เฮ็บราย บทที่ 13
IV. คุณธรรมในการดำเนินชีวิตคริสตจักร
13:1-19
13:1-19
1. เรื่องที่ต้องมีภาคปฏิบัติหกประการ
ข้อ 1-7
ข้อ 1-7
ฮร.
13:1 จง1กรักกันฉันพี่น้อง2สืบต่อไป.
ฮร.
13:2 อย่าลืมที่จะกต้อนรับแขกผู้มาเยือน เพราะโดยการกระทำเช่นนั้น บางคนก็ได้ขรับรองทูตสวรรค์ไว้โดยไม่รู้ตัว.
ฮร.
13:3 จง1ระลึกถึงบรรดาผู้ถูกจองจำอยู่ เสมือนว่าท่านถูกจองจำอยู่ด้วยกันกับเขา จงระลึกถึงบรรดาผู้ถูกกข่มเหง เสมือนว่าร่างกายของท่านเอง[ถูกข่มเหง].
ฮร.
13:4 จงให้1การสมรสเป็นที่นับถือ2ท่ามกลางคนทั้งปวงและให้ที่นอนปราศจากมลทิน เพราะพระเจ้าจะทรง3กพิพากษาขคนที่ล่วงประเวณีและคนคบชู้.
ฮร.
13:5 จงให้วิถีชีวิตของท่านพ้นจาก1กการรักเงินทอง จงขพอใจในสิ่งที่มีอยู่ เพราะพระองค์เองเคยตรัสไว้ว่า "คเราจะไม่ละท่านไว้ และเราจะไม่ทอดทิ้งท่านเลย"
ฮร.
13:6 ดังนั้นเราจึงกล่าวด้วยใจกล้าว่า "กองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว. มนุษย์จะทำอะไรข้าพเจ้าได้เล่า?"
ฮร.
13:7 จง1ระลึกถึงบรรดาผู้ที่กนำพาท่าน คือคนที่ได้ขประกาศพระคำของพระเจ้าแก่ท่าน และจงพิจารณาดูผลลัพธ์แห่งคการประพฤติของเขา แล้วจงง เอาอย่างความเชื่อของเขา.
2. ประสบการณ์ที่มีต่อพระคริสต์
ข้อ 8-15
ข้อ 8-15
ฮร.
13:8 1พระเยซูคริสต์ทรงเป็นกเหมือนเดิม ทั้งเมื่อวานนี้, วันนี้, และสืบๆ ไปเป็นนิจกาล.
ฮร.
13:9 อย่ากหลงไปตามคำสอนแปลกๆ 1ขชนิดต่างๆ เพราะเป็นการดีที่จะให้ใจเรา2ตั้งมั่นคงโดยพึ่งคพระคุณ ไม่ใช่พึ่ง3ง อาหาร[ที่มาจากเครื่องบูชา]ซึ่งไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อผู้ที่ประพฤติตาม.
ฮร.
13:10 เรามี1แท่นบูชาแท่นหนึ่ง ซึ่งคนที่ปรนนิบัติในพลับพลาไม่มีสิทธิ์ที่จะกกินของจากแท่นนั้น.
ฮร.
13:11 มหาปุโรหิตนำกเลือดของสัตว์ต่างๆ เข้าไปใน[ที่]บริสุทธิ์สุดเพื่อ1ความบาป ส่วน2ขร่างของสัตว์เหล่านั้นต้องถูกนำไปเผาเสียภายนอกค่าย.
ฮร.
13:12 ดังนั้นพระเยซูก็ทรงทนทุกข์อยู่กนอก1ประตูเช่นกัน เพื่อพระองค์จะได้ทรง2ขแบ่งแยกพลไพร่ของพระองค์ให้บริสุทธิ์โดย3คพระโลหิตของพระองค์เอง.
ฮร.
13:13 ด้วยเหตุนี้ก็ให้เราออกไปกหาพระองค์1ขภายนอก2ค่ายนั้น ทนรับคความอัปยศซึ่งพระองค์ทรงรับนั้น.
ฮร.
13:14 เพราะเราไม่มี1กเมืองที่ถาวรอยู่ที่นี่ แต่ว่า2เราขแสวงหาคเมืองที่จะมาถึงนั้น.
ฮร.
13:15 เหตุฉะนั้นให้เรากถวายขคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า1โดยพระเยซูเสมอ คือถวายคผลแห่งริมฝีปากที่ง ยอมรับพระนามของพระองค์.
3. สิ่งจำเป็นอีกสี่ประการ
ข้อ 16-19
ข้อ 16-19
ฮร.
13:16 แต่จงอย่าลืมกระทำการดีและ1กการแบ่งปันกับผู้อื่น เพราะขเครื่องบูชาอย่างนี้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า.
ฮร.
13:17 จง1เชื่อฟังและกนอบน้อมต่อบรรดาผู้ที่ขนำพาท่าน เพราะเขาเหล่านั้นคอยคเฝ้าดูแลจิตของท่านเหมือนดังผู้ที่จะต้องส่งมอบบัญชี เพื่อเขาจะได้ทำการนี้ด้วยความชื่นใจ ไม่ใช่ด้วยการโอดครวญซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่ท่าน.
ฮร.
