การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13

เฮ็บราย บทที่ 1

หัวข้อหลัก: พระคริสต์ทรงสูงส่งกว่า ศาสนายูดายและทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนายูดาย พันธสัญญาใหม่ที่พระองค์ทรงสำเร็จก็ประเสริฐกว่าพันธสัญญาเดิม

ผู้เขียน: ถ้าดูตามเนื้อหาสาระที่ลึกซึ้ง, สูงส่ง, และอุดมสมบูรณ์ของหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็คงไม่มีผู้อื่นที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้อีก นอกจากท่านเปาโล. การกล่าวถึงติโมเธียวใน 13:23 และสำนวนในการสามัคคีธรรมนั้นล้วนยืนยันว่า ผู้เขียนคือท่านเปาโล. สาเหตุที่หนังสือเล่มนี้ไม่ระบุถึงผู้เขียนให้ดูจาก 1:1 คำอธิบาย 1.

เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.67 เมื่อท่านเปาโลอยู่ที่เมืองมีเลโต ภายหลังจากที่ท่านถูกปล่อยตัวจากการจองจำในโรมันครั้งแรก (2ตธ.4:20).

สถานที่เขียน: อาจจะอยู่ที่เมืองมีเลโต (2ตธ.4:20). การกล่าวถึงพวกที่มาจากอิตาลีใน 13:24 ได้ยืนยันว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนในกรุงโรม.

ผู้รับ: ผู้เชื่อชาวเฮ็บราย ตามที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากเนื้อหาสาระในหนังสือเล่มนี้.

I. คำนำ — การตรัสของพระเจ้าในพระบุตร
1:1-3
ฮร. 1:1 เมื่อกาลก่อน 1พระเจ้าได้กตรัสแก่บรรพบุรุษโดยผู้เผยพระวจนะไว้2หลายส่วนและในหลายด้าน
ฮร. 1:2 แต่ใน1วาระสุดท้ายนี้ได้ตรัสแก่เราใน2กพระบุตร 3ผู้ที่พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งให้เป็น4ขผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก และคโดยพระบุตรนั้นพระองค์ได้ทรงสร้าง5ง จักรวาล
ฮร. 1:3 พระบุตรทรงเป็น1แสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้าและเป็นกรอยตราประทับแห่งขเนื้อแท้ของพระเจ้า ทรงผดุงและผลักดันสรรพสิ่งด้วย2พระคำอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงสำเร็จการ3ชำระ4บาปของเราแล้ว ก็ได้ทรง5คนั่งลงที่6เบื้องบน ณ เบื้องขวาของ7ง ผู้ทรงเดชานุภาพ
II. ความสูงส่งของพระคริสต์
1:4—10:39
1. สูงส่งกว่าพวกทูตสวรรค์
1:4—2:18
(1) เป็นพระบุตรของพระเจ้า — เป็นพระเจ้า
1:4-14
ฮร. 1:4 พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ประเสริฐกว่าพวกทูตสวรรค์มาก ด้วยว่าพระองค์ได้รับพระนาม1ที่ล้ำเลิศกว่านามของพวกทูตสวรรค์เป็นมรดก.
ฮร. 1:5 เพราะมีผู้ใดในพวกทูตสวรรค์ที่พระองค์เคยตรัสแก่เขาว่า "กเจ้าเป็นบุตรของเรา 1วันนี้เราได้ให้กำเนิดเจ้า"? และยังตรัสอีกว่า "ขเราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา"?
ฮร. 1:6 และเมื่อพระเจ้าทรงนำ1กพระบุตรหัวปีเข้ามาใน2โลกอีกครั้งหนึ่ง ก็ตรัสว่า "ขให้บรรดาทูตสวรรค์ทั้งสิ้นของพระเจ้านมัสการพระองค์."
ฮร. 1:7 ส่วนพวกทูตสวรรค์นั้น พระองค์ตรัสว่า "1กพระเจ้าทรงให้พวกทูตของพระองค์เป็น2สายลมและทรงให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นเปลวเพลิง."
ฮร. 1:8 แต่ส่วนพระบุตรนั้น พระองค์ตรัสว่า "1กข้าแต่พระเจ้า ขพระที่นั่งของพระองค์ดำรงอยู่ชั่วนิตย์นิรันดร์ และคทาแห่งคอาณาจักรของพระองค์ก็เป็นคทาแห่งความเที่ยงธรรม.
