2 เปโตร บทที่ 1
หัวข้อหลัก: การจัดเตรียมอันศักดิ์สิทธิ์และการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์
ผู้เขียน: เปโตร ผู้ทาสและอัครทูตของพระเยซูคริสต์ (1:1).
เวลาที่เขียน: อาจจะเป็นประมาณปี ค.ศ.69 หลังจากเปาโลได้พลีชีพแล้ว (เทียบ 3:15-16) ก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลายในปี ค.ศ.70 ดังที่จะเห็น ได้จากคำชี้แจงถึงสภาพการณ์แห่งการตกต่ำของคริสตจักรที่อยู่ใน บทที่สอง และก็เป็นเวลาที่เปโตรใกล้จะพลีชีพด้วย (1:14).
สถานที่เขียน: อาจเป็นที่กรุงโรม อันเป็นสถานที่ซึ่งเปโตรได้พลีชีพ ตามประวัติ ศาสตร์ของคริสตจักรที่ได้สืบทอดกันมา.
ผู้รับ: ผู้เชื่อชาวยูดายที่กระจัดกระจายอยู่ในดินแดนต่างชาติ (ดู 1:1 คำ อธิบาย 3).
I. คำนำ—ถึงผู้เชื่อที่ได้รับส่วนในความเชื่อที่ล้ำค่าซึ่งเหมือนกัน
1:1-2
1:1-2
2ปต.
1:1 1กซีโมนเปโตร2ขผู้ทาสและคอัครทูตของพระเยซูคริสต์ [เขียนจดหมาย]มายัง3คนเหล่านั้นที่ได้4รับส่วนแบ่งใน5งความเชื่อที่ล้ำค่า6เหมือนกันกับ7เราทั้งหลาย8ใน9ความชอบธรรมของ10พระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเราทั้งหลาย [คือ]พระเยซูคริสต์:
2ปต.
1:2 ขอให้พระคุณและสันติสุข1กเพิ่มทวีแก่ท่านทั้งหลาย 2เพราะท่านทั้งหลายได้3ขรู้จักพระเจ้าและ4องค์พระเยซูเจ้าของเราอย่างเต็มเปี่ยม
II. การจัดเตรียมอันศักดิ์สิทธิ์
1:3-21
1:3-21
1. การแจกจ่ายของฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์
ข้อ 3-11
ข้อ 3-11
(1) ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและธรรม อีกทั้งพระนิสัยของพระเจ้า
ข้อ 3-4
ข้อ 3-4
2ปต.
1:3 ด้วย1กฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าได้ทรง2ประทาน3สิ่งสารพัดที่เกี่ยวกับ4ขชีวิตและ5คธรรมแก่เราทั้งหลาย 6โดยอาศัย7การรู้จักอย่างเต็มเปี่ยมที่มีต่อ8พระองค์ผู้ได้ทรงงเรียกเรา9ด้วย10จสง่าราศีและ11ฉคุณธรรมของพระองค์เอง
2ปต.
1:4 1โดย2สง่าราศีและคุณธรรมนี้พระองค์จึงได้ประทานกคำสัญญาอันล้ำค่าและ3ยิ่งใหญ่ เพื่อโดย4คำสัญญานี้ 5เมื่อท่านทั้งหลายได้ขหนีพ้นจาก6ความเสื่อมเสียที่มีอยู่ในคโลก7ซึ่งมาจากงราคะตัณหาแล้ว ท่านก็จะได้จรับส่วนในพระนิสัยของพระเจ้า.
(2) การเติบโตและการพัฒนาโดยชีวิตจนได้เข้าสู่อาณาจักรที่นิรันดร์อย่างอุดมสมบูรณ์
ข้อ 5-11
ข้อ 5-11
2ปต.
1:5 แท้จริงก็เพราะเหตุนี้ท่านทั้งหลายจง1เพิ่มกความขยันอย่างเต็มที่ ใน2ขความเชื่อของท่านทั้งหลายนั้น จง3หล่อเลี้ยงด้วย4คคุณธรรมอย่างเต็มเปี่ยม, ในคุณธรรมนั้นหล่อเลี้ยงด้วย5งความรู้,
2ปต.
1:6 ในความรู้นั้นหล่อเลี้ยงด้วย1กการเหนี่ยวรั้งตน, ในการเหนี่ยวรั้งตนนั้นหล่อเลี้ยงด้วย2ขความอดทน, ในความอดทนนั้นหล่อเลี้ยงด้วย3คธรรม
2ปต.
1:7 ในธรรมนั้นหล่อเลี้ยงด้วย1กความรักระหว่างพี่น้อง, ในความรักระหว่างพี่น้องนั้นยังต้องหล่อเลี้ยงด้วย2ขความรัก.
2ปต.
1:8 หาก1สิ่งเหล่านี้ได้2ดำรงอยู่ภายในท่านทั้งหลายและได้3เพิ่มพูนอย่างไม่หยุดแล้ว ก็จะ4ก่อรูปท่านไม่ให้เป็นคน5เกียจคร้านหรือ6กไม่บังเกิดผล [แต่จะให้]7บรรลุถึง8ขการรู้จักองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราอย่างเต็มเปี่ยม.
2ปต.
1:9 หากผู้ใดขาด1สิ่งเหล่านี้ก็เป็นกคนตาบอด2ตาสั้น และ3ได้ลืมไปซึ่งขการชำระ4ความบาปในอดีตของตนเสียแล้ว.
2ปต.
1:10 1เหตุฉะนี้พี่น้องทั้งหลาย จงกขยันให้มากขึ้น เพื่อ2ทำให้การทรงขเรียก และคการเลือกสรรที่มีต่อท่านนั้นงมั่นคงไม่สั่นคลอน หากท่านได้ประพฤติตาม3สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่จสะดุดล้มเป็นแน่.
2ปต.
1:11 เช่นนี้1ท่านทั้งหลายก็จะได้รับ2การหล่อเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์และกเต็มเปี่ยม เพื่อจะได้ขเข้าสู่3คอาณาจักรนิรันดร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา คือพระเยซูคริสต์.
2. การส่องสว่างของหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์
ข้อ 12-21
ข้อ 12-21
(1) โดยสง่าราศีแห่งการเป็นพยานของอัครทูต
ข้อ 12-18
ข้อ 12-18
2ปต.
1:12 เหตุฉะนั้น ถึงแม้ท่านทั้งหลายได้รู้สิ่งเหล่านี้ และได้กตั้งมั่นคงอยู่ใน1ขหลักความจริงที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว ข้าพเจ้ายังคงต้องคเตือนสติท่านทั้งหลายอยู่เสมอ.
2ปต.
1:13 ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นกการถูกต้องที่จะขเร่งเร้าท่านทั้งหลายขึ้นในขณะที่ข้าพเจ้ายังอาศัยอยู่ใน1คพลับพลานี้โดยการเตือนสติ.
2ปต.
1:14 เพราะรู้ว่าเวลาที่ข้าพเจ้าจะ1กถอดทิ้งจากพลับพลานี้ใกล้มาถึงแล้ว 2เหมือนดังที่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราได้ทรงสำแดงต่อข้าพเจ้าอย่างชัดเจน.
2ปต.
1:15 ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้าจะเพียรพยายามให้ท่านทั้งหลายสามารถกระลึกถึงสิ่งเหล่านี้เสมอเมื่อข้าพเจ้า1ขจากโลกไปแล้ว.
2ปต.
1:16 เพราะว่าเมื่อเราได้บอกถึงกฤทธิ์เดชและ1ขการเสด็จมาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราแก่ท่านทั้งหลายนั้น เราก็ไม่ได้2คล้อยตาม3คนิยายที่เขาแต่งขึ้นอย่างงชาญฉลาด แต่เราได้กลายเป็น4จพยานบุคคลที่ประจักษ์แก่ตาถึง5พระบรมเดชานุภาพของพระองค์.
2ปต.
1:17 เพราะว่าขณะที่พระองค์ทรงได้รับเกียรติยศและสง่าราศีจากพระเจ้าพระบิดานั้น ได้มีกพระสุรเสียงตรัสออกจาก1สง่าราศีอันงดงามมาถึงพระองค์ว่า "2ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก."
2ปต.