13:18 จง1กอธิษฐานเผื่อเรา ด้วยเราเชื่อแน่ว่า เรามีขมโนธรรมที่ปราศจากบกพร่องและปรารถนาที่จะประพฤติให้ดีงามในทุกสิ่ง.
ฮร.
13:19 ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้มากยิ่งขึ้น ขอให้ท่านอธิษฐานเผื่อข้าพเจ้าเพื่อข้าพเจ้าจะได้กลับคืนสู่ท่านโดยเร็ว.
V. บทสรุป
13:20-25
13:20-25
ฮร.
13:20 ขอกพระเจ้าแห่งสันติสุข ผู้ทรงให้องค์พระเยซูเจ้าของเราได้เสด็จขขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย คือพระองค์ซึ่งเป็นคผู้เลี้ยงใหญ่ของ1ง ฝูงแกะ2โดยจพระโลหิตแห่ง3ฉพันธสัญญานิรันดร์
ฮร.
13:21 ทรงกระทำการกสำเร็จตัวท่านในขการดีทุกอย่างเพื่อจะได้ปฏิบัติตามคน้ำพระทัยของพระองค์ โดยทรง1กระทำการง ในเราทั้งหลายตามสิ่งที่จชอบพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์ โดยพระเยซูคริสต์. ขอให้ฉสง่าราศีจงมีแด่พระองค์นั้นสืบๆ ไปเป็นนิตย์. เอเมน.
ฮร.
13:22 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่าน1อดทนรับฟังกคำเตือนสตินี้ เพราะแท้จริงแล้วข้าพเจ้าเขียนมายังท่านโดยย่อเท่านั้น
ฮร.
13:23 ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า1กติโมเธียวผู้เป็นพี่น้องของเราได้รับการปล่อยตัวแล้ว ถ้าเขามาเร็วหน่อย ข้าพเจ้าจะไปพบท่านด้วยกันกับเขาเป็นแน่.
ฮร.
13:24 ขอ1ฝากคำทักทายมายังบรรดาผู้ที่กนำพาท่านและวิสุทธิชนทุกท่าน. พวกที่มาจากอิตาลีก็ฝากคำทักทายมายังท่าน.
ฮร.
13:25 ขอให้1กพระคุณดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด. เอเมน.
คำอธิบาย เฮ็บราย บทที่ 13
ฮร.
13:1 ก รม.12:10; 1ธซ.4:9
ฮร.
13:1 1ก เนื้อความในบทนี้ได้ชี้บ่งว่า บทนี้ถูกเขียนขึ้นสำหรับการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง. สิ่งที่กล่าวไว้ในที่นี้เกือบทั้งหมด เช่นการรักกันฉันพี่น้องและการต้อนรับแขกนั้น ล้วนเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรทั้งสิ้น ไม่ได้มีเพื่อการดำเนินชีวิตคริสเตียนเท่านั้น.
ฮร.
13:1 2 หรือ ดำรงคงอยู่.
ฮร.
13:2 ก รม.12:13; 1ปต.4:9
ฮร.
13:2 ข ยนซ.18:2-8; 19:1-3
ฮร.
13:3 1 นี่คือการร่วมทนทุกข์ด้วยกันกับอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ (คริสตจักร) ที่กำลังทนทุกข์อยู่ (1กธ.12:26).
ฮร.
13:3 ก ฮร.11:25, 37
ฮร.
13:4 1 ในการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้น การติดต่อระหว่างพี่น้องชายหญิงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้. ดังนั้นเพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้แปดเปื้อนสิ่งมลทิน เราก็ต้องให้การนับถือต่อการสมรสและอย่าได้ประพฤติปล่อยตัว เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิบุตรหัวปีของเราในแผนการบริหารของพระเจ้าอย่างรุนแรง. รูเบ็นสูญเสียสิทธิบุตรหัวปีเพราะความมลทินของเขา (ยนซ. 49:3-4; 1คนก.5:1). โยเซฟได้รับสิทธิบุตรหัวปีก็เพราะความบริสุทธิ์หมดจดของเขา (1คนก.5:1; ยนซ.39:7-12; ดู ฮร.12:16 คำอธิบาย 1). พระเจ้าจะทรงพิพากษาบรรดาคนที่ล่วงประเวณีและคบชู้และคริสตจักรก็ต้องพิพากษาคนเช่นนั้นด้วย (1กธ.5:1-2, 11-13). ไม่มีอะไรที่จะทำลายวิสุทธิชนและการดำเนินชีวิตคริสตจักรได้มากยิ่งกว่าความมลทินชนิดนี้อีกแล้ว.
ฮร.
13:4 2 หรือ ในทุกด้าน.
ฮร.
13:4 ก ฮร.12:16; 1กธ.5:11; 6:9, 10; ฆต.5:19, 21; อฟ.5:5
ฮร.
13:4 3ก หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า. พระเจ้าผู้บริสุทธิ์จะไม่ยอมให้มีความมลทินใดๆ ในท่ามกลางพวกเราอย่างเด็ดขาด. พระองค์จะทรงพิพากษาพลไพร่ของพระองค์ (10:30; 12:23).
ฮร.
13:4 ข เทียบ 1ธซ.4:6
ฮร.
13:5 ก 2ตธ.3:2
ฮร.
