การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5

1 เปโตร บทที่ 1

หัวข้อหลัก: การดำเนินชีวิตของคริสเตียนภายใต้การปกครองของพระเจ้า

ผู้เขียน: เปโตรผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ (1:1).

เวลาที่เขียน: น่าจะเขียนก่อนเวลาที่เปาโลได้พลีชีพ (ดู 5:13 คำอธิบาย 3) อาจจะ ประมาณปี ค.ศ.64.

สถานที่เขียน: ริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรติสเมืองบาบิโลน (ดู 5:13 คำอธิบาย 2).

ผู้รับ: ผู้เชื่อชาวยูดายซึ่งเป็นแขกเมืองที่อยู่ในดินแดนต่างชาติ (ดู 1:1 คำ อธิบาย 3).

I. คำนำ — ผู้เชื่อที่เป็นคนต่างแดนซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินการของพระเจ้าตรีเอกภาพ
1:1-2
1ปต. 1:1 1กเปโตร2ขอัครทูตของพระเยซูคริสต์[เขียนจดหมาย]มายัง3คบรรดาคนต่างแดน4งที่กระจัดกระจายอยู่ตาม5จมณฑลปนโต, ฉมณฑลฆะลาเตีย, มณฑลกัปปะโดเกีย, ชมณฑลอาเซีย, และซมณฑลบิตุเนีย
1ปต. 1:2 คือผู้ที่ถูก1กเลือกไว้แล้ว 2ตามที่พระเจ้าพระบิดาได้ทรง3ขล่วงรู้ไว้ก่อน 4โดย5คการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น 6จน[เป็นผู้ที่]7งน้อมฟังพระเยซูคริสต์และได้รับ8จการประพรมด้วย9พระโลหิตของพระองค์: ขอให้10พระคุณและ11สันติสุข12ฉเพิ่มทวีแก่ท่านทั้งหลาย.
II. ความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพและผลลัพธ์ของความรอดนี้
1:3-25
1. การให้บังเกิดใหม่ของพระบิดา — ทำให้เรามีความหวังอันมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็คือมรดกที่เก็บรักษาไว้ในสวรรค์ทั้งหลายและพร้อมที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย
ข้อ 3-9
1ปต. 1:3 1กจงถวายสรรเสริญแด่2พระเจ้าและพระบิดาแห่งองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราผู้ทรงให้เรา3ขบังเกิดใหม่ตาม4คพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ให้5เข้าสู่6งความหวังอันมีชีวิตอยู่ 7โดยจการเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายของพระเยซูคริสต์
1ปต. 1:4 1ให้ได้รับ2กมรดกซึ่ง3ไม่เสื่อมสลายอันปราศจากมลทินและหาขร่วงโรยไปไม่ ซึ่งได้4คเก็บรักษาไว้ในสวรรค์ทั้งหลายสำหรับท่านทั้งหลาย
1ปต. 1:5 ผู้ได้รับ1กการคุ้มครอง2โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า3เพราะความเชื่อ 4จนได้รับ5ความรอดที่ทรงเตรียมไว้พร้อมซึ่งจะขปรากฏ6คในวาระสุดท้าย.
1ปต. 1:6 ใน1เวลานั้นท่านทั้งหลายจะกโลดเต้นยินดี แม้ว่าเดี๋ยวนี้ท่านอาจจำเป็นต้องเศร้าโศกขชั่วขณะหนึ่งด้วย2คการทดลองต่างๆ
1ปต. 1:7 เพื่อ1กการทดสอบความเชื่อของท่าน2ซึ่งมี3ความล้ำค่ายิ่งกว่าการทดสอบทองคำที่ยังถูกทำลายไปได้ ถึงแม้ทองคำนั้นจะเคยผ่านขการทดสอบด้วยไฟแล้วก็ตาม จะถูกพบว่า4สมควรที่จะได้รับคการสรรเสริญ, งสง่าราศี, และเกียรติยศในเวลาที่พระเยซูคริสต์[จะเสด็จมา]5จปรากฏ
1ปต. 1:8 คือพระองค์ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้กเห็น แต่ท่านก็1ขรักพระองค์ แม้ท่านไม่เห็นพระองค์เดี๋ยวนี้ แต่โดย2คการเชื่อเข้าสู่พระองค์ ท่านก็งโลดเต้นด้วย3ความยินดีที่ไม่อาจบรรยายและ3เต็มด้วยสง่าราศี
1ปต. 1:9 และ1ได้รับผลลัพธ์แห่งความเชื่อของท่านทั้งหลาย คือ2กความรอดของ3ขจิต.
2. การปรับใช้ของพระวิญญาณนั้น — ผ่านการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะและการประกาศของเหล่าอัครทูต
ข้อ 10-12
1ปต. 1:10 เกี่ยวกับความรอดนี้ 1กบรรดาผู้เผยพระวจนะที่ได้พยากรณ์ถึง2พระคุณที่จะมาสู่ท่านก็ได้แสวงหาและสืบค้นอย่างละเอียดแล้ว
1ปต. 1:11 คือได้1สืบค้น[เวลา]ซึ่งพระวิญญาณ2ของพระคริสต์ผู้สถิตอยู่ในพวกเขาได้ทรงชี้แจงว่าเป็น3เวลาใดหรือเวลาอย่างไร โดยได้เป็นพยานล่วงหน้าถึง4การทนทุกข์5ของพระคริสต์ที่จะมาถึงและ6สง่าราศีที่จะมีมาภายหลังนั้น.
1ปต. 1:12 ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นจึงได้รับการเปิดเผยว่า 1สิ่งทั้งปวงที่พวกเขาได้ปรนนิบัตินั้น มิได้มีไว้ให้พวกเขาเอง แต่มีไว้ให้ท่านทั้งหลาย. บัดนี้คนเหล่านั้นที่2ประกาศกิตติคุณแก่ท่านทั้งหลาย ก็ได้กล่าวสิ่งเหล่านั้นแก่ท่านแล้ว โดยกพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ถูกใช้มาจากสวรรค์ และพวกทูตสวรรค์ก็เฝ้าปรารถนาจะ3พิจารณาดูสิ่งเหล่านั้นอย่างละเอียด.
3. การไถ่ของพระคริสต์ — มีการบังเกิดใหม่โดยเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เสื่อมสลายผ่านพระคำที่มีชีวิตของพระเจ้าเป็นฐาน จนเราดำเนินชีวิตที่แยกบริสุทธิ์โดยพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ และจนเรามีความรักระหว่างพี่น้องผ่านการชำระโดยหลักความจริงที่แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์
ข้อ 13-25
1ปต. 1:13 1เหตุฉะนั้นจงกคาดเอวแห่งความคิดของตนไว้ให้ดี [และ]จง2ขระวังในการบังคับตนด้วยการตั้ง3ความหวังทั้งสิ้นไว้ใน4คพระคุณ ซึ่งจะทรงโปรดนำมาให้แก่ท่านทั้งหลายในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะ[เสด็จมา]งปรากฏ.
1ปต. 1:14 ท่านทั้งหลายจงเป็นบุตรที่กน้อมฟัง จง1อย่าได้ทำตามอย่างขราคะตัณหาที่เกิดจากคความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน
1ปต. 1:15 แต่ท่านทั้งหลาย1จงเป็นกผู้แยกบริสุทธิ์ในขการประพฤติทั้งหลายของท่าน ตามอย่าง2องค์บริสุทธิ์ผู้ได้ทรงคเรียกท่าน.
1ปต. 1:16 เพราะได้มีคำเขียนไว้ "ท่านทั้งหลายจงเป็นกผู้แยกบริสุทธิ์ เพราะเราเป็นผู้แยกบริสุทธิ์."
1ปต. 1:17 เมื่อท่านทั้งหลายเรียกพระองค์ ผู้ทรง1กพิพากษาตาม2การประพฤติของทุกคนโดย ขปราศจากความลำเอียงว่า3คพระบิดาแล้ว ท่านก็จงประพฤติตนด้วย4งความยำเกรงตลอดเวลาที่ท่านจค้างแรมอยู่บนโลกนี้
1ปต. 1:18 โดยรู้ว่าที่ท่านทั้งหลายได้รับกการไถ่ให้ขหลุดพ้นจาก1คการดำเนินชีวิตที่ไร้สาระซึ่งท่านได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษนั้น ก็มิใช่ด้วยสิ่งของที่จะเสื่อมสลายไปคือ2งเงินและทอง
1ปต. 1:19 แต่ด้วย1กพระโลหิตอันล้ำค่าดุจดังเลือดของขลูกแกะที่คปราศจากด่างพร้อยและตำหนิ คือ[พระโลหิต]ของพระคริสต์.
1ปต. 1:20 พระองค์ผู้ซึ่ง[พระเจ้า]ได้ทรง1กล่วงรู้อยู่แล้วตั้งแต่ขก่อนทรงสร้างโลก แต่ได้คปรากฏออกมาใน2งวาระสุดท้ายของช่วงเวลาทั้งหลายเพราะเห็นแก่ท่าน
1ปต. 1:21 1โดยพระองค์นั้น ท่านทั้งหลายจึงได้เชื่อเข้าสู่พระเจ้าผู้ทรงให้พระองค์กเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย และทรง2ประทานขสง่าราศีแก่พระองค์ เพื่อให้3ความเชื่อและคความหวังของท่านทั้งหลายได้อยู่ในพระเจ้า.
1ปต. 1:22 ในเมื่อท่านทั้งหลายได้1ชำระ2กจิตของตน โดยน้อมฟัง3หลักความจริงจนมีใจ4ขรักพวกพี่น้องด้วยความรักที่ไม่จอมปลอมแล้ว ท่านทั้งหลายก็จงรักซึ่งกันและกันด้วยความร้อนรน5จากใจอันบริสุทธิ์หมดจด
1ปต. 1:23 ด้วยว่า1ท่านทั้งหลายได้กบังเกิดใหม่ ไม่ใช่จาก2ขเมล็ดพันธุ์ที่จะเสื่อมสลายเสียได้ แต่จากเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เสื่อมสลาย คือด้วยคพระคำที่มีชีวิตและตั้งดำรงอยู่เสมอของพระเจ้า.
1ปต. 1:24 เพราะว่า "บรรดา1เนื้อหนังเป็นเหมือนกต้นหญ้า และสง่าราศีของมันก็เป็นเหมือนดอกหญ้า. ต้นหญ้านั้นก็เหี่ยวแห้งไป และดอกก็ร่วงโรยเสียไป
1ปต. 1:25 แต่1พระคำของ2องค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งดำรงอยู่เป็นนิตย์." กพระคำนี้เองที่ได้ประกาศเป็น3ขกิตติคุณให้แก่ท่านทั้งหลาย.

