เฮ็บราย บทที่ 4
ฮร.
4:1 เหตุฉะนั้น ในเมื่อพระสัญญาว่าด้วยการเข้าสู่1การพักสงบของพระองค์นั้นยังคงอยู่ ก็จงให้เราทั้งหลายยำเกรง มิฉะนั้นอาจมีบางคนในพวกท่านที่2ดูเหมือน3ไปไม่ถึง[ที่นั่น].
ฮร.
4:2 เพราะแท้จริงได้มีกิตติคุณประกาศแก่เราแล้ว เหมือนกับที่ประกาศแก่เขาเหล่านั้นด้วย แต่ว่าถ้อยคำซึ่งเขาได้ยินนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์แก่เขา เพราะว่า1[ถ้อยคำ]นั้นไม่ได้ผสมเข้ากับความเชื่อในผู้ที่ได้ยิน
ฮร.
4:3 แต่ว่าเราทั้งหลายที่เชื่อแล้วก็เข้าสู่การพักสงบนั้น ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า "กตามที่เราได้ปฏิญาณด้วยความพิโรธว่า 'คนเหล่านั้นจะไม่ได้เข้าสู่การพักสงบของเราเลย!' " แม้ว่างาน[แห่งการเนรมิตสร้าง]ก็ได้สำเร็จไปแล้วขตั้งแต่แรกสร้างโลกเป็นต้นมา.
ฮร.
4:4 เพราะมีตอนหนึ่งที่พระองค์ได้ตรัสถึงวันที่เจ็ดไว้ดังนี้ว่า "กและในวันที่เจ็ดพระเจ้าได้หยุดพักจากการงานทั้งปวงของพระองค์"
ฮร.
4:5 แต่ในที่นี้กลับตรัสอีกว่า "กคนเหล่านั้นจะไม่ได้เข้าสู่การพักสงบของเราเลย!"
ฮร.
4:6 เหตุฉะนั้น ในเมื่อยังมีการพักสงบให้บางคนได้เข้าไป แต่คนเหล่านั้นที่เคยได้ยินกิตติคุณมาแต่ครั้งก่อนนั้นกลับไม่ได้เข้าไป เพราะ1กความไม่เชื่อฟัง
ฮร.
4:7 พระองค์จึงได้ทรงกำหนดไว้อีกวันหนึ่งคือ "วันนี้" ตามที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือของดาวิดเมื่อเวลาล่วงไปช้านานแล้ว เหมือนที่ได้เคยกล่าวไว้ก่อนแล้วว่า "กวันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อย่ากระทำให้ใจของท่านแข็งกระด้างไป."
ฮร.
4:8 เพราะถ้า1ยะโฮซูอะได้พาเขาเข้าสู่การพักสงบแล้ว พระองค์ก็คงไม่ต้องตรัสถึง2วันอื่นในภายหลังอีก.
ฮร.
4:9 ด้วยเหตุนี้1การพักสงบแห่งซะบาโตสำหรับพลไพร่ของพระเจ้าจึงยังมีอยู่.
ฮร.
4:10 เพราะว่าผู้ที่ได้เข้าสู่การพักสงบของพระเจ้า ย่อมได้หยุดพักจากการงานของตน ดังที่กพระเจ้าทรงหยุดพักจากการงานของพระองค์.
ฮร.
4:11 เหตุฉะนั้นจงให้เราเพียรพยายามเข้าสู่การพักสงบนั้น เพื่อมิให้ผู้ใด1สะดุดล้มไป2ตามอย่าง3กการไม่เชื่อฟังของเขาเหล่านั้น.
ฮร.
4:12 เพราะว่า1กพระคำของพระเจ้านั้นขมีชีวิตและมีประสิทธิภาพ คมยิ่งกว่าคดาบสองคมใดๆ และสามารถแทงทะลุกระทั่งแยกได้ทั้ง2ง จิตและจวิญญาณ ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก อีกทั้งสามารถวินิจฉัย3ความนึกคิดและความมุ่งหมายในใจ.
ฮร.
4:13 ไม่มีสิ่งใดที่ทรงเนรมิตสร้างไว้ซึ่งไม่ปรากฏแจ้งต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ แต่สรรพสิ่งล้วนถูกเปิดเผยและถูกตีแผ่ต่อสายพระเนตรของพระองค์ผู้ซึ่งเราต้องส่งมอบบัญชีให้นั้น.
3. สูงส่งกว่าอาโรน
4:14 — 7:28
4:14 — 7:28
(1) เป็นมหาปุโรหิตตามลำดับชั้นของมัลคีเซเด็ค
4:14 — 5:10
4:14 — 5:10
ฮร.
4:14 เหตุฉะนั้น เมื่อเรามี1กมหาปุโรหิต2ผู้ยิ่งใหญ่ที่3ผ่านขสวรรค์ทั้งหลายแล้ว คือพระเยซูคพระบุตรของพระเจ้า ก็ให้เราทั้งหลายยึด4สิ่งที่เราได้ง ยอมรับไว้นั้นให้มั่นคง.
ฮร.
4:15 เพราะว่าเรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่พระองค์ได้ทรงกถูกล่อลวงเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นก็ยังคงขปราศจากความบาป.
ฮร.
4:16 เหตุฉะนั้นให้เราทั้งหลายมีใจกล้ากเข้ามาถึง1พระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับ2ขพระเมตตาและจะได้รับคพระคุณที่จะช่วยเราในวาระที่ต้องการ.
คำอธิบาย เฮ็บราย บทที่ 4
ฮร.
4:1 1 ดูข้อ 9 คำอธิบาย 1.
ฮร.
4:1 2 หรือ คิดว่าตนเองมาช้าไปเสียแล้ว.
ฮร.
