ความเที่ยงแท้เพียงอย่างเดียว และความเที่ยงแท้หนึ่งเดียวนี้เป็นเนื้อแท้แห่งพระคำของพระเจ้าซึ่งเป็นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงกลายเป็นความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้เปิดเผยออกซึ่งอยู่ในพระคำอันศักดิ์สิทธิ์และได้ทำให้พระคำอันศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นความเที่ยงแท้. พระคำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ถ่ายทอดความเที่ยงแท้หนึ่งเดียวนี้มาเป็นเนื้อหาแห่งหลักความเชื่อ และเนื้อหาแห่งหลักความเชื่อก็คือเนื้อแท้ของกิตติคุณที่ได้เปิดเผยไว้ในพันธสัญญาใหม่ทั้งเล่มโดยเป็นความเที่ยงแท้ของพันธสัญญาใหม่ และก็คือความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์. เมื่อเราได้รับส่วนและรับสุขความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์นี้ ความเที่ยงแท้นี้ก็จะกลายเป็นความจริงแท้, ความจริงใจ, ความซื่อตรง, และความเชื่อพึ่งได้ของเราซึ่งจะเป็นคุณธรรมที่ล้ำเลิศในการประพฤติของเรา ซึ่งทำให้เราสามารถสำแดงพระเจ้าออกมา ซึ่งก็คือพระเจ้าแห่งความเที่ยงแท้ที่เรามีชีวิตเป็นอยู่โดยพระองค์ และเราก็กลายเป็นบุคคลที่ดำเนินชีวิตแห่งหลักความจริงโดยปราศจากความจอมปลอมหรือความหน้าซื่อใจคด ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลักความจริงที่ได้เปิดเผยไว้โดยสิ่งทรงสร้างและพระคัมภีร์.
คำว่า "หลักความจริง" ถูกใช้ในพันธสัญญาใหม่มากกว่าหนึ่งร้อยครั้ง. ความหมายของคำนี้เมื่อถูกใช้ในที่ต่างกัน จะต้องพิจารณาตัดสินจากบริบท. ตัวอย่างเช่นใน ยฮ.3:21 ถ้าดูตามบริบท คำนี้จะชี้ถึงความเที่ยงตรง (ที่ตรงข้ามกับความชั่วร้าย — ยฮ.3:19-20) ซึ่งเป็นความเที่ยงแท้ที่ปรากฏออกมาในมนุษย์ที่มีชีวิตเป็นอยู่ในพระเจ้าตามสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น และความเที่ยงตรงนี้ยังสอดคล้องกับความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งความสว่างนี้ก็คือพระเจ้าผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งหลักความจริงที่ทรงปรากฏออกมาในพระคริสต์นั่นเอง. ใน ยฮ.4:23-24 ถ้าดูตามบริบทในบทนั้นและตามการเปิดเผยทั้งหมดที่อยู่ในกิตติคุณโยฮันแล้ว คำนี้หมายถึงความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นความจริงแท้และความจริงใจของมนุษย์ (ซึ่งตรงกันข้ามกับความหน้าซื่อใจคดของผู้นมัสการชาวซะมาเรียที่ไร้ศีลธรรม — ยฮ.4:16-18) เพื่อการนมัสการที่แท้จริงซึ่งมีต่อ. ความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์คือพระคริสต์ (ผู้เป็นความเที่ยงแท้ — ยฮ.14:6) ในฐานะความเที่ยงแท้ของเครื่องบูชาทุกชนิดที่ใช้นมัสการพระเจ้าในพันธสัญญาเดิม (ยฮ.1:29; 3:14) และในฐานะแหล่งกำเนิดของน้ำที่มีชีวิต ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (ยฮ.4:7-15) ที่ผู้เชื่อทั้งหลายได้ดื่มและรับส่วนเพื่อเป็นความเที่ยงแท้อยู่ภายในเขา และในที่สุดก็จะกลายเป็นความจริงแท้และความจริงใจของเขา ให้เขาสามารถนมัสการพระเจ้าด้วยการนมัสการที่พระเจ้าทรงเสาะหา. ใน ยฮ.5:33 และ 18:37 เมื่อพิจารณาดูตามการเปิดเผยทั้งหมดของกิตติคุณโยฮันแล้ว คำว่า "หลักความจริง" หมายถึงความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้แปรสภาพเป็นรูปธรรม, เปิดเผย, และสำแดงออกมาในพระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า. ใน ยฮ.8:32, 40, 44-46 เมื่อพิจารณาดูตามการเปิดเผยในบทนั้นแล้ว คำนี้ชี้ถึงความเที่ยงแท้ของพระเจ้าที่ได้เปิดเผยไว้ในพระคำของพระองค์ (ยฮ.8:47) และได้แปรสภาพเป็นรูปธรรมอยู่ในพระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า (ยฮ.8:36) ผู้ทำให้เราให้เป็นไทจากการเป็นทาสแห่งความบาป (ยฮ.8:32 คำอธิบาย 1).
