การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13

เฮ็บราย บทที่ 12

(คำเตือนประการที่ห้า — ให้วิ่งแข่งและอย่าตกหล่นไปจากพระคุณ
12:1-29)
ฮร. 12:1 เหตุฉะนั้น ในเมื่อเรามี1พยานบุคคลหมู่ใหญ่ดุจ2กกลุ่มเมฆรายล้อมเราอยู่เช่นนี้แล้วก็ให้เราละทิ้ง3ของหนักทุกอย่างที่ถ่วงอยู่และ4ขความบาปซึ่งผูกมัดเราได้ง่ายนั้นและ5การวิ่งแข่งที่อยู่เบื้องหน้าเรานั้นก็ให้เราควิ่งด้วยง ความอดทน
ฮร. 12:2 1หันมาเพ่งพินิจกที่2พระเยซูซึ่งเป็น3ขผู้ริเริ่มและ4ผู้สำเร็จความเชื่อของเรา พระองค์ได้ทรงทนรับคกางเขนและไม่ทรงเห็นว่าง ความละอายเป็นสิ่งสำคัญอะไรเพราะเห็นแก่ความยินดีที่มีอยู่ตรงหน้านั้น และได้ทรง5จนั่งลงที่เบื้องขวาฉพระที่นั่งของพระเจ้าแล้ว.
ฮร. 12:3 ท่านทั้งหลายจงกคิดเปรียบเทียบกับพระองค์ผู้ทรงทนให้คนบาปขต่อต้านพระองค์เช่นนั้น เพื่อท่านจะได้ไม่เหนื่อยหน่ายหรือ1ท้อแท้ใจ.
ฮร. 12:4 ในการสู้รบกับ1ความบาปนั้น ท่านก็ยังไม่ได้ต้านทานถึงหลั่งเลือด
ฮร. 12:5 ท่านกลับลืมถ้อยคำหนุนใจนั้นเสียสิ้น ซึ่งได้กล่าวแก่ท่านเหมือนกับบุตรว่า "กบุตรของข้าพเจ้า อย่าดูหมิ่น1การตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และอย่าท้อแท้ใจเมื่อพระองค์ทรงตำหนิท่านนั้น
ฮร. 12:6 เพราะว่าพระองค์ทรงรักผู้ใด พระองค์ก็ทรงกตีสอนผู้นั้น และพระองค์ทรงขเฆี่ยนตีทุกคนที่ทรงรับไว้เป็นบุตร."
ฮร. 12:7 ท่านจงอดทนเพื่อรับ1การตีสอน. พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อท่านเหมือนท่านเป็นกบุตร แล้วมีบุตรคนใดเล่าที่บิดาไม่ได้ตีสอน?
ฮร. 12:8 แต่ถ้าท่านไม่ถูกตีสอนอย่างที่[บุตร]ทั้งปวงร่วมรับกันทุกคนนั้น ท่านก็เป็นบุตรนอกกฎหมาย ไม่ใช่บุตร[แท้].
ฮร. 12:9 นอกจากนี้ เราทั้งหลายมีบิดาฝ่ายเนื้อหนังที่ได้ตีสอนเรา และเราก็กนับถือท่าน ถ้าเช่นนั้นเราก็ยิ่งต้องนอบน้อม1ขพระบิดาแห่งวิญญาณทั้งหลายเพื่อจะคมีชีวิตเป็นอยู่มิใช่หรือ?
ฮร. 12:10 ด้วยบิดาฝ่ายเนื้อหนังเพียงตีสอนเราเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ตามสิ่งที่ท่านเห็นว่าดีแต่พระบิดาแห่งวิญญาณทั้งหลายทรงตีสอนเรา เพื่อประโยชน์ของเรา ทำให้เราได้รับส่วนใน1กความบริสุทธิ์ของพระองค์.
ฮร. 12:11 ไม่มีการตีสอนใดที่น่ายินดีในขณะ[ที่รับอยู่]นั้น แต่เป็นการเศร้าใจ แต่ภายหลังก็จะเกิดผลแห่งความชอบธรรมอันมี1กสันติสุขแก่บรรดาผู้ที่ได้รับการฝึกฝนโดยการตีสอนนั้น.
ฮร. 12:12 เหตุฉะนั้นจงกระทำให้กมือที่ห้อยอยู่และหัวเข่าที่อ่อนล้า1ยืดตรง
ฮร. 12:13 และจงกระทำ1เส้นทางที่เท้าของท่าน[จะเดินไป]ให้กตรง เพื่อส่วนที่เป็นง่อยจะมิได้2หลุดจากข้อต่อ แต่จะได้ขรับการรักษาให้หาย.
ฮร. 12:14 กจงแสวงหาที่จะมีสันติสุขกับคนทั้งปวง และแสวงหา1ขการแยกบริสุทธิ์เพราะไม่มีใครจะเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้โดยปราศจากการแยกบริสุทธิ์
ฮร. 12:15 และจงระวังให้ดีเกรงว่าจะมีบางคน1กตกหล่นไปจากขพระคุณของพระเจ้า และเกรงว่าจะมี2ครากขมขื่นงอกขึ้นมาก่อความเดือดร้อนแก่ท่าน และเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากง เป็นมลทินไป
ฮร. 12:16 เกรงว่าจะมีกผู้ล่วงประเวณีหรือผู้ที่โลภสิ่งของฝ่ายโลกเหมือนอย่างขเอซาวผู้ขาย1สิทธิบุตรหัวปีของตนเพราะเห็นแก่อาหารมื้อเดียว.
ฮร. 12:17 ด้วยท่านรู้แล้วว่า ภายหลังเมื่อเอซาวกอยากจะรับพระพรนั้นเป็นมรดก ก็ถูกปฏิเสธ เพราะ1ไม่มีช่องทางสำหรับการกลับใจเลย แม้ว่าจะแสวงหาจนน้ำตาไหลก็ตาม.
ฮร. 12:18 ด้วยว่าท่านทั้งหลายไม่ได้มาถึง1กภูเขาที่ขจับต้องได้และมีคไฟไหม้อยู่ และก็ไม่ได้มาถึงง ความมืด, จความมืดสลัว, และพายุหมุน
ฮร. 12:19 ไม่ได้มาถึงกเสียงแตรหรือถึงขพระสุรเสียงตรัส ซึ่งผู้ที่ได้ยินต้องคอ้อนวอนขออย่าได้ตรัสคำใดๆ แก่เขาอีก
ฮร. 12:20 เพราะเขาไม่อาจทนกับคำบัญชาที่ว่า "กถ้าแม้สัตว์เดียรัจฉานตัวหนึ่งตัวใดได้แตะต้องภูเขานั้นก็ต้องเอาหินขว้างให้ตาย."
ฮร. 12:21 และสิ่งที่เห็นนั้นน่ากลัวยิ่งนัก จนโมเซยังกล่าวว่า "ข้าพเจ้ากเกรงกลัวจนตัวสั่นยิ่งนัก."
ฮร. 12:22 แต่ท่านทั้งหลายมาถึง1ภูเขากซีโอน มาถึง2ขเมืองของคพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ คือกรุงเยรูซาเล็มง ฝ่ายสวรรค์, และมาถึง3การชุมนุมแห่งจักรวาลของเหล่าทูตสวรรค์จมากมายเหลือคณานับ
ฮร. 12:23 และมาถึงกคริสตจักรของ1ขบรรดาบุตรหัวปีผู้2คมีชื่อบันทึกไว้ในสวรรค์ทั้งหลายแล้ว, และมาถึงพระเจ้าง ผู้ทรงพิพากษาคนทั้งปวง, และมาถึงเหล่าวิญญาณของคนชอบธรรมที่ถูกกระทำให้สำเร็จสมบูรณ์แล้ว,
ฮร. 12:24 และมาถึงพระเยซูกผู้เป็นคนกลางแห่ง1ขพันธสัญญาใหม่, และมาถึง2คพระโลหิตสำหรับง ประพรมที่3ตรัสถึงสิ่งที่ประเสริฐกว่า[เลือดของ]จเฮเบล.
