การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3

2 เปโตร บทที่ 3

4. การพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อผู้เยาะเย้ยซึ่งเป็นมิจฉาลัทธิ
3:1-9
2ปต. 3:1 โอ พวกที่รัก นี่เป็นจดหมายฉบับที่สองที่ข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่านทั้งหลาย จดหมายทั้งสองฉบับนี้ล้วนใช้กการเตือนสติมาขเร่งเร้าความคิดอันบริสุทธิ์หมดจดของท่านทั้งหลาย
2ปต. 3:2 เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กระลึกถึง1ขถ้อยคำทั้งหลายที่คพวกผู้เผยพระวจนะอันบริสุทธิ์ได้กล่าวไว้ล่วงหน้าและถึง1พระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยที่งอัครทูตของท่านทั้งหลายได้ประกาศนั้น
2ปต. 3:3 จงรู้ข้อนี้ก่อน คือว่าใน1กวาระสุดท้าย 2ขผู้เยาะเย้ยที่ประพฤติตามคราคะตัณหาของตนจะมาเยาะเย้ยว่า
2ปต. 3:4 "1กคำสัญญาว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะ2ขเสด็จมานั้นคอยู่ที่ไหน? เพราะว่าตั้งแต่งบรรพบุรุษจล่วงหลับไปแล้ว สิ่งทั้งปวงก็เป็นอยู่เหมือนที่ได้มีอยู่ตั้งแต่ฉเดิมทรงชเนรมิตสร้างโลก."
2ปต. 3:5 เพราะว่า1เขาเหล่านั้นแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ คือว่าโดย2กคำตรัสของพระเจ้า 3ขฟ้าสวรรค์ทั้งหลายจึงได้คมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์และ3แผ่นดินจึงได้4รวมตัวกันขึ้นมาจากน้ำและโดยงน้ำ.
2ปต. 3:6 ด้วย1น้ำนี้เอง 2กโลกใน3เวลานั้นได้ถูก4ขน้ำท่วมจน5คพินาศไป.
2ปต. 3:7 แต่ว่ากฟ้าสวรรค์ทั้งหลายและแผ่นดินโลกที่มีอยู่1เดี๋ยวนี้ก็ยังคงถูก2เก็บรักษาไว้ด้วย3ขพระคำเดียวกันนั้น คือคเก็บไว้จนถึงงวันแห่งการ4พิพากษาและการ5จทำลายของบรรดา6ฉผู้ไม่อยู่ในธรรมโดยใช้7ชไฟเผาผลาญ.
2ปต. 3:8 พวกที่รัก มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านจะ1ไม่สนใจไม่ได้ คือว่าสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น 2วันเดียวเหมือนพันปี และกพันปีก็เหมือนวันเดียว.
2ปต. 3:9 องค์พระผู้เป็นเจ้า1ไม่ได้ทรงกล่าช้าในขคำสัญญาของพระองค์ เหมือน2มีบางคนคิดว่า1คล่าช้า แท้จริงพระองค์ได้ทรง3งอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย และไม่ประสงค์จะให้คนหนึ่งคนใด4จถูกทำลายเลย แต่ทรงปรารถนาให้5ฉคนทั้งปวงมุ่งสู่การ6ชกลับใจเสียใหม่
5. การพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
3:10-12
2ปต. 3:10 แต่ว่า1กวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะ2มาเหมือนอย่างขขโมยดอดมา และใน3วันนั้น4คฟ้าสวรรค์ทั้งหลายจะล่วงเสียไปด้วย5เสียงอันดังสนั่น และ6วัตถุธาตุต่างๆ จะ7งละลายไปด้วยไฟอันร้อนยิ่งที่มาเผาผลาญ และจแผ่นดินโลกกับ8การงานที่มีอยู่บนโลกนั้นจะต้อง7ไหม้เสียสิ้น
2ปต. 3:11 1สิ่งทั้งปวงเหล่านี้ล้วนต้องละลายไปทั้งสิ้นเช่นนี้ แล้วท่านทั้งหลายควรจะเป็นคนเช่นไร2ในการดำเนินชีวิตที่แยกกบริสุทธิ์และอยู่ในขธรรม
2ปต. 3:12 1กเฝ้าคอยท่าและเร่งให้2วันของพระเจ้า3มาถึง เพราะเหตุ4การมาถึงของวันนี้ ขไฟจะเผาฟ้าสวรรค์ให้ละลายไป และวัตถุธาตุต่างๆ จะหลอมละลายไปเนื่องด้วยไฟอันร้อนยิ่งที่มาเผาผลาญ.
6. เฝ้าหวังฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ซึ่งเติมเต็มไปด้วยความชอบธรรมของพระเจ้า
3:13
2ปต. 3:13 แต่ว่าตาม1กคำสัญญาของพระองค์นั้น เราจึงเฝ้าคอยท่า2ขฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่อันเป็นที่ซึ่ง3ความชอบธรรมจะ4อาศัยอยู่.
7. ตระเตรียมพร้อมเพื่อการพิพากษาที่จะมีมาในอนาคต
3:14-16
(1) ถูกพระองค์พบว่าอยู่ในสันติสุข
ข้อ 14
2ปต. 3:14 ด้วยเหตุนี้กพวกที่รัก เมื่อท่านทั้งหลายยังเฝ้าคอยท่าสิ่งเหล่านี้ จงขยันหมั่นเพียรให้พระองค์1ขพบว่า ท่าน2ปราศจากตำหนิและคปราศจากด่างพร้อยในงสันติสุข
(2) ได้รับความรอด หลุดพ้นจากการถูกทำลาย
ข้อ 15-16
2ปต. 3:15 และจง1ถือว่า2การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรง3กอดทนนานก็เป็น[โอกาสแห่ง]4ขความรอด เหมือน5อย่างคเปาโลพี่น้องที่รักของเราได้เขียนจดหมายฝากมายังท่านทั้งหลายตามงสติปัญญาซึ่งทรงโปรดประทานแก่ท่านนั้น
2ปต. 3:16 ใน1จดหมายทุกฉบับของท่านได้กล่าวถึง2เรื่องราวเหล่านี้เช่นกัน และในจดหมายนั้นมีบางข้อที่กเข้าใจยาก ซึ่งบุคคลที่ไม่มีความรู้และขไม่มั่นคงนั้นได้3อธิบายบิดเบือนไป เช่นเดียวกันกับที่อธิบายบิดเบือนใน2หนังสือคพระคัมภีร์เล่มอื่นๆ จึงเป็นเหตุให้ตัวเองถูก4ทำลายไป.
IV. บทสรุป — จงเฝ้าระวังป้องกันและเติบโตในพระคุณ อีกทั้งความรู้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
3:17-18
2ปต. 3:17 เพราะเหตุนี้ โอ ผู้เป็นที่รัก ในเมื่อท่านทั้งหลายรู้ข้อความเหล่านี้ล่วงหน้าแล้ว ก็จง1เฝ้าระวังป้องกันไว้ให้ดี เกรงว่าจะถูก2ชักนำไปตามการผิดของ3คนล่วงกฎบัญญัติเหล่านั้น ท่านทั้งหลายจึง4กพลาดตกไปจากขความมั่นคงของตนเอง.
2ปต. 3:18 แต่ท่านทั้งหลายจง1กเติบโตขึ้นใน2พระคุณและ3ขความรู้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา คือพระเยซูคริสต์. จงถวายคสง่าราศี4แด่พระองค์จากบัดนี้สืบๆไปเป็นนิจกาล. เอเมน.

คำอธิบาย 2 เปโตร บทที่ 3

2ปต. 3:1 ก 2ปต.1:12; ยด.5; รม.15:15
2ปต. 3:1 ข 2ปต.1:13
2ปต. 3:2 ก ยด.17; 2ปต.1:15
2ปต. 3:2 ข 2ปต.3:5, 7
2ปต. 3:2 1ข ถ้อยคำที่พวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้นั้นเป็นเนื้อหาของพันธสัญญาเดิม (พระคัมภีร์) (ข้อ 16; 1:20) และพระบัญชาที่อัครทูตได้ประกาศนั้นเป็นเนื้อหาของพันธสัญญาใหม่ (คำสอนของอัครทูต) (กจ.2:42). ท่านเปโตรใช้ทั้งสองสิ่งนี้มายืนยันและเพิ่มกำลังให้กับสิ่งที่ท่านได้เขียนไว้เพื่อป้องกันคำสั่งสอนของมิจฉาลัทธิที่ทรยศนั้น. ในจดหมายฉบับแรก เมื่อท่านกล่าวถึงความรอดที่สมบูรณ์ของพระเจ้า ท่านก็ได้อ้างถึงผู้เผยพระวจนะและอัครทูต (1ปต.1:9-12). จากนั้นในจดหมายฉบับที่สอง เมื่อท่านกล่าวถึงการส่องแสงที่รุ่งโรจน์ของหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์นั้นท่านก็ได้กล่าวถึงบุคคลสองจำพวกนี้อีก (1:12-21). ในที่นี้เป็นครั้งที่สามที่ได้กล่าวอ้างเช่นนี้.