ในข้อ 6 นี้ คำว่า "หลักความจริง" หมายถึงความเที่ยงแท้ของพระเจ้าที่ถูกเปิดเผยออกมาในด้านของความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์. ความเที่ยงแท้นี้สิ่งที่ออกมาจากความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวไว้ในข้อ 5 และการแปรสภาพเป็นจริงของความสว่างนี้. ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์คือแหล่งกำเนิดที่อยู่ในพระเจ้า ส่วนหลักความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ออกมาจากความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์และการแปรสภาพเป็นจริงของความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเรา (ดู 4:8 คำอธิบาย 2; เทียบ ยฮ.3:19-21). เมื่อเราอาศัยอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเราได้รับสุขอยู่ในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เราก็ประพฤติตนในหลักความจริง (ซึ่งหลักความจริงนี้ก็คือสิ่งที่เราได้แปรสภาพเป็นจริงอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์). เมื่อเราได้อาศัยอยู่ในแหล่งกำเนิด สิ่งที่ออกมาจากแหล่งกำเนิดนี้ก็จะกลายเป็นการประพฤติตนของเรา.
(1) พระเจ้าผู้เป็นความสว่างและความรักที่ได้กลายเป็นเนื้อหนัง อันเป็นความเที่ยงแท้แห่งสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้แก่ ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์, พระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์, ฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์, และสง่าราศีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมีไว้ให้เราได้ครอบครอง เพื่อจะได้รับสุขพระองค์เป็นพระคุณดังที่ได้เปิดเผยไว้ในกิตติคุณของโยฮัน (ยฮ.1:1, 4, 14-17).
(2) พระคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าที่ได้มากลายเป็นเนื้อหนัง ซึ่งความบริบูรณ์ทั้งสิ้นแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้ายังได้อาศัยอยู่ในพระคริสต์ผู้นี้อย่างมีรูปมีร่าง (กซ.2:9). พระองค์เป็นความเที่ยงแท้ของ (ก) พระเจ้าและมนุษย์ (ยฮ.1:18, 51; 1ตธ.2:5); (ข) แบบเล็ง, เครื่องหมาย, และเงาทุกอย่างในพันธสัญญาเดิม (กซ.2:16-17; ยฮ.4:23, 24 และคำอธิบาย 4, 5); (ค) ทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และอยู่ฝ่ายวิญญาณ เช่นชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และการเป็นขึ้น (ยฮ.11:25; 14:6), ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.8:12; 9:5), หนทางอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.14:6), ปัญญา, ความชอบธรรม, การแบ่งแยกบริสุทธิ์, และการไถ่ (1กธ.1:30). ดังนั้นพระคริสต์จึงเป็นความเที่ยงแท้ (ยฮ.14:6; อฟ.4:21).
(3) พระวิญญาณนั้น ผู้เป็นพระคริสต์ที่เปลี่ยนรูปลักษณะ (1กธ.15:45ข; 2กธ.3:17) มาเป็นความเที่ยงแท้ของพระคริสต์ (ยฮ.14:16-17; 15:26) และของการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.16:13-15). ดังนั้นพระวิญญาณนั้นจึงเป็นความเที่ยงแท้ (1ยฮ.5:6).
(4) พระคำของพระเจ้าอันเป็นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไม่เพียงได้เปิดเผยแต่ยังได้ถ่ายทอดความเที่ยงแท้ของพระเจ้า, พระคริสต์, และของทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และอยู่ฝ่ายวิญญาณ. ดังนั้นพระคำของพระเจ้าก็เป็นความเที่ยงแท้เช่นกัน (ยฮ.17:17 และคำอธิบาย 3).
(5) เนื้อหาของหลักความเชื่อ (สิ่งที่เราเชื่อ) ซึ่งก็คือองค์ประกอบที่เป็นแก่นสารของสิ่งที่เราเชื่อ อันเป็นความเที่ยงแท้ของกิตติคุณที่ครบบริบูรณ์ (อฟ.1:13; กซ.1:5). เนื้อหาของหลักความเชื่อนี้ถูกเปิดเผยไว้ในพันธสัญญาใหม่ทั้งเล่ม (2กธ.4:2; 13:8; ฆต.5:7; 1ตธ.1:1, คำอธิบาย 1 ประเด็นที่ 1 และ 2; 2:4 และคำอธิบาย 2; 2:7ข; 3:15 และคำอธิบาย 5; 4:3; 6:5; 2ตธ.2:15, 18, 25; 3:7, 8; 4:4; ตต.1:1, 14; 2ธซ.2:10, 12; ฮร.10:26; ยก.5:19; 1ปต.1:22; 2ปต.1:12).
(6) ความเที่ยงแท้เกี่ยวกับพระเจ้า, จักรวาล, มนุษย์, ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าและกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน, อีกทั้งหน้าที่ความรับผิดชอบที่มนุษย์มีต่อพระเจ้า ซึ่งได้เปิดเผยไว้โดยสิ่งทรงสร้างและพระคัมภีร์ (รม.1:18-20; 2:2, 8, 20).
(7) ความจริงแท้, ความสัตย์จริง, ความจริงใจ, ความซื่อตรง, ความเชื่อพึ่งได้, และความสัตย์ซื่อ ซึ่งหากพูดในด้านของพระเจ้าก็เป็นคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ (รม.3:7; 15:8) และหากพูดในด้านของมนุษย์ก็เป็นคุณธรรมแห่งสภาพมนุษย์ (มก.12:14; 2กธ.11:10; ฟป.1:18; 1ยฮ. 3:18) และเป็นการไหลออกของความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ (ยฮ.4:23-24; 2ยฮ.1ก; 3ยฮ.1).
