1 เปโตร บทที่ 2
III. การเติบโตของชีวิตและผลลัพธ์ของการเติบโตนี้
2:1-10
2:1-10
1. เติบโตโดยรับการป้อนเลี้ยงด้วยน้ำนมแห่งพระคำ จนได้รับความรอดที่ครบสมบูรณ์
ข้อ 1-3
ข้อ 1-3
1ปต.
2:1 1เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงถอดทิ้ง2กการคิดปองร้ายทั้งปวง, อุบายต่างๆ, ขความหน้าซื่อใจคด, ใจริษยา, และการว่าร้ายเสียให้หมด
1ปต.
2:2 ดั่งกทารก1แรกเกิด จงเฝ้าปรารถนาขน้ำนมอัน2บริสุทธิ์3แห่งพระคำ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้4คเติบโตขึ้น5จนได้งรับความรอดด้วยน้ำนมแห่งพระคำนี้
1ปต.
2:3 หากท่านได้1กลิ้มรส[ดู]จนรู้แล้วว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าช่าง2ดีเลิศ.
2. เปลี่ยนแปลงจนถูกก่อสร้างเป็นพระวิหารฝ่ายวิญญาณสำหรับที่ประทับของพระเจ้า และเป็นระบบกลุ่มปุโรหิตที่แยกบริสุทธิ์สำหรับการปรนนิบัติพระเจ้า
ข้อ 4-8
ข้อ 4-8
1ปต.
2:4 เมื่อท่านทั้งหลายมาหาพระองค์ผู้เป็น1กศิลาที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งมนุษย์ได้ขปฏิเสธ แต่พระเจ้าได้ทรงคเลือกไว้ และทรง2ให้ความล้ำค่า
1ปต.
2:5 ท่านทั้งหลายก็ดุจ1กศิลาที่มีชีวิตซึ่งกำลังถูก2ขก่อสร้างขึ้นเป็น3คพระวิหาร4ฝ่ายวิญญาณ 5กลายเป็น6ระบบกลุ่มปุโรหิตที่7แยกบริสุทธิ์ เพื่อถวาย8เครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นที่งโปรดปรานของพระเจ้าโดยพระเยซูคริสต์.
1ปต.
2:6 เพราะว่าในพระคัมภีร์ได้1บันทึกไว้ว่า "กดูเถิด เราวางศิลาก้อนหนึ่งลงในซีโอนเป็น2ศิลาหัวมุม3ที่ทรงขเลือกไว้และทรงให้ความ4ล้ำค่า และคนใดที่คเชื่อในพระองค์นั้นจะไม่ได้รับความละอายเลย."
1ปต.
2:7 ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็น1สิ่งล้ำค่าต่อท่านทั้งหลายที่เชื่อ แต่สำหรับคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อนั้น[พระองค์ทรงเป็น] "กศิลาที่2ช่างก่อได้ขปฏิเสธก็ได้3กลายเป็นศิลาหัวมุมก้อนแรกแล้ว"
1ปต.
2:8 และเป็น "กศิลาที่ทำให้คน1ขสะดุดล้มและเป็นก้อนหินที่ทำให้คล้มลง" ที่เขางสะดุดล้มนั้นเพราะเขาไม่เชื่อฟัง2พระคำของพระเจ้า และ3ที่เขาสะดุดล้มนั้นก็ได้ถูกจกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว.
3. ป่าวประกาศคุณธรรมของพระองค์ผู้ทรงเรียกเรา
ข้อ 9-10
ข้อ 9-10
1ปต.
2:9 แต่ท่านทั้งหลายเป็น1เผ่าพันธุ์ที่ถูกกเลือกไว้, เป็นขระบบกลุ่มปุโรหิต2อย่างกษัตริย์, เป็นอาณาจักรที่3แยกบริสุทธิ์, เป็นพลไพร่ที่ถูกซื้อมาเป็นทรัพย์สมบัติ, เพื่อท่านทั้งหลายจะได้4ป่าวประกาศ5คคุณธรรมของพระองค์ ผู้ได้ทรงงเรียกท่านทั้งหลายออกจาก6จความมืดเข้าสู่6ฉความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
1ปต.
2:10 เมื่อก่อน1ท่านทั้งหลายกไม่ได้เป็นพลไพร่ของพระเจ้า แต่บัดนี้ท่านได้เป็นพลไพร่ของพระเจ้าแล้ว เมื่อก่อนท่านทั้งหลายไม่ได้รับพระเมตตา แต่เดี๋ยวนี้ท่านได้รับพระเมตตาแล้ว.
IV. การดำเนินชีวิตคริสเตียนและการทนทุกข์ในการดำเนินชีวิตนี้
2:11 — 4:19
2:11 — 4:19
1. การดำเนินชีวิตแห่งการประพฤติที่ดีเลิศต่อคนทั้งปวงในทุกด้าน
2:11 — 3:13
2:11 — 3:13
(1) เป็นคนต่างแดนในท่ามกลางคนต่างชาติ
2:11-12
2:11-12
1ปต.
2:11 ท่านที่รัก ข้าพเจ้าวิงวอนท่านทั้งหลายผู้เป็นกแขกแปลกหน้าและขคนต่างแดนให้ท่านคงดเว้นจาก1ราคะตัณหาของงเนื้อหนัง เพราะมันจต่อสู้กับ1ฉจิต
1ปต.
2:12 ท่านทั้งหลายจงมี1กการประพฤติที่2ขดีเลิศท่ามกลางคนต่างชาติ เพื่อว่าในข้อที่เขาคพูดต่อต้านท่านว่าเป็นคนทำชั่วนั้น เขาจะได้เห็นงการประพฤติที่ดีของท่านด้วยตาของเขาเอง และจะได้จถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าในวันเวลาที่ทรง3ฉดูแลนั้น.
(2) การปฏิบัติตัวต่อระบอบการปกครองทุกอย่างของมนุษย์
2:13-17
2:13-17
1ปต.
2:13 1ท่านทั้งหลายจงกนอบน้อมต่อ2ระบอบการปกครองทุกอย่างของมนุษย์เพราะ3เห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะเป็นขกษัตริย์ผู้มีอำนาจ
1ปต.
2:14 หรือจะเป็นผู้ว่าราชการมณฑลที่กษัตริย์ทรงใช้มาเพื่อจะกสนองโทษแก่ผู้ที่กระทำชั่วและยกย่องผู้ที่ประพฤติขดี.
1ปต.