ฮร. 12:25 จงระวังให้ดีอย่าปฏิเสธพระองค์ผู้กตรัสนั้น เพราะถ้าพวกที่ปฏิเสธพระองค์ผู้ทรงเตือนเขาบนโลกยังไม่อาจขหนีพ้นแล้ว เราที่เมินหน้าจากพระองค์ผู้ทรงเตือนมาจากสวรรค์ก็ย่อมไม่อาจคหนีพ้นแน่ยิ่งกว่านั้นอีกมาก
ฮร. 12:26 พระสุรเสียงตรัสของพระองค์ในคราวนั้นทำให้กแผ่นดินโลกสะเทือนสะท้านแต่บัดนี้ได้ตรัสสัญญาว่า "ขเราจะกระทำให้สะเทือนสะท้านอีกครั้งหนึ่ง ไม่เพียงแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่ทั้งสวรรค์ด้วย."
ฮร. 12:27 [คำตรัส]ที่ว่า "อีกครั้งหนึ่ง" ก็บ่งบอกชัดเจนว่าสิ่งที่สั่นคลอนได้ ซึ่งก็คือสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นนั้นจะถูกกทิ้งไป เพื่อจะขคงไว้ซึ่งสิ่งที่ไม่สั่นคลอน.
ฮร. 12:28 เหตุฉะนั้นเมื่อเราได้รับ1กอาณาจักรที่ไม่อาจสั่นคลอนได้มาแล้ว ก็ให้เรา2ต้อนรับขพระคุณ เพื่อเราจะได้คปรนนิบัติพระเจ้าตามง ชอบพระทัยของพระองค์ด้วยความเคารพและจยำเกรง
ฮร. 12:29 เพราะพระเจ้าของเราเป็น1กเพลิงที่เผาผลาญ.

คำอธิบาย เฮ็บราย บทที่ 12

ฮร. 12:1 1 ศัพท์คำว่า "พยานบุคคล" ในภาษากรีกมีความหมายเป็นนัยถึง ผู้พลีชีพ.
ฮร. 12:1 ก อซด.13:21, 22; อฤธ.9:15-22
ฮร. 12:1 2ก เมฆนั้นมีไว้สำหรับนำพาพลไพร่ในการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า (อฤธ.9:15-22) และองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงสถิตอยู่กับพลไพร่ในท่ามกลางเมฆนั้น (อซด.13:21-22).
ฮร. 12:1 3 หรือ น้ำหนัก, ภาระ, สิ่งกีดขวาง. นักวิ่งแข่งต้องปลดเปลื้องน้ำหนักที่ไม่จำเป็นทุกอย่าง,ของหนักทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ เพื่อจะไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง และจะได้มีชัยชนะในการแข่งขัน.
ฮร. 12:1 ข ฮร.10:26
ฮร. 12:1 4ข ความบาปในที่นี้เล็งถึงสิ่งที่ผูกมัดไม่ให้เราวิ่งแข่งได้เป็นสำคัญเหมือนกับการเจตนาทำบาปใน 10:26 ได้ทำให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายละไปจากหนทางแห่งพันธสัญญาใหม่ในแผนการบริหารของพระเจ้า. (ดู 10:26 คำอธิบาย 2) ทั้งของหนักที่คอยถ่วงและความบาปที่ผูกมัดจะขัดขวางและยับยั้งผู้เชื่อชาวเฮ็บรายไว้ทำให้พวกเขาไม่อาจวิ่งแข่งฝ่ายสวรรค์ตามหนทางแห่งพันธสัญญาใหม่ในการติดตามพระเยซูที่ถูกศาสนายูดายละทิ้ง.
ฮร. 12:1 5 ตลอดชีวิตของคริสเตียนก็คือการวิ่งแข่ง. คริสเตียนทุกคนที่ได้รับความรอดแล้วล้วนต้องวิ่งแข่งเพื่อจะได้รางวัล (1กธ.9:24) ซึ่งรางวัลนี้ไม่ใช่ความรอดโดยทั่วไป (อฟ.2:8; 1กธ.3:15) แต่เป็นบำเหน็จที่พิเศษ (10:35; 1กธ.3:14). อัครทูตเปาโลก็ได้วิ่งแข่งจนมีชัยชนะและได้รับรางวัลแล้ว (1กธ.9:26-27; ฟป.3:13-14; 2ตธ.4:7-8).
ฮร. 12:1 ค 1กธ.9:24, 26; ฟป.3:14; 2ตธ.4:7; ฆต.2:2; 5:7
ฮร. 12:1 ง ฮร.10:36
ฮร. 12:2 1 ถ้อยคำที่ว่า "หันมาเพ่งพินิจที่" ในภาษากรีกเล็งถึงการเพ่งมองด้วยความตั้งใจเพียงหนึ่งเดียวโดยหันออกจากเป้าหมายอื่นๆ ทุกอย่าง. ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายจะต้องหันหน้าจากทุกสิ่งในสภาพแวดล้อมของเขา, หันหน้าจากศาสนาเก่าคือศาสนายูดายของตนและการข่มเหงจากศาสนานั้นและหันหน้าจากสิ่งของฝ่ายโลก เพื่อเขาจะได้มองไปที่พระเยซู ซึ่งบัดนี้พระองค์ทรงนั่งลงที่เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้าที่อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย.
ฮร. 12:2 ก ฮร.13:13
ฮร. 12:2 2 พระเยซูผู้อัศจรรย์ที่ทรงประทับบนพระที่นั่งในสวรรค์ และทรงสวมมงกุฎแห่งสง่าราศีและเกียรติยศผู้นี้ (2:9) ทรงเป็นสิ่งดึงดูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล. พระองค์ทรงเป็นเหมือนแม่เหล็กซึ่งมีกำลังมหาศาลในการดึงดูดทุกคนที่แสวงหาพระองค์ให้มาหาพระองค์. เราได้รับการดึงดูดจากความงดงามที่น่าหลงใหลของพระองค์เราจึงได้หันหน้าจากทุกสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากพระองค์. หากปราศจากคู่หมายที่น่าหลงใหลเช่นนี้แล้วเราจะหันหน้าจากสิ่งล่อลวงที่มีอยู่มากมายในโลกนี้ได้อย่างไร?
ฮร. 12:2 ข ฮร.2:10
ฮร. 12:2 3ข หรือ ผู้เริ่มต้น, ผู้สถาปนา, ผู้นำ, ผู้เบิกทาง, ผู้บุกเบิก. ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับใน 2:10. วิสุทธิชนที่มีชัยชนะทุกคนในพันธสัญญาเดิมเป็นเพียงพยานบุคคลแห่งความเชื่อเท่านั้น แต่พระเยซูทรงเป็นผู้ริเริ่มแห่งความเชื่อของเรา.พระองค์ทรงเป็นผู้เริ่มต้น, ผู้สถาปนา, ต้นกำเนิด, และที่มาของความเชื่อ. ในมนุษย์ธรรมชาติของเรานั้น เราไม่มีความสามารถในการเชื่อเราไม่มีความเชื่ออยู่ในตัวเราเอง. ความเชื่อที่ทำให้เราได้รับความรอดนั้นเป็นความเชื่ออันล้ำค่าที่เราได้รับมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า (2ปต.1:1). เมื่อเรามองไปที่พระเยซู พระองค์ซึ่งเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) ก็จะถ่ายเทตัวของพระองค์เองพร้อมด้วยองค์ประกอบแห่งความเชื่อของพระองค์เข้าสู่ภายในเรา. จากนั้นก็จะมีความเชื่อชนิดหนึ่งเกิดขึ้นอยู่ภายในเราอย่างอัตโนมัติ เราจึงมีความเชื่อในการเชื่อพระองค์. สิ่งนี้ไม่ได้มาจากตัวเราเองแต่มาจากพระองค์ผู้ทรงแจกจ่ายพระองค์เองเป็นองค์ประกอบแห่งความเชื่อเข้าสู่ภายในเรา เพื่อมาเป็นผู้ที่เชื่อแทนเรา. ดังนั้นตัวของพระองค์เองก็คือความเชื่อของเรา. เรามีชีวิตเป็นอยู่โดยพระองค์ผู้เป็นความเชื่อของเราก็คือมีชีวิตเป็นอยู่โดยความเชื่อของพระองค์ (ฆต.2:20) ไม่ใช่ความเชื่อของตัวเราเอง.