4:1 3 ดูข้อ 11 คำอธิบาย 1.
ฮร.
4:2 1 มีเพียงสำเนาต้นฉบับซีนายเพียงฉบับเดียวที่เขียนไว้เช่นนี้. สำเนาต้นฉบับเก่าแก่อื่นๆ ล้วนเขียนไว้ว่า เขาทั้งหลาย (เล็งถึงผู้ที่ได้ยินถ้อยคำ ) ไม่ได้ผสมเข้ากับผู้ที่ได้ยิน (เล็งถึงคาเล็บและยะโฮซูอะ) โดยความเชื่อ.
ฮร.
4:3 ก บพส.95:11; ฮร.3:11
ฮร.
4:3 ข ซคย.12:1; วว.13:8; เทียบ อฟ.1:4
ฮร.
4:4 ก ยนซ.2:2
ฮร.
4:5 ก บพส.95:11; ฮร.3:11
ฮร.
4:6 ก ฮร.3:18; 4:11
ฮร.
4:6 1ก หรือ ความดื้อด้าน, การแข็งข้อ, ความดื้อดึง, ความไม่เชื่อ.
ฮร.
4:7 ก บพส.95:7-8; ฮร.3:15
ฮร.
4:8 1 ยะโฮซูอะ หมายถึง พระยะโฮวาพระผู้ช่วย หรือ ความรอดของพระยะโฮวา (อฤธ.13:16). ชื่อนี้เป็นภาษาเฮ็บรายซึ่งเทียบเท่ากับชื่อ เยซู ในภาษากรีก. ดังนั้นยะโฮซูอะจึงเป็นแบบเล็งของพระเยซูผู้จะนำพลไพร่ของพระเจ้าเข้าสู่การพักสงบ.
ฮร.
4:8 2 คำว่า "วันอื่น" ก็คือ "วันนี้" (3:7, 13, 15; 4:7). นี่ก็คือการพักสงบแห่งซะบาโตที่ทรงสัญญา ซึ่งยังเหลือไว้ให้เราทั้งหลายนั่นเอง (ข้อ 9).
ฮร.
4:9 1 การพักสงบแห่งซะบาโตนี้ก็คือ พระคริสต์ผู้เป็นการพักสงบของเรา ซึ่งมีแผ่นดินงามในคะนาอันเป็นแบบเล็ง (พบญ.12:9; ฮร.4:8). พระคริสต์ทรงเป็นการพักสงบของวิสุทธิชนทั้งหลายในสามช่วงเวลาคือ (1) ในยุคคริสตจักรนั้น พระองค์ทรงอยู่ในฐานะของพระคริสต์ฝ่ายสวรรค์ซึ่งก็คือ ผู้ที่หยุดพักจากการงานทั้งปวงของพระองค์และนั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในสวรรค์ทั้งหลาย. พระองค์ทรงเป็นการพักสงบในวิญญาณของเรา (มธ.11:28-29); (2) ในอาณาจักรพันปี หลังจากที่ซาตานถูกกำจัดไปจากแผ่นดินโลกแล้ว (วว.20:1-3) พระคริสต์กับอาณาจักรจะเป็นการพักสงบที่ครบสมบูรณ์กว่าของวิสุทธิชนที่มีชัยชนะซึ่งจะเป็นกษัตริย์ร่วมกับพระคริสต์ (วว.20:4, 6) และจะร่วมมีส่วนและรับสุขการพักสงบของพระองค์; และ (3) ในฟ้าใหม่แผ่นดินโลกใหม่หลังจากที่ศัตรูทั้งหมดรวมทั้งความตายซึ่งเป็นศัตรูตัวสุดท้ายล้วนถูกพระคริสต์ปราบลงแล้ว (1กธ.15:24-27) พระคริสต์ผู้ทรงชัยชนะอย่างสิ้นเชิงนี้ก็จะเป็นการพักสงบที่ครบสมบูรณ์ที่สุดของทุกคนที่พระเจ้าได้ไถ่ไว้ตลอดไปตราบชั่วนิจกาล. แต่การพักสงบแห่งซะบาโตที่กล่าวไว้ในที่นี้ ซึ่งมีการพักสงบของแผ่นดินงามในคะนาอันเป็นแบบเล็งได้ครอบคลุมไว้เพียงสองช่วงเวลาแรกของการที่พระคริสต์เป็นการพักสงบของเราเท่านั้นไม่ครอบคลุมถึงช่วงเวลาที่สาม. การพักสงบในสองช่วงเวลาแรกนั้นเป็นรางวัลที่จะประทานให้แก่บรรดาผู้ที่แสวงหาพระองค์ด้วยความเพียรพยายาม ซึ่งไม่เพียงได้รับการไถ่แล้ว แต่ยังได้รับสุขพระคริสต์อย่างบริบูรณ์จนได้กลายเป็นผู้มีชัยชนะอีกด้วย. ส่วนการพักสงบในช่วงเวลาที่สามไม่ได้เป็นรางวัลแต่เป็นส่วนที่ครบสมบูรณ์ซึ่งประทานให้แก่พลไพร่ทั้งหมดที่ได้รับการไถ่. ดังนั้นการพักสงบแห่งซะบาโตที่ได้กล่าวไว้ในที่นี้จึงชี้ถึงพระคริสต์ผู้เป็นการพักสงบของเราในสองช่วงเวลาแรกโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สองซึ่งเป็นการพักสงบที่ยังเหลือไว้ให้เราแสวงหาและเข้าไปด้วยความเพียรพยายาม. ขณะที่พระคริสต์ทรงเป็นการพักสงบของเราในช่วงเวลาที่สองนั้น พระองค์จะทรงได้รับทั่วทั้งแผ่นดินโลกเป็นมรดก (บพส.2:8; ฮร.2:5-6) โดยจะทรงทำให้แผ่นดินนี้กลายเป็นอาณาจักรของพระองค์นานหนึ่งพันปี (วว.11:15). บรรดาผู้มีชัยชนะที่ติดตามพระองค์, ได้แสวงหา, และรับสุขพระองค์เป็นการพักสงบในช่วงเวลาที่หนึ่งจะร่วมเป็นกษัตริย์กับพระองค์ในอาณาจักรพันปี (วว.20:4, 6; 2ตธ.2:12). ยิ่งกว่านั้นพวกเขาก็จะได้แผ่นดินโลกเป็นมรดก (มธ.5:5; บพส.37:11) โดยที่บางคนมีอำนาจปกครองสิบเมือง บางคนได้ปกครองห้าเมือง (ลก.19:17, 19) และจะร่วมความยินดีกับนายของเขาด้วย (มธ.25:21, 23). สิ่งนั้นก็จะเป็นการพักสงบแห่งอาณาจักร ซึ่งมีการพักสงบแห่งการเข้าสู่แผ่นดินงามในคะนาอันเป็นแบบเล็ง. การพักสงบของแผ่นดินงามเป็นเป้าหมายของพลไพร่ชาวอิสราเอลทุกคนที่ได้รับการไถ่และได้รับการปลดปล่อยจากอียิปต์ฉันใด การพักสงบแห่งอาณาจักรที่จะมาถึงก็จะเป็นเป้าหมายของผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ที่ได้รับการไถ่และถูกช่วยให้รอดจากโลกนี้ฉันนั้น. บัดนี้เรากำลังอยู่บนเส้นทางที่มุ่งไปสู่เป้าหมายนี้.
ความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าซึ่งจะประทานให้แก่ชนชาติอิสราเอลนั้นครอบคลุมถึงการไถ่โดยแกะปัศคา, การอพยพออกจากอียิปต์, การได้รับการเลี้ยงดูจากมานาฝ่ายสวรรค์, การได้ดับความกระหายโดยน้ำที่มีชีวิตซึ่งไหลออกจากศิลาที่แยกออก, และการมีส่วนในแผ่นดินงามในคะนาอัน. พวกเขาทุกคนล้วนได้ร่วมรับสุขแกะปัศคา, มานาฝ่ายสวรรค์, และน้ำที่มีชีวิตแต่ในท่ามกลางผู้ที่ออกมาจากอียิปต์นั้น มีเพียงยะโฮซูอะกับคาเล็บเท่านั้นที่ได้เข้าสู่แผ่นดินงามและได้มีส่วนในแผ่นดินนั้น ส่วนคนอื่นๆ ล้วนได้ล้มตายลงในป่ากันดารกันหมด (อฤธ.14:30; 1กธ.10:1-11). แม้พวกเขาทุกคนล้วนได้รับการไถ่แต่มีเพียงผู้มีชัยชนะสองคนนี้คือ ยะโฮซูอะกับคาเล็บเท่านั้นที่ได้รับแผ่นดินงามเป็นรางวัล.
ลูกแกะปัศคา, มานาฝ่ายสวรรค์, น้ำที่มีชีวิต, และแผ่นดินงามล้วนเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ในด้านที่แตกต่างกัน. หากพิจารณาตามรูปภาพจากประสบการณ์ของชาวอิสราเอลแล้ว ไม่ใช่ว่าผู้เชื่อทุกคนที่ได้รับการไถ่โดยพระคริสต์จะได้รับส่วนในพระคริสต์เป็นรางวัล เป็นการพักสงบและความอิ่มหนำของเขาทั้งในยุคคริสตจักรและยุคอาณาจักรที่จะมาถึง แต่มีเพียงผู้ที่ได้แสวงหาพระคริสต์ด้วยความเพียรพยายามหลังจากที่เขาได้รับการไถ่แล้วเท่านั้นจึงจะได้มีส่วนในพระองค์ดังที่กล่าวมานี้. เพราะเหตุนี้อัครทูตเปาโลจึงได้บากบั่นมุ่งไปกว่าจะถึงธงชัย แม้ท่านจะได้รับการไถ่อย่างสมบูรณ์แล้ว เพื่อจะได้รับพระคริสต์เป็นรางวัล (ฟป.3:10-14). ในหนังสือฟิลิปปอยบทที่ 3 เปาโลบอกเราว่า เมื่อก่อนท่านเคยอยู่ในศาสนายูดายแต่ท่านก็ยอมละทิ้งศาสนานั้นเสียเพราะเหตุพระคริสต์ (ฟป.3:4-9). ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนก็ได้ยึดทัศนะเดียวกันนี้มาหนุนใจผู้เชื่อชาวเฮ็บรายให้ละทิ้งศาสนายูดายเสียและเพียรพยายามแสวงหาพระคริสต์เพื่อจะไม่สูญเสียรางวัลไป.
ความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าซึ่งจะประทานให้แก่ชนชาติอิสราเอลนั้นครอบคลุมถึงการไถ่โดยแกะปัศคา, การอพยพออกจากอียิปต์, การได้รับการเลี้ยงดูจากมานาฝ่ายสวรรค์, การได้ดับความกระหายโดยน้ำที่มีชีวิตซึ่งไหลออกจากศิลาที่แยกออก, และการมีส่วนในแผ่นดินงามในคะนาอัน. พวกเขาทุกคนล้วนได้ร่วมรับสุขแกะปัศคา, มานาฝ่ายสวรรค์, และน้ำที่มีชีวิตแต่ในท่ามกลางผู้ที่ออกมาจากอียิปต์นั้น มีเพียงยะโฮซูอะกับคาเล็บเท่านั้นที่ได้เข้าสู่แผ่นดินงามและได้มีส่วนในแผ่นดินนั้น ส่วนคนอื่นๆ ล้วนได้ล้มตายลงในป่ากันดารกันหมด (อฤธ.14:30; 1กธ.10:1-11). แม้พวกเขาทุกคนล้วนได้รับการไถ่แต่มีเพียงผู้มีชัยชนะสองคนนี้คือ ยะโฮซูอะกับคาเล็บเท่านั้นที่ได้รับแผ่นดินงามเป็นรางวัล.