2:15 เพราะว่ากน้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือ ให้ท่านทั้งหลายประพฤติดีเพื่อปิดปากอันขโง่ของ1คนโฉดเขลาให้สงบเสีย
1ปต.
2:16 ท่านทั้งหลายเป็นกคนมีเสรีภาพ แต่ขอย่าใช้เสรีภาพนั้นให้เป็นที่ปกปิดความชั่วไว้ แต่จงเป็นคทาสของพระเจ้า.
1ปต.
2:17 จงกนับถือคนทั้งปวง, จงขรัก1พวกพี่น้อง, จงคยำเกรงพระเจ้า, จงนับถืองกษัตริย์.
(3) การปฏิบัติตัวของคนรับใช้ที่มีต่อนาย
2:18-20
2:18-20
1ปต.
2:18 ท่านทั้งหลายที่เป็นกคนรับใช้ในบ้านนั้น จงนอบน้อมนายด้วย1ขความยำเกรงทุกอย่าง ไม่ใช่นอบน้อมนายที่ดีและอ่อนโยนเท่านั้น แต่นอบน้อมนายที่คดโกงด้วย.
1ปต.
2:19 ด้วยว่าหากคนใดรับความโศกเศร้าโดยการทนทุกข์อย่าง1ไร้ความเป็นธรรม 2เพราะกความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้า อย่างนี้แหละเป็น3ความหวานชื่น.
1ปต.
2:20 ถ้าท่านต้องอดทนในการถูกเฆี่ยนเพราะเหตุการทำบาป ก็จะไม่มีอะไรที่1โอ้อวดได้? แต่ว่าถ้าท่านทั้งหลายต้องอดทนในกการทนทุกข์ เพราะเหตุได้กระทำการดีแล้ว เช่นนี้แหละเป็นความหวานชื่นสำหรับพระเจ้า.
(4) แบบอย่างของพระคริสต์
2:21-25
2:21-25
1ปต.
2:21 ด้วยว่าท่านทั้งหลายถูกกเรียกไว้สำหรับ1สิ่งนี้ เพราะว่าพระคริสต์ได้ทรงขทนทุกข์เพื่อท่านทั้งหลายไว้เป็น2คแบบอย่างแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์
1ปต.
2:22 พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำกบาปเลย และจะหาอุบายในขพระโอษฐ์ของพระองค์ก็ไม่มี
1ปต.
2:23 พระองค์ถูกด่าว่าแต่กไม่โต้ตอบ พระองค์ได้ทรงทนทุกข์แต่ไม่ได้พูดคำข่มขู่ แต่ทรงมอบ1[ทุกสิ่ง]ไว้แก่[พระเจ้า]ผู้ทรง2ขพิพากษาโดยชอบธรรม.
1ปต.
2:24 พระองค์เองได้ทรง1กรับแบก2ความบาปของเราในขพระวรกายของพระองค์บน3คต้นไม้นั้น เพื่อเมื่อเราทั้งหลายได้4งตายต่อ2ความบาปแล้ว เราจะได้5จมีชีวิตอยู่6ต่อความชอบธรรม. เพราะ7ฉบาดแผลที่พระองค์ได้ถูกเฆี่ยนนั้น ท่านทั้งหลายก็8ได้รับการรักษาให้หายแล้ว.
1ปต.
2:25 ด้วยว่าท่านทั้งหลายเป็นเหมือนกแกะที่หลงทางไปนั้น แต่บัดนี้ท่านได้1กลับมาหา2ขผู้เลี้ยงและคผู้ดูแลแห่ง3งจิตของท่านทั้งหลาย.
คำอธิบาย 1 เปโตร บทที่ 2
1ปต.
2:1 1 คำตักเตือนในข้อ 1-10 นั้นมีพื้นฐานอยู่บนการเปิดเผยในบทที่ 1. ในบทที่ 1 ได้เน้นถึงสามสิ่งที่สำคัญซึ่งพระเจ้าตรีเอกภาพได้กระทำสำเร็จในตัวของผู้เชื่อคือ การให้บังเกิดใหม่ของพระบิดา (1:3, 23), การไถ่ของพระบุตร (1:2, 18-19), และการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น (1:2). สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เชื่อได้กลายเป็นพลไพร่ที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ และดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ (1:15-16). เมื่อมีสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐาน ท่านเปโตรก็ได้กำชับผู้เชื่อให้เติบโตในชีวิต (ข้อ 2) เพื่อการก่อสร้างวิหารฝ่ายวิญญาณ (ข้อ 5).
1ปต.
2:1 ก 1กธ.5:8; อฟ.4:31; กซ.3:8
1ปต.
2:1 2ก ตามลำดับของเรื่องราวด้านลบห้าประการที่กล่าวถึงในที่นี้ การคิดปองร้ายนั้นเป็นรากและเป็นต้นกำเนิด ส่วนการว่าร้ายเป็นการแสดงออก. อุบายต่างๆ, ความหน้าซื่อใจคด, และใจริษยาเป็นการพัฒนาที่เรียงลำดับลงมาตั้งแต่ต้นกำเนิดจนถึงการแสดงออก.
1ปต.
2:1 ข มธ.23:13-15, 23, 25, 27, 29
1ปต.
2:2 ก ฮร.5:13; 1กธ.3:1
1ปต.
2:2 1 ผู้เชื่อที่ได้เกิดมาเป็นทารกโดยการบังเกิดใหม่ (1:3, 23) และโดยรับการบำรุงเลี้ยงด้วยน้ำนมฝ่ายวิญญาณจึงสามารถเติบโตขึ้นในชีวิตจนบรรลุสู่ความรอดในขั้นต่อๆ ไป เพื่อการก่อสร้างของพระเจ้า.
1ปต.
2:2 ข 1กธ.3:2; ฮร.5:12-13; ยซย.55:1; 28:9
1ปต.
2:2 2 คำว่า "บริสุทธิ์" แปลตามตรงคือ สัตย์จริง ซึ่งตรงข้ามกับ คำว่า "อุบายต่างๆ" ในข้อ 1 นั่นก็คือ ปราศจากจุดประสงค์ที่จอมปลอม, ปราศจากเป้าหมายอื่นใด มีเพียงเพื่อการบำรุงเลี้ยงจิตเท่านั้น.
1ปต.
