ติโต บทที่ 3
VI. คำกำชับให้วิสุทธิชนรักษาความสัมพันธ์อันดีต่ออำนาจรัฐ
3:1-8
3:1-8
ตต.
3:1 จงเตือนสติคนทั้งปวงให้1กนอบน้อมต่อผู้ปกครองและผู้มีอำนาจ ทั้งให้น้อมฟังและให้ขเตรียมพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง.
ตต.
3:2 อย่ากใส่ร้ายผู้ใด, 1ขอย่าแก่งแย่งชิงดีกัน, แต่ให้2คโอนอ่อนผ่อนปรนสำแดงงความอ่อนสุภาพอย่างยิ่งแก่คนทั้งปวง.
ตต.
3:3 เพราะว่า1กเมื่อก่อนพวกเราเองก็เคยเป็นคนโง่, ขไม่เชื่อฟัง, คถูกล่อลวง, เป็นงทาสแห่ง2ตัณหาและจการสนุกสนานฉนานาประการ ใช้ชีวิตโดยเสียเวลาไปกับชการคิดปองร้ายและซการริษยากัน, เป็นคนน่าชัง, ทั้งยังเกลียดชังกันและกัน.
ตต.
3:4 แต่เมื่อ1กความเอ็นดูและขความรักที่คองค์พระผู้ช่วยให้รอด[ผู้ทรงเป็น]พระเจ้าของเรามีต่อมนุษย์ได้มางปรากฏแล้ว
ตต.
3:5 พระองค์ได้ทรงกช่วยเราให้รอด ไม่ใช่เนื่องมาจาก1ขการประพฤติที่คชอบธรรมที่เราได้กระทำ แต่ตาม2งพระเมตตาของพระองค์ โดย3จการชำระแห่ง4ฉการบังเกิดใหม่และชการเปลี่ยนใหม่แห่ง5ซพระวิญญาณบริสุทธิ์
ตต.
3:6 พระองค์ได้ทรง1กเทพระวิญญาณนี้ลงมาบนตัวของเราทั้งหลายขอย่างอุดมสมบูรณ์โดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา
ตต.
3:7 1เพื่อเมื่อเราได้รับกการโปรดให้ชอบธรรมโดย2ขพระคุณของพระองค์แล้ว เราจะได้กลายเป็น3คทายาทตามงความหวังแห่งจชีวิตนิรันดร์.
ตต.
3:8 1คำนี้เป็นกถ้อยคำที่เชื่อถือได้ และข้าพเจ้ายังปรารถนาให้ท่าน2ขกล่าวยืนยันอย่างแน่วแน่ใน3ข้อความเหล่านี้ให้ชัดเจน เพื่อคนทั้งหลายที่เชื่อในพระเจ้าแล้วจะได้เอาใจใส่ในการประกอบคอาชีพที่สุจริต. สิ่งเหล่านี้เป็นการดีและมีประโยชน์แก่คนทั้งหลาย.
VII. การจัดการกับผู้ก่อการแตกก๊กแตกเหล่า
3:9-11
3:9-11
ตต.
3:9 แต่จง1กหลีกเลี่ยงเสียจาก2ขข้อโต้แย้ง, 3คเรื่องลำดับวงศ์ตระกูล, 4งการแก่งแย่งชิงดีกัน, และ5จการถกเถียงกันด้วย6ฉกฎบัญญัติ ซึ่งล้วนเป็นการโง่เขลา เพราะว่าการอย่างนั้นชไร้ประโยชน์และ7ซไร้สาระ.
ตต.
3:10 คนใดที่1กก่อการแตกก๊กแตกเหล่ากัน ครั้นขตักเตือน[เขา]หนหนึ่งก็แล้ว สองหนก็แล้ว จง2คปฏิเสธเขาเสีย
ตต.
3:11 เพราะรู้แล้วว่า คนเช่นนั้นเป็น1คนนอกลู่นอกทาง และแม้เขาจะปรับโทษตัวเองแล้วก็ยังคงกทำบาปอยู่.