1:18 ในเวลาที่เราได้อยู่กับพระองค์ที่กภูเขาอันขบริสุทธิ์นั้นก็ได้ยินพระสุรเสียงนี้ตรัสออกมาจากสวรรค์ด้วยตนเอง.
(2) โดยแสงสว่างแห่งถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ
ข้อ 19-21
ข้อ 19-21
2ปต.
1:19 1และเรามีถ้อยคำของกผู้เผยพระวจนะที่ขแน่นอนยิ่งขึ้น ซึ่งท่านทั้งหลายได้ใส่ใจในถ้อยคำเหล่านี้ดุจดังใส่ใจต่อ2คตะเกียงที่ส่องแสงอยู่ใน3ที่มืดจนกว่า4งวันที่แสงอรุณจะส่องขึ้นและจดาวประจำรุ่งจะผุดขึ้นในใจของท่านทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายกระทำเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว.
2ปต.
1:20 ประการแรกจงรู้ว่าคำพยากรณ์ทุกคำที่จารึกไว้ในกพระคัมภีร์นั้น [ล้วน]ไม่ได้เป็น1การตีความหมายของ2มนุษย์เอง.
2ปต.
1:21 1ด้วยว่าไม่เคยมีคำพยากรณ์ใดที่2มาจากความประสงค์ของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่กพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรง2ผลักดัน.
คำอธิบาย 2 เปโตร บทที่ 1
2ปต.
1:1 ก กจ.15:14; ลก.5:8; ยฮ.13:6; 20:2; 21:15
2ปต.
1:1 1ก ซีโมนเป็นชื่อเดิมของเปโตร ส่วนเปโตรเป็นชื่อใหม่ที่พระองค์ประทานให้ (ยฮ.1:41-42) ซีโมนเป็นการชี้ถึงคนเก่าของเขาที่มีมาโดยกำเนิด ส่วนเปโตรชี้ถึงคนใหม่ของเขาที่บังเกิดใหม่. เมื่อชื่อทั้งสองนี้รวมเข้าด้วยกันจึงเป็นเครื่องหมายเล็งว่า บัดนี้ซีโมนคนเก่าได้กลายเป็นเปโตรคนใหม่.
2ปต.
1:1 ข รม.1:1
2ปต.
1:1 2ข คำว่า "ผู้ทาส" ชี้บ่งถึงความนอบน้อมต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าของเปโตร ส่วนคำว่า "อัครทูต" ชี้บ่งว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่แก่เขา.
2ปต.
1:1 ค 2ปต.3:2
2ปต.
1:1 3 ชี้ถึงผู้เชื่อชาวยูดายที่กระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางชาวต่างชาติ (1ปต.1:1).
2ปต.
1:1 4 ดังเช่นการที่ชนชาติอิสราเอลได้รับส่วนแบ่งในแผ่นดินงามผืนหนึ่ง (ยฮซ.13:6; 14:1-5; 19:51). สิ่งนี้เปิดเผยเป็นนัยว่า "สิ่งสารพัดที่เกี่ยวกับชีวิตและธรรม" (ข้อ 3) และพระนิสัยของพระเจ้า (ข้อ 4) ที่ผู้เชื่อได้รับส่วนโดยความเชื่อที่ล้ำค่าซึ่งเหมือนกันตามคำสัญญาอันใหญ่ยิ่งและล้ำค่านี้คือมรดกแท้ของผู้เชื่อที่พระเจ้าประทานให้ในพันธสัญญาใหม่.
2ปต.
1:1 ง 2ปต.1:5; 1ปต.1:7, 9
2ปต.
1:1 5ง ความเชื่อคือการแปรสภาพเป็นแก่นสารของหลักความจริง (ฮร.11:1) หลักความจริงนี้คือความเที่ยงแท้ของเนื้อหาสาระแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่. เนื้อหาสาระแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่ได้ประกอบขึ้นด้วย "สิ่งสารพัดที่เกี่ยวกับชีวิตและธรรม" (ข้อ 3) นั่นก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพทรงนำตัวของพระองค์แจกจ่ายเข้าสู่ภายในเราเป็นชีวิตทางภายในของเราและเป็นธรรมทางภายนอกของเรา (ดู 1ตธ.1:1 คำอธิบาย 1 ข้อ 1, 2, 4, 5 และย่อหน้าสุดท้าย). ความเชื่ออันล้ำค่าที่เหมือนกันซึ่งพระเจ้าทรงแบ่งปันแก่เราโดยอาศัยพระคำแห่งแผนการบริหารในพันธสัญญาใหม่และพระวิญญาณนั้นได้ตอบสนองต่อความเที่ยงแท้ของเนื้อหาสาระเหล่านี้และนำเราเข้าสู่ความเที่ยงแท้ คือทำให้แก่นสารเหล่านี้กลายเป็นองค์ประกอบในการดำเนินชีวิตและประสบการณ์แห่งคริสเตียนของเรา. ความเชื่อเช่นนี้ได้ถูกแบ่งปันแก่ผู้เชื่อทุกคนที่อยู่ในพระคริสต์ให้เป็นส่วนของเขา ซึ่งมีความล้ำค่าที่เท่าเทียมกันต่อทุกคนที่ได้รับ. ในฐานะที่เป็นส่วนซึ่งพระเจ้าประทานให้ความเชื่อนี้เป็นทัศนะภายนอกต่อเราในด้านหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์. แต่ความเชื่อนี้ได้นำเอาเนื้อหาสาระที่ได้แปรสภาพเป็นแก่นสารทุกประการเข้าสู่ภายในเรา ดังนั้นจึงได้ทำให้เนื้อหาสาระเหล่านั้นและตัวความเชื่อเองกลายเป็นทัศนะภายในต่อเราในประสบการณ์ของเรา. กรณีนี้อาจเปรียบได้กับทิวทัศน์ (หลักความจริง) และการมองเห็น (ความเชื่อ) ซึ่งเป็นทัศนะภายนอกต่อกล้องถ่ายรูป (ตัวเรา). แต่ขณะที่ความสว่าง (พระวิญญาณนั้น) นำเอาทิวทัศน์เข้าสู่แผ่นฟิล์ม (วิญญาณของเรา) ในกล้องถ่ายรูปนั้น การมองเห็นและทิวทัศน์ก็จะกลายเป็นทัศนะภายในต่อกล้องถ่ายรูปไปทันที.
2ปต.
1:1 6 ภาษากรีกหมายถึง มีคุณค่าหรือเกียรติยศที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงเป็นความล้ำค่าซึ่งเหมือนกัน. ไม่ใช่ปริมาณเท่ากัน แต่มีคุณค่าและเกียรติยศเท่ากันต่อผู้ที่ได้รับ.
2ปต.
1:1 7 หมายถึงอัครทูตเปโตรและผู้เชื่อทั้งหลายในแผ่นดินยูดาย. ผู้เชื่อทั้งหลายที่อยู่ในโลกของชาวต่างชาติกับผู้เชื่อเหล่านั้นที่อยู่ในแผ่นดินยูดายได้รับส่วนความเชื่ออันล้ำค่าที่เหมือนกัน ซึ่งทำให้เขาสามารถแปรสภาพพระพรแห่งชีวิตในพันธสัญญาใหม่ให้เป็นแก่นสารเพื่อเป็นส่วนที่เขาทั้งหลายจะได้รับร่วมกันตามที่พระเจ้าทรงแบ่งปันให้.
2ปต.
1:1 8 คือ ในขอบเขตแห่งความชอบธรรม.
2ปต.
