การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5

1 เปโตร บทที่ 3

(5) ในชีวิตสมรส
3:1-7
1ปต. 3:1 1ในทำนองเดียวกัน ฝ่ายท่านทั้งหลายที่เป็นกภรรยาก็จงนอบน้อมสามีของตน เพื่อว่าแม้[สามี]ที่ไม่เชื่อฟัง2พระคำ แต่โดยขการประพฤติของภรรยาก็จะได้ตัวเขาโดยไม่ต้องใช้2พระคำนั้น
1ปต. 3:2 นี่เป็นเพราะเขาได้เห็นการประพฤติที่1บริสุทธิ์หมดจดที่อยู่ใน2กความยำเกรงของท่านด้วยตาของตนเอง.
1ปต. 3:3 กการประดับกายของท่านทั้งหลายนั้น อย่าได้1เน้นที่2การถักผมเกล้ามวย และการประดับด้วยขทองคำ หรือการนุ่งห่มเสื้อผ้าทางภายนอก
1ปต. 3:4 แต่จงเน้นที่1มนุษย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในกใจที่[ประดับ]ด้วยสิ่งซึ่งไม่เสื่อมสลายไปคือขวิญญาณที่อ่อนสุภาพและสงบเสงี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคค่ามากในสายพระเนตรของพระเจ้า.
1ปต. 3:5 ด้วยว่าพวกผู้หญิงที่แยกบริสุทธิ์ในสมัยโบราณที่ได้กเฝ้าหวังในพระเจ้าก็ได้แต่งกายและขนอบน้อมฟังสามีของตนเองอย่างนี้แหละ
1ปต. 3:6 เช่นนางซาราได้น้อมฟังอับราฮามและเรียกท่านว่ากนาย ถ้าท่านทั้งหลายได้ประพฤติดีและไม่ขกลัว1การข่มขวัญใดๆ ท่านก็เป็นบุตรหลานของนาง.
1ปต. 3:7 ในทำนองเดียวกัน ฝ่ายท่านทั้งหลายที่เป็นกสามีก็จงอยู่กินกับ[ภรรยา]1ตามความรู้เพราะเธอเป็น2ภาชนะที่3อ่อนแอกว่าท่าน เป็นเพศหญิง จงให้4ขเกียรติแก่ภรรยาตามส่วนที่เธอควรจะได้นั้น เพราะเธอเป็นคคู่ร่วมรับ5พระคุณแห่งชีวิตเป็นมรดกด้วยกัน[กับท่าน] เพื่อคำอธิษฐานของท่านจะไม่ถูกขัดขวาง.
(6) ในการดำเนินชีวิตธรรมดาทั่วไป
3:8-13
1ปต. 3:8 สุดท้ายนี้ จงมีกความคิดอย่างเดียวกัน, จงเห็นใจกัน, จงขรักพี่น้อง, จงมีคใจปรานี, และจงมีงความคิดที่ถ่อมลง.
1ปต. 3:9 อย่ากระทำกการร้ายตอบแทนการร้าย หรืออย่าขด่าตอบแทนคำด่า แต่จง1คอวยพร[แก่เขา] ด้วยว่าได้ทรง2งเรียกท่านมาเพื่อการนี้ เพื่อท่านจะได้รับจพระพรเป็นมรดก.
1ปต. 3:10 เพราะว่า "กผู้ใดปรารถนาจะรักชีวิตและเห็น1วันดีงามทั้งหลาย ก็ให้ผู้นั้นยับยั้งขลิ้นของตนให้ปราศจาก[คำพูด]ที่ชั่วและห้ามริมฝีปากไม่ให้พูด[คำ]อุบาย
1ปต. 3:11 และให้เขากหันจากความชั่วและจงกระทำความดี ให้เขาขแสวงหาสันติสุขและมุ่งมั่นที่จะได้มาซึ่งสันติสุขนั้น
1ปต. 3:12 ด้วยว่ากพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดูแลคนชอบธรรมและขพระกรรณของพระองค์ได้[สดับฟัง]คำวิงวอนของเขา แต่คพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต่อสู้ผู้กระทำความชั่ว."
1ปต. 3:13 ถ้าท่านทั้งหลายมีใจร้อนรนประพฤติกการดี ใครจะทำร้ายท่านได้?