คำอธิบาย 1 เปโตร บทที่ 1

1ปต. 1:1 ก มธ.4:18; 10:2; กจ.1:13; 2:14
1ปต. 1:1 1ก ชื่อเปโตรมีนัยถึง มนุษย์ฝ่ายวิญญาณที่ได้รับการบังเกิดใหม่แล้วของเปโตร ส่วนชื่อซีโมนมีนัยถึงมนุษย์ธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิดของท่าน (ยฮ.1:42; มธ.16:17-18).
1ปต. 1:1 ข รม.1:1
1ปต. 1:1 2ข อัครทูตผู้ถูกใช้ออกไปหาชาวยูดาย (ฆต.2:8).
1ปต. 1:1 ค 1ปต.2:11; ฮร.11:13
1ปต. 1:1 3ค หรือ นักเดินทาง. ถ้าพูดอย่างเคร่งครัดแล้วในหนังสือเล่มนี้ใช้ศัพท์คำนี้เล็งถึงผู้เชื่อชาวยูดายที่เป็นผู้เดินทาง เป็นคนต่างถิ่นซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในโลกของชาวต่างชาติ (2:11-12) แต่อย่างไรก็ตามหลักการของการเป็นคนต่างแดนนั้น สามารถใช้ได้กับผู้เชื่อทุกคน ทั้งที่เป็นชาวยูดายและพวกต่างชาติ เพราะว่าผู้เชื่อทุกคนล้วนเป็นคนต่างแดนฝ่ายสวรรค์เหมือนกับแขกที่พักชั่วคราวอยู่บนโลก. คนต่างแดนเหล่านี้เป็นพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้โดยได้ทรงเลือกออกจากท่ามกลางมนุษยชาติและจากพลเมืองของนานาประเทศ (วว.5:9-10) ตามที่พระองค์ได้ทรงล่วงรู้ไว้ก่อน (ข้อ 2).
1ปต. 1:1 ง ยฮ.7:35; ยก.1:1
1ปต. 1:1 4ง ศัพท์คำนี้เป็นคำศัพท์ที่ชาวยูดายผู้กระจัดกระจายอยู่ในนานาประเทศมีความคุ้นเคย ชี้บ่งว่าหนังสือจดหมายฉบับนี้เขียนให้กับผู้เชื่อชาวยูดาย. คำว่า "กระจัดกระจาย" ในภาษากรีกหมายถึง เกลื่อนกลาดหรือกระจายไปสู่ภายนอก รากศัพท์ของคำนี้หมายถึง การหว่านเมล็ด. กรณีนี้มีความหมายเป็นนัยว่า ชาวยูดายที่กระจัดกระจายเหล่านี้ถูกหว่านดุจเมล็ดพันธุ์ไปสู่ท่ามกลางชาวต่างชาติ.
1ปต. 1:1 จ กจ.2:9; 18:2
1ปต. 1:1 5จ มณฑลทั้งห้าที่พูดในที่นี้ล้วนอยู่ในเอเซียไมเนอร์ซึ่งอยู่ระหว่างทะเลดำกับทะเลเมดิเตอเรเนียน.
1ปต. 1:1 ฉ กจ.16:6; ฆต.1:2
1ปต. 1:1 ช วว.1:4; 2ตธ.1:15
1ปต. 1:1 ซ กจ.16:7
1ปต. 1:2 ก 1ปต.2:9; 5:13; 2ปต.1:10; อฟ.1:4; 1ธซ.1:4; 2ธซ.2:13; เทียบ รม.11:28
1ปต. 1:2 1ก หนังสือจดหมายทั้งสองฉบับของเปโตร (2ปต.3:1) ล้วนกล่าวถึงการปกครองของพระเจ้า. การปกครองของพระเจ้าเป็นของจักรวาลและได้จัดการกับสิ่งทรงสร้างทุกอย่าง เพื่อจะได้มาซึ่งจักรวาลที่ผ่านการชำระให้บริสุทธิ์หมดจด (2ปต.3:13) มาสำแดงตัวของพระองค์เอง. ในยุคพันธสัญญาใหม่ การจัดการเช่นนี้เริ่มจากพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรร ซึ่งก็คือเริ่มจากคนในครอบครัวของพระองค์ก่อน (4:17) โดยเฉพาะเริ่มจากคนต่างแดนที่พระเจ้าทรงเลือกซึ่งกระจัดกระจายและค้างแรมอยู่ในนานาประเทศท่ามกลางชาวต่างชาติเพื่อเป็นพยานของพระองค์. ดังนั้นหนังสือทั้งสองเล่มนี้เน้นที่ผู้เชื่อที่ได้รับการเลือกสรรไว้ (2:9; 5:13; 2ปต.1:10). ในฐานะที่เป็นพงศ์พันธุ์ที่พระเจ้าทรงเลือก, เป็นผู้ที่พระเจ้าคัดสรรไว้, เป็นสมบัติที่พิเศษของพระเจ้า ดังนั้นคนต่างแดนที่พระเจ้าทรงเลือกและกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปเหล่านี้จึงควรต้องมองเห็นว่า ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์เช่นใด พวกเขาล้วนอยู่ภายใต้การจัดการแห่งการปกครองของพระเจ้าเพื่อบรรลุเป้าหมายในด้านบวก. ไม่ว่าเขาจะพบกับเรื่องใดๆ ก็ตาม จะเป็นการข่มเหงก็ดี การทนทุกข์ก็ดีหรือการทดลองอย่างอื่นก็ดี (1:6; 5:9) ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการจัดการอันล้ำค่าแห่งการปกครองของพระเจ้า. นิมิตเช่นนี้จะทำให้เขาได้รับการสำเร็จ, ได้ตั้งมั่นคง, ได้รับการเพิ่มกำลัง, และให้เขาวางฐานรากที่มั่นคง (5:10) เพื่อให้เขาสามารถเติบโตอยู่ในพระคุณ (2ปต.3:18).
1ปต. 1:2 2 ในที่นี้ได้เปิดเผยว่า แผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ได้อาศัยการปฏิบัติการของตรีเอกภาพแห่งฐานันดรพระเจ้ามาทำให้ผู้เชื่อมีส่วนในพระเจ้าตรีเอกภาพ. การเลือกสรรของพระบิดานั้นเป็นการเริ่มต้น, การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณเป็นการดำเนินการให้การเลือกสรรของพระบิดาถึงที่สำเร็จ, และการไถ่ของพระบุตรที่มีเครื่องหมายเล็งถึงโดยการประพรมด้วยเลือดนั้นเป็นการสำเร็จ. โดยขั้นตอนเหล่านี้ ผู้เชื่อก็ได้รับการเลือกสรร, ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์, และถูกไถ่ไว้ให้ได้รับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพ-พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณซึ่งเขาทั้งหลายได้เข้าสู่พระเจ้าตรีเอกภาพนี้โดยการรับบัพติศมา (มธ.28:19) บัดนี้ยังได้รับสุขคุณธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพองค์นี้อีกด้วย (2กธ.13:14).
1ปต. 1:2 ข รม.8:29; 1ปต.1:20
1ปต. 1:2 3ข พระเจ้าได้เลือกสรรเราทั้งหลายไว้แล้วในนิรันดร์กาลก่อนคือตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก (อฟ.1:4). ฉะนั้นพระองค์จึงได้ปรับใช้การล่วงรู้อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์.
1ปต. 1:2 4 แปลตามตรงคือ ในการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น. กรณีนี้มีนัยว่าการเลือกสรรของพระบิดานั้นได้ดำเนินการและได้สำเร็จในตัวของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งอยู่ในการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น และโดยอาศัยการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น ซึ่งหมายความว่า พระวิญญาณนั้นได้แบ่งแยกมนุษย์ให้บริสุทธิ์ โดยทำให้มนุษย์กลับใจเสียใหม่และหันสู่พระเจ้า เช่นนี้จึงทำให้เขาเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้.
1ปต. 1:2 ค 2ธซ.2:13; รม.15:16
1ปต. 1:2 5ค การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้นที่กล่าวในที่นี้มิได้เป็นการแบ่งแยกบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เราได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดยการไถ่ของพระคริสต์ ซึ่งเปิดเผยไว้ใน รม.6:19, 22; 15:16. การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น (เป็นจุดเน้นหลักในบทนี้ซึ่งเน้นในเรื่องการแบ่งแยกบริสุทธิ์—ข้อ 15-16) เกิดขึ้นก่อนการน้อมฟังพระคริสต์และเชื่อในการไถ่ของพระองค์ ซึ่งก็คือเกิดขึ้นก่อนที่จะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดยการไถ่ของพระคริสต์ (1กธ.6:11) ซึ่งได้ชี้บ่งว่า การที่ผู้เชื่อน้อมฟังและเชื่อในพระคริสต์นั้นเป็นผลมาจากการงานแห่งการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น. การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้นถูกรวบรวมและเปิดเผยไว้ใน 2ธซ.2:13 หลายด้านด้วยกัน และเป้าหมายของสิ่งนี้ก็เพื่อให้พลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้นั้นสามารถได้รับความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า. ความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้านี้ถูกดำเนินการจนสำเร็จในขอบเขตแห่งการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น.
1ปต. 1:2 6 ในข้อนี้ใช้คำบุพบทที่ต่างกันสามคำมาชี้แจงถึงสามขั้นตอนที่พระเจ้าตรีเอกภาพทรงใช้ในการทำให้พลไพร่ที่ถูกเลือกสรรมีส่วนในความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระองค์: "ตาม" ชี้ถึงฐานราก, พื้นฐาน; "โดย" (แปลตามตรงคือ ใน) ชี้ถึงขอบเขต; "จน" ชี้ถึงผลสรุปและผลลัพธ์. การที่ผู้เชื่อน้อมฟังหลักความเชื่อ (รม.1:5; 16:26) แห่งการไถ่ของพระคริสต์ และการปรับใช้พระโลหิตที่ประพรมบนตัวเขาก็ล้วนเป็นผลมาจากการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น ซึ่งอยู่บนพื้นฐานแห่งการเลือกสรรของพระบิดาทั้งสิ้น.
1ปต. 1:2 ง 1ปต.1.14
1ปต. 1:2 7ง ยุคพันธสัญญาใหม่มีพระโลหิตของพระเยซูคริสต์. พระโลหิตนี้ตรงข้ามกับเลือดของสัตว์บูชาซึ่งมีอยู่ในยุคพันธสัญญาเดิม. ผู้เชื่อชาวยูดายมีความคุ้นเคยกับการน้อมฟังและการประพรมด้วยเลือดของสัตว์บูชาในยุคพันธสัญญาเดิม แต่บัดนี้พวกเขาจำต้องเข้าใจว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้วและในยุคพันธสัญญาใหม่นี้ กฎบัญญัติของโมเซและเลือดของสัตว์บูชาได้ถูกแทนที่ด้วยตัวบุคคลของพระคริสต์และพระโลหิตของพระองค์แล้ว. ผลลัพธ์ของความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้ผู้เชื่อน้อมฟังพระเยซูคริสต์และได้รับการประพรมโดยพระโลหิตของพระองค์.