ในฐานะที่พระเยซูทรงเป็นผู้ริเริ่มและต้นกำเนิดแห่งความเชื่อ พระองค์ยังทรงเป็นผู้นำ, ผู้เบิกทาง, และผู้บุกเบิกแห่งความเชื่อด้วย. พระองค์ทรงเปิดหนทางแห่งความเชื่อ และเมื่อทรงเป็นผู้บุกเบิก พระองค์ก็ได้นำหน้าไปเบิกทางนี้ไว้แล้ว. ดังนั้นพระองค์จึงสามารถนำพาเราให้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์ไปถึงสุดปลายทางแห่งความเชื่อนี้ได้. พระองค์ทรงเป็นผู้เริ่มต้นแห่งความเชื่อในการดำเนินชีวิตและในวิถีชีวิตบนโลกของพระองค์ และทรงเป็นผู้สำเร็จความเชื่อในสง่าราศีของพระองค์และบนพระที่นั่งของพระองค์ในสวรรค์. เมื่อเรามองไปที่พระองค์ พระองค์ก็จะถ่ายเทและยังซึมซาบความเชื่อที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นและสำเร็จไว้นี้เข้าสู่ภายในเรา.
ฮร. 12:2 4 หรือ ผู้ทำให้สำเร็จ, ผู้ทำให้สมบูรณ์. พระเยซูทรงเป็นผู้ทำให้ความเชื่อสำเร็จและยังทำให้ความเชื่อนั้นสมบูรณ์อีกด้วย. พระองค์จะทำให้สิ่งที่พระองค์เริ่มต้นไว้นั้นสำเร็จ และยังจะทำให้สิ่งที่พระองค์สถาปนาไว้นั้นสมบูรณ์. หากเรามองไปที่พระองค์อยู่ตลอดเวลา พระองค์ก็จะทำให้ความเชื่อของเราสำเร็จและสมบูรณ์ ซึ่งความเชื่อนี้เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีไว้เพื่อการวิ่งแข่งฝ่ายสวรรค์.
ฮร. 12:2 ค ฟป.2:8
ฮร. 12:2 ง บพส.69:19
ฮร. 12:2 จ ฮร.1:3
ฮร. 12:2 5จ ตั้งแต่ 1:3 เป็นต้นมา หนังสือเล่มนี้ก็ได้ชี้ให้เราเห็นอย่างต่อเนื่องถึงพระคริสต์ผู้ทรงนั่งลงในสวรรค์. หนังสือจดหมายเล่มอื่นๆ ของเปาโลนั้นมีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่การบรรยายให้เราเห็นว่าพระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) ได้อาศัยอยู่ในวิญญาณของเรา (รม.8:10; 2ตธ.4:22) เพื่อเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเรา. แต่ในหนังสือเล่มนี้ เปาโลได้ชี้ให้เราเห็นเป็นพิเศษว่าพระคริสต์ผู้ทรงนั่งลงในสวรรค์และทรงมีหลายแง่มุมเพื่อมาดูแลเราในทุกด้าน. ในหนังสือจดหมายเล่มอื่นๆ ของเปาโลนั้น พระคริสต์ทรงเป็นปรปักษ์กับเนื้อหนัง, ตัวตน, และมนุษย์ธรรมชาติของเรา. ส่วนในหนังสือเล่มนี้พระคริสต์ผู้อยู่บนสวรรค์ทรงเป็นปรปักษ์กับศาสนาและทุกสิ่งที่เป็นของฝ่ายโลก. หากเราต้องการจะประสบการณ์กับพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายใน เราต้องหันสู่วิญญาณของเราและสัมผัสกับพระองค์. แต่ถ้าเราจะรับสุขพระคริสต์ผู้อยู่บนสวรรค์ เราก็ต้องหันหน้าจากทุกสิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลกแล้วมองไปที่พระคริสต์ผู้ทรงนั่งลงที่เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า. โดยการตายและการเป็นขึ้น พระองค์ได้สำเร็จทุกสิ่งที่พระเจ้าและมนุษย์ต้องการแล้ว. บัดนี้ในการเสด็จสู่สวรรค์นั้น พระองค์ได้ทรงนั่งลงในสวรรค์โดยทรงอยู่ในฐานันดรแห่งการเป็นพระบุตรของพระเจ้า (1:5) และบุตรมนุษย์ (2:6) ในฐานันดรของพระเจ้า (1:8) และมนุษย์ (2:6) และทรงเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทายาทซึ่งจะรับสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก (1:2) ผู้รับการชโลมจากพระเจ้า (1:9) ผู้ริเริ่มความรอดของเรา (2:10) ผู้ทำการแบ่งแยกให้บริสุทธิ์ (2:11) ผู้ทรงช่วยทุกเวลา (2:16), ผู้ช่วยเหลือในวาระที่ต้องการ (4:16), อัครทูตที่มาจากพระเจ้า (3:1), มหาปุโรหิต (2:17; 4:14; 7:26), ผู้ปฏิบัติในพลับพลาแท้ (8:2) ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติที่ล้ำเลิศกว่า (8:6), ผู้รับประกันและคนกลางแห่งพันธสัญญาอันประเสริฐกว่า (7:22; 8:6; 12:24), ผู้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพันธสัญญาใหม่ (9:16-17), ผู้บุกเบิก (6:20), ผู้ริเริ่มและผู้สำเร็จความเชื่อ (ข้อ 2), และผู้เลี้ยงใหญ่ของฝูงแกะ (13:20). หากเรามองไปที่องค์ผู้ทรงอัศจรรย์และครอบคลุมสรรพสิ่งนี้พระองค์ก็จะนำสวรรค์, ชีวิต, และฤทธิ์เดชมาหล่อเลี้ยงเรา โดยจะถ่ายเทและซึมซาบสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นเข้าสู่ภายในเรา ทำให้เราสามารถวิ่งแข่งในการแข่งขันฝ่ายสวรรค์ และสามารถดำเนินชีวิตฝ่ายสวรรค์อยู่บนแผ่นดินโลกได้. เช่นนี้พระองค์ก็จะพาเราเดินไปจนสุดทางเดินในตลอดชีวิตของเราและพาเราเข้าสู่สง่าราศี (2:10).
ฮร. 12:2 ฉ ฮร.4:16
ฮร. 12:3 ก ฮร.3:1
ฮร. 12:3 ข ยฮ.5:16, 18; 7:30; 10:31; 11:53; 19:1-3, 5, 6; มธ.27:39-44
ฮร. 12:3 1 แปลตามตรงคือ หละหลวมในจิต.
ฮร. 12:4 1 ความบาปในที่นี้จะต้องเล็งถึงสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้าซึ่งได้ขัดขวางและหน่วงเหนี่ยวไม่ให้เขาเหล่านั้นเดินในหนทางแห่งพันธสัญญาใหม่ ฉะนั้นจะต้องต้านทานจนต้องหลั่งเลือด.
ฮร. 12:5 ก สภษ.3:11, 12
ฮร. 12:5 1 หรือ การลงโทษ. ข้อ 6, 7, 8, 9, และ 11 ก็เช่นเดียวกัน.
ฮร. 12:6 ก วว.3:19
ฮร. 12:6 ข 2ซมอ.7:14
ฮร. 12:7 1 ในสายพระเนตรของพระเจ้า การข่มเหงที่ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายได้ประสบจากศาสนายูดายนั้นเป็นการตีสอน การลงโทษอย่างหนึ่ง.
ฮร. 12:7 ก พบญ.8:5; สภษ.13:24; 19:18
ฮร. 12:9 ก อซด.20:12; อฟ.6:2-3; เทียบ พบญ.21:18-21
ฮร. 12:9 ข ยฮ.1:13; 3:6
ฮร. 12:9 1ข พระบิดาแห่งวิญญาณทั้งหลาย ตรงข้ามกับ บิดาฝ่ายเนื้อหนัง. ในการบังเกิดใหม่นั้น เราได้บังเกิดจากพระเจ้า (ยฮ.1:13) ในวิญญาณของเรา (ยฮ.3:6). เพราะฉะนั้นพระองค์จึงเป็นพระบิดาแห่งวิญญาณ (ของเราทั้งหลาย).
ฮร. 12:9 ค อฟ.6:2, 3
ฮร. 12:10 ก ฮร.12:14; 1ปต.1:15, 16; ลวต.11:45
ฮร. 12:10 1ก ความบริสุทธิ์คือพระนิสัยของพระเจ้า. การรับส่วนในความบริสุทธิ์ของพระเจ้าก็คือการรับส่วนในพระนิสัยที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า. การที่ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายยังคงอยู่ในศาสนายูดายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แยกบริสุทธิ์คือเป็นสิ่งธรรมดา. เขาจำต้องแยกบริสุทธิ์ออกมาสู่พันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าเพื่อจะได้รับส่วนในพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้า. เพื่อวัตถุประสงค์นี้ พระเจ้าจึงให้มีการข่มเหงเกิดขึ้นเพื่อจะตีสอนเขา เพื่อทำให้เขาได้แยกบริสุทธิ์ออกมาจากสิ่งของธรรมดา.
