1 เปโตร บทที่ 4
3. ใช้ความคิดของพระคริสต์มาตกแต่งตัวเป็นยุทธภัณฑ์เพื่อรับการทนทุกข์
4:1-6
4:1-6
1ปต.
4:1 ฉะนั้นโดยเหตุที่พระคริสต์ได้ทรงกทนทุกข์1ในเนื้อหนังแล้ว ท่านทั้งหลายก็จงใช้2ความคิดอย่างเดียวกันมา3ขตกแต่งตัวเป็นยุทธภัณฑ์ด้วย (เพราะว่าผู้ใดที่ได้4ทนทุกข์ในเนื้อหนังก็ได้5ตัดขาดจากคความบาปแล้ว)
1ปต.
4:2 เพื่อ[ท่าน]จะ1กไม่ดำเนินชีวิตในเวลาที่ขเหลืออยู่ในเนื้อหนังนี้ตามคราคะตัณหาของมนุษย์อีก แต่ตามงน้ำพระทัยของพระเจ้า.
1ปต.
4:3 ด้วยว่าเวลาที่ผ่านมาซึ่ง[ท่าน]ได้1ประพฤติตาม2ใจปรารถนาของกคนต่างชาติก็ขพออยู่แล้ว คือการ3ประพฤติที่ชั่วช้าลามก, ราคะตัณหา, การเมาเหล้าองุ่น, การเลี้ยงเฮฮากัน, การดื่มเหล้าแข่งกัน, และการไหว้รูปเคารพซึ่งล่วงกฎบัญญัติและน่าสะอิดสะเอียน.
1ปต.
4:4 ในเรื่องนี้ เมื่อท่านทั้งหลายไม่ได้1วิ่งเข้าสู่2กระแสแห่งกการปล่อยตัวเหลวไหลด้วยกันกับเขา เขาก็คิดว่าเป็น3เรื่องประหลาดและ4พูดใส่ร้ายท่าน
1ปต.
4:5 1คนเหล่านั้นต้อง2กส่งมอบบัญชีต่อข[องค์พระผู้เป็นเจ้า]ผู้ทรงเตรียมพร้อมที่จะ3พิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย.
1ปต.
4:6 ด้วยเหตุนี้กิตติคุณจึงได้ประกาศแก่1คนเหล่านั้นที่[บัดนี้]ตายแล้วเพื่อเขาจะได้ถูก2กพิพากษาในเนื้อหนังตามอย่างมนุษย์ แต่มีชีวิตอยู่ใน3วิญญาณตามอย่างพระเจ้า.
4. เป็นคนต้นเรือนที่ดีแห่งพระคุณนานาประการของพระเจ้า
4:7-11
4:7-11
1ปต.
4:7 แต่สิ่งทั้งปวงก็กใกล้จะถึง1วาระที่สุดแล้ว เหตุฉะนั้น จง2มีสติสัมปชัญญะ จง3ขระวังในการบังคับตนในการคอธิษฐาน.
1ปต.
4:8 ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคือ จงกรักซึ่งกันและกันด้วยความร้อนรน ด้วยว่าขความรักก็คปกปิด1ความบาปไว้มากมาย.
1ปต.
4:9 ท่านทั้งหลายจง1กต้อนรับเลี้ยงดูซึ่งกันและกันโดยปราศจากขการบ่น
1ปต.
4:10 ตามซึ่งกทุกคนได้รับของประทานมาแล้ว จง1หล่อเลี้ยงซึ่งกันและกันด้วยของประทานนี้เพื่อจะได้เป็นขคนต้นเรือนที่ดีแห่ง2คพระคุณนานาประการของพระเจ้า.
1ปต.
4:11 ถ้าผู้ใดพูด ก็ให้[พูด]ตาม1กพระดำรัสของพระเจ้า ถ้าผู้ใดทำการปรนนิบัติ ก็ให้[ปรนนิบัติ]ตามกำลังซึ่งพระเจ้าได้ทรง2ขหล่อเลี้ยงแก่เขานั้นเพื่อพระเจ้าจะได้รับคสง่าราศีในทุกสิ่ง3โดยพระเยซูคริสต์. 4งขอให้สง่าราศีและฤทธานุภาพ จงมีแด่พระองค์นั้นสืบๆ ไปเป็นนิตย์. เอเมน.
5. ชื่นชมยินดีในการมีส่วนในการทนทุกข์ของพระคริสต์
4:12-19
4:12-19
1ปต.
4:12 ท่านที่รัก อย่าคิดว่า1กการทดสอบแห่งการหลอมด้วยไฟที่มาถึงตัวท่านเพื่อเป็น2ขการทดลองท่านเป็น3เรื่องประหลาด เหมือนหนึ่งว่าสิ่งที่3ประหลาดได้บังเกิดแก่ท่าน
1ปต.
4:13 แต่ว่าท่านทั้งหลายจงกชื่นชมยินดีในการซึ่งท่านได้มีส่วนในขการทนทุกข์ของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อสง่าราศีของพระองค์จะคปรากฏ ท่านทั้งหลายจะได้งโลดเต้นยินดี.
1ปต.