1:1 9 พระเจ้าของเราทรงชอบธรรม. โดยความชอบธรรมของพระองค์ พระองค์จึงประทานความเชื่ออันล้ำค่าเป็นส่วนอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ผู้เชื่อทั้งหลายที่อยู่ในพระคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นพวกยูดายหรือพวกต่างชาติอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการลำเอียง. บัดนี้พระองค์ไม่เพียงเป็นพระเจ้าของเราแต่ยังเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราด้วย. ดังนั้นบัดนี้ความชอบธรรมของพระองค์ไม่เพียงเป็นความชอบธรรมของพระเจ้าหรือเป็นของพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังเป็นความชอบธรรมทั้งของพระเจ้าและของพระผู้ช่วยให้รอดของเราคือพระเยซูคริสต์. ในด้านที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรานั้น ความชอบธรรมของพระองค์คือการประพฤติที่ชอบธรรมของพระองค์ ซึ่งก็คือการที่พระองค์ทรงนอบน้อมถึงที่สุดโดยการตายบนกางเขน (ฟป.2:8) เพื่อทรงสำเร็จการไถ่เพื่อเรา (ฮร.9:12) เพื่อเราจะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้า (รม.5:18). ในด้านที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเรานั้น ความชอบธรรมของพระองค์ คือความยุติธรรมของพระองค์ จึงทำให้การไถ่ของพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเราที่ตั้งบนพื้นฐานแห่งการประพฤติที่ชอบธรรมคือ (รม.3:24-25) ได้ทรงโปรดให้ผู้เชื่อในพระคริสต์เป็นผู้ชอบธรรม (รม.3:26) ทั้งที่เป็นพวกยูดายหรือพวกต่างชาติโดยไม่ต่างกัน (รม.3:30). ในความชอบธรรมสองชั้นและโดยความชอบธรรมสองชั้น อันเป็นความชอบธรรมแห่งพระเจ้าและของพระผู้ช่วยให้รอดของเราทั้งหลาย คือพระเยซูคริสต์นั้น บรรดาผู้เชื่อทั้งหลายในนานาประเทศจึงได้รับส่วนความเชื่ออันล้ำค่าที่เท่าเทียมกัน ซึ่งความเชื่อนี้ก็คือการแปรสภาพพระพรอันล้ำค่าในพันธสัญญาใหม่ให้เป็นแก่นสารนั่นเอง.
2ปต.
1:1 10 พระเยซูคริสต์ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา. สิ่งนี้แสดงว่าพระเยซูคริสต์ก็คือพระเจ้าที่มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราทั้งหลาย. พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่เรานมัสการและทรงมากลายเป็นพระผู้ช่วยที่ช่วยเราให้รอด. ในยุคของท่านเปโตรเรื่องนี้ได้ชี้หมายและแบ่งแยกผู้เชื่อในพระคริสต์ออกจากชาวยูดายที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า และยังได้ชี้หมายและแบ่งแยกเขาเหล่านั้นออกจากชาวโรมันที่นับถือซีซาร์เป็นพระเจ้าแต่ไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าอีกด้วย.
2ปต.
1:2 ก 1ปต.1:2; ยด.2
2ปต.
1:2 1ก พระคุณและสันติสุขได้มาถึงเราโดยความเชื่อที่พระเจ้าทรงแบ่งปันให้แก่เรา ซึ่งความเชื่อนี้ได้แปรสภาพพระพรแห่งชีวิตในพันธสัญญาใหม่ให้เป็นแก่นสาร (ข้อ 1). ความเชื่อนี้ถูกซึมซาบเข้าสู่ภายในเราโดยพระคำของพระเจ้าซึ่งได้นำการรู้จักที่แท้จริงต่อพระเจ้าและต่อองค์พระเยซูเจ้าของเรามาให้แก่เรา. ในขอบเขตแห่งการรู้จักที่มีต่อพระเจ้าและองค์พระเยซูเจ้าของเราอย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งอาศัยการรู้จักที่กำลังเพิ่มพูนและได้เพิ่มพูนแล้วนี้เอง พระคุณกับสันติสุขที่เราได้รับจึงได้บังเกิดทวีขึ้น.
2ปต.
1:2 2 แปลตามตรงคือ ในการรู้จักที่มีต่อพระเจ้าและองค์พระเยซูเจ้าของเราอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งก็คือในขอบเขตแห่งการรู้จักที่เต็มเปี่ยม, โดยอาศัยการรู้จักที่เต็มเปี่ยม.
2ปต.
1:2 ข 2ปต.1:3, 8; 2:20; 3:18; ยฮ.17:3; ฟป.3:8
2ปต.
1:2 3ข นี่เล็งถึงการรู้จักที่เต็มเปี่ยมในด้านประสบการณ์. การรู้จักที่มีต่อพระเจ้าตรีเอกภาพอย่างเต็มเปี่ยมจะทำให้เรามีส่วนและรับสุขพระนิสัยอีกทั้งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. สิ่งนี้ตรงข้ามกับความรู้แห่งหลักเหตุผลทางปรัชญาของมนุษย์ที่ประหารให้ตาย ซึ่งได้แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรในขณะที่คริสตจักรทรยศนั้น.
2ปต.
1:2 4 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเป็น พระเยซูคริสต์.
2ปต.
1:3 ก เทียบ รม.1:20
2ปต.
1:3 1ก บทที่ 2 ให้เรามองเห็นว่าจดหมายฉบับนี้ก็เหมือนกับหนังสือ 2 ติโมเธียว, 2 โยฮัน, 3 โยฮัน, และยูดา ซึ่งได้เขียนขึ้นขณะที่คริสตจักรได้ตกต่ำและทรยศ. ด้วยเหตุนี้การทรยศจึงเป็นเบื้องหลังของการเขียนหนังสือฉบับนี้. ภาระของผู้เขียนประสงค์จะให้ผู้เชื่อได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพื่อสามารถต้านทานพิษร้ายแห่งการทรยศ. ความรอดของพระเจ้าต้องการที่จะแจกจ่ายตัวของพระองค์เองในความเป็นตรีเอกภาพเข้าสู่ภายในผู้เชื่อเป็นชีวิตและเป็นการหล่อเลี้ยงของเขา. นี่คือแผนการบริหารของพระเจ้า หรือโครงการของพระเจ้า. เรื่องของการทรยศนี้ได้กระทำให้ผู้เชื่อเบี่ยงเบนไปจากแผนการบริหารของพระองค์ไปสู่ปรัชญา, ตรรกวิทยาของมนุษย์ที่หลอกลวง. สิ่งนี้ไม่ได้นำเขาไปรับส่วนในต้นไม้แห่งชีวิตที่ประทานชีวิต แต่จะนำเขาไปมีส่วนในต้นไม้แห่งความรู้ที่นำมาซึ่งความตาย (ยนซ.2:9, 16-17) เหมือนดังที่งูนั้นได้ล่อลวงเอวาให้หลงไป (ยนซ.3:1-6). ในการที่จะป้องกันพิษร้ายแห่งความตายนี้ ในจดหมายแห่งการรักษาของอัครทูตได้กล่าวถึงฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์เป็นยาแก้พิษร้ายที่แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นอันดับแรก. ฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้จัดเตรียมสิ่งสารพัดที่เกี่ยวกับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งให้กำเนิดกับให้การหล่อเลี้ยง (ไม่ใช่ความรู้ที่ประหารให้ตาย) และเกี่ยวกับธรรมที่สำแดงพระเจ้า (ไม่ใช่แสดงสติปัญญาของมนุษย์มาแจกจ่ายแก่ผู้เชื่อ). การจัดเตรียมอันศักดิ์สิทธิ์ที่อุดมสมบูรณ์นี้ (ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดอีกในข้อต่อไปจนถึงข้อที่ 11) สามารถทำให้ผู้เชื่อดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ปกติ และสามารถมีชัยชนะต่อการทรยศของซาตานได้อย่างเพียงพอและเหลือล้น.
คำว่า "ศักดิ์สิทธิ์" ชี้บ่งถึงสภาพพระเจ้าที่นิรันดร์, ไร้ขอบเขต, และทรงฤทธิ์ของพระเจ้า. ดังนั้นฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือฤทธิ์เดชแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์.
คำว่า "ศักดิ์สิทธิ์" ชี้บ่งถึงสภาพพระเจ้าที่นิรันดร์, ไร้ขอบเขต, และทรงฤทธิ์ของพระเจ้า. ดังนั้นฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือฤทธิ์เดชแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์.
2ปต.
1:3 2 คือแจกปัน, ซึมซาบ, และหว่านปลูกไว้ภายในเราโดยพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง ผู้ทรงให้เราบังเกิดใหม่และอาศัยอยู่ภายในเรา (2กธ.3:6, 17; ยฮ.3:6; รม.8:11).
2ปต.
1:3 3 วลีที่ว่า "สิ่งสารพัดที่เกี่ยวกับชีวิตและธรรม" ก็คือด้านต่างๆ ของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์แห่งผลเก็บเกี่ยวของแผ่นดินงามในพันธสัญญาเดิมเป็นแบบเล็ง. สิ่งเหล่านี้ก็คือแก่นแท้แห่งการแปรสภาพเป็นแก่นสารของความเชื่อของเราที่พระเจ้าทรงแบ่งให้เป็นส่วนมรดกของเรา.
