เฮ็บราย บทที่ 11
III. ความเชื่อ — หนทางเพียงหนึ่งเดียว
11:1-40
11:1-40
1. นิยามของความเชื่อ
ข้อ 1
ข้อ 1
ฮร.
11:1 1กความเชื่อคือ2การแปรสภาพ3สิ่งที่เราขหวังไว้ให้เป็นแก่นสาร คือ4ความมั่นใจว่าสิ่งที่ยัง5คไม่ได้เห็นนั้นมีจริง.
2. พยานบุคคลของความเชื่อ
ข้อ 2-40
ข้อ 2-40
ฮร.
11:2 คนในสมัยก่อนได้รับมาซึ่งกพยานที่ดีเลิศในความเชื่อนี้เอง.
ฮร.
11:3 โดย1ความเชื่อเราจึงเข้าใจว่า2กจักรวาลได้ประกอบกันขึ้นมาโดย3ขพระคำของพระเจ้า ดังนั้นสิ่งที่[เรา]เห็นนั้นจึงมิได้คเป็นมาจากสิ่งที่ปรากฏให้เห็น.
ฮร.
11:4 โดยความเชื่อกเฮเบลจึงได้นำ1เครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าเครื่องบูชาของขคายินมาถวายแด่พระเจ้า โดยเครื่องบูชานั้นเขาจึงได้รับคพยานรับรองว่าเป็นผู้ชอบธรรม โดยพระเจ้าได้ทรงเป็นง พยานรับรองเครื่องบรรณาการของเขา และโดยความเชื่อเขาจึงยังจพูดอยู่ แม้ว่าจะตายแล้วก็ตาม.
ฮร.
11:5 โดยความเชื่อ กฮะโนคจึงถูกรับไป ไม่ต้องประสบความตาย และไม่มีผู้ใดพบท่านอีกเพราะพระเจ้าทรงรับท่านไปเสียแล้ว. เพราะก่อนที่ท่านจะถูกรับไป ท่านได้รับมาซึ่งขพยานว่าท่านเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า.
ฮร.
11:6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อก็ไม่อาจเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าได้ เพราะกผู้ที่มาเข้าเฝ้าพระเจ้าต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็น และต้องเชื่อว่าพระองค์เป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่1ขแสวงหาพระองค์.
ฮร.
11:7 โดยความเชื่อ เมื่อกโนฮาได้รับคำชี้แนะอันศักดิ์สิทธิ์ถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้เห็นและถูกเร่งเร้าด้วยความยำเกรง ท่านจึงขจัดแจงต่อนาวาเพื่อให้ทั้งครอบครัวของท่านได้รับความรอด และได้ปรับโทษโลกโดยเหตุนี้ และได้รับความชอบธรรมซึ่งเป็นไปตามความเชื่อคเป็นมรดก.
ฮร.
11:8 โดยความเชื่อ เมื่อกอับราฮามถูก[พระเจ้า]เรียก ก็ได้เชื่อฟังและขออกไปยังที่ซึ่งท่านจะคได้รับเป็นมรดก และท่านได้ออกไป1โดยไม่รู้ว่าจะไปไหน.
ฮร.
11:9 โดยความเชื่อ ท่านจึงอาศัยอยู่ในกแผ่นดินที่ทรงสัญญาเหมือนคนต่างด้าวอาศัยอยู่ในต่างแดน โดยอยู่ในขกระโจมร่วมกับยิศฮาคและยาโคบ ซึ่งเป็นคผู้ร่วมรับมรดกในคำสัญญาเดียวกัน
ฮร.
11:10 เพราะท่านเฝ้าคอย1กเมืองที่มีขฐานรากซึ่งคพระเจ้าเป็นผู้ออกแบบและเป็นผู้ก่อสร้างขึ้น.
ฮร.
11:11 โดยความเชื่อ แม้กนางซาราเองก็ได้รับฤทธิ์เดชให้ตั้งครรภ์ได้ทั้งที่อายุแก่เกินแล้ว เพราะนางถือว่าพระองค์ผู้ทรงให้สัญญาไว้นั้นทรงขสัตย์ซื่อ.
ฮร.
11:12 เหตุฉะนั้นจึงมี[ลูกหลาน]มากมายดุจ1กดวงดาวในท้องฟ้า และเหลือคณานับดุจ1ขเม็ดทรายที่2ชายทะเล และได้ถือกำเนิดมาจากคนที่[ดูเหมือนจะ]คตายแล้วคนหนึ่ง.
ฮร.
11:13 กคนเหล่านี้ได้ตายไป1ในขณะที่มีความเชื่อ แม้ยังขไม่ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญา แต่ได้คแลเห็นแต่ไกลและยินดีต้อนรับไว้ และยอมรับว่าตัวเขาเองเป็นง แขกแปลกหน้าและเป็น2คนต่างแดนอยู่ในโลก.
ฮร.
11:14 เพราะบรรดาคนที่กล่าวอย่างนั้นก็ได้แสดงตนว่าเขากำลังแสวงหากเมืองของตนเอง.
ฮร.
11:15 ถ้าเขายังคงคิดถึงเมืองที่เขาออกมาแล้วนั้น เขาก็คงมีโอกาสที่จะกลับไปได้.
ฮร.