(8) สิ่งที่จริงหรือเที่ยงแท้, สภาพจริงหรือสภาพที่เที่ยงแท้ของเรื่องราว (ข้อเท็จจริง), ความเที่ยงแท้, ความถูกต้อง ซึ่งตรงข้ามกับความจอมปลอม, การหลอกลวง, การเสแสร้ง, ความหน้าซื่อใจคด, และความผิดเพี้ยน (มก.5:33; 12:32; ลก.4:25; ยฮ.16:7; กจ.4:27; 10:34; 26:25; รม.1:25; 9:1; 2กธ.6:7; 7:14; 12:6; กซ.1:6; 1ตธ.2:7ก).
ในแปดประการที่กล่าวไว้ข้างต้น ห้าประการแรกชี้ถึงความเที่ยงแท้อย่างเดียวกันในด้านธาตุแท้. พระเจ้า, พระคริสต์, และพระวิญญาณ ซึ่งก็คือตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงเป็นหนึ่งเดียวกันในด้านธาตุแท้. ดังนั้นแท้จริงแล้วทั้งสามพระภาคซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานแห่งเนื้อแท้ของความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือ ความเที่ยงแท้เพียงอย่างเดียว และความเที่ยงแท้หนึ่งเดียวนี้เป็นเนื้อแท้แห่งพระคำของพระเจ้าซึ่งเป็นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงกลายเป็นความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้เปิดเผยออกซึ่งอยู่ในพระคำอันศักดิ์สิทธิ์และได้ทำให้พระคำอันศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นความเที่ยงแท้. พระคำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ถ่ายทอดความเที่ยงแท้หนึ่งเดียวนี้มาเป็นเนื้อหาแห่งหลักความเชื่อ และเนื้อหาแห่งหลักความเชื่อก็คือเนื้อแท้ของกิตติคุณที่ได้เปิดเผยไว้ในพันธสัญญาใหม่ทั้งเล่มโดยเป็นความเที่ยงแท้ของพันธสัญญาใหม่ และก็คือความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์. เมื่อเราได้รับส่วนและรับสุขความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์นี้ ความเที่ยงแท้นี้ก็จะกลายเป็นความจริงแท้, ความจริงใจ, ความซื่อตรง, และความเชื่อพึ่งได้ของเราซึ่งจะเป็นคุณธรรมที่ล้ำเลิศในการประพฤติของเรา ซึ่งทำให้เราสามารถสำแดงพระเจ้าออกมา ซึ่งก็คือพระเจ้าแห่งความเที่ยงแท้ที่เรามีชีวิตเป็นอยู่โดยพระองค์ และเราก็กลายเป็นบุคคลที่ดำเนินชีวิตแห่งหลักความจริงโดยปราศจากความจอมปลอมหรือความหน้าซื่อใจคด ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลักความจริงที่ได้เปิดเผยไว้โดยสิ่งทรงสร้างและพระคัมภีร์.
คำว่า "หลักความจริง" ถูกใช้ในพันธสัญญาใหม่มากกว่าหนึ่งร้อยครั้ง. ความหมายของคำนี้เมื่อถูกใช้ในที่ต่างกัน จะต้องพิจารณาตัดสินจากบริบท. ตัวอย่างเช่นใน ยฮ.3:21 ถ้าดูตามบริบท คำนี้จะชี้ถึงความเที่ยงตรง (ที่ตรงข้ามกับความชั่วร้าย — ยฮ.3:19-20) ซึ่งเป็นความเที่ยงแท้ที่ปรากฏออกมาในมนุษย์ที่มีชีวิตเป็นอยู่ในพระเจ้าตามสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น และความเที่ยงตรงนี้ยังสอดคล้องกับความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งความสว่างนี้ก็คือพระเจ้าผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งหลักความจริงที่ทรงปรากฏออกมาในพระคริสต์นั่นเอง. ใน ยฮ.4:23-24 ถ้าดูตามบริบทในบทนั้นและตามการเปิดเผยทั้งหมดที่อยู่ในกิตติคุณโยฮันแล้ว คำนี้หมายถึงความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นความจริงแท้และความจริงใจของมนุษย์ (ซึ่งตรงกันข้ามกับความหน้าซื่อใจคดของผู้นมัสการชาวซะมาเรียที่ไร้ศีลธรรม — ยฮ.4:16-18) เพื่อการนมัสการที่แท้จริงซึ่งมีต่อ. ความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์คือพระคริสต์ (ผู้เป็นความเที่ยงแท้ — ยฮ.14:6) ในฐานะความเที่ยงแท้ของเครื่องบูชาทุกชนิดที่ใช้นมัสการพระเจ้าในพันธสัญญาเดิม (ยฮ.1:29; 3:14) และในฐานะแหล่งกำเนิดของน้ำที่มีชีวิต ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (ยฮ.4:7-15) ที่ผู้เชื่อทั้งหลายได้ดื่มและรับส่วนเพื่อเป็นความเที่ยงแท้อยู่ภายในเขา และในที่สุดก็จะกลายเป็นความจริงแท้และความจริงใจของเขา ให้เขาสามารถนมัสการพระเจ้าด้วยการนมัสการที่พระเจ้าทรงเสาะหา. ใน ยฮ.5:33 และ 18:37 เมื่อพิจารณาดูตามการเปิดเผยทั้งหมดของกิตติคุณโยฮันแล้ว คำว่า "หลักความจริง" หมายถึงความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้แปรสภาพเป็นรูปธรรม, เปิดเผย, และสำแดงออกมาในพระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า. ใน ยฮ.8:32, 40, 44-46 เมื่อพิจารณาดูตามการเปิดเผยในบทนั้นแล้ว คำนี้ชี้ถึงความเที่ยงแท้ของพระเจ้าที่ได้เปิดเผยไว้ในพระคำของพระองค์ (ยฮ.8:47) และได้แปรสภาพเป็นรูปธรรมอยู่ในพระคริสต์ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า (ยฮ.8:36) ผู้ทำให้เราให้เป็นไทจากการเป็นทาสแห่งความบาป (ยฮ.8:32 คำอธิบาย 1).
