เฮ็บราย บทที่ 9
(2) เครื่องบูชาที่ประเสริฐกว่า
และโลหิตที่ประเสริฐกว่าพร้อมทั้งพลับพลาที่ยิ่งใหญ่กว่า
และครบสมบูรณ์กว่า
9:1 — 10:18
และโลหิตที่ประเสริฐกว่าพร้อมทั้งพลับพลาที่ยิ่งใหญ่กว่า
และครบสมบูรณ์กว่า
9:1 — 10:18
ฮร.
9:1 ก[พันธสัญญา]แรกนั้นยังมีขกฎเกณฑ์ว่าด้วยการนมัสการ และมี1คสถานที่บริสุทธิ์ซึ่งเป็นง ของโลกนี้.
ฮร.
9:2 เพราะว่ามีกพลับพลาที่เตรียมไว้แล้ว ในชั้นที่หนึ่งซึ่งมีขคันประทีป,คโต๊ะ, และง ขนมปังตั้งถวายนั้นเรียกว่าจ[ที่]บริสุทธิ์
ฮร.
9:3 และหลังกม่านชั้นที่สอง มีขพลับพลา[อีก]ชั้นหนึ่งเรียกว่าค[ที่]บริสุทธิ์สุด
ฮร.
9:4 [ในห้องนี้]1มี2กแท่นทองคำสำหรับเผาเครื่องหอม และมีขหีบพันธสัญญาซึ่งหุ้มด้วยทองคำ ในหีบนั้นมี3คโถทองคำใส่มานา, ง ไม้เท้าที่แตกหน่อของอาโรน, และจแผ่นศิลา[จารึก]พันธสัญญา
ฮร.
9:5 และเหนือหีบนั้นมี1กคะรูบิมแห่งสง่าราศีปกคลุมขฝาปกปิดบาป แต่เราไม่อาจจะกล่าวถึงรายละเอียดของสิ่งเหล่านี้ได้ในตอนนี้.
ฮร.
9:6 เมื่อเตรียมทุกสิ่งไว้ดังนี้แล้ว เหล่าปุโรหิตก็ได้กเข้าไปในขพลับพลาชั้นที่หนึ่งคเป็นประจำเพื่อกระทำให้สำเร็จซึ่งการนมัสการ
ฮร.
9:7 แต่ในกพลับพลาชั้นที่สองนั้น มีแต่ขมหาปุโรหิตเท่านั้น[ที่เข้าไปได้]เพียงคปีละครั้ง และไม่[อาจเข้าไป]โดยปราศจากง เลือดซึ่งจะต้องถวายเพื่อจตัวเองและเพื่อ1ความบาปที่ไม่เจตนาของฉเหล่าพลไพร่
ฮร.
9:8 เมื่อเป็นเช่นนี้ กพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงได้สำแดงไว้อย่างชัดเจนว่า 1ขทางซึ่งจะเข้าสู่ค[ที่]บริสุทธิ์สุดนั้นยังไม่ปรากฏแจ้งตราบเท่าที่พลับพลาง ชั้นที่หนึ่งยังตั้งอยู่.
ฮร.
9:9 พลับพลาชั้นที่หนึ่งเป็น1กสัญลักษณ์สำหรับปัจจุบันนี้ และถ้าพิจารณาตามขมโนธรรมแล้วการถวาย2คเครื่องบรรณาการและเครื่องบูชาตามสัญลักษณ์นี้ย่อมง ไม่สามารถทำให้ผู้นมัสการสำเร็จสมบูรณ์ได้
ฮร.
9:10 [สิ่งเหล่านี้]เป็นเพียงกอาหาร, เครื่องดื่ม, และ1ขการชำระล้างต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นกฎเกณฑ์ฝ่ายเนื้อหนังที่ได้ทรงกำหนดไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่จะ2แก้ไขใหม่.
ฮร.
9:11 แต่พระคริสต์ได้เสด็จมาเป็นกมหาปุโรหิตแห่ง1ขสิ่งประเสริฐที่ได้ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาแล้ว โดยได้เสด็จผ่านคพลับพลาที่ยิ่งใหญ่กว่าและครบสมบูรณ์กว่าซึ่งง มือ[มนุษย์]ไม่ได้สร้างขึ้น คือไม่ได้เป็นของจโลกที่ถูกเนรมิตสร้างนี้
ฮร.
9:12 และพระองค์ไม่ได้กทรงเข้าไปโดยขเลือดแพะและเลือดลูกโค แต่กทรงเข้าไปในค[ที่]บริสุทธิ์สุดง เพียงครั้งเดียวก็สำเร็จนิรันดร์โดยพระโลหิตจของพระองค์เอง และทรง1ได้รับมาซึ่ง2การไถ่อันฉนิรันดร์.
ฮร.
9:13 เพราะถ้ากเลือดแพะและเลือดโคตัวผู้และขเถ้าลูกโคตัวเมียที่คประพรมลงบนเหล่าผู้ที่มลทินยังได้แบ่งแยกเขาให้บริสุทธิ์ จนได้ชำระเนื้อหนังให้สะอาดแล้ว
ฮร.
9:14 1กพระโลหิตของพระคริสต์ผู้ทรงขถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาอันคปราศจากด่างพร้อยแก่พระเจ้าโดย2พระวิญญาณที่นิรันดร์นั้น จะชำระ3ง มโนธรรมของเราให้พ้นจาก4จการประพฤติที่ตายแล้วเพื่อจะฉปรนนิบัติ5ชพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ได้มากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด?
ฮร.
9:15 ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงเป็นกคนกลางแห่งขพันธสัญญาใหม่ เพื่อคนเหล่านั้นที่ถูกคเรียกจะได้รับ1คำสัญญาแห่ง2ง มรดกอันนิรันดร์ เมื่อได้ทรงตายเพื่อไถ่3การล่วงละเมิดที่อยู่ภายใต้จพันธสัญญาแรกแล้ว.
ฮร.
9:16 ด้วยว่าถ้ามี1พินัยกรรม ก็จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า ผู้ทำพินัยกรรมนั้นถึงแก่ความตายแล้ว.
ฮร.
9:17 เพราะ1พินัยกรรมนั้นจะได้รับการยืนยัน2ก็ต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้วเพราะพินัยกรรมย่อมไม่มีผลบังคับใช้ในขณะที่ผู้ทำยังมีชีวิตอยู่.
ฮร.
9:18 ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ก[พันธสัญญา]แรกก็ไม่ได้1ตั้งขึ้นโดยปราศจากขเลือด.
ฮร.