4:14 ถ้าท่านทั้งหลายถูกกด่าว่าใน1พระนามของขพระคริสต์ ท่านทั้งหลายก็คเป็นสุข ด้วยว่า2พระวิญญาณแห่งสง่าราศี ก็คือพระวิญญาณของพระเจ้า3พักสงบอยู่บนท่านทั้งหลายแล้ว.
1ปต.
4:15 แต่ว่าในพวกท่านอย่าให้คนใดต้องกทนทุกข์เพราะเป็นผู้ฆ่าคน, เป็นคนขโมย, เป็นคนทำการชั่ว, หรือเป็น1ขคนเที่ยวยุ่งกับธุระของคนอื่น.
1ปต.
4:16 แต่ถ้าผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะเป็น1กคริสเตียน ก็อย่าให้คนนั้นมีขความละอาย แต่ให้2คถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า3เพราะชื่อนี้.
1ปต.
4:17 ด้วยว่าถึงเวลาแล้วที่1กการพิพากษาจะต้องขเริ่มตั้งต้นที่2บ้านของพระเจ้า และถ้าคตั้งต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้นซึ่ง3งไม่เชื่อฟังกิตติคุณของพระเจ้า4จะเป็นอย่างไร?
1ปต.
4:18 และถ้า1คนชอบธรรมยัง2รับความรอดยากเช่นนี้ แล้วคนที่กไม่อยู่ในธรรมและคนที่ทำบาปนั้นจะไป3ยืนอยู่ที่ไหน?
1ปต.
4:19 เหตุฉะนั้นคนทั้งหลายที่กทนทุกข์ตาม1ขน้ำพระทัยพระเจ้า2ก็ต้องอยู่ใน3คการประพฤติที่ดีงามและ4งมอบ5จิตของตนไว้กับ6จองค์พระผู้สร้างที่สัตย์ซื่อนั้น.
คำอธิบาย 1 เปโตร บทที่ 4
1ปต.
4:1 ก 1ปต.2:21; 3:18
1ปต.
4:1 1 สำเนาต้นฉบับบางฉบับเพิ่มวลีที่ว่า "เพื่อเราทั้งหลาย."
1ปต.
4:1 2 จุดประสงค์หลักอีกประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือการหนุนใจและวิงวอนวิสุทธิชนให้ติดตามรอยพระบาทของพระคริสต์ในขณะที่พวกเขาทนรับการข่มเหงอยู่นั้น (1:6-7; 2:18-25; 3:8-17; 4:12-19). เขาทั้งหลายควรจะมีความคิดเดียวกันกับที่พระคริสต์ทรงมีในขณะที่พระองค์ทรงทนทุกข์ (3:18-22). หน้าที่การใช้งานที่สำคัญของความคิดของเราก็คือการทำความเข้าใจและการตระหนัก. ถ้าเราต้องการดำเนินชีวิตแห่งการติดตามรอยพระบาทของพระคริสต์ เราต้องมีความคิดที่ถูกเปลี่ยนใหม่ (รม.12:2) เพื่อเราจะได้เข้าใจและตระหนักถึงวิถีชีวิตที่พระคริสต์ทรงดำเนินเพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า.
1ปต.
4:1 ข รม.13:12; อฟ.6:11, 13
1ปต.
4:1 3ข กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตคริสเตียนคือชีวิตแห่งการสู้รบ.
1ปต.
4:1 4 ความรื่นเริงนั้นกระตุ้นราคะตัณหาของเนื้อหนัง (ข้อ 2) ส่วนการทนทุกข์นั้นจะทำให้ราคะตัณหาเหล่านี้เย็นชาลง. จุดประสงค์แห่งการไถ่ของพระคริสต์นั้นก็เพื่อช่วยเราให้หลุดพ้นจากการดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่าซึ่งได้สืบทอดมานั้น (1:18-19). การทนทุกข์ตอบสนองต่อการช่วยไถ่ของพระคริสต์ในการสำเร็จจุดประสงค์ข้อนี้โดยการคุ้มครองเราให้พ้นจากชีวิตแห่งการทำบาปและ
หลุดพ้นจากกระแสแห่งการปล่อยตัว (ข้อ 3-4). การทนทุกข์ซึ่งมาจากการข่มเหงเป็นส่วนใหญ่นี้เป็นการตีสอนจากพระเจ้าภายใต้การปกครองของพระองค์. การรับการทนทุกข์เช่นนี้ก็คือการที่เนื้อหนังถูกพิพากษา, จัดการ, และตีสอนจากพระเจ้า (ข้อ 6). ฉะนั้นเราจึงควรตกแต่งตัวด้วยสติสัมปชัญญะเพื่อจะทนรับต่อความทุกข์เช่นนี้.
1ปต.
4:1 5 แปลตามตรงคือ หยุดจากการทำบาปแล้ว. ความบาปในภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
1ปต.
4:1 ค รม.6:2, 6-7
1ปต.
4:2 ก 1ปต.2:11
1ปต.
4:2 1ก คือจะไม่ดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่าซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษอีก (1:18) แต่จะเป็นอยู่ในการประพฤติที่บริสุทธิ์และดีเลิศ (1:15; 2:12), มีการประพฤติที่บริสุทธิ์หมดจดในความยำเกรงที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ (3:2), มีการประพฤติที่ดีงามในพระคริสต์ (3:16). นี่ก็คือน้ำพระทัยของพระเจ้า.
1ปต.