VIII. บทสรุป
3:12-15
3:12-15
ตต.
3:12 เมื่อข้าพเจ้าใช้อะระเตมาหรือกตุคิโกไปหาท่าน ท่านจงเร่งขมาหาข้าพเจ้าที่1คเมืองนิโกโปลี เพราะข้าพเจ้าตั้งใจแล้วว่าจะค้างอยู่ที่นั่นจนสิ้นงฤดูหนาว.
ตต.
3:13 ท่านจงรีบกส่ง1เซนาผู้เป็น2ขนักกฎหมายกับคอะโปโลไป เพื่อเขาจะไม่ขัดสนแต่ประการใด.
ตต.
3:14 จงให้คนของเราเรียนรู้ในการประกอบกอาชีพที่สุจริต เพื่อตอบสนองขความต้องการที่จำเป็นต่างๆ ของตนเอง เพื่อเขาจะไม่เป็นคนที่คไม่เกิดผล.
ตต.
3:15 คนทั้งหลายที่กอยู่กับข้าพเจ้าฝากคำทักทายมายังท่าน. ฝากคำทักทายมายังคนทั้งปวงที่ขรักเราใน1คความเชื่อ. ขอให้งพระคุณสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด.
คำอธิบาย ติโต บทที่ 3
ตต.
3:1 ก รม.13:1; 1ปต.2:13
ตต.
3:1 1ก นี่เป็นการยอมรับอำนาจของพระเจ้าและเคารพต่อการปกครองที่พระองค์มีต่อมนุษย์ (รม.13:1-2).
ตต.
3:1 ข ตต.3:8,14; 2ตธ.2:21; 3:17
ตต.
3:2 ก 2ตธ.3:2
ตต.
3:2 ข 1ตธ.3:3; 2ตธ.2:24
ตต.
3:2 1ข คือไม่เป็นคนช่างทะเลาะ, อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ.
ตต.
3:2 ค 1ตธ.3:3; ฟป.4:5
ตต.
3:2 2ค ดู 1ตธ.3:3 คำอธิบาย 3.
ตต.
3:2 ง 2ตธ.2:25
ตต.
3:3 ก รม.11:30; อฟ.2:3; กซ.1:21
ตต.
3:3 1ก เราควรต้องจำไว้ว่า ในด้านนิสัยนั้นเราก็เหมือนกับคนอื่นๆ คือมีชีวิตเป็นอยู่ในสภาพการณ์ที่ตกต่ำ ดังนั้นเราจึงควรเห็นอกเห็นใจเมื่อเห็นผู้อื่นดำเนินชีวิตที่น่าสงสารและอธิษฐานเพื่อให้เขาได้รับความรอด (1ตธ.2:1, 4).
ตต.
3:3 ข ตต.1:16
ตต.
3:3 ค ตต.1:10; 2ตธ.3:13
ตต.
3:3 ง รม.6:17
ตต.
3:3 2 หรือ ความปรารถนาและอยากได้ความสุขสำราญ.
ตต.
3:3 จ 2ตธ.3:4
ตต.
3:3 ฉ 2ตธ.3:6; ตต.2:12
ตต.
3:3 ช รม.1:29; อฟ.4:31
ตต.
3:3 ซ 1ตธ.6:4; ฆต.5:21
ตต.
3:4 ก รม.2:4; อฟ.2:7
ตต.
3:4 1ก สิ่งที่ได้ช่วยเราให้รอดและทำให้เราต่างกับผู้อื่นก็คือความเอ็นดูและความรักของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา.
ตต.
3:4 ข ยฮ.3:16; 1ยฮ.4:9; อฟ.2:4
ตต.
3:4 ค ตต.2:10; 1ตธ.1:1
ตต.
3:4 ง ตต.2:11
ตต.
3:5 ก 2ตธ.1:9
ตต.
3:5 ข 2ตธ.1:9; รม.9:11; 11:6; อฟ.2:9
ตต.