9:19 เพราะเมื่อโมเซได้ประกาศพระบัญญัติทุกข้อแก่บรรดาพลไพร่ตามกฎบัญญัติแล้ว ท่านก็ได้กเอาเลือดลูกโคและเลือดแพะ และใช้น้ำกับขขนแกะสีแดงและต้นหุสบมาประพรมทั้งหนังสือ[พันธสัญญา]และพลไพร่ทั้งปวง และกล่าวว่า
ฮร.
9:20 "นี่แหละเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าทรง1ตั้งไว้กับพวกเจ้า."
ฮร.
9:21 แล้วท่านได้นำเลือดประพรมกพลับพลากับบรรดาภาชนะที่ใช้ในการนมัสการด้วยเช่นกัน.
ฮร.
9:22 ตามกฎบัญญัตินั้น สิ่งของแทบทุกสิ่งต้องถูกชำระด้วยเลือดและถ้ากไม่มี1เลือดไหลออกแล้ว ก็จะไม่มีการอภัย[บาป].
ฮร.
9:23 ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องชำระกแบบอย่างของสิ่งที่อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายด้วย[เครื่องบูชา]เหล่านี้ แต่1สิ่งที่อยู่ในสวรรค์เองต้องชำระด้วย2ขเครื่องบูชาที่ประเสริฐกว่า[เครื่องบูชา]เหล่านี้.
ฮร.
9:24 เพราะพระคริสต์ไม่ได้กเสด็จเข้าสู่1[ที่]บริสุทธิ์ซึ่งมือ[มนุษย์]ได้สร้างขึ้น ซึ่งเป็นเพียง2ขแบบจำลองจากคของจริง แต่ได้เสด็จเข้าสู่ง สวรรค์นั้นเอง และบัดนี้ทรงปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้าเพื่อเราทั้งหลาย
ฮร.
9:25 และพระองค์ไม่ต้องถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนที่กมหาปุโรหิตต้องเข้าไปในข[ที่]บริสุทธิ์สุดทุกๆ ปีพร้อมด้วย1เลือดโค เลือดแกะ
ฮร.
9:26 หากเป็นเช่นนั้น พระองค์คงต้องทนทุกข์ทรมานหลายครั้งกตั้งแต่แรกสร้างโลกเป็นต้นมา แต่ว่าบัดนี้พระองค์ได้มาขปรากฏเมื่อถึง1คกาลสิ้นสุดยุคทั้งหลายง เพียงครั้งเดียว เพื่อจกำจัด2ความบาปให้หมดไปโดยการถวายพระองค์เองเป็นฉเครื่องบูชา.
ฮร.
9:27 และ1มนุษย์ทั้งหลายถูกกำหนดไว้แล้วว่า จะต้องกตาย2หนหนึ่ง และหลังจากตายแล้วก็จะมีขการพิพากษา
ฮร.
9:28 ทำนองเดียวกันเมื่อพระคริสต์ถูกถวาย[เป็นเครื่องบูชา]กหนหนึ่งเพื่อขแบกรับ1ความบาปของคนเป็นอันมากแล้ว ในอนาคตพระองค์ก็จะคทรงปรากฏเป็นครั้งที่สองแก่บรรดาผู้ที่ร้อนรนง คอยท่าพระองค์ 2โดยไม่เกี่ยวกับ3ความบาป แต่เพื่อ4จช่วยเขาเหล่านั้นให้รอด.
คำอธิบาย เฮ็บราย บทที่ 9
ฮร.
9:1 ก ฮร.8:7, 13; 9:15, 18
ฮร.
9:1 ข ฮร.9:10
ฮร.
9:1 ค ฮร.9:24; อซด.25:8
ฮร.
9:1 1ค ศัพท์ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำว่า "ที่บริสุทธิ์" ใน 8:2 แต่ในที่นี้เป็นเอกพจน์ ดังนั้นจึงแปลเป็นสถานที่บริสุทธิ์. สถานที่บริสุทธิ์ก็คือพลับพลาทั้งหลัง (อซด.25:8-9) ซึ่งครอบคลุมถึงพลับพลาชั้นที่หนึ่งซึ่งเรียกว่าที่บริสุทธิ์ (ข้อ 2) และพลับพลาชั้นที่สองที่เรียกว่าที่บริสุทธิ์สุด (ข้อ 3). ดู 8:2 คำอธิบาย 2.
ฮร.
9:1 ง ฮร.9:11
ฮร.
9:2 ก ฮร.9:6; อซด.26:35
ฮร.
9:2 ข อซด.25:31-39
ฮร.
9:2 ค อซด.25:23-29
ฮร.
9:2 ง อซด.25:30
ฮร.
9:2 จ อซด.26:33
ฮร.
9:3 ก อซด.26:31-33
ฮร.
9:3 ข อซด.40:21
ฮร.
9:3 ค อซด.26:33-34; ฮร.9:8, 12, 25; 10:19; 13:11
ฮร.
9:4 1 ตำแหน่งที่วางแท่นเผาเครื่องหอมในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่นั้นดูเหมือนจะมีความแตกต่างกันอยู่. อซด.30:6 กล่าวว่าแท่นเผาเครื่องหอมถูกจัดวางไว้หน้าม่าน คืออยู่นอกม่าน. กรณีนี้ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าแท่นเผาเครื่องหอมนั้นถูกวางไว้ในที่บริสุทธิ์ซึ่งอยู่นอกม่านไม่ได้อยู่ในที่บริสุทธิ์สุดซึ่งอยู่หลังม่าน. แต่ในที่นี้กล่าวว่าในที่บริสุทธิ์สุดนั้นมีแท่นเผาเครื่องหอม. ดังนั้นอาจารย์ในศาสนาคริสต์และผู้อ่านพระคัมภีร์ส่วนใหญ่จึงคิดว่าจะต้องเกิดความผิดพลาดหรือเข้าใจผิดอะไรบางสิ่งอย่างแน่นอน. แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นข้อแตกต่างเหล่านี้มีความหมายฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างยิ่ง ดังที่จะแสดงให้เห็นในประเด็นต่อไปนี้:
(1) การบันทึกเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของแท่นเผาเครื่องหอมในพันธสัญญาเดิมได้เปิดเผยเป็นนัยถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดระหว่างแท่นเผาเครื่องหอมกับหีบแห่งพยานซึ่งมีสถานที่ระงับข้อพิพาทปิดอยู่เหนือหีบนั้น อันเป็นที่ซึ่งพระเจ้าจะมาพบกับพลไพร่ของพระองค์ (อซด.30:6). ในที่นั่นยังบันทึกว่า แท่นเผาเครื่องหอมถูกวางไว้หน้าหีบแห่งพยานโดยไม่กล่าวถึงม่านที่ใช้กั้นระหว่างสองสิ่งนี้เลย (อซด.40:5).