4:2 ข 2ปต.2:6
1ปต.
4:2 ค 2ปต.1:4; 2:10, 18; ตต.2:12; ยฮ.2:16
1ปต.
4:2 ง 1ปต.4:19; 2:15
1ปต.
4:3 1 แปลตามตรงคือ กระทำออกซึ่ง.
1ปต.
4:3 2 แปลตามตรงคือ จุดประสงค์, ความตั้งใจ ซึ่งก็คือ จุดมุ่งหมาย, ความโน้มเอียง ดังนั้นจึงเป็นใจปรารถนา.
1ปต.
4:3 ก อฟ.4:17-19; 1ธซ.4:5
1ปต.
4:3 ข ยอค.44:6
1ปต.
4:3 3 คือเป็นอยู่ในการดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่า (1:18).
1ปต.
4:4 1 เหมือนกับพวกที่ชอบสนุกสนานเฮฮาที่กำลังมุ่งไปในท่ามกลางฝูงชน. นี่ก็คือเป็นอยู่ในเนื้อหนังตามราคะตัณหาของมนุษย์ (ข้อ 2), เป็นอยู่ในชีวิตที่ว่างเปล่า (1:18) และประพฤติตามความชอบใจของคนต่างชาติ (ข้อ 3).
1ปต.
4:4 2 ความหมายในภาษากรีกคือ ไหลทะลัก (เหมือนกระแสคลื่น) ฉะนั้นจึงเป็นกระแส. ในที่นี้เล็งถึงการปล่อยตัวตามราคะตัณหาอย่างผิดๆ, ความเสื่อมโทรมและตกต่ำในศีลธรรมจนเกินเลยไป ซึ่งเหมือนกับกระแส ทันทีที่มีคนกระโจนลงไปก็จะจมปลักอยู่ในนั้น.
1ปต.
4:4 ก อฟ.5:18; ตต.1:6
1ปต.
4:4 3 ความหมายในภาษากรีกคือ เป็นเจ้าบ้านหรือเป็นแขก, เป็นคนต่างถิ่นหรือคนต่างด้าว; การรับรองแขก, การให้ที่พัก; การคิดว่าเป็นเรื่องประหลาด. การดำเนินชีวิตในเนื้อหนังตามราคะตัณหาของมนุษย์ (ข้อ 2) เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชาวโลกที่กำลังวิ่งกรูกันเข้าสู่กระแสแห่งการปล่อยตัว. แต่การดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยไม่วิ่งอยู่ด้วยกันในการปล่อยตัวไปตามตัณหานั้นเป็นเรื่องประหลาดสำหรับเขา เป็นสิ่งที่มาจากต่างถิ่นเป็นของต่างด้าวสำหรับพวกเขา. พวกเขาจึงรู้สึกแปลกใจและอัศจรรย์ใจต่อเรื่องนี้ (เทียบข้อ 12).
1ปต.
4:4 4 คือพูดคำที่ชั่วร้าย (ต่อท่าน) ดูหมิ่น (ท่าน) (กจ.13:45; 1ปต.2:12; 3:16). ผู้เชื่อซึ่งมีการประพฤติที่คนอื่นถือเป็นเรื่องแปลกนั้นต้องทนถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็นธรรมและยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ประพฤติในการบาปต่างๆ.
1ปต.
4:5 1 เล็งถึงชาวโลก (ข้อ 3) ผู้ประหลาดใจในวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไปของผู้เชื่อ และได้พูดใส่ร้ายเขา (ข้อ 4).
1ปต.
4:5 ก มธ.12:36
1ปต.
4:5 2ก ก็คือต้องชี้แจงต่อพระเจ้าถึงสิ่งที่ได้พูดและได้ทำมาตลอดชีวิต. สิ่งนี้เป็นการเปิดเผยถึงการปกครองของพระเจ้าเหนือมนุษย์ทุกคน. พระองค์ทรงพร้อมที่จะพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย. การพิพากษาของพระองค์ก็คือการควบคุมดูแลแห่งการปกครองเพื่อมาจัดการกับสถานการณ์ของมนุษย์.
1ปต.
4:5 ข กจ.10:42; 17:31; 2ตธ.4:1
1ปต.
4:5 3 กรณีนี้เป็นการพิพากษาชนนานาประเทศที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระที่นั่งอันสง่าราศีของพระองค์ก่อนอาณาจักรพันปี (มธ.25:31-46) หลังจากอาณาจักรพันปีก็จะมีการพิพากษาคนที่ตายแล้วต่อหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาว (วว.20:11-15). นี่ก็เป็นการพิพากษาแห่งการปกครองของพระเจ้าด้วยเช่นกัน แต่จะต่างกับการพิพากษาบนตัวของผู้เชื่อในข้อ 6 ซึ่งเริ่มจากคนในครอบครัวของพระเจ้าในยุคนี้ก่อน (ข้อ 17). ดู 1:17 คำอธิบาย 2 ย่อหน้า 2.
1ปต.
