เฮ็บราย บทที่ 10
ฮร.
10:1 กฎบัญญัติเป็นเพียงกเงาของขสิ่งประเสริฐที่จะมาถึง ซึ่งมิใช่ภาพของตัวจริงนั้นย่อมคไม่อาจทำให้ผู้ที่เข้ามาใกล้เป็นง ผู้ที่ครบสมบูรณ์ได้ ด้วยการถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ทุกปี.
ฮร.
10:2 ถ้ามิใช่เช่นนั้น เมื่อผู้นมัสการได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ครั้งหนึ่งแล้วกมโนธรรมไม่ขรู้สึกถึง1ความบาปอีก เขาก็คงได้หยุดจากการถวายเครื่องบูชานั้นไปแล้ว มิใช่หรือ?
ฮร.
10:3 แต่[เครื่องบูชา]เหล่านั้นกลับทำให้เขาระลึกถึงความบาปกทุกปี
ฮร.
10:4 ด้วยว่ากเลือดโคตัวผู้และเลือดแพะย่อมขไม่อาจคขจัดความบาปได้.
ฮร.
10:5 ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาในโลก พระองค์จึงตรัสว่า "กเครื่องบูชาและเครื่องบรรณาการ พระองค์ไม่ทรงประสงค์ แต่พระองค์ทรงจัดเตรียมขกายไว้สำหรับข้าพเจ้า.
ฮร.
10:6 กเครื่องบูชาเผาและข[เครื่องบูชา]ไถ่1บาป พระองค์ไม่ทรงพอพระทัย.
ฮร.
10:7 ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า 'ดูเถิด ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ามาแล้ว เพื่อจะกระทำให้1กน้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ. (ขใน2ม้วนหนังสือก็ได้เขียนถึงเรื่องราวของข้าพเจ้าไว้แล้ว).' "
ฮร.
10:8 ในข้างต้นกล่าวว่า "เครื่องบูชาและเครื่องบรรณาการ เครื่องบูชาเผาและเครื่องบูชาไถ่บาปนั้น พระองค์ไม่ทรงประสงค์และไม่ทรงพอพระทัย." (แม้ทั้งหมดนี้ได้ถวายตามกฎบัญญัติ.)
ฮร.
10:9 แล้วพระองค์จึงตรัสอีกว่า "ดูเถิด ข้าพเจ้ามาแล้ว เพื่อจะกระทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ." พระองค์ทรงขจัดไปซึ่ง1สิ่งที่มีอยู่ก่อน เพื่อจะทรงตั้ง1สิ่งที่มาภายหลังขึ้น
ฮร.
10:10 และโดยกน้ำพระทัยนี้ เราทั้งหลายได้ถูกขแบ่งแยกบริสุทธิ์แล้ว โดยคการถวายง พระวรกายของพระเยซูคริสต์เพียง1จครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์.
ฮร.
10:11 ปุโรหิตทุกคนต้อง1ยืนอยู่วันแล้ววันเล่า เพื่อปฏิบัติหน้าที่และถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเครื่องบูชาเหล่านั้นกไม่อาจขขจัด2ความบาปไปได้.
ฮร.
10:12 แต่มีเพียงพระองค์นี้ เมื่อทรงกถวายขเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเพื่อ1ความบาปแล้ว ก็ทรง2คนั่งลงที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า3เป็นนิตย์
ฮร.
10:13 นับแต่นั้นมา พระองค์ก็รอคอยจนกว่ากเหล่าศัตรูของพระองค์จะถูกทำให้เป็นที่รองพระบาทของพระองค์.
ฮร.
10:14 เพราะโดยกการถวายเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ได้ทรงกระทำให้คนทั้งปวงที่ถูกขแบ่งแยกบริสุทธิ์ได้เป็น[ผู้ที่]1คครบสมบูรณ์เป็นนิตย์.
ฮร.
10:15 และกพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงเป็นพยานให้แก่เราด้วย เพราะพระองค์เคยตรัสว่า
ฮร.
10:16 "กองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า 'นี่แหละเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำแก่เขาทั้งหลายหลังจากวันเหล่านั้น: เราจะเอาบรรดากฎบัญญัติของเราใส่ไว้ในใจของเขาทั้งหลายและจะจารึกไว้ที่ความคิดของเขา' "
ฮร.
10:17 และตรัสต่อไปว่า "และเราจะไม่จดจำ1ความบาปและการล่วงกฎบัญญัติกของเขาอีกต่อไปเลย.' "
ฮร.
10:18 เมื่อได้ทรงอภัยบาปเหล่านี้เสียแล้ว ก็กไม่ต้องถวายเครื่องบูชาเพื่อ1ความบาปอีกต่อไป.
(คำเตือนประการที่สี่ —
จงมุ่งหน้าเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด
อย่าได้ถอยหลังกลับสู่ศาสนายูดาย
10:19-39)
จงมุ่งหน้าเข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด
อย่าได้ถอยหลังกลับสู่ศาสนายูดาย
10:19-39)
ฮร.