(2) 1พกษ.6:22 (ในฉบับมาตรฐานอเมริกัน: ASV) กล่าวว่าแท่นเผาเครื่องหอมเป็นของพระวิหารชั้นใน (ในภาษากรีกมีนัยถึงสถานที่ตรัสของพระเจ้า). พระวิหารชั้นในซึ่งเล็งถึงที่บริสุทธิ์สุดนี้มีหีบแห่งพยานพร้อมด้วยสถานที่ระงับข้อพิพาทอันเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าจะตรัสกับพลไพร่ของพระองค์. ดังนั้นตั้งแต่พันธสัญญาเดิมก็ได้ชี้บ่งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าแท่นเผาเครื่องหอมเป็นของที่บริสุทธิ์สุด. (แม้แท่นเผาเครื่องหอมจะอยู่ในที่บริสุทธิ์ แต่การใช้งานกลับมีเพื่อหีบแห่งพยานซึ่งอยู่ในที่บริสุทธิ์สุด. ในวันไถ่บาปนั้นทั้งแท่นเผาเครื่องหอมและสถานที่ระงับข้อพิพาทเหนือหีบแห่งพยานล้วนต้องถูกประพรมด้วยเลือดแห่งการระงับข้อพิพาท— อซด.30:10; ลวต.16:15-16). ดังนั้นใน อซด.26:35 จึงกล่าวว่าในที่บริสุทธิ์มีเพียงโต๊ะขนมปังตั้งถวายและคันประทีปเท่านั้น โดยไม่ได้กล่าวถึงแท่นเผาเครื่องหอมเลย.
(3) แท่นเผาเครื่องหอมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอธิษฐานของเรา (ลก.1:10-11) และหนังสือเล่มนี้ให้เราเห็นว่า การอธิษฐานก็คือการเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด (10:19) และก็คือการมาถึงเบื้องหน้าพระที่นั่งแห่งพระคุณ ซึ่งมีสถานที่ระงับข้อพิพาทที่อยู่เหนือหีบแห่งพยานเป็นเครื่องหมายเล็ง. การอธิษฐานของเรามักเริ่มต้นจากความคิดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจิตอันมีที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องหมายเล็งเสมอ. แต่การอธิษฐานจะนำเราเข้าสู่วิญญาณซึ่งมีที่บริสุทธิ์สุดเป็นเครื่องหมายเล็ง.
(4) เนื่องจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จึงต้องถือว่าแท่นเผาเครื่องหอมเป็นของที่บริสุทธิ์สุด. ในข้อนี้ไม่ได้กล่าวว่าแท่นทองคำสำหรับเผาเครื่องหอมนั้นอยู่ในที่บริสุทธิ์สุด ดังที่กล่าวว่าคันประทีปและโต๊ะอยู่ในที่บริสุทธิ์ (ข้อ 2). แต่กล่าวว่าที่บริสุทธิ์สุดมีแท่นทองคำสำหรับเผาเครื่องหอม เพราะแท่นนี้เป็นของที่บริสุทธิ์สุด. แนวคิดนี้สอดคล้องกับประเด็นสำคัญทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ คือเราต้องมุ่งจากจิตของเรา (มีที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องหมายเล็ง) ไปสู่วิญญาณของเรา (มีที่บริสุทธิ์สุดเป็นเครื่องหมายเล็ง).
แท่นเผาเครื่องหอมเป็นของพระวิหารชั้นใน ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการตรัสของพระเจ้า ซึ่งก็คือที่บริสุทธิ์สุดนั่นเอง. แท่นเผาเครื่องหอมเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ที่อยู่ในการเป็นขึ้นผู้เป็นเครื่องหอมที่หวานชื่นและหอมหวนซึ่งเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงโปรดรับเราด้วยความโปรดปราน. เราต้องอธิษฐานด้วยพระคริสต์องค์นี้ในการติดต่อกับพระเจ้า พระเจ้าจึงจะชอบพระทัยที่จะตรัสแก่เรา. ในการอธิษฐานของเรานั้น เราสามารถพูดกับพระเจ้าด้วยพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องหอมที่หวานชื่นผู้นี้ แล้วพระเจ้าก็จะตรัสกับเราในกลิ่นสุคนธรสที่หอมหวนแห่งเครื่องหอมนี้. นี่ก็คือการสนทนาที่อยู่ในการสามัคคีธรรมอันหวานชื่นระหว่างเรากับพระเจ้าโดยพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องหอมที่หวานชื่นนั่นเอง.
(1) การบันทึกเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของแท่นเผาเครื่องหอมในพันธสัญญาเดิมได้เปิดเผยเป็นนัยถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดระหว่างแท่นเผาเครื่องหอมกับหีบแห่งพยานซึ่งมีสถานที่ระงับข้อพิพาทปิดอยู่เหนือหีบนั้น อันเป็นที่ซึ่งพระเจ้าจะมาพบกับพลไพร่ของพระองค์ (อซด.30:6). ในที่นั่นยังบันทึกว่า แท่นเผาเครื่องหอมถูกวางไว้หน้าหีบแห่งพยานโดยไม่กล่าวถึงม่านที่ใช้กั้นระหว่างสองสิ่งนี้เลย (อซด.40:5).
(2) 1พกษ.6:22 (ในฉบับมาตรฐานอเมริกัน: ASV) กล่าวว่าแท่นเผาเครื่องหอมเป็นของพระวิหารชั้นใน (ในภาษากรีกมีนัยถึงสถานที่ตรัสของพระเจ้า). พระวิหารชั้นในซึ่งเล็งถึงที่บริสุทธิ์สุดนี้มีหีบแห่งพยานพร้อมด้วยสถานที่ระงับข้อพิพาทอันเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าจะตรัสกับพลไพร่ของพระองค์. ดังนั้นตั้งแต่พันธสัญญาเดิมก็ได้ชี้บ่งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าแท่นเผาเครื่องหอมเป็นของที่บริสุทธิ์สุด. (แม้แท่นเผาเครื่องหอมจะอยู่ในที่บริสุทธิ์ แต่การใช้งานกลับมีเพื่อหีบแห่งพยานซึ่งอยู่ในที่บริสุทธิ์สุด. ในวันไถ่บาปนั้นทั้งแท่นเผาเครื่องหอมและสถานที่ระงับข้อพิพาทเหนือหีบแห่งพยานล้วนต้องถูกประพรมด้วยเลือดแห่งการระงับข้อพิพาท— อซด.30:10; ลวต.16:15-16). ดังนั้นใน อซด.26:35 จึงกล่าวว่าในที่บริสุทธิ์มีเพียงโต๊ะขนมปังตั้งถวายและคันประทีปเท่านั้น โดยไม่ได้กล่าวถึงแท่นเผาเครื่องหอมเลย.