2ปต. 3:2 ค ลก.1:70; กจ.3:21; ฮร.1:1; 1ปต.1:10; 2ปต.1:19-21
2ปต. 3:2 ง 2ปต.1:1; ยด.17
2ปต. 3:3 ก 1ปต.1:5
2ปต. 3:3 1ก ดู 2ตธ.3:1 คำอธิบาย 2.
2ปต. 3:3 ข ยด.18
2ปต. 3:3 2ข เขาเหล่านั้นอาจเป็นผู้สอนเท็จใน 2:1. การเยาะเย้ยของเขาเป็นส่วนหนึ่งของการทรยศ.
2ปต. 3:3 ค 1ปต.4:2; 2ปต.1:4; ยก. 1:14-15; 4:1
2ปต. 3:4 ก 2ปต.3:9, 13; 1:4
2ปต. 3:4 1ก คำสัญญาที่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมานั้นได้โปรดประทานให้แก่บรรพบุรุษ โดยพวกผู้เผยพระวจนะอันบริสุทธิ์ (ข้อ 2) ในพันธสัญญาเดิม (บพส.72:6-17; 110:1-3; 118:26; ดนอ.7:13-14; ซคย.14:3-9; มลค.4:1-3).
2ปต. 3:4 ข เทียบ ยรม.17:15
2ปต. 3:4 2ข ภาษากรีกคือ สถิตอยู่ด้วย.
2ปต. 3:4 ค 2ปต.1:16
2ปต. 3:4 ง รม.15:8; 9:5; กจ.13:32; 26:6; ฮร.1:1
2ปต. 3:4 จ กจ.7:60
2ปต. 3:4 ฉ มก.10:6
2ปต. 3:4 ช ยนซ.1:1
2ปต. 3:5 1 แปลตามตรงคือ เรื่องนี้ถูกปิดซ่อนจากเขาเพราะพวกเขายินยอมเอง. ในเมื่อพวกเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้จึงได้หลีกพ้นไปจากความสนใจของเขา. ผู้เยาะเย้ยแห่งมิจฉาลัทธิแกล้งทำเป็นไม่รู้และจงใจปฏิเสธคำตรัสของพระเจ้าในพระคัมภีร์ที่ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะ. ด้วยเหตุนี้ท่านเปโตรจึงได้เตือนสติผู้เชื่อให้ระลึกถึงถ้อยคำอันบริสุทธิ์ที่ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมและอัครทูตในพันธสัญญาใหม่ได้กล่าวไว้ (ข้อ 1-2).
2ปต. 3:5 ก 2ปต.3:2, 7
2ปต. 3:5 2ก คำสัญญาที่ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา (ข้อ 4) ก็คือพระคำของพระเจ้า. เหล่าผู้เยาะเย้ยไม่ควรละเลยว่า ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินได้อุบัติขึ้นโดยคำตรัสของพระเจ้า (ฮร.11:3) และได้ถูกรักษาไว้ให้ดำรงอยู่โดยคำตรัสนี้เช่นกัน (ฮร.1:3) จนถึงวันที่จะทรงพิพากษาและทำลายบรรดาคนที่ไม่อยู่ในธรรม (ข้อ 7). ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้เยาะเย้ยจึงควรเชื่อมั่นว่าโดยคำตรัสของพระเจ้านี้จักรวาลที่เป็นฝ่ายวัตถุ ซึ่งรวมไปถึงตัวของพวกเขาด้วยจะต้องถูกพิพากษาเนื่องจากการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
2ปต. 3:5 ข ซคย.12:1
2ปต. 3:5 3ข เมื่อเดิม ซึ่งก็คือตั้งแต่ดึกดำบรรพ์นั้น พระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก (ยนซ.1:1). โดยคำตรัสของพระองค์ (บพส.33:6) ฟ้าสวรรค์ทั้งหลายก็ได้เกิดขึ้นมาก่อน จากนั้นแผ่นดินโลกจึงได้เกิดขึ้น (โยบ 38:4-7).
2ปต. 3:5 ค ยฮ.1:3
2ปต. 3:5 4 แปลตามตรงคือ ดำรงอยู่ด้วยกัน, ดำรงอยู่กับ (เคียงคู่กัน, ควบคู่กัน). ใน ยนซ.1:1 แผ่นดินได้มีมาก่อนแล้ว จากนั้นใน 1:9 โดยพระคำ (การตรัส—บพส.33:9) ของพระเจ้า แผ่นดินจึงได้รวมตัวกันขึ้นโดยแยกออกมาจากน้ำและดำรงอยู่โดยน้ำนั้นคือได้ดำรงอยู่ข้างเคียงกับน้ำ โดยมีส่วนหนึ่งผุดขึ้นจากน้ำและอีกส่วนยังคงจมอยู่ใต้น้ำ.
2ปต. 3:5 ง บพส.24:2; 136:6
2ปต. 3:6 1 ชี้ถึงน้ำในข้อ 5. แผ่นดินได้อุบัติขึ้นออกจากน้ำและโดยน้ำอย่างมีระบบระเบียบ. แต่ในสมัยของโนฮา แผ่นดินนี้ได้ถูกพิพากษาด้วยน้ำอย่างเดียวกัน คือ ถูกทำลายโดยน้ำท่วม (ยนซ.7:17-24) แสดงให้เห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่ได้เป็นเหมือนในเวลาที่ทรงเนรมิตสร้างแต่เดิมนั้นแล้ว.
2ปต. 3:6 ก 2ปต.2:5
2ปต. 3:6 2ก ศัพท์ในภาษากรีกมีความหมายว่า ความมีระบบระเบียบ, ระบบ. ในข้อนี้เล็งถึงโลกและผู้ที่อาศัยอยู่บนโลก. แผ่นดินที่กล่าวไว้ในข้อที่แล้วได้กลายมาเป็นโลกในข้อนี้ ไม่เพียงเป็นแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่เป็นแผ่นดินโลกรวมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกในลักษณะที่เป็นระบบ. ในที่นี้ชี้ถึงโลกในสมัยของโนฮาซึ่งถูกพระเจ้าใช้น้ำท่วมมาพิพากษาอันเนื่องมาจากความผิดบาปและการไม่อยู่ในธรรมของยุคสมัยนั้น (ยนซ.6:5-7, 11-13, 17). หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์และการพิพากษาต่างๆ แห่งการปกครองนี้เป็นสำคัญ. การพิพากษาครั้งแรกที่มีต่อโลกนั้นได้ดำเนินการโดยใช้น้ำท่วมในยุคสมัยของโนฮา โดยได้สะสางโลกที่ไม่อยู่ในธรรมในยุคนั้นเสีย. ขณะที่ท่านเปโตรเขียนถึงข้อนี้ ภายในของท่านคงมีความคิดเช่นนี้โดยชี้บ่งเป็นนัยว่า ยุคสมัยแห่งการทรยศนี้จะต้องถูกพิพากษาในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาปรากฏเช่นกันเหมือนกับในวันของโนฮา (มธ.24:37-39).
2ปต. 3:6 3 ชี้ถึงสมัยของโนฮา.
2ปต. 3:6 ข ยนซ.7:18-19
2ปต. 3:6 4ข เล็งถึงน้ำท่วมในสมัยของโนฮา (2:5) ซึ่งทำให้แผ่นดินถูกทำลายพินาศ (ยนซ.6:13, 17; 9:11). แผ่นดินโลกในเวลานั้นจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงโดยถูกน้ำท่วมจึงถูกทำลายพินาศไป. ในที่นี้ท่านเปโตรได้โต้แย้งกับผู้เยาะเย้ยที่สอนมิจฉาลัทธิอย่างแข็งแรง. เขาบอกว่า "สิ่งทั้งปวงก็เป็นอยู่เหมือนที่ได้มีอยู่ตั้งแต่เดิมทรงเนรมิตสร้างโลก" (ข้อ 4). แต่ความจริงแผ่นดินโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากความไม่อยู่ในธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้. นี่ยังได้เปิดเผยเป็นนัยว่าโลกในปัจจุบันนี้ก็จะไม่เป็นอยู่เหมือนปัจจุบันต่อไปด้วย แต่จะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อีกเพราะการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและการพิพากษาของพระองค์ที่มีต่อผู้ที่เป็นกบฏ (รวมทั้งผู้สอนเท็จและผู้เยาะเย้ยที่สอนมิจฉาลัทธิในการทรยศนั้น).