2ปต.
1:3 ข ยนซ.2:9; บพส.36:9; ยฮ.1:4; 3:16; 10:10; 14:6; 1ยฮ.1:2; 5:12; ตต.1:2; กจ.11:18; รม.5:10, 17, 21; 6:4; กซ.3:4; 1ตธ.6:12, 19; วว.2:7, 10; 22:1-2, 14, 19
2ปต.
1:3 4ข ชีวิตนั้นอยู่ภายในเพื่อให้เราสามารถมีชีวิตเป็นอยู่ได้ ส่วนธรรมนั้นอยู่ภายนอกเป็นการสำแดงออกของชีวิตที่อยู่ภายใน. ชีวิตนั้นเป็นฤทธิ์เดชทางภายในหรือเป็นกำลังทางภายในที่ก่อให้เกิดธรรมทางภายนอก ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์คือสง่าราศี.
2ปต.
1:3 ค 2ปต.1:6; 1ตธ.2:2; 3:16; 4:6-7; 6:3; 2ตธ.3:12; ตต.1:1; 2:12
2ปต.
1:3 5ค ดู 1ตธ.2:2 คำอธิบาย 2.
2ปต.
1:3 6 สิ่งสารพัดที่เกี่ยวกับชีวิตได้แจกจ่ายเข้าสู่ภายในเราโดยอาศัยการรู้จักอันเต็มเปี่ยมที่มีต่อพระเจ้า ซึ่งได้ถ่ายเทและเปิดเผยแก่เราโดยอาศัยพระคำของพระองค์. นี่ก็ได้กลายเป็นหลักความเชื่อ (ทัศนะภายนอก) และภายในสิ่งนี้ก็ได้ก่อกำเนิดเป็นความเชื่อ (ทัศนะภายใน) ของเรา.
2ปต.
1:3 7 นี่เล็งถึงการรู้จักอย่างถี่ถ้วนในด้านประสบการณ์.
2ปต.
1:3 8 หรือ ผู้ที่ทรงเรียกเราให้บรรลุถึงสง่าราศีและคุณธรรมของพระองค์เอง ซึ่งก็เล็งถึงพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์พระผู้ช่วยและองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา (1-2). พระองค์ทรงเรียกเราให้บรรลุถึงสง่าราศีและคุณธรรมของพระองค์ ด้วยสง่าราศีและคุณธรรมของพระองค์เอง. สาวกของพระองค์ได้เห็นสง่าราศีและคุณธรรมของพระองค์ (ข้อ 16; ยฮ.1:14) และถูกดึงดูดด้วยสง่าราศีและคุณธรรมนี้. จากนั้นพระองค์ก็ทรงเรียกเขาเหล่านั้นโดยสง่าราศีและคุณธรรมให้เขาบรรลุถึงสง่าราศีและคุณธรรมนี้. ดังนั้นผู้เชื่อทั้งหลายที่อยู่ในพระคริสต์ก็ล้วนเป็นเช่นนี้.
2ปต.
1:3 ง 1ปต.2:9; 3:9; 5:10; 1ธซ.2:12; 2ธซ.2:14; 2ตธ.1:9; 2ปต.1:10
2ปต.
1:3 9 หรือ ให้ไปถึง.
2ปต.
1:3 จ รม.1:23; 3:23; 5:2; 6:4; 8:18; 9:23; ยฮ.17:22, 24; อฟ.1:17; 3:16; 1กธ.2:7; 2กธ.4:17; กซ.1:27; 3:4; ฮร.2:10
2ปต.
1:3 10จ คือ การสำแดงของพระเจ้า, พระเจ้าที่สำแดงออกอย่างเจิดจรัส.
2ปต.
1:3 ฉ 1ปต.2:9; เทียบ 2ปต.1:5; ฟป.4:8
2ปต.
1:3 11ฉ แปลตามตรงคือ ความล้ำเลิศ (ดู ฟป.4:8 คำอธิบาย 7) ชี้บ่งถึงฤทธิ์เดชของชีวิตซึ่งทำให้เรามีชัยชนะเหนืออุปสรรคทุกอย่างและสำเร็จซึ่งคุณลักษณะที่ล้ำเลิศทุกประการ. สง่าราศีนั้นคือเป้าหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ คุณธรรมคือฤทธิ์เดชและกำลังของชีวิตที่ทำให้เราบรรลุถึงเป้าหมายนี้ได้. คุณธรรมร่วมด้วยสิ่งสารพัดที่เกี่ยวกับชีวิตนี้ได้ถูกประทานแก่เราแล้วโดยฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังต้องได้รับการพัฒนาไปตลอดทางที่จะบรรลุสู่สง่าราศี.
2ปต.
1:4 1 หรือ เนื่องจาก, บนพื้นฐานของ. ในภาษากรีกมีนัยถึงการเป็นสื่อกลาง แต่ในที่นี้ก็ยังเล็งถึงสาเหตุด้วย.
2ปต.
1:4 2 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้สง่าราศีและคุณธรรมของพระองค์มาเรียกเราทั้งหลายแล้ว และเราก็ได้ถูกเรียกมาบรรลุถึงสง่าราศีและคุณธรรมของพระองค์ และบนพื้นฐานของสง่าราศีและคุณธรรมนี้และเนื่องจากสง่าราศีและคุณธรรมนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ประทานคำสัญญาอันใหญ่ยิ่งและประเสริฐเลิศของพระองค์แก่เราด้วย เช่นเดียวกับใน มธ.28:20; ยฮ.6:57; 7:38-39; 10:28-29; 14:19-20, 23; 15:5; 16:13-15. คำสัญญาทั้งหมดนี้จะค่อยๆ สำเร็จในตัวของผู้เชื่อทั้งสิ้นของพระองค์ โดยฤทธิ์เดชแห่งชีวิตซึ่งปรากฏออกมาเป็นคุณธรรมอันเลิศล้ำของพระองค์เพื่อบรรลุถึงสง่าราศีของพระองค์.
2ปต.
1:4 ก 2กธ.7:1, เทียบ 2ปต.3:13
2ปต.
1:4 3 แปลตามตรงคือ ยิ่งใหญ่ที่สุด.
2ปต.
1:4 4 โดยคำสัญญาที่ใหญ่ยิ่งและประเสริฐเลิศนี้ เราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ (พระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา) ก็ได้รับส่วนในพระนิสัยของพระเจ้าในการเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระองค์. โดยการเชื่อและบัพติศมาเราก็ได้เข้าสู่การเข้าสนิททางอินทรียภาพนี้ (ยฮ.3:15; ฆต.3:27; มธ.28:19). คุณธรรม (ฤทธิ์เดชแห่งชีวิต) แห่งพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะนำเราเข้าสู่สง่าราศีของพระองค์ (ธรรมอันเป็นการสำแดงของพระเจ้าตรีเอกภาพอย่างบริบูรณ์).
2ปต.
1:4 5 ในจดหมายฉบับแรกอัครทูตได้บอกแก่ผู้เชื่อว่า พระคริสต์ได้ทรงไถ่เขาทั้งหลายให้หลุดพ้นจากการดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่า (1ปต.1:18-19) ดังนั้นเขาเหล่านั้นจึงควรละเว้นเสียจากราคะตัณหาของเนื้อหนัง (1ปต.2:11) และไม่ดำเนินชีวิตตามราคะตัณหาที่อยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ (1ปต.4:2). บัดนี้ในจดหมายฉบับที่สอง ท่านได้เปิดเผยถึงฤทธิ์เดชหรือกำลังที่ทำให้เขาทั้งหลายสามารถหนีพ้นจากความเสื่อมเสียในเนื้อหนัง และผลลัพธ์จากการหลีกหนีนี้. ฤทธิ์เดชนี้ก็คือคุณธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนผลลัพธ์ก็คือการได้รับส่วนในพระนิสัยของพระเจ้า เช่นนี้จึงได้รับสุขความอุดมสมบูรณ์ในสิ่งที่พระเจ้าตรีเอกภาพทรงเป็น. ในการที่เรารับส่วนในพระนิสัยของพระเจ้าและรับสุขทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นนั้นทำให้ความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นแห่งพระนิสัยของพระเจ้าได้พัฒนาอย่างครบสมบูรณ์ดังที่ได้บรรยายไว้ในข้อ 5-7. เมื่อเราได้หนีพ้นจากความเสื่อมเสียแห่งราคะตัณหาที่มีอยู่ในโลกนี้ ได้ขจัดไปซึ่งสิ่งที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ภายในเราแล้ว เราก็ได้ถูกปลดปล่อยเพื่อมารับส่วนในพระนิสัยของพระเจ้าและเพื่อจะรับสุขความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระนิสัยนี้จนถึงที่สุด เพื่อพระนิสัยนี้จะได้พัฒนาขึ้นโดยคุณธรรมของพระเจ้าจนบรรลุสู่สง่าราศีของพระองค์.