ในข้อ 6 นี้ คำว่า "หลักความจริง" หมายถึงความเที่ยงแท้ของพระเจ้าที่ถูกเปิดเผยออกมาในด้านของความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์. ความเที่ยงแท้นี้สิ่งที่ออกมาจากความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวไว้ในข้อ 5 และการแปรสภาพเป็นจริงของความสว่างนี้. ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์คือแหล่งกำเนิดที่อยู่ในพระเจ้า ส่วนหลักความจริงนั้นเป็นสิ่งที่ออกมาจากความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์และการแปรสภาพเป็นจริงของความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเรา (ดู 4:8 คำอธิบาย 2; เทียบ ยฮ.3:19-21). เมื่อเราอาศัยอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเราได้รับสุขอยู่ในการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เราก็ประพฤติตนในหลักความจริง (ซึ่งหลักความจริงนี้ก็คือสิ่งที่เราได้แปรสภาพเป็นจริงอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์). เมื่อเราได้อาศัยอยู่ในแหล่งกำเนิด สิ่งที่ออกมาจากแหล่งกำเนิดนี้ก็จะกลายเป็นการประพฤติตนของเรา.
1ยฮ.
1:7 ก 1ยฮ.2:6; 2ยฮ.4, 6; 3ยฮ.3, 4; ยซย.2:5
1ยฮ.
1:7 1 เราดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง แต่พระเจ้าทรงอยู่ในความสว่าง เพราะพระองค์ทรงเป็นความสว่าง. "ความสว่างเป็นองค์ประกอบที่ให้พระเจ้าอาศัยอยู่ภายในนั้น (เทียบ 1ตธ.6:16) ...การดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างเหมือนอย่างพระองค์ทรงอยู่ในความสว่างนี้มิได้เป็นเพียงการเอาอย่างของพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นความเหมือนกันในด้านองค์ประกอบมูลฐานแห่งการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรากับสิ่งทรงเป็นที่นิรันดร์ของพระเจ้า: มิใช่การเอาอย่าง แต่เป็นความเหมือนและคล้องจองกันในด้านบรรยากาศแห่งชีวิต" (Alford: อัลฟอร์ด).
1ยฮ.
1:7 2 เมื่อเราได้ดำเนินชีวิตและเป็นอยู่ในความสว่างของพระเจ้า เราก็ได้ร่วมรับสุขกับพระเจ้าตรีเอกภาพและยังได้ร่วมมีส่วนในพระประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. การสามัคคีธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้นจะนำความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์มาสู่เรา และความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็จะรักษาเราไว้ในการสามัคคีธรรม ซึ่งก็คือในการร่วมรับสุขกับพระเจ้าและร่วมมีส่วนในพระประสงค์ของพระองค์.
1ยฮ.
1:7 ข ยฮ.19:34; มธ.26:28; อฟ.1:7; 1ปต.1:19; วว.1:5; 7:14
1ยฮ.
1:7 3ข เมื่อเราเป็นอยู่ในความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ เราก็จะอยู่ภายใต้การส่องสว่างจากความสว่างนี้ และความสว่างนี้จะเปิดโปงความบาป, การล่วงละเมิด, ความพ่ายแพ้, และข้อบกพร่องทั้งหมดของเรา (สิ่งเหล่านี้ขัดแย้งกับความสว่างอันบริสุทธิ์หมดจด, ความรักที่ครบสมบูรณ์, ความบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง, และความชอบธรรมอันเหนือล้ำของพระองค์) ตามพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าและโดยอาศัยพระนิสัยของพระเจ้าที่อยู่ภายในเรา. ในขณะนั้นเราก็จะรับรู้ได้ถึงความต้องการที่จะรับการชำระจากพระโลหิตแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้าในมโนธรรมที่ได้รับการฉายส่องของเราและพระโลหิตนี้ก็จะชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้นในมโนธรรมของเรา เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งการสามัคคีธรรมที่เรามีต่อพระเจ้าและมีต่อกันและกัน. ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำลายได้ แต่การสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้านั้นอาจขาดตอนได้. อย่างแรกนั้นเป็นเรื่องของชีวิต ส่วนอย่างหลังแม้จะเป็นเรื่องของชีวิตเช่นกัน แต่ก็มีการดำเนินชีวิตของเราเป็นพื้นฐาน. อย่างแรกนั้นปราศจากเงื่อนไข แต่อย่างหลังนั้นมีเงื่อนไข. การสามัคคีธรรมของเราซึ่งเป็นสิ่งที่มีเงื่อนไขนั้น จะต้องได้รับการรักษาไว้ โดยการชำระด้วยพระโลหิตของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ.