ฮร. 1:9 พระองค์ทรงรักความชอบธรรมและทรงเกลียดชังการล่วงกฎบัญญัติ ดังนั้นพระเจ้าคือ1พระเจ้าของพระองค์ได้ทรงกชโลมแต่งตั้งพระองค์ไว้เหนือกว่า2ขหุ้นส่วนทั้งปวงของพระองค์ด้วยน้ำมันแห่งความปีติยินดี."
ฮร. 1:10 และตรัสว่า "กข้าแต่1องค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อเดิมพระองค์ทรงวางฐานรากแห่งแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ทั้งหลายเป็นพระหัตถกิจของพระองค์
ฮร. 1:11 สิ่งเหล่านั้นจะพินาศไป แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่สืบไป สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดจะกเก่าแก่ไปเหมือนขเครื่องนุ่งห่ม
ฮร. 1:12 และพระองค์จะทรงม้วนสิ่งเหล่านั้นขึ้นเหมือนเสื้อคลุม และสิ่งเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนไปเหมือนเสื้อผ้า แต่พระองค์เองยังกคงเหมือนเดิม และปีเดือนของพระองค์จะไม่สิ้นสุด."
ฮร. 1:13 แต่มีผู้ใดในพวกทูตสวรรค์ที่พระองค์เคยตรัสแก่เขาว่า "จงกนั่งเบื้องขวาของเรา1จนกว่าเราจะกระทำให้ศัตรูของเจ้ากลายเป็นขที่วางเท้าของเจ้า"?
ฮร. 1:14 ทูตสวรรค์ทั้งปวงนั้นเป็นเพียงวิญญาณที่กปรนนิบัติ ซึ่งถูกใช้มาเพื่อช่วยเหลือ1คนเหล่านั้นที่จะรับความรอดเป็นมรดกมิใช่หรือ?

คำอธิบาย เฮ็บราย บทที่ 1

ฮร. 1:1 1 สรรเสริญพระเจ้า! พระองค์ตรัสแล้ว! ถ้าหากพระเจ้าไม่ตรัส พระองค์ก็เป็นผู้ที่ลึกลับ. แต่พระองค์ได้เปิดเผยพระองค์เองไว้ในการตรัสของพระองค์. พระองค์จึงไม่ได้เป็นผู้ที่ลึกลับอีกต่อไป. บัดนี้พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ได้เปิดเผยออกมาแล้ว.
สิ่งที่เน้นไว้ในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การพูดของมนุษย์ แต่เป็นการตรัสของพระเจ้า. ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้เขียน แม้กระทั่งการอ้างอิงถ้อยคำจากพันธสัญญาเดิมทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้ระบุชื่อของผู้พูดด้วย. ตามทัศนะในหนังสือเล่มนี้นั้น พระคัมภีร์ทั้งเล่มล้วนเป็นการตรัสของพระเจ้าทั้งสิ้น. ดังนั้นเมื่อหนังสือเล่มนี้อ้างอิงถึงพันธสัญญาเดิม จึงมักจะกล่าวว่านั่นเป็นการตรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (3:7; 9:8; 10:15-17).
หนังสือซึ่งเป็นการตรัสของพระเจ้าเล่มนี้ถูกเรียกว่าหนังสือจดหมายที่เขียนมายังชาวเฮ็บราย. นี่เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดและมีความหมายที่สุด. ชาวเฮ็บรายคนแรกก็คืออับราฮาม (ยนซ.14:13) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของทุกคนที่ติดต่อกับพระเจ้าโดยความเชื่อ (รม.4:11-12). ดังนั้นพระเจ้าจึงถูกเรียกว่า พระเจ้าของชาวเฮ็บราย (อซด.9:1, 13). รากศัพท์ของคำว่า "เฮ็บราย" หมายถึง "ข้ามไป" โดยเฉพาะเล็งถึงการข้ามแม่น้ำ คือข้ามแม่น้ำจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น จากฝั่งหนึ่งข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง. ดังนั้นชาวเฮ็บรายก็คือผู้ข้ามแม่น้ำ. อับราฮามก็เป็นบุคคลเช่นนี้. ท่านได้ออกจากแผ่นดินเคเซ็ดซึ่งเป็นดินแดนแห่งการกราบไหว้รูปเคารพที่ตั้งอยู่ฟากแม่น้ำยูเฟรติสข้างโน้น ข้ามมายังแผ่นดินคะนาอันซึ่งเป็นดินแดนแห่งการนมัสการพระเจ้าที่ตั้งอยู่ฟากแม่น้ำยูเฟรติสข้างนี้ (ยฮซ.24:2-3). จุดมุ่งหมายในการตรัสของพระเจ้าที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือต้องการให้ผู้เชื่อชาวยูดายที่เชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วแต่ยังคงอาลัยอาวรณ์อยู่ในศาสนายูดายนั้นได้ออกจากกฎบัญญัติข้ามไปสู่พระคุณ (4:16; 7:18-19; 12:28; 13:9); ออกจากพันธสัญญาเดิมข้ามไปสู่พันธสัญญาใหม่ (8:6-7, 13); ออกจากการปรนนิบัติแห่งพิธีการในพันธสัญญาเดิมข้ามไปสู่ความเที่ยงแท้ฝ่ายวิญญาณในพันธสัญญาใหม่ (8:5; 9:9-14) ซึ่งก็คือออกจากศาสนายูดายข้ามไปสู่คริสตจักร (13:13; 10:25); ออกจากสิ่งที่เป็นฝ่ายแผ่นดินโลกข้ามไปสู่สิ่งที่เป็นฝ่ายสวรรค์ (12:18-24); ออกจากบริเวณภายนอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของแท่นบูชาข้ามไปสู่ที่บริสุทธิ์สุดอันเป็นที่ซึ่งพระเจ้าทรงประทับ (13:9-10; 10:19-20); ออกจากจิตข้ามไปสู่วิญญาณ (4:12); ออกจากจุดเริ่มต้นของหลักความจริงและชีวิตข้ามไปสู่ความสุกงอมแห่งชีวิตในหลักความจริง (5:11—6:1). ผู้ข้ามแม่น้ำเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงชาวยูดายที่เชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ทุกคนที่ติดต่อกับพระเจ้าโดยความเชื่อล้วนสมควรเป็นผู้ที่ข้ามแม่น้ำเช่นนี้. นี่คือจุดประสงค์ในการตรัสของพระเจ้าในหนังสือเล่มนี้.
ฮร. 1:1 ก กจ.3:21
ฮร. 1:1 2 ในพันธสัญญาเดิม มิใช่ว่าพระเจ้าตรัสกับพลไพร่ของพระองค์เพียงครั้งเดียวก็ตรัสจนหมดทุกส่วนและไม่ได้ตรัสเพียงด้านเดียวด้วย แต่พระองค์ได้ตรัสไว้หลายส่วนและในหลายด้าน. พระองค์ได้ตรัสกับบรรพบุรุษไว้ส่วนหนึ่งในด้านหนึ่งและตรัสผ่านโมเซไว้อีกส่วนหนึ่งในอีกด้านหนึ่งพระองค์ตรัสผ่านดาวิดไว้ส่วนหนึ่งในด้านหนึ่งและส่วนอื่นๆ ก็ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอีกหลายคนไว้ในด้านอื่นๆ ที่แตกต่างกัน.
ฮร. 1:2 1 เป็นสำนวนในภาษาเฮ็บรายซึ่งชี้ถึงการสิ้นสุดแห่งยุคของกฎบัญญัติ ซึ่งเป็นเวลาที่พระมาซีฮาจะถูกแนะนำ. ดู ยซย.2:2; มคา.4:1.
ฮร. 1:2 ก มธ.17:5
ฮร. 1:2 2ก ในพันธสัญญาเดิมนั้น พระเจ้าได้ตรัสโดยพวกผู้เผยพระวจนะ คือตรัสผ่านมนุษย์ที่ถูกพระวิญญาณของพระเจ้าผลักดัน (2ปต.1:21). แต่ในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าตรัสในพระบุตรคือตรัสอยู่ในตัวตนของพระบุตร. พระบุตรก็คือตัวของพระเจ้าเอง (ข้อ 8) คือพระเจ้าที่สำแดงออก. พระเจ้าพระบิดาได้ซ่อนเร้นอยู่ ส่วนพระเจ้าพระบุตรนั้นได้สำแดงออก. ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย พระบุตรผู้เป็นพระคำของพระเจ้า (ยฮ.1:1; วว.19:13) และเป็นการตรัสของพระเจ้านั้นได้ชี้แถลงพระเจ้าออกมาด้วยการสำแดง, การชี้แจงและการอธิบายถึงพระองค์อย่างสมบูรณ์ (ยฮ.1:18).
พระบุตรทรงเป็นศูนย์กลางและเป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้. ในฐานันดรความเป็นพระเจ้านั้น พระองค์ทรงเป็นแสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้าและเป็นรอยตราประทับแห่งเนื้อแท้ของพระเจ้า. ส่วนในการทรงสร้างนั้นพระองค์ทรงเป็น (1) สื่อกลางแห่งการทรงสร้างจักรวาล (ข้อ 2); (2) ฤทธิ์เดชซึ่งผดุงและผลักดันสรรพสิ่ง (ข้อ 3); และ (3) ผู้ที่ถูกแต่งตั้งไว้ให้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก. ในการไถ่นั้นพระองค์ได้ชำระบาปของเราจนสำเร็จแล้ว และบัดนี้ได้ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในสวรรค์ทั้งหลาย (ข้อ 3).