2ปต.
1:4 ข 2ปต.2:18, 20
2ปต.
1:4 6 ดู 2:1 คำอธิบาย 5 ประเด็นที่ 3.
2ปต.
1:4 ค 2ปต.2:20; 1ยฮ. 2:15-17; 5:4, 19; ยก.4:4
2ปต.
1:4 7 หรือ ในราคะตัณหา.
2ปต.
1:4 ง 2ปต.2:10, 18; 1ปต.4:2
2ปต.
1:4 จ ฮร.12:10; 6:4; 3:1
2ปต.
1:5 1 แปลตามตรงคือ นอกจากนั้นให้นำมาซึ่งความขยันอย่างเต็มที่. นอกจาก (ติดตาม) คำสัญญาอันใหญ่ยิ่งและประเสริฐเลิศที่พระเจ้าประทานแก่เราแล้ว เรายังจำต้องนำมาซึ่งความขยันอย่างเต็มที่เพื่อมาร่วมประสานกับการเพิ่มกำลังของพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์อันเปี่ยมด้วยฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่เพื่อสำเร็จคำสัญญาของพระเจ้า.
2ปต.
1:5 ก 2ปต.1:10
2ปต.
1:5 ข 2ปต.1:1; ฆต.5:6; ยก.2:22
2ปต.
1:5 2ข ความเชื่ออันประเสริฐที่เหมือนกันซึ่งพระเจ้าแบ่งปันให้แก่เรา (ข้อ 1) ซึ่งเป็นส่วนที่ร่วมกันในพระพรแห่งชีวิตในพันธสัญญาใหม่เพื่อการเริ่มต้นแห่งการดำเนินชีวิตคริสเตียน. ความเชื่อนี้จำต้องถูกนำมาใช้เพื่อให้คุณธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะได้รับการพัฒนาในขั้นตอนต่อๆ ไปจวบจนสุกงอม.
2ปต.
1:5 3 ดู ฟป.1:19 คำอธิบาย 2. สิ่งที่ฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์ได้มอบให้แก่เราในข้อ 3-4 นั้นได้พัฒนาต่อไปในข้อ 5-7. การหล่อเลี้ยงคุณธรรมด้วยความเชื่อก็คือการใช้ความเชื่อมาพัฒนาคุณธรรม. นี่สามารถปรับใช้กับรายการอื่นๆ ได้ด้วย.
2ปต.
1:5 ค ฟป.4:8 เทียบ 2ปต.1:3
2ปต.
1:5 4ค แปลตามตรงคือ ความดีเลิศ (ดู ฟป. 4:8 คำอธิบาย 7) ชี้บ่งถึงฤทธิ์เดชแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา (เทียบข้อ 3 คำอธิบาย 11).
2ปต.
1:5 ง 2ปต.1:2, 3, 8; 3:18; ฟป.1:9; 3:8
2ปต.
1:5 5ง คุณธรรมหรือการเคลื่อนไหวที่เต็มด้วยชีวิตชีวานั้นจำต้องอาศัยการหล่อเลี้ยงอันครบบริบูรณ์แห่งการรู้จักที่มีต่อพระเจ้าและองค์พระเยซูเจ้าของเรา (ข้อ 2-3, 8) การรู้จักนี้คือทุกสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และธรรมรวมทั้งการมีส่วนในพระนิสัยของพระเจ้า (ข้อ 3-4) เพื่อเป็นการรับสุขของเราในการพัฒนาที่อยู่ถัดไป.
2ปต.
1:6 ก กจ.24:25; ฆต.5:23; 1ตธ.3:2, 11; ตต.2:2
2ปต.
1:6 1ก หรือ การบังคับตน คือการควบคุมและจำกัดตนในด้านอารมณ์, ความรักชอบ, และความเคยชิน. สิ่งนี้จำต้องได้รับการหล่อเลี้ยง
และพัฒนาในความรู้ เพื่อชีวิตสามารถเติบโตอย่างปกติ.
2ปต.
1:6 ข รม.5:3; ฮร.10:36; ยก.1:3
2ปต.
1:6 2ข การเหนี่ยวรั้งตนคือการจัดการตัวเราเอง. ความอดทนคือการยอมทนต่อผู้อื่นและสภาพการณ์.
2ปต.
1:6 ค 2ปต.1:3
2ปต.
1:6 3ค การดำเนินชีวิตที่เหมือนกับพระเจ้าและสำแดงพระเจ้า. เมื่อเรามีการจัดการตัวเราเองและยอมทนต่อผู้อื่นและสภาพการณ์ ธรรมนั้นก็จะถูกพัฒนาขึ้นในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา เพื่อให้เราเหมือนกับพระเจ้าและสำแดงพระองค์.
2ปต.
1:7 ก 1ปต.1:22
2ปต.
1:7 1ก คำศัพท์ภาษากรีกประกอบกันขึ้นจากคำว่า "ความรักที่มีเพื่อ" และ "พี่น้อง" ฉะนั้นจึงเป็นความรักระหว่างพี่น้อง, เป็นความรักที่มีความชอบและความสุขเป็นลักษณะพิเศษ. ในธรรมซึ่งเป็นการสำแดงของพระเจ้านี้ จำต้องมีการหล่อเลี้ยงด้วยความรักนี้ เพื่อให้เราสามารถรักษาความสัมพันธ์ของพี่น้องไว้ (1ปต.2:17; 3:8; ฆต.6:10) เพื่อเป็นพยานต่อชาวโลก (ยฮ.13:34-35) และเพื่อบังเกิดผล (ยฮ.15:16-17).
2ปต.
1:7 ข 1ธซ.3:12
2ปต.
1:7 2ข พันธสัญญาใหม่ใช้คำศัพท์ในภาษากรีกคำนี้เพื่อชี้บ่งถึงความรักอันศักดิ์สิทธิ์ คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นในพระนิสัยของพระองค์ (1ยฮ.4:8, 16). ความรักนี้สูงส่งกว่าความรักของมนุษย์ได้กลายเป็นเครื่องประดับคุณสมบัติทุกประการแห่งการดำเนินชีวิตคริสเตียน (1กธ.13; รม.13:8-10; ฆต.5:13-14). ความรักนี้มีกำลังฤทธิ์เดชเข้มแข็งกว่าและมีขนาดกว้างใหญ่กว่าความรักของมนุษย์ด้วย (มธ.5:44, 46) แต่เมื่อผู้เชื่อได้เป็นอยู่โดยชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ (ข้อ 3) และได้รับส่วนในพระนิสัยของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 4) ก็จะซาบซ่านไปด้วยความรักนี้และสามารถสำแดงความรักนี้ออกมาอย่างสมบูรณ์. ความรักเช่นนี้จำต้องได้รับการพัฒนาขึ้นในความรักระหว่างพี่น้อง เพื่อควบคุมให้พี่น้องรักซึ่งกันและกัน และได้หลั่งไหลในท่ามกลางความรักระหว่างพี่น้องเพื่อการสำแดงที่สมบูรณ์ของพระเจ้าผู้ทรงเป็นความรักนี้. ความเชื่ออาจถือเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตและความรักที่สูงส่งกว่าก็คือผล (ข้อ 8) ของชีวิตที่ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์นั่นเอง. สิ่งที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาทั้งหกขั้นนี้ก็คือขั้นตอนแห่งการเจริญเติบโตจนบรรลุถึงความสุกงอมของชีวิต.
2ปต.