ลูกแกะปัศคา, มานาฝ่ายสวรรค์, น้ำที่มีชีวิต, และแผ่นดินงามล้วนเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ในด้านที่แตกต่างกัน. หากพิจารณาตามรูปภาพจากประสบการณ์ของชาวอิสราเอลแล้ว ไม่ใช่ว่าผู้เชื่อทุกคนที่ได้รับการไถ่โดยพระคริสต์จะได้รับส่วนในพระคริสต์เป็นรางวัล เป็นการพักสงบและความอิ่มหนำของเขาทั้งในยุคคริสตจักรและยุคอาณาจักรที่จะมาถึง แต่มีเพียงผู้ที่ได้แสวงหาพระคริสต์ด้วยความเพียรพยายามหลังจากที่เขาได้รับการไถ่แล้วเท่านั้นจึงจะได้มีส่วนในพระองค์ดังที่กล่าวมานี้. เพราะเหตุนี้อัครทูตเปาโลจึงได้บากบั่นมุ่งไปกว่าจะถึงธงชัย แม้ท่านจะได้รับการไถ่อย่างสมบูรณ์แล้ว เพื่อจะได้รับพระคริสต์เป็นรางวัล (ฟป.3:10-14). ในหนังสือฟิลิปปอยบทที่ 3 เปาโลบอกเราว่า เมื่อก่อนท่านเคยอยู่ในศาสนายูดายแต่ท่านก็ยอมละทิ้งศาสนานั้นเสียเพราะเหตุพระคริสต์ (ฟป.3:4-9). ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนก็ได้ยึดทัศนะเดียวกันนี้มาหนุนใจผู้เชื่อชาวเฮ็บรายให้ละทิ้งศาสนายูดายเสียและเพียรพยายามแสวงหาพระคริสต์เพื่อจะไม่สูญเสียรางวัลไป.
ฮร.
4:10 ก ยนซ.2:2; ฮร.4:4
ฮร.
4:11 1 เพราะการพักสงบที่ได้กล่าวไว้ในพระคำตอนนี้คือ พระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง ดังนั้นการสะดุดล้มในที่นี้ก็คือการตกหล่นไปจากพระคริสต์ ซึ่งก็คือถูกตัดขาดจากพระคริสต์ (ฆต.5:4). สิ่งที่อันตรายในหนังสือฆะลาเตียคือการที่ผู้เชื่อชาวฆะลาเตียจะหลุดลอยจากความอิสระแห่งพระคุณไปตกอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของกฎบัญญัติ (ฆต.5:1-4). เปาโลจึงแนะนำให้พวกเขายืนมั่นอยู่ในอิสรภาพแห่งพระคุณ คืออย่าได้ถูกตัดขาดไปจากพระคริสต์. สิ่งที่อันตรายที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือการที่ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายไม่ยอมละทิ้งศาสนาเก่าที่ได้ก่อตั้งขึ้นตามกฎบัญญัติและไม่ยอมมุ่งสู่การรับสุขพระคริสต์เป็นการพักสงบของตน. ถ้าพวกเขายังคงวนเวียนอยู่ในศาสนาเก่า คือในศาสนายูดาย พวกเขาก็จะไปไม่ถึงพระคริสต์ ซึ่งเป็นการพักสงบของเขาได้. ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งใจวิงวอนและหนุนใจพวกเขาผู้เป็นหุ้นส่วนของพระคริสต์นั้นให้มุ่งหน้าไปด้วยกันกับพระคริสต์เพื่อเข้าสู่การพักสงบ เพื่อพวกเขาผู้เป็นหุ้นส่วนของพระองค์เหล่านี้จะได้รับสุขพระคริสต์เป็นการพักสงบของตน.
ฮร.
4:11 2 แปลตามตรงคือ ในแบบอย่างการไม่เชื่อฟังของเขาเหล่านั้น.
ฮร.
4:11 ก ฮร.3:18; 4:6
ฮร.
4:11 3ก ดูข้อ 6 คำอธิบาย 1.
ฮร.
4:12 ก 1ปต.1:23
ฮร.
4:12 1ก ภาษากรีกเล็งถึงพระคำในยามปกติของพระเจ้า. คำว่า "เพราะว่า" ที่อยู่ในตอนต้นของข้อนี้แสดงว่า "พระคำ" ในที่นี้คือถ้อยคำใน 3:7—4:11 ซึ่งเป็นถ้อยคำที่อ้างอิงมาจากพันธสัญญาเดิม. พระคำนี้เป็นพระคำที่มีชีวิต, มีประสิทธิภาพ, และคมกว่าดาบสองคม.
ฮร.
4:12 ข กจ.7:38
ฮร.
4:12 ค อฟ.6:17
ฮร.
4:12 ง 1ธซ.5:23; ลก.1:46-47
ฮร.
4:12 2ง ถ้าพิจารณาตามพระคัมภีร์นั้น มนุษย์มีสามส่วนคือ วิญญาณ, จิต, และกาย (1ธซ.5:23). ในข้อนี้ได้กล่าวถึงข้อกระดูกและไขในกระดูกซึ่งเป็นส่วนของกายและยังกล่าวถึงจิตและวิญญาณด้วย.