หนังสือเล่มนี้ยังเปิดเผยแก่เราถึงการเปรียบเทียบระหว่างพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่. โดยพันธสัญญาเดิมนั้นเป็นเรื่องของกฎบัญญัติแห่งตัวอักษรและเป็นเรื่องของรูปแบบ, เป็นเรื่องของมนุษย์, เป็นเรื่องของแผ่นดินโลก, เป็นสิ่งที่ชั่วคราว, ต้องอาศัยตามอง, และผลลัพธ์ก็ได้ก่อกำเนิดศาสนาที่เรียกกันว่าศาสนายูดาย. ส่วนพันธสัญญาใหม่นั้นเป็นเรื่องของชีวิต, เป็นเรื่องของวิญญาณ, เป็นสิ่งที่ถาวร, ต้องอาศัยความเชื่อ, และมีศูนย์กลางอยู่ที่บุคคลผู้หนึ่งซึ่งก็คือพระบุตรของพระเจ้า.
ฮร. 1:2 3 การแนะนำตัวพระบุตรอย่างย่อๆ ในข้อ 2-3 ได้เผยให้เราเห็นถึงฐานันดรและการงานของพระบุตร. ในฐานันดรของพระองค์นั้นพระองค์เป็นแสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้าและเป็นรอยตราประทับแห่งเนื้อแท้ของพระเจ้า. ส่วนในด้านการงานของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงเนรมิตสร้างจักรวาลและทรงผดุงไว้, ทรงผลักดันสรรพสิ่ง, และได้ทรงชำระความบาปของเรา.
ฮร. 1:2 ข บพส.2:8
ฮร. 1:2 4ข คือทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นผู้รับสิ่งทั้งปวงที่อยู่ในแผนการบริหารของพระเจ้าเป็นมรดก. พระองค์ไม่เพียงเป็นบุตรของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นทายาทของพระเจ้าด้วย. ดังนั้นทุกสิ่งที่พระเจ้าพระบิดาทรงเป็นและทรงมีก็ล้วนเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น (ยฮ.16:15). ในอดีตนั้นพระบุตรทรงเป็นผู้เนรมิตสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง (ข้อ 2, 10; ยฮ.1:3; กซ.1:16; 1กธ.8:6); ปัจจุบันนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้ผดุงและผลักดันสรรพสิ่งไว้ (ข้อ 3); ในอนาคต พระองค์จะเป็นผู้รับสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก (เทียบ รม.11:36).
ฮร. 1:2 ค ยฮ.1:3; กซ.1:16; 1กธ.8:6
ฮร. 1:2 ง ฮร.11:3
ฮร. 1:2 5ง แปลตามตรงคือ ยุคสมัยทั้งหลาย ซึ่งในสำนวนภาษาเฮ็บรายหมายถึง จักรวาล. ในที่นี้ยุคสมัยทั้งหลาย ไม่ได้เล็งถึงกาลเวลา แต่เล็งถึงการเนรมิตสร้าง (จักรวาล) ที่ได้เปิดเผยไว้ในกาลเวลาในแต่ละยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง.
ฮร. 1:3 1 แสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้าก็เหมือนกับการฉายส่องและความสว่างของดวงอาทิตย์. พระบุตรก็คือการฉายส่องและแสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระบิดา. กรณีนี้เป็นการกล่าวถึงสง่าราศีของพระเจ้า. ส่วนรอยตราประทับแห่งเนื้อแท้ของพระเจ้าก็เป็นเหมือนเครื่องหมายของรอยตราประทับ. พระบุตรทรงเป็นการสำแดงของสิ่งที่พระเจ้าพระบิดาทรงเป็น. กรณีนี้เป็นการกล่าวถึงเนื้อแท้ของพระเจ้า.