10:19 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย ในเมื่อเรามีกใจกล้า[ที่]จะ1ขเข้าสู่ค[ที่]บริสุทธิ์สุดโดยง พระโลหิตของพระเยซู
ฮร.
10:20 ตาม1กทางที่ใหม่และมีชีวิตซึ่งพระองค์ได้ทรงเปิดออกสำหรับเราทั้งหลายโดยผ่าน2ขม่านคือคเนื้อหนังของพระองค์
ฮร.
10:21 และในเมื่อเรามีกปุโรหิตขผู้ยิ่งใหญ่ปกครองคบ้านของพระเจ้าแล้ว
ฮร.
10:22 ก็ให้เรา1กมุ่งหน้ามา[เข้าสู่ขที่บริสุทธิ์สุด] ด้วยใจจริงและด้วยความเชื่อคที่แน่ใจอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีใจที่ได้รับง การประพรมให้พ้นจากมโนธรรมที่ชั่วร้าย และมี2กายที่ได้รับจการชำระด้วย2น้ำอันบริสุทธิ์หมดจด.
ฮร.
10:23 กความหวังที่เราทั้งหลายขยอมรับไปแล้วนั้นให้เราคยึดมั่นอย่างไม่สั่นคลอนเพราะพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นทรงง สัตย์ซื่อ
ฮร.
10:24 และให้เราพิจารณาดูกันและกันเพื่อจะเร่งเร้า[กันและกัน]ให้มีความรักและกระทำการดี
ฮร.
10:25 อย่าได้1ละทิ้ง2การประชุมของเราเอง เหมือนอย่างบางคนที่ทำจนเคยชินนั้นแต่จงกเตือนสติ[ซึ่งกันและกัน] และให้มากยิ่งขึ้นในเมื่อท่านทั้งหลายเห็นว่าขวันเวลานั้นคใกล้เข้ามาแล้ว.
ฮร.
10:26 เพราะหลังจากที่เราได้รู้จัก1หลักความจริงแล้ว หากยังขืน2เจตนาทำบาปอีกก็3กไม่มีขเครื่องบูชา[โคและแพะไว้]เพื่อ4ความบาปอีกต่อไปแล้ว
ฮร.
10:27 มีแต่รอคอยด้วยกความหวาดกลัวถึงขการพิพากษาและคไฟอันร้อนแรงซึ่งจะง ล้างผลาญบรรดาศัตรูนั้นเสีย.
ฮร.
10:28 ฝ่ายกคนที่1ละเมิดกฎบัญญัติของโมเซ หากมี[พยาน]ขสองสามคน ยังต้องตายโดยปราศจากความกรุณา
ฮร.
10:29 ท่านคิดว่า คนที่1กเหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า และ2ถือว่าขพระโลหิตแห่งพันธสัญญาที่ใช้ค[ชำระ]ให้เขาบริสุทธิ์นั้นเป็นของธรรมดา และ3ลบหลู่ง พระวิญญาณแห่งพระคุณ สมควรจะถูก4ลงโทษหนักจยิ่งกว่านั้นฉสักเท่าใด
ฮร.
10:30 ด้วยว่าเรารู้จักพระองค์ผู้ตรัสว่า "1กการแก้แค้นนั้นเป็นหน้าที่ของเรา เราเองจะตอบสนอง" และอีกแห่งหนึ่งว่า "ของค์พระผู้เป็นเจ้าจะคทรงพิพากษาพลไพร่ของพระองค์."
ฮร.
10:31 การตกอยู่ในพระหัตถ์ของกพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่นั้นก็ขน่ากลัวนัก.
ฮร.
10:32 แต่จงระลึกถึงวันก่อนๆ เมื่อท่านได้รับกการส่องสว่างแล้วได้อดทนต่อขการสู้รบอย่างหนักในท่ามกลางคความทุกข์ยากนานา
ฮร.
10:33 ในด้านหนึ่งท่านเองได้กถูกด่าว่าและประสบกับความยากลำบาก กลายเป็น1ขการแสดงฉากหนึ่งที่ให้คนทั้งหลายได้ชม ในอีกด้านหนึ่ง ท่านก็ยังคร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนที่ถูกกระทำเช่นนั้นด้วย.
ฮร.
10:34 เพราะท่านเห็นใจกผู้ที่ถูกจองจำ และเมื่อเขาปล้นเอาทรัพย์สมบัติไป ท่านก็ยอมรับด้วยขความยินดี ด้วยรู้ว่าท่านยังมี1คทรัพย์สมบัติที่ประเสริฐกว่าและเป็นทรัพย์อันถาวร.
ฮร.
10:35 เหตุฉะนั้น อย่าได้ละทิ้งกความกล้าหาญของท่านซึ่งจะมี1ขบำเหน็จที่ยิ่งใหญ่.
ฮร.