ข้อพระคัมภีร์ข้างต้นได้บรรยายถึงการที่ชาวอิสราเอลได้สะดุดล้มไปไม่อาจเข้าสู่การพักสงบแห่งแผ่นดินงามได้. สำหรับพวกเขานั้นมีสถานที่อยู่สามแห่งคือ (1) ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นดินแดนที่พวกเขาถูกช่วยออกมา (2) ป่ากันดาร ซึ่งเป็นดินแดนที่พวกเขาเร่ร่อนไป และ (3) แผ่นดินคะนาอัน ซึ่งเป็นดินแดนที่พวกเขาได้เข้าไป. ประวัติศาสตร์ของพวกเขาที่อยู่ในสถานที่สามแห่งนี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงสามช่วงเวลาในการที่พวกเขามีส่วนในความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า. สิ่งนี้เป็นแบบเล็งของเราซึ่งเป็นผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ในการที่เรามีส่วนในความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า. ในช่วงเวลาที่หนึ่งเราต้อนรับพระคริสต์และได้รับการไถ่และถูกช่วยให้พ้นจากโลก. ในช่วงเวลาที่สอง เราได้กลายเป็นผู้เร่ร่อนในขณะที่เรากำลังติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่นั้นการเร่ร่อนเช่นนี้จะเกิดขึ้นในจิตของเราเสมอ. ในช่วงเวลาที่สาม เราได้รับส่วนและรับสุขพระคริสต์อย่างครบสมบูรณ์ สิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่อยู่ในวิญญาณของเรา. ขณะที่เราเสาะหาการรับสุขในสิ่งของฝ่ายวัตถุและสิ่งที่เป็นบาป เราก็อยู่ในโลกซึ่งมีประเทศอียิปต์เป็นแบบเล็ง. ขณะที่เราเร่ร่อนอยู่ในจิตของเรา เราก็อยู่ในป่ากันดาร. ขณะที่เรารับสุขพระคริสต์อยู่ในวิญญาณของเรา เราก็อยู่ในแผ่นดินคะนาอัน. ขณะที่ชาวอิสราเอลเร่ร่อนอยู่ในป่ากันดารนั้น พวกเขาเอาแต่บ่นว่า, ถกเถียง, และต่อว่าอยู่ตลอดเวลา. สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นในจิตอย่างแน่นอน ไม่ใช่ในวิญญาณ. แต่คาเล็บและยะโฮซูอะเชื่อพระคำของพระเจ้า, เชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า, และมุ่งหน้าไปสู่หลักธงชัย. สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในจิตอย่างแน่นอน แต่อยู่ในวิญญาณของเขา. ในเวลานั้นผู้เชื่อชาวเฮ็บรายที่ได้รับจดหมายฉบับนี้กำลังสงสัยว่าควรจะปฏิบัติต่อศาสนาของชาวเฮ็บรายอันเก่าแก่ของตนอย่างไร. ความสงสัยในความคิดก็คือการเร่ร่อนอยู่ในจิตของตน ไม่ใช่ประสบการณ์ที่มีต่อพระคริสต์ในวิญญาณของตน. ดังนั้นผู้เขียนหนังสือฉบับนี้จึงกล่าวว่า พระคำของพระเจ้าซึ่งเป็นถ้อยคำที่ได้อ้างอิงมาจากพันธสัญญาเดิมนั้น สามารถแทงทะลุเข้าไปในความสงสัยและความสับสนของพวกเขาได้ดุจดาบสองคม และสามารถแยกจิตออกจากวิญญาณของเขาได้. ไขในกระดูกได้ซ่อนลึกอยู่ในข้อกระดูกฉันใด วิญญาณก็ซ่อนลึกอยู่ในจิตฉันนั้น. ถ้าต้องการแยกไขในกระดูกออกจากข้อกระดูก สิ่งสำคัญคือต้องทุบข้อกระดูกให้แตก. ในหลักการเดียวกันถ้าต้องการแยกวิญญาณออกจากจิต สิ่งสำคัญก็คือจิตต้องแตกหัก. จิตของผู้เชื่อชาวเฮ็บรายกับความคิดที่สงสัย, ความสงสัยต่อหลักเกณฑ์แห่งความรอดของพระเจ้า, และการคิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองซึ่งอยู่ในจิตนี้ จำต้องถูกพระคำของพระเจ้าซึ่งมีชีวิต, มีประสิทธิภาพ, และสามารถแทงทะลุนี้มาทำให้แตกหัก เพื่อวิญญาณของพวกเขาจะถูกแยกออกจากจิต.
จิตของเราก็คือตัวของเราเอง (มธ.16:25; เทียบ ลก.9:25). ในการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น เราจำต้องปฏิเสธจิต ซึ่งก็คือตัวของเราเอง (มธ.16:24; ลก.9:23). วิญญาณของเราเป็นส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของตัวเรา เป็นอวัยวะฝ่ายวิญญาณที่เราใช้ติดต่อกับพระเจ้า (ยฮ.4:24; รม.1:9). เราได้รับการบังเกิดใหม่ในวิญญาณของเรา (ยฮ.3:6). พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงอาศัยและทำการอยู่ในวิญญาณของเรา (รม.8:16). เรารับสุขพระคริสต์และพระคุณของพระองค์ในวิญญาณของเราเช่นกัน (2ตธ.4:22; ฆต.6:18). เพราะฉะนั้นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จึงแนะนำผู้เชื่อชาวเฮ็บรายว่าอย่าได้วนเวียนเร่ร่อนอยู่ในจิตของตนอีก. เขาควรจะต้องปฏิเสธจิตนั้น และมุ่งหน้าเข้าสู่วิญญาณของตน เพื่อจะได้รับส่วนและรับสุขพระคริสต์ฝ่ายสวรรค์ เพื่อเขาจะได้มีส่วนในการพักสงบแห่งอาณาจักร ในขณะที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ในอาณาจักรพันปี. ถ้าพวกเขายังคงวนเวียนเร่ร่อนอยู่ในจิต เขาก็จะพลาดไปจากเป้าหมายของพระเจ้าและสูญเสียการรับสุขที่ครบสมบูรณ์ที่มีต่อพระคริสต์ และการพักสงบแห่งอาณาจักรไปด้วย.