ในพระคำตอนนี้ได้กล่าวถึงวัฏจักรในชีวิตฝ่ายวิญญาณอันประกอบด้วยสิ่งสำคัญสี่ประการซึ่งได้แก่ ชีวิตนิรันดร์, การสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์, ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์, และพระโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า. ชีวิตนิรันดร์ก่อกำเนิด การสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์, การสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์ก็จะนำมาซึ่งความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์, และความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ได้เพิ่มพูนความต้องการของเราที่มีต่อพระโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า เพื่อเราจะได้รับชีวิตนิรันดร์มากยิ่งขึ้น. เมื่อเรามีชีวิตนิรันดร์ยิ่งมาก ชีวิตนี้ก็จะนำการสามัคคีธรรมมาให้แก่เรายิ่งมาก. เมื่อเราได้รับสุขการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมาก เราก็จะได้รับแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมาก. เมื่อเราได้รับแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมากเราก็จะมีส่วนในการชำระแห่งพระโลหิตของพระเยซูยิ่งมาก. วัฏจักรเช่นนี้จะนำเรามุ่งหน้าไปในการเติบโตแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์จนเราบรรลุถึงความสุกงอมแห่งชีวิต.
ในพระคำตอนนี้ได้กล่าวถึงวัฏจักรในชีวิตฝ่ายวิญญาณอันประกอบด้วยสิ่งสำคัญสี่ประการซึ่งได้แก่ ชีวิตนิรันดร์, การสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์, ความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์, และพระโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า. ชีวิตนิรันดร์ก่อกำเนิด การสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์, การสามัคคีธรรมแห่งชีวิตนิรันดร์ก็จะนำมาซึ่งความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์, และความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ได้เพิ่มพูนความต้องการของเราที่มีต่อพระโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า เพื่อเราจะได้รับชีวิตนิรันดร์มากยิ่งขึ้น. เมื่อเรามีชีวิตนิรันดร์ยิ่งมาก ชีวิตนี้ก็จะนำการสามัคคีธรรมมาให้แก่เรายิ่งมาก. เมื่อเราได้รับสุขการสามัคคีธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมาก เราก็จะได้รับแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมาก. เมื่อเราได้รับแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมากเราก็จะมีส่วนในการชำระแห่งพระโลหิตของพระเยซูยิ่งมาก. วัฏจักรเช่นนี้จะนำเรามุ่งหน้าไปในการเติบโตแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์จนเราบรรลุถึงความสุกงอมแห่งชีวิต.
1ยฮ.
1:7 4 พระนามเยซูชี้ถึงสภาพมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งจำเป็นต่อการที่พระองค์จะทรงหลั่งพระโลหิตแห่งการไถ่ ส่วนชื่อเรียก "พระบุตรของพระองค์" ชี้ถึงสภาพพระเจ้าขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งจำเป็นต่อการทำให้พระโลหิตแห่งการไถ่นี้มีประสิทธิภาพที่นิรันดร์. ดังนั้นคำว่า "พระโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระองค์" จึงบ่งบอกว่า พระโลหิตนี้เป็นพระโลหิตของมนุษย์ที่แท้จริงและเหมาะแก่การไถ่สิ่งทรงสร้างของพระเจ้าที่ได้ตกต่ำไป โดยมีหลักประกันอันศักดิ์สิทธิ์เป็นประสิทธิภาพที่นิรันดร์ของพระโลหิตนี้ คือเป็นประสิทธิภาพที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในด้านสถานที่และยืนยงในด้านกาลเวลา.
ชื่อเรียก "พระเยซูพระบุตรของพระองค์" ยังเป็นสิ่งที่โยฮันใช้สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานพวกมิจฉาลัทธิที่เกี่ยวกับเรื่องฐานันดรขององค์พระผู้เป็นเจ้า. มีมิจฉาลัทธิอยู่พวกหนึ่งยืนกรานแต่สภาพพระเจ้าขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนได้ปฏิเสธสภาพมนุษย์ของพระองค์. ชื่อเรียก "เยซู" ซึ่งเป็นชื่อของมนุษย์ จึงได้สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานพวกมิจฉาลัทธิพวกนี้. มีพวกมิจฉาลัทธิอีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนกรานแต่สภาพมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนได้ปฏิเสธสภาพพระเจ้าของพระองค์. ชื่อเรียก "พระบุตรของพระองค์" อันเป็นพระนามแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้าจึงเป็นยาแก้พิษต่อพวกมิจฉาลัทธิกลุ่มนี้.
ชื่อเรียก "พระเยซูพระบุตรของพระองค์" ยังเป็นสิ่งที่โยฮันใช้สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานพวกมิจฉาลัทธิที่เกี่ยวกับเรื่องฐานันดรขององค์พระผู้เป็นเจ้า. มีมิจฉาลัทธิอยู่พวกหนึ่งยืนกรานแต่สภาพพระเจ้าขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนได้ปฏิเสธสภาพมนุษย์ของพระองค์. ชื่อเรียก "เยซู" ซึ่งเป็นชื่อของมนุษย์ จึงได้สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานพวกมิจฉาลัทธิพวกนี้. มีพวกมิจฉาลัทธิอีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนกรานแต่สภาพมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนได้ปฏิเสธสภาพพระเจ้าของพระองค์. ชื่อเรียก "พระบุตรของพระองค์" อันเป็นพระนามแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้าจึงเป็นยาแก้พิษต่อพวกมิจฉาลัทธิกลุ่มนี้.
1ยฮ.