10:36 ด้วยว่าท่านต้องการกความอดทน เพื่อเมื่อท่านกระทำให้1น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จแล้ว ท่านจะได้รับสิ่งที่ทรง2ขสัญญา.
ฮร.
10:37 "เพราะอีกเพียงครู่เดียว พระองค์ผู้กำลังเสด็จมานั้นจะกเสด็จมาและจะไม่ทรงล่าช้า.
ฮร.
10:38 ฝ่ายกผู้ชอบธรรมของเรานั้น จะเป็นอยู่ขโดย1ความเชื่อ และถ้าเขากลับถอยหลัง จิตของเราจะไม่พอใจในตัวเขา.?"
ฮร.
10:39 แต่เราทั้งหลายไม่ใช่คนที่1กลับถอยหลังจน2ถูกทำลาย แต่เป็นผู้ที่มีความเชื่อจน3กจิตรอด.
คำอธิบาย เฮ็บราย บทที่ 10
ฮร.
10:1 ก ฮร.8:5; กซ.2:17
ฮร.
10:1 ข ฮร.9:11
ฮร.
10:1 ค ฮร.9:9
ฮร.
10:1 ง เทียบ ฮร.10:14
ฮร.
10:2 ก ฮร.9:9
ฮร.
10:2 ข ฮร.10:18, 26
ฮร.
10:2 1 คำว่า "ความบาป" ในข้อ 2-4 ล้วนเป็นพหูพจน์.
ฮร.
10:3 ก อซด.30:10; ลวต.16:34; ฮร. 9:7
ฮร.
10:4 ก ฮร.9:12
ฮร.
10:4 ข ฮร.10:11
ฮร.
10:4 ค เทียบ ยฮ.1:29
ฮร.
10:5 ก ข้อ 5-7: บพส.40:6-8
ฮร.
10:5 ข ฮร.10:10
ฮร.
10:6 ก ลวต.1:3, 4
ฮร.
10:6 ข ลวต.4:3, 14, 29; ฮร.10:26
ฮร.
10:6 1 ภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
ฮร.
10:7 ก ฮร.10:10
ฮร.
10:7 1ก น้ำพระทัยของพระเจ้าในที่นี้คือการขจัดไปซึ่งสิ่งที่มีอยู่ก่อน ก็คือเครื่องสัตวบูชาแห่งพันธสัญญาเดิม เพื่อจะก่อตั้งสิ่งที่มาภายหลัง คือพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาในพันธสัญญาใหม่. ข้อ 9-10 ก็เช่นเดียวกัน.
ฮร.
10:7 ข ลก.24:27, 44, 46; ยฮ.5:39, 46
ฮร.
10:7 2 พันธสัญญาเดิมได้บันทึกถึงพระคริสต์ไว้ให้แก่เราอย่างครบสมบูรณ์ โดยใช้ทั้งคำพูดที่ชัดเจนและแบบเล็ง (ลก.24:27, 44, 46; ยฮ.5:39, 46).
ฮร.
10:9 1 สิ่งที่มีอยู่ก่อน แปลตามตรงคือ สิ่งแรก. สิ่งที่มาภายหลัง แปลตามตรงคือ สิ่งที่สอง. ในที่นี้สิ่งแรกเล็งถึงเครื่องบูชาของพันธสัญญาอันแรก (คือพันธสัญญาเดิม); สิ่งที่สองเล็งถึงเครื่องบูชาของพันธสัญญาอันที่สอง (คือพันธสัญญาใหม่) ซึ่งก็คือพระคริสต์นั่นเอง. พระคริสต์เสด็จเข้ามาในแผ่นดินโลกเพื่อจะปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในการขจัดไปซึ่งเครื่องสัตวบูชาแห่งพันธสัญญาเดิม และทรงตั้งพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาแห่งพันธสัญญาใหม่.
ฮร.
10:10 ก ฮร.10:7
ฮร.
10:10 ข ฮร.2:11; 10:14, 29; 13:12
ฮร.
10:10 ค ฮร.10:12; 7:27; 9:14
ฮร.
10:10 จ ฮร.9:28
ฮร.
10:10 1จ แนวคิดที่สำคัญในข้อ 1-18 คือ พระคริสต์ทรงขจัดความบาปไปแล้ว และได้ทรงสำเร็จซึ่งทุกสิ่งที่เครื่องบูชาตามหน้าที่ปุโรหิตของเลวีไม่อาจกระทำได้. พระคริสต์ได้ทรงขจัดความบาปเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จนิรันดร์แล้ว บัดนี้พระองค์ได้ทรงแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเป็นชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้เข้าสู่ภายในเรา เพื่อให้เรากลายเป็นผลิตภัณฑ์ถอดแบบแห่งกลุ่มชนของพระองค์เอง โดยการทำงานของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้.
ฮร.
10:10 ง ฮร.10:5; 1ปต.2:24
ฮร.