1ปต. 1:2 จ ฮร.9:19-21; 10:22; 12:24
1ปต. 1:2 8จ ในด้านแบบเล็งนั้น การประพรมด้วยเลือดแห่งการปกปิดบาปก็ได้นำผู้ถูกประพรมนั้นเข้าสู่พันธสัญญาเดิม (อซด.24:6-8). ทำนองเดียวกัน การประพรมด้วยพระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์ก็ได้นำผู้เชื่อที่ถูกประพรมเข้าสู่ส่วนแห่งพระพรของพันธสัญญาใหม่ นั่นก็คือเข้าสู่การรับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพอย่างครบสมบูรณ์ (ฮร.9:13-14). นี่เป็นเครื่องหมายที่ชัดเจนซึ่งแบ่งแยกผู้ถูกประพรมออกมาจากคนธรรมดาที่ไม่มีพระเจ้า.
1ปต. 1:2 9 การประพรมด้วยพระโลหิตเล็งถึงการไถ่. ดูข้อ 18-19.
1ปต. 1:2 10 ดู อฟ.1:2 คำอธิบาย 1.
1ปต. 1:2 11 ดู อฟ.1:2 คำอธิบาย 2.
1ปต. 1:2 ฉ 2ปต.1:2; ยด.2; ดนอ.4:1; 6:25
1ปต. 1:2 12ฉ พระคุณที่เพิ่มทวีนี้ก็สอดคล้องกับพระคุณนานาประการ (4:10) และบรรดาพระคุณ (5:10). ผู้เชื่อได้รับพระคุณในระยะเริ่มแรกแล้ว แต่พระคุณนี้ต้องทวีขึ้นภายในเขาทั้งหลาย เพื่อเขาจะได้มีส่วนในบรรดาพระคุณ.
1ปต. 1:3 ก 2กธ.1:3; อฟ.1:3
1ปต. 1:3 1ก ดู อฟ.1:3 คำอธิบาย 1.
1ปต. 1:3 2 ดู อฟ.1:3 คำอธิบาย 2 และข้อ 17 คำอธิบาย 1.
1ปต. 1:3 ข ตต.3:5; รม.9:16, 23
1ปต. 1:3 3ข การบังเกิดใหม่ก็เป็นด้านหนึ่งของความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า เหมือนกับการไถ่และการโปรดให้ชอบธรรม. การไถ่และการโปรดให้ชอบธรรมได้ขจัดปัญหาระหว่างเรากับพระเจ้า เพื่อให้เราได้คืนดีกับพระเจ้า ส่วนการบังเกิดใหม่ได้ใช้ชีวิตของพระเจ้ามาชุบชีวิตของเราให้เป็นขึ้นและนำเราเข้าสู่ความสัมพันธ์แห่งชีวิตกับพระเจ้า ซึ่งก็คือการเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระเจ้า. ดังนั้นการบังเกิดใหม่จึงได้นำมาซึ่งความหวังที่มีชีวิตและยังก่อให้เกิดความหวังที่มีชีวิตอีกด้วย. การบังเกิดใหม่เช่นนี้ได้สำเร็จโดยการที่พระคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย. "การเป็นขึ้นของพระคริสต์ที่ได้นำมาซึ่งชีวิตและของประทานแห่งพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตให้นี้เป็นสิ่งที่ทำให้การกำเนิดที่ใหม่นี้มีฤทธิ์เดชที่จะได้รับความหวังอันมีชีวิต" (Alford: อัลฟอร์ด).
1ปต. 1:3 ค 1ปต.1:23; ยก.1:18; ตต.3:5; ยฮ.3:3
1ปต. 1:3 4ค ดู 1ตธ.1:13 คำอธิบาย 3.
1ปต. 1:3 5 ทำให้เกิด, ผลลัพธ์คือ, เพื่อจะ.
1ปต. 1:3 ง 1ปต.1:21; 3:15; อฟ.1:18; 4:4; กซ.1:5, 27; 2ธซ.2:16; ตต.2:13
1ปต. 1:3 6ง ชี้ถึงความหวังในอนาคตสำหรับการเป็นคนต่างแดนของเราในวันนี้ ซึ่งไม่ใช่ความหวังในสิ่งของที่เป็นทัศนะภายนอก แต่เป็นความหวังแห่งชีวิตอันเป็นชีวิตที่นิรันดร์ พร้อมด้วยพระพรอันศักดิ์สิทธิ์ทุกประการซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด. ความหวังนี้ควรที่จะทำให้เราฝากความหวังทั้งสิ้นไว้ในพระคุณที่จะมาถึงนั้น (ข้อ 13).
ความหวังอันมีชีวิตหรือความหวังแห่งชีวิต ซึ่งการบังเกิดใหม่ได้นำมาให้แก่ผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่นี้อาจเปรียบได้กับความหวังต่างๆ นานา ซึ่งทารกแรกเกิดได้นำมาให้กับผู้เป็นบิดามารดา. ความหวังทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับชีวิตของทารกแรกเกิดเอง ทำนองเดียวกันชีวิตซึ่งผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่ได้รับนั้นก็ทำให้เขามีความหวังซึ่งมีด้านต่างๆ มากมายทั้งต่อยุคนี้, ยุคหน้า, และในนิรันดร์กาล. ในยุคนี้เรามีความหวังต่อการเติบโตของชีวิต, การสุกงอม, การทำให้ของประทานปรากฏออกมา, การทำให้เรามีการใช้งาน, การเปลี่ยนแปลง, การมีชัยชนะ, การไถ่ของร่างกาย, และการเข้าสู่สง่าราศี. ในยุคหน้าเรามีความหวังต่อการเข้าอาณาจักร, การร่วมเป็นกษัตริย์กับองค์พระผู้เป็นเจ้า, และการรับสุขพระพรแห่งชีวิตนิรันดร์ในการปรากฏของอาณาจักรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. ส่วนในโลกนิรันดร์นั้น เรามีความหวังต่อการอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ อันเป็นที่ซึ่งเราจะมีส่วนอย่างครบถ้วนในพระพรที่สุดยอดแห่งชีวิตนิรันดร์ สำหรับการสำแดงที่สุดยอดของพระเจ้าในโลกนิรันดร์. ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ หรือความหวังแห่งชีวิตนี้ขึ้นอยู่กับชีวิตนิรันดร์ที่เราได้รับมาเมื่อเราได้รับการบังเกิดใหม่. มีเพียงชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่อาจทำให้เรามีการเติบโตขึ้นมาในชีวิตนี้ จวบจนเติบโตเข้าสู่ความเที่ยงแท้แห่งความหวังที่ชีวิตนี้ได้นำมาให้. เพื่อเราจะได้รับพระพรต่างๆ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้นเป็นมรดกซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า, ปราศจากมลทิน, หาร่วงโรยไปไม่, และเก็บรักษาไว้ตราบชั่วนิรันดร์ (ข้อ 3-4).
1ปต. 1:3 7 ขณะที่พระคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้น เราซึ่งเป็นผู้เชื่อในพระองค์ก็ล้วนถูกครอบคลุมอยู่ในพระองค์ด้วย. ดังนั้นเราจึงร่วมเป็นขึ้นพร้อมกับพระองค์ด้วย (อฟ.2:6). ในการเป็นขึ้นนี้ พระองค์ได้ทรงประทานชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ภายในเรา ทำให้เรามีลักษณะเหมือนกับพระองค์ (ดู ยฮ.20:17 คำอธิบาย 3) นี่เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานสำหรับการบังเกิดใหม่ของเรา.
1ปต. 1:3 จ 1ปต.3:21; 1กธ.15:20; อฟ.2:6
1ปต. 1:4 1 คำว่า "ให้ได้รับ" แปลตามตรงคือ บรรลุถึง. วลีที่ว่า "ให้ได้รับมรดก" ถูกเรียงต่อกับ "ให้เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่" ในข้อ 3 เพื่อจะชี้ถึงเรื่องเดียวกัน. ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ซึ่งเป็นผลมาจากการบังเกิดใหม่นั้นคือการเฝ้าคอยท่าต่อพระพรที่จะมีมาในอนาคตของเรา แต่มรดกนี้ก็คือการสำเร็จเป็นจริงแห่งความหวังในยุคหน้าและในโลกนิรันดร์.
1ปต. 1:4 ก กจ.20:32; 26:18; อฟ.1:14; กซ.3:24
1ปต. 1:4 2ก ดู กจ.20:32 คำอธิบาย 3; 26:18 คำอธิบาย 7. มรดกในที่นี้ครอบคลุมถึงความรอดของจิตในอนาคต (ข้อ 5, 9), พระคุณที่เราจะได้รับเมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏ (ข้อ 13), สง่าราศีที่จะมาปรากฏ (5:1), มงกุฎแห่งสง่าราศีที่ไม่อาจร่วงโรยไปได้ (5:4), และสง่าราศีที่นิรันดร์ (5:10). ทุกประเด็นของมรดกอันนิรันดร์ของเราที่กล่าวมานี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้รับมาโดยการบังเกิดใหม่ และซึ่งเราได้ประสบการณ์ อีกทั้งรับสุขอยู่ตลอดเวลาในชีวิตคริสเตียนของเรา. "มรดกนี้ก็คือการถือครองสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้แก่อับราฮามและผู้เชื่อทั้งหลายอย่างครบบริบูรณ์ (ยนซ.12:3; ดูตั้งแต่ ฆต.3:6 เป็นต้นไป) ซึ่งเป็นมรดกที่สูงส่งยิ่งกว่าแผ่นดินคะนาอันที่พวกอิสราเอลได้ถือครอง เหมือนอย่างที่ฐานะแห่งบุตรของผู้ที่บังเกิดใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับพระวิญญาณนั้นที่ทรงสัญญาไว้เป็นมัดจำสำหรับมรดกนั้นโดยความเชื่อ ก็สูงส่งกว่าฐานะแห่งบุตรของชาวอิสราเอล: เทียบ ฆต.3:18, 29; 1กธ.6:9; อฟ.5:5; ฮร.9:15" (Alford: อัลฟอร์ด, ยกมาจากบทความของ Wiesinger: วิสซิงเจอร์)
1ปต. 1:4 3 "ไม่เสื่อมสลาย" ชี้ถึงในด้านเนื้อแท้ไม่อาจถูกทำลายหรือไม่อาจเสื่อมสลาย; "ปราศจากมลทิน" ชี้ถึงในด้านความบริสุทธิ์หมดจดซึ่งไม่มีมลทินใดๆ; "หาร่วงโรยไปไม่" ชี้ถึงในด้านความงามและสง่าราศีซึ่งไม่ร่วงโรยไป. สิ่งเหล่านี้ก็คือคุณสมบัติที่เลอเลิศของมรดกที่นิรันดร์ของเราที่อยู่ในชีวิต. คุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์: ไม่เสื่อมสลาย นั้นเกี่ยวข้องกับพระนิสัยของพระบิดาที่เหมือนกับทองคำ, ปราศจากมลทิน เกี่ยวข้องกับสภาพการณ์ที่ได้ถูกคุ้มครองไว้โดยการงานแห่งการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น, และหาร่วงโรยไปไม่ นั้นเกี่ยวข้องกับการสำแดงแห่งสง่าราศีของพระบุตรนั้น.
