เฮ็บราย บทที่ 1
หัวข้อหลัก: พระคริสต์ทรงสูงส่งกว่า ศาสนายูดายและทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนายูดาย พันธสัญญาใหม่ที่พระองค์ทรงสำเร็จก็ประเสริฐกว่าพันธสัญญาเดิม
ผู้เขียน: ถ้าดูตามเนื้อหาสาระที่ลึกซึ้ง, สูงส่ง, และอุดมสมบูรณ์ของหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็คงไม่มีผู้อื่นที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้อีก นอกจากท่านเปาโล. การกล่าวถึงติโมเธียวใน 13:23 และสำนวนในการสามัคคีธรรมนั้นล้วนยืนยันว่า ผู้เขียนคือท่านเปาโล. สาเหตุที่หนังสือเล่มนี้ไม่ระบุถึงผู้เขียนให้ดูจาก 1:1 คำอธิบาย 1.
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.67 เมื่อท่านเปาโลอยู่ที่เมืองมีเลโต ภายหลังจากที่ท่านถูกปล่อยตัวจากการจองจำในโรมันครั้งแรก (2ตธ.4:20).
สถานที่เขียน: อาจจะอยู่ที่เมืองมีเลโต (2ตธ.4:20). การกล่าวถึงพวกที่มาจากอิตาลีใน 13:24 ได้ยืนยันว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนในกรุงโรม.
ผู้รับ: ผู้เชื่อชาวเฮ็บราย ตามที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากเนื้อหาสาระในหนังสือเล่มนี้.
1:1-3
1:4—10:39
1:4—2:18
1:4-14
คำอธิบาย เฮ็บราย บทที่ 1
สิ่งที่เน้นไว้ในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การพูดของมนุษย์ แต่เป็นการตรัสของพระเจ้า. ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้เขียน แม้กระทั่งการอ้างอิงถ้อยคำจากพันธสัญญาเดิมทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้ระบุชื่อของผู้พูดด้วย. ตามทัศนะในหนังสือเล่มนี้นั้น พระคัมภีร์ทั้งเล่มล้วนเป็นการตรัสของพระเจ้าทั้งสิ้น. ดังนั้นเมื่อหนังสือเล่มนี้อ้างอิงถึงพันธสัญญาเดิม จึงมักจะกล่าวว่านั่นเป็นการตรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (3:7; 9:8; 10:15-17).
หนังสือซึ่งเป็นการตรัสของพระเจ้าเล่มนี้ถูกเรียกว่าหนังสือจดหมายที่เขียนมายังชาวเฮ็บราย. นี่เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดและมีความหมายที่สุด. ชาวเฮ็บรายคนแรกก็คืออับราฮาม (ยนซ.14:13) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของทุกคนที่ติดต่อกับพระเจ้าโดยความเชื่อ (รม.4:11-12). ดังนั้นพระเจ้าจึงถูกเรียกว่า พระเจ้าของชาวเฮ็บราย (อซด.9:1, 13). รากศัพท์ของคำว่า "เฮ็บราย" หมายถึง "ข้ามไป" โดยเฉพาะเล็งถึงการข้ามแม่น้ำ คือข้ามแม่น้ำจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น จากฝั่งหนึ่งข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง. ดังนั้นชาวเฮ็บรายก็คือผู้ข้ามแม่น้ำ. อับราฮามก็เป็นบุคคลเช่นนี้. ท่านได้ออกจากแผ่นดินเคเซ็ดซึ่งเป็นดินแดนแห่งการกราบไหว้รูปเคารพที่ตั้งอยู่ฟากแม่น้ำยูเฟรติสข้างโน้น ข้ามมายังแผ่นดินคะนาอันซึ่งเป็นดินแดนแห่งการนมัสการพระเจ้าที่ตั้งอยู่ฟากแม่น้ำยูเฟรติสข้างนี้ (ยฮซ.24:2-3). จุดมุ่งหมายในการตรัสของพระเจ้าที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ก็คือต้องการให้ผู้เชื่อชาวยูดายที่เชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วแต่ยังคงอาลัยอาวรณ์อยู่ในศาสนายูดายนั้นได้ออกจากกฎบัญญัติข้ามไปสู่พระคุณ (4:16; 7:18-19; 12:28; 13:9); ออกจากพันธสัญญาเดิมข้ามไปสู่พันธสัญญาใหม่ (8:6-7, 13); ออกจากการปรนนิบัติแห่งพิธีการในพันธสัญญาเดิมข้ามไปสู่ความเที่ยงแท้ฝ่ายวิญญาณในพันธสัญญาใหม่ (8:5; 9:9-14) ซึ่งก็คือออกจากศาสนายูดายข้ามไปสู่คริสตจักร (13:13; 10:25); ออกจากสิ่งที่เป็นฝ่ายแผ่นดินโลกข้ามไปสู่สิ่งที่เป็นฝ่ายสวรรค์ (12:18-24); ออกจากบริเวณภายนอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของแท่นบูชาข้ามไปสู่ที่บริสุทธิ์สุดอันเป็นที่ซึ่งพระเจ้าทรงประทับ (13:9-10; 10:19-20); ออกจากจิตข้ามไปสู่วิญญาณ (4:12); ออกจากจุดเริ่มต้นของหลักความจริงและชีวิตข้ามไปสู่ความสุกงอมแห่งชีวิตในหลักความจริง (5:11—6:1). ผู้ข้ามแม่น้ำเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงชาวยูดายที่เชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ทุกคนที่ติดต่อกับพระเจ้าโดยความเชื่อล้วนสมควรเป็นผู้ที่ข้ามแม่น้ำเช่นนี้. นี่คือจุดประสงค์ในการตรัสของพระเจ้าในหนังสือเล่มนี้.