3:5 1ข แปลตามตรงคือ การประพฤติที่อยู่ในความชอบธรรม. นี่ก็คือการประพฤติที่ชอบธรรมซึ่งได้กระทำในองค์ประกอบและขอบเขตแห่งความชอบธรรม โดยชี้ถึงการประพฤติของความชอบธรรมที่แท้จริง. แม้จะเป็นการประพฤติของความชอบธรรมที่แท้จริงเช่นนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานและเงื่อนไขสำหรับการรับความรอด. มีเพียงการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการเปลี่ยนใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเมตตาของพระเจ้าได้นำมาสู่เราเท่านั้นจึงเพียงพอที่จะให้เราได้รับความรอดได้.
ตต.
3:5 ค ฟป.3:9
ตต.
3:5 ง อฟ.2:4; 1ปต.1:3; รม.9:16, 18
ตต.
3:5 2ง ใน 2:11 กล่าวว่า "พระคุณของพระเจ้าได้นำความรอดมาถึงคนทั้งปวง" และใน 3:7 ก็กล่าวว่าเราได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดยพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า. แต่ข้อนี้กล่าวว่า พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดตามพระเมตตาของพระองค์. พระเมตตาของพระเจ้าบรรลุไปไกลกว่าพระคุณของพระองค์. สภาพการณ์ที่น่าสงสารของเราก่อให้เกิดระยะห่างที่แสนไกลระหว่างตัวเรากับพระคุณของพระเจ้า. พระเมตตาของพระเจ้าเป็นสะพานเชื่อมต่อระยะห่างนี้และได้นำเราไปสู่ความรอดแห่งพระคุณของพระองค์. ดู ฮร.4:16 คำอธิบาย 2 และ มธ.9:13 คำอธิบาย 2.
ตต.
3:5 จ อฟ.5:26; 1กธ.6:11; เทียบ ยอค.36:25-27
ตต.
3:5 3จ แปลตามตรงคือ อ่างล้างชำระ ซึ่งมีไว้สำหรับชำระไปซึ่งความมลทิน.
ตต.
3:5 ฉ ยฮ.3:3
ตต.
3:5 4ฉ ในภาษากรีก ศัพท์ที่แปลว่า "บังเกิดใหม่" ในที่นี้ไม่เหมือนกับศัพท์ที่ใช้ใน 1ปต.1:23. ศัพท์คำเดียวกันนี้ถูกใช้ใน มธ.19:28 อีกเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งในที่นั้นใช้ในความหมายของการฟื้นสภาพในอาณาจักรพันปี (ดูคำอธิบาย 1 ในข้อนั้น). ในที่นี้ศัพท์คำนี้ชี้ถึงการหันเปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง. การบังเกิดใหม่เป็นการเริ่มต้นของการหันเปลี่ยนนี้. การชำระแห่งการบังเกิดใหม่นั้นเริ่มต้นขณะที่เราได้รับการบังเกิดใหม่และดำเนินต่อไปด้วยการเปลี่ยนใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนในการทรงสร้างใหม่ของพระเจ้า คือเป็นขั้นตอนในการทำให้เราเป็นคนใหม่. นี่เป็นการใช้ชีวิตมาซ่อมแซม, ทำใหม่, หรือสร้างใหม่แบบหนึ่ง. การรับบัพติศมา (รม.6:3-5), การถอดทิ้งคนเก่าแล้วสวมใส่คนใหม่ (อฟ.4:22, 24; กซ.3:9-11), และการเปลี่ยนแปลงโดยการเปลี่ยนใหม่ของความคิด (รม.12:2; อฟ.4:23) นั้นล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนอันอัศจรรย์นี้ทั้งสิ้น. การชำระแห่งการบังเกิดใหม่ได้ขจัดไปซึ่งทุกสิ่งที่อยู่ในนิสัยเก่าแห่งคนเก่าของเรา ส่วนการเปลี่ยนใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้แจกจ่ายสิ่งใหม่คือธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของคนใหม่เข้าสู่ภายในตัวเรา. โดยการนี้เราก็ได้หันจากสภาพดั้งเดิมของเราเข้าสู่สภาพใหม่อย่างสิ้นเชิง คือหันจากสิ่งทรงสร้างเก่าเข้าสู่สถานะของสิ่งทรงสร้างใหม่. ดังนั้นทั้งการชำระแห่งการบังเกิดใหม่และการเปลี่ยนใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ล้วนได้ดำเนินการอยู่ภายในเราอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิตของเราจนกระทั่งการทรงสร้างใหม่ได้สำเร็จครบถ้วน.