2. ทนทุกข์เพราะความชอบธรรมโดยเห็นแก่น้ำพระทัยของพระเจ้าเหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงกระทำ
3:14-22
1ปต. 3:14 แต่ถ้าท่านทั้งหลายต้องกทนทุกข์เพราะขความชอบธรรม ท่านก็คเป็นสุขแล้ว. อย่างกลัวคำขู่ของเขาและอย่าได้จวิตกเลย
1ปต. 3:15 แต่ในใจของท่านจง1นับถือพระคริสต์เป็นกองค์บริสุทธิ์และให้พระองค์เป็นของค์พระผู้เป็นเจ้า จงตระเตรียมไว้ให้พร้อมเพื่อท่านจะสามารถตอบแก่ทุกคนที่ถามท่านถึงสาเหตุที่เกี่ยวกับ2คความหวังซึ่งอยู่ภายในท่าน
1ปต. 3:16 แต่จง[ตอบ]ด้วยกความอ่อนสุภาพและ1ขความยำเกรง โดยมี2คมโนธรรมที่ปราศจากบกพร่อง เพื่อเมื่อเขาทั้งหลายได้งพูดใส่ร้ายท่านในเรื่องใด ผู้ที่จปรักปรำท่านก็จะได้รับฉความละอายในเรื่องนั้น เพราะเหตุชการประพฤติอันดีของท่าน3ซในพระคริสต์.
1ปต. 3:17 ถ้าหากกน้ำพระทัยของพระเจ้าต้องการให้ท่านขทนทุกข์เพราะการประพฤติดี ก็ดีกว่าจะต้องทนทุกข์เพราะการประพฤติชั่ว.
1ปต. 3:18 ด้วยว่าพระคริสต์ก็ได้ทนทุกข์จนมรณาครั้งเดียวเพราะ1ความบาปด้วยเหมือนกัน คือพระองค์ผู้ชอบธรรม2กแทนที่ผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้นำท่านทั้งหลายขไปถึงเบื้องพระพักตร์พระเจ้า พระองค์จึงได้ถูกประหารในเนื้อหนัง แต่ถูกทำให้มีชีวิตใน3พระวิญญาณ
1ปต. 3:19 1ในพระวิญญาณนี้ พระองค์ยังได้เสด็จไป2ป่าวประกาศแก่3บรรดาวิญญาณที่อยู่ใน4คุก
1ปต. 3:20 ซึ่งแต่ก่อน1มันไม่เชื่อฟัง คือเมื่อคราวที่พระเจ้าทรงโปรดอดทนรอคอยในวันเวลาที่กโนฮากำลังจัดแจงนาวา ส่วนผู้ที่ได้เข้าในนาวาและได้2รอดปลอดภัย3ด้วยขน้ำนั้นมีน้อยนักคือแปด4คนเท่านั้น.
1ปต. 3:21 บัดนี้ บัพติศมาที่มี1น้ำนี้เป็นแบบเล็งก็ได้ช่วยท่านให้รอดโดยกการเป็นขึ้นของพระเยซูคริสต์ โดยบัพติศมานี้2มิได้เป็นการชำระมลทินแห่งเนื้อหนัง แต่เป็น3การร้องทูลต่อพระเจ้าให้มีขมโนธรรมที่ปราศจากบกพร่อง.
1ปต. 3:22 1และพระเยซูคริสต์ก็ได้เสด็จเข้าสู่กสวรรค์แล้ว และประทับอยู่ขเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า คพวกทูตสวรรค์และงผู้มีอำนาจและผู้มีฤทธิ์เดชทั้งหลายล้วนจถูกปราบให้อยู่ใต้พระองค์แล้ว.

คำอธิบาย 1 เปโตร บทที่ 3

1ปต. 3:1 ก 1ปต.3:5; อฟ.5:22, 24; กซ.3:18; ตต.2:5; ยนซ.3:16
1ปต. 3:1 1 หมายถึง 2:18.
1ปต. 3:1 2 พระคำของพระเจ้า (1ปต.1:23, 25; รม.10:8; อฟ.1:13)
1ปต. 3:1 ข 1กธ.7:16
1ปต. 3:2 1 หรือ บริสุทธิ์ผุดผ่อง. ตามภาษากรีกมีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า "แบ่งแยกบริสุทธิ์" ในข้อ 5 และ "บริสุทธิ์" ใน 1:15. ความบริสุทธิ์หมดจดและความผุดผ่องก็คือการประพฤติที่บริสุทธิ์ (1:15), การประพฤติที่ดีเลิศ (2:12), และการประพฤติอันดี (3:16) อย่างแน่นอน.