ฮร. 12:11 ก ฮร.12:14; ยซย.32:17; ยก.3:18
ฮร. 12:11 1ก สันติสุขคือผลของความชอบธรรม (ยซย.32:17). การแยกบริสุทธิ์เป็นนิสัยที่อยู่ภายใน ส่วนความชอบธรรมเป็นการประพฤติทางภายนอก. การตีสอนของพระเจ้าไม่เพียงช่วยให้ผู้เชื่อรับส่วนในพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์เท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขามีความถูกต้องต่อพระเจ้าและมนุษย์ด้วย เพื่อให้เขาได้อยู่ในสถานการณ์ที่ชอบธรรมนี้มารับสุขสันติสุขซึ่งเป็นผลที่หวานชื่น คือผลแห่งความชอบธรรมที่มีสันติสุข.
ฮร. 12:12 ก ยซย.35:3; โยบ 4:3, 4
ฮร. 12:12 1 แปลตามตรงคือ ตั้งขึ้น, ตั้งตรงขึ้น.
ฮร. 12:13 1 การดำเนินชีวิตของคริสเตียนไม่ได้เป็นเรื่องของหลักธรรมทางทฤษฎีที่ให้ความคิดของมนุษย์มาไตร่ตรอง แต่ต้องเป็นเส้นทางในภาคปฏิบัติที่ให้เท้าของเราสามารถเดินไปได้. หลักธรรมที่ดีพร้อมและมีพลานามัยในพระคัมภีร์ล้วนเป็นเส้นทางที่สามารถจะปฏิบัติได้. ในกรณีของหนังสือเฮ็บรายก็ยิ่งเป็นเช่นนี้. ประการแรก หนังสือเล่มนี้ได้นำหลักธรรมที่มีพลานามัยที่สุด สูงที่สุดซึ่งเกี่ยวกับพระคริสต์และพันธสัญญาใหม่ของพระองค์มาหล่อเลี้ยงเรา. จากนั้นก็ได้ใช้หลักธรรมที่เที่ยงตรงเหล่านี้มาเป็นพื้นฐานในการกำชับเราให้วิ่งแข่งและกระทำเส้นทางที่เท้าของเราจะเดินไปให้ตรง. ในช่วงแรกของหนังสือเล่มนี้ (1:1—10:18) ได้กล่าวถึงหลักธรรม ส่วนในช่วงที่สอง (10:19—13:25) เป็นการกล่าวถึงการวิ่งแข่งและเส้นทางนั้น.
ฮร. 12:13 ก ยซย.40:3
ฮร. 12:13 2 หรือ ข้อเคลื่อน, เคล็ด. ความหมายอีกอย่างหนึ่งคือ เบี่ยงออก, หันไป, เบี่ยงเบน เช่นใน 1ตธ.1:6; 5:15; 2ตธ.4:4 นั้นไม่สอดคล้องกับ "จะได้รับการรักษาให้หาย" ในวรรคหลัง และไม่อาจเทียบกับถ้อยคำที่ว่า "หลุดจากข้อต่อ" ที่เข้ากับเนื้อหานั้น. เนื้อความในตอนนี้เปิดเผยเป็นนัยว่าผู้เชื่อชาวเฮ็บรายที่ยังวนเวียนอยู่ที่เดิมเหล่านี้ควรที่จะละทิ้งลักษณะทางภายนอกทั้งหมดแห่งวิธีปฏิบัติของศาสนายูดายเสีย (คือกระทำทางที่จะเดินให้ตรงไป) เพื่อพวกเขาซึ่งเป็นอวัยวะที่เป็นง่อยของพระกายจะได้ไม่ทรยศต่อคำสอน (ไม่หลุดจากข้อต่อ) แต่จะถูกนำกลับเข้าสู่หนทางแห่งพันธสัญญาใหม่อย่างสิ้นเชิง (คือได้รับการรักษาให้หาย).
ฮร. 12:13 ข ยซย.6:10; มธ.13:15
ฮร. 12:14 ก รม.12:18; 14:19; 2ตธ.2:22
ฮร. 12:14 ข ฮร.12:10; 2กธ.7:1
ฮร. 12:14 1ข สำหรับพระเจ้านั้น การแบ่งแยกบริสุทธิ์ก็คือพระนิสัยที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระองค์ แต่สำหรับเราแล้ว การแบ่งแยกบริสุทธิ์คือการที่เราถูกแยกไว้ถวายแด่พระเจ้า (ดู รม.1:2 คำอธิบาย 3). ในที่นี้เปิดเผยเป็นนัยว่า ในขณะที่เราแสวงหาที่จะมีสันติสุขกับคนทั้งปวงนั้น เราต้องสนใจต่อเรื่องการแบ่งแยกบริสุทธิ์อยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าด้วย. การแสวงหาสันติสุขกับคนทั้งปวงนั้นต้องมีความสมดุลกับการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของเราต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ซึ่งก็คือการที่เราถูกแบ่งแยกไว้ถวายแด่พระเจ้านั่นเอง. ถ้าไม่มีการแบ่งแยกบริสุทธิ์ก็จะไม่มีใครได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและไม่อาจมีการสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้เลย.
ฮร. 12:15 ก ฆต.5:4
ฮร. 12:15 1ก พระคุณของพระเจ้าได้มาถึงเราโดยพระคริสต์ (ยฮ.1:14, 17). เพราะฉะนั้นพระคุณของพระเจ้าก็คือพระคุณของพระคริสต์ (2กธ.13:14; 12:9). ในประสบการณ์ของเรานั้น พระคุณนี้ก็คือตัวของพระคริสต์เอง (ฆต.6:18; เทียบ 2ตธ.4:22). การที่เราตกหล่นไปจากพระคุณก็เท่ากับการถูกตัดขาดจากพระคริสต์นั่นเอง (ฆต.5:4). ในเรื่องนี้เปาโลก็ได้เตือนสติคริสตจักรทั้งหลายในฆะลาเตียซึ่งตกอยู่ในอันตรายเดียวกันกับผู้เชื่อชาวเฮ็บรายว่า อย่าได้ถูกตัดขาดจากพระคริสต์โดยการหันไปสู่กฎบัญญัติแห่งศาสนายูดาย ถ้ามิฉะนั้นเขาจะตกหล่นไปจากพระคุณของพระเจ้าซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เอง. เราก็ไม่ควรที่จะตกหล่นไปจากพระคุณของพระเจ้า แต่ควรจะต้อนรับพระคุณ (ข้อ 28), ตั้งมั่นคงโดยพึ่งพระคุณ (13:9), และยืนหยัดอยู่ในพระคุณ (รม.5:2). ทั้งหนังสือฆะลาเตียและหนังสือเฮ็บรายล้วนได้สรุปลงด้วยคำอวยพรแห่งพระคุณ (ฆต.6:18; ฮร.13:25).
ฮร. 12:15 ข ยฮ.1:17; รม.5:2; 6:14; ฮร.4:16; 12:28; 13:9, 25
ฮร. 12:15 ง 2กธ.7:1; ลวต.11:44; นฮย.13:29
ฮร. 12:15 ค พบญ.29:18
ฮร. 12:15 2ค ตามที่เปิดเผยเป็นนัยไว้ในเนื้อความตอนนี้ รากขมขื่นต้องเล็งถึงผู้ที่ร้อนรนในศาสนายูดายซึ่งทำให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายเบี่ยงเบนออกจากพระคุณของพระเจ้า แล้วหันไปสู่พิธีการอันว่างเปล่าของศาสนายูดาย ดังนั้นจึงได้ละเลยต่อการแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระเจ้า ทำให้ตัวเองเป็นมลทินไปในสายพระเนตรของพระเจ้า.