ฮร. 1:3 ก 2กธ.4:4; กซ.1:15; เทียบ ยฮ.1:18
ฮร. 1:3 ข กซ.1:17
ฮร. 1:3 2 ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึงพระคำในยามฉับพลัน. พระบุตรไม่ได้ผดุงและผลักดันสรรพสิ่งไว้โดยการงานของพระองค์ แต่ทรงทำเช่นนั้นโดยพระคำในยามฉับพลันซึ่งเป็นพระคำอันทรงฤทธิ์. ในการเนรมิตสร้างนั้น สรรพสิ่งทั้งปวงได้อุบัติขึ้นโดยพระองค์ผู้เป็นพระคำนี้ (ยฮ.1:1-3). จักรวาลได้ประกอบกันขึ้นมาโดยพระคำของพระเจ้า (11:3) "พระองค์ตรัสแล้ว สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นมา พระองค์ทรงบัญชาแล้ว สิ่งนั้นก็ยั่งยืนมั่นคงอยู่" (บพส.33:9). ในความรอดนั้นเราถูกช่วยให้รอดด้วยพระคำของพระองค์ (ยฮ.5:24; รม.10:8, 17). อำนาจพร้อมทั้งฤทธิ์เดชของพระองค์ล้วนถูกปฏิบัติการโดยพระคำของพระองค์ (มธ.8:8-9). ฤทธิ์เดชแห่งการรักษาก็ถูกแปรสภาพเป็นจริงโดยพระคำของพระองค์เช่นกัน (ยฮ.4:50-51). ในที่นี้หนังสือเล่มนี้กล่าวว่า พระเจ้าตรัสในพระบุตรและพระบุตรก็ทรงผดุงและผลักดันสรรพสิ่งทั้งปวงไว้โดยพระคำของพระองค์. นี่ล้วนเป็นเรื่องของการตรัสทั้งสิ้น. เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัส สรรพสิ่งทั้งปวงก็จะมีระเบียบ.
ฮร. 1:3 3 ตามแบบเล็งในพันธสัญญาเดิมนั้น การปกปิดความบาปเป็นเพียงการปิดบังความบาปไว้เท่านั้น (บพส.32:1) แต่ไม่สามารถขจัดความบาปไปได้. เหตุฉะนั้นปุโรหิตที่ทำการปกปิดความบาปจะต้องยืนปฏิบัติหน้าที่อยู่ทุกวัน โดยได้นำเครื่องบูชาอย่างเดียวกันมาถวายอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า (10:11) และไม่สามารถนั่งลงได้. แต่พระบุตรได้ขจัดบาปไปแล้ว (ยฮ.1:29) และได้ทำการชำระบาปเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์. ดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงนั่งลงชั่วนิรันดร์ (10:10, 12).
ฮร. 1:3 4 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ฮร. 1:3 ค อฟ.1:20; ฮร.1:13; 8:1; 10:12; 12:2
ฮร. 1:3 5ค ในหนังสือเล่มนี้ซึ่งถือว่าสิ่งของในด้านบวกทั้งหมดล้วนเป็นของฝ่ายสวรรค์ได้ชี้นำเราไปสู่พระคริสต์ผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย. ในหนังสือกิตติคุณนั้น พระคริสต์ทรงดำเนินชีวิตอยู่บนโลกและตายบนกางเขนเพื่อสำเร็จการไถ่. ในหนังสือกิจการนั้น พระคริสต์ผู้เป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์ทรงได้รับการแพร่พันธุ์และถูกนำไปหล่อเลี้ยงมนุษย์. ในหนังสือโรมนั้น พระคริสต์ทรงเป็นความชอบธรรมของเรา เพื่อให้เราได้รับการโปรดให้ชอบธรรม และยังเป็นชีวิตของเราเพื่อให้เราได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์, เปลี่ยนแปลง, ถอดแบบ, ได้รับสง่าราศี, และถูกก่อสร้าง. ในหนังสือฆะลาเตียนั้น พระคริสต์ทรงทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตที่ตรงข้ามกับกฎบัญญัติ, ศาสนา, ประเพณี, และพิธีการ. ในหนังสือฟิลิปปอยนั้น พระคริสต์ได้ถูกดำเนินชีวิตออกมาจากอวัยวะทั้งหลายของพระองค์. ในหนังสือเอเฟโซและโกโลซายนั้น พระคริสต์ทรงเป็นชีวิต, สาระ, และศีรษะของพระกาย (คริสตจักร). ในหนังสือโกรินโธนั้น พระคริสต์ทรงเป็นทุกสิ่งในการดำเนินชีวิตคริสตจักรในภาคปฏิบัติ. ในหนังสือเธซะโลนิเกนั้น พระคริสต์ทรงเป็นการแยกบริสุทธิ์ของเราเพื่อการเสด็จกลับมาของพระองค์. ในหนังสือติโมเธียวและติโตนั้น