4:6 1 คนที่ตายแล้วในที่นี้ก็คือผู้เชื่อที่ตายแล้วในพระคริสต์ซึ่งถูกข่มเหงเพราะเหตุพยานแห่งคริสเตียนของเขา ดังที่กล่าวใน 1:6; 2:18-21; 3:16-17; 4:12-19. ในหนังสือเล่มนี้ท่านเปโตรถือว่าการข่มเหงเหล่านี้ก็คือการพิพากษาของพระเจ้า ซึ่งเป็นไปตามการปกครองของพระเจ้าโดยเริ่มจากคนในบ้านของพระองค์ก่อน (ข้อ 17). ขณะที่ผู้เชื่อเหล่านี้มีชีวิตอยู่นั้นเคยมีผู้ประกาศกิตติคุณแก่เขาแล้ว ในด้านหนึ่งเพื่อให้เขาถูกพิพากษาและจัดการจากพระเจ้าในเนื้อหนังตามอย่างมนุษย์โดยการข่มเหงของผู้ต่อต้าน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้เขาได้มีชีวิตอยู่ในวิญญาณตามอย่างพระเจ้าโดยการเชื่อในพระคริสต์. สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเข้มงวดและความเคร่งเครียดของการพิพากษาภายใต้การควบคุมปกครองของพระเจ้า. หากผู้เชื่อที่เชื่อฟังในกิตติคุณยังต้องถูกจัดการโดยการพิพากษาแห่งการปกครองของพระเจ้า แล้วคนเหล่านั้นที่ต่อต้านกิตติคุณและใส่ร้ายผู้เชื่อจะต้องรับการจัดการจากการพิพากษาของพระเจ้ามากยิ่งกว่านั้นสักเท่าไร (ข้อ 17-18)!
1ปต.
4:6 ก 1ปต.4:17; 1:17; 2:23
1ปต.
4:6 2ก ดู 1:17 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2.
1ปต.
4:6 3 คือวิญญาณของผู้เชื่อซึ่งได้รับการบังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณของพระเจ้าและมีพระองค์อาศัยอยู่ภายใน (ยฮ.3:6; รม.8:10-11). ด้วยเหตุนี้จึงได้กลายเป็นวิญญาณที่ผสมกลมกลืน ซึ่งให้ผู้เชื่อได้เป็นอยู่และดำเนินชีวิตในวิญญาณนี้ (รม.8:4).
1ปต.
4:7 ก เทียบ รม.13:12; ยก.5:8
1ปต.
4:7 1 ทุกสิ่งที่เนื้อหนังพึ่งพิงล้วนต้องผ่านพ้นไปและอัครทูตได้บอกเราในที่นี้ว่า สิ่งเหล่านี้ก็ใกล้จะถึงวาระที่สุดแล้ว. นี่เป็นการเตือนสติเราว่า การดำเนินชีวิตในราคะตัณหาของเนื้อหนัง(ข้อ 2) ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว เพราะการดำเนินชีวิตเช่นนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวงที่กำลังจะผ่านพ้นไป. ฉะนั้นเราจึงต้องมีสติสัมปชัญญะและเฝ้าระวังบังคับตนในการอธิษฐาน.
1ปต.
4:7 2 ความหมายในภาษากรีกคือ มีความคิดที่ครบสมบูรณ์, มีความคิดที่ชัดเจน, สามารถเข้าใจสิ่งทั้งปวงได้อย่างถ้วนถี่และเที่ยงตรงโดยไม่ถูกรบกวน.
1ปต.
4:7 ข 1ปต.1:13; 5:8
1ปต.
4:7 3ข คือ เฝ้าระมัดระวัง, ตื่นตัว. นี่คือการเฝ้าระวังป้องกันภัย ฉะนั้นจึงเป็นการมีสติในการบังคับตนในการอธิษฐาน. เหมือนกับพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสว่า "จงเฝ้าระวังและอธิษฐาน" (มธ.26:41; ลก.21:36) ดู 5:8 คำอธิบาย 2.
1ปต.
4:7 ค อฟ.6:18; กซ.4:2
1ปต.
4:8 ก 1ปต.1:22
1ปต.
4:8 ข 1กธ.13:4-7
1ปต.
4:8 ค สภษ.10:12; ยก.5:20
1ปต.
4:8 1 ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
1ปต.
4:9 ก รม.12:13
1ปต.
4:9 1ก หรือ มีน้ำใจรับรองแขก.
1ปต.
4:9 ข ฟป.2:14
1ปต.
4:10 ก มธ.25:15; รม.12:6-8
1ปต.
4:10 1 หรือ ปรนนิบัติ.
1ปต.
4:10 ข ลก.12:42; 1กธ.4:1-2; ตต.1:7
1ปต.
4:10 ค อฟ.4:7; รม.12:3
1ปต.
4:10 2ค ดู 1:2 คำอธิบาย 12, 5:10 คำอธิบาย 2. พระคุณนานาประการของพระเจ้าก็เหมือนกับพระคุณทั้งสิ้น ในบทที่ 5 ซึ่งก็คือการหล่อเลี้ยงที่อุดมสมบูรณ์ของชีวิตและก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพที่ทรงหล่อเลี้ยงเข้าสู่ภายในเราในหลายๆ ด้าน (2กธ.13:14; 12:9). ในเมื่อเราเป็นคนต้นเรือนที่ดี เราก็ต้องนำเอาพระคุณเช่นนี้ไปหล่อเลี้ยงคริสตจักรและวิสุทธิชนทั้งหลายโดยของประทานที่เราได้รับนั้น โดยไม่ใช่เป็นเพียงการพูดแต่หลักธรรมและเรื่องราวที่ว่างเปล่าเท่านั้น.