10:11 1 ปุโรหิตในพันธสัญญาเดิมต้องยืนปฏิบัติอยู่ทุกวันและถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะสิ่งที่พวกเขาถวายไปนั้นไม่อาจขจัดความบาปไปได้. แต่พระคริสต์ทรงขจัดไปซึ่งความบาป (9:26) โดยได้ถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าเป็นเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเพื่อความบาป ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงนั่งลงที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า (ข้อ 12). การที่พระองค์ทรงนั่งลงในสวรรค์นั้นเป็นเครื่องหมายและเป็นหลักฐานยืนยันว่า การขจัดความบาปได้สำเร็จไปแล้ว. พระองค์ทรงนั่งลงที่นั่นเป็นนิตย์ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่พระองค์จะต้องทำอะไรเพื่อความบาปอีก เพราะพระองค์ทรงกระทำเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จนิรันดร์แล้ว. การที่พระองค์ทรงนั่งลงเป็นนิตย์หลังจากที่ได้ถวายเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเพื่อความบาปนั้นตรงข้ามกับการที่พวกปุโรหิตต้องยืนอยู่วันแล้ววันเล่าเพื่อถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า.
ฮร.
10:11 ก ฮร.10:4
ฮร.
10:11 ข เทียบ ยฮ.1:29
ฮร.
10:11 2 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ฮร.
10:12 ก ฮร.10:10
ฮร.
10:12 ข ฮร.9:26
ฮร.
10:12 1 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ฮร.
10:12 ค ฮร.1:3, 13; 8:1; 12:2; อฟ.1:20
ฮร.
10:12 2ค ดู ข้อ 11 คำอธิบาย 1.
ฮร.
10:12 3 แปลตามตรงคือ อย่างต่อเนื่องตลอดไป. ข้อ 14 ก็เช่นเดียวกัน.
ฮร.
10:13 ก บพส.110:1 มธ.22:44 กจ.2:35
ฮร.
10:14 ก ฮร.10:12
ฮร.
10:14 ข ฮร.10:10
ฮร.
10:14 ค เทียบ ฮร.7:19; 9:9; 10:1
ฮร.
10:14 1ค หรือ สำเร็จครบถ้วน. พระคริสต์ทรงกระทำให้เราครบสมบูรณ์และสำเร็จครบถ้วนแล้ว โดยการถวายเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียว.
ฮร.
10:15 ก ฮร.3:7; 9:8
ฮร.
10:16 ก ยรม.31:33; ฮร.8:10
ฮร.
10:17 1 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ฮร.
10:17 ก ยรม.31:34; ฮร.8:12
ฮร.
10:18 ก ฮร.10:26, 2
ฮร.
10:18 1 ภาษากรีกเป็นเอกพจน์.
ฮร.
10:19 ก ฮร.4:16
ฮร.
10:19 ข ฮร.9:25; เทียบ ฮร.9:7
ฮร.
10:19 1ข ในวันนี้ที่บริสุทธิ์สุดอยู่ในสวรรค์ที่พระเยซูทรงประทับอยู่ (9:12, 24). เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะเข้าไปสู่ที่บริสุทธิ์สุดในขณะที่เรายังอยู่บนแผ่นดินโลกนี้ได้อย่างไร? เคล็ดลับก็อยู่ที่วิญญาณของเราตามที่กล่าวไว้ใน 4:12. บัดนี้พระคริสต์ผู้อยู่ในสวรรค์ก็ทรงอยู่ในวิญญาณของเราด้วย (2ตธ.4:22). ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นบันไดสวรรค์ (ยนซ.28:12; ยฮ.1:51) พระองค์ได้เชื่อมวิญญาณของเราเข้าสนิทกับสวรรค์และทรงนำสวรรค์มาสู่วิญญาณของเรา. ดังนั้นเมื่อใดที่เราหันสู่วิญญาณ เราก็ได้เข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด. ณ ที่นั่นเราจะพบกับพระเจ้าผู้ประทับอยู่ที่พระที่นั่งแห่งพระคุณ. ดู 4:16 คำอธิบาย 1.
ฮร.
10:19 ค ฮร.9:3
ฮร.
10:19 ง ฮร.9:12
ฮร.
10:20 ก ฮร.9:8
ฮร.
10:20 1ก แปลตามตรงคือ ทางที่เพิ่งเปิดใช้.
ฮร.
10:20 ข อซด.26:33; ฮร.9:3; มธ.27:51
ฮร.