13:5 1ก ผู้ที่รักเงินทองย่อมไม่สามารถเข้าสู่ความเที่ยงแท้ของการดำเนินชีวิตคริสตจักรได้อย่างแน่นอน. เราจะต้องพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่เสมอ เพื่อเราจะไม่ถูกล่อลวงให้ห่างเหินไปจากการดำเนินชีวิตคริสตจักรโดยเงินทอง. ในเมื่อเรามีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือเรา เราก็ควรอิ่มใจและวางใจ เพื่อเราจะถูกคุ้มครองไว้ในการรับสุขแห่งการดำเนินชีวิตคริสตจักรอย่างสิ้นเชิง.
ฮร.
13:5 ข ฟป.4:11; 1ตธ.6:8
ฮร.
13:5 ค พบญ.31:6; ยฮซ.1:5
ฮร.
13:6 ก บพส.118:6
ฮร.
13:7 1 นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตคริสตจักร. บรรดาผู้ปฏิบัติแห่งพระคำของพระเจ้าจะต้องมีการประพฤติที่สามารถเป็นแบบอย่างแห่งความเชื่อให้กับอวัยวะทั้งหลายที่อยู่ในคริสตจักรซึ่งเป็นผู้ต้อนรับพระคำของพระเจ้าได้เอาอย่าง. เมื่อเป็นเช่นนี้ อวัยวะทั้งหลายในคริสตจักรก็ไม่เพียงได้ต้อนรับพระคำที่ผู้ปฏิบัติได้หล่อเลี้ยงเขาเท่านั้น แต่ยังได้เอาอย่างความเชื่อของผู้ปฏิบัติซึ่งได้สำแดงอยู่ในการประพฤติของเขาอีกด้วย.
ข้อนี้สืบเนื่องมาจากข้อ 5-6. การประพฤติของพวกเขา จะต้องหมายถึงการดำเนินชีวิตและการประพฤติที่ผู้ปฏิบัติพระคำของพระเจ้าได้แสวงหา คือไม่รักเงินทอง แต่พอใจด้วยสิ่งของที่มีอยู่ (ข้อ 5ก). ความเชื่อของเขา จะต้องหมายถึงข้อเท็จจริงในการที่เขาพึ่งวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตของเขา (ข้อ 5ข-6). ถ้อยคำที่พวกเขาหล่อเลี้ยงและการดำเนินชีวิตของเขาจะต้องเป็นพระคริสต์ทั้งสิ้น และความเชื่อของเขาก็ต้องเป็นความเชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ คือมีพระคริสต์เป็นผู้ริเริ่มและผู้สำเร็จความเชื่อของพวกเขา (12:2). การประพฤติและความเชื่อเช่นนี้จึงคู่ควรให้ผู้เชื่อที่ได้ต้อนรับพระคำของพระเจ้าซึ่งผู้ปฏิบัติเหล่านี้ได้นำมาหล่อเลี้ยงและได้พิจารณาดูผลลัพธ์แห่งการประพฤติของพวกเขาแล้วได้ยึดเป็นแบบอย่าง.
ข้อนี้สืบเนื่องมาจากข้อ 5-6. การประพฤติของพวกเขา จะต้องหมายถึงการดำเนินชีวิตและการประพฤติที่ผู้ปฏิบัติพระคำของพระเจ้าได้แสวงหา คือไม่รักเงินทอง แต่พอใจด้วยสิ่งของที่มีอยู่ (ข้อ 5ก). ความเชื่อของเขา จะต้องหมายถึงข้อเท็จจริงในการที่เขาพึ่งวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตของเขา (ข้อ 5ข-6). ถ้อยคำที่พวกเขาหล่อเลี้ยงและการดำเนินชีวิตของเขาจะต้องเป็นพระคริสต์ทั้งสิ้น และความเชื่อของเขาก็ต้องเป็นความเชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ คือมีพระคริสต์เป็นผู้ริเริ่มและผู้สำเร็จความเชื่อของพวกเขา (12:2). การประพฤติและความเชื่อเช่นนี้จึงคู่ควรให้ผู้เชื่อที่ได้ต้อนรับพระคำของพระเจ้าซึ่งผู้ปฏิบัติเหล่านี้ได้นำมาหล่อเลี้ยงและได้พิจารณาดูผลลัพธ์แห่งการประพฤติของพวกเขาแล้วได้ยึดเป็นแบบอย่าง.
ฮร.
13:7 ก ฮร.13:17, 24; 1ธซ.5:12
ฮร.
13:7 ข กจ.4:31
ฮร.
13:7 ค 1ธซ.1:5
ฮร.
13:7 ง ฮร.6:12; 1กธ.4:16; 11:1; 1ธซ.1:6
ฮร.
13:8 1 พระคริสต์ผู้เป็นพระคำที่ผู้ปฏิบัติแห่งพระคำของพระเจ้าในข้อ 7 ได้ประกาศและสั่งสอน, ผู้ทรงเป็นการดำเนินชีวิตของพวกเขา, และเป็นผู้ริเริ่มและสำเร็จความเชื่อของพวกเขา ทรงยั่งยืนถาวร, ไม่อาจเปลี่ยนแปลง, และไม่มีการเปลี่ยนแปลง. พระองค์ยังคงเดิมอยู่ชั่วนิรันดร์ (1:11-12). อย่าได้ประกาศพระเยซูอีกองค์หนึ่งหรือกิตติคุณอีกกิตติคุณหนึ่งในคริสตจักร (2กธ.11:4; ฆต.1:8-9). ถ้าเราต้องการจะดำเนินชีวิตคริสตจักรที่จริงแท้และมั่นคงเราก็ต้องยึดมั่นในพระคริสต์ผู้ทรงเป็นเหมือนเดิมทั้งเมื่อวานนี้, วันนี้, และสืบๆไปเป็นนิจกาล และจะต้องไม่หลงไปตามคำสอนแปลกๆ ชนิดต่างๆ อีกด้วย (ข้อ 9).