11:16 แต่เขากลับเฝ้าปรารถนากเมืองขฝ่ายสวรรค์ที่ประเสริฐกว่า. เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงคไม่ทรงละอายที่จะ1ถูกเรียกว่าง พระเจ้าของเขา เพราะพระองค์ทรงจัดเตรียมจเมืองหนึ่งไว้สำหรับเขาแล้ว.
ฮร.
11:17 โดยความเชื่อ เมื่ออับราฮามถูกทดสอบก็ได้กถวายยิศฮาคเป็นเครื่องบูชา นั่นคือท่านผู้ได้รับขคำสัญญาด้วยความยินดีได้ถวาย[บุตร]คนเดียวของตน
ฮร.
11:18 คือบุตรที่มีคำกล่าวถึงว่า "1กผู้ที่เกิดจากยิศฮาคจึงจะเรียกว่าเป็นเชื้อสายของเจ้า"
ฮร.
11:19 ด้วยท่านคิดคำนวณดูแล้วว่า พระเจ้ากทรงสามารถให้[มนุษย์]ขเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายได้ ซึ่งถ้าว่าตามอุปมาแล้ว ท่านก็ได้รับบุตรนั้นกลับคืนมาจากท่ามกลางคนตายจริงๆ.
ฮร.
11:20 โดยความเชื่อ กยิศฮาคจึงอวยพรแก่ยาโคบและเอซาว โดยชี้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า.
ฮร.
11:21 โดยความเชื่อ เมื่อกยาโคบใกล้จะตาย ก็ได้อวยพรแก่บุตรแต่ละคนของโยเซฟและได้ขนมัสการ[พระเจ้าขณะ1พิง]อยู่ที่หัวไม้เท้าของท่าน.
ฮร.
11:22 โดยความเชื่อ เมื่อกโยเซฟใกล้จะถึงบั้นปลายชีวิตของท่านก็ได้กล่าวถึงการอพยพออก[จากอียิปต์]ของลูกหลานอิสราเอลและได้ขสั่งกำชับในเรื่องกระดูกของท่าน.
ฮร.
11:23 โดยความเชื่อ เมื่อกโมเซกำเนิดมาแล้ว บิดามารดาได้ซ่อนท่านไว้ถึงสามเดือนเพราะเห็นว่าเป็นเด็กขรูปงาม และไม่กลัวคพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์เลย.
ฮร.
11:24 โดยความเชื่อ ครั้นโมเซกเติบโตขึ้นแล้วจึงปฏิเสธที่จะให้เรียกว่าเป็นขบุตรของธิดากษัตริย์ฟาโรห์
ฮร.
11:25 ท่านเลือกที่จะรับกการข่มเหงด้วยกันกับพลไพร่ของพระเจ้า ดีกว่าที่จะได้1รับความสุข2เพียงชั่วคราวในความบาป
ฮร.
11:26 โดย1กนับว่า2ขความอัปยศของพระคริสต์เป็น3สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าคทรัพย์สมบัติทั้งหลายในอียิปต์ ด้วยท่านง หันมาเพ่งพินิจ4จบำเหน็จนั้น.
ฮร.
11:27 โดยความเชื่อ ท่านจึงกออกจากอียิปต์โดยไม่กลัวขพระพิโรธของกษัตริย์นั้น เพราะท่านมี1ความมั่นคงไม่หวั่นไหว ดุจคนที่คมองเห็นพระองค์ผู้ง ไม่ประจักษ์แก่ตา
ฮร.
11:28 โดยความเชื่อ ท่านจึงตั้งกเทศกาลปัศคาและ1การทาเลือด เพื่อขเพชฌฆาตผู้ประหารบุตรหัวปีนั้นจะไม่มาแตะต้องพวกอิสราเอล
ฮร.
11:29 โดยความเชื่อ พวกเขาจึงได้กข้ามทะเลแดงเหมือน[เดิน]ผ่านดินแห้ง และเมื่อพวกอียิปต์ลองพยายามจะข้ามบ้างก็ถูก[น้ำ]กลืนหายไป.
ฮร.
11:30 1โดยความเชื่อ กกำแพงเมืองยะริโฮจึงพังลงเมื่อถูกขโอบล้อมอยู่เจ็ดวัน.
ฮร.
11:31 โดยความเชื่อ กราฮาบหญิงโสเภณีจึงไม่ได้พินาศไปพร้อมกับบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อฟัง เพราะนางได้ขต้อนรับผู้สอดแนมไว้ด้วยสันติสุข.
ฮร.
11:32 และข้าพเจ้าจะกล่าวถึงอะไรอีก? ข้าพเจ้าไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวถึง กฆิดโอน, ขบาราค, คซิมโซน, ง ยิพธา, จดาวิด, ฉซามูเอล, และเหล่าผู้เผยพระวจนะ
ฮร.
11:33 คนเหล่านั้นได้อาศัยความเชื่อจึงได้กมีชัยชนะเหนืออาณาจักรต่างๆ, ขได้กระทำการชอบธรรม, คได้รับคำสัญญา, ง ได้ปิดปากสิงโต,
ฮร.
11:34 กได้ดับอานุภาพแห่งไฟ, ขได้พ้นจากคมดาบ, ได้รับการเพิ่มกำลังเมื่ออ่อนแอ,คได้สำแดงฤทธานุภาพในการสงคราม, ได้ไล่ตีกองทัพจากต่างแดนให้แตกพ่ายไป.
ฮร.