พระบุตรทรงเป็นศูนย์กลางและเป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้. ในฐานันดรความเป็นพระเจ้านั้น พระองค์ทรงเป็นแสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้าและเป็นรอยตราประทับแห่งเนื้อแท้ของพระเจ้า. ส่วนในการทรงสร้างนั้นพระองค์ทรงเป็น (1) สื่อกลางแห่งการทรงสร้างจักรวาล (ข้อ 2); (2) ฤทธิ์เดชซึ่งผดุงและผลักดันสรรพสิ่ง (ข้อ 3); และ (3) ผู้ที่ถูกแต่งตั้งไว้ให้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก. ในการไถ่นั้นพระองค์ได้ชำระบาปของเราจนสำเร็จแล้ว และบัดนี้ได้ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในสวรรค์ทั้งหลาย (ข้อ 3).
หนังสือเล่มนี้ยังเปิดเผยแก่เราถึงการเปรียบเทียบระหว่างพันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่. โดยพันธสัญญาเดิมนั้นเป็นเรื่องของกฎบัญญัติแห่งตัวอักษรและเป็นเรื่องของรูปแบบ, เป็นเรื่องของมนุษย์, เป็นเรื่องของแผ่นดินโลก, เป็นสิ่งที่ชั่วคราว, ต้องอาศัยตามอง, และผลลัพธ์ก็ได้ก่อกำเนิดศาสนาที่เรียกกันว่าศาสนายูดาย. ส่วนพันธสัญญาใหม่นั้นเป็นเรื่องของชีวิต, เป็นเรื่องของวิญญาณ, เป็นสิ่งที่ถาวร, ต้องอาศัยความเชื่อ, และมีศูนย์กลางอยู่ที่บุคคลผู้หนึ่งซึ่งก็คือพระบุตรของพระเจ้า.
จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้ต้องการให้ผู้เชื่อชาวเฮ็บรายมองเห็นว่าความรอดของพระเจ้านั้นสูงส่งกว่าศาสนายูดาย. สิ่งที่ศาสนายูดายโอ้อวดก็คือ พระเจ้า, ทูตสวรรค์, โมเซ, อาโรนผู้เป็นมหาปุโรหิต, พันธสัญญาเดิม, และการปรนนิบัติต่างๆ ในพันธสัญญาเดิม. ก่อนอื่นผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่า ในความรอดของพระเจ้านั้นสิ่งแรกที่สูงส่งกว่าไม่เพียงเป็นพระเจ้าเท่านั้นแต่ทรงเป็นพระเจ้าที่ได้สำแดงออกมา ซึ่งก็คือพระบุตร (ข้อ 2-3, 5, 8-12). จากนั้นผู้เขียนยังได้เปิดเผยต่อไปว่าพระคริสต์นั้นสูงส่งกว่าพวกทูตสวรรค์ (1:4—2:18 ) สูงส่งกว่าโมเซ (3:1-6) สูงส่งกว่าอาโรน (4:14—7:28) และพันธสัญญาใหม่แห่งชีวิตที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นนั้นก็สูงส่งกว่าพันธสัญญาเดิมแห่งตัวอักษรด้วย (8:1—10:18).
พระบุตรทรงถูกแต่งตั้งไว้เป็นทายาท. ส่วนเราได้รับความรอดมาเป็นทายาทร่วมกันกับพระองค์ ร่วมรับสุขมรดกของพระองค์. "ความรอดอันยิ่งใหญ่" ที่ได้กล่าวไว้ใน 2:3 นั้นสามารถที่จะช่วยเราได้จนถึงขั้นที่ทำให้เรากลายเป็นหุ้นส่วนของพระองค์เพื่อมีส่วนในการแต่งตั้งของพระเจ้า. ดังนั้นเราทั้งหลายจึงมีส่วนในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับมาเป็นมรดก.
ในฐานะที่เราเป็นหุ้นส่วนของพระบุตร เราก็เป็นบ้านของพระเจ้า เป็นเบ็ธเอลที่แท้จริง เป็นประตูสวรรค์ ซึ่งที่นี่มีพระบุตรเป็นบันไดสวรรค์เชื่อมแผ่นดินโลกกับสวรรค์ และนำสวรรค์มายังแผ่นดินโลก. เหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าก็ขึ้นไปและลงมาอยู่ที่บันไดนี้ (ยนซ.28:12, 16-19; ยฮ.1:51) โดยเป็นวิญญาณสำหรับปรนนิบัติที่ถูกใช้มาปรนนิบัติเราทั้งหลายที่เป็นผู้รับความรอดที่ยิ่งใหญ่นี้เป็นมรดก. สิ่งที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็เหมือนกับประตูสวรรค์. โดยเหตุนี้เราจึงได้รับสุขพระคริสต์ผู้อยู่ฝ่ายสวรรค์ที่ได้เชื่อมเราติดกับสวรรค์และนำสวรรค์มาให้เราเพื่อให้เราได้กลายเป็นพลไพร่ฝ่ายสวรรค์ที่ดำเนินชีวิตฝ่ายสวรรค์อยู่บนแผ่นดินโลกและได้รับทุกสิ่งที่เป็นฝ่ายสวรรค์มาเป็นมรดก. พวกทูตสวรรค์นั้นเป็นผู้รับใช้ที่มาปรนนิบัติเราเท่านั้น. เหตุใดผู้เชื่อชาวเฮ็บรายจึงได้ถอยไปจากสิ่งนี้กลับไปสู่ศาสนาที่เก่าแก่ของเขาและโอ้อวดพวกทูตสวรรค์อีกเล่า?