ข้อพระคัมภีร์ข้างต้นได้บรรยายถึงการที่ชาวอิสราเอลได้สะดุดล้มไปไม่อาจเข้าสู่การพักสงบแห่งแผ่นดินงามได้. สำหรับพวกเขานั้นมีสถานที่อยู่สามแห่งคือ (1) ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นดินแดนที่พวกเขาถูกช่วยออกมา (2) ป่ากันดาร ซึ่งเป็นดินแดนที่พวกเขาเร่ร่อนไป และ (3) แผ่นดินคะนาอัน ซึ่งเป็นดินแดนที่พวกเขาได้เข้าไป. ประวัติศาสตร์ของพวกเขาที่อยู่ในสถานที่สามแห่งนี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงสามช่วงเวลาในการที่พวกเขามีส่วนในความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า. สิ่งนี้เป็นแบบเล็งของเราซึ่งเป็นผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ในการที่เรามีส่วนในความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า. ในช่วงเวลาที่หนึ่งเราต้อนรับพระคริสต์และได้รับการไถ่และถูกช่วยให้พ้นจากโลก. ในช่วงเวลาที่สอง เราได้กลายเป็นผู้เร่ร่อนในขณะที่เรากำลังติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่นั้นการเร่ร่อนเช่นนี้จะเกิดขึ้นในจิตของเราเสมอ. ในช่วงเวลาที่สาม เราได้รับส่วนและรับสุขพระคริสต์อย่างครบสมบูรณ์ สิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่อยู่ในวิญญาณของเรา. ขณะที่เราเสาะหาการรับสุขในสิ่งของฝ่ายวัตถุและสิ่งที่เป็นบาป เราก็อยู่ในโลกซึ่งมีประเทศอียิปต์เป็นแบบเล็ง. ขณะที่เราเร่ร่อนอยู่ในจิตของเรา เราก็อยู่ในป่ากันดาร. ขณะที่เรารับสุขพระคริสต์อยู่ในวิญญาณของเรา เราก็อยู่ในแผ่นดินคะนาอัน. ขณะที่ชาวอิสราเอลเร่ร่อนอยู่ในป่ากันดารนั้น พวกเขาเอาแต่บ่นว่า, ถกเถียง, และต่อว่าอยู่ตลอดเวลา. สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นในจิตอย่างแน่นอน ไม่ใช่ในวิญญาณ. แต่คาเล็บและยะโฮซูอะเชื่อพระคำของพระเจ้า, เชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า, และมุ่งหน้าไปสู่หลักธงชัย. สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในจิตอย่างแน่นอน แต่อยู่ในวิญญาณของเขา. ในเวลานั้นผู้เชื่อชาวเฮ็บรายที่ได้รับจดหมายฉบับนี้กำลังสงสัยว่าควรจะปฏิบัติต่อศาสนาของชาวเฮ็บรายอันเก่าแก่ของตนอย่างไร. ความสงสัยในความคิดก็คือการเร่ร่อนอยู่ในจิตของตน ไม่ใช่ประสบการณ์ที่มีต่อพระคริสต์ในวิญญาณของตน. ดังนั้นผู้เขียนหนังสือฉบับนี้จึงกล่าวว่า พระคำของพระเจ้าซึ่งเป็นถ้อยคำที่ได้อ้างอิงมาจากพันธสัญญาเดิมนั้น สามารถแทงทะลุเข้าไปในความสงสัยและความสับสนของพวกเขาได้ดุจดาบสองคม และสามารถแยกจิตออกจากวิญญาณของเขาได้. ไขในกระดูกได้ซ่อนลึกอยู่ในข้อกระดูกฉันใด วิญญาณก็ซ่อนลึกอยู่ในจิตฉันนั้น. ถ้าต้องการแยกไขในกระดูกออกจากข้อกระดูก สิ่งสำคัญคือต้องทุบข้อกระดูกให้แตก. ในหลักการเดียวกันถ้าต้องการแยกวิญญาณออกจากจิต สิ่งสำคัญก็คือจิตต้องแตกหัก. จิตของผู้เชื่อชาวเฮ็บรายกับความคิดที่สงสัย, ความสงสัยต่อหลักเกณฑ์แห่งความรอดของพระเจ้า, และการคิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองซึ่งอยู่ในจิตนี้ จำต้องถูกพระคำของพระเจ้าซึ่งมีชีวิต, มีประสิทธิภาพ, และสามารถแทงทะลุนี้มาทำให้แตกหัก เพื่อวิญญาณของพวกเขาจะถูกแยกออกจากจิต.