2:2 3 ในภาษากรีกคำนี้ถูกแปลเป็น สมเหตุสมผล ใน รม.12:1. ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า "พระคำ" ดังนั้นจึงสามารถแปลเป็น ของพระคำ ซึ่งมีนัยเกี่ยวกับความคิด (ซึ่งตรงข้ามกับร่างกาย) และเกี่ยวกับสามัญสำนึกแห่งหลักเหตุผล ฉะนั้นจึงอาจแปลเป็น ถูกหลักเหตุผล, มีตรรก, หรือสมเหตุสมผลได้ด้วย. น้ำนมแห่งพระคำมิได้มีไว้สำหรับร่างกาย แต่มีไว้สำหรับจิต ซึ่งก็คือมนุษย์ภายในของเรา. พระคำของพระเจ้าได้ถ่ายเทน้ำนมนี้มาบำรุงเลี้ยงมนุษย์ภายในของเราโดยความเข้าใจแห่งความคิดในหลักเหตุผล และน้ำนมนี้ถูกย่อยและดูดซึมเข้าไปโดยความสามารถทางความคิด.
1ปต.
2:2 ค 2ปต.3:18; อฟ.4:15; กซ.2:19
1ปต.
2:2 4ค การเติบโตนั้นเป็นเรื่องของชีวิตและอยู่ในชีวิตด้วย. เราทั้งหลายได้รับชีวิตของพระเจ้าแล้วโดยการบังเกิดใหม่ และเรายังต้องเติบโตขึ้นในชีวิตนี้และด้วยชีวิตนี้โดยรับการบำรุงเลี้ยงด้วยน้ำนมแห่งพระคำของพระเจ้าที่ได้ถ่ายเทมาให้.
1ปต.
2:2 5 ชี้ถึงผลลัพธ์. ผลลัพธ์ของการเติบโตในชีวิตก็คือการได้รับความรอด. การได้รับความรอดในที่นี้มิใช่ความรอดในระยะเริ่มต้น แต่เป็นผลลัพธ์จากการเติบโตในชีวิต. ความรอดที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ของพระเจ้านั้นได้ครอบคลุมช่วงเวลาที่กว้างมาก คือตั้งแต่การบังเกิดใหม่ (รวมไปถึงการโปรดให้ชอบธรรม) จนถึงการได้รับสง่าราศี (รม.8:30). ขณะที่บังเกิดใหม่นั้น เราก็ได้รับความรอดในระยะเริ่มต้น (ดู 1:5 คำอธิบาย 5). จากนั้นเรายังต้องเติบโตโดยการกินพระคริสต์เป็นน้ำนมแห่งการบำรุงเลี้ยงในพระคำของพระเจ้าจนบรรลุสู่ความรอดที่ครบสมบูรณ์ คือการสุกงอมและการได้รับสง่าราศี. นี่ก็คือความรอดแห่งจิตของเรา ซึ่งจะเผยออกมาในเวลาที่พระองค์จะเสด็จมาปรากฏ (1:5 คำอธิบาย 5; 1:9-10, 13). อย่างไรก็ดี ตามเนื้อความในช่วงนี้ วลีที่ว่า "จนได้รับความรอด" ในที่นี้เล็งถึง กำลังถูกก่อสร้างขึ้นเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณกลายเป็นระบบกลุ่มปุโรหิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ เพื่อถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณ ในข้อ 5 และ ป่าวประกาศคุณธรรมของพระองค์... ในข้อ 9 โดยตรง.
1ปต.
2:2 ง 1ปต.1:5, 9-10
1ปต.
2:3 ก บพส.34:8; ฮร.6:4-5
1ปต.
2:3 1ก เราสามารถลิ้มรสองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ และรสชาติของพระองค์นั้นช่างดีเลิศ. ถ้าหากเราได้ลิ้มรสพระองค์ดูแล้ว เราก็จะปรารถนาน้ำนมแห่งการบำรุงเลี้ยงในพระคำของพระองค์ (ข้อ 2).
1ปต.
2:3 2 หรือ เป็นที่ชอบ, มีเมตตา.
1ปต.
2:4 ก ดนอ.2:34-35; มธ.21:42; 16:18
1ปต.
2:4 1ก ศิลาที่มีชีวิตเป็นศิลาที่ไม่เพียงมีชีวิตเท่านั้น แต่ยังสามารถเติบโตขึ้นในชีวิตด้วย. ศิลานี้ก็คือพระคริสต์ซึ่งใช้สำหรับการก่อสร้างของพระเจ้า. ในที่นี้ท่านเปโตรได้เปลี่ยนอุปมาของเมล็ด ซึ่งเป็นชีวิตพืช (1:23-24) มาเป็นศิลาซึ่งเป็นแร่ธาตุ. เมล็ดนั้นมีไว้ปลูกเพื่อให้ชีวิตงอกขึ้น แต่ศิลานั้นมีไว้เพื่อการก่อสร้าง (ข้อ 5). แนวความคิดของเปโตรได้ก้าวหน้าจากการปลูกเพื่อให้ชีวิตงอกขึ้น
ไปสู่การก่อสร้างของพระเจ้า. ในฐานะที่ทรงเป็นชีวิตของเราทั้งหลายนั้น พระคริสต์ทรงเป็นเมล็ดพันธุ์ ส่วนเพื่อการก่อสร้างของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงเป็นศิลา. หลังจากที่เราได้ต้อนรับพระองค์เป็นเมล็ดแห่งชีวิตแล้ว เราก็ต้องเติบโตขึ้น เพื่อเราจะได้ประสบการณ์พระองค์เป็นศิลาที่มีชีวิต ซึ่งเป็นอยู่ภายในเรา. เช่นนี้พระองค์ก็จะกระทำให้เรากลายเป็นศิลาที่มีชีวิตซึ่งได้รับการ
เปลี่ยนแปลงโดยพระนิสัยแห่งศิลาของพระองค์ เพื่อเราจะถูกก่อสร้างขึ้นร่วมกับคนทั้งหลายบนตัวของพระองค์ผู้เป็นทั้งศิลารากและศิลาหัวมุม (ยซย.28:16) กลายเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณ.
1ปต.
2:4 ข 1ปต.2:7; กจ.4:11
1ปต.
2:4 ค 1ปต.2:6; มธ.12:18
1ปต.
2:4 2 หรือ เห็นว่ามีเกียรติยศ ต่างกับคำว่า "ล้ำค่า" ใน 1:19 โดยคำในข้อนั้นมีนัยถึงความล้ำค่าด้านธาตุแท้ แต่ในที่นี้ชี้บ่งถึงความล้ำค่าที่คนทั้งหลายยอมรับและเห็นว่ามีเกียรติยศ.