พระคริสต์ทรงเป็นแผนการบริหารของพระเจ้า ทำให้เรารู้ว่าควรจะประพฤติอย่างไรในบ้านของพระเจ้า. ในหนังสือจดหมายของเปโตรนั้น พระคริสต์ทรงให้เรารับการจัดการแห่งการปกครองของพระเจ้าโดยประสบการณ์กับการทนทุกข์. ในหนังสือจดหมายของโยฮันนั้น พระคริสต์ทรงเป็นชีวิตและการสามัคคีธรรมแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้าที่อยู่ในครอบครัวของพระเจ้า. ส่วนในหนังสือวิวรณ์นั้น พระคริสต์ทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลายในยุคนี้, ปกครองโลกนี้ในอาณาจักรในยุคหน้า, และจะสำแดงพระเจ้าในสง่าราศีที่ครบสมบูรณ์ในฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ไปตราบชั่วนิรันดร์. ในหนังสือเฮ็บรายนั้น พระคริสต์ที่อยู่ในปัจจุบันผู้ซึ่งบัดนี้ทรงเป็นผู้ปฏิบัติของเราอยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย (8:2) และเป็นมหาปุโรหิตของเรา (4:14-15; 7:26) ทรงนำชีวิต, พระคุณ, อำนาจ, และฤทธิ์เดชมาหล่อเลี้ยงเรา และยังค้ำจุนเราที่อยู่บนโลกนี้ให้สามารถดำเนินชีวิตฝ่ายสวรรค์ได้. พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ที่อยู่ในปัจจุบัน, พระคริสต์ในวันนี้, และพระคริสต์ที่ประทับอยู่บนพระที่นั่งในสวรรค์ทั้งหลาย ผู้ทรงเป็นความรอดในแต่ละวันและเป็นการหล่อเลี้ยงในทุกเวลาของเรา.
ฮร. 1:3 6 คือที่สูง ชี้ถึงสวรรค์ชั้นสาม อันเป็นสถานที่ซึ่งอยู่สูงที่สุดในจักรวาล.
ฮร. 1:3 ง ฮร.8:1; ยด.25
ฮร. 1:3 7ง หรือ ผู้ยิ่งใหญ่ ชี้ถึงพระเจ้าซึ่งทรงเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมทั้งความสูงศักดิ์ของพระองค์.
ฮร. 1:4 1 พระนามที่ล้ำเลิศกว่านี้ก็คือ "พระบุตร" ซึ่งจะอธิบายไว้อย่างสมบูรณ์ในข้อต่อๆ ไป.
ฮร. 1:5 ก บพส.2:7; ฮร.5:5; กจ.13:33
ฮร. 1:5 1 "วันนี้" เล็งถึงวันแห่งการเป็นขึ้น (กจ.13:33). บทนี้ได้บันทึกเรื่องของพระคริสต์ไว้ตั้งแต่นิรันดร์กาลในอดีตจนถึงนิรันดร์กาลในอนาคต. เมื่อครั้งนิรันดร์กาลในอดีตนั้น พระองค์ก็คือพระเจ้า (ข้อ 8); พระองค์ทรงเป็นผู้เนรมิตสร้างแผ่นดินกับสวรรค์ทั้งหลาย (ข้อ 10, 2); เป็นผู้ผดุงและผลักดันสรรพสิ่ง (ข้อ 3); เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก (ข้อ 2); พระองค์ทรงกลายเป็นเนื้อหนังเพื่อสำเร็จการไถ่โดยการตรึงกางเขน (ข้อ 3); พระองค์ทรงบังเกิดเป็นพระบุตรหัวปีของพระเจ้าในการเป็นขึ้นเพื่อแจกจ่ายชีวิตให้แก่บุตรมากมายของพระเจ้า (ข้อ 5); พระองค์ทรงเป็นพระบุตรหัวปีของพระเจ้าผู้จะเสด็จมาใหม่ (ข้อ 6); พระองค์จะเป็นกษัตริย์ในอาณาจักรโดยจะประทับอยู่บนพระที่นั่งและมีธารพระกร (ข้อ 8-9); ในนิรันดร์กาลในอนาคต พระองค์จะดำรงอยู่สืบไปชั่วนิรันดร์ (ข้อ 11-12).
ฮร. 1:5 ข 2ซมอ.7:14
ฮร. 1:6 ก รม.8:29
ฮร. 1:6 1ก ในข้อนี้กล่าวถึงการเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งของพระบุตร. ในการเสด็จมาครั้งแรกของพระองค์พระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า (ยฮ.1:14). เมื่อผ่านขั้นตอนแห่งการเป็นขึ้นแล้วพระบุตรองค์เดียวก็ได้กลายเป็นพระบุตรหัวปีในท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก (รม.8:29).ด้วยเหตุนี้เมื่อพระองค์เสด็จมาอีกครั้งพระองค์จะทรงเป็นพระบุตรหัวปี.