1:7 5 รูปกาล (tense) ของกริยาคำนี้ในภาษากรีกเป็นปัจจุบันกาลที่ชี้ถึงการกระทำที่ต่อเนื่อง ซึ่งชี้บ่งว่า พระโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระองค์จะชำระเราอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ. การชำระในที่นี้ชี้ถึงการที่พระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชำระมโนธรรมของเราในยามฉับพลัน. ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้านั้น พระโลหิตแห่งการไถ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชำระเราเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จไปชั่วนิรันดร์แล้ว (ฮร.9:12, 14) และประสิทธิภาพแห่งการชำระนั้นก็ยืนยงไปจวบนิจกาลต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าด้วยดังนั้นจึงไม่ต้องทำการชำระซ้ำอีก. อย่างไรก็ดี ในมโนธรรมของเรานั้นยังต้องมีการปรับใช้ในยามฉับพลันถึงการชำระในยามปกติแห่งพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าในยามที่มโนธรรมของเราได้รับการฉายส่องโดยความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่เรามีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า. การชำระในยามฉับพลันนี้มีแบบเล็งโดยการชำระด้วยน้ำที่ผสมด้วยเถ้าของโคตัวเมียเพื่อใช้ในการขจัดสิ่งมลทิน (อฤธ.19:2-10).
1ยฮ.
1:7 6 พันธสัญญาใหม่นั้นจัดการกับปัญหาเรื่องความบาปโดยใช้ทั้งคำว่า "ความบาป" ที่เป็นเอกพจน์และคำว่า "ความบาป" ที่เป็นพหูพจน์. ความบาปที่เป็นเอกพจน์นั้นชี้ถึงความบาปที่อาศัยอยู่ภายในซึ่งมาจากซาตานและได้เข้าสู่มนุษยชาติโดยอาดาม (รม.5:12). ความบาปที่เป็นเอกพจน์นี้ได้ถูกจัดการไปแล้วในช่วงที่สองของหนังสือโรม (5:12—8:13 — ยกเว้น 7:5 ซึ่งได้กล่าวถึงความบาปทั้งหลาย). ความบาปที่เป็นพหูพจน์นั้นชี้ถึงการประพฤติที่เป็นบาปอันเป็นผลมาจากความบาปที่อาศัยอยู่ภายใน. ความบาปชนิดนี้ได้รับการจัดการไปในช่วงแรกของหนังสือโรม (รม.1:18—5:11). อย่างไรก็ดีความบาปที่เป็นเอกพจน์ซึ่งอยู่ในข้อนี้เมื่อใช้ร่วมกับคำว่า "ทั้งสิ้น" ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ก็ไม่ได้ชี้ถึงความบาปที่อาศัยอยู่ภายในอีกต่อไป แต่หมายถึงความบาปที่เราได้กระทำไปในแต่ละครั้ง (ข้อ 10) หลังจากที่เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว. ในแต่ละครั้งที่เราได้กระทำบาปเช่นนี้ มโนธรรมที่ได้รับการชำระไปแล้วของเราก็จะถูกทำให้เป็นมลทิน และต้องได้รับการชำระออกไปโดยพระโลหิตขององค์พระ
ผู้เป็นเจ้าในท่ามกลางการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น.
ความบาปที่เป็นเอกพจน์ของเรา หรือความบาปที่อาศัยอยู่ภายในเรานั้น (รม.7:17) ถูกพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปจัดการไปแล้ว (ลวต.4; ยซย.53:10; รม.8:3; 2กธ.5:21; ฮร.9:26). ส่วนความบาปที่เป็นพหูพจน์และการล่วงละเมิดของเรานั้นก็ถูกพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาแห่งการล่วงละเมิดจัดการไปแล้วเช่นกัน (ลวต.5; ยซย.53:11; 1กธ.15:3; 1ปต.2:24; ฮร.9:28). อย่างไรก็ดี หลังจากที่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เรายังคงต้องยึดพระคริสต์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเราเพื่อจัดการกับความบาปที่อยู่ในนิสัยของเราอีก ดังที่ได้ชี้บ่งไว้ในข้อ 8 และต้องยึดพระองค์เป็นเครื่องบูชาแห่งการล่วงละเมิดเพื่อจัดการกับความบาปที่เราได้กระทำไปอีกด้วย ดังที่ได้ชี้บ่งไว้ในข้อ 9.
ความบาปที่เป็นเอกพจน์ของเรา หรือความบาปที่อาศัยอยู่ภายในเรานั้น (รม.7:17) ถูกพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปจัดการไปแล้ว (ลวต.4; ยซย.53:10; รม.8:3; 2กธ.5:21; ฮร.9:26). ส่วนความบาปที่เป็นพหูพจน์และการล่วงละเมิดของเรานั้นก็ถูกพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาแห่งการล่วงละเมิดจัดการไปแล้วเช่นกัน (ลวต.5; ยซย.53:11; 1กธ.15:3; 1ปต.2:24; ฮร.9:28). อย่างไรก็ดี หลังจากที่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เรายังคงต้องยึดพระคริสต์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเราเพื่อจัดการกับความบาปที่อยู่ในนิสัยของเราอีก ดังที่ได้ชี้บ่งไว้ในข้อ 8 และต้องยึดพระองค์เป็นเครื่องบูชาแห่งการล่วงละเมิดเพื่อจัดการกับความบาปที่เราได้กระทำไปอีกด้วย ดังที่ได้ชี้บ่งไว้ในข้อ 9.
1ยฮ.