1ปต.
2:5 ก ยนซ.28:22; 1กธ.3:12; วว.21:11, 19
1ปต.
2:5 1ก เราทั้งหลายที่เป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ ก็คือศิลาที่มีชีวิตเหมือนอย่างพระคริสต์โดยการบังเกิดใหม่และการเปลี่ยนแปลง. เดิมทีเราถูกเนรมิตสร้างขึ้นด้วยผงคลีดิน (รม.9:21) แต่ขณะที่เราบังเกิดใหม่ เราได้รับเมล็ดแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ เมล็ดนี้ได้เจริญเติบโตอยู่ภายในเรา และได้เปลี่ยนแปลงเราให้กลายเป็นศิลาที่มีชีวิต. เมื่อท่านเปโตรได้กลับใจเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว พระองค์ได้ตั้งชื่อใหม่ให้แก่เขาว่า เปโตร—หิน (ยฮ.1:42) และเมื่อเขาได้รับการเปิดเผยเกี่ยวกับพระคริสต์แล้ว พระองค์ก็ได้เปิดเผยแก่เขาต่อไปอีกขั้นหนึ่งว่า พระองค์เองก็เป็นศิลา—หิน (มธ.16:16-18). โดยเหตุการณ์ทั้งสองนี้เอง ท่านเปโตรจึงมีภาพพจน์ที่ลึกซึ้งต่อสิ่งนี้คือพระคริสต์และผู้เชื่อของพระองค์ล้วนเป็นศิลาที่มีเพื่อการก่อสร้างของพระเจ้า.
1ปต.
2:5 ข 1กธ.3:9; อฟ. 2:20-22; 4:16; กซ.2:7
1ปต.
2:5 2ข การรับการป้อนเลี้ยงด้วยพระคริสต์โดยดื่มน้ำนมแห่งการบำรุงเลี้ยงในพระคำของพระเจ้านั้น ไม่เพียงแต่มีเพื่อการเติบโตในชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อการก่อสร้างด้วย. การเติบโตมีเพื่อการก่อสร้าง.
1ปต.
2:5 ค ยนซ.28:19, 22; 1ตธ.3:15; 1ปต.4:17
1ปต.
2:5 3ค แปลตามตรงคือ บ้าน. เป้าหมายของพระเจ้าบนตัวของผู้เชื่อนั้นประสงค์จะได้พระวิหารฝ่ายวิญญาณที่ก่อสร้างด้วยศิลาที่มีชีวิต. ศิลาเหล่านี้ไม่ได้แยกจากกันหรือกระจัดกระจาย และก็ไม่ใช่ศิลาที่กองอยู่ด้วยกันเท่านั้น แต่ต้องถูกก่อสร้างขึ้นมาด้วยกัน.
1ปต.
2:5 4 แม้ว่าน้ำนมแห่งการบำรุงเลี้ยงในพระคำนั้นเป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับจิตโดยผ่านความคิด แต่ในที่สุดน้ำนมนี้ก็ได้บำรุงเลี้ยงวิญญาณของเรา เพื่อเราจะได้อยู่ฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่อยู่ฝ่ายจิต เพื่อจะได้เหมาะสำหรับการก่อสร้างกลายเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า.
1ปต.
2:5 5 สำเนาต้นฉบับบางฉบับไม่มีคำว่า "กลายเป็น."
1ปต.
2:5 6 ระบบกลุ่มปุโรหิตที่แยกบริสุทธิ์ก็คือพระวิหารฝ่ายวิญญาณ. ในพันธสัญญาใหม่มีศัพท์ในภาษากรีกอยู่สามคำที่เกี่ยวข้องกับพวกปุโรหิตคือ hierosune (เฮียโรซูน) เล็งถึงฐานะแห่งการปฏิบัติของปุโรหิต ดังเช่นใน ฮร.7:12; hierateia (เฮียราเทีย) เล็งถึงหน้าที่แห่งการปฏิบัติของปุโรหิต ดังเช่นใน ฮร.7:5; และ hierateuma (เฮียราทูมา) เล็งถึงการชุมนุมของกลุ่มปุโรหิต, กลุ่มของปุโรหิต, และระบบกลุ่มปุโรหิต ดังเช่นในข้อนี้และในข้อ 9. กลุ่มปุโรหิตที่ได้ร่วมประสานกันก็คือพระวิหารฝ่ายวิญญาณที่ถูกก่อสร้างขึ้นมา. แม้ว่าหนังสือจดหมายทั้งสองฉบับของเปโตรจะมิได้เขียนให้แก่คริสตจักร และในข้อนี้ก็ไม่ได้ใช้ศัพท์คำว่า "คริสตจักร" มาเน้นถึงการดำเนินชีวิตแห่งกลุ่มชนของผู้เชื่อ แต่ท่านได้ใช้วลีที่ว่า "พระวิหารฝ่ายวิญญาณ" และ "ระบบกลุ่มปุโรหิตที่แยกบริสุทธิ์" เพื่อชี้แจงถึงการดำเนินชีวิตในคริสตจักร ซึ่งมิใช่การดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของส่วนบุคคล แต่เป็นการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของกลุ่มชน ซึ่งสามารถสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า และให้พระองค์พอพระทัยได้. พระเจ้าประสงค์จะมีพระวิหารฝ่ายวิญญาณมาเป็นที่ประทับของพระองค์, เป็นกลุ่มปุโรหิต, หรือระบบปุโรหิตที่จะมาปรนนิบัติพระองค์. ทัศนะของท่านเปโตรเกี่ยวกับการร่วมประสานอยู่ในการปรนนิบัติแห่งกลุ่มชนนั้นเหมือนกับทัศนะของท่านเปาโลในโรมบทที่ 12. การปรนนิบัติแห่งกลุ่มชนนี้เป็นผลมาจากขั้นตอนที่สำคัญในชีวิตฝ่ายวิญญาณสามขั้นตอนคือ การบังเกิดใหม่ (ข้อ 2ก), การเติบโตในชีวิตโดยการบำรุงเลี้ยงจากพระคริสต์ (ข้อ 2ข), และการถูกก่อสร้างขึ้นร่วมกับผู้เชื่อ.
1ปต.