(3) แท่นเผาเครื่องหอมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอธิษฐานของเรา (ลก.1:10-11) และหนังสือเล่มนี้ให้เราเห็นว่า การอธิษฐานก็คือการเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด (10:19) และก็คือการมาถึงเบื้องหน้าพระที่นั่งแห่งพระคุณ ซึ่งมีสถานที่ระงับข้อพิพาทที่อยู่เหนือหีบแห่งพยานเป็นเครื่องหมายเล็ง. การอธิษฐานของเรามักเริ่มต้นจากความคิดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจิตอันมีที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องหมายเล็งเสมอ. แต่การอธิษฐานจะนำเราเข้าสู่วิญญาณซึ่งมีที่บริสุทธิ์สุดเป็นเครื่องหมายเล็ง.
(4) เนื่องจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จึงต้องถือว่าแท่นเผาเครื่องหอมเป็นของที่บริสุทธิ์สุด. ในข้อนี้ไม่ได้กล่าวว่าแท่นทองคำสำหรับเผาเครื่องหอมนั้นอยู่ในที่บริสุทธิ์สุด ดังที่กล่าวว่าคันประทีปและโต๊ะอยู่ในที่บริสุทธิ์ (ข้อ 2). แต่กล่าวว่าที่บริสุทธิ์สุดมีแท่นทองคำสำหรับเผาเครื่องหอม เพราะแท่นนี้เป็นของที่บริสุทธิ์สุด. แนวคิดนี้สอดคล้องกับประเด็นสำคัญทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ คือเราต้องมุ่งจากจิตของเรา (มีที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องหมายเล็ง) ไปสู่วิญญาณของเรา (มีที่บริสุทธิ์สุดเป็นเครื่องหมายเล็ง).
แท่นเผาเครื่องหอมเป็นของพระวิหารชั้นใน ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการตรัสของพระเจ้า ซึ่งก็คือที่บริสุทธิ์สุดนั่นเอง. แท่นเผาเครื่องหอมเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ที่อยู่ในการเป็นขึ้นผู้เป็นเครื่องหอมที่หวานชื่นและหอมหวนซึ่งเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงโปรดรับเราด้วยความโปรดปราน. เราต้องอธิษฐานด้วยพระคริสต์องค์นี้ในการติดต่อกับพระเจ้า พระเจ้าจึงจะชอบพระทัยที่จะตรัสแก่เรา. ในการอธิษฐานของเรานั้น เราสามารถพูดกับพระเจ้าด้วยพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องหอมที่หวานชื่นผู้นี้ แล้วพระเจ้าก็จะตรัสกับเราในกลิ่นสุคนธรสที่หอมหวนแห่งเครื่องหอมนี้. นี่ก็คือการสนทนาที่อยู่ในการสามัคคีธรรมอันหวานชื่นระหว่างเรากับพระเจ้าโดยพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องหอมที่หวานชื่นนั่นเอง.
ฮร.
9:4 2 ในที่นี้คำว่า "แท่น" ในภาษากรีกอาจแปลเป็น กระถาง ก็ได้ แต่ในที่นี้เล็งถึงแท่นเผาเครื่องหอม ไม่ได้เล็งถึงกระถางเผาเครื่องหอม ซึ่งตามการบันทึกในพันธสัญญาเดิมนั้น ไม่มีกระถางเผาเครื่องหอมอยู่ในที่บริสุทธิ์หรือที่บริสุทธิ์สุดเลย.
ฮร.
9:4 ก อซด.30:1-4, 6; 40:5; 1พกษ.6:22
ฮร.
9:4 ข อซด.25:10-22; 26:34; 40:21
ฮร.
9:4 ค อซด.16:33-34
ฮร.
9:4 3ค การจัดวางเครื่องใช้ต่างๆ ในพลับพลานั้นบรรยายถึงประสบการณ์ที่เรามีต่อพระคริสต์. ที่บริเวณภายนอกมีแท่นบูชาทองเหลืองและอ่างทองเหลืองสำหรับล้างชำระ (อซด.40:29-32) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งว่า หากว่าตามภายนอกแล้ว ประสบการณ์ที่เรามีต่อพระคริสต์นั้นเริ่มต้นที่การไถ่บนกางเขนของพระองค์และการชำระของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีการไถ่ของพระคริสต์เป็นพื้นฐาน. ในที่บริสุทธิ์มีโต๊ะขนมปังตั้งถวายและคันประทีป และมีแท่นเผาเครื่องหอมซึ่งอยู่ใกล้ที่บริสุทธิ์สุดหน้าหีบแห่งพยาน. โต๊ะขนมปังตั้งถวายเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่เรามีประสบการณ์ต่อพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา ส่วนคันประทีปเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่เรามีประสบการณ์ต่อพระคริสต์เป็นแสงสว่างที่ฉายส่องเรา. ประสบการณ์เหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่อยู่ภายใน คือในความคิดและมโนธรรมของเรา. แท่นเผาเครื่องหอมเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่เรามีประสบการณ์ต่อพระคริสต์เป็นเครื่องหอมอันหวานชื่นที่ลอยขึ้นไปสู่พระเจ้า. ประสบการณ์นี้เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าและอยู่ภายในกว่า ซึ่งจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและอยู่ภายในที่สุดในที่บริสุทธิ์สุด. ในที่บริสุทธิ์สุดมีหีบแห่งพยาน และในหีบนั้นมีโถทองคำใส่มานาที่ซ่อนเร้น, ไม้เท้าที่แตกหน่อของอาโรน, และแผ่นศิลาจารึกพันธสัญญา. มานาที่ซ่อนเร้นซึ่งอยู่ในโถทองคำนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่เรามีประสบการณ์ต่อพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตในแบบที่ลึกที่สุด ซึ่งลึกซึ้งมากกว่าประสบการณ์ที่มีโต๊ะขนมปังตั้งถวายในที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องหมาย. ไม้เท้าที่แตกหน่อเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการที่เรามีประสบการณ์ต่อพระคริสต์ในการเป็นขึ้นของพระองค์เพื่อให้เราเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า เพื่อเราจะมีอำนาจในการปฏิบัติที่พระเจ้าทรงประทานให้. ประสบการณ์นี้ลึกซึ้งมากกว่าประสบการณ์ต่อพระคริสต์เป็นเครื่องหอมที่ทำให้เราเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า. แผ่นศิลาจารึกพันธสัญญาซึ่งก็คือแผ่นพระบัญญัติสิบประการนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงประสบการณ์ที่เรามีต่อพระคริสต์เป็นกฎบัญญัติทางภายในที่ฉายส่องแก่เรา ซึ่งจะคอยกำหนดกฎเกณฑ์ให้แก่เราตามพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า. นี่เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมากกว่าประสบการณ์ที่มีต่อพระคริสต์เป็นคันประทีปที่ส่องแสงอยู่ในที่บริสุทธิ์. ประสบการณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดซึ่งมีต่อพระคริสต์เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นในวิญญาณของเราซึ่งมีที่บริสุทธิ์สุดเป็นเครื่องหมายเล็ง.