ฮร.
13:8 ก ฮร.1:12; วว1:18; 22:13
ฮร.
13:9 ก อฟ.4:14; เทียบ กจ.20:30
ฮร.
13:9 ข 1ตธ.1:3; ฆต.1:6-9; 2กธ.11:4
ฮร.
13:9 1ข คำสอนแปลกๆ ชนิดต่างๆ มักเป็นเครื่องมือที่ซาตานใช้ก่อความขัดแย้ง กระทั่งการแตกแยกกันในคริสตจักร. ด้วยเหตุนี้อัครทูตจึงได้กำชับผู้คนไม่ให้สอนในเรื่องที่แปลกออกไป (1ตธ.1:3). คำสอนแปลกๆ ชนิดต่างๆ นี้จะต้องเป็นสิ่งที่ผู้ร้อนรนในศาสนายูดายสอนกันในเวลานั้น. ผู้เขียนจึงเตือนผู้เชื่อชาวเฮ็บรายอย่าได้หลงไปตามคำสอนแปลกๆ ชนิดต่างๆ จนทำให้ออกจากการดำเนินชีวิตคริสตจักรภายใต้พันธสัญญาใหม่เสีย.
ฮร.
13:9 2 ในเวลานั้นการตั้งมั่นคงโดยพระคุณก็คือการดำรงอยู่ในพันธสัญญาใหม่เพื่อการรับสุขพระคริสต์เป็นพระคุณ (ฆต.5:4) และไม่ถูกชักจูงให้หลงกลับไปสู่ศาสนายูดาย, มีส่วนในพิธีกรรมของศาสนา, หรือกินอาหาร (เครื่องบูชา) ของเขาอีก.
ฮร.
13:9 ค ฮร.12:15
ฮร.
13:9 ง ฮร.9:9-10; กซ.2:16
ฮร.
13:9 3ง อาหารในที่นี้ตรงข้ามกับพระคุณ โดยชี้ถึงอาหารในกฎเกณฑ์แห่งพิธีการของพันธสัญญาเดิม (9:10; กซ.2:16). พวกที่ร้อนรนในศาสนายูดายพยายามใช้อาหารเหล่านี้มาทำให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายหลงไปจากการรับสุขพระคุณ ซึ่งพระคุณนี้ก็คือการมีส่วนในพระคริสต์ในพันธสัญญาใหม่.
ฮร.
13:10 1 แท่นบูชานี้จะต้องหมายถึงกางเขนที่องค์พระเยซูเจ้าใช้ถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาเพื่อความบาปของเราอย่างแน่นอน (10:12). ตามกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชาในพันธสัญญาเดิมนั้น เลือดของเครื่องบูชาไถ่บาปจะต้องถูกนำเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดหรือที่บริสุทธิ์ เพื่อใช้ปกปิดความบาป ส่วนเนื้อสัตว์สำหรับบูชาไถ่บาปนั้นจะถูกเผาเสียทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือให้ปุโรหิตที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายเครื่องบูชาหรือผู้ที่ถวายเครื่องบูชาได้กินเลย (ลวต.4:2-12; 16:27; 6:30). ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้ที่ปรนนิบัติพลับพลานั้นจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะได้กินอะไรจากเครื่องบูชาไถ่บาปบนแท่น (ในพันธสัญญาใหม่ กางเขนขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการสำเร็จเป็นจริงของแท่นบูชานี้). คำสอนแปลกๆ ของพวกที่ร้อนรนในศาสนายูดายนั้นพยายามใช้อาหารมาทำให้ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่หลงไปจากการรับสุขพระคริสต์ แต่ในข้อ 10 นี้ก็ได้โต้แย้งต่อเรื่องนี้อย่างรุนแรง. ผู้ที่ร้อนรนในศาสนายูดายเน้นในเรื่องอาหารซึ่งพวกเขาได้รับสุขในการปรนนิบัติทางศาสนาของเขา. แต่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้โต้แย้งว่า เครื่องบูชาไถ่บาปซึ่งเป็นเครื่องบูชาพื้นฐานสำหรับการปกปิดความบาปที่กระทำปีละหนึ่งครั้งนี้ (ลวต.16) ไม่มีอะไรเหลือให้ใครกินได้. เครื่องบูชาไถ่บาปนั้นไม่ได้มีไว้ให้มนุษย์กิน แต่มีไว้ให้มนุษย์ต้อนรับประสิทธิภาพแห่งการปกปิดความบาป. บัดนี้เครื่องบูชาไถ่บาปที่แท้จริงก็คือพระคริสต์ ผู้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าเพื่อความบาปของเรา และยังได้สำเร็จการไถ่ที่สมบูรณ์เพื่อเรา (ประเสริฐกว่าการปกปิดความบาป—ดู 9:12 คำอธิบาย 2) ทำให้เราถูกนำเข้าสู่การรับสุขพระคุณของพระเจ้าในพระองค์ภายใต้พันธสัญญาใหม่. สิ่งที่เราต้องการในวันนี้ไม่ใช่การกินอาหารจากการปรนนิบัติในพันธสัญญาเดิม แต่เป็นการต้อนรับประสิทธิภาพแห่งการถวายเครื่องบูชาของพระคริสต์และติดตามพระองค์ในพระคุณแห่งพันธสัญญาใหม่เพื่อออกไปนอกค่ายคือนอกศาสนายูดายนั่นเอง.