2ปต. 3:6 ค 2ปต.3:9; ยด.11, เทียบ 1ปต.1:7
2ปต. 3:6 5ค คือ ถูกทำลายพินาศไป, ถูกทำให้หายนะ, ถูกทำให้รกร้างไป (ยนซ.6:13, 17). ดู 2:1 คำอธิบาย 5 ประเด็นที่ 1.
2ปต. 3:7 ก วว.20:11; 21:1; ฮร.1:10-12; มธ.24:35
2ปต. 3:7 1 ตรงข้ามกับ เวลานั้น ในข้อ 6 เล็งถึงฟ้าและแผ่นดินโลกในปัจจุบัน ซึ่งดำรงอยู่โดยพระคำของพระเจ้า (ยนซ.8:22) และจะไม่ถูกทำลายด้วยน้ำอีกตามพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับโนฮา (ยนซ.9:11) แต่จะต้องถูกเผาผลาญด้วยไฟในวันแห่งการพิพากษาและการทำลายบรรดาผู้ที่ไม่อยู่ในธรรม.
2ปต. 3:7 2 คือ ส่ำสมไว้.
2ปต. 3:7 ข 2ปต.3:2, 5
2ปต. 3:7 3ข พระคำเดียวกันนั้น เล็งถึงพระคำของพระเจ้าในข้อ 5 ซึ่งถูกรวมไว้ในพระคำของผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม. คำสอน แห่งมิจฉาลัทธิที่จอมปลอมซึ่งอยู่ในการทรยศนั้น ได้เบี่ยงเบนไปจากพระคำของพระเจ้าที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะทั้งหลายในพันธสัญญาเดิมและโดยพวกอัครทูตในพันธสัญญาใหม่. ด้วยเหตุนี้ยาแก้พิษที่ท่านเปโตรใช้สำหรับป้องกันพิษร้ายของคำสอนที่ทรยศนั้นก็คือพระคำอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ตามที่ท่านได้เน้นย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า.
2ปต. 3:7 ค 2ปต.2:4, 9
2ปต. 3:7 ง 2ปต.2:9
2ปต. 3:7 4 เล็งถึงการพิพากษาต่อหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาวซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังอาณาจักรพันปี ก่อนฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ (วว.20:11-21:1). โดยการพิพากษาครั้งนี้ บรรดาผู้ไม่อยู่ในธรรมจะถูกทิ้งลงไปในบึงไฟเพื่อจะถูกทำลายล้าง (ดู 2:3 คำอธิบาย 1). เพราะว่านี่เป็นการพิพากษาในครั้งที่สุดที่มีต่อมนุษยชาติและพวกผีร้าย (วว.20:13 กับคำอธิบาย) ดังนั้นจึงมีความสัมพันธ์ กับการปกครองของพระเจ้าในจักรวาลนี้เป็นอย่างมาก (ดู1ปต.1:17 คำ อธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2).
ในที่นี้ท่านเปโตรได้กล่าวข้ามอาณาจักรพันปีไป โดยพูดถึงการพิพากษาที่พระที่นั่งใหญ่สีขาวต่อจากการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในทันที. สำหรับท่านเปโตรแล้วหนึ่งพันปีนั้นก็เป็นเหมือนหนึ่งวัน (ข้อ 8) อันเป็นเวลาสั้นๆ เท่านั้น และสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็เป็นเช่นนี้. ในที่นี้ท่านเปโตรกำลังกล่าวถึงการพิพากษาแห่งการปกครองของพระเจ้า แต่ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้นอาณาจักรพันปีมิได้มีเพื่อสิ่งนี้.
2ปต. 3:7 จ 1ธซ.5:3; 2ธซ.1:10
2ปต. 3:7 5จ ดู 2:1 คำอธิบาย 5 ประเด็นที่ 2.
2ปต. 3:7 ฉ 2ปต.2:5
2ปต. 3:7 6ฉ รวมทั้งผู้สอนเท็จ (2:1) และผู้เยาะเย้ยของมิจฉาลัทธิ (ข้อ 3).
2ปต. 3:7 ช 2ปต.3:10, 12
2ปต. 3:7 7ช ไฟนี้จะเผาผลาญฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน (ข้อ 10) ในตอนท้ายของอาณาจักรพันปีเมื่อการพิพากษาตรงหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาวจะมาถึง (วว.20:11). การพิพากษาครั้งแรกของพระเจ้าที่มีต่อจักรวาลนั้นทรงใช้น้ำ (ข้อ 6) แต่ในการพิพากษาอันเป็นบทสรุปนั้นพระองค์จะทรงใช้ไฟ. น้ำนั้นได้แต่ชำระสิ่งมลทินที่ติดอยู่ภายนอกสิ่งของเท่านั้น แต่ไฟจะเปลี่ยนแปลงลักษณะธาตุแท้ของสิ่งเหล่านั้นเสีย. นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชี้บ่งว่าฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะไม่เป็นอยู่เหมือนกับในปัจจุบัน แต่จะถูกสะสางด้วยไฟและบรรดาผู้สอนเท็จที่ไม่อยู่ในธรรม (2:1) รวมทั้งบรรดาผู้เยาะเย้ย (ข้อ 3) ก็จะถูกพิพากษาและถูกทำลายไปภายใต้การปกครองอันศักดิ์สิทธิ์.
2ปต. 3:8 1 แปลตามตรงคือ ให้เรื่องนี้ปิดซ่อนไว้จากท่าน นั่นคือให้เรื่องนี้หนีไปจากความสนใจของท่านไม่ได้.
2ปต. 3:8 2 สำหรับพระเจ้าผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่นิรันดร์นั้น ความรู้สึกแห่งกาลเวลาของพระองค์จะน้อยกว่าของมนุษย์ถึงพันเท่า. ด้วยเหตุนี้ในเรื่องของการสำเร็จแห่งพระคำของพระองค์ โดยเฉพาะการสำเร็จพระคำที่ทรงสัญญาไว้นั้นปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องของเวลา แต่เป็นเรื่องของความเป็นจริง. ไม่ว่าสิ่งใดที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ก็จะต้องสำเร็จเป็นจริงในอีกไม่ช้า. เราไม่ควรจะรู้สึกลำบากใจเนื่องจากความรู้สึกที่ล่าช้าตามการคำนวณเวลาของเรา.
2ปต. 3:8 ก บพส.90:4; วว.20:4, 6
2ปต. 3:9 1 หรือ เฉื่อยช้า.
2ปต. 3:9 ก ฮบฆ.2:3; ฮร.10:37
2ปต. 3:9 ข 2ปต.3:4, 13
2ปต. 3:9 2 พวกนี้ต้องเป็นบรรดาผู้เยาะเย้ย (ข้อ 3) อย่างแน่นอน.
2ปต. 3:9 ค ยอค.12:22
2ปต. 3:9 ง 2ปต.3:15
2ปต. 3:9 3ง พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ใส่พระทัยกับกาลเวลาที่จะสำเร็จคำสัญญาของพระองค์ แต่ใส่พระทัยในตัวพลไพร่อันเป็นทรัพย์ประเสริฐที่พระองค์ครอบครองอยู่นั้น (1ปต.2:9; ตต.2:14 คำอธิบาย 3) เพื่อให้เราทั้งหลายอันเป็นสิ่งล้ำค่าของพระองค์และเป็นพลไพร่ที่ได้รับการไถ่นั้นจะไม่ถูกลงโทษเพราะการพิพากษาแห่งการปกครองของพระองค์เลยสักคนเดียว แต่จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ยืดออกไปเพื่อให้เรากลับใจเสียใหม่และจะได้พ้นจากการลงโทษของพระองค์.
2ปต. 3:9 จ 2ปต.3:6; ยด.5, 11
2ปต. 3:9 4จ ดู 2:1 คำอธิบาย 5 ประเด็นที่ 1. ในเมื่อคำว่า "ท่านทั้งหลาย" ในข้อนี้ชี้ถึงผู้เชื่อในพระคริสต์ ดังนั้นคำว่า "ถูกทำลาย" ก็ไม่ได้ชี้ถึงความพินาศนิรันดร์ของบรรดาคนที่ไม่เชื่อ แต่ชี้ถึงการลงโทษของการตีสอนแห่งการปกครองของพระเจ้าที่มีต่อผู้เชื่อ (1ปต.4:17-18 และข้อ 18 คำอธิบาย 2; 1ธซ.5:3, 8 และคำอธิบาย 3).
2ปต. 3:9 ฉ เทียบ 1ตธ.2:4
2ปต. 3:9 5ฉ เล็งถึงผู้เชื่อ.