ตต.
3:5 ช รม.12:2; อฟ.4:23; กซ.3:10; รม.6:4; 2กธ.5:17; ฆต.6:15; ยอค.36:26
ตต.
3:5 ซ 2ตธ.1:14; อฟ.1:13; ฆต.3:5; 4:6; 1กธ.3:16; 6:19; รม.8:9, 11; ยอค.36:27
ตต.
3:5 5ซ ในหนังสือ 1ติโมเธียว ได้เน้นถึงคริสตจักร (1ตธ.3:15-16), ในหนังสือ 2ติโมเธียวได้เน้นถึงพระคัมภีร์ (2ตธ.3:15-16), และในหนังสือติโตได้เน้นถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์. คริสตจักรเป็นบ้านของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่เพื่อสำแดงพระเจ้าในเนื้อหนังและยังเป็นเสาและฐานรากแห่งหลักความจริงอันเป็นความเที่ยงแท้ที่ศักดิ์สิทธิ์ของข้อลับลึกที่ยิ่งใหญ่ คือการที่พระเจ้าได้ปรากฏในเนื้อหนัง. พระคัมภีร์คือลมปราณของพระเจ้าซึ่งได้ครอบคลุมและได้ถ่ายทอดธาตุแท้ที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์สำหรับบำรุงเลี้ยงเราและตกแต่งเราเพื่อเราจะได้ครบสมบูรณ์และเพียบพร้อมสำหรับให้พระองค์ใช้งาน. พระวิญญาณบริสุทธิ์คือตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงชำระและเปลี่ยนใหม่ในตัวเราโดยองค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำให้เรากลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ซึ่งมีพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อเราจะเป็นทายาทของพระเจ้าในชีวิตนิรันดร์ของพระองค์และรับความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้าตรีเอกภาพเป็นมรดก.
ตต.
3:6 ก ยอล.2:28; กจ.2:33; 10:45; รม.5:5
ตต.
3:6 1ก พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้มาถึงมนุษย์นั้นไม่เพียงถูกประทานให้แก่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังถูกชโลมลงบนตัวเราอย่างอุดมสมบูรณ์โดยพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นทั้งพระผู้ไถ่และผู้ช่วยให้รอดของเราอีกด้วย เพื่อแจกจ่ายความอุดมสมบูรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ทุกประการที่มีอยู่ในพระคริสต์ให้แก่เรา ซึ่งรวมไปถึงชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าและพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนแบ่งที่นิรันดร์เพื่อให้เรารับสุข.
ตต.
3:6 ข 1ตธ.6:17; รม.10:12
ตต.
3:7 1 ข้อนี้กล่าวถึงผลลัพธ์และเป้าหมายแห่งการช่วยให้รอด (ข้อ 5) และการโปรดให้ชอบธรรมของพระเจ้า (ข้อ 7) ซึ่งรวมไปถึงการชำระแห่งการบังเกิดใหม่และการเปลี่ยนใหม่แห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 5-6). ผลลัพธ์และเป้าหมายนี้ก็คือการกระทำให้เราเป็นทายาทของพระเจ้าตามความหวังใจแห่งชีวิตนิรันดร์.
ตต.
3:7 ก รม.3:24; ฆต.2:16
ตต.
3:7 ข ตต.2:11; รม.5:15, 17, 21
ตต.
3:7 2ข คือพระคุณของพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 4 (เทียบ รม.3:24; 5:2, 15).
ตต.
3:7 ค รม.8:17; ฆต.4:7; 3:29
ตต.