11:35 พวกผู้หญิงกได้คนที่ตายแล้วของตนคืนมาโดยการเป็นขึ้น นอกจากนั้นยังมีพวกที่รับการทรมานจนตาย โดยไม่ยอมรับ1การปลดปล่อย เพื่อเขาจะได้รับ2ขการเป็นขึ้นที่ประเสริฐกว่า.
ฮร.
11:36 นอกจากนั้นยังมีพวกที่ถูกทดลอง โดยถูกกเยาะเย้ยและถูกเฆี่ยนตี แล้วยิ่งกว่านั้นยังถูกตีตรวนและขขังไว้ในคุก.
ฮร.
11:37 กบ้างถูกหินขว้าง, บ้างถูกเลื่อยเป็นท่อนๆ, บ้างถูกทดสอบต่างๆ, ขบ้างถูกฆ่าด้วยคมดาบ, บ้างคลุมตัวไว้ด้วยหนังแกะหนังแพะแล้วเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ, สิ้นเนื้อประดาตัว, ทนทุกข์เวทนา, ครับการข่มเหง
ฮร.
11:38 (โลกนี้ไม่คู่ควรกับ1คนเช่นนั้นเลย) เขาจึงร่อนเร่ไปตามกป่ากันดาร ตามขยอดเขา และในคถ้ำในโพรง.
ฮร.
11:39 คนเหล่านั้นทุกคนได้รับมาซึ่งกพยานที่ดีเลิศโดยความเชื่อของเขา แต่ขไม่ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้
ฮร.
11:40 ด้วยว่าพระเจ้าทรง1จัดเตรียมสิ่งที่2กประเสริฐกว่าให้เราทั้งหลาย ทำให้พวกเขาไม่อาจครบสมบูรณ์ได้โดย3ปราศจากพวกเรา.
คำอธิบาย เฮ็บราย บทที่ 11
ฮร.
11:1 ก ฮร.10:38, 39
ฮร.
11:1 1ก หลังจากที่ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างศาสนายูดายกับแผนการบริหารของพระเจ้าไปแล้วในสิบบทแรก หนังสือเล่มนี้ก็ได้กำชับบรรดาผู้เชื่อชาวเฮ็บรายที่เสี่ยงต่ออันตรายในการกลับถอยหลัง ให้ดำเนินชีวิต, ประพฤติ, และมุ่งหน้าต่อไปโดยความเชื่อ (10:38-39) คือไม่ใช่ตามที่ตาของเราได้เห็น (2กธ.5:7). จากนั้นในบทที่ 11 ได้ให้คำนิยามของความเชื่อตามประวัติศาสตร์แห่งความเชื่อ. ทั้งมรดกอันนิรันดร์ (9:15) และบำเหน็จที่ยิ่งใหญ่ (10:35) ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้นก็คือสิ่งที่เราหวังไว้และเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้เห็น. ความเชื่อคือการแปรสภาพสิ่งที่เราหวังไว้ให้เป็นแก่นสาร. ดังนั้นความเชื่อจึงเป็นความแน่ใจ, ความมั่นใจ, การยืนยัน, ความเที่ยงแท้, ธาตุแท้, และหลักฐานคํ้าจุนสิ่งที่เราหวังไว้หรือเป็นฐานรากที่ค้ำจุนสิ่งที่เราหวังไว้นั่นเอง. ความเชื่อยังเป็นความมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง คือทำให้เราแน่ใจในสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็น. ดังนั้นความเชื่อจึงเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงสิ่งที่ยังไม่ได้เห็น.
ฮร.
11:1 2 วลีที่ว่า "แปรสภาพ...ให้เป็นแก่นสาร" ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำว่า "เนื้อแท้" ใน 1:3, คำว่า "ความแน่ใจ" ใน 3:14, และคำว่า "ความมั่นใจ" (ว่าตนมีฐานที่มั่นคง) ใน 2กธ.11:17. นอกจากนี้ยังอาจแปลเป็น การยืนยัน, ความเที่ยงแท้, ธาตุแท้ (ซึ่งมีนัยถึงแก่นแท้ที่อยู่ภายในวัตถุ ซึ่งตรงข้ามกับลักษณะทางภายนอก), ฐานราก, หรือหลักฐานที่ใช้ค้ำจุน. คำนี้หมายถึง เนื้อแท้ เป็นหลัก แต่ในที่นี้เล็งถึงการแปรสภาพเนื้อแท้ (ของสิ่งที่เราหวังไว้) ให้ปรากฏเป็นจริง ดังนั้นจึงแปลเป็น การแปรสภาพ...ให้เป็นแก่นสาร. คำนี้ก็คือกริยาของคำว่า "แก่นสาร" นั่นเอง โดยหมายถึงการทำให้ความเที่ยงแท้ของเนื้อแท้ที่มองไม่เห็นนั้นเกิดมีแก่นสารขึ้นมา. นี่ก็คือสิ่งที่ความเชื่อได้กระทำ. ดังนั้นในที่นี้จึงกล่าวว่า ความเชื่อเป็นการแปรสภาพสิ่งที่เราหวังไว้ให้เป็นแก่นสาร.
ฮร.