1:8 1 คำว่า "บาป" ในภาษากรีกเป็นเอกพจน์. คำว่า "ไม่มีบาป" ในที่นี้คือไม่มีความบาปที่อาศัยอยู่ภายในนิสัยของเราเลย (รม.7:17). นี่ก็คือคำสอนของพวกนอสติก (Gnostics) ซึ่งเป็นมิจฉาลัทธิ. อัครทูตได้สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านคำสอนที่จอมปลอมนี้ให้แก่ผู้เชื่อ. พระคำตอนนี้ (1:7—2:2) ได้จัดการกับกรณีที่ผู้เชื่อกระทำบาปหลังจากที่เขาได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว. การกระทำบาปเช่นนี้ทำให้การสามัคคีธรรมระหว่างพวกเขากับพระเจ้าขาดลง. ถ้าผู้เชื่อไม่มีความบาปในนิสัยหลังจากที่เขาได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว เขาจะกระทำบาปในการประพฤติได้อย่างไร? แม้เขาจะกระทำบาปเพียงครั้งคราวมิได้เป็นความเคย
ชิน แต่การที่เขายังกระทำบาปอยู่ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่เพียงพอแล้วว่าความบาปยังคงทำงานอยู่ภายในพวกเขา. ไม่เช่นนั้นแล้วการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าของพวกเขาก็คงจะไม่ขาดลง. คำสอนของอัครทูตในที่นี้ยังได้ปรับโทษคำสอนของลัทธิสมบูรณ์นิยม (Perfectionism) ของทุกวันนี้อีกด้วย. พวกนี้พูดกันว่า มนุษย์สามารถบรรลุถึงสภาพที่เป็นอิสระจากความบาปได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ หรือได้บรรลุถึงสภาพนี้แล้ว. คำสอนของอัครทูตยังได้ล้มล้างคำสอนที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการถอนรากแห่งความบาปที่สอนกันในทุกวันนี้โดยตีความพระคำใน 3:9 และ 5:18 กันอย่างผิดๆ คือกล่าวว่า ผู้ที่ได้รับการบังเกิดใหม่แล้วจะ
ไม่อาจทำบาปได้อีกเพราะนิสัยแห่งบาปของเขาถูกถอนรากถอนโคนไปจนหมดสิ้นแล้ว.
1ยฮ.
1:8 2 หรือ เราก็ชักจูงตนเองให้หลงไป. การพูดว่าเราไม่มีความบาปอีกเพราะเราได้รับการบังเกิดใหม่แล้วนั้นเป็นการหลอกลวงตนเองและยังเป็นการปฏิเสธข้อเท็จจริงที่แท้จริงซึ่งอยู่ในประสบการณ์ของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการชักจูงตนเองให้หลงไป.
1ยฮ.
1:8 ก 1ยฮ.2:4; ยฮ.8:44
1ยฮ.
1:8 3ก หลักความจริงชี้ถึงข้อเท็จจริงที่จริงแท้, ความเที่ยงแท้ของพระเจ้าที่ได้เปิดเผยออกมา ซึ่งถูกถ่ายทอดไว้ในกิตติคุณ เช่นความเที่ยงแท้ของพระเจ้าและทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือพระคริสต์ทั้งสิ้น (ยฮ.1:14, 17; 14:6); ความเที่ยงแท้ของพระคริสต์และทุกสิ่งที่อยู่ฝ่ายวิญญาณ ซึ่งก็คือพระวิญญาณ (ยฮ.14:17; 15:26; 16:13; 1ยฮ.5:6); และความเที่ยงแท้แห่งสภาพการณ์ของมนุษย์ (ยฮ.16:8-11). ดูข้อ 6 คำอธิบาย 6. คำว่า "หลักความจริง" ในที่นี้ได้ชี้บ่งเป็นพิเศษถึงความเที่ยงแท้ของสภาพการณ์แห่งความบาปของเราหลังจากที่เราได้รับการบังเกิดใหม่ภายใต้การฉายส่องของความสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่เราร่วมสามัคคีธรรมกับพระเจ้า. หากเรากล่าวว่า หลังจากที่เราบังเกิดใหม่แล้ว เราก็ไม่มีความบาปอีก ถ้าเช่นนั้นความเที่ยงแท้หรือหลักความจริงที่ว่านี้ก็ไม่ได้อยู่ในเรา นอกจากนี้เรายังได้ปฏิเสธสภาพการณ์ที่แท้จริงหลังจากที่เราได้บังเกิดใหม่แล้วอีกด้วย.
1ยฮ.
1:9 ก บพส.32:5; สภษ.28:13
1ยฮ.
1:9 1ก กรณีนี้หมายถึงการสารภาพความบาป (พหูพจน์) และความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว มิใช่การสารภาพความบาป (พหูพจน์) ที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะได้รับการบังเกิดใหม่.
1ยฮ.
1:9 2 ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
1ยฮ.
1:9 ข ฮร.10:23; พบญ.7:9; บพส.143:1
1ยฮ.