1ปต.
4:11 ก กจ.7:38; รม.3:2; ฮร.5:12
1ปต.
4:11 1ก ก็คือการตรัสและการชี้แจงอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นการเปิดเผย. ในการหล่อเลี้ยงแห่งพระคุณที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 10 นี้ทำให้การพูดของเราก็ต้องเป็นการพูดและการชี้แจงของพระเจ้าซึ่งถ่ายทอดการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์.
1ปต.
4:11 ข รม.12:3, 6
1ปต.
4:11 2ข โดยพระวิญญาณของพระคริสต์ พระเจ้าจึงหล่อเลี้ยงเราด้วยกำลังแห่งการปรนนิบัติของชีวิตที่เป็นขึ้นของพระคริสต์ (ฟป.1:19; 4:13).
1ปต.
4:11 ค 1ปต.4:16; 2:12; 1กธ.10:31
1ปต.
4:11 3 ในที่นี้ชี้บ่งว่าการหล่อเลี้ยงแห่งพระคุณทุกอย่างของเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านการพูดหรือการปรนนิบัติ ล้วนต้องเต็มไปด้วยพระคริสต์ เพื่อพระเจ้าจะได้รับสง่าราศีในทุกสิ่งโดยพระคริสต์.
1ปต.
4:11 ง 1ปต.5:11; รม.11:36; ยด.24; วว.1:6
1ปต.
4:11 4ง สง่าราศีนั้นอยู่ภายนอก ส่วนฤทธานุภาพนั้นอยู่ภายใน. ฤทธานุภาพได้หล่อเลี้ยงเพิ่มกำลังให้แก่เราทางภายใน ส่วนสง่าราศีคือพระเจ้าได้รับสง่าราศีในตัวเรา. ฉะนั้นสง่าราศีกับการได้รับสง่าราศีจึงสอดคล้องกัน และฤทธานุภาพกับกำลังก็สอดคล้องกัน.
1ปต.
4:12 ก 1ปต.1:7
1ปต.
4:12 1ก ความหมายในภาษากรีกของวลีที่ว่า “การทดสอบแห่งการหลอมด้วยไฟ” คือ การเผาผลาญ ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการเผาผลาญของเตาที่ใช้หลอมเงินและทองให้บริสุทธิ์ (สภษ.27:21; บพส.66:10) ซึ่งก็เหมือนกับคำเปรียบเทียบใน 1:7. เปโตรถือว่าการข่มเหงที่ผู้เชื่อต้องประสบนั้นก็เหมือนกับเตาที่พระเจ้าใช้หล่อหลอมชีวิตของเขาให้บริสุทธิ์. นี่ก็คือวิธีที่พระเจ้าใช้จัดการกับผู้เชื่อภายใต้การพิพากษาแห่งการควบคุมปกครองของพระเจ้า ซึ่งการพิพากษานี้จะเริ่มในบ้านของพระองค์ก่อน (ข้อ 17-19).
1ปต.
4:12 ข 2ปต.2:9
1ปต.
4:12 2ข หรือ การชันสูตร.
1ปต.
4:12 3 ดูข้อ 4 คำอธิบาย 3. การข่มเหงแห่งการหลอมด้วยไฟนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้เชื่อ เขาไม่ควรคิดว่าเป็นเรื่องประหลาดหรือเป็นของต่างด้าวสำหรับเขา และก็ไม่ควรรู้สึกแปลกใจและอัศจรรย์ใจ.
1ปต.
4:13 ก กจ.5:41; ยก.1:2
1ปต.
4:13 ข 1ปต.2:21; 5:1; รม.8:17-18; ฟป.3:10-11
1ปต.
4:13 ค 1ปต.1:5-7
1ปต.
4:13 ง 1ปต.1:6,8 ยด.24
1ปต.
4:14 ก ลก.6:22; ฮร.13:13; 11:26
1ปต.
4:14 1 ชื่อมีนัยถึงตัวบุคคล. การอยู่ในพระนามของพระคริสต์ก็คืออยู่ในตัวบุคคลของพระคริสต์หรืออยู่ในตัวตนของพระคริสต์. ในเมื่อผู้เชื่อได้เชื่อเข้าสู่ในพระคริสต์ (ยฮ.3:15) และรับบัพติศมาเข้าสู่ในพระนามของพระองค์ (กจ.19:5) ซึ่งก็คือเข้าสู่ตัวตนของพระองค์เองแล้ว (ฆต.3:27) เขาก็ได้อยู่ในพระคริสต์ (1กธ.1:30) และร่วมเป็นหนึ่งกับพระองค์ (1กธ.6:17). เมื่อเขาถูกด่าว่าในพระนามของพระองค์ พวกเขาก็ร่วมถูกด่าว่าด้วยกันกับพระองค์, มีส่วนในความทุกข์ของพระองค์ (ข้อ 13) และในการสามัคคีธรรมแห่งการทนทุกข์ของพระองค์ (ฟป.3:10).
1ปต.
4:14 ข 2กธ.12:10
1ปต.
4:14 ค 1ปต.3:14
1ปต.