1:8 1 คือคุณธรรมทั้งสิ้นตั้งแต่ความเชื่อถึงความรักที่กล่าวไว้ในข้อ 5-7.
2ปต.
1:8 2 ในภาษากรีกมีนัยถึงบางสิ่งที่มีอยู่ในบุคคลและเป็นของบุคคลนั้นมาแต่เดิม ดังนั้นจึงได้เป็นกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขามาจนถึงบัดนี้. นี่ได้แสดงว่าคุณธรรมทั้งสิ้นที่กล่าวไว้ข้างต้นล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เชื่อ และจะดำรงอยู่ในเขาตลอดไปโดยประสบการณ์ที่เขาเหล่านั้นได้มีส่วนในความสมบูรณ์ทั้งสิ้นแห่งพระนิสัยของพระเจ้า.
2ปต.
1:8 3 คุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไม่เพียงดำรงอยู่ในผู้เชื่อ และเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาเท่านั้น แต่ยังได้เพิ่มพูน และทวีคูณอยู่ในเขาอย่างไม่หยุดเพราะเหตุการพัฒนาและเติบโตของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย.
2ปต.
1:8 4 นี่แสดงว่าคุณธรรมแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นส่วนประกอบในการก่อรูปฝ่ายวิญญาณ และในสิ่งที่เราเป็นทางฝ่ายวิญญาณของเรา ซึ่งทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่มีองค์ประกอบแห่งความเกียจคร้านและไม่บังเกิดผล.
2ปต.
1:8 5 แปลตามตรงคือ ไม่ทำงาน ฉะนั้นจึงใช้คำว่า "เกียจคร้าน." บุคคลผู้หนึ่งอาจจะไม่เกียจคร้าน แต่ก็ยังคงไม่บังเกิดผล. การบังเกิดผลนั้นจำต้องมีการเติบโตในชีวิตมากขึ้น และมีการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตมากขึ้น. ความเกียจคร้านและไม่บังเกิดผลเป็นส่วนประกอบที่ก่อรูปขึ้นกลายเป็นมนุษย์ที่ตกต่ำเช่นเรา. ส่วนการทำงาน (พลังแห่งชีวิต) และการเกิดผลนั้นก็คือส่วนประกอบที่ก่อรูปขึ้นกลายเป็นตัวเราซึ่งกำลังเติบโตขึ้นในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์.
2ปต.
1:8 ก ตต.3:14; ยฮ.15:2-5; ยด.12; เทียบ 2กธ.9:10; รม.1:13; 6:22; 7:4; 15:28; ฆต.5:22; อฟ.5:9; ฟป.1:22; 4:17; กซ.1:6, 10; ฮร.12:11; 13:15; ยก.3:18; วว.22:2
2ปต.
1:8 6ก กรณีนี้ชี้บ่งว่าสิ่งที่ข้อ 5-7 ได้กล่าวไว้เป็นการพัฒนาแห่งการเติบโตจนสุกงอมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้.
2ปต.
1:8 7 การก่อรูปซึ่งมีคุณธรรมฝ่ายวิญญาณเป็นส่วนประกอบนั้นได้พัฒนาในหลายขั้นตอนไปสู่การรู้จักที่มีต่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีเป้าหมายคือความเข้าใจอย่างเปี่ยมล้นถึงการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมที่ครอบคลุมสรรพสิ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ในพระคำตอนนี้ได้ใช้ศัพท์สามคำมากล่าวถึงความสัมพันธ์ของประสบการณ์แห่งชีวิตและการรู้จักฝ่ายวิญญาณ คำว่า "เพราะ" (แปลตามตรงคือ ใน) ในข้อ 2 ได้ชี้ถึงอาณาเขตของการรู้จัก คำว่า "โดยอาศัย" ในข้อ 3 ได้ชี้ถึงช่องทางของการรู้จัก และคำว่า "บรรลุถึง" ในข้อ 8 ชี้ถึงการรู้จักในฐานะที่เป็นเป้าหมายที่เราคอยท่า.
2ปต.
1:8 ข 2ปต.1:2
2ปต.
1:8 8ข ดูข้อ 2 คำอธิบาย 3.
2ปต.
1:9 1 ดูข้อ 8 คำอธิบาย 1.
2ปต.
1:9 ก พบญ.28:28-29; ยซย.59:10; ซฟย.1:17; 1ยฮ.2:11; วว.3:17
2ปต.
1:9 2 ความหมายของรากศัพท์ตามภาษากรีกคือ ปิดตา (เนื่องจากแสงที่แรงกล้า) ดังนั้นจึงเป็นสายตาสั้น. การมีสายตาสั้นเช่นนี้ก็คือการตาบอดฝ่ายวิญญาณ ไม่สามารถเห็นสิ่งใดมากไปกว่านั้นในพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์และชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพซึ่งได้ถูกแจกจ่ายเข้าสู่ภายในของผู้เชื่อกลายเป็นการหล่อเลี้ยงที่ครบบริบูรณ์ของเขา.
2ปต.
1:9 3 ตามภาษากรีกมีความหมายเป็นนัยถึง การจงใจหลงลืม ก็คือจงใจลืมประสบการณ์ที่ความบาปในอดีตของตนได้รับการชำระ. การชำระนี้ก็เพื่อจะให้เขามุ่งหน้าต่อไปได้ในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้น โดยมีส่วนในพระนิสัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงการสุกงอม. นี่ไม่ได้หมายถึงการที่เขาปฏิเสธการแสดงตัวด้วยความสัตย์ซื่อในขณะที่ได้รับเชื่อในพระคริสต์และได้รับบัพติศมาเข้าสู่ในพระองค์และก็ไม่ใช่การสูญเสียหลักประกันของความรอดที่เขาได้รับในขณะที่เขาเชื่อและรับบัพติศมาด้วย แต่หมายถึงการละเลยต่อความหมายแห่งความรอดในขั้นเบื้องต้นที่มีต่อเขาไป.
2ปต.
1:9 ข ตต.2:14
2ปต.
1:9 4 ภาษาเดิมเป็นพหูพจน์.
2ปต.
1:10 1 หรือ ท่านกลับต้องขยัน.
2ปต.
1:10 ก 2ปต.1:5
2ปต.
1:10 2 คือ พัฒนาคุณธรรมฝ่ายวิญญาณในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้น, มุ่งหน้าในการเติบโตของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้น. สิ่งนี้จะกระทำให้การทรงเรียกและการเลือกสรรของพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นมั่นคงไม่สั่นคลอน.
2ปต.
1:10 ข 2ปต.1:3; อฟ.1:18; 4:1, 4; ฮร.3:1
2ปต.
1:10 ค 1ปต.1:2
2ปต.
1:10 ง 2ปต.1:19; 3:17; ฮร.3:6, 14
2ปต.
1:10 3 ดูข้อ 8 คำอธิบาย 1.
2ปต.
1:10 จ 1ปต.2:8; ยด.24
2ปต.
1:11 1 แปลตามตรงคือ การได้เข้าสู่อาณาจักรนิรันดร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา คือพระเยซูคริสต์ ก็จะเป็นการหล่อเลี้ยงแก่ท่านทั้งหลายอย่างอุดมสมบูรณ์.
2ปต.
1:11 2 การหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์ซึ่งเรารับสุขอยู่ในการพัฒนาของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์นี้ (ข้อ 3-7) จะหล่อเลี้ยงเราอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อให้เราทั้งหลายเข้าสู่อาณาจักรนิรันดร์แห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราอย่างสมบูรณ์. สิ่งนี้ทำให้เรามีความสามารถและมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าสู่อาณาจักรที่จะมาถึงโดยพึ่งในความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นที่มีอยู่ในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์
และพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ประเสริฐเลิศ (ฤทธิ์เดช) ของเรา จนบรรลุถึงสง่าราศีอันเจิดจรัสของพระเจ้า. นี่ไม่ได้เป็นเพียงการได้รับความรอดเท่านั้น แต่เป็นการแสวงหาการเติบโตและสุกงอมในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์หลังจากได้รับความรอดจนได้รับบำเหน็จของอาณาจักร. ดู ฮร.12:28 คำอธิบาย 1.
2ปต.
1:11 ก ฟป.1:19
2ปต.
1:11 ข มธ.5:20; 7:21; 25:21, 23
2ปต.