ฮร. 12:16 ก ฮร.13:4; 1กธ.5:11; 6:9, 10; ฆต.5:19, 21; อฟ.5:5
ฮร. 12:16 ข ยนซ.25:29-34
ฮร. 12:16 1 เอซาวเป็นบุตรหัวปีของยิศฮาค. สิทธิบุตรหัวปีของเขาคือที่ดินสองเท่า, ฐานะปุโรหิต, และฐานะกษัตริย์. เนื่องจากเขาโลภในของฝ่ายโลก เขาจึงได้ละทิ้งสิทธิบุตรหัวปีเสีย ดังนั้นที่ดินสองเท่าจึงตกเป็นของโยเซฟ (1คนก.5:1-2), ตำแหน่งปุโรหิตก็ตกเป็นของเลวี (พบญ.33:8-10), ส่วนตำแหน่งกษัตริย์ก็ตกเป็นของยูดา (ยนซ.49:10; 1คนก.5:2).
เราทั้งหลายผู้เป็นคริสเตียนที่ได้เกิดจากพระเจ้านี้ได้เป็นผลแรกแห่งสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (ยก.1:18) ซึ่งได้เก็บเกี่ยวจากสิ่งทรงสร้างของพระองค์. ถ้าพิจารณาตามความหมายนี้แล้วเราก็คือบุตรหัวปีทั้งหลายของพระเจ้า. ดังนั้นคริสตจักรที่ประกอบขึ้นจากเราทั้งหลายจึงเรียกว่า คริสตจักรของบรรดาบุตรหัวปี (ข้อ 23). ในเมื่อเราเป็นบุตรหัวปีทั้งหลายของพระเจ้าเราจึงมีสิทธิบุตรหัวปีซึ่งครอบคลุมทั้งการได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก (2:5-6), ฐานะปุโรหิต (วว.20:6), และฐานะกษัตริย์ (วว.20:4). ทั้งสามประการนี้เป็นพระพรที่สำคัญในอาณาจักรที่จะมาถึง ซึ่งบรรดาคริสเตียนที่โลภในของฝ่ายโลก, รักโลก, และแสวงหาของฝ่ายโลกจะต้องสูญเสียไปในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา. ในที่สุดแล้วสิทธิบุตรหัวปีนี้จะกลายเป็นบำเหน็จของคริสเตียนที่มีชัยชนะในอาณาจักรพันปี. การรับสุขฝ่ายโลกใดๆ แม้เป็นเพียงอาหารมื้อเดียวล้วนสามารถทำให้เราสูญเสียสิทธิของบุตรหัวปีไปได้. หลังจากได้รับคำเตือนที่เคร่งเครียดเช่นนี้แล้วถ้าหากผู้เชื่อชาวเฮ็บรายยังคงหมกมุ่นอยู่ใน "อาหารมื้อเดียว" แห่งศาสนาเก่าแก่ของเขาอีก เขาก็จะพลาดจากการรับสุขอย่างสมบูรณ์ที่มีต่อพระคริสต์ และจะสูญเสียไปซึ่งการพักสงบแห่งอาณาจักรและพระพรทั้งหมดนั้นไป.
เอซาวไม่ได้เป็นเพียงผู้เดียวที่สูญเสียสิทธิบุตรหัวปีไป (ยนซ.25:29-34) รูเบ็นก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สูญเสียพระพรแห่งสิทธิบุตรหัวปีไป (ยนซ.49:3-4; 1คนก.5:1). เอซาวสูญเสียไปเนื่องจากตัณหาในการกิน ส่วนรูเบ็นได้สูญเสียไปเนื่องจากความมลทินแห่งราคะตัณหา. ทั้งสองกรณีนี้ควรที่จะเป็นคำเตือนของเราทั้งหลาย. วลีที่ว่า "เกรงว่าจะมีผู้ล่วงประเวณี" ในข้อนี้อาจเขียนขึ้นโดยมีรูเบ็นเป็นเบื้องหลังก็ได้.
แท้จริงแล้ว ทุกสิ่งที่เรามีเอกสิทธิ์ในการรับสุขได้ในพระคริสต์ก็ล้วนเป็นการลิ้มรสล่วงหน้าถึงพระพรทั้งปวงซึ่งอยู่ในอาณาจักรที่จะมานั้น. การรับสุขที่ถูกต้องแห่งการลิ้มรสล่วงหน้านี้จะนำเราเข้าสู่การรับสุขพระพรทั้งหลายแห่งอาณาจักรอย่างครบสมบูรณ์. หากในวันนี้เราไม่รับสุขพระคริสต์เป็นแผ่นดินงาม (ดังที่ได้ชี้แจงไว้ใน 4:9 คำอธิบาย 1) เราจะเข้าสู่การพักสงบของพระองค์ในอาณาจักรและร่วมรับแผ่นดินโลกเป็นมรดกด้วยกันกับพระองค์ได้อย่างไร? หากในวันนี้เราไม่ฝึกฝนเป็นปุโรหิตติดต่อกับพระองค์และปรนนิบัติพระองค์ด้วยการอธิษฐานแล้ว เราจะไปปฏิบัติหน้าที่ปุโรหิตในอาณาจักรให้ลุล่วงได้อย่างไร? หากในวันนี้เราไม่ใช้วิญญาณ ไม่ใช้อำนาจที่พระเจ้าประทานให้เรา เพื่อปกครองตัวเอง, เนื้อหนัง, ทั่วทั้งตัวของเรา, และศัตรูอีกทั้งบรรดาอำนาจแห่งความมืดของมันแล้ว เราจะเป็นกษัตริย์ร่วมกับพระคริสต์ และปกครองประเทศต่างๆ ร่วมกับพระองค์ในอาณาจักรได้อย่างไร (วว.2:26-27)? การที่เรารับสุขพระคริสต์และมีภาคปฏิบัติในการเป็นปุโรหิตและการเป็นกษัตริย์ในวันนี้ ล้วนเป็นการเตรียมตัวและเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เรามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมีส่วนในอาณาจักรของพระองค์ในวันหน้า.
ฮร. 12:17 ก ยนซ.27:30- 40
ฮร. 12:17 1 วลีที่ว่า "ไม่มีช่องทางสำหรับการกลับใจเลย" ไม่ได้หมายความว่าเอซาวไม่มีฐานที่จะกลับใจได้อีกแล้ว แต่หมายความว่าเขาไม่มีฐานหรือไม่มีหนทางที่จะหันเปลี่ยนผลลัพธ์ที่ตนได้กระทำไว้โดยการกลับใจ.
ฮร. 12:18 ก อซด.19:11
ฮร. 12:18 1ก สิ่งที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 18-19 เป็นสิ่งที่อยู่ฝ่ายแผ่นดินโลกและเป็นฝ่ายวัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงด้านของกฎบัญญัติ ซึ่งในด้านนี้ ทุกๆคนรวมทั้งโมเซเองก็ล้วนต้องกลัวจนตัวสั่น (ข้อ 19-21).
ฮร. 12:18 ข อซด.19:12
ฮร. 12:18 ค อซด.19:18; พบญ.4:11
ฮร. 12:18 ง พบญ.5:23
ฮร. 12:18 จ อซด. 20:21; พบญ.5:22
ฮร. 12:19 ก อซด. 19:13, 16, 19; 20:18
ฮร. 12:19 ข พบญ.4:12; อซด.19:19
ฮร. 12:19 ค อซด.20:19; พบญ.18:16
ฮร. 12:20 ก อซด.19:12, 13
ฮร. 12:21 ก พบญ.9:19
ฮร. 12:22 1 สิ่งที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 22-24 เป็นเรื่องฝ่ายสวรรค์และเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณ ตรงข้ามกับสิ่งที่เป็นเรื่องฝ่ายโลกและเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุที่ได้เรียบเรียงไว้ในข้อ18-19. สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหมายเล็งถึงด้านของพระคุณ ซึ่งในด้านนี้บรรดาบุตรหัวปีและวิญญาณของผู้ชอบธรรมล้วนได้รับความรอดโดยพระคุณ. ผู้ที่อยู่ภายใต้พันธสัญญาเดิมได้มาถึงด้านของกฎบัญญัติ ส่วนเราซึ่งเป็นคริสเตียนที่อยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่นั้นได้มาถึงด้านของพระคุณ. ดังนั้นเราจึงไม่อยู่ภายใต้กฎบัญญัติแต่อยู่ภายใต้พระคุณ (รม.6:14). ถ้อยคำในตอนนี้ (ข้อ 18-24) ก็เหมือนกับข้อความใน ฆต.4:21-31 โดยได้ให้เราเห็นว่า เราไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อผูกมัดแห่งกฎบัญญัติแต่อยู่ภายใต้อิสรภาพแห่งพระคุณคือเป็นทายาทที่จะได้รับมรดก. นี่ก็คือสิทธิบุตรหัวปีของเรา! เราไม่ควรทิ้งสิทธิบุตรหัวปีนี้ไปเสียโดยการตกหล่นไปจากพระคุณ (ข้อ15) แต่ควรที่จะต้อนรับพระคุณ (ข้อ 28). สิ่งที่อยู่ในด้านของพระคุณนี้เป็นเรื่องฝ่ายสวรรค์ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งจะอยู่ในสวรรค์อย่างสมบูรณ์แล้ว. บรรดาบุตรหัวปี ซึ่งอยู่ในคริสตจักรก็ยังคงอยู่บนแผ่นดินโลก ในขณะที่วิญญาณของคนชอบธรรม (วิสุทธิชนแห่งพันธสัญญาเดิม) ก็ยังคงอยู่ในสวนบรมสุขเกษมอันเป็นสถานที่ซึ่งอับราฮามอยู่ (ลก.16:22-23, 25-26) และเป็นสถานที่ซึ่งพระเยซูกับโจรที่ได้รับความรอดได้ไปหลังจากที่ถูกตรึงตายบนกางเขนแล้ว (ลก.23:43).