4:14 2 แปลตามตรงคือ พระวิญญาณแห่งสง่าราศีและพระวิญญาณของพระเจ้า. พระวิญญาณแห่งสง่าราศีก็คือพระวิญญาณของพระเจ้า. พระคริสต์ได้รับสง่าราศีในการเป็นขึ้นโดยพระวิญญาณแห่งสง่าราศี (รม.1:4). พระวิญญาณแห่งสง่าราศีซึ่งก็คือพระวิญญาณของพระเจ้าเองทรงพักสงบอยู่บนตัวของผู้เชื่อที่ทนทุกข์ในท่ามกลางการข่มเหง เพื่อถวายสง่าราศีแด่พระคริสต์ผู้ทรงเป็นขึ้นและถูกยกชู ผู้ซึ่งบัดนี้ทรงอยู่ในสง่าราศี (ข้อ13).
1ปต.
4:14 3 เป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำที่ใช้ใน มธ.11:28. ในที่นี้มีความหมายเป็นนัยถึงการดำรงอยู่.
1ปต.
4:15 ก 1ปต. 2:19-20; 3:14, 17
1ปต.
4:15 ข เทียบ 2ธซ.3:11; 1ตธ.5:13
1ปต.
4:15 1ข แปลตามตรงคือ ผู้ดูแลธุระของผู้อื่น ชี้ถึงผู้ที่สร้างความยุ่งยากโดยการไปก้าวก่ายธุระของคนอื่น.
1ปต.
4:16 ก กจ.11:26; 26:28
1ปต.
4:16 1ก ภาษากรีกคือ Christianos (คริสติอานอส) การลงท้าย ด้วย ianos (อิอานอส) ซึ่งเป็นศัพท์ที่มาจากรูปแบบของภาษาลาติน. ซึ่งชี้ถึงการเป็นผู้ติดตามใครบางคน มักใช้กับทาสที่อยู่ในครอบครัวใหญ่แห่งจักรวรรดิโรมัน. คนเหล่านั้นที่บูชาจักรพรรดิซีซาร์ (Kaisar: ไคซา) แห่งโรมันก็จะถูกเรียกว่า Kaisarianos (ไคซาริอานอส) ซึ่งหมายถึง ผู้ติดตามซีซาร์, คนของซีซาร์. เมื่อมีคนเชื่อในพระคริสต์และกลายเป็นผู้ติดตามพระองค์ก็ทำให้ผู้คนที่อยู่ในจักรวรรดิโรมันคิดกันว่าพระคริสต์เป็นศัตรูกับซีซาร์. จากนั้นในอันติโอเกีย (กจ.11:26) พวกเขาก็เริ่มมีการเรียกคนที่ติดตามพระคริสต์ว่า Christianoi (คริสเตียน) ก็คือผู้ติดตามพระคริสต์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายและชื่อเรียกที่ใช้สำหรับการด่าว่า. ฉะนั้นในข้อนี้จึงกล่าวว่า "ถ้าผู้ใดต้องทนทุกข์เพราะเป็นคริสเตียน ก็อย่าให้คนนั้นมีความละอาย" นั่นก็คือหากมีผู้เชื่อคนใดต้องทนทุกข์เพราะถูกผู้คนข่มเหงโดยเรียกเขาอย่างดูหมิ่นว่าเป็นคริสเตียนแล้ว เขาก็ไม่ควรรู้สึกอับอาย แต่ต้องถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าเพราะชื่อนี้.
คำว่าคริสเตียนในทุกวันนี้ควรเป็นชื่อที่มีความหมายในด้านบวก ก็คือคนที่เป็นของพระคริสต์และเป็นคนที่ร่วมเป็นหนึ่งกับพระองค์ ไม่เพียงเป็นของพระองค์ แต่ยังมีชีวิตและพระนิสัยของพระองค์โดยการเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระองค์ และเป็นคนที่ดำเนินชีวิตโดยพระองค์ ทั้งยังดำเนินชีวิตพระองค์ในทุกวัน. หากเราทนทุกข์เพราะเป็นคนเช่นนี้ ก็ไม่ควรรู้สึกอับอาย แต่เราต้องมีใจกล้าสำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้นด้วยการยอมรับพระองค์โดยการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และดีเลิศเพื่อจะได้ถวายสง่าราศี (สำแดง) แด่พระเจ้าในพระนามนี้.
คำว่าคริสเตียนในทุกวันนี้ควรเป็นชื่อที่มีความหมายในด้านบวก ก็คือคนที่เป็นของพระคริสต์และเป็นคนที่ร่วมเป็นหนึ่งกับพระองค์ ไม่เพียงเป็นของพระองค์ แต่ยังมีชีวิตและพระนิสัยของพระองค์โดยการเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระองค์ และเป็นคนที่ดำเนินชีวิตโดยพระองค์ ทั้งยังดำเนินชีวิตพระองค์ในทุกวัน. หากเราทนทุกข์เพราะเป็นคนเช่นนี้ ก็ไม่ควรรู้สึกอับอาย แต่เราต้องมีใจกล้าสำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้นด้วยการยอมรับพระองค์โดยการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และดีเลิศเพื่อจะได้ถวายสง่าราศี (สำแดง) แด่พระเจ้าในพระนามนี้.
1ปต.
4:16 ข มก.8:38; 2ตธ.1:8, 12
1ปต.