10:20 2ข ม่านนี้คือม่านชั้นที่สองในพลับพลา (9:3) ซึ่งเป็นแบบเล็งถึงเนื้อหนังของพระคริสต์. ขณะที่เนื้อหนังของพระคริสต์ถูกตรึงอยู่บนกางเขนนั้น ม่านชั้นนี้ก็ได้ขาดออกจากกัน (มธ.27:51) ดังนั้นจึงได้เปิดทางให้แก่เราผู้ซึ่งเดิมถูกตัดขาดจากพระเจ้าผู้มีต้นไม้แห่งชีวิตเป็นแบบเล็ง (ยนซ.3:22-24) ทำให้เราได้เข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุดเพื่อติดต่อกับพระเจ้า และยึดพระเจ้าเป็นต้นไม้แห่งชีวิตเพื่อให้เรารับสุข. กรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่า เนื่องจากคนเก่าของเราถูกตรึงกางเขนร่วมกับพระคริสต์ไปแล้ว เราจึงมีช่องทางที่จะติดต่อและรับสุขพระเจ้าเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเราได้ในวิญญาณของเรา.
ฮร.
10:20 ค ยฮ.1:14; รม.8:3; ฮร.2:14; อฟ.2:15
ฮร.
10:21 ก ฮร.2:17; 4:14; 7:26
ฮร.
10:21 ข ฮร.7:4
ฮร.
10:21 ค ฮร.3:6
ฮร.
10:22 ก ฮร.4:16; 7:25; เทียบ ฮร.7:19
ฮร.
10:22 1ก คำว่า "มุ่งหน้ามา" (เข้าสู่ที่บริสุทธิ์สุด) ตรงข้ามกันกับคำว่า "กลับถอยหลัง" (ไปสู่ศาสนายูดาย) ในข้อ 38-39.
ฮร.
10:22 ข ฮร.9:8
ฮร.
10:22 ค ฮร.6:11
ฮร.
10:22 ง ฮร.9:14
ฮร.
10:22 2 วลีที่ว่า "กายที่ได้รับการชำระด้วยและน้ำอันบริสุทธิ์หมดจด" ในที่นี้ล้วนเป็นการพูดแบบอุปมาเหมือนคำว่า "ตำหนิ, รอยย่น, และน้ำ" ใน อฟ.5:26-27. ร่างกายหมายถึงภายนอกของเราซึ่งมองเห็นได้ ส่วนใจหมายถึงภายในของเราซึ่งไม่อาจเห็นได้ด้วยตา. น้ำอันบริสุทธิ์หมดจดหมายถึงพระคำอันมีชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ชำระการประพฤติทางภายนอกของเรา (เทียบ ยฮ.15:3).
ฮร.
10:22 จ เทียบ อซด.29:4; 40:12; ลวต.8:6
ฮร.
10:23 ก ฮร.3:6; 6:11, 18; 7:19
ฮร.
10:23 ข ฮร.3:1; 4:14
ฮร.
10:23 ค ฮร.3:6, 14; 4:14
ฮร.
10:23 ง 1กธ.1:9; 10:13; 1ธซ.5:24; 2ตธ.2:13
ฮร.
10:25 1 ถ้าพิจารณาดูตามเวลาและสถานการณ์ของผู้เชื่อชาวเฮ็บรายในขณะนั้น การละทิ้งการประชุมของพวกเขาเองก็เป็นการละทิ้งหนทางในการติดต่อพระเจ้าตามพันธสัญญาใหม่, ละทิ้งคริสตจักร, และหันกลับไปสู่ศาสนาเก่าของเขาซึ่งก็คือศาสนายูดาย. สิ่งนี้จะทำลายการปกครองแห่งพระคุณของพระเจ้า และจะก่อตัวขึ้นเป็นความบาปที่ร้ายแรงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า (ข้อ 26).
ฮร.
10:25 2 เล็งถึงการประชุมของเราผู้เป็นคริสเตียน. ในเวลานั้นชาวเฮ็บรายที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าเดิมทีมาจากศาสนายูดายและเคยไปประชุมกันในศาสนายูดาย. เมื่อพวกเขาได้เชื่อในพระคริสต์และกลายเป็นคริสเตียนแล้ว พวกเขาได้มาร่วมในการชุมนุมของคริสเตียน ซึ่งก็เท่ากับได้ถูกแยกออกจากศาสนายูดายแล้ว. ดังนั้นหากมีผู้ใดในพวกเขากลับไปร่วมชุมนุมในศาสนายูดายอีกก็เท่ากับว่าเขาได้ถูกแยกออกจากการประชุมที่ปกติของคริสเตียน ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. ดังนั้นเปาโลจึงได้เตือนสติพวกเขาไม่ให้ละทิ้งการประชุมของพวกเขาผู้เป็นคริสเตียนไปเสีย.
ฮร.
10:25 ก ฮร.3:13
ฮร.
10:25 ข 1กธ.3:13; 2ปต.3:10
ฮร.
10:25 ค รม.13:12; ยก.5:8
ฮร.
10:26 1 คำว่า "หลักความจริง" ในที่นี้เล็งถึงสิ่งที่ได้เปิดเผยไว้ในบทก่อนๆ และในข้อพระคัมภีร์ข้างต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายมีความรู้ที่ครบสมบูรณ์ถึงเรื่องนี้ว่า พระเจ้าได้ล้มเลิกพันธสัญญาเดิมและได้ตั้งพันธสัญญาใหม่ขึ้นแล้ว.