2ปต. 3:9 ช วว.2:5, 16, 22; 3:3, 19; เทียบ ยอค.18:23, 32; 33:11
2ปต. 3:9 6ช คือ กลับใจจนบรรลุถึงความรอด (ข้อ 15) ซึ่งก็คือการกลับใจจากการที่ไม่ได้เฝ้าระวังต่อวันแห่งการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 10) และไม่ได้ดำเนินชีวิตที่แยกบริสุทธิ์และอยู่ในธรรม (ข้อ11).
2ปต. 3:10 ก 1กธ.1:8; 2กธ.1:14; ฟป.1:6, 10; 2:16; 2ตธ.1:12, 18; 4:8
2ปต. 3:10 1ก มีนัยถึงการพิพากษาแห่งการปกครองของพระเจ้าเป็นสำคัญ (1ธซ.5:2 คำอธิบาย 1).
2ปต. 3:10 2 วันแห่งการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1ธซ.5:3-4) จะมาถึงก่อนอาณาจักรพันปี (วว.18:1; 19:11; 20:4-6).
2ปต. 3:10 ข มธ.24:43; 1ธซ.5:2; วว.3:3; 16:15
2ปต. 3:10 3 เล็งถึงวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
2ปต. 3:10 ค บพส.102:26; ยซย.34:4; 51:6; มธ.24:35; ฮร.1:11; วว.6:14; 20:11; 21:1
2ปต. 3:10 4ค สิ่งนี้จะบังเกิดขึ้นภายหลังอาณาจักรพันปี (วว.20:7, 11). ในที่นี้ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่าท่านเปโตรได้กระโดดข้ามหนึ่งพันปีของอาณาจักรพันปีไป (ดูข้อ 7 คำอธิบาย 4).
2ปต. 3:10 5 คือ เสียงดังหรือเสียงอึกทึกในการเข้าปะทะ. นี่อาจเป็นเสียงป่าวประกาศว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในจักรวาลนี้จากเก่าเป็นใหม่.
2ปต. 3:10 6 องค์ประกอบฝ่ายวัตถุที่ก่อรูปขึ้นเป็นฟ้าสวรรค์ทั้งหลาย.
2ปต. 3:10 ง เทียบ มีคา.1:4
2ปต. 3:10 7ง ลองเปรียบเทียบคำว่า "ละลายไป" และ "ไหม้เสียสิ้น" กับคำว่า "ม้วน" และ "เปลี่ยนไป" ใน ฮร.1:12, คำว่า "เคลื่อนหายไป" และ "ไม่อาจพบเห็นอีก" ใน วว.20:11, และคำว่า "ล่วงไปแล้ว" ใน วว.21:1. การใช้ไฟอันร้อนยิ่งมาเผาผลาญจนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกละลายไปนี้เป็นขั้นตอนที่พระเจ้าทรงใช้ในการม้วนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกแล้วขจัดไปเสียเพื่อฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะถูกเปลี่ยนจากเก่าเป็นใหม่ (ข้อ 13; วว.21:1). นี่เป็นการจัดการอันเป็นบทสรุปในขั้นตอนสุดท้ายของพระเจ้าที่มีต่อสิ่งทรงสร้างภายใต้การปกครองของพระองค์. ในการจัดการขั้นสุดท้ายของพระเจ้านั้น สิ่งของฝ่ายวัตถุทั้งหมดจะต้องผ่านพ้นไป แต่พระคำอันนิรันดร์ของพระองค์จะตั้งดำรงอยู่เป็นนิตย์ (มธ.24:35, 1ปต.1:25). ไม่ว่าจักรวาลฝ่ายวัตถุจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พระคำแห่งการพยากรณ์ก็จะยังคงดำรงอยู่ และจะได้สำเร็จตามเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้เพื่อสำเร็จพระประสงค์นิรันดร์ของพระองค์.
2ปต. 3:10 จ เทียบ นฮม.1:5
2ปต. 3:10 8 อาจชี้ถึงทั้งการงานตามธรรมชาติของพระเจ้าและการงานจากน้ำมือของมนุษย์ด้วย.
2ปต. 3:11 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเพิ่มคำว่า "ด้วยเหตุนี้." เนื่องจากการกบฏของซาตานและการตกต่ำของมนุษย์ สรรพสิ่งในฟ้าสวรรค์ทั้งหลายและแผ่นดินโลกก็กลายเป็นมลทินไป. แม้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าบนฟ้าสวรรค์ทั้งหลายก็ดีหรือที่แผ่นดินโลกก็ดี ล้วนได้คืนดีกันกับพระเจ้าแล้วโดยพระคริสต์และพระโลหิตของพระองค์เอง (กซ.1:20 และคำอธิบาย 4) และแม้แต่สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในฟ้าสวรรค์ทั้งหลายก็ยังได้ถูกชำระให้สะอาดด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ไปแล้วก็ตาม (ฮร.9:23 คำอธิบาย 1) แต่ภายใต้การจัดการแห่งการปกครองของพระเจ้านั้น สรรพสิ่งเหล่านี้ยังจำต้องถูกสะสางโดยการเผาผลาญด้วยไฟ เพื่อจะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งในด้านธาตุแท้และด้านภายนอกในจักรวาลใหม่ของพระเจ้า (ข้อ 13). ด้วยเหตุนี้เราผู้เป็นบุตรของพระเจ้าที่ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์ควรจะเป็นคนเช่นไรในการดำเนินชีวิตที่แยกบริสุทธิ์และอยู่ในธรรม กล่าวคือเราควรจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อจะดำเนินชีวิตที่อยู่ในพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้าและอยู่ในธรรมเพื่อสำแดงพระองค์ออกมา เพื่อทำให้เราทั้งหลายมีคุณสมบัติที่คู่ควรกับการปกครองที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์?
2ปต. 3:11 2 ฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์นำเอาทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตที่แยกบริสุทธิ์และอยู่ในธรรม (1:3) มาหล่อเลี้ยงให้แก่เรา.
2ปต. 3:11 ก 1ปต.1:15; ฮร.12:14
2ปต. 3:11 ข 1ตธ.2:2; 4:7-8
2ปต. 3:12 ก รม.8:19
2ปต. 3:12 1ก เมื่อเรามีการดำเนินชีวิตที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงซึ่งแบ่งแยกบริสุทธิ์และอยู่ในธรรม เราก็ได้เฝ้าหวัง, รอคอย, และเร่งวันของพระเจ้าให้มาถึงโดยเร็ววัน.