3:7 3ค ไม่เพียงเป็นบุตรแต่เป็นทายาทซึ่งมีคุณสมบัติที่จะรับสมบัติของพระบิดาเป็นมรดก (รม.4:14; 8:17; ฆต.3:29; 4:7). ทายาทเช่นนี้บังเกิด (ยฮ.1:12-13) จากชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า (ยฮ.3:16). ชีวิตนิรันดร์นี้ไม่เพียงทำให้พวกเขาได้ดำเนินชีวิตและรับสุขพระเจ้าในยุคนี้เท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขาได้รับมรดกคือความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นที่มีต่อเขาในยุคหน้าและในนิรันดร์อีกด้วย. ดังนั้นพวกเขาจึงมีความหวังแห่งชีวิตนิรันดร์. ชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้านั้นมีไว้ให้เราได้รับสุขในวันนี้และเป็นความหวังของเราในวันหน้า (ดู 1:2 คำอธิบาย 1). ตามความหวังนี้เราจึงได้เป็นทายาทของพระเจ้าที่จะได้รับความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์เป็นมรดกไปจวบชั่วนิรันดร์. นี่ก็คือจุดสุดยอดและเป็นเป้าหมายที่นิรันดร์แห่งความรอดอันนิรันดร์และชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งได้ประทานให้แก่เราโดยพระคุณในพระคริสต์.
ตต.
3:7 ง ตต.1:2
ตต.
3:7 จ 1ตธ.1:16
ตต.
3:8 1 คือถ้อยคำที่อยู่ในข้อ 3-7.
ตต.
3:8 ก 1ตธ.1:15
ตต.
3:8 ข 1ตธ.1:7
ตต.
3:8 2ข กล่าวยืนยันอย่างแน่วแน่ หรือ กล่าวยืนยันอย่างเป็นแนวเดียวกัน, ด้วยความมั่นคง, และด้วยความกระตือรือร้น (ด้วยความทรหดและถี่ถ้วน). ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "ชี้ขาด" ใน 1ตธ.1:7 (ดูคำอธิบาย 1 ในข้อนั้น).
ตต.
3:8 3 คือสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 1-7.
ตต.
3:8 ค ตต.3:1
ตต.
3:9 ก 2ตธ.2:16
ตต.
3:9 1ก เรื่องราวในด้านบวกที่ได้เน้นย้ำไว้ในข้อ 4-8 ต้องได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นและเป็นแนวเดียวกัน. เรื่องราวเหล่านี้ได้แก่พระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา, พระเยซูคริสต์องค์พระผู้ช่วยของเรา, พระวิญญาณบริสุทธิ์, ความเอ็นดูของพระเจ้า, ความรัก, พระเมตตา, พระคุณและชีวิตนิรันดร์, พร้อมด้วยพระราชกิจในการโปรดให้ชอบธรรม, การช่วยให้รอด, การชำระ, การบังเกิดใหม่, และการเปลี่ยนใหม่. สิ่งเหล่านี้ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพพร้อมด้วยคุณลักษณะและคุณธรรมของพระองค์, รวมทั้งพระราชกิจอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในความรอดนิรันดร์ของพระองค์. สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องราวของชีวิต ซึ่งเป็นของต้นไม้แห่งชีวิต (ยนซ.2:9) และก่อกำเนิดทายาทซึ่งจะรับมรดกคือทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นที่มีต่อเขา. สิ่งที่อยู่ในด้านลบซึ่งถูกจัดการในข้อ 9-11 นั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงซึ่งได้แก่ ข้อโต้แย้ง, เรื่องลำดับวงศ์ตระกูล, การแก่งแย่งชิงดีกัน, การถกเถียงกันด้วยกฎบัญญัติ, และคนที่ก่อการแตกก๊กแตกเหล่าและเต็มด้วยความเห็น. สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของความรู้ (ซึ่งประหารให้ตาย) ซึ่งเป็นของต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วที่จะประหารผู้ที่รับผลกระทบจากสิ่งเหล่านี้ให้ตาย. เรื่องของชีวิตซึ่งเป็นของต้นไม้แห่งชีวิตนั้น จะต้องได้รับการเน้นย้ำส่วนเรื่องของความรู้ซึ่งเป็นของต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วนั้นจะต้องหลีกเลี่ยงเสีย.