1:11 ค กจ.14:22; 1กธ.6:9-10; ฆต.5:21; อฟ.5:5
2ปต.
1:11 3ค หมายถึงอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งจะประทานแก่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา (ดนอ.7:13-14) และซึ่งจะปรากฏให้เห็นในเวลาที่พระองค์เสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง (ลก.19:11-12). สิ่งนี้จะเป็นบำเหน็จแก่ผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อของพระองค์ซึ่งได้แสวงหาการเติบโตของชีวิตจนกระทั่งสุกงอม และได้แสวงหาการพัฒนาคุณธรรมแห่งพระนิสัยของพระองค์ เพื่อเขาจะได้รับฐานะกษัตริย์ของพระองค์ในสง่าราศีของพระเจ้าในอาณาจักรพันปี (2ตธ.2:12; วว.20:4, 6). ด้วยเหตุนี้การเข้าสู่อาณาจักรที่นิรันดร์ของพระเจ้าจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่สง่าราศีที่นิรันดร์ของพระเจ้าซึ่งพระองค์ได้ทรงเรียกเราทั้งหลายให้บรรลุสู่ในพระคริสต์ (1ปต.5:10; 1ธซ.2:12 และคำอธิบาย 2, 3).
2ปต.
1:12 ก 1ธซ.3:2; รม.1:11-12
2ปต.
1:12 ข 1ตธ.2:4; 4:3; 6:5; 2ตธ.2:18; ตต.1:1, 14
2ปต.
1:12 1ข คือหลักความจริงที่ผู้เชื่อมีอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้รับมาแล้วและได้ครอบครองอยู่ในปัจจุบันนี้. ในข้อ 3-11 ซึ่งเป็นช่วงที่หนึ่งของบทนี้ท่านเปโตรได้ใช้การจัดเตรียมของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพื่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องของคริสเตียนมาป้องกันการทรยศที่จะเกิดขึ้น. ในข้อที่ 12-21 ซึ่งเป็นช่วงที่สองของบทนี้ ท่านได้ใช้การเปิดเผยแห่งหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์
เป็นยาแก้พิษขนานที่สองมาฉีดวัคซีนป้องกันมิจฉาลัทธิที่ทรยศนั้น ซึ่งมิจฉาลัทธินี้มีลักษณะคล้ายกับคำสอนของพวกลัทธิสมัยใหม่ (modernism) ในวันนี้. การจัดเตรียมของชีวิตและการเปิดเผยของหลักความจริงนี้เป็นยาแก้พิษที่ท่านเปโตรใช้จัดการกับการทรยศนั้น.
2ปต.
1:12 ค 2ปต.3:1; ยด.5; รม.15:15
2ปต.
1:13 ก ฟป.1:7
2ปต.
1:13 ข 2ปต.3:1
2ปต.
1:13 ค 2กธ.5:1-4
2ปต.
1:13 1ค เล็งถึงร่างกายอันชั่วคราว (2กธ.5:1).
2ปต.
1:14 ก เทียบ 2ตธ.4:6
2ปต.
1:14 1ก คือ สละทิ้งร่างกาย, ถอดทิ้งไปซึ่งร่างกาย(2กธ.5:4), ออกจากร่างกาย, ตายฝ่ายร่างกาย. ท่านเปโตรก็เหมือนกับท่านเปาโล (2ตธ.4:6) คือรู้ว่าจะจากโลกนี้ไปโดยการพลีชีพเพื่อพระองค์และบัดนี้ท่านได้เตรียมพร้อมเพื่อการนี้แล้ว.
2ปต.
1:14 2 ท่านเปโตรระลึกถึงคำที่พระองค์ได้ตรัสถึงการตายของเขาที่ทรงให้ไว้เมื่อพระองค์ทรงมอบหมายให้เขาเลี้ยงดูแกะของพระองค์ (ยฮ.21:15-19).
2ปต.
1:15 ก ยด.17
2ปต.
1:15 ข เทียบ ลก.9:31
2ปต.
1:15 1ข หรือ จากไป ซึ่งก็คือจากโลกนี้ไป เหมือนกับคำที่ใช้ใน ลก.9:31.
2ปต.
1:16 ก มก.5:30; ลก.6:19; 8:46; 24:19
2ปต.
1:16 ข 2ปต.3:4; มธ.24:3 และคำอธิบาย 3
2ปต.
1:16 1ข ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การสถิตอยู่.
2ปต.
1:16 2 แปลตามตรงคือ ติดตามอย่างใกล้ชิด.
2ปต.
1:16 ค 1ตธ.1:4 และคำอธิบาย 1; ตต.1:14
2ปต.
1:16 3ค เรื่องนิยายต่างๆ คือเรื่องงมงายที่เล่าต่อกันมาซึ่งได้แต่งขึ้นอย่างชาญฉลาดในปรัชญาของกรีกซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการทรยศ.
2ปต.
1:16 ง 2ปต.2:3
2ปต.
1:16 จ 1ยฮ.1:1
2ปต.
1:16 4จ คือ "ได้เข้าสู่ภาพเหตุการณ์ของสง่าราศีที่เห็นกับตา เป็นศัพท์ที่ใช้ชี้บ่งถึงการเข้าสู่ความลับลึกที่สมบูรณ์" (Darby: ดาร์บี้). เปโตรรู้ดีว่าในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปลี่ยนรูปลักษณะ ท่านกับยาโกโบและโยฮันได้รับอนุญาตให้อยู่ในท่ามกลางนั้นอย่างสมบูรณ์ที่สุดเพื่อเพ่งพินิจพระบรมเดชานุภาพของพระองค์. ในที่นี้ท่านเห็นว่าการเปลี่ยนรูปลักษณะของพระองค์เป็นภาพล่วงหน้าแห่งการเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งของพระองค์ เหมือนกับที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวไว้ใน ลก.9:26-36. การที่พระองค์ทรงเปลี่ยนรูปลักษณะในสง่าราศีนี้เป็นเรื่องจริงและเปโตรก็เคยอยู่ในเหตุการณ์นั้น. การที่พระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งในสง่าราศีก็จะเป็นความจริงเช่นกัน คือมีความจริงแท้เหมือนกับการเปลี่ยนรูปลักษณะ และท่านเปโตรก็จะได้อยู่ในการเสด็จกลับมานั้นด้วย. นี่ไม่ใช่เรื่องนิยายที่แต่งขึ้นอย่างชาญฉลาดที่อัครทูตนำมาบอกเล่าแก่ผู้เชื่อ.
2ปต.
1:16 5 คือ ความงดงาม, เจิดจรัส, เกียรติยศ, และสง่าราศี, กระทั่งความยิ่งใหญ่ในสง่าราศีอันงดงาม (ข้อ 17) เช่นเดียวกับที่เปโตรและสาวกอีกสองคนนั้นได้มองเห็นในขณะที่พระองค์ทรงเปลี่ยนรูปลักษณะ (มธ.17:1-2; ลก.9:32).
2ปต.
1:17 ก มธ.17:5; 3:17; มก.9:7; ลก.9:35
2ปต.
1:17 1 คือเมฆที่ได้ปกคลุมในขณะที่พระองค์ทรงเปลี่ยนรูปลักษณะ (ลก.9:34-35) เช่นเดียวกับรัศมีที่มองเห็นได้ซึ่งปกคลุมสถานที่ระงับข้อพิพาทบนหีบพันธสัญญา (อซด.25:20; 40:34).
2ปต.
1:17 2 แปลตามตรงคือ ผู้นี้เป็นบุตรของเราผู้เป็นที่รัก.
2ปต.
1:18 ก มธ.17:1; มก.9:2; ลก.9:28
2ปต.
1:18 ข อซด.3:5; ยฮซ.5:15
2ปต.
1:19 1 คำว่า "และ" บ่งบอกว่านอกจากความจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปลักษณะขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่กล่าวไว้ในข้อพระคัมภีร์ข้างต้นเพื่อเป็นวัคซีนป้องกันเรื่องนิยายที่หลงงมงายนั้นแล้ว ความจริงแท้ของถ้อยคำแห่งผู้เผยพระวจนะยังถูกใช้ เพื่อเป็นการยืนยันที่แน่นอนยิ่งขึ้น.
2ปต.