1ปต. 1:4 ข 1ปต.5:4
1ปต. 1:4 ค กซ.1:5
1ปต. 1:4 4ค คือถูกเก็บรักษาซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการคุ้มครองไว้.
1ปต. 1:5 ก ยด.24; เทียบ ฟป.4:7
1ปต. 1:5 1ก เป็นศัพท์ทางทหาร. แปลตามตรงคือ ส่งกองทหารไปป้องกัน.
1ปต. 1:5 2 โดย แปลตามตรงคือ ใน. การได้รับการคุ้มครองในฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็คือ การได้รับการคุ้มครองโดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า.
1ปต. 1:5 3 ฤทธิ์เดชของพระเจ้าเป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้รับการคุ้มครอง. รองลงมาคือความเชื่อนั้นเป็นสื่อกลางที่ทำให้ฤทธิ์เดชของพระเจ้ามีประสิทธิภาพในการคุ้มครองเราไว้.
1ปต. 1:5 4 ภาษากรีกใช้ศัพท์สามคำมาพูดถึงความรอดในอนาคตของเราคือ เพราะ, โดย, และได้รับคำว่า "เพราะ" เล็งถึงสื่อกลาง, "โดย" เล็งถึงสาเหตุ, "ได้รับ" เล็งถึงผลลัพธ์.
1ปต. 1:5 5 มิใช่ความรอดในการหลุดพ้นจากความพินาศนิรันดร์ แต่เป็นความรอดแห่งจิตของเราในการหลุดพ้นจากการลงโทษแห่งยุคสมัย ในการปกครองขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 9 คำอธิบาย 2). ความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพได้ครอบคลุมถึงประเด็นต่างๆ มากมายโดยรวมอยู่ในสามช่วงเวลา:
(1) ระยะแรกเริ่ม ก็คือระยะที่มีการบังเกิดใหม่ซึ่งประกอบด้วยการไถ่, การแบ่งแยกบริสุทธิ์ (ด้านฐานะ — 1:2, 1กธ.6:11), การโปรดให้ชอบธรรม, การคืนดีกับพระเจ้า, และการบังเกิดใหม่. ในระยะนี้พระเจ้าทรงโปรดให้เราชอบธรรม โดยอาศัยการไถ่ของพระคริสต์ (รม.3:24-26) และทรงให้เราบังเกิดใหม่ในวิญญาณของเราด้วยชีวิตของพระองค์โดยพระวิญญาณของพระองค์ (ยฮ.3:3-6). ดังนั้นเราจึงได้รับความรอดที่นิรันดร์ของพระเจ้า (ฮร.5:9) และชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ (ยฮ.3:15) และกลายเป็นบุตรของพระองค์ (ยฮ.1:12-13) ซึ่งจะไม่พินาศนิรันดร์ (ยฮ.10:28-29). ความรอดในระยะแรกเริ่มนี้ได้ช่วยเราให้หลุดพ้นจากการปรับโทษของพระเจ้าและการพินาศนิรันดร์(ยฮ.3:18, 16).
(2) ระยะก้าวหน้า ก็คือระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งประกอบด้วยการเป็นไทจากบาป, การแบ่งแยกบริสุทธิ์ (ในด้านนิสัยเป็นหลัก—รม.6:19, 22), การเติบโตของชีวิต, การเปลี่ยนแปลง, การก่อสร้าง, และการสุกงอม. ในระยะนี้พระเจ้าทรงปลดปล่อยเราให้พ้นจากการครอบงำของความบาปที่อาศัยอยู่ภายใน ซึ่งก็คือกฎของความบาปและของความตาย โดยกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตจึงได้ทำงานอย่างเป็นทัศนะภายในของประสิทธิภาพแห่งการตายของพระคริสต์ที่อยู่ภายในของเรา (รม.6:6-7; 7:16-20; 8:2); ทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (รม.15:16) ด้วยพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์ โดยอาศัยการตีสอนจากพระเจ้า (ฮร.12:10) และการพิพากษาในบ้านของพระเจ้า (1ปต.4:17); ทรงทำให้เราเติบโตขึ้นในชีวิตของพระองค์ (1กธ.3:6-7); ทรงเปลี่ยนแปลงเราโดยเปลี่ยนทุกส่วนภายในจิตของเราเสียใหม่ ด้วยพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (2กธ.3:6, 17-18; รม.12:2; อฟ.4:23) โดยการที่สรรพสิ่งร่วมมือซึ่งกันและกัน (รม.8:28); ทรงทำให้เราถูกก่อสร้างขึ้นด้วยกันเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณเพื่อให้พระองค์มีที่อาศัย (1ปต.2:5; อฟ.2:22); และทรงทำให้เราสุกงอมในชีวิตของพระองค์ (วว.14:15 คำอธิบาย 2 และ 3) เพื่อสำเร็จความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระองค์. เช่นนี้เราก็จะหลุดพ้นจากอำนาจแห่งความบาป, ฝ่ายโลก, เนื้อหนัง, ตัวตน, จิต (ชีวิตตามธรรมชาติ), และลัทธิส่วนบุคคลเข้าสู่ความสุกงอมในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า.
(3) ระยะที่สำเร็จ ก็คือระยะของการได้รับสง่าราศี ซึ่งประกอบด้วยการไถ่แห่งร่างกายของเรา (การเปลี่ยนรูปลักษณะ), การถอดแบบตามพระลักษณะขององค์พระผู้เป็นเจ้า, การได้รับสง่าราศี, การรับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก, การร่วมเป็นกษัตริย์กับพระคริสต์, และการรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าในขั้นสูงสุด. ในระยะนี้พระเจ้าจะทรงไถ่ร่างกายที่ตกต่ำและชั่วร้ายของเรา (รม.8:23) โดยจะทรงเปลี่ยนรูปลักษณะของกายนี้ให้กลายเป็นกายอันราศีของพระคริสต์ (ฟป.3:21); ทรงถอดแบบเราตามพระฉายาอันราศีของพระบุตรหัวปี (รม.8:29) คือทำให้เราเหมือนกับพระองค์อย่างทั่วถ้วนและสิ้นเชิง ทั้งในวิญญาณที่บังเกิดใหม่, จิตที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง, และร่างกายที่ได้เปลี่ยนรูปลักษณะ; ทรงให้เราได้รับสง่าราศี (รม.8:30) โดยทรงแช่เราอยู่ในสง่าราศีของพระองค์ (ฮร.2:10) เพื่อเราจะได้เข้าสู่อาณาจักรฝ่ายสวรรค์ของพระองค์ (2ตธ.4:18; 2ปต.1:11) ซึ่งพระองค์ได้ทรงเรียกเราให้เข้าไปนั้น (1ธซ.2:12) และรับอาณาจักรนี้เป็นมรดกซึ่งเป็นส่วนแห่งพระพรสูงสุดที่พระองค์ทรงประทานแก่เรา (ยก.2:5; ฆต.5:21) จนกระทั่งได้ร่วมปกครองกับพระคริสต์, ร่วมเป็นกษัตริย์กับพระองค์, และร่วมมีส่วนในอำนาจแห่งกษัตริย์ในการปกครองนานาประเทศของพระองค์ (2ตธ.2:12; วว.20:4, 6; 2:26-27; 12:5), อีกทั้งร่วมในความชื่นชมยินดีอย่างกษัตริย์ในการปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (มธ.25:21, 23). เช่นนี้ร่างกายของเราก็จะได้รับการปลดปล่อยให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของความเสื่อมเสียแห่งสิ่งทรงสร้างเก่าและเข้าสู่ความอิสระแห่งสง่าราศีของสิ่งทรงสร้างใหม่ของพระเจ้า (รม.8:21). จิตของเราจะถูกช่วยให้หลุดพ้นจากขอบเขตของการทดลองและความทุกข์ (ข้อ 6; 4:12; 3:14; 5:9) เข้าสู่ขอบเขตใหม่ที่เต็มด้วยราศี (4:13; 5:10) อีกทั้งจะมีส่วนและรับสุขทุกสิ่งที่พระเจ้าตรีเอกภาพทรงเป็น, ทรงมี, ทรงสำเร็จ, ทรงได้รับ, และทรงบรรลุถึง. นี่เป็นความรอดแห่งจิตของเรา, ซึ่งก็คือความรอดที่ทรงเตรียมไว้พร้อมที่จะปรากฏแก่เราในวาระสุดท้าย, และก็คือพระคุณซึ่งจะทรงโปรดนำมาให้แก่เราในเวลาที่พระคริสต์จะเสด็จมาปรากฏในราศี (ข้อ13; มธ.16:27; 25:31). นี่ก็เป็นผลลัพธ์แห่งความเชื่อของเรา. ฤทธิ์เดชของพระเจ้าสามารถคุ้มครองเราจนบรรลุถึงสิ่งนี้ เพื่อเราจะได้รับผลลัพธ์ของความเชื่อนี้ (ข้อ 9). เราควรเฝ้าปรารถนารอคอยความรอดอันอัศจรรย์นี้ (รม.8:23) และต้องตระเตรียมตัวเองเพื่อการปรากฏอันวิเศษงดงามนี้ (รม.8:19).
1ปต. 1:5 ข 1ปต.1:7; 4:13; รม.8:18-19
1ปต. 1:5 ค 2ปต.3:3; ยด.18; 2ตธ.3:1
1ปต. 1:5 6ค คือเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง (ข้อ 7).
1ปต. 1:6 1 หมายถึงในวาระสุดท้ายที่กล่าวไว้ในข้อ 5.