ฮร. 1:6 2 แปลตามตรงคือ สถานที่ซึ่งมีผู้คนอาศัยอยู่.
ฮร. 1:6 ข บพส.97:7
ฮร. 1:7 ก บพส.104:4
ฮร. 1:7 1ก แปลตามตรงคือ ผู้ทรงให้พวกทูตของพระองค์เป็นสายลมและทรงให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นเปลวเพลิง.
ฮร. 1:7 2 ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกับ "วิญญาณทั้งหลาย". ในที่นี้เล็งถึง ลม ซึ่งคู่กับ เปลวเพลิง.พวกทูตสวรรค์เป็นเหมือนกับลมและเปลวเพลิงแต่ก็เป็นเพียงสิ่งทรงสร้าง ในขณะที่พระบุตรทรงเป็นองค์พระผู้สร้าง. ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างนั้น พวกทูตสวรรค์ก็ย่อมต่ำต้อยกว่าพระบุตรมากและในฐานะที่ทรงเป็นองค์พระผู้สร้าง พระบุตรก็สูงส่งกว่าพวกทูตสวรรค์มาก.
ฮร. 1:8 ก บพส.45:6-7
ฮร. 1:8 1ก คำว่า "ข้าแต่พระเจ้า" ในข้อนี้กับ "พระเจ้าของพระองค์" ในข้อ 9 ล้วนกล่าวถึงพระบุตร. ในเมื่อพระบุตรคือตัวพระเจ้าเอง พระองค์จึงทรงเป็นพระเจ้า ดังนั้นในที่นี้จึงกล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้า." เนื่องจากพระบุตรก็เป็นมนุษย์ด้วย พระเจ้าจึงเป็นพระเจ้าของพระองค์ ดังนั้นในข้อ 9 จึงกล่าวว่า "พระเจ้าของพระองค์."
จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้ต้องการให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายมองเห็นว่าความรอดของพระเจ้านั้นสูงส่งกว่าศาสนายูดาย. สิ่งที่ศาสนายูดายโอ้อวดก็คือ พระเจ้า, ทูตสวรรค์, โมเซ, อาโรนผู้เป็นมหาปุโรหิต, พันธสัญญาเดิม, และการปรนนิบัติต่างๆ ในพันธสัญญาเดิม. ก่อนอื่นผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่า ในความรอดของพระเจ้านั้นสิ่งแรกที่สูงส่งกว่าไม่เพียงเป็นพระเจ้าเท่านั้นแต่ทรงเป็นพระเจ้าที่ได้สำแดงออกมา ซึ่งก็คือพระบุตร (ข้อ 2-3, 5, 8-12). จากนั้นผู้เขียนยังได้เปิดเผยต่อไปว่าพระคริสต์นั้นสูงส่งกว่าพวกทูตสวรรค์ (1:4—2:18 ) สูงส่งกว่าโมเซ (3:1-6) สูงส่งกว่าอาโรน (4:14—7:28) และพันธสัญญาใหม่แห่งชีวิตที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นนั้นก็สูงส่งกว่าพันธสัญญาเดิมแห่งตัวอักษรด้วย (8:1—10:18).
ฮร. 1:8 ข 2ซมอ.7:13; ลก.1:32
ฮร. 1:8 ค 2ซมอ.7:12; ดนอ.7:14; ลก.1:33
ฮร. 1:9 1 ดูข้อ 8 คำอธิบาย 1.
ฮร. 1:9 ก ยซย.61:1; ลก.4:18
ฮร. 1:9 ข ฮร.3:14
ฮร. 1:9 2ข ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น พระคริสต์เป็นผู้ที่พระเจ้าตั้งขึ้นเพื่อสำเร็จโครงการของพระเจ้า และเราเป็นหุ้นส่วนของพระคริสต์มีส่วนในผลประโยชน์อันศักดิ์สิทธิ์นี้. พระองค์ทรงถูกชโลมโดยพระเจ้า เราทั้งหลายก็ร่วมรับการชโลมนี้กับพระองค์ เพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้า. ดู 3:14 คำอธิบาย 1.
ฮร. 1:10 ก บพส.102:25-27
ฮร. 1:10 1 เพราะว่า พระบุตรทรงเป็นพระเจ้า (ข้อ 8) พระองค์จึงทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าชั่วนิรันดร์ผู้ดำรงอยู่สืบไปเป็นนิตย์ (ข้อ 11).