11:1 3 ผู้ที่ไม่เชื่อนั้นเป็นผู้ไม่มีความหวังเนื่องจากเขาไม่มีพระคริสต์ (อฟ.2:12; 1ธซ.4:13). แต่เราซึ่งเป็นผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์นั้นเป็นผู้ที่มีความหวัง. การทรงเรียกที่เราได้รับมาจากพระเจ้านั้นได้นำความหวังมาสู่เรา (อฟ.1:18; 4:4). เราได้บังเกิดใหม่เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ (1ปต.1:3). พระคริสต์ผู้อยู่ในเราก็เป็นความหวังอันสง่าราศี (กซ.1:27; 1ตธ.1:1) ซึ่งผลลัพธ์จะทำให้ร่างกายของเราได้รับการไถ่ คือการเปลี่ยนรูปลักษณะในสง่าราศี (รม.8:23-25). นี่ก็คือความหวังแห่งความรอด (1ธซ.5:8), ความหวังใจที่เป็นสุข (ตต.2:13), ความหวังอันดีงาม (2ธซ.2:16), ความหวังใจแห่งชีวิตนิรันดร์ (ตต.1:2; 3:7), และยังเป็นความหวังใจในสง่าราศีของพระเจ้า (รม.5:2), ความหวังในกิตติคุณ (กซ.1:23), ความหวังซึ่งสะสมไว้สำหรับเราในสวรรค์ทั้งหลาย (กซ.1:5). เราควรที่จะยึดความหวังนี้ไว้ตลอดเวลา (1ยฮ.3:3) และโอ้อวดในความหวังนี้ (รม.5:2). พระเจ้าของเรายังทรงเป็นพระเจ้าแห่งความหวัง (รม.15:13) และโดยการหนุนใจที่อยู่ในพระคัมภีร์ก็ทำให้เรามีความหวัง (รม.15:4) ในพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา (1ปต.1:21) และมีความยินดีในความหวัง (รม.12:12). หนังสือเล่มนี้กำชับเราให้ยึดมั่นความกล้าหาญและการโอ้อวดในความหวังนั้นให้มั่นคงจนถึงที่สุด (3:6), ให้สำแดงความขยันจนถึงที่สุด คือจนมีความแน่ใจอย่างบริบูรณ์ในความหวังของเรา (6:11), และให้ยึดมั่นในความหวังที่มีอยู่ตรงหน้า (6:18). หนังสือเล่มนี้ได้บอกเราอีกว่าพันธสัญญาใหม่ได้นำมาซึ่งความหวังที่ประเสริฐกว่า ซึ่งทำให้เราได้เข้ามาใกล้ชิดพระเจ้า (7:19). การดำเนินชีวิตของเราควรจะเต็มไปด้วยความหวัง ซึ่งร่วมดำเนินไปด้วยกันกับความเชื่อและดำรงอยู่ร่วมกันกับความเชื่อ (1ปต.1:21; 1กธ.13:13). เราต้องตามอย่างอับราฮามซึ่งแม้ในขณะที่ไม่มีความหวังก็ยังได้เชื่อในความหวัง (รม.4:18).
ฮร.
11:1 ข ฮร.3:6; 6:11; 7:19; 10:23; 1ปต.1:3
ฮร.
11:1 4 คือความมั่นใจในความจริง. ศัพท์ในภาษากรีกอาจแปลเป็น หลักฐาน หรือ ข้อพิสูจน์ ก็ได้.
ฮร.
11:1 ค ฮร.11:7; 2กธ.4:18
ฮร.
11:1 5ค ทุกสิ่งที่เราหวังไว้ล้วนเป็นสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็น (รม.8:24-25). ในฐานะที่เราเป็นผู้ที่มีความหวัง เราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายในชีวิตของเราไปยังสิ่งที่มองเห็น แต่ต้องตั้งเป้าไปยังที่สิ่งมองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ชั่วคราว แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นเป็นสิ่งที่นิรันดร์ (2กธ.4:18). ดังนั้นเราจึงดำเนินตามความเชื่อ มิใช่ตามที่ตามองเห็น (2กธ.5:7).
ฮร.
11:2 ก ฮร.11:4, 5, 39
ฮร.
11:3 1 ตั้งแต่ข้อ 3 ในบทนี้ได้บรรยายให้เรารู้ถึงประวัติโดยสังเขปของความเชื่อ เริ่มจากการเนรมิตสร้างของพระเจ้า ผ่านพลไพร่ที่พระเจ้าเลือกสรรในแต่ละยุค จนมาถึงผู้เชื่อที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ (ข้อ 40) ทั้งนี้เพื่อจะพิสูจน์ว่า ความเชื่อคือหนทางเพียงหนึ่งเดียวที่ผู้แสวงหาพระเจ้าจะได้รับสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้และเดินในหนทางของพระองค์.
ฮร.
11:3 ก ฮร.1:2
ฮร.
11:3 2ก แปลตามตรงคือ ยุคสมัยทั้งหลาย. ดู 1:2 คำอธิบาย 5.
ฮร.
11:3 ข บพส.33:6, 9; ยฮ.1:1, 3; 2ปต.3:5
ฮร.
11:3 3ข ศัพท์ในภาษากรีกเล็งถึง พระคำในยามฉับพลัน.
ฮร.
11:3 ค รม.4:17; ยฮ.1:3
ฮร.
11:4 ก ยนซ.4:4
ฮร.
11:4 1 เครื่องบูชาอันประเสริฐกว่านี้เป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าที่แท้จริง (9:23).
ฮร.
11:4 ข ยนซ.4:3, 5
ฮร.
11:4 ค ฮร.11:2, 5, 39
ฮร.
11:4 ง ยนซ.4:4
ฮร.