2:5 7 คำว่า "ฝ่ายวิญญาณ" มีนัยถึงขีดความสามารถในการเป็นอยู่และการเติบโตแห่งชีวิตของพระเจ้า, คำว่า "แยกบริสุทธิ์" มีนัยถึงขีดความสามารถในการแยกแยะและการแบ่งแยกบริสุทธิ์แห่งพระนิสัยของพระเจ้า. เหตุว่าวิหารของพระเจ้านั้นผูกพันกันโดยชีวิตของพระเจ้าเป็นหลัก ฉะนั้นจึงเป็นของฝ่ายวิญญาณ. ส่วนระบบกลุ่มปุโรหิตนั้นผูกพันกันโดยพระนิสัยของพระเจ้าเป็นหลัก ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่แยกบริสุทธิ์.
1ปต.
2:5 8 ภายใต้ยุคของพันธสัญญาใหม่ ผู้เชื่อมีการมอบถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณตามแผนการบริหารของพระเจ้าดังนี้; (1) พระคริสต์ผู้เป็นความเที่ยงแท้แห่งเครื่องบูชาที่เป็นแบบเล็งทุกชนิดในพันธสัญญาเดิมเช่น เครื่องบูชาเผา, เครื่องบูชาธัญญาหาร, เครื่องบูชาสันติสุข, เครื่องบูชาไถ่บาป, และเครื่องบูชาไถ่การล่วงละเมิด ฯลฯ (ลวต.1—5); (2) คนบาปที่เราได้ช่วยให้เป็นอวัยวะของพระคริสต์โดยการประกาศกิตติคุณ (รม.15:16); และ (3) ร่างกายของเรา, การสรรเสริญของเรา, และทุกสิ่งที่เราได้กระทำเพื่อพระเจ้า (รม.12:1; ฮร.13:15-16; ฟป.4:18).
1ปต.
2:5 ง ยซย.56:7; รม.12:1; 15:16
1ปต.
2:6 1 แปลตามตรงคือ ครอบคลุม.
1ปต.
2:6 ก ยซย.28:16
1ปต.
2:6 2 ดู อฟ.2:20 คำอธิบาย 3.
1ปต.
2:6 3 พระคริสต์ทรงเป็นศิลา ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเลือกสรรไว้เป็นศิลาหัวมุมสำหรับการก่อสร้างของพระองค์ (อฟ.2:20).
1ปต.
2:6 ข 1ปต.2:4
1ปต.
2:6 4 ดูข้อ 4 คำอธิบาย 2.
1ปต.
2:6 ค รม.9:33; 10:11
1ปต.
2:7 1 ในภาษากรีกศัพท์คำนี้มีต้นกำเนิดเดียวกันกับคำว่า "ล้ำค่า" ในข้อ 4, 6. พระคริสต์ผู้เป็นศิลาที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้เป็นศิลาหัวมุมที่พระองค์ทรงให้ความล้ำค่านี้ ทรงเป็นสิ่งล้ำค่าต่อบรรดาผู้เชื่อของพระองค์ แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อนั้น พระองค์กลับเป็นศิลาที่ถูกปฏิเสธและถูกดูหมิ่นดูแคลน.
1ปต.
2:7 ก บพส.118:22
1ปต.
2:7 2 เล็งถึงผู้นำของศาสนายูดาย (กจ.4:11) ซึ่งเดิมทีควรเป็นผู้ก่อสร้างที่ประทับของพระเจ้า แต่พวกเขาได้ปฏิเสธพระคริสต์จนถึงที่สุด. องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เคยพยากรณ์ไว้ก่อนแล้วว่าเขาจะทำเช่นนี้ (มธ.21:38-42).
1ปต.
2:7 ข 1ปต.2:4
1ปต.
2:7 3 ในการเป็นขึ้นของพระคริสต์ พระองค์ได้กลายเป็นศิลาหัวมุม. ในการป่าวประกาศของท่านเปโตรในระยะเริ่มแรก ท่านก็ได้ป่าวประกาศสิ่งนี้แก่ชาวยูดายแล้ว (กจ.4:10-11).
1ปต.
2:8 ก ยซย.8:14; รม.9:33
1ปต.
2:8 ข ลก.2:34
1ปต.
2:8 1ข พระคริสต์ที่เราเชื่อและวางใจได้นั้น (ข้อ 6) ได้ถูกมนุษย์ปฏิเสธ จึงได้กลายเป็นศิลาที่ทำให้คนสะดุดล้ม ชาวยูดายที่เชื่อในศาสนายูดายซึ่งได้ปฏิเสธพระองค์ก็ได้สะดุดที่ศิลานี้ (มธ.21:44ก).
1ปต.
2:8 ค 1กธ.1:23
1ปต.
2:8 ง 2ปต.1:10
1ปต.
2:8 2 ก็คือพระคำที่อ้างอิงไว้ในข้อ 6-8.
1ปต.
2:8 3 เล็งถึงการไม่เชื่อฟังของชาวยูดาย ซึ่งเป็นเหตุให้เขาต้องสะดุดล้ม.
1ปต.
2:8 จ เทียบ 1ธซ.3:3, 5:9
1ปต.
2:9 1 คำว่า "เผ่าพันธุ์", "ระบบกลุ่มปุโรหิต", "อาณาจักร", และ "พลไพร่" เป็นคำนามที่ชี้แจงถึงความเป็นกลุ่มเล็งถึงผู้เชื่อในลักษณะที่เป็นกลุ่มชน. ในฐานะที่เป็นเผ่าพันธุ์ เราเป็นผู้เชื่อที่ได้รับการเลือกสรรไว้แล้ว; ในฐานะที่เป็นระบบปุโรหิตหรือเป็นกลุ่มปุโรหิตนั้น เราเป็นปุโรหิตอย่างกษัตริย์; ในฐานะที่เป็นอาณาจักร เราก็คือผู้ที่แยกบริสุทธิ์; ในฐานะที่เป็นพลไพร่ เราก็คือทรัพย์สมบัติของพระเจ้าที่พระองค์ได้ซื้อมาเป็นพิเศษและครอบครองเอาไว้ เพื่อให้เราเป็นทรัพย์สมบัติที่อัศจรรย์ของพระองค์ (ตต.2:14 คำอธิบาย 4). เผ่าพันธุ์ที่ถูกเลือกสรร หมายถึงเราได้สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้า; ระบบกลุ่มปุโรหิตอย่างกษัตริย์ หมายถึงการปรนนิบัติของเราที่มีต่อพระเจ้า; อาณาจักรที่แยกบริสุทธิ์ หมายถึงการร่วมดำเนินชีวิตของกลุ่มชนเพื่อพระเจ้า; และ พลไพร่ที่ถูกซื้อมาเป็นทรัพย์สมบัติ หมายถึงสิ่งล้ำค่าสำหรับพระเจ้า. สิ่งเหล่านี้ล้วนได้พูดในแง่ของความหมายที่เป็นส่วนรวม เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายจึงต้องก่อสร้างอยู่ร่วมกัน (ข้อ 5).