ฮร. 1:11 ก เทียบ วว.21:1
ฮร. 1:11 ข ยซย.51:6
ฮร. 1:12 ก ฮร.13:8
ฮร. 1:13 ก บพส.110:1; มธ.22:44
ฮร. 1:13 1 หนังสือเล่มนี้ได้เน้นข้อเท็จจริงที่ว่า พระคริสต์ได้สำเร็จทุกสิ่งเพื่อพระเจ้าและเพื่อเราแล้ว พระองค์ไม่ได้เหลืออะไรไว้ให้เราทำอีก. การที่พระองค์ทรงนั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าแสดงว่าการงานของพระองค์ได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว และบัดนี้กำลังพักสงบอยู่ที่นั่น เพื่อรอคอยสิ่งหนึ่งคือคอยให้พระเจ้าปราบศัตรูของพระองค์ไว้เป็นที่รองพระบาทของพระองค์. พระองค์ทรงประทับอยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย รอคอยเพื่อจะได้ที่รองพระบาทสำหรับพระองค์จะได้พักสงบอย่างสมบูรณ์.
ฮร. 1:13 ข ฮร.10:13
ฮร. 1:14 ก บพส.34:7; มธ.18:10; กจ.10:3; 12:7-11, 15
ฮร. 1:14 1 พระบุตรถูกแต่งตั้งไว้ให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก (ข้อ 2). เราทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ก็คือหุ้นส่วนของพระองค์ (ข้อ 9). ดังนั้นเราจึงเป็นทายาทร่วมกับพระองค์ (รม.8:17) ซึ่งจะไม่เพียงได้รับความรอดเป็นมรดกเท่านั้น แต่จะได้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดกร่วมกันกับพระองค์ด้วย (1กธ.3:21-22). ฉะนั้นเราจึงร่วมเป็นเจ้าของจักรวาลนี้ด้วยกันกับพระองค์ ส่วนพวกทูตสวรรค์นั้นเป็นเพียงผู้รับใช้ของเรา ไม่เพียงต่ำต้อยกว่าพระองค์เท่านั้น แต่ยังต่ำต้อยกว่าเราอีกด้วย.
พระบุตรทรงถูกแต่งตั้งไว้เป็นทายาท. ส่วนเราได้รับความรอดมาเป็นทายาทร่วมกันกับพระองค์ ร่วมรับสุขมรดกของพระองค์. "ความรอดอันยิ่งใหญ่" ที่ได้กล่าวไว้ใน 2:3 นั้นสามารถที่จะช่วยเราได้จนถึงขั้นที่ทำให้เรากลายเป็นหุ้นส่วนของพระองค์เพื่อมีส่วนในการแต่งตั้งของพระเจ้า. ดังนั้นเราทั้งหลายจึงมีส่วนในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับมาเป็นมรดก.
ในฐานะที่เราเป็นหุ้นส่วนของพระบุตร เราก็เป็นบ้านของพระเจ้า เป็นเบ็ธเอลที่แท้จริง เป็นประตูสวรรค์ ซึ่งที่นี่มีพระบุตรเป็นบันไดสวรรค์เชื่อมแผ่นดินโลกกับสวรรค์ และนำสวรรค์มายังแผ่นดินโลก. เหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็ขึ้นไปและลงมาอยู่ที่บันไดนี้ (ยนซ.28:12, 16-19; ยฮ.1:51) โดยเป็นวิญญาณสำหรับปรนนิบัติที่ถูกใช้มาปรนนิบัติเราทั้งหลายที่เป็นผู้รับความรอดที่ยิ่งใหญ่นี้เป็นมรดก. สิ่งที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับประตูสวรรค์. โดยเหตุนี้เราจึงได้รับสุขพระคริสต์ผู้อยู่ฝ่ายสวรรค์ที่ได้เชื่อมเราติดกับสวรรค์และนำสวรรค์มาให้เราเพื่อให้เราได้กลายเป็นพลไพร่ฝ่ายสวรรค์ที่ดำเนินชีวิตฝ่ายสวรรค์อยู่บนแผ่นดินโลกและได้รับทุกสิ่งที่เป็นฝ่ายสวรรค์มาเป็นมรดก. พวกทูตสวรรค์นั้นเป็นผู้รับใช้ที่มาปรนนิบัติเราเท่านั้น. เหตุใดผู้เชื่อชาวเฮ็บรายจึงได้ถอยไปจากสิ่งนี้กลับไปสู่ศาสนาที่เก่าแก่ของเขาและโอ้อวดพวกทูตสวรรค์อีกเล่า?
สารบัญ