2ปต. 3:12 2 วันของพระเจ้าก็คือวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 10). สำหรับชาวอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมนั้น วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือวันของพระยะโฮวา (ยซย.2:12; ยอล.1:15; 2:11, 31; 3:14; อมศ.5:18, 20; อบย.15; ซฟย.1:7, 14, 18; 2:2-3; ซคย.14:1; มลค.4:1, 5). คำว่า "วัน" ในข้อความเหล่านี้มีนัยถึงการพิพากษาเพื่อการจัดการแห่งการปกครองเป็นสำคัญ. ก่อนเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมานั้นยังคงเป็น "วันของมนุษย์" ซึ่งมนุษย์จะเป็นผู้ดำเนินการพิพากษาจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา (1กธ.4:3-5). จากนั้นก็จะเป็น "วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า" โดยเริ่มต้นจากพารุสเซีย (parousia: การสถิตอยู่ — มธ.24:3 คำอธิบาย 3) ขององค์พระผู้เป็นเจ้าร่วมกับการพิพากษาทั้งหลายของพระองค์และจะสิ้นสุดลงที่การพิพากษาซึ่งมีต่อมนุษยชาติและผีมาร ณ พระที่นั่งใหญ่สีขาว (วว.20:11-15 และคำอธิบาย). พารุสเซีย (การสถิตอยู่) ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะเริ่มขึ้นเมื่อวิสุทธิชนที่มีชัยชนะถูกรับขึ้นไปอยู่ต่อเบื้องพระที่นั่งบนสวรรค์ทั้งหลายก่อนภัยพิบัติใหญ่ที่มีระยะเวลาสามปีครึ่งนั้น (วว.12:5-6; 14:1). จากนั้นภัยธรรมชาติทั้งหลายของตราที่หกและของสี่แตรแรกจะจู่โจมแผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์กับบรรดาดวงดาวทั้งหลาย (วว.6:12-17; 8:7-12) อันเป็นการเริ่มต้นแห่งภัยพิบัติใหญ่ซึ่งกินเวลาสามปีครึ่ง. ภัยพิบัติเหล่านี้มีวิบัติของสามแตรสุดท้ายซึ่งรวมไปถึงภัยพิบัติของขันทั้งเจ็ดเป็นประการสำคัญ (มธ.24:21-22, 29; วว.8:13-9:21; 11:14; 15:5-16: 21). เวลานั้นจะเป็นเวลาแห่งการทดลองผู้คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก (วว.3:10) ซึ่งรวมไปถึงชาวยูดาย (ยซย.2:12; ซคย.14:1-2; มลค.4:1, 5; ยอล.1:15-20; 2:1, 11, 31) และผู้เชื่อในพระคริสต์ที่ยังตกค้างอยู่ในภัยพิบัติใหญ่นั้นด้วย (วว.12:17). ในตอนท้ายของภัยพิบัติใหญ่นั้น พารุสเซีย (การสถิตอยู่) ของพระคริสต์ร่วมกับผู้มีชัยชนะจะมายังท้องฟ้า (วว.10:1) และผู้เชื่อที่ตายไปแล้วจะเป็นขึ้นมาใหม่และจะถูกรับขึ้นไปพร้อมกับผู้เชื่อส่วนใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ (ซึ่งได้ผ่านช่วงภัยพิบัติใหญ่มาแล้ว) เพื่อพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าในท้องฟ้า (1กธ.15:52; 1ธซ.4:16-17; วว.14:14-16). หลังจากนั้นผู้เชื่อทุกคนจะถูกพิพากษาต่อหน้าบัลลังก์แห่งการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในท้องฟ้า (2กธ.5:10). ต่อจากนั้นก็จะเป็นงานเลี้ยงสมรสระหว่างองค์พระผู้เป็นเจ้ากับวิสุทธิชนที่มีชัยชนะ (วว.19:7-8). สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาในทันทีก็คือการที่องค์พระผู้เป็นเจ้ากับเจ้าสาวของพระองค์ ซึ่งประกอบไปด้วยวิสุทธิชนที่มีชัยชนะในฐานะที่เป็นกองทัพของพระองค์จะมายังโลก (ซคย.14:4-5; ยด.14; 1ธซ.3:13) เพื่อทำสงครามและมีชัยชนะเหนือผู้ต่อต้านพระคริสต์และกองทัพของมัน แล้วพวกเขาจะจับผู้ต่อต้านพระคริสต์และผู้เผยพระวจนะเท็จของมันโยนลงไปในบึงไฟทั้งเป็น (วว.19:11-21). ในเวลาที่ใกล้เคียงกันนี้ เมืองบาบิโลนใหญ่ก็จะถูกทำลาย (วว.17:1-19:3) และขณะเดียวกันพระองค์จะทรงช่วย, ทรงชุมนุม, และทรงฟื้นฟูชาวอิสราเอล (ซคย.12:2-14; รม.11:26; มธ.24:31; กจ.1:6). ต่อจากนั้นซาตานก็จะถูกมัดและทิ้งลงไปในเหวลึก (วว.20:1-3) แล้วพระองค์ก็จะดำเนินการพิพากษาชนนานาประเทศ (บรรดาคนที่ยังมีชีวิตอยู่—มธ.25:31-46; ยอล.3:2). ต่อจากนั้นก็จะเป็นอาณาจักรพันปี (วว.20:4-6). ภายหลังจากอาณาจักรพันปีแล้ว ซาตานจะถูกปล่อยออกมาจากเหวลึกและไปเที่ยวปลุกระดมชนนานาประเทศส่วนหนึ่ง คือโฆฆและมาโฆฆซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของซีกโลกตะวันออกให้ก่อการกบฏครั้งสุดท้ายต่อพระเจ้า. เขาเหล่านั้นจะถูกสยบอย่างราบคาบและถูกเผาผลาญ ส่วนมารผู้ล่อลวงคนทั้งหลายนั้นจะถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ (วว.20:7-10). จากนั้นฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกก็จะถูกสะสางอย่างถี่ถ้วนโดยการถูกเผาผลาญ (ข้อ 7, 10). ต่อจากนั้นก็จะเป็นการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่มีต่อมนุษยชาติ (คนที่ตายแล้ว) และผีมารและอาจมีต่อทูตสวรรค์ที่ตกต่ำอีกด้วย (2:4 คำอธิบาย 4) ณ พระที่นั่งใหญ่สีขาว (วว.20:11-15). นี่เป็นการจัดการขั้นสุดท้ายของพระเจ้าที่มีต่อสิ่งทรงสร้างเก่าในการปกครองแห่งจักรวาลของพระองค์ นอกเหนือจากการพิพากษาและการจัดการนานาชนิดที่ได้ดำเนินการไปในวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อสะสางจักรวาลเก่า. จากนั้นจักรวาลใหม่ก็จะเริ่มขึ้นด้วยฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ซึ่งจะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ (วว.21:1) ซึ่งในที่นั้นจะไม่มีการพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแห่งการปกครองของพระเจ้าอีก เนื่องจากจะไม่มีความอธรรมอาศัยอยู่ในที่นั่นเลย. ดังนั้นหากไม่นับรวมหนึ่งพันปีนั้นเข้าไปด้วยวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะเป็นเวลาที่สั้นมาก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าไม่เกินเจ็ดปี. นี่ก็คือส่วนที่สำคัญของสัปต (เจ็ดปี) สุดท้ายแห่งเจ็ดสิบสัปตใน ดนอ.9:24-27. การคิดว่าวันของพระเจ้ากับวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นคนละวันกันนั้น โดยถือว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะสิ้นสุดลงพร้อมกับอาณาจักรพันปี แล้ววันของพระเจ้าจะเริ่มต้นในเวลาที่ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกถูกไฟเผาผลาญไปและจากนั้นก็เป็นการพิพากษาที่อยู่เบื้องหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาวเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์. แท้จริงแล้วการพิพากษาที่อยู่เบื้องพระที่นั่งใหญ่สีขาวก็ยังคงมีพระเยซูเป็นผู้ดำเนินการอยู่ (กจ.10:42; 17:31; 2ตธ.4:1) ซึ่งก็ได้รวมอยู่ในวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า. พระเจ้าไม่ทรงพิพากษาคนหนึ่งคนใด แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นให้แก่องค์พระผู้เป็นเจ้า (ยฮ.5:22).
2ปต. 3:12 3 ภาษากรีกหมายถึง การสถิตอยู่.
2ปต. 3:12 4 เล็งถึงการมาถึงแห่งวันของพระเจ้า ซึ่งมีเพื่อดำเนินการพิพากษาต่อทุกส่วนของสิ่งทรงสร้างเก่าเพื่อจะสะสางให้หมด. เนื่องจากการมาของวันนี้ ฟ้าสวรรค์ก็ไม่อาจยืนยงและไม่อาจคงอยู่อย่างเดิมได้อีก แต่จะละลายไปโดยวัตถุธาตุต่างๆ จะหลอมละลายไปเพราะเหตุความร้อนอันสูงยิ่งของไฟที่มาเผาผลาญ.
2ปต. 3:12 ข 2ปต.3:7,10
2ปต. 3:13 ก 2ปต.3:4, 9
2ปต. 3:13 1ก หลังจากทุกสิ่งซึ่งเป็นของฝ่ายวัตถุละลายไปแล้ว คำสัญญาของพระเจ้าซึ่งก็คือพระคำที่ยืนยงอยู่เป็นนิจของพระองค์นั้นก็ยังคงดำรงอยู่เพื่อให้พลไพร่ที่ทรงไถ่ไว้นั้นได้เชื่อวางใจและยืนหยัดมั่นคงโดยมีคำสัญญานี้เป็นฐานในการเฝ้าคอยท่าจักรวาลใหม่ที่จะมาถึง. เราไม่ควรตั้งความหวังอยู่บนองค์ประกอบที่มองเห็นนั้น แต่ควรเฝ้าหวังคอยพระคำแห่งคำสัญญาของพระเจ้าเพื่อชะตาชีวิตของเรา นั่นคือฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ที่เรายังไม่ได้เห็นด้วยตานั้น.
2ปต. 3:13 ข ยซย.65:17; 66:22; วว.21:1
2ปต. 3:13 2ข ฟ้าสวรรค์ ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์. ฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ก็คือฟ้าเก่าและแผ่นดินโลกเก่าที่ผ่านการเปลี่ยนใหม่และเปลี่ยนแปลงโดยการเผาผลาญแห่งไฟในการพิพากษาของพระเจ้าจนสำเร็จแล้ว กรณีนี้ก็เหมือนกับคนใหม่ก็คือคนเก่าที่ได้ผ่านการเปลี่ยนใหม่และเปลี่ยนแปลงจนสำเร็จแล้วนั่นเอง (กซ.3:9-10; 2กธ.3:18).