ฮร.
10:26 2 การเจตนาทำบาปในที่นี้หมายถึงการละทิ้งการประชุมของเราเองกับคริสตจักร. ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายได้ถูกสอนให้ละทิ้งศาสนายูดายและให้คงอยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่แล้ว. หากเขายังกลับไปสู่ศาสนายูดายอีก เขาก็ได้ละทิ้งการประชุมของเขาเองกับคริสตจักรไป. สิ่งนี้จะก่อตัวขึ้นเป็นการเจตนาทำบาปในสายพระเนตรของพระเจ้า เนื่องจากเขาได้ต้อนรับความรู้แห่งหลักความจริง และรู้ว่าพระเจ้าทรงละทิ้งศาสนายูดายที่ตั้งขึ้นตามพันธสัญญาเดิมไป อีกทั้งทรงเปิดทางที่ใหม่และมีชีวิตในการติดต่อกับพระเจ้าตามพันธสัญญาใหม่ไว้แล้ว.
ฮร.
10:26 ก ฮร.10:6
ฮร.
10:26 3ก ถ้าผู้เชื่อชาวเฮ็บรายละทิ้งคริสตจักรและกลับไปยังศาสนายูดายอีก ในแผนการบริหารของพระเจ้าก็ไม่มีเครื่องบูชาสำหรับความบาปอีกเพราะเครื่องบูชาทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมล้วนถูกแทนที่โดยพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาเพียงหนึ่งเดียวแล้ว. เนื่องจากพระคริสต์ทรงถวายตัวของพระองค์เป็นเครื่องบูชาเพื่อความบาปของเราเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จนิรันดร์แล้ว (7:27; 10:10, 12) การถวายเครื่องบูชาสำหรับความบาปจึงได้หยุดลง (ข้อ 2) เพราะเครื่องบูชาเหล่านี้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระคริสต์ (ข้อ 9) ผู้ได้ถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าเป็นเครื่องบูชาที่แท้จริงเพื่อความบาปของเรา.
ฮร.
10:26 ข ฮร.10:18, 2
ฮร.
10:26 4 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ฮร.
10:27 ก ฮร.10:31
ฮร.
10:27 ข ฮร.10:30
ฮร.
10:27 ค บพส.79:5; ยอค.38:19; ซฟย.1:18; 3:8
ฮร.
10:27 ง ยซย.26:11
ฮร.
10:28 ก พบญ.17:2-7; ฮร.2:2
ฮร.
10:28 1 แปลตามตรงคือ ละทิ้งโดยไม่สนใจ.
ฮร.
10:28 ข อฤธ.35:30; พบญ.19:15
ฮร.
10:29 ก เทียบ ฮร.6:6
ฮร.
10:29 1ก ในพันธสัญญาใหม่นั้น พระบุตรของพระเจ้าได้แทนที่เครื่องบูชาทั้งสิ้นในพันธสัญญาเดิมแล้ว. ดังนั้นถ้าผู้เชื่อชาวเฮ็บรายหันกลับสู่ศาสนายูดายไปถวายเครื่องบูชาใดๆ ในแบบเก่าอีก แท้จริงแล้วก็คือการเหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้านั่นเอง.
ฮร.
10:29 2 ถ้าผู้เชื่อชาวเฮ็บรายหันหลังกลับสู่ศาสนายูดายไปถวายเครื่องบูชาแบบเก่าซึ่งเป็นการพึ่งพิงในเลือดของสัตว์ที่ถูกฆ่านั้น แท้จริงแล้วนั่นก็คือการถือว่าพระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์นั้นเป็นของธรรมดานั่นเอง. สิ่งนี้ย่อมเป็นการดูถูกการงานแห่งการไถ่เพียงหนึ่งเดียวของพระคริสต์อย่างรุนแรง.
ฮร.
10:29 ข ฮร.13:20; มธ.26:28
ฮร.
10:29 ค ฮร.10:14; เทียบ ฮร.9:13
ฮร.
10:29 3 ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายได้รับส่วนในพระวิญญาณบริสุทธิ์ (6:4) ซึ่งเป็นพระวิญญาณแห่งพระคุณแล้ว ภายใต้พันธสัญญาใหม่โดยพระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์. หากเขาหันกลับไปสู่ศาสนายูดาย เขาก็ได้เจตนากระทำบาปซึ่งเป็นการลบหลู่พระวิญญาณแห่งพระคุณที่อาศัยอยู่และทำงานภายในเขา.
ฮร.
10:29 ง ซคย.12:10
ฮร.
10:29 4 สิ่งนี้แตกต่างจากการประสบกับความตายที่สอง ซึ่งหมายถึงความพินาศนิรันดร์ในบึงไฟ (วว.20:6, 14; 21:8). แม้ผู้เชื่อจะไม่อาจพินาศ แต่เขาอาจต้องรับการลงโทษแห่งยุคสมัยเพราะเหตุความพ่ายแพ้. การลงโทษนี้จะหนักยิ่งกว่าการลงโทษที่มีต่อผู้ที่ละเมิดกฎบัญญัติแห่งตัวอักษรเสียอีก.