ฮร.
13:10 ก เทียบ 1กธ.10:18
ฮร.
13:11 ก ลวต.16:14-16
ฮร.
13:11 1 ในภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
ฮร.
13:11 ข ลวต.16:27; 4:21
ฮร.
13:11 2ข เลือดของเครื่องบูชาไถ่บาปจะต้องถูกนำเข้าไปในที่บริสุทธิ์สุดในวันปกปิดความบาปเพื่อปกปิดความบาปให้กับพลไพร่ ส่วนร่างของสัตว์บูชาจะต้องถูกเผาเสียนอกค่ายที่พัก (ลวต.16:14-16, 27). กรณีนี้เป็นแบบเล็งว่า พระโลหิตของพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปแท้ ได้ถูกนำเข้าไปในที่บริสุทธิ์สุดที่แท้จริงเพื่อสำเร็จการไถ่เพื่อเรา และพระวรกายของพระคริสต์ได้ทรงเสียสละเพื่อเราอยู่ภายนอกประตูเมืองเยรูซาเล็ม (ข้อ 12).
ฮร.
13:12 ก ยฮ.19:17-18, 20
ฮร.
13:12 1 ประตูนี้หมายถึงประตูเมืองเยรูซาเล็มนั่นเอง. เมืองนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงขอบเขตฝ่ายแผ่นดินโลก, ส่วนค่ายเป็นเครื่องหมายเล็งถึงองค์กรของมนุษย์. ทั้งสองประการนี้ล้วนเป็นเครื่องหมายเล็งถึงสิ่งเดียวคือ ศาสนายูดายที่มีสองด้านด้วยกันคือ อยู่ฝ่ายแผ่นดินโลกและอยู่ฝ่ายมนุษย์.ศาสนายูดายได้อยู่ทั้งฝ่ายแผ่นดินโลกและเป็นฝ่ายมนุษย์ด้วย.
ฮร.
13:12 ข ฮร.2:11; 10:14, 29
ฮร.
13:12 2ข หนังสือเล่มนี้เปิดเผยต่อเราว่าการทรงเรียกที่เป็นฝ่ายสวรรค์ของพระเจ้าต้องการทำให้เรากลายเป็นพลไพร่ที่บริสุทธิ์ (3:1) คือเป็นพลไพร่ที่ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์ไว้ถวายแด่พระเจ้า. พระคริสต์ทรงเป็นผู้ทำการแบ่งแยกบริสุทธิ์ (2:11). พระองค์ทรงถูกตรึงตายบนกางเขน ได้หลั่งพระโลหิตออกมา และได้เสด็จเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดด้วยพระโลหิตนี้ (9:12) เพื่อโดยการปฏิบัติฝ่ายสวรรค์(8:2, 6) ในตำแหน่งปุโรหิตฝ่ายสวรรค์ของพระ องค์ (7:26) พระองค์จะทรงกระทำการงานแห่งการแบ่งแยกบริสุทธิ์ได้ และยังทำให้เราเข้าไปในม่านโดยพระโลหิตของพระองค์เพื่อมีส่วนในตัวของพระองค์ผู้ทำการแบ่งแยกบริสุทธิ์ฝ่ายสวรรค์. โดยการมีส่วนในพระองค์เช่นนี้ เราก็สามารถติดตามพระองค์ออกไปภายนอกค่ายโดยหนทางแห่งกางเขนซึ่งจะทำการแบ่งแยกบริสุทธิ์เรา. ดูข้อ 12 คำอธิบาย 3 กับ ข้อ 13 คำอธิบาย1.
ฮร.
13:12 ค ฮร.9:12, 14; 10:19; 12:24
ฮร.
13:12 3ค องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดโดยพระโลหิตของพระองค์เอง (9:12) พระโลหิตนี้ได้เปิดทางที่ใหม่และมีชีวิตทำให้เราสามารถเข้าไปในม่านเพื่อรับสุขพระองค์ผู้ทรงได้รับสง่าราศีอยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย (10:19-20) ส่วนพระกายที่พระองค์ได้ทรงเสียสละเพื่อเราบนกางเขนก็ได้เปิดทางแคบแห่งกางเขนให้เราสามารถออกไปนอกค่ายเพื่อติดตามพระองค์ที่ทรงทนทุกข์อยู่บนแผ่นดินโลกนี้ (ข้อ 13).
ฮร.
13:13 ก ฮร.12:2
ฮร.
13:13 ข ฮร.13:11; อซด.33:7-11
ฮร.