1ปต. 3:2 ก 1ปต.1:17
1ปต. 3:2 2ก ดู 1:17 คำอธิบาย 4.
1ปต. 3:3 ก 1ตธ.2:9
1ปต. 3:3 1 แปลตามตรงคือ เป็น. ข้อ 4 ก็เช่นเดียวกัน.
1ปต. 3:3 2 พระเจ้าต้องการให้ผมของผู้หญิงเป็นสง่าราศีและเป็นเครื่องหมายแห่งการนอบน้อม (1กธ.11:15; พพร.4:1; 6:5; 7:5). แต่มีผู้หญิงมากมายที่ใช้ผมในทางที่ผิด โดยเฉพาะพวกผู้หญิงในจักรวรรดิโรมันที่มีการดำเนินชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยและเสื่อมโทรมในเวลาที่เขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น พวกเธอได้ใช้ทองคำและของมีค่าอื่นๆ มาประดับตกแต่งเนื้อหนังที่เต็มด้วยตัณหาอย่างหรูหรา. ภรรยาที่เป็นคริสเตียนซึ่งเป็นผู้หญิงที่แบ่งแยกบริสุทธิ์นั้นจะต้องงดเว้นสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงปรับโทษอย่างสิ้นเชิง.
1ปต. 3:3 ข วว.17:4
1ปต. 3:4 1 การที่มนุษย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจได้ประดับด้วยสิ่งที่ไม่เสื่อมสลายคือวิญญาณที่อ่อนสุภาพและสงบเสงี่ยมนั้นได้ชี้ให้เห็นว่า วิญญาณที่อ่อนสุภาพและสงบเสงี่ยมที่อยู่ภายในของเรานั้นก็คือมนุษย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของเรา. ใจของเราประกอบขึ้นด้วยทุกส่วนของจิต ได้แก่ ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ และยังประกอบด้วยส่วนสำคัญของวิญญาณคือ มโนธรรมด้วย (ฮร.4:12). ทั้งหมดนี้มีวิญญาณเป็นศูนย์กลาง ฉะนั้นวิญญาณของเราก็คือมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ในใจของเรา. พี่น้องหญิงที่อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นภรรยานั้นควรที่จะมีการประดับตนต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าโดยให้สิ่งที่พวกเธอเป็นทางภายใน หรือมนุษย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในของพวกเธอถูกประดับด้วยวิญญาณที่อ่อนสุภาพและสงบเสงี่ยม. การประดับตนฝ่ายวิญญาณเช่นนี้เป็นสิ่งที่มีค่ามากจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และยังเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่นิรันดร์ไม่เสื่อมสลายไป ซึ่งไม่เหมือนกับการถักผมเกล้ามวย และการประดับด้วยทองคำหรือการนุ่งห่มเสื้อผ้าสวยงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่เสื่อมสลายได้.
1ปต. 3:4 ก รม.2:29
1ปต. 3:4 ข 1กธ.4:21
1ปต. 3:4 ค 1ตธ.2:9
1ปต. 3:5 ก 1ตธ.5:5
1ปต. 3:5 ข 1ปต.3:1
1ปต. 3:6 ก ยนซ.18:12
1ปต. 3:6 ข 1ปต.3:14; สภษ.3:25
1ปต. 3:6 1 แปลตามตรงคือ ตกใจ หรือ ตื่นเต้นจนวิตกกังวล.
1ปต. 3:7 ก 1กธ.7:3; อฟ.5:25, 28; กซ.3:19
1ปต. 3:7 1 การอยู่กินกับภรรยาตามความรู้ก็คือการอยู่กินกับภรรยาอย่างชาญฉลาดและมีเหตุผล โดยถูกควบคุมด้วยความรู้ของมนุษย์และความรู้ฝ่ายวิญญาณซึ่งรู้ถึงลักษณะแห่งความสัมพันธ์ของคู่ครองและความอ่อนแอของเพศหญิง ไม่ใช่ถูกควบคุมโดยตัณหาหรืออารมณ์.
1ปต. 3:7 2 มนุษย์ทั้งชายและหญิงนั้นเป็นภาชนะที่ถูกสร้างไว้บรรจุพระเจ้า (รม.9:21, 23) และผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ก็เป็นภาชนะที่ใช้บรรจุพระคริสต์เป็นทรัพย์อันล้ำค่า (2กธ.4:7). ถึงแม้ผู้เป็นภรรยาที่เป็นภาชนะเพศหญิงจะอ่อนแอกว่า แต่เธอก็ยังคงเป็นภาชนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งสามารถกลายเป็นภาชนะที่มีเกียรติยศได้ (2ตธ.2:21).