2ปต. 3:13 3 การพิพากษาแห่งการปกครองของพระเจ้าที่มีต่อสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างในการทรงสร้างเก่าของพระองค์นั้นได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรมเป็นปัจจัยสำคัญ. ด้วยเหตุนี้หนังสือที่กล่าวถึงการปกครองของพระเจ้าทั้งสองฉบับนี้จึงได้เน้นย้ำถึงความชอบธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า (1ปต.2:23-24; 3:12, 14; 4:18; 2ปต.1:1; 2:5, 7-8, 21; 3:13). ประเด็นสำคัญที่เห็นได้จากสิ่งที่ท่านโยฮันได้เขียนไว้คือความรักของพระเจ้าที่ถูกสำแดงออกในชีวิตของพระองค์; ประเด็นสำคัญที่เห็นได้จากสิ่งที่ท่านเปาโลได้เขียนไว้คือพระคุณของพระเจ้าที่ทรงแจกจ่ายอยู่ในแผนการบริหารของพระองค์; ส่วนประเด็นสำคัญที่เห็นได้จากสิ่งที่ท่านเปโตรได้เขียนไว้คือความชอบธรรมของพระเจ้าที่ดำรงอยู่ในการปกครองของพระองค์. ดังนั้นชีวิตของพระเจ้า, แผนการบริหารของพระเจ้า, และการปกครองของพระเจ้าจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการปฏิบัติของอัครทูตทั้งสามท่านนี้. ชีวิตเป็นมาจากความรัก, แผนการบริหารเป็นมาโดยพระคุณ, และการปกครองตั้งอยู่บนฐานแห่งความชอบธรรม. ความชอบธรรมนี้จะอาศัยอยู่ในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่และจะซาบซ่านไปทั่วทั้งจักรวาลใหม่ของพระเจ้า และจะถูกรักษาไว้ภายใต้ลำดับแห่งความชอบธรรมของพระเจ้าอย่างเด็ดขาดและมีชัยชนะ จึงไม่จำเป็นต้องมีการพิพากษาอีกต่อไป.
2ปต. 3:13 4 หรือ สร้างบ้านครองเรือน.
2ปต. 3:14 ก 2ปต.3:17; 1กธ.15:58
2ปต. 3:14 ข ฟป.3:9
2ปต. 3:14 1ข วลีที่ว่า "ให้พระองค์พบว่า...อยู่ในสันติสุข" ก็คือถูกพบว่าชอบธรรม, ถูกต้อง, และไม่มีปัญหาทั้งต่อพระเจ้าและมนุษย์ในสายพระเนตรของพระองค์ เมื่อพระองค์จะเสด็จมา. ในเมื่อหนังสือเล่มนี้เน้นในเรื่องความชอบธรรมที่มีเพื่อการจัดการแห่งการปกครองของพระเจ้า (ดูข้อ 13 คำอธิบาย 3) หนังสือเล่มนี้จึงได้กำชับผู้เชื่อที่กำลังดำเนินอยู่ในทางแห่งความชอบธรรมนั้น (เทียบ 2:21) ให้แสวงหาการดำเนินชีวิตที่อยู่ในสันติสุข เพื่อเขาเหล่านั้นจะถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการเสด็จมาที่จะนำมาซึ่งการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
2ปต. 3:14 2 ผู้สอนมิจฉาลัทธิที่ได้ละทิ้งทางที่เที่ยงตรงไปเดินตามทางของคนอธรรมนั้น (2:15) ได้กลายเป็นตำหนิและด่างพร้อยในท่ามกลางผู้เชื่อ (ดู 2:13 คำอธิบาย 3) แต่ผู้เชื่อที่ได้แสวงหาการดำเนินชีวิตที่อยู่ในสันติสุขในการปกครองของพระเจ้านั้นสมควรที่จะปราศจากตำหนิและปราศจากด่างพร้อยเหมือนกับองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเมษโปดกที่ปราศจากมลทินและด่างพร้อย (1ปต.1:19).
2ปต. 3:14 ค อฟ.5:27; ฟป.2:15
2ปต. 3:14 ง 1ปต.3:11; 5:14
2ปต. 3:15 1 แปลตามตรงคือ ถือว่าการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงอดทนนานนั้นเป็นการช่วยให้รอด. ผู้เยาะเย้ยถือว่าการอดทนนานขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อผู้เชื่อนั้นเป็นการล่าช้า, เฉื่อยชา, หรือปล่อยปละละเลย (ข้อ 9). นี่เป็นการบิดเบือนถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์และโดยอัครทูตในคำสอนของพวกเขา (ข้อ 16). ด้วยเหตุนี้ท่านเปโตรได้กำชับผู้เชื่อให้ถือว่าการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอดทนนานนั้นเป็นโอกาสแห่งความรอดไม่ใช่เป็นการล่าช้า และไม่ให้บิดเบือนคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะหรือคำสอนของพวกอัครทูต (รวมทั้งของท่านเองและของท่านเปาโลด้วย) เพื่อเขาเหล่านั้นจะไม่ถูกพิพากษาจนถูกทำลายไปเหมือนกับพวกผู้สอนมิจฉาลัทธิในวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมานั้น. การประพฤติดังนี้และความขยันหมั่นเพียรที่จะให้พระองค์พบว่าอยู่ในสันติสุขโดยปราศจากตำหนิและด่างพร้อยนั้น (ข้อ 14) จะทำให้ผู้เชื่อได้ตระเตรียมตนให้พร้อมต่อการเสด็จมาที่จะนำมาซึ่งการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
2ปต. 3:15 2 การอดทนนานคือพระสัญญาที่ล่าช้าไปขององค์พระผู้เป็นเจ้าควรถูกนับว่าเป็นการยืดเวลาให้ผู้เชื่อได้มีโอกาสกลับใจเสียใหม่จนบรรลุสู่ความรอด (ข้อ 9 คำอธิบาย 3).
2ปต. 3:15 ก 2ปต.3:9; รม.2:4
2ปต. 3:15 3ก ภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับ อดกลั้น ในข้อ 9.
2ปต. 3:15 ข 1ปต.1:5, 9; 2:2
2ปต. 3:15 4ข ไม่ใช่ความรอดในระยะแรกเริ่ม แต่เป็นความรอดในช่วงเวลาแห่งการสำเร็จ (ดู 1ปต.1:5 คำอธิบาย 5). พระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการเสด็จกลับมาล่าช้าก็เพื่อป้องกันไม่ให้พลเมืองที่พระองค์ทรงเลือกนั้นต้องสูญเสียส่วนที่ดีเลิศแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระองค์.
2ปต. 3:15 5 ไม่เพียงเปโตรผู้เป็นหนึ่งในอัครทูต (ข้อ 2) เท่านั้นที่ได้สอนผู้คนด้วยหลักฐานยืนยันแห่งคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะ (ข้อ 2) โดยกล่าวว่าการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอดทนนานนั้นเป็นโอกาสของความรอด ไม่ใช่การล่าช้า. แต่ท่านเปาโลผู้เป็นอัครทูตอีกท่านหนึ่งก็ได้สอนถึงสิ่งเดียวกันนี้ โดยสิ่งที่ท่านได้เขียนไว้นั้นมีคำของผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมเป็นพื้นฐาน. ท่านเปโตรได้อ้างอิงความเป็นจริงในเรื่องนี้เพื่อเสริมให้ข้อเขียนของท่านแข็งแรงขึ้น.
2ปต. 3:15 ค กจ.15:2, 12, 25
2ปต. 3:15 ง 1กธ.2:6-8
2ปต. 3:16 1 ในเมื่อยาแก้พิษที่ท่านเปโตรใช้เพื่อป้องกันคำสอนของพวกมิจฉาลัทธิที่ทรยศนั้นก็คือพระคำอันบริสุทธิ์ที่ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมและอัครทูตในพันธสัญญาใหม่ได้กล่าวไว้ ท่านจึงไม่อาจละเลยข้อเขียนของท่านเปาโล ซึ่งเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดในคำสอนของพวกอัครทูตที่ได้ก่อรูปกันขึ้นเป็นพันธสัญญาใหม่. ในหนังสือจดหมายทั้งสองฉบับของท่านเปโตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในคำสอนของพวกอัครทูตที่ก่อรูปขึ้นเป็นพันธสัญญาใหม่นี้ ท่านเปโตรได้กล่าวอ้างถึงผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมและอัครทูตที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า (1ปต.1:10-12; 2ปต.1:12-21; 3:2). ในตอนนี้ท่านได้อ้างถึงท่านเปาโลอย่างแข็งแรงที่สุด โดยกล่าวว่าในหนังสือจดหมายทุกฉบับของอัครทูตเปาโลนั้นได้กล่าวถึงเรื่องราวที่ท่านเปโตรได้กล่าวถึงเช่นกัน และในนั้นมีบางข้อที่เข้าใจยาก และยังกล่าวว่าการบิดเบือนสิ่งที่ท่านเปาโลได้เขียนไว้นั้นก็เหมือนกับการบิดเบือนหนังสือพระคัมภีร์ที่พวกผู้สอนมิจฉาลัทธิทำกัน ซึ่งผลลัพธ์ก็จะทำให้ตนเองถูกทำลายเสียโดยการพิพากษาเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา. นี่เป็นคำเตือนที่เข้มงวดต่อทั้งผู้เชื่อและผู้สอนมิจฉาลัทธิที่ทรยศ.