11:4 จ ยนซ.4:10; ฮร.12:24
ฮร.
11:5 ก ยนซ. 5:21-24
ฮร.
11:5 ข ฮร.11:2 , 4, 39
ฮร.
11:6 ก ฮร.4:16; 7:25, 19; 10:22
ฮร.
11:6 ข บพส.24:6; 27:8; 105:4; 119:2
ฮร.
11:6 1ข แปลตามตรงคือ ค้นหาพระองค์ออกมา.
ฮร.
11:7 ก ยนซ. 6:8, 9, 13-22
ฮร.
11:7 ข 1ปต.3:20
ฮร.
11:7 ค ฮร.1:14; 6:17; 1ปต.3:7; ยก.2:5
ฮร.
11:8 ก ยนซ.12:1-5
ฮร.
11:8 ข กจ.7:3-4
ฮร.
11:8 ค ยนซ.12:7; 17:8
ฮร.
11:8 1 สิ่งนี้ทำให้อับราฮามมีโอกาสใช้ความเชื่อของท่านอยู่เสมอในการเชื่อพึ่งการนำพาในยามฉับพลันของพระเจ้า โดยยึดการสถิตอยู่ของพระเจ้าเป็นแผนที่ในการเดินทางของท่าน.
ฮร.
11:9 ก กจ.7:5;
ฮร.
11:9 ข ยนซ.12:8; 13:3, 18; 18:1; 24:67; 26:17, 25; 25:27; 31:25; 33:19; 35:21
ฮร.
11:9 ค ฮร.6:17
ฮร.
11:10 ก ฮร.11:16; 12:22; 13:14; วว.21:2, 10
ฮร.
11:10 1ก นี่ก็คือเมืองของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งก็คือกรุงเยรูซาเล็มฝ่ายสวรรค์ (12:22), กรุงเยรูซาเล็มที่อยู่เบื้องบน (ฆต.4:26), เมืองบริสุทธิ์ ซึ่งก็คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่ (วว.21:2; 3:12) ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับพลไพร่ของพระองค์ (ข้อ 16), และพลับพลาของพระเจ้า ซึ่งในที่นั่นพระเจ้าจะอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ตลอดไปเป็นนิตย์ (วว.21:3). เหล่าบรรพบุรุษได้คอยท่าเมืองนี้อย่างไร เราทั้งหลายก็แสวงหาเมืองนี้อย่างนั้นเหมือนกัน (13:14).
ฮร.
11:10 ข วว.21:14, 19
ฮร.
11:10 ค ฮร.11:16
ฮร.
11:11 ก ยนซ.17:19, 21; 18:12-14; 21:2
ฮร.
11:11 ข ฮร.10:23; 1กธ.10:13; 2ตธ.2:13
ฮร.
11:12 ก ยนซ.15:5; 22:17
ฮร.
11:12 1ก ดวงดาวในท้องฟ้าเป็นเครื่องหมายเล็งถึงลูกหลานฝ่ายสวรรค์ของอับราฮาม ซึ่งเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮามโดยความเชื่อ (ฆต.3:7, 29) ส่วนเม็ดทรายที่ชายทะเลเป็นเครื่องหมายเล็งถึงลูกหลานฝ่ายแผ่นดินโลกของอับราฮาม ซึ่งเป็นพงศ์พันธุ์ในเนื้อหนังของอับราฮาม.
ฮร.
11:12 ข ยนซ.22:17; 32:12; เทียบ ยนซ.13:16
ฮร.
11:12 2 แปลตามตรงคือ ริมฝีปากของทะเล.
ฮร.
11:12 ค รม.4:19
ฮร.
11:13 ก มธ.13:17
ฮร.
11:13 1 แปลตามตรงคือ ตาม.
ฮร.
11:13 ข ฮร.11:39
ฮร.
11:13 ค ยฮ.8:56
ฮร.
11:13 ง ยนซ.17:8; 23:4; 47:9; 1คนก.29:15; เทียบ 1ปต.2:11
ฮร.
11:13 2 หรือ ผู้เดินทาง, ผู้พลัดถิ่น, ผู้ถูกเนรเทศ. อับราฮามเป็นชาวเฮ็บรายคนแรก (ยนซ.14:13) คือเป็นผู้ข้ามแม่น้ำ. ท่านออกจากแผ่นดินเคเซ็ดซึ่งเป็นดินแดนแห่งการกราบไหว้รูปเคารพที่ถูกสาปแช่ง แล้วข้ามแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำฟะราธหรือยูเฟรติส (ยฮซ.24:2-3) มายังแผ่นดินคะนาอันซึ่งเป็นแผ่นดินงามที่ได้รับการอวยพระพร. แต่ท่านก็ไม่ได้ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น. ท่านเพียงค้างแรมอยู่ในแผ่นดินที่ทรงสัญญาไว้เหมือนเป็นผู้เดินทาง กระทั่งเป็นผู้พลัดถิ่นหรือผู้ถูกเนรเทศ โดยปรารถนาที่จะได้รับเมืองที่ประเสริฐกว่า คือเมืองฝ่ายสวรรค์ (ข้อ 16) ซึ่งเป็นการแสวงหาเมืองของตนเอง (ข้อ 14). สิ่งนี้อาจมีความหมายเป็นนัยว่า ท่านพร้อมแล้วที่จะข้ามแม่น้ำอีกสายหนึ่ง คือข้ามจากฝั่งที่อยู่ฝ่ายแผ่นดินโลกไปยังฝั่งที่อยู่ฝ่ายสวรรค์. ยิศฮาคและยาโคบก็ได้ติดตามรอยเท้าของท่านเช่นเดียวกัน โดยได้ดำเนินชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกเหมือนเป็นแขกแปลกหน้าและคนต่างแดน เพื่อรอคอยเมืองที่มีฐานรากซึ่งพระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างขึ้น (ข้อ 10). ถ้อยคำในข้อ 9-16 อาจเปิดเผยเป็นนัยว่า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ต้องการให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายจดจำไว้ว่า ในเมื่อพวกเขาคือชาวเฮ็บรายแท้ เขาก็ควรที่จะติดตามบรรพบุรุษของตน โดยถือว่าตัวเองเป็นแขกแปลกหน้าและคนต่างแดนอยู่บนแผ่นดินโลก และเฝ้าหวังเมืองฝ่ายสวรรค์อันประเสริฐกว่าเมืองฝ่ายแผ่นดินโลก.