4:16 ค 1ปต.4:11
1ปต.
4:16 2ค ถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า ก็คือสำแดงพระเจ้าในสง่าราศี.
1ปต.
4:16 3 เพราะชื่อนี้ แปลตามตรงคือ ในชื่อนี้.
1ปต.
4:17 ก 1ปต.4:6; 1:17; 2:23
1ปต.
4:17 1ก หนังสือเล่มนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงการปกครองของพระเจ้าที่อยู่ในการจัดการของพระเจ้า ซึ่งมีต่อพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรร. ความทุกข์ยากที่พวกเขาได้ประสบในการถูกข่มเหงแห่งการหลอมด้วยไฟนั้นเป็นสื่อกลางที่พระเจ้าใช้มาพิพากษาเขา เพื่อเขาจะได้ถูกตีสอน, ถูกหลอมให้บริสุทธิ์, และถูกแบ่งแยกออกจากคนที่ไม่เชื่อเพื่อจะไม่ต้องมีชะตาชีวิตเหมือนกับคนเหล่านั้น. ฉะนั้นการตีสอนแห่งการพิพากษาเช่นนี้จะเริ่มต้นในบ้านของพระองค์ก่อน และไม่ใช่ว่าจะทำหนึ่ง ครั้งหรือสองครั้งก็จะสำเร็จ แต่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา. ดู 1:17 คำอธิบาย 1 ย่อหน้า 2.
1ปต.
4:17 ข เทียบ ยรม.25:29
1ปต.
4:17 2 หรือ คนในครอบครัว. ซึ่งก็คือคริสตจักรที่ประกอบขึ้นจากผู้เชื่อ (2:5; ฮร.3:6; 1ตธ.3:15; อฟ.2:19). จากบ้านนี้ซึ่งเป็นบ้านของพระองค์เอง พระเจ้าได้ทรงตั้งต้นดำเนินการควบคุมแห่งการปกครองของพระองค์โดยการพิพากษาแห่งการตีสอนที่มีต่อบุตรของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้มีฐานที่มั่นคงมาพิพากษาคนที่ไม่เชื่อฟังกิตติคุณของพระองค์และคนที่เป็นกบฏต่อการปก
ครองของพระองค์ในอาณาจักรแห่งจักรวาลของพระองค์. กรณีนี้ก็เพื่อก่อตั้งอาณาจักรของพระองค์ซึ่งจะกล่าวถึงในหนังสือเปโตรฉบับที่สอง (2ปต.1:11).
1ปต.
4:17 ค รม.2:9
1ปต.
4:17 ง 2ธซ.1:8
1ปต.
4:17 3ง สิ่งนี้ได้ชี้ถึงการไม่เชื่อฟังของพวกยูดายที่ไม่เชื่อเป็นสำคัญ พวกเขาได้กบฏและต่อต้านการหันเปลี่ยนของยุคสมัย ก็คือการหันเปลี่ยนจากกฎบัญญัติของโมเซในพันธสัญญาเดิมมาสู่กิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในพันธสัญญาใหม่. หนังสือเล่มนี้เป็นจดหมายที่เขียนให้กับผู้เชื่อชาวยูดาย (ผู้เป็นคนต่างแดนที่ถูกเลือกสรรไว้ซึ่งได้กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ—1:1) ที่กำลังทนต่อการข่มเหง.
การข่มเหงที่พวกเขากำลังทนอยู่นั้นไม่ได้มาจากคนต่างชาติเป็นสำคัญ แต่มาจากชาวยูดายที่ต่อต้านเป็นหลัก ก็คือพวกยูดายที่ไม่เชื่อ หรือไม่เชื่อฟังกิตติคุณนั่นเอง.
1ปต.
4:17 4 สิ่งนี้ได้ชี้บ่งว่า ในอนาคตนั้นผู้ที่ไม่เชื่อฟังกิตติคุณจะต้องรับการพิพากษาที่หนักหนาสาหัสมากกว่าที่ผู้เชื่อได้รับนั้น.
1ปต.
4:18 1 เล็งถึงผู้เชื่อที่ได้เป็นผู้ชอบธรรมโดยได้รับการโปรดให้ชอบธรรมเพราะพวกเขาเชื่อในพระคริสต์ (รม.5:1) และโดยการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมอยู่ในพระคริสต์ (ฟป.3:9; 2กธ.5:21; วว.19:8).
1ปต.
4:18 2 ไม่ใช่ได้รับความรอดพ้นจากการพินาศที่นิรันดร์โดยการตายขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ได้รับความรอดพ้นจากการถูกทำลายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยการหล่อหลอมของการข่มเหงซึ่งเป็นการพิพากษาแห่งการตีสอนจากพระเจ้า (1ธซ.5:3, 8 คำอธิบาย 3). ผู้เชื่อที่ได้รับการตีสอนจากพระเจ้าโดยการทนทุกข์แห่งการข่มเหงเพื่อให้ชีวิตของเขาได้รับการหล่อหลอมให้บริสุทธิ์จึงทำให้เขาได้รับความรอดเพราะเหตุการทนทุกข์แห่งการข่มเหงและได้หลุดพ้นจากการทำลายที่มาจากพระพิโรธของพระเจ้าที่มีต่อโลก โดยเฉพาะต่อชาวยูดายที่ไม่เชื่อ รวมทั้งหลุดพ้นจากการทำลายต่อเมืองเยรูซาเล็มที่จะมาถึงในอนาคต.