1ปต.
2:9 ก 1ปต.1:2; เทียบ พบญ.7:6; 10:15; 14:2
1ปต.
2:9 ข วว.1:6; 5:10; เทียบ อซด.19:6; ยซย.61:6
1ปต.
2:9 2 ดูข้อ 5 คำอธิบาย 6 และ 7. อย่างกษัตริย์ เล็งถึงฐานะหน้าที่การปรนนิบัติแห่งปุโรหิตของเรา ซึ่งเป็นอย่างกษัตริย์ เหมือนกับฐานะหน้าที่ของพระคริสต์ผู้เป็นกษัตริย์ และเป็นมหาปุโรหิตใหญ่ของเรา ซึ่งมีมัลคีเซเด็คเป็นแบบเล็ง (ฮร.7:1-2 คำอธิบาย 1 และ 2; 7:26; ยนซ.14:18).
1ปต.
2:9 3 ดู รม.1:2 คำอธิบาย 3. คำว่า "แยกบริสุทธิ์" เล็งถึงลักษณะของอาณาจักร.
1ปต.
2:9 4 หรือ ประกาศสู่ภายนอก. ก่อนอื่นเราจำต้องได้รับการบังเกิดใหม่และเติบโตในชีวิต (ข้อ 2) ต่อจากนั้นได้ถูกก่อสร้างและทำการปรนนิบัติอย่างกลุ่มชน (ข้อ 5). บัดนี้เราต้องป่าวประกาศและเผยแพร่สู่ภายนอก. การปรนนิบัติอย่างกลุ่มชนคือ การถวายพระคริสต์เป็นเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณเพื่อให้พระเจ้าอิ่มเอม ส่วนการประกาศสู่ภายนอกคือ การป่าวประกาศคุณธรรมของพระองค์ผู้ทรงเรียกเราทั้งหลายออกจากความมืดเข้าสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์ เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้รับประโยชน์.
1ปต.
2:9 ค 2ปต.1:3
1ปต.
2:9 5ค หรือ ความเลิศล้ำ, คุณธรรมที่เลอเลิศและงดงาม (2ปต.1:3 คำอธิบาย 11) เล็งถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นและทรงมี อีกทั้งความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระเจ้าที่บรรลุถึงจุดสุดยอดในสง่าราศีของพระองค์. พระเจ้าได้ทรงเรียกเราโดยสง่าราศีและคุณธรรมของพระองค์ และทรงเรียกเราให้บรรลุถึงสง่าราศีและคุณธรรมของพระองค์ (2ปต.1:3).
1ปต.
2:9 ง 1ปต.5:10; 2ปต.1:3; 1ธซ.2:12
1ปต.
2:9 จ ยซย.42:16; 1ธซ.5:4
1ปต.
2:9 6จ ความมืดคือการสำแดงออกและขอบเขตของซาตานที่อยู่ในความตาย ส่วนความสว่างคือการสำแดงออกและขอบเขตของพระเจ้าที่อยู่ในชีวิต. พระเจ้าได้ทรงเรียกเราและช่วยเราให้หลุดพ้นจากขอบเขตแห่งความตายที่อยู่ในความมืดของซาตาน เข้าสู่ขอบเขตแห่งความสว่างที่อยู่ในชีวิตของพระองค์ (กจ.26:18; กซ.1:13).
1ปต.
2:9 ฉ 1ยฮ.1:5; ยฮ.8:12; อฟ.5:8; บพส.36:9
1ปต.
2:10 1 นี่เป็นถ้อยคำที่มาจาก ฮซอ.2:23 ซึ่งเคยถูกท่านเปาโลยกมาอ้างใน รม.9:24-27 เพื่อเล็งถึงชาวต่างชาติก่อน จากนั้นก็ใช้เล็งถึงชาวอิสราเอลที่เร่ร่อนอยู่ เพราะว่า "เขาทั้งหลายที่เกิดมาแต่พวกอิสราเอลนั้น หาได้เป็นชาติอิสราเอลแท้สิ้นทุกคนไม่" (รม.9:6). ในที่นี้ท่านเปโตรได้ยกคำนี้มาชี้ถึงผู้รับจดหมายฉบับนี้ ซึ่งก็คือผู้เชื่อชาวยูดายที่กระจัดกระจายอยู่. เดิมเขาได้บังเกิดจากพวกอิสราเอล แต่ไม่ได้เป็นชาวอิสราเอล ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้เป็นพลไพร่ของพระเจ้าตามนัยแห่งพันธสัญญาใหม่. แต่บัดนี้เขาได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าก็ได้กลายเป็นพลไพร่ของพระเจ้า, เป็นทรัพย์สมบัติพิเศษของพระเจ้า, คือเป็นทรัพย์ล้ำค่าของพระเจ้า. แต่ก่อนเขาไม่ได้รับพระเมตตา แต่บัดนี้ได้รับพระเมตตาแล้ว.
1ปต.
2:10 ก ฮซอ.1:9-10
1ปต.
2:11 ก ลวต.25:23; บพส.119:19
1ปต.
2:11 ข 1ปต.1:1, 17
1ปต.
2:11 ค 1ปต.4:2; 1ธซ.4:3; 5:22
1ปต.
2:11 1 ราคะตัณหาของเนื้อหนังนั้นอยู่ในร่างกายที่ตกต่ำของมนุษย์ (รม.7:18, 23-24) และสู้รบกับจิตของมนุษย์. จิตของมนุษย์คือสิ่งที่มนุษย์เป็นทางภายใน อันประกอบด้วยความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ (รม.7:19-23).
1ปต.
2:11 ง รม.13:14; ฆต.5:16, 24
1ปต.
2:11 จ ยก.4:1
1ปต.
2:11 ฉ 1ปต.1:9
1ปต.
2:12 ก 1ปต.1:15
1ปต.
2:12 1ก นี่จะต้องเป็นการประพฤติที่บริสุทธิ์ (1:15) และการประพฤติอันดีในพระคริสต์ (3:16) คือไม่เพียงเป็นการดำเนินชีวิตเพื่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการดำเนินชีวิตที่เติมเต็มและซาบซ่านไปด้วยพระเจ้าอีกด้วย. การประพฤติเช่นนี้ตรงข้ามกับการดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่าของคนที่ไม่เชื่อ (1:18).