ฮร.
10:29 ฉ ฮร.2:3
ฮร.
10:29 จ ฮร.12:25
ฮร.
10:30 ก พบญ.32:35; รม.12:19
ฮร.
10:30 1ก ศัพท์คำนี้ในภาษากรีกไม่ได้หมายถึงการแก้แค้น แต่มีความหมายเป็นนัยถึงการสนองความยุติธรรมให้ทุกฝ่ายอย่างสมบูรณ์.
ฮร.
10:30 ข พบญ.32:36
ฮร.
10:30 ค ฮร.10:27
ฮร.
10:31 ก ฮร.3:12; 9:14; 12:22
ฮร.
10:31 ข ฮร.10:27; 2กธ.5:11
ฮร.
10:32 ก ฮร.6:4
ฮร.
10:32 ข ฟป.1:29- 30
ฮร.
10:32 ค วว.1:9
ฮร.
10:33 ก ฮร.11:26; 13:13; รม.15:3; 2กธ.12:10; 1ปต.4:14
ฮร.
10:33 ข 1กธ.4:9
ฮร.
10:33 1ข หมายถึงการแสดงให้ฝูงชนได้ชมกันอย่างเปิดเผย. เรื่องเช่นนี้ก็ได้เคยเกิดขึ้นกับตัวของอัครทูตมาก่อนด้วย (1กธ.4:9).
ฮร.
10:33 ค 1ธซ.2:14; 2ตธ.1:8 ฟป.4:14; 3:10
ฮร.
10:34 ก ฮร.13:3
ฮร.
10:34 ข มธ.5:11-12; กจ.5:41; 1ปต.4:13
ฮร.
10:34 ค ฮร.9:15
ฮร.
10:34 1ค ทรัพย์สมบัติอันประเสริฐกว่าและถาวรนั้นก็คือมรดกอันนิรันดร์ (9:15) และเป็นมรดกที่ไม่รู้เปื่อยเน่า, ปราศจากมลทิน, และจะหาร่วงโรยไปไม่ ซึ่งได้เก็บรักษาไว้ในสวรรค์ทั้งหลาย (1ปต.1:4). ภายใต้พันธสัญญาเดิมนั้น ชาวยูดายได้รับสิ่งของฝ่ายโลกมาเป็นมรดก แต่ภายใต้พันธสัญญาใหม่นั้น ผู้เชื่อได้รับความอุดมสมบูรณ์ฝ่ายสวรรค์มาเป็นมรดก. ทรัพย์สมบัติอันประเสริฐกว่าและถาวรนี้เป็นแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายทนต่อการสูญเสียสิ่งของฝ่ายโลก.
ฮร.
10:35 ก กจ.4:13; ฟป.1:20; 1ตธ.3:13
ฮร.
10:35 ข มธ.5:12; 16:27; 1กธ.3:8, 14; ฮร.11:26; วว.22:12
ฮร.
10:35 1ข บำเหน็จเป็นสิ่งที่เพิ่มให้เป็นพิเศษ นอกเหนือจากความรอดนิรันดร์ที่มีอยู่แล้ว. เราได้รับความรอดที่นิรันดร์มาโดยอาศัยความเชื่อ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการประพฤติของเรา (อฟ.2:8-9) ส่วนบำเหน็จจะทรงประทานให้โดยขึ้นอยู่กับการประพฤติที่เราได้กระทำไปหลังจากที่ได้รับความรอด (1กธ.3:8, 14). แม้เราจะได้รับความรอดแล้ว แต่เราอาจไม่ได้รับบำเหน็จ กลับต้องรับความเสียหายก็เป็นได้ ถ้าเรายังคงมีการประพฤติที่พระเจ้าไม่รับรองอยู่ (1กธ.3:15). บำเหน็จนี้จะทรงประทานให้แก่เราตามการประพฤติของเราในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา (มธ.16:27; วว.22:12; 1กธ.4:5). เราจะถูกตัดสินว่าเราจะได้รับอะไรที่เบื้องบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระคริสต์ (2กธ.5:10) และจะได้รับสุขสิ่งนั้นในอาณาจักรที่จะมาถึง (มธ.25:21, 23). อัครทูตเปาโลเพียรพยายามที่จะได้รับบำเหน็จ (1กธ.9:24-27; ฟป.3:13-14; 2ตธ.4:7-8). แม้กระทั่งโมเซก็ยังหันไปเพ่งพินิจที่บำเหน็จนั้น (11:26 ดูคำอธิบาย 4). ในที่นี้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายถูกกำชับว่าอย่าได้พลาดบำเหน็จ ซึ่งได้แก่การพักสงบแห่งซะบาโต (4:9), การรับสุขพระคริสต์, และการเป็นกษัตริย์ร่วมกับพระคริสต์ในอาณาจักรที่จะมาถึง.