1ปต. 1:6 ก 1ปต.1:8; 4:13; ยด.24
1ปต. 1:6 ข 1ปต.5:10; 2กธ.4:17
1ปต. 1:6 ค ยก.1:2; กจ.20:19
1ปต. 1:6 2ค ชี้ถึงความทุกข์ที่กลายเป็นการทดลองเพื่อมาทดสอบคุณภาพ. วัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้มีเพื่อต้องการให้วิสุทธิชนที่ทนทุกข์อยู่นั้นมีความมั่นคงและได้รับการเพิ่มกำลังขึ้น. เขาเหล่านั้นได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า, ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์ออกจากโลกหันสู่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนั้น, ได้รับการประพรมด้วยพระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์, และได้บังเกิดใหม่โดยพระบิดาจึงมีความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ให้ได้รับมรดกที่ได้เก็บรักษาไว้เพื่อเขาในสวรรค์ทั้งหลาย (ข้อ 1-4) แต่พวกเขายังเป็นคนต่างแดนที่ค้างแรมอยู่บนโลกนี้ (1, 17; 2:11) ซึ่งเมื่อเขายังค้างแรมอยู่นี้ความทุกข์ย่อมเป็นสิ่งที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้. ความทุกข์เป็นสิ่งที่พระเจ้าใช้ทดลองและทดสอบความเชื่อของเขา (ข้อ 7) เพื่อจะดูว่าเมื่อเขาทนทุกข์เพราะการทำดีแล้วยังจะติดตามพระคริสต์หรือไม่ (2:19-23; 3:14-18). ความทุกข์ก็เป็นสิ่งที่ใช้ทำให้เขาตกแต่งด้วยความคิดที่ต่อต้านกับเนื้อหนัง เพื่อเขาจะไม่เป็นอยู่ในตัณหาของมนุษย์ แต่จะเป็นอยู่ในน้ำพระทัยของพระเจ้า (4:1-2), เพื่อเขาจะมีส่วนในความทุกข์ยากของพระคริสต์และจะชื่นชมยินดีในเวลาที่พระองค์จะทรงปรากฏในสง่าราศี (4:12-19), เพื่อเขาจะเป็นพยานบุคคลถึงการทนทุกข์ของพระคริสต์ (5:1), และเพื่อเขาจะถึงที่สำเร็จ, ตั้งมั่นคง, ได้รับการเพิ่มกำลัง, และได้วางฐานรากที่มั่นคงไว้สำหรับรับส่วนในสง่าราศีอันนิรันดร์ที่พระเจ้าได้ทรงเรียกเขาให้เข้าสู่นั้น (5:8-10). สิ่งนี้ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าทั้งสิ้น เพื่อพระองค์สามารถพิพากษาพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรร (1:17) ซึ่งการพิพากษาของพระองค์นั้นจะเริ่มในครอบครัวของพระองค์ก่อน (4:17). ดังนั้นหนังสือเล่มนี้ก็ถือได้ว่าเป็นหนังสือที่พูดถึงการปกครองของพระเจ้าเล่มหนึ่ง.
1ปต. 1:7 ก 1ปต.4:12; ยก.1:3, 12; บพส.17:3; 26:2
1ปต. 1:7 1ก ก็คือการทดสอบเพื่อได้รับการรับรอง. สิ่งที่จะเป็นเหตุให้เกิดการสรรเสริญ, สง่าราศี, และเกียรติยศนั้น ไม่ใช่ความเชื่อของท่านเอง แต่เป็นการทดสอบและทดลองความเชื่อ. (เหมือนอย่างการสอบของโรงเรียนเพื่อวัดผลในการเรียนของนักเรียน: สิ่งที่จะได้รับการรับรองนั้นก็คือการสอบนั่นเอง มิใช่การเรียนของนักเรียน). แต่แน่นอนว่าการรับรองความเชื่อเป็นมาจากความเชื่อที่ถูก ต้อง. สิ่งที่เน้นหนักในที่นี้ไม่ใช่ความเชื่อของท่าน แต่เน้นที่การทดสอบความเชื่อของท่านภายใต้การทดลองด้วยความทุกข์ยาก.
1ปต. 1:7 2 วลีที่ว่า "ซึ่งล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ...ด้วยไฟ" นั้นไม่ได้ขยาย "ความเชื่อของท่าน" แต่ขยาย "การทดสอบ."
1ปต. 1:7 3 ในจดหมายทั้งสองฉบับของเปโตรนั้นได้บอกเราถึงสิ่งล้ำค่าห้าประการด้วยกันคือ (1) ศิลาที่ล้ำค่า ซึ่งก็คือตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง (2:4, 6-7); (2) พระโลหิตอันล้ำค่า (ข้อ 19); (3) คำสัญญาอันล้ำค่า (2ปต.1:4); (4) ความเชื่ออันล้ำค่า (2ปต.1:1); และ (5) การทดสอบอันล้ำค่า (ข้อ 7).
1ปต. 1:7 ข 1ปต.4:12; บพส. 66:10; เทียบ 1กธ.3:13
1ปต. 1:7 4 การทดลองต่างๆ ในข้อ 6 ที่ได้เกิดขึ้นกับเรานั้นก็เพื่อให้การทดสอบความเชื่อของเราถูกพบว่าสมควรที่จะได้รับการสรรเสริญ, สง่าราศี, และเกียรติยศในเวลาที่พระองค์ทรงปรากฏ.
1ปต. 1:7 ค 1กธ.4:5
1ปต. 1:7 ง รม.2:7, 10
1ปต. 1:7 จ 1ปต.1:13; 4:13; ลก.17:30; 1กธ.1:7; 2ธซ.1:7; 2ตธ.4:8
1ปต. 1:7 5จ วันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา (มธ.28:20) อย่างซ่อนเร้นและปิดซ่อน. การเสด็จกลับมาของพระองค์นั้นเป็นการปรากฏออกมาของพระองค์ ในเวลานั้นพระองค์ให้ทุกคนมองเห็นอย่างเปิดเผย. ในเวลานั้นไม่เพียงพระองค์เท่านั้นที่จะถูกเปิดเผยให้ปรากฏ แม้กระทั่งการทดสอบความเชื่อของพวกเราก็จะปรากฏด้วย.
1ปต. 1:8 ก ฮร.11:1, 27; 1ยฮ.4:20
1ปต. 1:8 ข ยฮ.21:15-17; 1กธ.8:3; มก.12:30
1ปต. 1:8 1ข ผู้เชื่อยังไม่เคยเห็นพระองค์แต่กลับรักพระองค์ นี่เป็นเรื่องที่ลับลึกและอัศจรรย์.
1ปต. 1:8 ค ยฮ.20:29; 2กธ.5:7
1ปต. 1:8 2ค การที่เราสามารถรักพระองค์ได้ ทั้งที่เราไม่เคยเห็นพระองค์มาก่อนนั้น ก็เพราะความเชื่อซึ่งได้ซึมซาบเข้าสู่ภายในเราโดยการที่เราได้ยินพระคำที่มีชีวิต (ฆต.3:2). ฉะนั้นความเชื่อนี้จึงอยู่ภายใต้การทดลองและการทดสอบ ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 7.
1ปต. 1:8 ง 1ปต.1:6
1ปต. 1:8 3 ความยินดีที่เต็มด้วยสง่าราศี ก็คือความยินดีที่แช่อยู่ในสง่าราศี ฉะนั้นจึงเต็มด้วยสง่าราศี ซึ่งก็คือเต็มไปด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้าที่สำแดงออกมา.
1ปต. 1:9 1 ตามไวยากรณ์แล้ว คำนี้ต่อเนื่องจากข้อ 8 แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว คำนี้ต่อเนื่องมาจากข้อ 7. เมื่อการทดสอบความเชื่อของเราจะปรากฏว่าสมควรได้รับการสรรเสริญ, สง่าราศี, และเกียรติยศก็จะทำให้เราได้รับผลลัพธ์แห่งความเชื่อของเราก็คือความรอดของจิต.
1ปต. 1:9 ก 1ปต.1:5; 2:2; 2ปต.3:15
1ปต. 1:9 2ก แปลตามตรงคือ การได้รับความรอด. ข้อถัดไปก็เช่นเดียวกัน.
1ปต. 1:9 ข 1ปต.1:22; 2:11, 25
1ปต. 1:9 3ข มนุษย์เราแบ่งเป็นสามส่วนคือ วิญญาณ, จิต, และกาย (ดู 1ธซ.5:23 คำอธิบาย 5; ฮร.4:12 คำอธิบาย 2). วิญญาณของเราได้รับความรอดแล้วโดยการบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:5-6). กายของเราจะได้รับความรอด ซึ่งก็คือการไถ่โดยการเปลี่ยนรูปลักษณะในอนาคต (ฟป.3:21; รม.8:23). จิตของเราจะถูกช่วยให้รอดโดยหลุดพ้นจากความทุกข์ยากและได้เข้าสู่การรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสมบูรณ์ในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาปรากฏ. ดังนั้นในยุคนี้เราจำต้องปฏิเสธจิต ซึ่งก็คือชีวิตฝ่ายจิตของเราพร้อมด้วยความสุขแห่งชีวิตฝ่ายจิต เพื่อในยุคหน้าจิตของเราจะรอดและจะได้รับสุของค์พระผู้เป็นเจ้า (มธ.10:37-39; 16:24-27; ลก.17:30-33; ยฮ.12:25). ในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าปรากฏ ผู้เชื่อบางส่วนผ่านบัลลังก์แห่งการพิพากษาแล้ว จะได้เข้าสู่ความยินดีกับองค์พระผู้เป็นเจ้า (มธ.25:21, 23, 24:45-46) แต่บางส่วนจะเข้าสู่การทนทุกข์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน (มธ.25:30; 24:51). การเข้าสู่ความยินดีของพระองค์ก็คือการได้รับความรอดของจิต (ฮร.10:39 คำอธิบาย 3). การได้รับความรอดนี้ประเสริฐกว่าการได้รับความรอดของร่างกายที่ชาวอิสราเอลเฝ้าหวังคอยนั้น.
1ปต. 1:10 ก ลก.10:24; 2ปต. 1:19-21
1ปต. 1:10 1ก เปโตรได้ใช้ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมาพิสูจน์ถึงคำสอนแห่งความรอดในพันธสัญญาใหม่ เหมือนกับที่พระเยซูได้ทรงกระทำนั้น (ลก. 24:25-27, 44-46).
1ปต. 1:10 2 เป็นศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า "ความรอด" ในข้อนี้. ดูข้อ 13 คำอธิบาย 4. สำหรับนิยามของคำว่า "พระคุณ" ให้ดู ยฮ. 1:14 คำอธิบาย 4 และ 1กธ.15:10 คำอธิบาย 1.
1ปต. 1:11 1 การสืบค้นของพวกผู้เผยพระวจนะก็คือการที่พระวิญญาณนั้นได้ปรับใช้ความรอดของพระเจ้าล่วงหน้าในพันธสัญญาเดิม.