ฮร.
11:14 ก ฮร.11:16
ฮร.
11:16 ก ฮร.11:14
ฮร.
11:16 ข ฮร.12:22
ฮร.
11:16 ค ฮร.2:11;
ฮร.
11:16 1 แปลตามตรงคือ ถูกร้องเรียก.
ฮร.
11:16 ง อซด.3:6, 15; 4:5
ฮร.
11:16 จ ฮร.11:10,
ฮร.
11:17 ก ยนซ.22: 1-10; ยก.2:21
ฮร.
11:17 ข ยนซ.12:2, 7; 13:15-16; 21:12
ฮร.
11:18 ก ยนซ.21:12; รม.9:7
ฮร.
11:18 1ก วลีทีว่า "ผู้ที่เกิดจากยิศฮาค" แปลตามตรงคือ ผู้ที่อยู่ในยิศฮาค.
ฮร.
11:19 ก รม.4:21
ฮร.
11:19 ข รม.4:17
ฮร.
11:20 ก ยนซ.27:26-29, 39-40
ฮร.
11:21 ก ยนซ.48:9, 14-16, 20
ฮร.
11:21 ข ยนซ.47:31
ฮร.
11:21 1 สิ่งนี้เป็นเครื่องหมายเล็งว่า ยาโคบยอมรับว่าตนเองเป็นคนต่างแดน เป็นผู้เดินทางอยู่บนแผ่นดินโลก (ข้อ 13) และยอมรับว่าพระเจ้าทรงบำรุงเลี้ยงท่านมาตลอดชีวิต (ยนซ.48:15).
ฮร.
11:22 ก ยนซ.50:24, 25
ฮร.
11:22 ข อซด.13:19
ฮร.
11:23 ก อซด.2:2
ฮร.
11:23 ข กจ.7:20
ฮร.
11:23 ค อซด.1:15, 16, 22
ฮร.
11:24 ก อซด.2:11
ฮร.
11:24 ข อซด.2:10
ฮร.
11:25 ก ฮร.11:37
ฮร.
11:25 1 การรับสุขในประเทศอียิปต์ซึ่งก็คือการรับสุขในโลกนั้นเป็นความบาปในสายพระเนตรของพระเจ้า. สิ่งนี้เป็นการรับสุขความบาป รับสุขการดำเนินชีวิตที่อยู่ในความบาป และเป็นสิ่งที่ชั่วคราว, ลอยหายไป, และต้องผ่านพ้นไป
ฮร.
11:25 2 หรือ ลอยหายไป, ต้องผ่านพ้นไป.
ฮร.
11:26 ก ฟป.3:7-8;
ฮร.
11:26 1ก หรือ คำนวณดูแล้วว่า, เห็นว่า.
ฮร.
11:26 ข ฮร13:13; รม.15:3; ฮร.10:33; 1ปต.4:14;
ฮร.
11:26 2ข พระคริสต์ผู้เป็นทูตของพระยะโฮวาทรงสถิตอยู่กับชนชาติอิสราเอลเสมอในยามที่เขาทั้งหลายประสบกับความยากลำบากอยู่นั้น (อซด.3:2, 7-9; 14:19; อฤธ.20:16; ยซย.63:9). นอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังพิจารณาว่าพระคริสต์กับชนชาติอิสราเอลนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน (ฮซอ.11:1;มธ.2:15). ดังนั้นความอัปยศที่ตกบนตัวของพวกเขาก็ถือเป็นความอัปยศของพระองค์และคำด่าประณามของผู้ที่ได้ประณามพระเจ้าก็ตกอยู่กับพระองค์ด้วย (รม.15:3). ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ซึ่งเป็นผู้ที่ติดตามพระองค์ต้องสู้ทนความอัปยศซึ่งพระองค์ได้ทรงทนมานั้น (13:13) และต้องถูกด่าประณามเพื่อพระนามของพระองค์ (1ปต.4:14). โมเซซึ่งเลือกที่จะรับการข่มเหงด้วยกันกับพลไพร่ของพระเจ้านั้น (ข้อ 25) ถือว่าความอัปยศชนิดนี้ ซึ่งก็คือความอัปยศของพระคริสต์แห่งพระเจ้าเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายในพระราชวังของฟาโรห์เพราะท่านได้หันมาเพ่งพินิจที่บำเหน็จนั้น.
ฮร.