จิตของเราก็คือตัวของเราเอง (มธ.16:25; เทียบ ลก.9:25). ในการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น เราจำต้องปฏิเสธจิต ซึ่งก็คือตัวของเราเอง (มธ.16:24; ลก.9:23). วิญญาณของเราเป็นส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของตัวเรา เป็นอวัยวะฝ่ายวิญญาณที่เราใช้ติดต่อกับพระเจ้า (ยฮ.4:24; รม.1:9). เราได้รับการบังเกิดใหม่ในวิญญาณของเรา (ยฮ.3:6). พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงอาศัยและทำการอยู่ในวิญญาณของเรา (รม.8:16). เรารับสุขพระคริสต์และพระคุณของพระองค์ในวิญญาณของเราเช่นกัน (2ตธ.4:22; ฆต.6:18). เพราะฉะนั้นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จึงแนะนำผู้เชื่อชาวเฮ็บรายว่าอย่าได้วนเวียนเร่ร่อนอยู่ในจิตของตนอีก. เขาควรจะต้องปฏิเสธจิตนั้น และมุ่งหน้าเข้าสู่วิญญาณของตน เพื่อจะได้รับส่วนและรับสุขพระคริสต์ฝ่ายสวรรค์ เพื่อเขาจะได้มีส่วนในการพักสงบแห่งอาณาจักร ในขณะที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ในอาณาจักรพันปี. ถ้าพวกเขายังคงวนเวียนเร่ร่อนอยู่ในจิต เขาก็จะพลาดไปจากเป้าหมายของพระเจ้าและสูญเสียการรับสุขที่ครบสมบูรณ์ที่มีต่อพระคริสต์ และการพักสงบแห่งอาณาจักรไปด้วย.
ฮร.
4:12 จ ซคย.12:1; โยบ 32:8; สภษ.20:27; ยฮ.3:6; 4:24; รม.8:16; 1กธ.5:4; 2ตธ.4:22; 1ปต.3:4
ฮร.
4:12 3 วิญญาณของเราเป็นอวัยวะที่เราใช้ติดต่อกับพระเจ้า (ยฮ.4:24) ส่วนใจของเราเป็นอวัยวะที่เราใช้รักพระเจ้า (มก.12:30). วิญญาณของเรามีไว้ติดต่อ, ต้อนรับ, บรรจุ, และประสบการณ์กับพระเจ้า แต่เพื่อสิ่งเหล่านี้แล้ว ใจของเราต้องรักพระเจ้าก่อน. จิตของเรามีอยู่สามส่วนคือ ความคิด, ความตั้งใจ, และอารมณ์ และวิญญาณของเราก็มีอยู่สามส่วนเช่นกันคือ มโนธรรม, การสามัคคีธรรม, และความรู้สึกโดยตรง. ใจของเราไม่ได้แยกจากจิตและวิญญาณ แต่ใจของเรานั้นประกอบด้วยทุกส่วนในจิตของเรา บวกกับมโนธรรมซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในวิญญาณของเรา. ดังนั้นในใจของเราทั้งหลายจึงมีทั้งความคิดพร้อมด้วยความนึกคิด และความตั้งใจพร้อมด้วยความมุ่งหมาย. ความนึกคิดมีผลกระทบต่อความมุ่งหมาย และความมุ่งหมายทำให้ความนึกคิดสำเร็จลุล่วง. พระคำที่มีชีวิตของพระเจ้าสามารถวินิจฉัยความนึกคิดที่อยู่ในความคิดของเราและความมุ่งหมายที่อยู่ในความตั้งใจของเราได้. ในขณะที่ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายกำลังวนเวียนอยู่ในขั้นตอนแห่งความรอดอยู่นั้น สิ่งที่ผู้เขียนได้ยกอ้างมาจากพระคำของพระเจ้าในข้อก่อนหน้านี้สามารถที่จะเปิดโปงความนึกคิดและความมุ่งหมายของพวกเขาออกมาได้.
ฮร.
4:14 ก ฮร.2:17; 7:26
ฮร.
4:14 1ก พระเยซูทรงถูกพระเจ้าใช้มาหาเราก่อนโดยการกลายเป็นเนื้อหนัง (2:14) เพื่อทรงเป็นอัครทูตของเรา (3:1), เป็นผู้ริเริ่ม, เป็นผู้นำของเรา (2:10), เป็นผู้ที่สูงส่งกว่าโมเซ (3:3), และเป็นยะโฮซูอะแท้ของเรา (4:8) ที่จะนำพาเราผู้เป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ (1:9; 3:14) เข้าสู่สง่าราศีและการพักสงบ (2:10; 4:11). จากนั้นพระองค์ก็จะไปจากเรากลับสู่พระเจ้าโดยการเป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์ (5:5-6) เพื่อเป็นมหาปุโรหิตของเราที่จะแบกรับเราอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าและทรงดูแลความต้องการทั้งหมดของเรา (2:17-18; 4:15).
ฮร.
4:14 2 คือ ดีเลิศ, อัศจรรย์, มีสง่าราศี, และมีเกียรติสูงสุด. พระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่และมีเกียรติสูงสุดในฐานันดร (1:5, 8; 2:6), การงาน (1:3; 2:17, 9, 14-15, 10; 3:5-6; 4:8-9; กจ.2:24, 27), และทุกสิ่งที่พระองค์ได้บรรลุถึง (6:20; 9:24; 2:9).
ฮร.
4:14 3 มหาปุโรหิตของเราคือพระเยซูนั้น เมื่อได้ทรงถอดทิ้งไปซึ่งบรรดาศักดิ์และอำนาจ (กซ.2:15), ได้เป็นขึ้นมาจากแดนมรณา (กจ.2:24, 27), และได้ผ่านสวรรค์ทั้งหลายแล้ว บัดนี้พระองค์ก็ทรงประทับอยู่บนพระที่นั่ง ซึ่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า.
ฮร.
4:14 ข อฟ.4:10; ฮร.8:1; 9:24
ฮร.
4:14 ค ฮร.7:3
ฮร.
4:14 4 เล็งถึงหลักความเชื่อ.
ฮร.
4:14 ง ฮร.3:1
ฮร.
4:15 ก ฮร.2:18
ฮร.
4:15 ข ฮร.7:26; 2กธ.5:21
ฮร.
4:16 ก ฮร.10:22; 7:25
ฮร.