1ปต. 1:11 2 สำเนาต้นฉบับวาติกัน (Vaticanus Manuscript) ซึ่งได้รับความนับถืออย่างสูงได้ละคำว่า "ของพระคริสต์." การละคำเช่นนี้สอดคล้องกับการเปิดเผยเกี่ยวกับพระวิญญาณนั้นในพันธสัญญาใหม่; อย่างไรก็ตามในสำเนาต้นฉบับอันเป็นที่ยอมรับฉบับอื่นๆ มีคำว่า "ของพระคริสต์" อยู่ด้วย. ในการเปิดเผยในพันธสัญญาใหม่นั้น พระวิญญาณของพระคริสต์เล็งถึงพระวิญญาณนั้นที่มี ขึ้นภายหลังจากที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นแล้ว (รม.8:9-11). ก่อนที่พระคริสต์จะทรงเป็นขึ้นนั้นยังไม่มีพระวิญญาณนั้น พระวิญญาณนั้นทรงเป็นทั้งพระวิญญาณของพระเจ้าและยังเป็นพระวิญญาณของพระคริสต์ด้วย (ยฮ.7:39). พระวิญญาณของ พระคริสต์ก็คือพระวิญญาณของพระเจ้าได้ก่อรูปขึ้นโดยและด้วยการตายและการเป็นขึ้นของพระคริสต์ เพื่อที่จะปรับใช้และแจกจ่ายการตายและการเป็นขึ้นของพระคริสต์นี้บนตัวของผู้เชื่อ. ถึงแม้ว่าการก่อรูปขึ้นของพระวิญญาณของพระคริสต์เป็นเรื่องของยุคสมัยคือ อยู่ในช่วงเวลาของพันธสัญญาใหม่ ซึ่งก่อรูปขึ้นโดยการตายกับการเป็นขึ้นและด้วยการตายกับการเป็นขึ้นของพระคริสต์แต่ประสิทธิภาพนั้นมีลักษณะนิรันดร์ เพราะว่าพระองค์เป็นพระวิญญาณที่นิรันดร์ (ฮร.9:14). กรณีนี้ก็เหมือนกับกางเขนของพระคริสต์ ซึ่งหากพิจารณาดูตามข้อเท็จจริงแล้วเป็นสิ่งที่ได้สำเร็จลงเมื่อพระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์ แต่ประสิทธิภาพนั้นมีผลตลอดไปเป็นนิตย์ ดังนั้นในสายพระเนตรที่นิรันดร์ของพระเจ้าพระคริสต์ได้ถูกฆ่าตั้งแต่แรกสร้างโลกมา (วว.13:8). ในยุคพันธสัญญาเดิมนั้นพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระวิญญาณของพระคริสต์ได้ทรงชี้แจงให้ผู้เผยพระวจนะที่แสวงหาและสืบค้นสง่าราศีและการทนทุกข์ของพระคริสต์ได้เข้าใจอย่างชัดเจนถึงการตายและการเป็นขึ้นของพระคริสต์ว่าจะเป็นเวลาใดและเวลาอย่างไร.
1ปต. 1:11 3 ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมได้สืบค้นหาเวลาซึ่งพระวิญญาณนั้นที่อยู่ภายในเขาทรงชี้แจงถึงการสำเร็จอันอัศจรรย์ของพระคริสต์โดยผ่านการทนทุกข์ยากและสง่าราศีว่าจะเป็นเวลาใดและเวลาอย่างไร. ในที่สุดเขาเหล่านั้นได้รับการเปิดเผยว่า การที่พวกเขานำเอาเรื่องที่อัศจรรย์ปรนนิบัติออกไปนี้ ไม่ได้มีเพื่อตัวเอง แต่มีเพื่อผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ (ข้อ 12).
1ปต. 1:11 4 พระคริสต์ทรงทนทุกข์ก่อนจากนั้นจึงทรงเข้าสู่สง่าราศี (ลก.24:26). เราทั้งหลายควรที่จะติดตามรอยพระบาทของพระองค์ (4:13; รม.8:17). ความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ที่ได้เปิดเผยแก่ผู้เผยพระวจนะ และได้พยากรณ์ไว้ใน บพส.22:1, 6-8, 12-18; ยซย.53:2-10ก, 12ข; ดนอ.9:26; ซคย.12:10ข; 13:6-7 นั้นมีเพื่อสำเร็จการไถ่ของพระเจ้าในด้านลบได้ขจัดปัญหาทั้งหลายระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และยังได้สิ้นสุดสิ่งทรงสร้างเก่า ส่วนในด้านบวกได้ปลดปล่อยชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าออกมาและสำเร็จพระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้า.
สง่าราศีของพระคริสต์ (ดู คำอธิบาย 6) นั้นมีไว้เพื่อการรับสง่าราศีของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงทูลขอต่อพระบิดาก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงกางเขน (ยฮ.17:1) และยังมีไว้เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนการบริหารในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าเพื่อกระทำให้พระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าถึงที่สำเร็จ. ความทุกข์ทรมานและการได้รับสง่าราศีของพระคริสต์ รวมทั้งสง่าราศีที่แตกต่างกันในขั้นตอนต่างๆ อันเป็นปัจจัยแห่งการไถ่และความรอดที่สมบูรณ์ของพระเจ้าซึ่งเราได้ปรับใช้และประสบการณ์นี้ก็มีค่าเท่ากับความรอดที่กล่าวไว้ในข้อ 5 และข้อ 9-10. นี่คือสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมได้แสวงหาและสืบค้นอย่างละเอียด, เป็นสิ่งที่พระวิญญาณของพระคริสต์ได้เปิดเผยแก่เขาเหล่านั้น, เป็นสิ่งที่อัครทูตได้ป่าวประกาศไว้ในพันธสัญญาใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์, และเป็นสิ่งที่พวกทูตสวรรค์มีความปรารถนาจะพิจารณาดูอย่างละเอียด (ข้อ 12).
1ปต. 1:11 5 หรือ ของพระคริสต์ (ไม่มีคำว่า "ที่จะมาถึง"). ความทุกข์ที่พระคริสต์ทนรับไว้นั้นเป็นความทุกข์ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้กับพระองค์ (ยซย.53:10) ดังนั้นความทุกข์เหล่านี้จึงเป็นของพระคริสต์และอยู่ฝ่ายพระคริสต์.
1ปต. 1:11 6 ภาษากรีกเป็นคำพหูพจน์. ชี้ถึงสง่าราศีในขั้นตอนที่แตกต่างกันคือ สง่าราศีเมื่อพระองค์เป็นขึ้น (ลก.24:26; กจ.3:13), สง่าราศีในการเสด็จสู่สวรรค์ (กจ.2:33; ฮร.2:9), สง่าราศีในการเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง (วว.18:1; มธ.25:31), และสง่าราศีในการเป็นกษัตริย์ครองอำนาจ (2ตธ.2:12; วว.20:4, 6) เหมือนกับที่ได้เปิดเผยไว้ใน บพส.16:8-10; 22:21-22; 118:22-24; 110:1, 4; 118:26; ซคย.14:4-5; ดนอ.7:13-14; บพส.24:7-10; 72:8-11.
1ปต. 1:12 1 เล็งถึงความทุกข์ยากของพระคริสต์และสง่าราศีของพระองค์ในข้อ 11.
1ปต. 1:12 2 สิ่งที่อัครทูตป่าวประกาศคือการปรับใช้ที่แท้จริงของพระวิญญาณนั้นถึงความรอดของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่.
1ปต. 1:12 ก กจ.2:2-4; ฮร.2:4
1ปต. 1:12 3 คำนี้ในภาษากรีกมีการบรรยายถึงอาการค้อมตัวลงยื่นศีรษะออกไปดูเหตุการณ์อันอัศจรรย์บางอย่าง. กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า พวกทูตสวรรค์มีความสนใจมากเพียงใดในการสังเกตดูเรื่องราวที่พระคริสต์ทรงกระทำเพื่อความรอดแห่งพระเจ้า. เขาเหล่านั้นได้ป่าวประกาศและฉลองถึงการประสูติขององค์พระผู้ช่วย (ลก.2:8-14), พวกเขายังชื่นชมยินดีเมื่อคนบาปได้กลับใจต้อนรับความรอด(ลก.15:10), และพวกเขาก็มีความยินดีที่จะปรนนิบัติคนเหล่านั้นที่ได้รับความรอดเป็นมรดก (ฮร.1:14; กจ.12:15; มธ.18:10).
1ปต. 1:13 1 ตั้งแต่ข้อ 3-12 เป็นประโยคที่ยาวมากซึ่งได้กล่าวถึงการสรรเสริญ (คำพูดที่ดีเลิศ) ที่มีต่อพระเจ้าพระบิดา โดยได้เปิดเผยถึงความรอดที่อัศจรรย์และสูงส่งของพระองค์ต่อพวกเรา ซึ่งเริ่มจากการบังเกิดใหม่แห่งวิญญาณของเรา (ข้อ 3) และสรุปลงด้วยความรอดแห่งจิตของเรา (ข้อ 9) ซึ่งได้กระทำสำเร็จ โดยความทุกข์ยากและสง่าราศีของพระคริสต์ (ข้อ 11) และได้ปรับใช้บนตัวของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 12). บนพื้นฐานนี้ในข้อ 13 จึงเริ่มต้นด้วยการหนุนใจผู้ที่มีส่วนในความรอดที่ครบสมบูรณ์ ซึ่งได้กระทำสำเร็จโดยพระเจ้าตรีเอกภาพตามแผนการบริหารของพระองค์.
1ปต. 1:13 ก 1ปต.5:5; ลก.12:35; อฟ.6:14
1ปต. 1:13 ข 1ปต.4:7; 5:8; 1ธซ.5:6, 8; 2ตธ.4:5; 1ตธ.3:2; 2ตธ.1:7
1ปต. 1:13 2ข ความคิดที่สงบนิ่งและกระจ่างแจ้ง มีความสามารถที่จะเข้าใจแผนการบริหารในความรอดของพระเจ้า ดังที่เปิดเผยไว้ในข้อ 3-12 ได้ โดยไม่ถูกรบกวนด้วยความกลัว, ความทุกข์, และความกระวนกระวายต่างๆ.
1ปต. 1:13 3 ชี้ถึงความหวังอันมีชีวิตอยู่ที่ได้รับมาโดยการบังเกิดใหม่ (ข้อ 3).
1ปต. 1:13 ค 1ปต.1:10
1ปต. 1:13 4ค ก็คือความรอดของจิต (ข้อ 5, 9-10) ซึ่งเป็นการสำเร็จสุดยอดแห่งความรอดที่สมบูรณ์ของพระเจ้า. พระคุณเป็นสิ่งที่พระองค์นำมาให้เราในการเสด็จมาครั้งแรกขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ยฮ.1:17) และพระคุณนี้จะสำเร็จเมื่อพระองค์เสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง. ฉะนั้นเราควรจะเฝ้าหวังในพระคุณเช่นนี้.