13:13 1ข การออกไปภายนอกค่าย และ การเข้าไปในม่าน (6:19) เป็นสองประเด็นที่มีความเด่นชัดอย่างยิ่งในหนังสือเล่มนี้. การเข้าไปในม่านก็คือการเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดอันเป็นที่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับบนพระที่นั่งในสง่าราศีนั้น ส่วนการออกไปภายนอกค่ายก็คือการออกจากศาสนาอันเป็นที่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ถูกปฏิเสธและขับไล่. สิ่งนี้เป็นเครื่องหมายเล็งว่าเราต้องอยู่ในวิญญาณของเรา เพราะที่บริสุทธิ์สุดในประสบการณ์และภาคปฏิบัติในวันนี้ก็อยู่ในวิญญาณของเรานั่นเอง และเราต้องออกไปภายนอกศาสนาด้วยเพราะค่ายแห่งภาคปฏิบัติในวันนี้ก็อยู่ในศาสนานั่นเอง. เรายิ่งอยู่ในวิญญาณของเราเพื่อรับสุขพระคริสต์ผู้อยู่บนสวรรค์มากเท่าไร เราก็ยิ่งออกไปภายนอกค่ายแห่งศาสนาเพื่อติดตามพระเยซูผู้ถูกปฏิเสธมากเท่านั้น. การอยู่ในวิญญาณของเราเพื่อรับสุขพระคริสต์ผู้ได้รับสง่าราศีจะทำให้เราสามารถออกไปภายนอกค่ายเพื่อติดตามพระเยซูผู้ถูกปฏิเสธได้. เรายิ่งอยู่ในวิญญาณของเราเพื่อติดต่อกับพระคริสต์ผู้อยู่ฝ่ายสวรรค์ที่อยู่ในสง่าราศีมากเท่าไร เราก็ยิ่งมุ่งหน้าออกไปภายนอกค่ายแห่งศาสนาไปหาพระเยซูผู้ต่ำต้อยและร่วมทนทุกข์กับพระองค์มากเท่านั้น. โดยการติดต่อกับพระคริสต์ผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายและรับสุขการได้รับสง่าราศีของพระองค์เช่นนี้ก็จะทำให้เราได้รับการเพิ่มกำลังให้สามารถเดินทางแคบแห่งกางเขนบนแผ่นดินโลกและสู้ทนความอัปยศที่พระเยซูทรงรับมานั้น. ก่อนอื่นหนังสือเล่มนี้ให้เรามีนิมิตที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระคริสต์ผู้อยู่ในสวรรค์และที่บริสุทธิ์สุดในสวรรค์ จากนั้นก็ได้แสดงให้เราเห็นถึงการเดินอยู่ในหนทางแห่งกางเขนบนแผ่นดินโลกซึ่งก็คือการออกไปหาพระเยซูภายนอกค่าย (ภายนอกศาสนา) และสู้ทนความอัปยศที่พระเยซูเคยทนมานั้น. หลังจากที่พลไพร่ชาวอิสราเอลได้กราบไหว้รูปโคทองคำแล้ว (อซด.32) แม้แต่โมเซก็ยังย้ายออกไปนอกค่ายและผู้ที่แสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหมดก็ได้ไปร่วมชุมนุมกับท่านที่นั่น เพราะการสถิตอยู่และการตรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนอยู่ที่นั่น (อซด.33:7-11). เราจะต้องออกไปภายนอกค่ายเพื่อรับสุขการสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและฟังการตรัสของพระองค์. ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตคริสตจักรในภาคปฏิบัติที่ถูกต้อง.
ที่บริสุทธิ์สุด, หนทางแห่งกางเขน (ซึ่งมีการออกไปหาพระเยซูนอกค่ายเพื่อสู้ทนความอัปยศที่พระองค์ทรงรับมานั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึง), และอาณาจักร เป็นเรื่องที่สำคัญสามประการที่หนังสือเล่มนี้ได้ชี้แจงให้เห็นอย่างชัดเจน. ที่บริสุทธิ์สุดและความอุดมสมบูรณ์แห่งที่บริสุทธิ์สุดจะทำให้เราสามารถเดินทางที่คับแคบและลำบากแห่งกางเขนได้ และหนทางแห่งกางเขนจะนำเราเข้าสู่การปรากฏเป็นจริงแห่งอาณาจักร เพื่อเราจะได้รับบำเหน็จแห่งสง่าราศี.
ที่บริสุทธิ์สุด, หนทางแห่งกางเขน (ซึ่งมีการออกไปหาพระเยซูนอกค่ายเพื่อสู้ทนความอัปยศที่พระองค์ทรงรับมานั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึง), และอาณาจักร เป็นเรื่องที่สำคัญสามประการที่หนังสือเล่มนี้ได้ชี้แจงให้เห็นอย่างชัดเจน. ที่บริสุทธิ์สุดและความอุดมสมบูรณ์แห่งที่บริสุทธิ์สุดจะทำให้เราสามารถเดินทางที่คับแคบและลำบากแห่งกางเขนได้ และหนทางแห่งกางเขนจะนำเราเข้าสู่การปรากฏเป็นจริงแห่งอาณาจักร เพื่อเราจะได้รับบำเหน็จแห่งสง่าราศี.
ฮร.
13:13 2 ดูข้อ 12 คำอธิบาย 1.
ฮร.
13:13 ค ฮร.11:26; รม.15:3; 1ปต.4:14; 2กธ.12:10
ฮร.
13:14 ก เทียบ ฮร.10:34
ฮร.
13:14 1ก หรือ เมืองที่คงอยู่.