ตต.
3:9 ข 2ตธ.2:23; 1ตธ.6:4
ตต.
3:9 2ข ข้อโต้แย้งที่เกิดจากเรื่องลำดับวงศ์ตระกูล (1ตธ.1:4).
ตต.
3:9 ค 1ตธ.1:4
ตต.
3:9 3ค ดู 1ตธ.1:4 คำอธิบาย 2.
ตต.
3:9 ง 1ตธ.6:4; 2กธ.12:20; ฆต.5:20
ตต.
3:9 4ง บ่งชี้ถึงการขัดเคืองใจกันที่มาจากข้อโต้แย้งและเรื่องลำดับวงศ์ตระกูล.
ตต.
3:9 จ 2ตธ.2:14, 23; 1ตธ.6:4; กจ.18:15
ตต.
3:9 5จ หรือ การสู้รบ. สิ่งเหล่านี้ก็เนื่องมาจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการค้นคว้าในเรื่องกฎบัญญัติที่ได้เบี่ยงเบนไปและไม่มีมูลความจริง.
ตต.
3:9 ฉ 1ตธ.1:7, 8, 9
ตต.
3:9 6ฉ ชี้ถึงกฎบัญญัติของพวกยูดาย. กฎบัญญัติเหล่านี้ถูกชาวยูดายที่เป็นพวกนอสติกเอาไปใช้. พวกนี้ตั้งตนขึ้นมาต่อต้านกับความบริสุทธิ์แห่งกิตติคุณ.
ตต.
3:9 ช 2ตธ.2:14
ตต.
3:9 ซ ตต.1:10; 1ตธ.1:6
ตต.
3:9 7ซ ไร้เป้าหมาย, ไร้ผล.
ตต.
3:10 ก 1กธ.11:19; ฆต.5:20; รม.16:17
ตต.
3:10 1ก ชี้ถึงพวกมิจฉาลัทธิที่แบ่งพรรคแบ่งพวก ซึ่งคอยก่อการแตกแยกในคริสตจักรโดยการตั้งกลุ่มคณะขึ้นมาตามข้อคิดเห็นของตนเอง (ดู 2ปต.2:1 คำอธิบาย 3). ชาวยูดายที่เป็นพวกนอสติกที่ได้กล่าวไว้ในข้อที่แล้วต้องเกี่ยวข้องกับพวกนี้ด้วยแน่นอน.
ตต.
3:10 ข 1กธ.10:11; อฟ.6:4; เทียบ มธ.18:15, 17
ตต.
3:10 ค เทียบ รม.16:17; 2ธซ.3:6, 14; 2ยฮ.10
ตต.
3:10 2ค ในการรักษาความเป็นระเบียบในคริสตจักรนั้น หากเราได้เตือนคนที่แตกก๊กแตกเหล่าที่ก่อการแตกแยกครั้งหนึ่งก็แล้ว สองครั้งก็แล้ว เราต้องปฏิเสธเขาไปเสีย. นี่เพื่อหยุดการไปมาหาสู่กับคนที่ทำให้การแตกแยกนั้นแพร่ระบาดไป ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของคริสตจักร.
ตต.
3:11 1 แปลตามตรงคือ หันออกไปนอกเส้นทาง. สิ่งนี้แย่กว่าการหันไปจากทางตรงเสียอีก (1:14).
ตต.
3:11 ก 2กธ.12:21; 13:2
ตต.
3:12 ก 2ตธ.4:12; กจ.20:4
ตต.
3:12 ข เทียบ 2ตธ.4:9
ตต.
3:12 ค เทียบ 2ตธ.4:10
ตต.
3:12 1ค เป็นเมืองที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลมากะโดเนีย. เมืองนี้เป็นสถานที่ๆ เขียนหนังสือจดหมายฉบับนี้. ดู 2ตธ.4:6 คำอธิบาย 2.