4:16 1 ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระที่นั่งซึ่งได้กล่าวไว้ในที่นี้จะต้องเล็งถึงพระที่นั่งของพระเจ้าในสวรรค์อย่างแน่นอน (วว.4:2). พระที่นั่งของพระเจ้าเป็นพระที่นั่งแห่งการครองอำนาจที่มีต่อจักรวาลทั้งหมด (ดนอ.7:9; วว.5:1) แต่สำหรับเราที่เป็นผู้เชื่อแล้ว พระที่นั่งนี้กลับเป็นพระที่นั่งแห่งพระคุณซึ่งมีที่ระงับข้อพิพาท (พระที่นั่งแห่งพระเมตตา) ที่อยู่ในที่บริสุทธิ์สุดเป็นแบบเล็ง (อซด.25:17, 21). พระที่นั่งนี้ยังเป็นพระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดกด้วย (วว.22:1). เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ เราจะมาถึงเบื้องหน้าพระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดก (พระคริสต์) ที่อยู่ในสวรรค์ได้อย่างไร? เคล็ดลับก็คือวิญญาณของเราที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 12. บัดนี้พระคริสต์ผู้กำลังประทับอยู่บนพระที่นั่งในสวรรค์นั้น (รม.8:34) ก็ทรงอยู่ในเราด้วย (รม.8:10) คืออยู่ในวิญญาณของเรานั่นเอง(2ตธ.4:22). วิญญาณนี้ยังเป็นที่ประทับของพระเจ้าอีกด้วย (อฟ.2:22). ที่เบ็ธเอลซึ่งก็คือบ้านของพระเจ้าอันเป็นที่ประทับของพระเจ้าและเป็นประตูสวรรค์นั้น พระคริสต์ทรงเป็นบันไดที่ได้เชื่อมแผ่นดินโลกเข้าสนิทกับสวรรค์ และนำสวรรค์มาสู่แผ่นดินโลก (ยนซ.28:12-17; ยฮ.1:51). เนื่องจากวันนี้วิญญาณของเราก็คือที่ประทับของพระเจ้า วิญญาณของเราจึงเป็นประตูสวรรค์ เป็นที่ซึ่งมีพระคริสต์เป็นบันไดที่ได้เชื่อมเราผู้เป็นคนที่อยู่บนโลกเข้าสนิทกับสวรรค์ และนำสวรรค์มาสู่เรา. ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่เราหันสู่วิญญาณของเรา เราก็ได้ผ่านเข้าไปทางประตูสวรรค์และได้สัมผัสกับพระที่นั่งแห่งพระคุณซึ่งอยู่ในสวรรค์โดยพระคริสต์ผู้เป็นบันไดสวรรค์.
ฮร.
4:16 ข รม.9:15, 18, 23
ฮร.
4:16 2ข ทั้งพระเมตตาและพระคุณของพระเจ้านั้นล้วนเป็นการสำแดงแห่งความรักของพระเจ้าทั้งสิ้น. ในขณะที่เราอยู่ในสภาพการณ์ที่น่าสงสาร พระเมตตาของพระเจ้าก็จะมาถึงเราก่อนและจะนำเราเข้าสู่สถานการณ์ที่ทำให้พระเจ้าทรงโปรดปรานเราด้วยพระคุณของพระองค์ได้. ในกิตติคุณลูกา 15:20-24 บอกกับเราว่า เมื่อบิดาแลเห็นบุตรพเนจรกลับมาก็มีใจกรุณาเขา. นี่ก็คือพระเมตตาซึ่งสำแดงความรักของบิดาออกมา. จากนั้นบิดาก็เอาเสื้อคลุมที่ดีที่สุดมาสวมให้แก่เขาและให้เขารับประทานลูกโคอ้วนพีอีก. นี่ก็คือพระคุณที่ได้สำแดงความรักของบิดาด้วยเช่นกัน. พระเมตตาของพระเจ้าสามารถบรรลุไปได้ไกลกว่าพระคุณของพระเจ้าและยังเป็นสะพานเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างตัวเรากับพระคุณของพระเจ้าอีกด้วย.
ทั้งพระเมตตาและพระคุณของพระเจ้าล้วนมีความสะดวกง่ายดายต่อเราอยู่เสมอ แต่เราจำต้องใช้วิญญาณมาถึงเบื้องพระที่นั่งแห่งพระคุณและติดต่อกับมหาปุโรหิตผู้ทรงเห็นใจในความอ่อนแอทั้งหลายของเรา เราจึงจะสามารถรับพระเมตตาและพบพระคุณนี้ได้. ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ใช้ถ้อยคำนี้มาหนุนใจให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายที่เหนื่อยล้ามารับพระเมตตาและพบกับพระคุณที่จะช่วยเราในวาระที่ต้องการ เพื่อเขาจะสามารถยืดตัวตั้งตรงได้ (12:12).
ทั้งพระเมตตาและพระคุณของพระเจ้าล้วนมีความสะดวกง่ายดายต่อเราอยู่เสมอ แต่เราจำต้องใช้วิญญาณมาถึงเบื้องพระที่นั่งแห่งพระคุณและติดต่อกับมหาปุโรหิตผู้ทรงเห็นใจในความอ่อนแอทั้งหลายของเรา เราจึงจะสามารถรับพระเมตตาและพบพระคุณนี้ได้. ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ใช้ถ้อยคำนี้มาหนุนใจให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายที่เหนื่อยล้ามารับพระเมตตาและพบกับพระคุณที่จะช่วยเราในวาระที่ต้องการ เพื่อเขาจะสามารถยืดตัวตั้งตรงได้ (12:12).
ฮร.
4:16 ค ยฮ.1:14, 16, 17; รม.5:2; 2กธ.12:9; 13:14; ฆต.6:18