1:9 3ข พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในพระคำของพระองค์ (ข้อ 10) และทรงชอบธรรมในพระโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระองค์ (ข้อ 7). พระคำของพระองค์เป็นพระคำแห่งหลักความจริงเกี่ยวกับกิตติคุณของพระองค์ (อฟ.1:13) ซึ่งได้บอกแก่เราว่า พระองค์จะทรงอภัยบาปของเราเพราะเห็นแก่พระคริสต์ (กจ.10:43) และพระโลหิตของพระคริสต์ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องอันชอบธรรมของ
พระองค์ เพื่อพระองค์จะทรงอภัยความบาปของเรา (มธ.26:28). หากเราสารภาพความบาปของเรา พระองค์ก็จะทรงอภัยแก่เราตามพระคำของพระองค์ โดยมีการไถ่ด้วยพระโลหิตของพระเยซูเป็นพื้นฐาน เพราะพระองค์จะต้องสัตย์ซื่อในพระคำของพระองค์และชอบธรรมในพระโลหิตของพระเยซู ไม่เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่สัตย์ซื่อและไม่ชอบธรรม. การสารภาพของเราเป็นสิ่งจำเป็นต่อการที่พระองค์จะทรงอภัย. การที่พระเจ้าทรงอภัยบาปเพื่อฟื้นฟูการสามัคคีธรรมที่เรามีต่อพระองค์เช่นนี้เป็นสิ่งที่มีเงื่อนไข คือขึ้นอยู่กับการสารภาพของเรา.
1ยฮ.
1:9 ค 1ยฮ.2:29; รม.1:17; 3:21-22; 25-26; บพส.92:15
1ยฮ.
1:9 ง มธ.26:28; ฮร.9:22, เทียบ 1ยฮ.2:12
1ยฮ.
1:9 จ 1ยฮ.2:2; 1กธ.15:3; ฆต.1:4; ฮร.9:28; 1ปต.2:24
1ยฮ.
1:9 ฉ บพส.51:2
1ยฮ.
1:9 4ฉ การอภัยแก่เราเป็นการปลดปล่อยเราให้พ้นจากความบกพร่องเพราะการทำบาปของเรา ส่วนการชำระเรานั้นเป็นการชำระไปซึ่งรอยมลทินแห่งความอธรรมของเรา.
1ยฮ.
1:9 ช 1ยฮ.5:17; รม.6:13; ฮร.8:12
1ยฮ.
1:9 5ช คำว่า "อธรรม" กับคำว่า "ความบาป" นั้นเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน. การอธรรมทุกอย่างเป็นความบาป (5:17). ทั้งสองสิ่งล้วนชี้ถึงการที่เราไปทำผิด. คำว่า "ความบาป" ชี้ถึงความบกพร่องเพราะการทำผิดต่อพระเจ้า. คำว่า "อธรรม" ชี้ถึงรอยมลทินแห่งการทำผิดของเรา ซึ่งทำให้เราไม่ถูกต้องทั้งต่อพระเจ้าและมนุษย์. ความบกพร่องนี้ต้องได้รับการอภัยจากพระเจ้าส่วนรอยมลทินนั้นต้องรับการชำระจากพระองค์. ทั้งการอภัยและการชำระของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูการสามัคคีธรรมระหว่างเรากับพระเจ้าที่ถูกตัดขาดไปแล้วให้มีขึ้นมาอีก เพื่อเราจะได้รับสุขพระองค์ในการสามัคคีธรรมที่ไม่ถูกรบกวนโดยมีมโนธรรมที่ปราศจากบกพร่องนั่นเอง (1ตธ.1:5; กจ.24:16).
1ยฮ.
1:10 ก เทียบ 1ยฮ.2:1
1ยฮ.
1:10 1ก ข้อ 8 ได้พิสูจน์ว่า หลังจากที่เราได้บังเกิดใหม่แล้วนั้น ภายในของเรายังคงมีความบาปอยู่. ข้อ 10 ได้พิสูจน์อีกว่า ภายนอกของเราก็ยังคงทำบาปอยู่ด้วย แม้จะไม่ได้ทำบาปอย่างเคยชินก็ตาม. ในการประพฤติทางภายนอกของเรายังคงทำบาปอยู่ เพราะเรายังคงมีความบาปทางภายในอยู่ในนิสัยของเรา. ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนยืนยันถึงสภาพการณ์แห่งความบาปหลังจากที่เราได้บังเกิดใหม่. ในการกล่าวถึงสภาพการณ์เช่นนี้ อัครทูตใช้สรรพนามว่า "เรา" ซึ่งระบุว่าแม้แต่ตัวท่านเองก็ไม่ได้ยกเว้น.
1ยฮ.
1:10 ข 1ยฮ.5:10; เทียบ อฤธ.23:19; ฮร.6:18; ตต.1:2; 1ยฮ.1:6; 2:4; 4:20
1ยฮ.
1:10 ค ยฮ.5:38; 8:37; เทียบ 1ยฮ.2:14; กซ.3:16
1ยฮ.
1:10 2ค ชี้ถึงพระคำแห่งการเปิดเผยของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระคำแห่งหลักความจริง (อฟ.1:13; ยฮ.17:17). พระคำนี้ได้ถ่ายทอดเนื้อหาของแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. คำนี้มีความหมายเหมือนกับคำว่า "หลักความจริง" ในข้อ 8. ในคำนี้พระเจ้าก็ได้เปิดโปงสภาพการณ์ที่แท้จริงของเราออกมา ซึ่งเป็นสภาพการณ์แห่งความบาปทั้งก่อนและหลังจากที่ได้รับการบังเกิดใหม่. หากเรากล่าวว่า หลังจากที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว เรามิได้ทำบาปอีกก็เท่ากับเราทำให้พระเจ้าเป็นผู้ตรัสมุสาไป และยังได้ปฏิเสธพระคำแห่งการเปิดเผยของพระองค์.