1ปต.
2:12 ข ยก.3:13
1ปต.
2:12 2ข คือมีความงดงามในคุณธรรมแห่งการประพฤติ.
1ปต.
2:12 ค 1ปต.3:16; 4:4; มธ.5:11
1ปต.
2:12 ง มธ.5:16
1ปต.
2:12 จ 1ปต.4:11; 2กธ.9:13; ฆต.1:24
1ปต.
2:12 ฉ ลก.1:68, 78; 19:44; กจ.15:14
1ปต.
2:12 3ฉ ความหมายพื้นฐานของศัพท์ภาษากรีกคำนี้คือ สังเกต, ตรวจสอบ, ตรวจตรา, สำรวจ. วันเวลาที่ทรงดูแลนั้นก็คือวันที่พระเจ้าจะทรงสำรวจดูพลไพร่ที่เป็นคนต่างแดนของพระองค์เหมือนอย่างผู้เลี้ยงสำรวจดูแกะที่หลงหายไปนั้น และพระองค์จะกลายเป็นผู้เลี้ยงหรือผู้ดูแลแห่งจิตของเขา (ข้อ 25). ฉะนั้นวันเวลาที่ทรงดูแลนั้นก็คือ เวลาที่พระองค์จะเสด็จมาตรวจตราและดูแลเขานั่นเอง.
1ปต.
2:13 1 ทุกประเด็นที่อยู่ในข้อนี้จนถึงข้อ 20 ล้วนเป็นการประพฤติที่ดีเลิศหรือเป็นรายละเอียดแห่งการประพฤติที่ดีทั้งสิ้น (ข้อ 12).
1ปต.
2:13 ก รม.13:1; ตต.3:1
1ปต.
2:13 2 หรือ สถาบัน. แปลตามตรงคือ สิ่งที่ถูกสร้าง. เหมือนใน กซ.1:15 โดยเล็งถึงทุกสิ่งที่ถูกทำขึ้น เช่นสิ่งที่ถูกสร้าง, สิ่งก่อสร้าง, หลักเกณฑ์ และกฎเกณฑ์.
1ปต.
2:13 3 เพื่อการสำแดงและการได้รับสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 12).
1ปต.
2:13 ข 1ปต.2:17
1ปต.
2:14 ก รม.13:3-4
1ปต.
2:14 ข 1ปต.3:13; 4:19
1ปต.
2:15 ก 1ปต.3:17; 4:2, 19
1ปต.
2:15 ข 1ปต.1:14; ตต.3:3
1ปต.
2:15 1 ชี้ถึงผู้ที่พูดใส่ร้ายต่อคนอื่น (ข้อ 12).
1ปต.
2:16 ก ยฮ.8:32, 36; ฆต.5:1
1ปต.
2:16 ข ฆต.5:13; เทียบ; 2ปต.2:19
1ปต.
2:16 ค รม.6:22; 1กธ.7:22
1ปต.
2:17 ก 1ปต.3:7; รม.12:10; 13:7
1ปต.
2:17 ข 1ปต.1:22
1ปต.
2:17 1 แปลตามตรงคือ กลุ่มพี่น้อง ซึ่งก็คือการชุมนุมของพวกพี่น้อง, ครอบครัวที่ประกอบด้วยพวกพี่น้อง, และพี่น้องทั้งหลายที่อยู่ในความรู้สึกแห่งการรักซึ่งกันและกันของพี่น้อง (ใน 5:9 ก็เช่นเดียวกัน).
1ปต.
2:17 ค 1ปต.1:17; บพส.111:10; สภษ.1:7; 24:21
1ปต.
2:17 ง 1ปต.2:13
1ปต.
2:18 ก อฟ.6:5; กซ.3:22; ตต.2:9
1ปต.
2:18 ข 1ปต.1:17
1ปต.
2:18 1ข ดู 1:17 คำอธิบาย 4.
1ปต.
2:19 1 พิจารณาตามเนื้อความแล้ว (ข้อ 20-21) นี่ต้องเป็นการรังแกจากนายที่ไม่เชื่อที่ได้ต่อต้านและข่มเหงคนรับใช้ที่เป็นผู้เชื่อเพราะพยานแห่งการเป็นคริสเตียนของพวกเขา (3:14-18; 4:12-16).
1ปต.
2:19 2 หรือ มโนธรรมที่มีต่อพระเจ้า. ความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้าก็คือความรู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่ตนมีต่อพระเจ้า ซึ่งแสดงว่าผู้นั้นเป็นอยู่ในการสามัคคีธรรมอย่างสนิทสนมกับพระเจ้า อีกทั้งเป็นผู้ที่มีมโนธรรมและรักษามโนธรรมที่ไม่บกพร่องและบริสุทธิ์ต่อพระเจ้า (3:16; 1ตธ.1:5, 19; 3:9; 2ตธ.1:3).
1ปต.
2:19 ก รม.13:5; 1ปต.3:21
1ปต.
2:19 3 แปลตามตรงคือ พระคุณ. ในที่นี้เล็งถึงแรงผลักดันของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในชีวิตของเราและการสำแดงของชีวิตนี้ในการดำเนินชีวิตของเรา ซึ่งได้กลายเป็นความหวานชื่นและเป็นที่ยอมรับทั้งในสายตาของมนุษย์และสายพระเนตรของพระเจ้า (ข้อ 20). ศัพท์ในภาษากรีกคำเดียวกับขอบคุณ ใน ลก.6:33-34 และถูกแปลว่า "ขอบพระคุณ" ใน รม.7:25. ข้อต่อไปก็เช่นเดียวกัน.
1ปต.
2:20 1 หรือ สง่าราศี.
1ปต.
2:20 ก 1ปต.3:14, 17; 4:13, 15-16, 19
1ปต.
2:21 ก 1ปต.3:9; 1:15
1ปต.
2:21 1 เราทั้งหลายได้ถูกเรียกให้มารับสุขพระคุณและสำแดงพระเจ้าในการทนทุกข์ที่ไร้ความเป็นธรรม (18-20).
1ปต.
2:21 ข 1ปต.3:18; 4:1, 13
1ปต.
2:21 ค ยฮ.13:15; มธ.11:29
1ปต.