ฮร.
13:14 2 ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ถือว่าตัวเองและผู้อ่านล้วนเป็นชาวเฮ็บรายที่ข้ามแม่น้ำแล้วอย่างแท้จริง ดังเช่นบรรพบุรุษ (11:9-10, 13-16).
ฮร.
13:14 ข ฮร.11:10, 14, 16
ฮร.
13:14 ค วว.21:2
ฮร.
13:15 ก 1ปต.2:5
ฮร.
13:15 ข ฮร.2:12; อฟ.5:19-20; กซ.3:16
ฮร.
13:15 1 ข้อนี้ได้สืบเนื่องมาจากข้อ 8-14. เมื่ออยู่ในการดำเนินชีวิตคริสตจักรนั้น เราทั้งหลายได้รับสุขพระคริสต์ผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเป็นพระคุณและได้ติดตามพระองค์ออกไปนอกศาสนาแล้ว เราจึงควรถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณแด่พระเจ้าโดยพระองค์. ก่อนอื่นในคริสตจักรนั้น เราควรจะถวายคำสรรเสริญพระเจ้าเป็นเครื่องบูชาโดยพระเยซูอยู่เสมอ. ในคริสตจักรนั้น องค์พระเยซูเจ้ายังทรงร้องเพลงสรรเสริญแด่พระเจ้าพระบิดาอยู่ภายในตัวเรา (2:12). ในคริสตจักรนั้น เราจึงควรที่จะสรรเสริญพระเจ้าพระบิดาโดยพระองค์. ในที่สุดในคริสตจักรนั้น พระองค์กับเรา เรากับพระองค์ก็ได้ร่วมกันสรรเสริญพระบิดาอยู่ในวิญญาณที่ผสมกลมกลืนกัน. พระองค์ผู้เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตทรงสรรเสริญพระบิดาอยู่ในวิญญาณของเรา และเราได้สรรเสริญพระบิดาอยู่ในพระวิญญาณของพระองค์โดยวิญญาณของเรา. นี่ก็คือเครื่องบูชาที่ดีที่สุดและสูงส่งที่สุดซึ่งเราสามารถถวายแด่พระเจ้าโดยพระองค์. นี่เป็นสิ่งที่การประชุมของคริสตจักรต้องการเป็นอย่างยิ่ง.
ฮร.
13:15 ค ฮซอ.14:2
ฮร.
13:15 ง ฟป.2:11
ฮร.
13:16 ก ฮร.6:10; รม.12:13; ฟป. 4:15-16; 2กธ.8:4
ฮร.
13:16 1ก แปลตามตรงคือ การสามัคคีธรรม. การกระทำการดีเล็งถึงการให้ ส่วนการสามัคคีธรรมเล็งถึงการแบ่งปัน ซึ่งก็คือมีการสามัคคีธรรมกันในความต้องการของวิสุทธิชน. การกระทำการดีและการสามัคคีธรรมเช่นนี้ก็เป็นเครื่องบูชาซึ่งเราควรจะถวายแด่พระเจ้าด้วย. สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องด้วย. หากวิสุทธิชนที่ขัดสนบางคนในคริสตจักรไม่ได้รับการดูแลและการจุนเจืออย่างเหมาะสมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเลย. นั่นย่อมหมายความว่าไม่มีการสามัคคีธรรมกันหรือมีการสามัคคีธรรมกันไม่เพียงพอ.
ฮร.
13:16 ข ฟป.4:18
ฮร.
13:17 1 สิ่งนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตคริสตจักร.
ฮร.
13:17 ก 1กธ.16:16; 1ปต.5:5
ฮร.
13:17 ข ฮร.13:7, 24
ฮร.
13:17 ค กจ.20:28-31; 1ปต.5:2
ฮร.
13:18 ก อฟ.6:19; กซ.4:3; 1ธซ.5:25; 2ธซ.3:1
ฮร.
13:18 1ก การอธิษฐานเพื่ออัครทูตก็เป็นด้านหนึ่งของการดำเนินชีวิตคริสตจักรด้วย.
ฮร.
13:18 ข กจ.23:1; 24:16; 1ตธ1:5, 19; 1ปต.3:16
ฮร.
13:20 ก รม.15:33; 16:20; 2กธ.13:11; ฟป.4:9; 1ธซ.5:23
ฮร.
13:20 ข กจ.2:24; 3:15; 4:10
ฮร.
13:20 ค ยฮ.10:11, 14; 1ปต.2:25; 5:4
ฮร.
13:20 ง ยฮ.10:16
ฮร.
13:20 1ง ฝูงแกะในที่นี้ก็คือคริสตจักรนั่นเอง. กรณีนี้เป็นการยืนยันว่าเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวไว้ในบทนี้ รวมทั้งประสบการณ์ที่มีต่อพระคริสต์ผู้ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเราซึ่งทำให้เราได้รับการไถ่ และเป็นผู้เลี้ยงใหญ่ซึ่งทำให้เราได้รับการเลี้ยงดูนั้น ล้วนมีเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรทั้งสิ้น.
ฮร.
13:20 2 แปลตามตรงคือ ใน.
ฮร.
13:20 จ ฮร.9:12
ฮร.
13:20 ฉ ฮร.8:6, 8; 9:15
ฮร.