ในหกประการที่ได้กล่าวไว้ในด้านกฎบัญญัตินั้น ไม่มีสักประการเดียวที่น่ายินดีเลย. ประการแรกมีภูเขาที่มีไฟไหม้อยู่ลูกหนึ่ง. มีใครอยากจะเข้าใกล้สถานที่เช่นนี้เล่า? อันดับต่อมาก็มีความมืด, ความมืดสลัว, และพายุหมุน. อันดับสุดท้ายยังมีเสียงแตรที่น่ากลัวและพระสุรเสียงที่ตรัสเตือนอย่างเคร่งเครียด. ทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงภาพที่น่ากลัวยิ่งนัก! แต่ในด้านของพระคุณนั้น ทุกสิ่งล้วนเป็นที่น่ายินดีทั้งสิ้น. แปดประการในที่นี้อาจพิจารณาเป็นสี่คู่. คู่แรกคือภูเขาซีโอนและกรุงเยรูซาเล็มฝ่ายสวรรค์ที่สง่างาม ซึ่งเล็งถึงที่ประทับของพระเจ้าและศูนย์กลางแห่งการปกครองในจักรวาลของพระองค์. สถานที่นี้ช่างน่ารักจริง! ส่วนทูตสวรรค์ที่โห่ร้อง และฉลองกันซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับบรรดาผู้ที่จะรับความรอดเป็นมรดกที่พวกทูตสวรรค์คอยปรนนิบัติอยู่ (1:14) ทูตสวรรค์เหล่านี้กับบรรดาบุตรหัวปีที่ได้รับพระพรในคริสตจักรนั้นจัดเป็นคู่ที่สองที่อยู่ในภาพนี้. การชุมนุมของเหล่าทูตสวรรค์ได้แสดงถึงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง! พวกเขาได้เฉลิมฉลองเพราะบรรดามนุษย์ผู้ได้รับความรอดเป็นมรดกนั้นได้กลายเป็นคริสตจักรแห่งบุตรหัวปีและมีส่วนในพระพรแห่งพันธสัญญาใหม่. พระเจ้าผู้ชอบธรรมที่พิพากษาคนทั้งปวงและวิญญาณของผู้ชอบธรรม ซึ่งก็คือวิสุทธิชนในพันธสัญญาเดิม (ร่างกายของเขายังไม่เป็นขึ้นจึงไม่เหมาะที่จะนำมาเรียงไว้ในที่นี้) สองประการนี้รวมกันเป็นคู่ที่สาม เพื่อแสดงว่าเนื่องจากพระเจ้าทรงชอบธรรมจึงทรงโปรดให้วิสุทธิชนที่ชอบธรรมในพันธสัญญาเดิมเป็นผู้ชอบธรรมเพราะความเชื่อของเขา. คู่สุดท้ายคือองค์พระเยซูเจ้าผู้เป็นที่รักซึ่งเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ก็คือพันธสัญญาที่ประเสริฐกว่า กับพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์ที่ใช้ในการประพรม ซึ่งเป็นโลหิตที่กล่าวถึงสิ่งที่ประเสริฐกว่าโลหิตของเฮเบล. คู่นี้แสดงว่าพันธสัญญาอันประเสริฐกว่าถูกตั้งขึ้นด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ซึ่งเป็นพระโลหิตที่ประเสริฐกว่า และแสดงว่าพระเยซูทรงตายแล้วและได้ทรงประทานพันธสัญญาใหม่ให้เป็นพินัยกรรมใหม่แก่ผู้เชื่อของพระองค์ และยังแสดงว่าบัดนี้พระองค์ทรงเป็นคนกลางและเป็นผู้ปฏิบัติการแห่งพินัยกรรมใหม่นี้เพื่อจะทรงทำให้ข้อเท็จจริงที่มีพระพรทั้งหมดซึ่งครอบคลุมอยู่ในพินัยกรรมนี้จะได้ปรากฏเป็นจริงอย่างสมบูรณ์. นี่ช่างเป็นภาพที่น่ายินดีเสียจริง! ช่างตรงข้ามกับภาพในด้านของกฎบัญญัติเสียจริง! ในด้านนั้นของพระบัญญัติไม่ได้กล่าวถึงพระเจ้า, องค์พระผู้ช่วย, หรือแม้แต่ทูตสวรรค์เลย! การที่เราไม่เห็นผู้ได้รับความรอดในที่นั้นแม้แต่คนเดียว จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ. แต่ภาพในด้านของพระคุณนั้นมีทั้งพระเจ้าผู้โปรดให้ชอบธรรม, องค์พระผู้ช่วยซึ่งเป็นคนกลางแห่งพินัยกรรมใหม่, พร้อมด้วยพระโลหิตแห่งการตรัสของพระองค์, เหล่าทูตสวรรค์ที่มาปรนนิบัติและการชุมนุมของผู้ที่ได้รับความรอด (คริสตจักร), รวมทั้งบรรดาวิญญาณของวิสุทธิชนที่ได้รับการโปรดให้ชอบธรรม. ภาพในด้านของกฎบัญญัติได้จบลงด้วยเสียงแตรที่น่ากลัวและพระสุรเสียงที่ได้ตรัสเตือนสติ. ส่วนภาพในด้านของพระคุณนั้นจบลงด้วยคนกลางที่เห็นอกเห็นใจและการกล่าวเพื่อแก้ต่าง. เมื่อได้เห็นการเปรียบเทียบเช่นนี้แล้วใครเล่าที่จะโง่เขลาและละไปจากด้านของพระคุณแล้วหันไปสู่ด้านของกฎบัญญัติอีก! ทั้งแปดประการในด้านของพระคุณนี้ไม่เพียงเป็นของฝ่ายสวรรค์และฝ่ายวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่นิรันดร์อีกด้วย. ดังนั้นไม่ว่าแผ่นดินโลกจะสะเทือนสะท้านไป (ข้อ 26) แต่ทั้งแปดประการที่นิรันดร์นี้ก็คงยังดำรงอยู่ (ข้อ 27).
ฮร. 12:22 ก บพส.2:6; วว.14:1
ฮร. 12:22 ข ฮร.11:10, 16; 13:14; วว.21:2
ฮร. 12:22 2ข ดู 11:10 คำอธิบาย 1.
ฮร. 12:22 ค ฮร.3:12; 9:14; 10:31
ฮร. 12:22 ง ลก.4:26; ฮร.11:16; วว.21:2
ฮร. 12:22 3 หรือ การชุมนุมกันในเทศกาล. ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การชุมนุมอย่างทั่วถึง การชุมนุมทั้งหมด โดยใช้พูดถึงกลุ่มชนที่มาชุมนุมกันเพื่อฉลองเทศกาลของสาธารณชนเหมือนในกีฬาโอลิมปิค. ยุคพันธสัญญาใหม่ตลอดทั้งยุคก็คือเทศกาล ส่วนเหล่าทูตสวรรค์มากมายเหลือคณานับ ซึ่งเป็นวิญญาณที่คอยปรนนิบัติบรรดาผู้ที่ได้รับความรอดเป็นมรดกภายใต้พันธสัญญาใหม่นั้น (1:14) ก็คือการชุมนุมแห่งจักรวาลที่มาเฉลิมฉลองเทศกาลอันอัศจรรย์แห่ง "ความรอดอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้" (2:3) ซึ่งเป็นเหมือนมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในจักรวาล! ถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ใน ลก.15:7, 10 และ 1ปต.1:12 ล้วนได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้.