ฮร.
9:4 ง อฤธ.17:3, 5, 8, 10
ฮร.
9:4 จ พบญ.10:4, 5; อซด.34:1, 29; 25:21; 40:20
ฮร.
9:5 ก อซด.25:18- 20
ฮร.
9:5 1ก ดู รม.3:25 คำอธิบาย 2.
ฮร.
9:5 ข อซด.25:17, 21; รม.3:25
ฮร.
9:6 ก ลวต.4:5-7; อซด.27:21
ฮร.
9:6 ข ฮร.9:2
ฮร.
9:6 ค ฮร.10:11
ฮร.
9:7 ก ฮร.9:3
ฮร.
9:7 ข ลวต.16:15-17
ฮร.
9:7 ค อซด.30:10; ลวต.16:34; ฮร.10:3
ฮร.
9:7 ง ลวต.16:14, 15
ฮร.
9:7 จ ลวต.16:6, 11; ฮร.5:3
ฮร.
9:7 1 แปลตามตรงคือความไม่รู้. คำนี้เป็นพหูพจน์ เล็งถึงความบาปที่กระทำไปโดยไม่รู้กฎบัญญัติของพระเจ้า ดังนั้นจึงเป็นความบาปที่ไม่เจตนา (ลวต.4:2, 13, 22, 27; 5:17-18).
ฮร.
9:7 ฉ ลวต.16:15
ฮร.
9:8 ก ฮร.3:7; 10:15
ฮร.
9:8 ข ฮร.10:20
ฮร.
9:8 1ข พลับพลาชั้นที่หนึ่งซึ่งก็คือที่บริสุทธิ์นั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพันธสัญญาเดิม ส่วนพลับพลาชั้นที่สองซึ่งก็คือที่บริสุทธิ์สุดนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพันธสัญญาใหม่. บัดนี้ม่านที่ปิดกั้นที่บริสุทธิ์สุดไว้นั้นได้แยกออกจากกันแล้วด้วยการตายของพระคริสต์ (มธ.27:51) ที่ได้ตรึงเนื้อหนังไว้ที่กางเขน (10:20; ฆต.5:24) ทางที่จะเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดจึงได้ปรากฏแจ้งแล้ว. ดังนั้นเราจึงไม่ต้องหยุดอยู่ ณ ที่บริสุทธิ์ ซึ่งก็คือในพันธสัญญาเดิมหรือในจิตของเราอีก แต่เราจะต้องเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด คือในพันธสัญญาใหม่และก็คือในวิญญาณนั่นเอง. นี่คือเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้.
ฮร.
9:8 ค ฮร.9:3, 12, 25; 10:19
ฮร.
9:8 ง ฮร.9:2, 6
ฮร.
9:9 ก เทียบ ฮร.9:23, 24; 8:5
ฮร.
9:9 1ก หรือ แบบเล็ง แปลตามตรงคือ อุปมา.
ฮร.
9:9 ข ฮร.5:1
ฮร.
9:9 ค ฮร.10:2, 22; 9:14
ฮร.
9:9 2ค ดู 5:1 คำอธิบาย 1.
ฮร.
9:9 ง ฮร.10:1
ฮร.
9:10 ก กซ.2:16
ฮร.
9:10 ข ฮร.6:2
ฮร.
9:10 1ข แปลตามตรงคือ บัพติศมา เหมือนที่ใช้ใน 6:2 (ดู 6:2 คำอธิบาย 1).
ฮร.
9:10 2 หรือ ปฏิรูป, จัดให้เข้าที่, ทำให้เที่ยงตรง.เวลาที่จะแก้ไขใหม่ก็คือเวลาที่พระคริสต์เสด็จมาครั้งแรก ซึ่งในเวลานั้นพระองค์ทรงทำให้เงาทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมสำเร็จเป็นจริง เพื่อจะแทนที่พันธสัญญาเดิมด้วยพันธสัญญาใหม่. นี่เป็นการจัดแจงที่ถูกต้อง เป็นการจัดให้เข้าที่อันถูกต้องดังนั้นจึงเป็นการปฏิรูป. กรณีนี้ต่างกับการฟื้นฟูสิ่งสารพัดใน กจ.3:21 ซึ่งจะเกิดขึ้นในเวลาที่พระคริสต์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง.
ฮร.
9:11 ก ฮร.2:17
ฮร.
9:11 ข ฮร.10:1
ฮร.
9:11 1ข สำเนาต้นฉบับเก่าแก่บางฉบับเป็น การดีซึ่งจะมาถึงนั้น.
ฮร.
9:11 ค ฮร.8:2; 9:24
ฮร.
9:11 ง มก.14:58; 2กธ.5:1
ฮร.
9:11 จ ฮร.9:1
ฮร.
9:12 ก ฮร.6:19, 20; 9:24
ฮร.
9:12 ข ลวต. 16:14, 15
ฮร.
9:12 ค ฮร.9:3
ฮร.
9:12 ง ฮร.7:27; 10:10
ฮร.
9:12 จ ฮร.9:14; 12:24; 13:12; มธ.26:28; รม.3:25; ฮร.9:14; 12:24; 13:12; มธ.26:28; รม.3:25;
ฮร.
9:12 1 แม้พระคริสต์ได้สำเร็จการไถ่บนกางเขนไปแล้ว (กซ.1:20) แต่ต้องรอจนพระองค์ได้เสด็จเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดในสวรรค์โดยพระโลหิตแห่งการไถ่บาป คือรอจนถึงเวลาที่พระองค์ทรงนำพระโลหิตแห่งการไถ่ไปถวายต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าเสียก่อน พระองค์จึงจะทรงได้รับมาซึ่งการไถ่ที่มีประสิทธิภาพชั่วนิรันดร์.
ฮร.