1ปต. 3:7 3 โดยธรรมชาติในการเนรมิตสร้างของพระเจ้า เพศหญิงเป็นเพศที่มีความอ่อนแอกว่าเพศชาย ไม่ว่าทางด้านร่างกายหรือจิตใจ.
1ปต. 3:7 ข 1ปต.2:17
1ปต. 3:7 4ข จงให้เกียรติแก่ภรรยาตามที่เธอควรจะได้นั้น แปลตามตรงคือ จงเอาเกียรติยศปันส่วนให้แก่เธอ. คำว่า "เกียรติยศ" ในภาษากรีกหมายถึงความล้ำค่า, คุณค่าที่ประเสริฐ. สามีควรชื่นชมในความล้ำค่าและคุณค่าที่ประเสริฐของภรรยา และควรแบ่งปันเกียรติยศที่เธอควรจะได้รับนั้นให้กับภรรยาซึ่งเป็นคู่ร่วมรับพระคุณแห่งชีวิตเป็นมรดก.
1ปต. 3:7 ค อฟ.3:6; รม.8:17
1ปต. 3:7 5 พระคุณแห่งชีวิตก็คือพระเจ้าเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเราในตรีเอกภาพของพระองค์—พระบิดาเป็นต้นกำเนิดของชีวิต, พระบุตรเป็นธารน้ำแห่งชีวิต, และพระวิญญาณเป็นการหลั่งไหลของชีวิต ซึ่งหลั่งไหลอยู่ภายในเราร่วมกับพระบุตรและพระบิดา เป็นพระคุณที่มีต่อเรา (1ยฮ.5:11-12; ยฮ.7:38-39; วว.22:1). ผู้เชื่อทุกคนล้วนเป็นทายาทที่จะรับพระคุณนี้เป็นมรดก. ดู 1:4 คำอธิบาย 2.
1ปต. 3:8 ก รม.12:16; 15:5; 1กธ.1:10; 2กธ.13:11; ฟป.2:2
1ปต. 3:8 ข 1ปต.1:22
1ปต. 3:8 ค อฟ.4:32
1ปต. 3:8 ง 1ปต.5:5; อฟ.4:2
1ปต. 3:9 ก รม.12:17; 1ธซ.5:15
1ปต. 3:9 ข 1ปต.2:23; 2ปต.2:2
1ปต. 3:9 ค ลก.6:28; รม.12:14; 1กธ.4:12
1ปต. 3:9 1ค ตามรูปกาล (tense) ในภาษากรีก ชี้ถึงการอวยพรอย่างต่อเนื่อง.
1ปต. 3:9 ง 1ปต.1:15; 2ธซ.2:14; 1กธ.1:9
1ปต. 3:9 2ง เราถูกเรียกมาเพื่อไปอวยพรผู้อื่น ฉะนั้นเราผู้ได้รับพระพรนี้ก็ควรอวยพรคนอื่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเราสามารถรับพระพรเป็นมรดก. การที่เราได้อวยพรแก่ผู้อื่น เราเองก็จะได้รับพระพรนั้นด้วย (มธ.10:13).
1ปต. 3:9 จ 1ปต.3:14; 4:14
1ปต. 3:10 ก บพส.34:12-16
1ปต. 3:10 1 ชี้ถึงวันที่มีแต่สิ่งดีๆ ซึ่งหมายถึงสิ่งดีงามที่เป็นพระพร.