ฮร.
10:36 ก ฮร.12:1
ฮร.
10:36 1 ในที่นี้น้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อพวกยูดายก็คือให้เขาเดินในหนทางของพันธสัญญาใหม่ (ข้อ 19-23) และดำรงอยู่ในคริสตจักร (ข้อ 25) อย่าได้ถอยหลังกลับไปสู่ศาสนายูดาย (ข้อ 38-39) แต่ให้ทนรับการข่มเหงจากศาสนายูดาย (ข้อ 32-34). เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขาได้รับสิ่งที่ทรงสัญญามาเป็นบำเหน็จที่ยิ่งใหญ่ (ข้อ 35) เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา (ข้อ 37).
ฮร.
10:36 ข ฮร.4:1, 9
ฮร.
10:36 2ข คำสัญญาในที่นี้ก็คือคำสัญญาที่ว่าด้วยการพักสงบแห่งซะบาโตที่กล่าวไว้ใน 4:9 ซึ่งเป็นการพักสงบที่เราจะได้ร่วมเป็นกษัตริย์ด้วยกันกับพระคริสต์ในอาณาจักรพันปีที่จะมาถึงนั้น. นี่คือบำเหน็จที่ยิ่งใหญ่ซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ 35 ซึ่งก็คือการได้จิตรอดซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ 39. เงื่อนไขของคำสัญญานี้ก็คือ เราต้องอดทนและกระทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ. คำสัญญาในที่นี้ไม่เหมือนกับคำสัญญาใน 9:15. ดู 9:15 คำอธิบาย 1.
ฮร.
10:37 ก ฮบฆ.2:3; วว.22:20
ฮร.
10:38 ก ฮบฆ.2:4; รม.1:17; ฆต.3:11
ฮร.
10:38 ข 2กธ.5:7
ฮร.
10:38 1 ต่อจากข้อนี้และข้อถัดไป ในบทที่ 11 ก็ได้ให้คำนิยามของความเชื่อไว้อย่างสมบูรณ์.
ฮร.
10:39 1 การที่ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายได้กลับถอยหลังสู่ศาสนายูดายก็เท่ากับได้กลับถอยหลังจนถูกทำลายนั่นเอง. กรณีนี้ไม่ใช่การพินาศนิรันดร์ แต่เป็นการถูกลงโทษจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ (ข้อ 29-31). ดูข้อ 39 คำอธิบาย 2.
ฮร.
10:39 2 การถูกทำลายที่กล่าวไว้ในที่นี้ก็คือการลงโทษที่กล่าวไว้ในข้อ 27-31 ซึ่งจะมาถึงบรรดาผู้ที่ละทิ้งพันธสัญญาใหม่แล้วกลับไปสู่ศาสนายูดายซึ่งเป็นการเหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้า, ถือว่าพระโลหิตที่ล้ำค่าของพระคริสต์เป็นของธรรมดาเหมือนดั่งเลือดของสัตว์บูชา, และลบหลู่พระวิญญาณแห่งพระคุณ.
ฮร.
10:39 ก มธ.16:25; ลก.9:24; 17:33; ยฮ.12:25; 1ปต.1:9
ฮร.
10:39 3ก หรือ ช่วยจิตรอด, ถนอมรักษาจิตไว้, ได้ครอบครองจิต. มนุษย์เรานั้นมีสามส่วนคือ วิญญาณ, จิต, และกาย (1ธซ.5:23) และจิตของเราก็ต่างกับวิญญาณของเรา. ในขณะที่เราเชื่อพระเยซูและได้รับความรอดนั้น วิญญาณของเราก็ได้รับการบังเกิดใหม่ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า (ยฮ.3:6). แต่เราจะต้องรอคอยจนกว่าองค์พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมา ร่างกายของเราจึงจะได้รับการไถ่, ถูกช่วยให้รอด, และได้เปลี่ยนรูปลักษณะ (รม.8:23-25; ฟป.3:21). ส่วนการช่วยจิตรอดหรือได้จิตรอดนั้นขึ้นอยู่ที่ว่าเราได้จัดการกับจิตของเราในการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าหลังจากที่เราได้รับความรอดและได้บังเกิดใหม่แล้วอย่างไร. ถ้าเรายินยอมสูญเสียจิตของเราเพื่อเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้าในวันนี้ เราก็จะได้จิตรอด (มธ.16:25; ลก.9:24; 17:33; ยฮ.12:25; 1ปต.1:9). ในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมานั้น (ข้อ 37) จิตของเราก็จะถูกช่วยให้รอด ซึ่งก็คือการได้จิตรอดนั่นเอง. นี่ก็คือบำเหน็จแห่งอาณาจักร (ข้อ 35) ที่จะทรงประทานให้แก่ผู้ที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าและมีชัยชนะ (มธ.16:22-28).