11:26 3 แปลตามตรงคือ ความมั่งมีที่ยิ่งใหญ่กว่า.
ฮร.
11:26 ค อซด.1:11
ฮร.
11:26 ง ฮร.12:2
ฮร.
11:26 จ ฮร.10:35; วว.22:12
ฮร.
11:26 4จ เพราะโมเซยินดีรับความอัปยศของพระคริสต์ โมเซจะได้รับบำเหน็จแห่งอาณาจักร. แม้โมเซจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่การพักสงบแห่งแผ่นดินงามเพราะความพ่ายแพ้ที่มะรีบา (อฤธ.20:12-13; พบญ.4:21-22; 32:50-52) แต่เขาจะได้อยู่ในอาณาจักรร่วมกันกับพระคริสต์ (มธ.16:28 — 17:3). ผู้เขียนได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เพื่อที่จะหนุนใจผู้อ่านที่กำลังทนทุกข์เพราะเหตุพระคริสต์ให้ติดตามโมเซ โดยถือว่าความอัปยศของพระคริสต์เป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินที่พวกเขาสูญเสียไป และโดยการหันมาเพ่งพินิจไปที่บำเหน็จนั้น. ดู 10:35 คำอธิบาย 1.
ฮร.
11:27 ก อซด.12:50-51
ฮร.
11:27 ข อซด.10:28
ฮร.
11:27 1 หรือ มั่นคงต่อเนื่อง.
ฮร.
11:27 ค อซด.3:2, 16; 4:5
ฮร.
11:27 ง กซ.1:15; ยฮ.1:18
ฮร.
11:28 ก อซด.12:21-27
ฮร.
11:28 1 แปลตามตรงคือ ชโลม
ฮร.
11:28 ข อซด.12:23, 12, 29
ฮร.
11:29 ก อซด.14:21-30
ฮร.
11:30 1 ในที่นี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ชนชาติอิสราเอลได้เร่ร่อนอยู่ในป่ากันดารสี่สิบปี เพราะในเวลานั้นนอกจากพวกเขาจะไม่ได้ทำสิ่งใดโดยความเชื่อเพื่อให้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าแล้ว กลับยังทำให้พระเจ้าพิโรธเพราะความไม่เชื่อ (3:16-18) แม้กระทั่งเรื่องการข้ามแม่น้ำจอร์แดนของพวกเขาก็ไม่ได้บันทึกไว้ในที่นี้ เพราะการข้ามแม่น้ำในครั้งนั้นก็สืบเนื่องมาจากความล่าช้าซึ่งเกิดจากความไม่เชื่อของพวกเขาด้วย. อันที่จริงพวกเขาไม่ต้องข้ามแม่น้ำจอร์แดนเลย ถ้าพวกเขาปราศจากความไม่เชื่อซึ่งทำให้พวกเขาขาดคุณสมบัติที่จะเข้าสู่แผ่นดินงามได้ที่คาเดศบัรเนอะ (พบญ.1:19-46) หลังจากที่ได้ไปจากภูเขาซีนายได้ไม่นาน (พบญ.1:2).
ฮร.
11:30 ก ยฮซ.6:20
ฮร.
11:30 ข ยฮซ.6:3-4, 12-15
ฮร.
11:31 ก ยฮซ.6:22-25
ฮร.
11:31 ข ยฮซ.2:4, 6; ยก.2:25
ฮร.
11:32 ก วนฉ.6—8
ฮร.
11:32 ข วนฉ.4—5
ฮร.
11:32 ค วนฉ.13—16
ฮร.
11:32 ง วนฉ.11—12
ฮร.
11:32 จ 1ซมอ.16—2ซมอ.24
ฮร.
11:32 ฉ 1ซมอ.7—16
ฮร.
11:33 ก วนฉ.4:7, 14; 2ซมอ.5:19; 8:2; 10:12-19
ฮร.
11:33 ข 1ซมอ.12:3-5; 2ซมอ.8:15
ฮร.
11:33 ค 2ซมอ.7:10-16
ฮร.
11:33 ง ดนอ.6:22; วนฉ.14:5-6; 1ซมอ.17:34-37
ฮร.
11:34 ก ดนอ.3:23; ยซย.43:2
ฮร.
11:34 ข อซด.18:4; 1ซมอ.19:10; บพส.144:10
ฮร.
11:34 ค วนฉ.7:19-21; 1ซมอ.17:51; 2ซมอ.8:1-6
ฮร.
11:35 ก 1พษก.17:23, 24; 2พษก.4:36
ฮร.
11:35 ข วว.20:5; ฟป.3:11
ฮร.
11:35 2ข การเป็นขึ้นที่ประเสริฐกว่า ไม่ได้เป็นเพียงการเป็นขึ้นมาจากความตายครั้งแรก (วว.20:4-6), การเป็นขึ้นแห่งชีวิตเท่านั้น (ยฮ.5:28-29) แต่ยังเป็นการเป็นขึ้นที่เลอเลิศ (ฟป.3:11), การเป็นขึ้นที่พิเศษ, การเป็นขึ้นที่ผู้มีชัยชนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้รับบำเหน็จแห่งอาณาจักร (ข้อ 26). นี่เป็นสิ่งที่อัครทูตเปาโลได้แสวงหานั่นเอง.
ฮร.
11:35 1 หรือ ช่วยให้หลุดพ้น. ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การไถ่ (ที่จะให้ก็ต่อเมื่อได้จ่ายราคา).