1ปต. 3:10 ข ยก.1:26
1ปต. 3:11 ก บพส.37:27; ยซย.1:16-17
1ปต. 3:11 ข รม.12:18; ฮร.12:14; 2ปต.3:14
1ปต. 3:12 ก บพส.33:18; 2คนก.16:9
1ปต. 3:12 ข 2คนก.7:15
1ปต. 3:12 ค ยรม.44:11; เทียบ อฤธ.6:25
1ปต. 3:13 ก 1ปต.2:14
1ปต. 3:14 ก 1ปต.3:17; 2:19-20; 4:13-16
1ปต. 3:14 ข มธ.5:10
1ปต. 3:14 ค 1ปต.3:9; 4:14
1ปต. 3:14 ง ยซย.8:12; 1ปต.3:6; มธ.10:28
1ปต. 3:14 จ ยฮ.14:27
1ปต. 3:15 1 แปลตามตรงคือ แบ่งแยกบริสุทธิ์องค์พระคริสต์ให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า. ถ้าหากเรากลัวและเป็นทุกข์เพราะมีคนข่มเหง (ข้อ 13-14) เช่นนี้ก็เหมือนกับว่าเราไม่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ในใจ. ฉะนั้นเมื่อเราถูกข่มเหง เราจำต้องสำแดงให้คนอื่นเห็นว่า พระคริสต์เป็นนายอยู่ภายในเรา. นี่ก็คือการนับถือพระคริสต์เป็นองค์บริสุทธิ์ เพื่อให้พระองค์ถูกแบ่งแยกออกมาจากพระอื่น ไม่ลดระดับมาตรฐานของพระองค์ให้ต่ำลงทำให้พระองค์เป็นเหมือนรูปเคารพที่ไม่มีชีวิต.
1ปต. 3:15 ก ยซย.8:13; 29:23; มธ.6:9
1ปต. 3:15 ข กจ.2:36; 10:36
1ปต. 3:15 ค 1ปต.1:3
1ปต. 3:15 2ค ชี้ถึงความหวังอันมีชีวิตอยู่ในการที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์เป็นมรดก. ดู 1:3 คำอธิบาย 6 กับ 1:4 คำอธิบาย 2.
1ปต. 3:16 ก 2ตธ.2:25
1ปต. 3:16 ข 1ปต.1:17
1ปต. 3:16 1ข ความเกรงกลัวในทางธรรม. ดู 1:17 คำอธิบาย 4.
1ปต. 3:16 ค 1ตธ.1:5; ฮร.13:18
1ปต. 3:16 2ค ในเมื่อมโนธรรมเป็นส่วนหนึ่งในวิญญาณของมนุษย์ (รม.9:1; 8:16) ด้วยเหตุนี้การคำนึงถึงมโนธรรมของเราก็คือ การคำนึงถึงวิญญาณของเราต่อพระพักตร์พระเจ้า.
1ปต. 3:16 ง 1ปต.2:12
1ปต. 3:16 จ 1ปต.3:9
1ปต. 3:16 ฉ ตต.2:8
1ปต. 3:16 ช 1ปต.1:15; ยก.3:13
1ปต. 3:16 ซ 1ปต.5:10, 14
1ปต. 3:16 3ซ การประพฤติอันดีของคริสเตียนจำต้องเป็นการประพฤติที่อยู่ในพระคริสต์. นี่เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันที่อยู่ในพระวิญญาณนั้น ซึ่งสูงส่งกว่าการดำเนินชีวิตตามจริยธรรมและศีลธรรม.
1ปต. 3:17 ก 1ปต.2:15; 4:19
1ปต. 3:17 ข 1ปต.3:14
1ปต. 3:18 1 ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์. คำว่า "ความบาป" (พหูพจน์) ในที่นี้กับใน 2:24; 1กธ.15:3; ฮร.9:28 ล้วนเล็งถึงความบาปที่เรากระทำทางภายนอก ส่วนคำว่า "ความบาป" (เอกพจน์) ใน 2กธ.5:21; ฮร.9:26 เล็งถึงความบาปแห่งนิสัยของเราที่มีมาแต่กำเนิด. พระคริสต์ได้ทรงแบกบาป (พหูพจน์) ของเราบนกางเขนและได้ตายเพื่อความบาป (พหูพจน์) ของเรา เพื่อความบาป (พหูพจน์) ของเราจะได้รับการอภัยจากพระเจ้า. แต่พระองค์ยังได้กลายเป็นความบาป (เอกพจน์) และได้ทรงขจัดความบาป (เอกพจน์) ของมนุษย์โลกไป เพื่อให้ปัญหาเกี่ยวกับความบาปของเราจะได้รับการแก้ไข. เปโตรมิได้จัดการกับบาปแห่งนิสัยของเราก่อน แต่ท่านได้จัดการกับบาปแห่งการประพฤติในการดำเนินชีวิตของเราก่อน (ข้อ 16). จุดเน้นของหนังสือเล่มนี้คือว่า การตายของพระคริสต์ได้ช่วยไถ่เราให้พ้นจากการดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่าซึ่งได้สืบทอดกันมา (1:18-19).