1ปต. 1:13 ง 1ปต.1:7
1ปต. 1:14 ก 1ปต.1:2
1ปต. 1:14 1 เหมือนกับรม.12:2. คำว่า "อย่าตามอย่าง" นี้ชี้ถึงสภาพการณ์อย่างหนึ่งอันเป็นหนทางซึ่งพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรผู้เป็นคนต่างแดนได้ ดำเนินไปนั้น.
1ปต. 1:14 ข 1ปต.4:2
1ปต. 1:14 ค กจ.17:30; 1ปต.2:15
1ปต. 1:15 1 โดยการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้น (ข้อ 2) บนฐานแห่งการบังเกิดใหม่ ที่ได้นำพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้ามาให้แก่เรา และทำให้เราเกิดการดำเนินชีวิตที่แยกบริสุทธิ์ (ข้อ 3).
1ปต. 1:15 ก 2ปต.3:11; ฮร.12:14
1ปต. 1:15 ข 1ปต.2:12; 1ปต. 3:1, 2, 16; เทียบ 1ปต.1:18; 2ปต.2:7
1ปต. 1:15 2 องค์บริสุทธิ์นั้นก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพ มีพระบิดาผู้ทรงเลือกสรรมนุษย์, พระบุตรผู้ทรงไถ่มนุษย์, และพระวิญญาณผู้ทรงแบ่งแยกมนุษย์ให้บริสุทธิ์ (ข้อ 1-2). พระบิดาทรงให้พลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรได้บังเกิดใหม่และแจกจ่ายพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์เข้าสู่ภายในเขา (ข้อ 3); พระบุตรทรงใช้พระโลหิตไถ่เขาให้หลุดพ้นจากชีวิตที่ว่างเปล่า (ข้อ 18-19); และพระวิญญาณได้แบ่งแยกเขาให้บริสุทธิ์ตามพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระบิดา โดยแบ่งแยกเขาออกจากทุกสิ่งที่นอกเหนือไปจากพระเจ้า (ข้อ 2) เพื่อให้เขามีการประพฤติที่แยกบริสุทธิ์ในทุกด้าน โดยพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระบิดา จนพวกเขาแยกบริสุทธิ์เหมือนกับพระเจ้าเอง (ข้อ 15-16).
1ปต. 1:15 ค 1ธซ.4:7; 1ปต.2:21; 3:9; 5:10; 2ปต.1:3
1ปต. 1:16 ก ลวต.11:44; 19:2; 20:7
1ปต. 1:17 ก รม.2:11; อฟ.6:9; กจ.10:34
1ปต. 1:17 1ก ในที่นี้ เปโตรมิได้พูดถึงการพิพากษาต่อมนุษย์ในวาระสุดปลายนั้น เพราะถ้าพูดตามความหมายในด้านนี้พระบิดาไม่ทรงพิพากษาผู้ใด แต่ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งหมดให้กับพระบุตร (ยฮ.5:22). สิ่งที่พูดในที่นี้ก็คือการพิพากษารายวันที่มีต่อบุตรของพระองค์ในการปกครองของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ซึ่งสอดคล้องกับวลีที่ว่า "เวลาที่ท่านทั้งหลายค้างแรมแรมอยู่บนโลกนี้" (Darby: ดาร์บี้). การพิพากษารายวันที่มีต่อบุตรของพระองค์นี้เป็นการที่พระเจ้าทรงพิพากษาต่อคนในครอบครัวของพระองค์ (4:17).
จดหมายทั้งสองฉบับนี้ได้พูดถึงการปกครองของพระเจ้า จึงได้มีการกล่าวถึงการพิพากษาของพระเจ้าและการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า (2:23; 4:5-6, 17; 2ปต.2:3-4, 9; 3:7) ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่ง. การพิพากษาของพระเจ้าเริ่มต้นจากทูตสวรรค์ก่อน (2ปต.2:3-4) ต่อจากนั้นจึงมาถึงผู้คนทั้งหลายในพันธสัญญาเดิม (2ปต.2:5-9). ในยุคพันธสัญญาใหม่การพิพากษาจะเริ่มในครอบครัวของพระเจ้าก่อน (ข้อ 17; 2:23; 4:6, 17) และดำเนินต่อเนื่องไปจนกว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาถึง (2ปต.3:10) คือก่อนอาณาจักรพันปี (ดู 2ปต.3:12 คำอธิบาย 3) ซึ่งเป็นวันที่มีการพิพากษาทั้งชาวยูดาย, ผู้เชื่อ, และชาวต่างชาติ. หลังอาณาจักรพันปีแล้วบรรดาผู้ที่ตายแล้วทั้งที่เป็นมนุษย์และผีโสโครก ล้วนต้องถูกพิพากษาและจะพินาศไป (4:5; 2ปต.3:7) ท้องฟ้าและแผ่นดินก็จะถูกเผาไหม้มลายไป (2ปต.3:10ข, 12). ผลลัพธ์ของการพิพากษาแต่ละประเภทก็ล้วนแตกต่างกัน. ผลลัพธ์ของการพิพากษาบางอย่างเป็นการจัดการแห่งการตีสอน, บางอย่างก็เป็นการลงโทษแห่งยุคสมัย, และบางอย่างนั้นก็เป็นการพินาศนิรันดร์ (ดู 2ปต.2:1 คำอธิบาย 5 ประการที่ 2). แต่อย่างไรก็ตามองค์พระผู้เป็นเจ้าจะใช้การพิพากษาเหล่านี้มาสะสางทั่วทั้งจักรวาลให้บริสุทธิ์ เพื่อพระองค์จะได้รับฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่มาเป็นจักรวาลใหม่ที่เติมเต็มไปด้วยความชอบธรรม (2ปต.3:13) เพื่อเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์.
1ปต. 1:17 2 หรือ การงาน เหมือนคำว่า "การประพฤติ" ใน รม.3:20; ฆต.2:16.
1ปต. 1:17 ข รม.8:15; ฆต.4:6; 2กธ.6:18
1ปต. 1:17 ค 1ปต.2:23, 4:6, 17
1ปต. 1:17 3ค องค์บริสุทธิ์ผู้ได้ทรงเรียกเราก็คือพระบิดา พระองค์ทรงให้เราบังเกิดใหม่เพื่อก่อกำเนิดครอบครัวที่แยกบริสุทธิ์ ซึ่งประกอบด้วยพระบิดาที่แยกบริสุทธิ์และบุตรทั้งหลายที่แยกบริสุทธิ์. เมื่อเราเป็นบุตรที่แยกบริสุทธิ์แล้วเราก็ควรที่จะดำเนินชีวิตตามการประพฤติที่แยกบริสุทธิ์ด้วย มิเช่นนั้นแล้วพระบิดาก็จะกลายเป็นผู้พิพากษา (4:17) มาจัดการกับความไม่บริสุทธิ์ของเรา. พระองค์ทรงอยู่ในเราและให้กำเนิดแก่เราด้วยชีวิต เพื่อให้เรามีพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ยังตีสอนเราด้วยการพิพากษาทางภายนอก เพื่อให้เรารับส่วนในความบริสุทธิ์ของพระองค์ (ฮร.12:9-10). การพิพากษาของพระองค์นั้นเป็นไปตามการประพฤติหรือการงานของเราโดยปราศจากความลำเอียง. ฉะนั้นเราจึงต้องยำเกรงตลอดเวลาที่เราค้างแรมอยู่บนโลกนี้. หากเราเรียกพระองค์ว่า "พระบิดา" เราก็ควรยำเกรงต่อพระองค์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเรา และดำเนินชีวิตที่แยกบริสุทธิ์โดยความยำเกรงนี้.
1ปต. 1:17 ง 1ปต.2:17, 18; 3:2, 16; 2กธ.7:1; ฮร.12:28; ยด.23
1ปต. 1:17 4ง เป็นความยำเกรงอันบริสุทธิ์เหมือนกับ ความเกรงกลัวจนตัวสั่น ใน ฟป.2:12 ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังอย่างจริงจังและอย่างมีพลานามัยเพื่อทำให้เรามีการประพฤติที่แบ่งแยกบริสุทธิ์. ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงการยำเกรงเช่นนี้หลายครั้ง (ดูพระคัมภีร์อ้างอิงข้อ 17ง) เพราะคำสอนในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงการปกครองของพระเจ้า.
1ปต. 1:17 จ 1ปต.2:11; ฮร.11:13
1ปต. 1:18 ก ตต.2:14; รม.3:24; อฟ.1:7; กซ.1:14
1ปต. 1:18 ข เทียบ บพส.130:8
1ปต. 1:18 ค อฟ.4:17; รม.1:21; 2ปต.2:18
1ปต. 1:18 1ค การดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่าตรงข้ามกับการประพฤติที่บริสุทธิ์ในข้อ 15. โดยหลักการทั่วไปแล้ว พระโลหิตของพระคริสต์ได้ไถ่เราให้หลุดพ้นจากความผิดบาป, การล่วงละเมิด, การผิดกฎบัญญัติ, และการบาปทั้งหลายแล้ว (อฟ.1:7; ฮร.9:15; ตต.2:14). แต่ในที่นี้เป็นข้อยกเว้นคือ พระโลหิตของพระคริสต์ได้ไถ่เราให้หลุดพ้นจากการดำเนินชีวิตที่เก่าแก่และว่างเปล่า เพราะว่าสิ่งที่เน้นในที่นี้มิใช่ความบาป แต่เป็นการดำเนินชีวิต. ทั้งบทนี้ล้วนได้เน้นถึงการดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ ซึ่งผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรจะมีในระหว่างที่เขาค้างแรมบนโลกนี้. ไม่เพียงแต่การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิญญาณนั้นเท่านั้นที่มีเพื่อสิ่งนี้ แต่การไถ่ของพระคริสต์ก็มีเพื่อสิ่งนี้ด้วย คือการแบ่งแยกเราออกจากการดำเนินชีวิตอันว่างเปล่าที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ. เราต้องรู้ว่าสิ่งนี้ถูกกระทำให้สำเร็จด้วยการจ่ายราคาที่สูงสุด คือด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ ฉะนั้นเราจึงควรประพฤติตนด้วยความยำเกรงตลอดเวลาที่ค้างแรมอยู่บนโลกนี้ (ข้อ17).
การดำเนินชีวิตที่เก่าแก่ของเรา ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่ปล่อยตัวตามตัณหานั้น (ข้อ 14), ไม่มีความหมายและไร้เป้าหมาย ฉะนั้นจึงว่างเปล่า. แต่บัดนี้เป้าหมายของเราก็คือการดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ เพื่อสำแดงพระเจ้าในการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระองค์ (ข้อ 15-16).
1ปต. 1:18 ง ยอค.7:19; ยซย.52:3; ซฟย.1:18
1ปต. 1:18 2ง แปลตามตรงคือ สิ่งที่เป็นเงินหรือทอง (ก็คือเงินเหรียญ).