1:19 ก 1ปต.1:10; 2ปต.3:2; ลก.1:70
2ปต.
1:19 ข 2ปต.1:10
2ปต.
1:19 ค บพส.119:105; ยฮ.5:35
2ปต.
1:19 2ค เปโตรได้เปรียบถ้อยคำที่ได้พยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์เป็นเหมือนตะเกียงที่ส่องแสงอยู่ในที่มืด. นี่แสดงว่า (1) ยุคปัจจุบันนี้คือที่มืดแห่งราตรีกาล (รม.13:12) และมนุษย์โลกทุกคนล้วนเดินและเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด (2) ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์ซึ่งเปรียบเหมือนตะเกียงของผู้เชื่อนั้นได้ถ่ายทอดแสงสว่างฝ่ายวิญญาณ (ไม่เพียงแต่เป็นความรู้ที่เป็นตัวอักษรซึ่งเข้าใจได้ในความคิดเท่านั้น) ให้ส่องสว่างไปสู่ความมืดมนของพวกเขา เพื่อนำพาเขาให้เข้าสู่กลางวันและให้ผ่านราตรีที่มืดมิดจนถึงแสงอรุณเบิกฟ้าแห่งวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาปรากฏ. ก่อนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นแสงอรุณจะมาปรากฏ เราต้องการให้ความสว่างแห่งถ้อยคำของพระองค์มาส่องสว่างแก่ย่างก้าวของเรา.
2ปต.
1:19 3 หรือ ที่มืดมัว, สถานที่อันสกปรก, เหือดแห้ง, และถูกเขาละเลย. นี่เป็นคำอุปมาที่ใช้บรรยายถึงความมืดในยุคของการทรยศ.
2ปต.
1:19 ง เทียบ รม.13:12; 1ธซ.5:4-5, 8
2ปต.
1:19 4ง เป็นคำอุปมาที่บรรยายถึงกาลเวลาที่เต็มด้วยความสว่างซึ่งจะมาถึงเช่นเดียวกับเวลาที่แสงอรุณเบิกฟ้า โดยจะมีดาวประจำรุ่งผุดขึ้นในใจของผู้เชื่อก่อนที่รุ่งอรุณจะมาถึง. ผู้เชื่อเหล่านี้ได้รับแสงสว่างและถูกส่องสว่างให้กระจ่างแจ้งเพราะได้ใส่ใจต่อถ้อยคำที่ส่องสว่างในคำพยากรณ์ที่อยู่ในพระคัมภีร์. ในยุคแห่งการทรยศนั้นเป็นการดีที่ผู้เชื่อใส่ใจในสิ่งนี้เพื่อให้ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะซึ่งเหมือนดั่งตะเกียงจะได้ส่องแสงผ่านความมืดของการทรยศนั้นจนกว่าความสว่างแห่งเวลากลางวันจะมาถึง. สิ่งนี้จะชักนำและหนุนใจเขาเหล่านั้นให้กระหายที่จะแสวงหาการสถิตอยู่ของพระองค์และระวังระไวเพื่อเขาทั้งหลายจะไม่พลาดที่จะพบกับพระองค์ในการเสด็จกลับมา (parousia: พารุสเซีย) ในส่วนที่ซ่อนเร้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อพระองค์จะเสด็จมาดุจขโมย (มธ.24:27 คำอธิบาย 1; 2ธซ.2:8 คำอธิบาย 4) ดังนั้นอุปมานี้ควรจะชี้ถึงยุคหน้า ซึ่งก็คือยุคแห่งอาณาจักร อันเป็นแสงอรุณที่จะส่องแสงในเวลาที่พระองค์จะมาปรากฏ (เสด็จกลับมา) (ข้อ 16) เป็นดวงตะวันแห่งความชอบธรรม (มลค.4:2) ซึ่งความสว่างของพระองค์จะฉายส่องพุ่งทะลุความมืดมนแห่งราตรีกาลของยุคปัจจุบันนี้. ก่อนหน้านี้อันเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดแห่งราตรีกาลนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะปรากฏเหมือนดาวประจำรุ่ง (วว.2:28; 22:16) แก่บรรดาคนที่เฝ้าระวังและเฝ้าหวังคอยการปรากฏที่น่ารักของพระองค์ (2ตธ.4:8). พวกเขาได้รับการส่องสว่างโดยความสว่างของถ้อยคำแห่งผู้เผยพระวจนะซึ่งสามารถนำเขาทั้งหลายมาถึงยามรุ่งอรุณ.
ถ้าเราใส่ใจต่อถ้อยคำในพระคัมภีร์ซึ่งเปรียบเหมือนดวงตะเกียงที่ส่องเข้าไปในที่มืด เราก็จะได้รับแสงนี้ผุดขึ้นในใจของเราเพื่อส่องสว่างเข้าไปในความมืดมนแห่งการทรยศที่เราได้เผชิญนั้น ก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จมาปรากฏอย่างแท้จริงดุจดาวประจำรุ่ง.
ถ้าเราใส่ใจต่อถ้อยคำในพระคัมภีร์ซึ่งเปรียบเหมือนดวงตะเกียงที่ส่องเข้าไปในที่มืด เราก็จะได้รับแสงนี้ผุดขึ้นในใจของเราเพื่อส่องสว่างเข้าไปในความมืดมนแห่งการทรยศที่เราได้เผชิญนั้น ก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จมาปรากฏอย่างแท้จริงดุจดาวประจำรุ่ง.
2ปต.
1:19 จ วว.2:28; 22:16
2ปต.
1:20 ก 2ปต.3:16; กจ.1:16; 2ตธ.3:16
2ปต.
1:20 1 แปลตามตรงคือ คลายออก, อธิบายออกดังนั้นจึงเป็นการเปิดเผย, ชี้แจง, อธิบาย. การตีความตามลำพังตนเองก็หมายถึงการชี้แจงหรือการอธิบายของผู้เผยพระวจนะหรือผู้เขียนเอง ซึ่งไม่ใช่พระเจ้าเปิดเผยให้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์. แนวความคิดในที่นี้คือ ไม่มีคำพยากรณ์ใดในพระคัมภีร์ที่มาจากความคิดเห็น, ทัศนะ, หรือความเข้าใจส่วนตัวของผู้เผยพระวจนะหรือผู้เขียนเองไม่มีคำพยากรณ์ใดที่มาจากต้นกำเนิดของมนุษย์ไม่มีคำพยากรณ์ใดมาจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เผยพระวจนะหรือผู้เขียนเอง. กรณีนี้มีการยืนยันและชี้แจงในข้อต่อไป.
2ปต.
1:20 2 หมายถึงผู้เผยพระวจนะที่กล่าวคำพยากรณ์หรือผู้เขียนคำพยากรณ์.
2ปต.
1:21 1 คำว่า "ด้วยว่า" เป็นการนำไปสู่คำอธิบายของข้อที่แล้ว. คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ไม่ได้มาจากการอธิบายของผู้เผยพระวจนะหรือผู้เขียนเพราะไม่เคยมีคำพยากรณ์ใดมาจากความประสงค์ของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้าตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงผลักดัน.
2ปต.
1:21 2 วลีที่ว่า "มาจากความประสงค์ของมนุษย์" อาจแปลเป็น "ถูกนำพาโดยความคิดของมนุษย์." ส่วนวลีที่ว่า "พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงผลักดัน" อาจแปลเป็น "ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์นำพา." คำว่า "มาจาก" กับ "ผลักดัน" ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับ ออกจาก ในข้อ 17, 18. ไม่เคยมีคำพยากรณ์ใดที่ถูกนำพาโดยความประสงค์ของมนุษย์. ความประสงค์, ความปรารถนา, และความหวังของมนุษย์ รวมทั้งความคิดและคำอธิบายของมนุษย์นั้น ล้วนไม่ใช่ต้นกำเนิดของคำพยากรณ์ แต่ต้นกำเนิดนั้นก็คือพระเจ้า. มนุษย์ถูกผลักดันโดยพระวิญญาณของพระเจ้าซึ่งเหมือนกับเรือใบถูกพัดพาโดยลม จึงได้พูดออกมาซึ่งน้ำพระทัย,
พระประสงค์, และความหวังของพระเจ้า.
2ปต.
1:21 ก 2ซมอ.23:2; ยอค.3:12, 14; 8:3