1ปต. 3:18 ก 1ปต.2:21
1ปต. 3:18 2ก กรณีนี้ได้ชี้บ่งว่า การตายของพระคริสต์นั้นมีเพื่อการไถ่ มิได้เป็นการพลีชีพ. บนกางเขนนั้นพระองค์ทรงเป็นตัวแทนของเราและได้แบกบาปของเราไป นั่นก็คือพระองค์ผู้ชอบธรรมนั้นทรงถูกพิพากษาแทนพวกเราที่ไม่ชอบธรรมโดยพระเจ้าผู้ชอบธรรมตามความชอบธรรมของพระองค์ เพื่อที่จะกำจัดความบาปซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางออกไปและนำเรามาถึงเบื้องพระพักตร์พระเจ้า. นี่ก็ คือการไถ่เราออกจากบาปเพื่อคืนสู่พระเจ้า และหลุดพ้นจากวิถีแห่งชีวิตที่ไม่ชอบธรรมคืนสู่พระเจ้าผู้ชอบธรรม.
1ปต. 3:18 ข อฟ.2:18; ยฮ.14:3, 16
1ปต. 3:18 3 ไม่ได้หมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เป็นพระวิญญาณที่เป็นธาตุแท้แห่งสภาพพระเจ้าของพระคริสต์ (รม.1:4; เทียบ ยฮ.4:24ก). การถูกตรึงกางเขนได้ประหารเนื้อหนังของพระคริสต์ให้ตายเท่านั้น เนื้อหนังนี้พระองค์ได้รับมาในขณะที่พระองค์มากลายเป็นรูปกายเนื้อหนัง (ยฮ.1:14) แต่มิได้ประหารพระวิญญาณซึ่งเป็นธาตุแท้แห่งสภาพพระเจ้าของพระองค์ไปด้วย. บนกางเขนนั้นเนื้อหนังของพระองค์ได้ตายแล้ว แต่พระวิญญาณที่เป็นสภาพพระเจ้าของพระองค์ไม่ได้ตาย ตรงข้ามกลับถูกทำให้มีชีวิตเป็นอยู่และมีชีวิตชีวาโดยฤทธิ์เดชใหม่แห่งชีวิต. ในพระวิญญาณที่ได้รับการเพิ่มกำลังซึ่งเป็นสภาพพระเจ้าของพระองค์นี้เองที่พระองค์ได้ไปป่าวประกาศแก่บรรดาทูตสวรรค์ที่ตกต่ำ หลังจากที่เนื้อหนังของพระองค์ตายและก่อนที่พระองค์จะเป็นขึ้น.
1ปต. 3:19 1 เล็งถึงพระวิญญาณในข้อ 18 ซึ่งชี้แจงและพิสูจน์ว่า หลังจากที่พระคริสต์ได้ตายในเนื้อหนังแล้ว ก็ยังคงมีชีวิตและเคลื่อนไหวอยู่ในพระวิญญาณนี้.
1ปต. 3:19 2 ไม่ได้ไปประกาศกิตติคุณ แต่ไปป่าวประกาศชัยชนะที่พระเจ้าได้ทรงกระทำสำเร็จ ก็คือการที่พระเจ้าได้ทรงทำลายซาตานและอำนาจแห่งความมืดของมัน โดยอาศัยการตายบนกางเขนของพระคริสต์ (ฮร.2:14; กซ.2:15).
1ปต. 3:19 3 ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา อาจารย์ที่อยู่ในนิกายต่างๆ มีการตีความเกี่ยวกับ บรรดาวิญญาณที่อยู่ในคุก แตกต่างกันมากมาย. ถ้าดูตามพระคัมภีร์แล้ว คำอธิบายที่พอจะเป็นที่ยอมรับได้มีดังนี้: วิญญาณในที่นี้ไม่ใช่วิญญาณของคนตายที่ปราศจากกายซึ่งถูกกักไว้ในแดนมรณา แต่เล็งถึงทูตสวรรค์ (ทูตสวรรค์เป็นวิญญาณ—ฮร.1:14) ที่ได้ตกต่ำไปเพราะไม่นอบน้อมเชื่อฟังในยุคสมัยของโนฮา (ข้อ 20, ดู บทเรียนชีวิตหนังสือเยเนซิศตอนที่ 27) และถูกขังไว้ในขุมมืดเพื่อรอคอยการพิพากษาในวันใหญ่นั้น (2ปต.2:4-5; ยด.6). หลังจากพระคริสต์ได้ตายในเนื้อหนังแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จไปในพระวิญญาณที่มีชีวิตซึ่งเป็นสภาพพระเจ้าพระองค์นี้ (น่าจะไปยังเหวลึก—รม.10:7) ไปหาทูตสวรรค์ที่กบฏเหล่านี้เพื่อป่าวประกาศ โดยน่าจะทรงป่าวประกาศถึงชัยชนะของพระเจ้าเหนืออุบายของซาตานที่จะขัดขวางโครงการอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ซึ่งได้สำเร็จโดยการที่พระเจ้าทรงกลายเป็นเนื้อหนังในพระคริสต์และโดยการตายของพระคริสต์ในเนื้อหนัง.