9:12 2 ในพันธสัญญาเดิมนั้น เลือดของแพะและลูกโคตัวผู้ได้แต่ปกปิดความบาปเพื่อคนทั้งปวงเท่านั้น (ลวต.16:15-18) ไม่อาจสำเร็จการไถ่เพื่อความบาปของเขาได้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เลือดแพะและลูกโคตัวผู้จะขจัดความบาปไปได้ (10:4). ในภาษาเฮ็บรายนั้น รากศัพท์ของคำว่าปกปิดความบาปมีความหมายว่าปิดบังไว้ ดังนั้นความหมายของการปกปิดความบาปก็คือการปิดบังความบาปไว้เท่านั้น ไม่ใช่การขจัดความบาป. เนื่องจากพระคริสต์เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ได้แบกรับความบาปของมนุษย์โลกไป (ยฮ.1:29) โดยการถวายพระองค์เองบนกางเขนเป็นเครื่องบูชาสำหรับความบาปเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จชั่วนิรันดร์ (ข้อ 14; 10:12) พระโลหิตของพระองค์ที่ประพรมอยู่ในพลับพลาฝ่ายสวรรค์นั้น (12:24) ก็ได้สำเร็จการไถ่ที่นิรันดร์เพื่อเราแล้ว และยังเป็นการไถ่สำหรับการล่วงละเมิดที่ได้กระทำในขณะที่อยู่ภายใต้พันธสัญญาแรก (พันธสัญญาเดิม) อีกด้วย (ข้อ 15) ซึ่งเป็นการล่วงละเมิดที่เลือดของสัตว์บูชาได้ปกปิดไว้. ดังนั้นเราได้รับการไถ่ด้วยพระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์ (1ปต.1:18-19).
ฮร.
9:12 ฉ ฮร.5:9; 9:15
ฮร.
9:13 ก ฮร.9:19; ลวต.16:18
ฮร.
9:13 ข อฤธ.19:9
ฮร.
9:13 ค อฤธ.19:18, 19
ฮร.
9:14 ก ฮร.9:12
ฮร.
9:14 1ก พระโลหิตของพระคริสต์ได้หลั่งออกเพื่อการอภัยบาป (มธ.26:28) และพันธสัญญาใหม่ก็ได้ก่อตั้งขึ้นโดยพระโลหิตนี้ (10:29; ลก.22:20). พระโลหิตนี้ได้สำเร็จการไถ่ที่นิรันดร์เพื่อเรา (ข้อ 12; อฟ.1:7; 1ปต.1:18-19) และได้ซื้อคริสตจักรไว้ถวายแด่พระเจ้า (กจ.20:28). พระโลหิตนี้ได้ชำระเราให้พ้นจากความบาป (1ยฮ.1:7), ชำระมโนธรรมของเราให้บริสุทธิ์ (ข้อ 14), แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ (13:12), และกล่าวถึงสิ่งที่ประเสริฐกว่าเพื่อเรา (12:24). โดยพระโลหิตนี้ เราจึงได้เข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด (10:19) และได้มีชัยชนะต่อซาตานผู้ฟ้องร้องนั้น (วว.12:10-11). ดังนั้นโลหิตนี้จึงมีค่าและประเสริฐกว่าเลือดแพะและเลือดโคตัวผู้ (ข้อ 12-13). เราต้องเห็นความสำคัญของพระโลหิตนี้อย่าได้ถือเป็นของธรรมดาเหมือนเลือดของสัตว์บูชาเพราะหากทำเช่นนั้น เราจะถูกพระเจ้าลงโทษ (10:29-31).
ฮร.
9:14 ข ฮร.7:27; 9:28; 10:10, 12, 14; อฟ.5:2
ฮร.
9:14 ค 1ปต.1:19
ฮร.
9:14 2 บนกางเขนนั้น พระคริสต์ทรงถวายพระองค์เองแก่พระเจ้าในร่างกายของมนุษย์ (10:5,10) ซึ่งร่างกายนี้ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา. แต่พระองค์ทรงกระทำการนี้โดยพระวิญญาณที่นิรันดร์ พระวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่นิรันดร์และไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา. ด้วยเหตุนี้ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น พระคริสต์ผู้เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้าได้ถูกฆ่ามาตั้งแต่แรกสร้างโลกแล้ว (วว.13:8). การถวายพระองค์เองนั้นกระทำเพียงหนเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์ (7:27) และการไถ่ที่สำเร็จโดยการตายของพระองค์ก็เป็นสิ่งที่นิรันดร์ (ข้อ 12) คือมีประสิทธิภาพนิรันดร์. ขอบเขตแห่งการไถ่ของพระองค์ได้ครอบคลุมขอบเขตความบาปทั้งหมดแล้ว. ดูข้อ 26 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2.
ฮร.
9:14 ง ฮร.10:2, 22
ฮร.
9:14 3ง พระโลหิตของพระคริสต์ได้ชำระมโนธรรมของเราให้บริสุทธิ์เพื่อเราจะได้ปรนนิบัติพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่. หากจะปรนนิบัติพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ก็จำเป็นต้องมีมโนธรรมที่ได้รับการชำระด้วยพระโลหิต. การนมัสการอยู่ในศาสนาที่ตายหรือปรนนิบัติสิ่งที่ตาย ซึ่งก็คือสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากพระเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องมีมโนธรรมที่ได้รับการชำระ. มโนธรรมเป็นส่วนที่สำคัญในวิญญาณของเรา. พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ที่เราปรารถนาจะปรนนิบัตินั้นได้เสด็จมาสู่วิญญาณของเรา (ยฮ.4:24) โดยการสัมผัสกับมโนธรรมของเราอยู่เสมอ. พระองค์ทรงชอบธรรม, บริสุทธิ์, และทรงพระชนม์อยู่. มโนธรรมที่เป็นมลทินของเราจะต้องถูกชำระเพื่อให้เราสามารถปรนนิบัติพระองค์ด้วยวิธีปฏิบัติที่มีชีวิตชีวาได้. การนมัสการพระเจ้าของศาสนาที่อยู่ในความคิดไม่จำเป็นต้องกระทำเช่นนี้.
ฮร.
9:14 จ ฮร.6:1
ฮร.
9:14 4จ เนื่องจากเราตายแล้ว (อฟ.2:1; กซ.2:13) ดังนั้นทุกสิ่งที่เรากระทำ ไม่ว่าจะดีหรือเลว ก็ล้วนเป็นการประพฤติที่ตายแล้วต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ทั้งสิ้น.
ฮร.
9:14 ฉ 1ธซ.1:9
ฮร.