ฮร.
11:36 ก วนฉ.16:25; ยรม.20:7
ฮร.
11:36 ข ยนซ.39:20; ยรม.37:15
ฮร.
11:37 ก 1พษก.21:13; 2คนก.24:21
ฮร.
11:37 ข 1พษก.19:10; ยรม.26:23
ฮร.
11:37 ค ฮร.11:25
ฮร.
11:38 1 บรรดาผู้เชื่อเหล่านี้เป็นผู้ที่พิเศษ เป็นผู้ที่อยู่ในระดับที่สูงสุด ซึ่งแผ่นดินโลกที่เสื่อมเสียนี้ไม่ควรค่ากับพวกเขาเลย. มีเพียงเมืองบริสุทธิ์ของพระเจ้า คือกรุงเยรูซาเล็มใหม่เท่านั้นจึงจะควรค่ากับพวกเขา.
ฮร.
11:38 ก 1ซมอ.23:15; 24:1
ฮร.
11:38 ข 1ซมอ.23:19
ฮร.
11:38 ค 1ซมอ.22:1; 1พษก.18:4, 13
ฮร.
11:39 ก ฮร.11:2, 4, 5
ฮร.
11:39 ข ฮร.11:13
ฮร.
11:40 1 หรือ ทรงมองเห็นล่วงหน้า.
ฮร.
11:40 ก ฮร.7:19, 22; 8:6; 9:23; 11:35
ฮร.
11:40 2ก ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง สูงส่งกว่า, มีเกียรติกว่า, ยิ่งใหญ่กว่า ดังนั้นจึงเป็น ประเสริฐกว่า. หนังสือเล่มนี้ได้ใช้ศัพท์คำนี้ไปทั้งหมด 13 ครั้งด้วยกันคือ พระคริสต์ผู้ประเสริฐกว่า (1:4), ความหวังที่ประเสริฐกว่า (7:19), พันธสัญญาอันประเสริฐกว่า (สองครั้ง - 7:22; 8:6), คำสัญญาที่ประเสริฐกว่า (8:6), เครื่องบูชาที่ประเสริฐกว่า (9:23), ทรัพย์สมบัติที่ประเสริฐกว่า (10:34), เมืองที่ประเสริฐกว่า (ข้อ 16), การเป็นขึ้นที่ประเสริฐกว่า (ข้อ 35), สิ่งประเสริฐกว่า (ข้อ 40), และการกล่าวที่ประเสริฐกว่า (12:24). (ส่วนที่เหลืออีกสองครั้งคือใน 6:9 แปลเป็นสภาพการณ์ที่ดีกว่า และใน 7:7 แปลเป็นผู้ใหญ่.) สิ่งที่ประเสริฐกว่าเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการสำเร็จและความเที่ยงแท้ของทุกสิ่งที่เป็นแบบเล็ง, เครื่องหมาย, และเงา ซึ่งวิสุทธิชนในพันธสัญญาเดิมได้รับ. สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ในเวลานั้นเป็นรูปภาพของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะมาถึงในพันธสัญญาใหม่และเป็นสิ่งที่จริงและเที่ยงแท้, ประเสริฐกว่า, เข้มแข็งกว่า, มีฤทธิ์เดชมากกว่า, มีเกียรติกว่า, และยิ่งใหญ่กว่าแบบเล็ง, เครื่องหมาย, และเงาของสิ่งเหล่านั้น. วิสุทธิชนในพันธสัญญาเดิมที่ได้รับแต่ของที่เป็นเงาจึงต้องอาศัยเราทั้งหลายเพื่อจะได้รับความครบสมบูรณ์ เพื่อพวกเขาจะได้ร่วมรับของที่แท้จริงในพันธสัญญาใหม่. เมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดเรายังละทิ้งของที่แท้จริงแห่งพันธสัญญาใหม่แล้วหันกลับไปสู่เงาแห่งพันธสัญญาเดิมอีกเล่า?
ฮร.
11:40 3 การมีส่วนในอาณาจักรพันปี (วว.20:4, 6) และการร่วมรับสุขในกรุงเยรูซาเล็มใหม่ตลอดไปเป็นนิตย์ (วว.21:2-3; 22:1-5) ล้วนเป็นเรื่องของกลุ่มชนทั้งสิ้น. งานเลี้ยงแห่งอาณาจักรนั้นมีไว้สำหรับผู้มีชัยชนะทั้งที่อยู่ในพันธสัญญาเดิมและที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ (มธ.8:11). กรุงเยรูซาเล็มใหม่ที่มีพระพรจะประกอบไปด้วยวิสุทธิชนที่อยู่ในพันธสัญญาเดิมและผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ (วว.21:12-14). ดังนั้นถ้าไม่มีผู้เชื่อแห่งพันธสัญญาใหม่แล้ววิสุทธิชนแห่งพันธสัญญาเดิมก็ไม่อาจได้รับสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้. ถ้าพวกเขาต้องการที่จะได้รับและรับสุขสิ่งประเสริฐที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ พวกเขาก็จำต้องให้ผู้เชื่อแห่งพันธสัญญาใหม่มากระทำให้พวกเขาสำเร็จสมบูรณ์. ในขณะนี้ พวกเขากำลังรอคอยให้เราทั้งหลายมุ่งหน้าไปเพื่อเขาจะได้ครบสมบูรณ์.