1ปต. 3:19 4 เล็งถึง ทาร์ทารัส (Tartarus) คือเหวลึกที่มืดมิด (2ปต.2:4; ยด.6) อันเป็นสถานที่กักขังทูตสวรรค์ที่ตกต่ำ.
1ปต. 3:20 1 ไม่ได้ชี้ถึงมนุษยชาติ แต่ชี้ถึงทูตสวรรค์ ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์แปดคนนั้น.
1ปต. 3:20 ก ยนซ.6:13-14; 7:1, 7, 23; ฮร.11:7; 2ปต.2:5
1ปต. 3:20 2 "ในภาษากรีกมีความหมายว่า 'ผ่านความทุกข์ยากและอันตรายแล้วมาถึงสถานที่ที่มั่นคงอย่างปลอดภัย' เหมือนใน กจ.27:44" (Darby: ดาร์บี้).
1ปต. 3:20 3 น้ำเป็นสื่อกลางที่ใช้สำเร็จความรอด. นาวาได้ช่วยโนฮาและครอบครัวของเขาให้พ้นจากการพิพากษาของพระเจ้าที่ใช้น้ำมาท่วมทำลายโลก. แต่น้ำนี้ได้ช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นจากยุคสมัยที่ชั่วร้ายนั้นและได้แบ่งแยกพวกเขาไว้ให้บริสุทธิ์ เพื่อเข้าสู่ยุคสมัยที่ใหม่ เช่นเดียวกับการที่น้ำในทะเลแดงได้ช่วยชนชาติอิสราเอลให้รอด (อซด.14:22, 29; 1กธ.10:1-2 ) ส่วนน้ำที่ใช้รับบัพติศมา ได้ช่วยผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ให้รอด (ข้อ 21).
1ปต. 3:20 ข มธ.3:11; ยฮ.3:5
1ปต. 3:20 4 แปลตามตรงคือ จิต.
1ปต. 3:21 1 เล็งถึงน้ำในข้อที่แล้ว ซึ่งเป็นแบบเล็งถึงน้ำแห่งบัพติศมา. สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า การที่โนฮาและครอบครัวได้ผ่านน้ำท่วมโดยการอยู่ในนาวานั้นเป็นแบบเล็งของการที่เราผ่านน้ำแห่งบัพติศมาในพระคริสต์. น้ำที่มาท่วมได้ช่วยเขาให้หลุดพ้นจากชีวิตที่เก่าๆ เข้าสู่ขอบเขตใหม่อย่างไร น้ำแห่งบัพติศมาก็ได้ช่วยเราให้หลุดพ้นจากชีวิตอันว่างเปล่าที่ได้สืบทอดกันมาแล้วเข้าสู่การดำเนินชีวิต แห่งการเป็นขึ้นที่อยู่ในพระคริสต์อย่างนั้น. นี่ก็คือจุดเน้นของหนังสือเล่มนี้ พระคริสต์ได้ทรงไถ่เราเพื่อสิ่งนี้ด้วย (1:18-19). การไถ่ของพระคริสต์ได้สำเร็จโดยการตายของพระองค์ เราได้ต้อนรับและได้ปรับใช้บนตัวเราในเวลาที่เรารับบัพติศมาโดยพระวิญญาณนั้นและโดยอาศัยการเป็นขึ้นของพระคริสต์. บัดนี้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราจำต้องอยู่ในพระวิญญาณของพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นนี้ คือควรจะต้องเป็นการดำเนินชีวิตพระคริสต์ในการเป็นขึ้นโดยฤทธิ์เดชของชีวิตแห่งพระวิญญาณของพระองค์ (รม.6:4-5). นี่คือการประพฤติที่ใหม่และดีเลิศซึ่งถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า (2:12).