9:14 ช ฮร.3:12; 10:31; กจ.14:15; 1ตธ.3:15
ฮร.
9:14 5ช หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือสอนศาสนา แต่ได้เปิดเผยถึงพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ (3:12; 9:14; 10:31; 12:22). หากเราต้องการติดต่อกับพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ผู้นี้ ก็ต้องใช้วิญญาณของเรา (4:12) และมโนธรรมที่อยู่ในวิญญาณก็ต้องรับการชำระด้วยพระโลหิตด้วย.
ฮร.
9:15 ก ฮร.8:6; 12:24
ฮร.
9:15 ข ฮร.8:8, 13, 6; 7:22
ฮร.
9:15 ค ฮร.3:1; รม.8:30; อฟ.4:1, 4
ฮร.
9:15 1 คำสัญญาแห่งมรดกนิรันดร์นั้นมีการไถ่อันนิรันดร์ของพระคริสต์เป็นพื้นฐาน ไม่ได้มีฐานอยู่บนการประพฤติของเรา ซึ่งต่างกับคำสัญญาใน 10:36 อันเป็นคำสัญญาซึ่งมีความอดทนและการที่เรากระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นเงื่อนไข (ดู 10:36 คำอธิบาย 2). มรดกนิรันดร์ตามคำสัญญาในที่นี้ได้อาศัยการไถ่ที่นิรันดร์ของพระคริสต์ ส่วนบำเหน็จอันยิ่งใหญ่ (10:35) ตามคำสัญญาที่อยู่ใน 10:36 นั้นได้ประทานแก่เราเนื่องจากเราได้อดทนและกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า.
ฮร.
9:15 ง กจ.20:32; 26:18; อฟ.1:14; 1ปต.1:4
ฮร.
9:15 2ง ดู 10:34 คำอธิบาย 1.
ฮร.
9:15 3 คือการล่วงละเมิดที่นับเป็นความบาปตามมาตรฐานแห่งข้อกำหนดในพันธสัญญาแรก.
ฮร.
9:15 จ ฮร.9:1
ฮร.
9:16 1 ในภาษากรีกคำว่า "พันธสัญญา" กับ "พินัยกรรม" เป็นคำเดียวกัน. พันธสัญญาคือข้อตกลงซึ่งมีคำสัญญาว่าจะกระทำบางสิ่งให้คนที่ได้รับพันธสัญญาจนสำเร็จ. พินัยกรรมคือหนังสือที่บ่งบอกถึงบางสิ่งที่ได้สำเร็จไปแล้วซึ่งจะมอบให้ผู้รับเป็นมรดก. พันธสัญญาใหม่ซึ่งได้ตั้งขึ้นด้วยพระโลหิตของพระคริสต์นั้นมิได้เป็นเพียงพันธสัญญาแต่ยังเป็นพินัยกรรมซึ่งได้บ่งบอกว่าทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำสำเร็จโดยการตายของพระองค์นั้นล้วนถูกยกให้เป็นมรดกของเราแล้ว. พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะทรงตั้งพันธสัญญาใหม่ก่อน (ยรม.31:31-34). จากนั้นพระคริสต์ทรงหลั่งพระโลหิตเพื่อตั้งพันธสัญญาใหม่ (ลก.22:20). เพราะสิ่งที่ได้สัญญาไว้ในพันธสัญญานี้มีข้อเท็จจริงที่ได้สำเร็จไปแล้วอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นพินัยกรรม. หนังสือพินัยกรรมนี้ได้รับการรับรองและมีผลบังคับใช้โดยการตายของพระคริสต์ และยังถูกนำไปปฏิบัติให้เป็นไปตามพินัยกรรมและนำไปใช้จริงโดยพระคริสต์ในการเป็นขึ้นของพระองค์. คำสัญญาแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าถูกทำให้มั่นคงโดยความสัตย์ซื่อของพระเจ้า; พันธสัญญาของพระเจ้าถูกค้ำประกันโดยความชอบธรรมของพระเจ้า; และพินัยกรรมถูกนำไปบังคับใช้โดยฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์.
ฮร.
9:17 1 ดูข้อ 16 คำอธิบาย 1.
ฮร.
9:17 2 วลีที่ว่า "ก็ต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว" แปลตาม ตรงคือ "ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผู้ที่ตายแล้ว".
ฮร.
9:18 ก ฮร.9:1
ฮร.
9:18 1 มีความหมายเป็นนัยถึง การตั้งขึ้นใหม่, การสร้างสรรค์ขึ้นใหม่.
ฮร.
9:18 ข อซด.24:6-8
ฮร.
9:19 ก อซด.24:6-8
ฮร.
9:19 ข ลวต.14:6, 49-52
ฮร.
9:20 1 แปลตามตรงคือ บัญชาไว้แก่พวกเจ้า.
ฮร.
9:21 ก ลวต.16:14-19, 33
ฮร.
9:22 1 ถ้าไม่มีเลือดไหลออกก็ไม่มีการอภัยบาป. ถ้าไม่มีการอภัยบาปแล้ว ก็ไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมของพระเจ้าเพื่อจะตั้งพันธสัญญาขึ้นได้. แต่พระโลหิตของพระคริสต์ได้ไหลออกเพื่อการอภัยบาปแล้ว พันธสัญญาจึงถูกตั้งขึ้นด้วยพระโลหิตของพระองค์ (มธ.26:28).
ฮร.
9:22 ก ลวต.17:11
ฮร.
9:23 ก ฮร.9:9
ฮร.
9:23 1 ทั้งพลับพลาและทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพลับพลาล้วนต้องถูกประพรมด้วยเลือดแพะและเลือดโคตัวผู้จึงจะถูกชำระให้บริสุทธิ์ (ข้อ 21-23). สิ่งนี้เป็นรูปภาพแสดงว่าสิ่งที่อยู่ในสวรรค์ก็จำต้องได้รับการชำระด้วยโลหิตของเครื่องบูชาที่ประเสริฐกว่า ซึ่งก็คือพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชานั่นเอง (7:27; 9:14, 28; 10:10, 12, 14). ทั้งสวรรค์และทุกสิ่งที่อยู่ในสวรรค์ล้วนเป็นมลทินไปแล้วโดยการกบฏของซาตานกับทูตสวรรค์ที่ตกต่ำ ซึ่งได้ติดตามซาตานในการกบฏต่อพระเจ้า. ดังนั้นทุกสิ่งที่อยู่ในสวรรค์ล้วนจำเป็นต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์. พระคริสต์ทรงใช้พระโลหิตของพระองค์เอง กระทำให้สำเร็จซึ่งเรื่องของการชำระนี้แล้ว ในขณะที่พระองค์เสด็จเข้าสู่สวรรค์นั้น (ข้อ 24).