1ปต.
4:18 ก ยด.15; 1ตธ.1:9
1ปต.
4:18 3 คำว่า "ยืน" แปลตามตรงคือ ปรากฏ. อัครทูตในระยะแรกเชื่อมั่นว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมาในไม่ช้าเพื่อจะทรงพิพากษาคนบาปที่ไม่เชื่อ ซึ่งก็คือคนเหล่านั้นที่ไม่อยู่ในธรรมและไม่เชื่อฟังกิตติคุณ (2ธซ.1:6-10). คำพูดของท่านเปโตรในที่นี้น่าจะเล็งถึงสิ่งนี้. ในการปกครองของพระเจ้า ถ้าผู้ชอบธรรมที่เชื่อในกิตติคุณของพระองค์และดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมต่อเบื้องพระพักตร์พระ
องค์ยังได้รับความรอดยากเช่นนี้ ก็ยังต้องประสบกับการข่มเหงอันเป็นสื่อกลางแห่งการลงโทษตีสอนของพระเจ้า เพื่อจะหล่อหลอมชีวิตของเขาให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ไม่อยู่ในธรรมซึ่งไม่เชื่อฟังกิตติคุณของพระเจ้าและดำเนินชีวิตอยู่ในความบาปซึ่งต่อต้านกับการปกครองของพระองค์จะไปยืนอยู่ที่ใด เมื่อการทำลายแห่งพระพิโรธของพระองค์มาถึง?
1ปต.
4:19 ก 1ปต.2:20
1ปต.
4:19 ข 1ปต.4:2; 3:17
1ปต.
4:19 1ข ตามน้ำพระทัยของพระเจ้านั้น พระองค์ต้องการและกำหนดให้เราทนทุกข์เพราะเหตุพระคริสต์ (3:17; 2:15; 1ธซ.3:3).
1ปต.
4:19 2 คนทั้งหลายที่ทนทุกข์ยากตามน้ำพระทัยพระเจ้าก็ควรต้องเชื่อและพึ่งพิงในองค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกับคนอื่นๆ.
1ปต.
4:19 ค 1ปต.2:14
1ปต.
4:19 3ค หรือ การกระทำที่ถูกต้อง, ดีงาม, และสูงส่ง.
1ปต.
4:19 ง บพส.31:5; กจ.7:59
1ปต.
4:19 4ง คำว่า "มอบ" แปลตามตรงคือ มอบหมายดังเช่น การฝากเงินโดยการมอบหมายให้คนดูแลเหมือนใน ลก.12:48; กจ.20:32; 1ตธ.1:18; 2ตธ.2:2. เมื่อผู้เชื่อถูกข่มเหงในร่างกาย โดยเฉพาะขณะที่ได้พลีชีพ ก็ควรที่จะมอบจิตของตนดุจฝากเงินไว้กับพระเจ้าองค์พระผู้สร้างที่สัตย์ซื่อเหมือนกับที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงมอบวิญญาณของพระองค์ไว้กับพระบิดา (ลก.23:46).
1ปต.
4:19 5 การข่มเหงนั้นอาจทำลายได้แต่ร่างกายของผู้เชื่อเท่านั้น แต่ไม่อาจทำลายจิตของเขาได้ (มธ.10:28). จิตของเขาได้รับการคุ้มครองจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นองค์พระผู้สร้างที่สัตย์ซื่อ. เขาควรจะร่วมมือกับองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการมอบหมายแห่งความเชื่อของเขา.
1ปต.
4:19 จ ยนซ.1:1; ผปก.12:1; ยซย.40:28; 43:15; รม.1:25
1ปต.
4:19 6จ ไม่ใช่ชี้ถึงองค์พระผู้สร้างแห่งสิ่งทรงสร้างใหม่ในการเกิดใหม่ แต่ชี้ถึงองค์พระผู้สร้างแห่งสิ่งทรงสร้างเก่า. การข่มเหงนั้นเป็นความทุกข์ที่อยู่ในสิ่งทรงสร้างเก่า. พระเจ้าผู้เป็นพระผู้สร้างของเรานั้นทรงสามารถรักษาจิตที่ทรงสร้างไว้ให้กับเรา. แม้กระทั่งเส้นผมของเราพระองค์ยังทรงนับไว้หมดแล้ว (มธ.10:30). พระองค์เต็มด้วยความรักและสัตย์ซื่อ. การดูแลแห่งความรักและความสัตย์ซื่อของพระองค์ (5:7) มาพร้อมกันกับความยุติธรรมที่อยู่ในการควบคุมแห่งการปกครองของพระองค์. เมื่อพระองค์ได้พิพากษาเราผู้เป็นคนในครอบครัวที่อยู่ในการปกครองของพระองค์ ความรักของพระองค์ก็ยังทรงดูแลเราด้วยความสัตย์ซื่อ. ขณะที่ร่างกายของเราได้ประสบกับการพิพากษาแห่งการตีสอนอย่างยุติธรรมจากพระองค์ เราก็ควรมอบจิตของเราไว้กับพระองค์ผู้ดูแลเราด้วยความสัตย์ซื่อ.