1ปต. 3:21 ก 1ปต.1:3; กซ.2:12; รม.6:5
1ปต. 3:21 2 การรับบัพติศมานั้นไม่ได้และไม่สามารถขจัดไปซึ่งความมลทินแห่งเนื้อหนังของเรา ซึ่งก็คือความมลทินแห่งนิสัยที่ตกต่ำของเราและความโสมมแห่งตัณหาของเนื้อหนัง. คำสอนผิดๆ ที่ว่าบัพติศมาในข้อนี้และ มก.16:16 กับ กจ.22:16 สามารถให้คนรับความรอดนั้นก็ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องในที่นี้แล้ว. การรับบัพติศมานั้นเป็นเพียงเครื่องหมายอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ความเที่ยงแท้ของบัพติศมานี้ก็คือ พระคริสต์ที่อยู่ในการเป็นขึ้นผู้เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต. พระวิญญาณนี้ได้นำทุกสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงผ่านในการตรึงตายและเป็นขึ้นมาปรับใช้บนตัวเรา เพื่อทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความเที่ยงแท้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา.
1ปต. 3:21 3 ในภาษากรีกมีนัยถึง ทูลถาม, สอบถาม ความหมายของศัพท์คำนี้มีการถกเถียงกันอยู่มากมาย. ความหมายที่ถูกต้องนั้นน่าจะเป็นไปตามที่ Alford (อัลฟอร์ด) กล่าวไว้ว่า: "แสวงหามโนธรรมที่ปราศจากข้อบกพร่องและบริสุทธิ์หมดจดต่อพระเจ้า." สิ่งนี้ได้ควบคุมการดำเนินชีวิตที่ปกติของคริสเตียน. การทูลถามและขอร้องเช่นนี้อาจถือเป็นการอ้อนวอนหรือการเรียกร้องได้. แนวคิดของท่านเปโตรในที่นี้อาจจะหมายความว่า การรับบัพติศมาก็คือการที่ผู้รับบัพติศมาอ้อนวอนขอให้มีมโนธรรมที่ปราศจากบกพร่องต่อพระเจ้า. บัพติศมาเป็นสัญลักษณ์ประการหนึ่ง เป็นคู่เคียงกับความเชื่อที่เรามีต่อทุกสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงกระทำสำเร็จไว้และเป็นพยานว่าปัญหาทุกอย่างที่เรามีอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ได้รับการแก้ไขไปหมดแล้ว. ฉะนั้นบัพติศมาก็ยังเป็นพยานอย่างหนึ่งด้วยว่าในมโนธรรมของเราไม่มีการฟ้องร้องอีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วยสันติสุขและมีความมั่นใจว่าเราได้รับบัพติศมาเข้าสู่พระเจ้าตรีเอกภาพแล้ว (มธ.28:19) และยังได้เข้าสนิทกับพระเจ้าตรีเอกภาพอย่างอินทรียภาพโดยการเป็นขึ้นของพระคริสต์ ซึ่งก็คือโดยพระคริสต์ผู้อยู่ในการเป็นขึ้นที่ทรงเป็นพระวิญญาณแห่งชีวิต. หากปราศจากพระวิญญาณของพระคริสต์เป็นความเที่ยงแท้ของการรับบัพติศมาแล้ว การรับบัพติศมาด้วยน้ำนั้นก็จะเป็นเพียงพิธีกรรมที่ตายและว่างเปล่าทันที.
1ปต. 3:21 ข 1ปต.2:19; 3:16
1ปต. 3:22 1 ข้อความที่เพิ่มเติมเข้ามานี้ไม่เพียงเปิดเผยก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งให้เราเห็นถึงผลลัพธ์อันสง่าราศีแห่งการทนทุกข์ของพระคริสต์ ซึ่งก็คือการถูกยกชูของพระองค์หลังจากการเป็นขึ้นและฐานะอันมีเกียรติยศและสูงส่งที่พระองค์ทรงมีอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการชี้บ่งว่า การเข้าสนิทกับพระองค์อย่างอินทรียภาพที่เรามีส่วนด้วยกันกับพระองค์โดยการรับบัพติศมานั้นเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยสง่าราศีและเกียรติยศยิ่งนัก (รม.6:3; ฆต.3:27).
1ปต. 3:22 ก มก.16:19; กจ.1:11; อฟ.1:20
1ปต. 3:22 ข รม.8:34; อฟ.1:20; กซ.3:1
1ปต. 3:22 ค รม.8:38
1ปต. 3:22 ง 1กธ.15:24
1ปต. 3:22 จ อฟ.1:21-22
สารบัญ