ฮร.
9:23 ข ฮร.9:26; 10:10, 12, 14
ฮร.
9:23 2ข พระคริสต์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา (ข้อ 14; 10:12). เมื่อพิจารณาจากหลายแง่มุมของเครื่องบูชานี้แล้ว เครื่องบูชาที่มีเพียงหนึ่งเดียวนี้อาจถือได้ว่าเป็นเครื่องบูชาหลายชนิด. เดิมทีพระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรองค์นิรันดร์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้กลายเป็นเนื้อหนังคือเป็นบุตรมนุษย์ และพระองค์ยังได้ถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณที่นิรันดร์ดังนั้นเครื่องบูชาของพระองค์ ซึ่งก็คือตัวของพระองค์เองนั้นจึงประเสริฐกว่าเครื่องบูชาที่เป็นสัตว์เหล่านั้น. สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเงาซึ่งไม่อาจขจัดความบาปไปได้ (10:11) แต่เครื่องบูชาของพระองค์เป็นเครื่องบูชาแท้และได้ขจัดบาปไปเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์ (ข้อ 26). เพราะฉะนั้นพระองค์จึงได้รับมาซึ่งการไถ่ที่นิรันดร์เพื่อเราแล้ว (ข้อ 12).
ฮร.
9:24 ก ฮร.9:12
ฮร.
9:24 1 ดู 8:2 คำอธิบาย 2.
ฮร.
9:24 ข ฮร.9:9
ฮร.
9:24 2ข หรือ ตัวอย่าง.
ฮร.
9:24 ค ฮร.8:2; 9:11
ฮร.
9:24 ง ฮร.4:14; 7:26
ฮร.
9:25 ก ฮร.9:7
ฮร.
9:25 ข ฮร.9:3
ฮร.
9:25 1 แปลตามตรงคือ เลือดของสิ่งมีชีวิตอย่างอื่น.
ฮร.
9:26 ก วว.13:8; เทียบ 1ปต.1:20
ฮร.
9:26 ข 1ยฮ.3:5, 8
ฮร.
9:26 ค ฮร.1:2; 1ปต.1:20
ฮร.
9:26 1ค หรือ การจบบริบูรณ์ของยุคทั้งหลาย หรือ ที่สุดปลายของยุคทั้งหลาย. ในที่นี้ชี้ถึงที่สุดปลายของยุคพันธสัญญาเดิม ส่วนวลี "ช่วงสำเร็จสุดยอดของยุคนี้" ที่กล่าวไว้ใน มธ.28:20 ชี้ถึงการสิ้นสุดยุคคริสตจักร.
พระคริสต์ทรงถูกกำหนดล่วงหน้าเพื่อเราตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกแล้ว (1ปต.1:20), และพระองค์ก็ทรงถูกฆ่ามาตั้งแต่แรกสร้างโลกแล้ว (วว.13:8). ในความเป็นจริงแล้ว การถูกฆ่าของพระองค์นั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จนิรันดร์ ณ กาลสิ้นสุดยุคทั้งหลาย ในเวลาที่พระองค์ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าในเวลาที่พระองค์เสด็จมาปรากฏเป็นครั้งแรก เพื่อจะทรงกำจัดความบาปให้หมดไป. ดูข้อ 14 คำอธิบาย 2.
พระคริสต์ทรงถูกกำหนดล่วงหน้าเพื่อเราตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกแล้ว (1ปต.1:20), และพระองค์ก็ทรงถูกฆ่ามาตั้งแต่แรกสร้างโลกแล้ว (วว.13:8). ในความเป็นจริงแล้ว การถูกฆ่าของพระองค์นั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จนิรันดร์ ณ กาลสิ้นสุดยุคทั้งหลาย ในเวลาที่พระองค์ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าในเวลาที่พระองค์เสด็จมาปรากฏเป็นครั้งแรก เพื่อจะทรงกำจัดความบาปให้หมดไป. ดูข้อ 14 คำอธิบาย 2.
ฮร.
9:26 ง ฮร.9:12; 7:27; 10:10
ฮร.
9:26 จ ยฮ.1:29
ฮร.
9:26 2 ภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
ฮร.
9:26 ฉ ฮร.9:23
ฮร.
9:27 1 แปลตามตรงคือ ตามสิ่งที่เหลือไว้สำหรับมนุษย์แล้วนั้น จึงต้องตายหนหนึ่ง.
ฮร.
9:27 ก รม.5:12; 6:23
ฮร.
9:27 2 ในเมื่อมนุษย์ทุกคนล้วนต้องตายหนหนึ่งและหลังจากตายแล้วก็จะมีการพิพากษา ด้วยเหตุนี้พระคริสต์จึงทรงตายหนหนึ่งเพื่อจะทรงแบกบาปของมนุษย์ไว้ (ข้อ 28; 1ปต.2:24) และยังรับการพิพากษาบนกางเขนเพื่อมนุษย์อีกด้วย (ยซย.53:5, 11).
ฮร.
9:27 ข กจ.10:42; รม.2:16; วว.20:11-13
ฮร.
9:28 ก ฮร.7:27; 1ปต.3:18
ฮร.
9:28 ข ยซย.53:11, 12; 1ปต.2:24
ฮร.
9:28 1 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ฮร.
9:28 ค กซ.3:4; 1ปต.1:7; 1ยฮ.2:28; 3:2
ฮร.
9:28 ง 1กธ.1:7; ฟป.3:20; 1ธซ.1:10
ฮร.
9:28 2 เนื่องจากพระคริสต์ทรงขจัดความบาปไปแล้วในการปรากฏครั้งแรก (ข้อ 26; 1ยฮ.3:5) ดังนั้นการปรากฏครั้งที่สองของพระองค์จึงไม่เกี่ยวข้องกับความบาปเลยแม้แต่น้อย.
ฮร.
9:28 3 ภาษาเดิมเป็นเอกพจน์.
ฮร.
9:28 จ รม.8:23, 24; ฟป.3:20-21
ฮร.
9:28 4จ การช่วยให้รอดในที่นี้หมายถึงการที่ร่างกายของเราได้รับการไถ่ และการถูกปลดปล่อยจากความอนิจจังและการเป็นทาสแห่งความเสื่อมเสียในสิ่งทรงสร้างเก่า เข้าสู่อิสรภาพในสง่าราศีแห่งบุตรของพระเจ้า (รม.8:18-23; ฟป.3:20-21). นี่ก็คือการได้รับสง่าราศีนั่นเอง (รม.8:17, 30).