1ปต. 1:19 ก 1ปต.1:2; กจ.20:28; ฮร.9:12-14; วว.1:5
1ปต. 1:19 1ก พระโลหิตของพระคริสต์ที่ได้ประพรมเราและได้ชี้หมายเราให้แยกออกจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไปนั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าเงินหรือทอง. นี่เป็นการจ่ายราคาที่สูงสุดเพื่อไถ่เราออกจากการดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่ามาสู่ชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ (ข้อ 18, 15). ฉะนั้นเราจึงควรมีความยำเกรงอันบริสุทธิ์ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า, มีการเฝ้าระวังอย่างจริงจัง และอย่างมีพลานามัยเพื่อไม่ให้เราผู้เป็นพลไพร่ที่ถูกเลือกซึ่งได้รับการไถ่ด้วยราคาสูงมากเช่นนี้เบี่ยงเบนไปจากจุดมุ่งหมายแห่งการไถ่ที่สูงสุดของพระคริสต์.
1ปต. 1:19 ข อซด.12:5; ยซย.53:7; ยฮ.1:29, 36; วว.5:6, 13
1ปต. 1:19 ค ลวต.4:3; 6:6
1ปต. 1:20 ก 1ปต.1:2
1ปต. 1:20 1ก พระคริสต์ทรงเป็นพระเมษโปดกแห่งการไถ่ที่พระเจ้าทรงกำหนดล่วงหน้า, ตระเตรียมไว้ล่วงหน้า ตามการล่วงรู้ของพระองค์ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก เพื่อพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกไว้นั้น (ยฮ.1:29). สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ได้สำเร็จตามโครงการและพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า. ฉะนั้นในสายพระเนตรอันนิรันดร์ของพระเจ้าแล้ว พระคริสต์ได้ถูกฆ่ามาตั้งแต่แรกสร้าง โลกมา (วว.13:8) คือตั้งแต่มนุษย์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลก) ได้เริ่มตกต่ำไปแล้ว.
1ปต. 1:20 ข ยฮ.17:24; อฟ.1:4
1ปต. 1:20 ค ฮร.9:26; 1ยฮ.3:5, 8
1ปต. 1:20 ง ฮร.1:2
1ปต. 1:20 2ง หมายถึง จุดสิ้นสุดของช่วงเวลาในพันธสัญญาเดิม. ดู ฮร. 1:2 คำอธิบาย 1.
1ปต. 1:21 1 การที่เราเชื่อเข้าสู่พระคริสต์ได้นำเราเข้าสู่การเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระองค์แล้ว (ฆต.3:26-27). จากนั้นโดยพระองค์นี้ เราก็ได้เชื่อเข้าสู่พระเจ้า จึงได้ร่วมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า และมีส่วนในความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า.
1ปต. 1:21 ก กจ.2:24; รม.10:9
1ปต. 1:21 2 นี่เป็นการที่พระบิดาทรงตอบคำอธิษฐานของพระองค์ (ยฮ.17:1) โดยทรงโปรดให้พระองค์ได้รับสง่าราศีด้วยสง่าราศี (ข้อ 11).
1ปต. 1:21 ข ยฮ.7:39; กจ.3:13; ฮร.2:9
1ปต. 1:21 3 ดู 1กธ.13:13 คำอธิบาย 1.
1ปต. 1:21 ค 1ปต.1:3
1ปต. 1:22 1 การชำระจิตของเรา ก็คือการที่พระวิญญาณนั้นทรงทำให้นิสัยของเรากลับกลายบริสุทธิ์เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ ในพระนิสัยที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระเจ้า (ข้อ 15, 16). กรณีนี้ลึกซึ้งกว่าการชำระความบาป (ฮร.1:3) และการชำระล้างบาป (1ยฮ.1:7) ซึ่งสองประการหลังนี้เป็นการชำระความประพฤติทางภายนอก ส่วนประการแรกเป็นการชำระสิ่งที่เราเป็นทางภายในของเรา ซึ่งก็คือจิต. การชำระในที่นี้ก็เหมือนกับการชำระด้วยน้ำในพระคำ ในอฟ.5:26 (ดูคำอธิบาย 3 ในข้อนั้น).
1ปต. 1:22 ก 1ปต.1:9
1ปต. 1:22 2ก จิตของเราประกอบด้วยความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ ซึ่งก็เป็นส่วนต่างๆ ในใจของเราด้วย. การที่จิตของเราได้รับการชำระก็คือ การที่ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจ ซึ่งเป็นส่วนต่างๆ ของใจได้รับการชำระให้ปราศจากมลทินหรือสิ่งแปดเปื้อนทั้งหลาย (กจ.15:9; ยก.4:8). แท้จริงแล้วนี่ก็หมายถึงการที่ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจของเราได้รับการช่วยให้หลุดพ้นจาก ทุกสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากพระเจ้า และให้สนใจแต่พระเจ้าเป็นคู่หมายหรือเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว. การชำระเช่นนี้ได้สำเร็จลงโดยการที่เราเชื่อฟังต่อหลักความจริง ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระและความเที่ยงแท้แห่งหลักความเชื่อในพระคริสต์ของเรา (ดู 1ตธ. 1:1 คำอธิบาย 1 ประการที่ 2). เมื่อเราน้อมฟังหลักความจริง ซึ่งก็คือเนื้อหาสาระและความเที่ยงแท้แห่งหลักความเชื่อที่มีอยู่ในพระคริสต์เช่นนี้ ทั่วทั้งจิตของเราก็จะสนใจแต่พระเจ้า ดังนั้นจึงได้รับการชำระพ้นจากทุกสิ่งที่นอกเหนือไปจากพระเจ้า. นี่ก็คือการให้จิตของเรารอดจากของมลทินทั้งหลายโดยการที่เราต้อนรับพระคำที่ปลูกฝังไว้แล้ว (ยก.1:21) ซึ่งก็คือหลักความจริงที่ทำ การแบ่งแยกบริสุทธิ์ (ยฮ.17:17).
1ปต. 1:22 3 เล็งถึงหลักความจริงที่ทำการแบ่งแยกบริสุทธิ์ และก็คือพระคำแห่งความเที่ยงแท้ (ซึ่งก็คือหลักความจริง) ของพระเจ้า (ยฮ.17:17 และคำอธิบาย).
1ปต. 1:22 ข 1ปต.2:17; 3:8; 2ปต.1:7; รม.12:9-10; ฮร.13:1; 1ยฮ.4:21
1ปต. 1:22 4ข เพราะการชำระจิตของเราได้ทำให้ทั้งตัวของเราสนใจแต่พระเจ้า เพื่อทำให้เรารักพระองค์ด้วยสุดจิต, สุดใจ, และสุดความคิด (มก.12:30) ผลที่สุดก็จะทำให้เรารักพี่น้องโดยปราศจากความจอมปลอมและมีใจรักบุคคลที่พระเจ้าทรงรักด้วยความร้อนรน. ก่อนอื่นการให้บังเกิดใหม่ของพระเจ้าได้ก่อกำเนิดการดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ (ข้อ 15-16) ต่อจากนั้นการแปรสภาพให้บริสุทธิ์ (การชำระ) ของพระองค์ได้ก่อให้เกิดการที่พี่น้องรักซึ่งกันและกัน.
1ปต. 1:22 5 สำเนาต้นฉบับบางฉบับไม่มีคำว่า "อันบริสุทธิ์."
1ปต. 1:23 1 ข้อนี้ได้ขยายความในข้อ 22. เมื่อเราได้บังเกิดใหม่ เราก็ได้ชำระจิตของตนเองจนมีความรักต่อพี่น้อง. การที่เราได้บังเกิดใหม่ด้วยชีวิตของพระเจ้านั้นเป็นพื้นฐานหรือเป็นฐานสำหรับการชำระและแบ่งแยกจิตของเราให้บริสุทธิ์จวบจนมีความรักซึ่งกันและกันกับพี่น้องโดยปราศจากการเสแสร้ง. พระคำในตอนนี้ได้เริ่มต้นหรือสรุปลงด้วยการบังเกิดใหม่ ซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ในการให้เราดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ต่อพระเจ้าและมีความรักฉันพี่น้องต่อวิสุทธิชน.
1ปต. 1:23 ก 1ปต.1:3
1ปต. 1:23 ข มธ.13:3; 1ยฮ.3:9
1ปต. 1:23 2ข เมล็ดเป็นเหมือนภาชนะบรรจุชีวิต. พระคำของพระเจ้าซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่รู้เสื่อมสลายนั้นได้บรรจุชีวิตของพระเจ้าไว้ภายใน ฉะนั้นพระคำนี้จึงเป็นสิ่งที่มีชีวิตและดำรงอยู่เสมอ. โดยพระคำนี้เราจึงได้บังเกิดใหม่. พระคำที่มีชีวิตและดำรงอยู่เสมอของพระเจ้านี้ได้ถ่ายเทชีวิตของพระเจ้าเข้าสู่วิญญาณของเรา เพื่อให้เราบังเกิดใหม่.
1ปต. 1:23 ค ฮร.4:12
1ปต. 1:24 1 เล็งถึงมนุษย์ที่ตกต่ำ. บรรดามนุษยชาติที่ตกต่ำล้วนเหมือนต้นหญ้าที่เหี่ยวแห้งไป สง่าราศีของเขาก็เหมือนดอกหญ้าที่ร่วงโรยไป. แต่ก่อนผู้เชื่อทั้งหลายก็เป็นเช่นนี้ แต่พระคำที่มีชีวิตและดำรงอยู่เป็นนิตย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้ถูกปลูกภายในเขาโดยการบังเกิดใหม่นี้ ได้ทำให้เนื้อแท้ของเขาเปลี่ยนไปคือ ทำให้เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชีวิตและดำรงอยู่เสมอ.
1ปต. 1:24 ก ยซย.40:6-8; 51:12; บพส.102:11; ยก.1:10-11
1ปต. 1:25 1 คำว่า "พระคำ" ในข้อ 23 เป็นพระคำในยามปกติ ส่วน คำว่า "พระคำ" ในข้อนี้ (ทั้ง 2 ครั้ง) เล็งถึงพระคำในยามฉับพลัน. เมื่อพระคำในยามปกติได้ตรัสกับเรา ก็กลายเป็นพระคำในยามฉับพลัน.
1ปต. 1:25 2 เล็งถึงพระเจ้า ในข้อ 23 ชี้บ่งว่า องค์พระเยซูเจ้าก็คือพระเจ้า.
1ปต. 1:25 ก อฟ.1:13
1ปต. 1:25 ข รม.1:15-17
1ปต. 1:25 3ข พระคำที่พวกอัครทูตป่าวประกาศ ก็คือกิตติคุณที่ทำให้ผู้เชื่อได้บังเกิดใหม่.
สารบัญ