2ปต. 3:16 2 ในหนังสือจดหมายสองฉบับของท่านซึ่งมีเพียงแปดบทเท่านั้น ท่านเปโตรได้กล่าวครอบคลุมถึงแผนการบริหารทั้งหมดของพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลในอดีตก่อนทรงสร้างโลก (1ปต.1:2, 20) จนถึงฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ในนิรันดร์กาลแห่งอนาคต (2ปต.3:13). ท่านได้เปิดเผยถึงสิ่งที่สำคัญซึ่งเกี่ยวกับแผนการบริหารของพระเจ้าที่พวกผู้เผยพระวจนะได้พยากรณ์และพวกอัครทูตได้ประกาศอยู่นั้น (1ปต.1:10-12) จากสี่ด้าน:
(1) จากด้านของพระเจ้าตรีเอกภาพ:
พระเจ้าพระบิดาทรงเลือกสรรบุคคลไว้กลุ่มหนึ่งในนิรันดร์กาลในอดีตตามที่พระองค์ได้ทรงล่วงรู้ไว้ก่อนนั้น (1ปต.1:1-2; 2:9) และได้ทรงเรียกเขาเหล่านั้นให้เข้าในสง่าราศีของพระองค์ (1ปต.5:10; 2ปต.1:3). พระคริสต์เป็นผู้ที่พระเจ้าได้ทรงล่วงรู้ไว้ก่อนทรงสร้างโลกแต่ได้ปรากฏออกมาในวาระสุดท้ายของช่วงเวลาทั้งหลายนี้ (1ปต.1:20) พระองค์ได้ทรงไถ่และทรงช่วยพลเมืองที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ (1ปต.1:18-19, 2) โดยการตายแทนของพระองค์ (1ปต.2:24; 3:18) โดยอาศัยการเป็นขึ้นในชีวิตและการเสด็จสู่สวรรค์ในฤทธานุภาพของพระองค์ (1ปต.1:3; 3:21-22). พระวิญญาณนั้นผู้ถูกใช้มาจากสวรรค์ได้ทรงแบ่งแยกและชำระผู้ที่พระคริสต์ได้ทรงไถ่ไว้ (1ปต.1:2, 12, 22; 4:14). (แม้พวกทูตสวรรค์ก็ปรารถนาที่จะพิจารณาดูสิ่งนี้—1ปต.1:12). ฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพได้ประทานสิ่งสารพัดที่เกี่ยวกับชีวิตและธรรมแก่เขาทั้งหลายแล้ว (2ปต.1:3-4) เพื่อจะคุ้มครองเขาทั้งหลายไว้จนบรรลุถึงความรอดที่สมบูรณ์ (1ปต.1:5). พระเจ้ายังทรงตีสอนเขาเหล่านั้น (1ปต.5:6) โดยการพิพากษาที่แตกต่างกันในการปกครองของพระองค์ (1ปต.1:17; 2:23; 4:5-6, 17; 2ปต.2:3-4, 9; 3:7) และพระองค์จะทำให้เขาถึงที่สำเร็จ, ตั้งมั่นคง, ได้รับการเพิ่มกำลัง, และได้วางรากฐานที่มั่นคงโดยบรรดาพระคุณของพระองค์ (1ปต.5:10). องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอดทนนานต่อเขาทั้งหลาย เพื่อให้เขาจะได้มีโอกาสกลับใจเสียใหม่จนบรรลุถึงความรอดสิ้นทุกคน (ข้อ 9, 15). จากนั้นพระคริสต์ก็จะมาปรากฏในสง่าราศี เพื่อนำความรอดที่สมบูรณ์มาประทานให้แก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ (1ปต.1:5, 7-9,13; 4:13; 5:4).
(2) จากด้านของผู้เชื่อ:
บรรดาผู้เชื่อซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของพระเจ้านี้ได้รับการเลือกสรรโดยพระเจ้า (1ปต.1:1-2; 2:9), ได้รับการทรงเรียกโดยสง่าราศีและคุณธรรมของพระเจ้า (1ปต.2:9; 3:9; 2ปต.1:3, 10), ได้รับการไถ่ของพระคริสต์ (1ปต.1:18-19), ได้รับการบังเกิดใหม่จากพระเจ้าโดยพระคำอันมีชีวิตของพระองค์ (1ปต.1:3, 23), และได้รับความรอดโดยการเป็นขึ้นของพระคริสต์ (1ปต.3:21). บัดนี้เขาทั้งหลายได้รับการคุ้มครองโดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า (1ปต.1:5), ได้รับการชำระจนรักซึ่งกันและกัน (1ปต.1:22), กำลังเติบโตขึ้นโดยได้รับการเลี้ยงดูด้วยน้ำนมแห่งพระคำ (1ปต.2:2), กำลังพัฒนาคุณธรรมฝ่ายวิญญาณในชีวิต (2ปต.1:5-8), และกำลังรับการเปลี่ยนแปลงและก่อสร้างขึ้นกลายเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณ คือเป็นระบบกลุ่มปุโรหิตที่แยกบริสุทธิ์เพื่อมาปรนนิบัติพระเจ้า (1ปต.2:4-5, 9). เขาเหล่านั้นเป็นพงศ์พันธุ์ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้, เป็นระบบกลุ่มปุโรหิตอย่างกษัตริย์, เป็นอาณาจักรที่แยกบริสุทธิ์, เป็นพลเมืองที่พิเศษอันเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ของพระเจ้าเพื่อจะมาสำแดงคุณธรรมของพระองค์ (1ปต.2:9). พวกเขากำลังรับการตีสอนจากการพิพากษาแห่งการปกครองของพระเจ้า (1ปต.1:17; 2:19-21; 3:9, 14, 17; 4:6, 12-19; 5:6, 9), ดำเนินชีวิตที่แยกบริสุทธิ์ในการประพฤติที่ล้ำเลิศและในธรรมเพื่อถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า (1ปต.1:15; 2:12; 3:1-2), ทำการปรนนิบัติในฐานะที่เป็นคนต้นเรือนตามพระคุณต่างๆ ของพระเจ้าเพื่อให้พระเจ้าได้รับสง่าราศีโดยพระคริสต์ (1ปต.4:10-11) (ภายใต้การเลี้ยงดูที่เป็นแบบอย่างของผู้อาวุโส—1ปต.5:1-4), และเฝ้าคอยท่าและเร่งให้พระองค์เสด็จกลับมา (1ปต.1:13; 2ปต.3:12) เพื่อให้เขาทั้งหลายได้รับการหล่อเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์และเต็มเปี่ยมเพื่อจะเข้าสู่อาณาจักรนิรันดร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1:11). ยิ่งไปกว่านั้น เขาเหล่านั้นยังเฝ้าคอยท่าฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ในนิรันดร์กาลอันเป็นที่ซึ่งความชอบธรรมได้อาศัยอยู่ (ข้อ 13). เขาเหล่านั้นยังได้เติบโตอย่างต่อเนื่องในพระคุณและความรู้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเยซูคริสต์องค์พระผู้ช่วยของเราด้วย (ข้อ 18).
(3) จากด้านของซาตาน:
ซาตานเป็นปฏิปักษ์ของผู้เชื่อ และเป็นพญามารดุจสิงโตที่ร้องคำรามซึ่งเดินวนเวียนไปทั่วเพื่อเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ (1ปต.5:8).
(4) จากด้านของจักรวาล:
ทูตสวรรค์ที่ตกต่ำได้ถูกปรับโทษและรอคอยการพิพากษาที่นิรันดร์ (2:4); โลกที่ไม่อยู่ในธรรมในสมัยโบราณได้ถูกทำลายโดยน้ำท่วมแล้ว (2:5; 3:6); เมืองที่ไม่อยู่ในธรรมได้ถูกไฟเผาเป็นเถ้าถ่าน (2:6); ผู้สอนเท็จและผู้เยาะเย้ยที่เป็นมิจฉาลัทธิในการทรยศตลอดจนมนุษยชาติที่มีชีวิตอยู่ในความชั่วร้ายจะต้องถูกพิพากษาจนถูกทำลาย (2:1, 3, 9-10, 12; 3:3-4, 7; 1ปต.4:5); ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะถูกไฟเผาไหม้ไป (2ปต.3:7, 10-11); และบรรดาคนที่ตายแล้วกับผีมารล้วนจะต้องถูกพิพากษา (1ปต.4:5). จากนั้นฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ที่เป็นจักรวาลใหม่ก็จะมาถึง และความชอบธรรมของพระเจ้าจะอาศัยอยู่ท่ามกลางนั้นจวบชั่วนิรันดร์ (3:13).