13:20 3ฉ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งของชั่วคราวเช่นสิ่งที่เป็นของพันธสัญญาเดิม แต่กล่าวถึงสิ่งที่นิรันดร์ คือสิ่งที่สูงส่งเหนือการจำกัดของกาลเวลาและสถานที่ เช่น ความรอดที่นิรันดร์ (5:9), การพิพากษาที่นิรันดร์ (6:2), การไถ่ที่นิรันดร์ (9:12), พระวิญญาณที่นิรันดร์ (9:14), มรดกอันนิรันดร์ (9:15), และพันธสัญญาที่นิรันดร์ (ข้อ 20).
พันธสัญญาใหม่ไม่ได้เพียงเป็นพันธสัญญาที่ประเสริฐกว่าเท่านั้น (7:22; 8:6) แต่ยังเป็นพันธสัญญาที่นิรันดร์อีกด้วย. พันธสัญญานี้มีประสิทธิภาพที่ใช้ได้นิรันดร์ เพราะได้ตั้งขึ้นโดยประสิทธิภาพที่นิรันดร์แห่งพระโลหิตของพระคริสต์ (มธ.26:28; ลก.22:20).
พันธสัญญาใหม่ไม่ได้เพียงเป็นพันธสัญญาที่ประเสริฐกว่าเท่านั้น (7:22; 8:6) แต่ยังเป็นพันธสัญญาที่นิรันดร์อีกด้วย. พันธสัญญานี้มีประสิทธิภาพที่ใช้ได้นิรันดร์ เพราะได้ตั้งขึ้นโดยประสิทธิภาพที่นิรันดร์แห่งพระโลหิตของพระคริสต์ (มธ.26:28; ลก.22:20).
ฮร.
13:21 ก อฟ.4:12; 1ธซ.3:10; 1ปต.5:10
ฮร.
13:21 ข อฟ.2:10; กซ 1:10
ฮร.
13:21 ค รม.12:2; กซ.1:9
ฮร.
13:21 1 พระเจ้าทรงกระทำการอยู่ภายในเราทั้งหลาย ตามความชอบพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์โดยพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะสามารถกระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้. พระเจ้าทรงเป็นผู้ดำเนินการอยู่ภายในเรา จึงทำให้เราตั้งใจ และกระทำการเพื่อน้ำพระทัยอันดีงามของพระองค์ (ฟป.2:13). หนังสือเล่มนี้ได้บรรยายถึงพระคริสต์ผู้อยู่บนสวรรค์มาตั้งแต่ต้นจนจบ. มีเพียงในที่นี้ที่ใช้ประโยคว่า "พระเจ้า...ทรงกระทำการในเราทั้งหลาย...โดยพระเยซูคริสต์" ซึ่งได้เปิดเผยเป็นนัยถึงการที่พระคริสต์ทรงอาศัยอยู่ภายใน. โดยพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายในนี้เอง พระเจ้าจึงทรงกระทำการอยู่ภายในเราเพื่อให้เราได้ประพฤติตามนํ้าพระทัยของพระองค์.
ฮร.
13:21 ง ฟป.2:13
ฮร.
13:21 จ ฮร.12:28; 1ยฮ.3:22
ฮร.
13:21 ฉ รม.16:27; อฟ.3:21; 2ปต.3:18; วว.5:13
ฮร.
13:22 1 คือ อดทนและต้อนรับ. การอดทนรับฟังคำของอัครทูตก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตคริสตจักรด้วย (กจ.2:42).
ฮร.
13:22 ก 1ปต.5:12
ฮร.
13:23 ก กจ.16:1; รม.16:21; 1กธ.16:10; 1ธซ.3:2, 6
ฮร.
13:23 1ก การเอ่ยถึงติโมเธียวอย่างสนิทสนมเช่นนี้เป็นหลักฐานอันแน่นหนาที่พิสูจน์ว่า อัครทูตเปาโลเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้ (ดู 1ตธ.1:2 และ 2ตธ.1:2).
ฮร.
13:24 1 การฝากคำทักทายกันในข้อนี้เป็นรูปแบบหนึ่งในการสามัคคีธรรมในคริสตจักรและระหว่างคริสตจักรทั้งหลาย.
ฮร.
13:24 ก ฮร.13:7, 17
ฮร.
13:25 ก รม.16:20; ฆต.6:18; อฟ.6:24; 2ตธ.4:22; ตต.3:15
ฮร.
13:25 1ก ถ้าต้องการที่จะเข้าใจและมีส่วนในทุกสิ่งที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือเล่มนี้ เราก็ต้องมีพระคุณ. ถ้าจะต้อนรับพระคุณ (12:28) เราก็ต้องเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะพบพระคุณที่จะช่วยเราในวาระที่ต้องการ (4:16). เมื่อเราได้สัมผัสกับพระที่นั่งแห่งพระคุณในที่บริสุทธิ์สุดโดยการฝึกฝนวิญญาณของเรา เราก็จะได้รับสุขพระวิญญาณแห่งพระคุณ (10:29) และใจของเราก็จะได้ตั้งมั่นคงโดยพระคุณ (ข้อ 9). โดยการรับสุขพระคุณเช่นนี้ เราจึงสามารถเข้าสู่การวิ่งแข่งที่อยู่เบื้องหน้าเราได้ (12:1) เพื่อเราจะได้บรรลุถึงเป้าหมายแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า.