2:21 2ค แปลตามตรงคือ ตัวอักษรที่ใช้เป็นแบบในการคัดลายมือ, แบบฝึกหัดคัดลายมือ (สำหรับนักเรียนที่ฝึกเขียนตามแบบฝึกหัดคัดลายมือ). องค์พระผู้เป็นเจ้าได้วางการดำเนินชีวิตแห่งการทนทุกข์ของพระองค์ไว้ต่อหน้าเราเพื่อเป็นตัวแบบให้เราลอกตาม เพื่อเราจะได้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์. สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงการลอกเลียนแบบพระองค์และการดำเนินชีวิตของพระองค์
แต่หมายถึงการเป็นผลิตภัณฑ์ถอดแบบของพระองค์ ซึ่งเกิดจากการที่เราได้รับสุขพระองค์เป็นพระคุณในขณะที่เราทนทุกข์ (ดูข้อ 19 คำอธิบาย 3) เพื่อให้ตัวของพระองค์เองผู้เป็นพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในได้แพร่พันธุ์ (ถอดแบบ) อยู่ภายในเราด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นแห่งชีวิตของพระองค์. เราจะกลายเป็นสำเนาของพระองค์ผู้เป็นต้นแบบ ไม่ได้เป็นเพียงการเอาอย่างพระองค์ที่เป็นแบบอย่างทางภายนอกเท่านั้น.
1ปต.
2:22 ก 2กธ.5:21; ฮร.4:15; 1ยฮ.3:5; ยฮ.8:46; ลก.23:4, 14, 22, 41
1ปต.
2:22 ข ยซย.53:7; เทียบ ลก.4:22; บพส.45:2
1ปต.
2:23 ก เทียบ 1ปต.3:9
1ปต.
2:23 1 คำว่า "ทุกสิ่ง" ที่ได้แทรกไว้นี้ ชี้ถึงความทุกข์ยากทั้งสิ้นของพระองค์. พระองค์ได้ทรงมอบการที่พระองค์ถูกหมิ่นประมาทและถูกทำร้ายทั้งสิ้นไว้กับพระเจ้าผู้ชอบธรรม ผู้ทรงทำการพิพากษาตามความชอบธรรมภายใต้การปกครองของพระเจ้า เพื่อให้ตัวของพระองค์เองนอบน้อมต่อพระเจ้า. นี่เป็นการชี้บ่งว่าขณะที่พระองค์ดำเนินชีวิตมนุษย์อยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงยอมรับการปกครองของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง.
1ปต.
2:23 ข 1ปต.1:17; 4:6, 17
1ปต.
2:23 2ข ดู 1:17 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2.
1ปต.
2:24 ก ยซย.53:11-12; ฮร.9:28
1ปต.
2:24 1ก แปลตามตรงคือ แบกรับแล้ว. กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา (ฮร.7:27) บนกางเขนอยู่นั้น พระองค์ได้ทรงแบกรับความบาปของเราไว้บนพระกายของพระองค์ที่กางเขน อันเป็นแท่นบูชาแห่งการไถ่บาปที่แท้จริง.
1ปต.
2:24 2 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
1ปต.
2:24 ข กซ.1:22; รม.8:3
1ปต.
2:24 ค กจ.5:30; 10:39; 13:29
1ปต.
2:24 3ค เล็งถึงกางเขนที่ทำจากไม้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ชาวโรมันใช้ประหารชีวิตนักโทษ ดังที่พยากรณ์ไว้ในพันธสัญญาเดิม (พบญ.21:23, ฆต.3:13).
1ปต.
2:24 ง รม.6:2; กซ. 2:20-21; 3:3
1ปต.
2:24 4ง แปลตามตรงคือ ได้หลุดพ้นจากความบาป ดังนั้นจึงเป็นการตายต่อความบาป. ในการตายของพระคริสต์นั้น เราก็ได้ตายต่อความบาปแล้ว (รม.6:8, 10-11, 18).
1ปต.
2:24 จ รม.6:13; ฆต.2:19
1ปต.
2:24 5จ มีชีวิตเป็นอยู่ในการเป็นขึ้นของพระคริสต์ (อฟ.2:6; ยฮ.14:19; 2ตธ.2:11).
1ปต.
2:24 6 ความชอบธรรมนั้นเป็นเรื่องของการปกครองของพระเจ้า. เราได้รับความรอดก็เพื่อที่จะทำให้เรามีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องภายใต้การปกครองของพระเจ้า นั่นคือมีการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องแห่งความชอบธรรมในการปกครองของพระเจ้า.
1ปต.
2:24 ฉ ยซย.53:5
1ปต.
2:24 7ฉ ความทุกข์ที่จะนำไปสู่ความตาย.
1ปต.
2:24 8 เล็งถึงความตายที่ได้รับการรักษา. เดิมเราได้ตายแล้ว (อฟ.2:1) แต่การทนทุกข์แห่งการตายของพระคริสต์ได้รักษาความตายของเราให้หายแล้ว เพื่อเราสามารถมีชีวิตอยู่ในการเป็นขึ้นของพระองค์.
1ปต.
2:25 ก ยซย.53:6; บพส.119:176; ยรม.50:6
1ปต.
2:25 1 หรือ หันกลับ.
1ปต.
2:25 ข 1ปต.5:4; ยฮ.10:11, 14, 16; ยอค.34:23; ฮร.13:20
1ปต.
2:25 2ข พระคริสต์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของเราในการตายบนต้นไม้นั้น (ข้อ 24). บัดนี้พระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยงและผู้ดูแลแห่งจิตของเราในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นที่อยู่ภายในเรา. ในฐานะเช่นนี้ พระองค์จึงทรงสามารถที่จะชี้นำเราและหล่อเลี้ยงเราด้วยชีวิต เพื่อเราจะสามารถเดินตามรอยพระบาทของพระองค์และตามแบบอย่างแห่งการทนทุกข์ของพระองค์ (ข้อ 21).
1ปต.
2:25 ค 1ปต.5:2; กจ.20:28; 1ตธ.3:1-2; ฟป.1:1; ตต.1:7
1ปต.
2:25 ง 1ปต.1:9
1ปต.
2:25 3ง จิตของเราคือสิ่งที่เราเป็นที่อยู่ภายในของเรา หรือตัวตนที่แท้จริงของเรา. องค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นผู้เลี้ยงและผู้ดูแลแห่งจิตของเรานั้นทรงเลี้ยงดูเราตามความต้องการ โดยการคำนึงถึงผลประโยชน์ทุกส่วนที่อยู่ภายในเราและการสอดส่องดูแลสภาพการณ์ แห่งตัวตนที่แท้จริงของเรา.