ฮร. 12:22 จ วว.5:11
ฮร. 12:23 ก ฮร.2:12
ฮร. 12:23 ข ยก.1:18
ฮร. 12:23 1ข ดูข้อ 16 คำอธิบาย 1 ย่อหน้าที่ 2.
ฮร. 12:23 ค ลก.10:20
ฮร. 12:23 2ค แม้ว่าบุตรหัวปีทั้งหลายของคริสตจักรจะยังไม่ได้อยู่ในสวรรค์ แต่ชื่อของเขาก็ถูกจารึกไว้ในสวรรค์ทั้งหลายแล้ว.
ฮร. 12:23 ง ยนซ.18:25; บพส.50:6;
ฮร. 12:24 ก ฮร.8:6; 9:15
ฮร. 12:24 ข ฮร.8:8; 9:15
ฮร. 12:24 1ข คำว่า "ใหม่" ในที่นี้ในภาษากรีกหมายถึงความใหม่ทางอายุ, อยู่ในวัยหนุ่มแน่น ส่วนในภาษากรีกที่แปลคำว่า "ใหม่" ใน 8:8, 13, และ 9:15นั้นหมายถึงความใหม่ทางด้านคุณภาพ ใหม่สด.
ฮร. 12:24 ค ฮร.9:12, 14; 10:19; 13:12
ฮร. 12:24 2ค ในหนังสือเล่มนี้ พระโลหิตของพระคริสต์มีความเด่นชัดและมีความสำคัญเป็นพิเศษ. พระโลหิตนี้เป็นพระโลหิตแห่งพันธสัญญาที่นิรันดร์ (13:20) ซึ่งใช้ตั้งพันธสัญญาที่ใหม่และประเสริฐกว่า (10:29). โดยพระโลหิตนี้ พระคริสต์ได้เสด็จเข้าสู่ในที่บริสุทธิ์สุดเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จนิรันดร์และได้รับมาซึ่งการไถ่อันนิรันดร์เพื่อเรา (9:12). พระคริสต์ก็ทรงใช้โลหิตนี้ชำระสวรรค์ทั้งหลาย และทุกสิ่งในสวรรค์ทั้งหลายด้วย (9:22-24). พระโลหิตนี้ได้แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ (13:12; 10:29) ชำระมโนธรรมของเราให้เราสามารถปรนนิบัติพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ (9:14) และตรัสถึงสิ่งที่ประเสริฐกว่าโลหิตของเฮเบลเพื่อเรา (12:24). ในพระโลหิตนี้ เราจึงมีใจกล้าที่จะเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด (10:19). เราไม่ควรจะถือว่าโลหิตนี้เป็นของธรรมดาเหมือนเป็นเลือดสัตว์บูชามิเช่นนั้นเราจะถูกพระเจ้าลงโทษ (10:29).
ฮร. 12:24 ง อซด.24:8; ลวต.4:6, 7, 17, 18; 16:14, 15, 18, 19; 1ปต.1:2
ฮร. 12:24 3 พระโลหิตของพระคริสต์ไม่เพียงช่วยไถ่, แบ่งแยกบริสุทธิ์, และชำระให้สะอาดเท่านั้น แต่ยังตรัสอีกด้วย. โลหิตนี้เป็นโลหิตที่ตรัสได้ โดยได้ตรัสถึงสิ่งที่ประเสริฐกว่าโลหิตของเฮเบล. โลหิตของเฮเบลได้กล่าวทูลต่อพระเจ้าเพื่อฟ้องร้องและแก้แค้น (ยนซ.4:10-15) ในขณะที่พระโลหิตของพระคริสต์ได้ตรัสทูลต่อพระเจ้าเพื่อการอภัย, การโปรดให้ชอบธรรม, การคืนดี, และการไถ่. ยิ่งกว่านั้นพระโลหิตอันล้ำค่านี้ยังได้ตรัสทูลต่อพระเจ้าเพื่อเรา (ตามที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือเล่มนี้) เพื่อให้พันธสัญญาใหม่ซึ่งเป็นพันธสัญญานิรันดร์ได้ถูกตั้งขึ้นโดยโลหิตนี้ และในพันธสัญญาใหม่นี้พระเจ้าจะต้องประทานพระองค์เองและพระพรทุกประการของพระองค์ให้แก่ผู้เชื่อทั้งหลายที่อยู่ในพระคริสต์ซึ่งได้ต้อนรับพันธสัญญานี้โดยความเชื่อ.
ฮร. 12:24 จ ยนซ.4:10
ฮร. 12:25 ก ฮร.1:2; 2:3
ฮร. 12:25 ข พบญ. 17:2-6; ฮร10:28; 2:2
ฮร. 12:25 ค ฮร.10:29; 2:3
ฮร. 12:26 ก อซด.19:18
ฮร. 12:26 ข ฮาฆ.2:6
ฮร. 12:27 ก ฮร.1:10-12; มธ.24:35; 2ปต3:10; วว.21:1
ฮร. 12:27 ข ฮร.1:11-12; 13:8
ฮร. 12:28 ก ยฮ 3:5; รม.14:17; วว.1:9
ฮร. 12:28 1ก กิตติคุณที่พันธสัญญาใหม่ได้ประกาศแก่เราก็คือกิตติคุณแห่งอาณาจักร (มธ.3:1-2; 4:17, 23; 10:7; 24:14). เราทั้งหลายได้บังเกิดใหม่เข้าสู่อาณาจักร (ยฮ.3:5) และถูกโยกย้ายเข้าสู่อาณาจักรแล้ว (กซ.1:13). บัดนี้เราได้อยู่ในอาณาจักร (วว. 1:9) อาณาจักรนี้ก็คือการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องในทุกวันนี้นั่นเอง (รม.14:17). อย่างไรก็ตาม ในวันนี้อาณาจักรที่เราอยู่และอาณาจักรที่อยู่ในคริสตจักรเป็นอาณาจักรที่อยู่ในด้านความเที่ยงแท้ ส่วนอาณาจักรที่จะมาพร้อมกับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ในอนาคตจึงจะเป็นอาณาจักรที่อยู่ในด้านการปรากฏเป็นจริง.