ท่านเปาโลก็ได้กล่าวถึง "เรื่องราวเหล่านี้" ในหนังสือที่ท่านเขียนเช่นกัน (เพียงแต่ไม่ได้กล่าวถึงฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่). ด้วยเหตุนี้ท่านเปโตรจึงอ้างถึงข้อเขียนของท่านเปาโลมาเสริมให้ข้อเขียนของท่านแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการพิพากษาที่เป็นการตีสอนในการปกครองของพระเจ้าที่มีต่อผู้เชื่อ. ท่านเปาโลก็ได้เน้นย้ำในเรื่องนี้อย่างแข็งแรงหลายครั้งหลายคราในข้อเขียนของท่าน (1กธ.11:30-32; ฮร.12:5-11; 2:3; 4:1; 6:8; 10:27-31, 39, 12:29; 1กธ.3:13-15; 4:4-5; 2กธ.5:10; รม.14:10). นี่ต้องเป็นเหตุผลที่ท่านเปโตรแนะนำข้อเขียนของท่านเปาโลเป็นแน่.
การแนะนำเช่นนี้ช่างเป็นสิ่งที่งดงามและเลิศล้ำจริง! แม้ชาวโกรินโธคิดอยากที่จะแยกเปโตรกับเปาโลออกจากกันตามความรักชอบที่ก่อให้เกิดการแตกแยกของพวกเขา (1กธ.1:11-12) แต่ท่านเปโตรกลับได้แนะนำเปาโล โดยกล่าวว่าท่านเปาโลก็ได้สอน "เรื่องราวเหล่านี้" เหมือนกันกับท่านและยังกล่าวเพื่อไม่ให้บิดเบือนข้อเขียนของท่านเปาโล แต่สมควรจะถือเป็นเหมือน "หนังสือพระคัมภีร์เล่มอื่นๆ" เช่นกัน และควรให้ความเคารพนับถือดุจหนังสือพันธสัญญาเดิม. การที่เปโตรกล่าวแนะนำเช่นนี้มิได้เป็นเรื่องที่เล็กน้อย เพราะท่านเคยถูกเปาโลติเตียนต่อหน้าเนื่องจากหลักความเชื่อในพันธสัญญาใหม่มาแล้ว (ฆต.2:11-21). กรณีนี้ชี้บ่งว่าท่านเปโตรมีใจกล้ายอมรับว่า อัครทูตในยุคแรกเริ่มเช่น โยฮัน, เปาโล, และตัวท่านเองนั้นแม้จะมีสำนวนในการเขียน, คำศัพท์ที่ใช้, การแสดงออก, มุมมองในบางด้าน, และวิธีที่ใช้นำเสนอคำสอนที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม แต่เขาเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการปฏิบัติที่มีหนึ่งเดียวเหมือนกัน นั่นก็คือการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ (2กธ.3:8- 9; 4:1). จุดศูนย์กลางแห่งการปฏิบัตินี้ก็คือการนำพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งซึ่งเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ มาหล่อเลี้ยงแก่ผู้คน. หลังจากที่พระเจ้าตรีเอกภาพผู้นี้ได้ผ่านขั้นตอนแห่งการกลายเป็นเนื้อหนัง, ดำเนินชีวิตมนุษย์, ถูกตรึงกางเขน, เป็นขึ้น, และเสด็จสู่สวรรค์แล้วก็ได้แจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่พลไพร่ที่พระองค์ทรงไถ่ไว้โดยอาศัยการไถ่ของพระคริสต์และการดำเนินการของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อเป็นส่วนแห่งชีวิตหนึ่งเดียวของเขาและเป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างของเขา เพื่อการก่อสร้างคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์ที่จะสำเร็จสุดยอดกลายเป็นการสำแดงออกที่ครบสมบูรณ์นั้นก็คือความบริบูรณ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพตามน้ำพระทัยที่นิรันดร์ของพระบิดา.
2ปต. 3:16 ก ฮร.5:11
2ปต. 3:16 ข 2ปต.2:14
2ปต. 3:16 3 นี่แสดงว่าพวกผู้เยาะเย้ย (ข้อ 3) และคนทั้งหลายที่ติดตามมันนั้น ไม่เพียงแต่แกล้งทำเป็นไม่สนใจคำสอนของพระคัมภีร์และอัครทูตเท่านั้น (ข้อ 5) แต่ยังได้บิดเบือนด้วย.
2ปต. 3:16 ค 2ปต.1:20; 2ตธ.3:16
2ปต. 3:16 4 ดู 2:1 คำอธิบาย 5 ประเด็นที่ 2. ตามเนื้อความในตอนนี้คำว่า "ถูกทำลาย" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการพินาศนิรันดร์ แต่หมายถึงการลงโทษแห่งการตีสอนในการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า. ดู 1ปต.4:18 คำอธิบาย 2; 2ปต.3:9 คำอธิบาย 4.
2ปต. 3:17 1 จงเฝ้าระวังป้องกันเนื่องจากเรื่องของการทรยศและคำสอนของมิจฉาลัทธิซึ่งทำให้ท่านทั้งหลายเบี่ยงเบนไปจนถูกทำลายโดยการอธิบายบิดเบือนข้อเขียนของพวกอัครทูตหรือหนังสือพระคัมภีร์ (ข้อ 16).
2ปต. 3:17 2 เป็นคำเดียวกับที่ใช้ใน ฆต.2:13 ในที่นั้นชี้ถึงท่านเปโตร, บาระนาบา, และผู้เชื่อชาวยูดายคนอื่นๆ.
2ปต. 3:17 3 ดู 2:7 คำอธิบาย 2. คนล่วงกฎบัญญัติ จะต้องหมายถึงผู้สอนเท็จและผู้เยาะเย้ย (2:1; 3:3) ซึ่งเป็นผู้สอนมิจฉาลัทธิในสมัยแรกๆ อย่างแน่นอน.
2ปต. 3:17 ก ฆต.5:4
2ปต. 3:17 4ก คือ ได้กลายเป็นคนที่ไม่มั่นคง (ข้อ 16).
2ปต. 3:17 ข 2ปต.1:10
2ปต. 3:18 ก 1ปต.2:2; อฟ.4:15; กซ.2:19
2ปต. 3:18 1ก นี่ได้แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ท่านเปโตรได้เขียนไว้ในหนังสือสองฉบับของท่านนั้นเป็นเรื่องของชีวิต. การเติบโตขึ้นในพระคุณนั่นก็คือการเติบโตขึ้นเนื่องจากการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์ของชีวิตนิรันดร์ซึ่งฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์ได้จัดเตรียมไว้ให้นั่นเอง (1:3-4) และการเติบโตขึ้นในความรู้ของพระองค์นั่นคือการเติบโตขึ้นเนื่องจากมีความเข้าใจในสิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น. นี่คือการเติบโตขึ้นโดยการรับสุขพระคุณและการรู้จักหลักความจริงนั้น (ยฮ.1:14 คำอธิบาย 4, ข้อ 17 คำอธิบาย 1).
2ปต. 3:18 2 ดู ยฮ.1:14 คำอธิบาย 4; 1กธ.15:10 คำอธิบาย 1; และ 2กธ.13:14 คำอธิบาย 1.
2ปต. 3:18 ข 2ปต.1:2, 3, 5, 8
2ปต. 3:18 3ข ความเข้าใจในความรู้ที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าก็มีค่าเท่ากับหลักความจริง ซึ่งเป็นความเที่ยงแท้ของทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น ดังเช่นใน ยฮ.1:14, 17 (ดูข้อ 17 คำอธิบาย 1). ท่านเปโตรไม่เพียงตักเตือนให้ผู้เชื่อเติบโตขึ้นในพระคุณเท่านั้น แต่ยังให้เติบโตขึ้นในหลักความจริงนี้ด้วย.
2ปต. 3:18 ค 2ตธ.4:18; วว.1:6
2ปต. 3:18 4 เล็งถึงการถวายสง่าราศีแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา คือพระเยซูคริสต์. เนื่องจากการถวายสรรเสริญนี้เป็นการถวายสรรเสริญแด่พระเจ้า (รม.11:36; 16:27) ดังนั้นนี่จึงเป็นการชี้บ่งว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเราซึ่งก็คือพระเยซูคริสต์นั้นทรงเป็นพระเจ้า.
สารบัญ