อาณาจักรในด้านความเที่ยงแท้ หรือความเที่ยงแท้ของอาณาจักรนั้นเป็นการฝึกฝนและการตีสอนสำหรับเรา (มธ.5:3, 10, 20; 7:21) ซึ่งอยู่ในคริสตจักรในวันนี้ ส่วนอาณาจักรในด้านการปรากฏเป็นจริงนั้นจะเป็นบำเหน็จและการรับสุขสำหรับเรา (มธ.16:27; 25:21, 23) ซึ่งอยู่ในอาณาจักรพันปีในยุคหน้า. ถ้าเรายอมรับการฝึกฝนของพระวิญญาณนั้นและการตีสอนของพระเจ้าในความเที่ยงแท้ของอาณาจักรในวันนี้ เราก็จะได้รับบำเหน็จขององค์พระผู้เป็นเจ้าและรับสุขการพักสงบแห่งซะบาโตที่จะมาถึง (4:9) ในการปรากฏเป็นจริงแห่งอาณาจักรในยุคหน้า. มิฉะนั้นเราจะสูญเสียไปซึ่งอาณาจักรที่จะมาถึง, เราจะไม่ได้รับการปรากฏเป็นจริงของอาณาจักรเป็นบำเหน็จในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา, เราจะไม่มีสิทธิ์เข้าสู่สง่าราศีแห่งอาณาจักรเพื่อมีส่วนในการปกครองของพระคริสต์ในอาณาจักรพันปี, และเราจะสูญเสียสิทธิบุตรหัวปีไป ดังนั้นจึงไม่สามารถได้รับแผ่นดินเป็นมรดก, ไม่อาจเป็นปุโรหิตแห่งกษัตริย์ที่คอยปรนนิบัติทั้งพระเจ้าและพระคริสต์ในสง่าราศีที่ปรากฏออกมาของพระองค์, และไม่อาจเป็นกษัตริย์ด้วยกันกับพระคริสต์ เพื่อปกครองประเทศทั้งหลายด้วยอำนาจที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (วว.20:4, 6). การสูญเสียอาณาจักรที่จะมาถึงและเสียสิทธิบุตรหัวปีไปนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะพินาศ แต่หมายความว่าเราจะสูญเสียบำเหน็จไป ไม่ใช่สูญเสียความรอดไป (ดู 10:35 คำอธิบาย 1). เราจะประสบกับความเสียหาย แต่ยังคงได้รับความรอด แต่เหมือนดังรอดผ่านไฟ (1กธ.3:14-15). นี่เป็นแนวคิดขั้นพื้นฐานในการเตือนสติทั้งห้าครั้งซึ่งได้บันทึกในหนังสือเล่มนี้และเป็นแนวคิดที่พบเห็นได้ทั่วไปในคำเตือนทั้งห้าประการนี้. ทุกประเด็นที่เป็นด้านลบในคำเตือนเหล่านี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการสูญเสียบำเหน็จในอาณาจักรที่จะมาถึง ส่วนทุกประเด็นที่เป็นด้านบวกล้วนมีความเกี่ยวข้องกับบำเหน็จและการรับสุขของอาณาจักร. หนังสือจดหมายทั้งเจ็ดฉบับในวิวรณ์บทที่ 2 และ 3 ก็ได้จบลงที่แนวคิดเดียวกันนี้ด้วย คือบำเหน็จแห่งอาณาจักรหรือการสูญเสียบำเหน็จนี้ไป. มีเพียงเมื่อเรามีแสงสว่างแห่งแนวคิดนี้เท่านั้น เราจึงสามารถเข้าใจและปรับใช้ข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ได้อย่างถูกต้อง คือ มธ.5:20; 7:21-23; 16:24-27; 19:23-30; 24:46-51; 25:11-13, 21, 23, 26-30; ลก.12:42-48; 19:17, 19, 22-27; รม.14:10, 12; 1กธ.3:8, 13-15; 4:5; 9:24-27; 2กธ.5:10; 2ตธ.4:7-8; ฮร.2:3; 4:1, 9, 11; 6:4-8; 10:26-31, 35-39; 12:16-17, 28-29, และ วว.2:7, 10-11, 17, 26-27; 3:4-5, 11-12, 20; 22:12. หากเราไม่มีแนวคิดเช่นนี้แล้วการตีความหมายข้อพระคัมภีร์ที่ยกมาเหล่านี้ถ้าไม่ตกอยู่ในทฤษฎีที่เป็นทัศนะภายนอกอย่างสุดขั้วของพวกคาลวินิสต์ (Calvinist) ก็ต้องตกอยู่ในทฤษฎีที่เป็นทัศนะภายในอย่างสุดขั้วของพวกอาร์มีเนียน (Arminian). ทั้งสองพวกนี้ไม่เห็นถึงเรื่องบำเหน็จของอาณาจักร ยิ่งกว่านั้นยังไม่เห็นถึงความเสียหายในการสูญเสียบำเหน็จของอาณาจักรด้วย. ด้วยเหตุนี้ทั้งสองพวกจึงถือว่าประเด็นด้านลบทั้งหมดในข้อพระคัมภีร์ข้างต้นนี้ล้วนหมายถึงความพินาศทั้งสิ้น. พวกคาลวินิสต์ที่เชื่อในความรอดที่นิรันดร์นั้น (คือเชื่อว่าเมื่อมนุษย์ได้รับความรอดแล้ว เขาก็จะไม่พินาศนิรันดร์อีกเลย) ถือว่าประเด็นด้านลบเหล่านี้ล้วนหมายถึงความพินาศของพวกผู้เชื่อเทียมเท็จทั้งสิ้น. พวกอาร์มีเนียนที่เชื่อว่าถ้าผู้ที่ได้รับความรอดแล้วกลับตกต่ำอีกก็ยังพินาศได้นั้น ถือว่าประเด็นด้านลบเหล่านี้หมายถึงความพินาศของผู้เชื่อที่ได้รับความรอดแล้วกลับตกต่ำไปอีก. แต่การเปิดเผยที่ครบถ้วนในพระคัมภีร์ได้แสดงใหเห็นว่า ประเด็นด้านลบเหล่านี้หมายถึงความเสียหายในการสูญเสียบำเหน็จแห่งอาณาจักร. ความรอดของพระเจ้าเป็นความรอดที่นิรันดร์เมื่อเราได้รับมาแล้วก็จะไม่สูญเสียไปอีกเป็นนิตย์ (ยฮ.10:28-29). แต่เราอาจสูญเสียบำเหน็จแห่งอาณาจักรถึงกระนั้นก็ยังคงได้รับความรอด ( 1กธ.3:8, 14-15). คำเตือนทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ล้วนไม่ได้เล็งถึงการสูญเสียความรอดที่นิรันดร์ แต่เล็งถึงการสูญเสียบำเหน็จของอาณาจักร. ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายได้รับอาณาจักรแล้ว แต่พวกเขาเสี่ยงต่อการสูญเสียบำเหน็จแห่งการมาปรากฏของอาณาจักร หากเขากลับถอยหลังไปจากพระคุณของพระเจ้าและหนทางแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. สิ่งนี้ก็คือสิ่งสำคัญที่ผู้เขียนคำนึงถึงในการเขียนคำเตือนไปยังผู้เชื่อชาวเฮ็บรายที่ยังคงวนเวียนอยู่กับที่.
ฮร. 12:28 2 หรือ ใช้พระคุณ. การต้อนรับพระคุณ โดยเฉพาะสำหรับผู้เชื่อชาวเฮ็บรายนั้น ก็คือการคงอยู่ในพันธสัญญาใหม่เพื่อรับสุขพระคริสต์.
ฮร. 12:28 ข ฮร 4:16; 12:15; 13:9, 25
ฮร. 12:28 ค ฮร.9:14
ฮร. 12:28 ง ฮร.13:21
ฮร. 12:28 จ 2กธ.7:1; 1ปต.1:17; 3:2
ฮร. 12:29 ก พบญ.4:24; 9:3
ฮร. 12:29 1ก พระเจ้าทรงบริสุทธิ์. ความบริสุทธิ์เป็นพระนิสัยของพระองค์. สิ่งใดที่ไม่สอดคล้องกับพระนิสัยที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ พระองค์ผู้เป็นเพลิงที่เผาผลาญจะทรงเผาผลาญเสียสิ้น. หากผู้เชื่อชาวเฮ็บรายได้หันไปสู่ศาสนายูดายซึ่งเป็นของธรรมดา (ไม่บริสุทธิ์) ในสายพระเนตรของพระเจ้า เขาก็จะไม่แยกบริสุทธิ์ และพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ซึ่งเป็นเพลิงที่เผาผลาญก็จะทรงเผาผลาญเขาเสีย. พระเจ้าไม่เพียงแต่ชอบธรรมเท่านั้น พระองค์ยังทรงบริสุทธิ์อีกด้วย. ในการที่จะตอบสนองต่อความชอบธรรมของพระเจ้า เราจำต้องได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดยการไถ่ของพระคริสต์. ในการที่จะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องแห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เราจำต้องได้รับการแบ่งแยกให้บริสุทธิ์โดยให้พระคริสต์ผู้อยู่ฝ่ายสวรรค์, อยู่ในกาลปัจจุบัน, และทรงพระชนม์อยู่ผู้นี้มาทำให้เราถูกแยกบริสุทธิ์. หนังสือโรมเน้นในเรื่องการโปรดให้ชอบธรรม (รม.3:24) เพื่อความชอบธรรมของพระเจ้า (รม.3:25-26) ส่วนหนังสือเฮ็บรายเน้นในเรื่องการแบ่งแยกบริสุทธิ์ (2:11; 10:10, 14, 29; 13:12) เพื่อความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (ข้อ 14). ในการที่ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายจะได้รับการแบ่งแยกให้บริสุทธิ์นั้น พวกเขาจำต้องแบ่งแยกตัวเองออกจากศาสนายูดายที่ไม่แยกบริสุทธิ์คืนสู่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ที่ทรงสำแดงตัวพระองค์เองอย่างสมบูรณ์ในพระบุตรภายใต้พันธสัญญาใหม่ มิฉะนั้นพวกเขาจะทำให้ตนเองเป็นมลทินด้วยศาสนาที่เก่าแก่และเป็นฝ่ายโลกของเขา และพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ที่เป็นเพลิงที่เผาผลาญนั้นจะทรงจัดการกับเขา. นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก (10:31)! การที่เปาโลห่วงใยต่อความน่ายำเกรงขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่น่าแปลกอะไร (2กธ.5:11).
สารบัญ