ตต.
3:12 ง 2ตธ.4:21
ตต.
3:13 ก กจ.15:3; 1กธ.16:6; 2กธ.1:16
ตต.
3:13 1 อะระเตมากับตุคิโกเป็นผู้ร่วมงานที่ใกล้ชิดกับเปาโล ส่วนเซนากับอะโปโลนั้นทำงานอย่างเอกเทศจากเปาโล. ถึงกระนั้นเปาโลก็ยังคงกำชับให้ติโตเอาใจใส่ดูแลสองคนหลังนี้ด้วย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางผู้ร่วมงานสองกลุ่มนี้ไม่มีการอิจฉาริษยากัน.
ตต.
3:13 ข มธ.22:35
ตต.
3:13 2ข ดู มธ.22:35 คำอธิบาย 1.
ตต.
3:13 ค กจ.18:24; 19:1; 1กธ.1:12; 3:4-6, 22
ตต.
3:14 ก ตต.3:1, 8
ตต.
3:14 ข กจ.20:34; รม.12:13; ฟป.2:25; 4:16
ตต.
3:14 ค 2ปต.1:8; เทียบ ฟป.1:11; 4:17; กซ.1:6, 10
ตต.
3:15 ก กจ.20:34
ตต.
3:15 ข ฆต.5:6; อฟ.6:23; ฟม.5
ตต.
3:15 ค ยก.2:20, 22
ตต.
3:15 1ค บ่งชี้ถึงความเชื่อที่เป็นทัศนะภายใน คือพฤติกรรมที่เราเชื่อ ซึ่งได้นำเราเข้าสู่การเข้าสนิททางอินทรียภาพกับองค์พระผู้เป็นเจ้า (ยฮ.3:15; ฆต.3:26) และได้ดำเนินการโดยความรัก (ฆต.5:6). ในองค์ประกอบและในการดำเนินการแห่งความเชื่อนี้เองที่วิสุทธิชนซึ่งเป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้าในด้านความห่วงใยของพระองค์นั้นได้รักอัครทูตที่กำลังทนทุกข์และสัตย์ซื่อ.
ความเชื่อและความรักเป็นคุณธรรมอันล้ำเลิศสองประการที่ไม่อาจแยกจากกันได้. ความเชื่อเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา (2ปต.1:1 คำอธิบาย 5) ซึ่งโดยความเชื่อนี้เราจึงได้ต้อนรับพระคริสต์ (ยฮ.1:12) ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ (กซ.2:9) และได้เข้าสู่พระเจ้าตรีเอกภาพและเข้าสนิทเป็นหนึ่งกับพระองค์โดยมีพระองค์เป็นชีวิต, การหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต, และทุกสิ่งของเรา. ความรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเชื่อที่เลอเลิศและทำให้เราสามารถร่วมดำเนินชีวิตออกซึ่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้าตรีเอกภาพในพระคริสต์ด้วยกันกับบรรดาผู้ที่เชื่อเข้าสู่พระคริสต์เหมือนกับเราเพื่อพระเจ้าตรีเอกภาพ—พระบิดา, พระบุตรและพระวิญญาณ—จะมีการสำแดงที่สง่าราศี. ความเชื่อก็คือการชื่นชอบ, การแปรสภาพให้เป็นแก่นสารและการต้อนรับความอุดมสมบูรณ์อันหาที่สุดไม่ได้ของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ความรักนั้นคือการที่เรามาประสบการณ์, รับสุขและดำเนินชีวิตออกซึ่งพระเจ้าตรีเอกภาพซึ่งอุดมสมบูรณ์ไม่อาจหยั่งวัดได้ถี่ถ้วน. ความเชื่อมีไว้ให้ผู้เชื่อเชื่อมต่อกับพระเจ้าตรีเอกภาพผู้เป็นทุกสิ่งต่อเขา. ความรักทำให้ผู้เชื่อนำเอาพระเจ้าตรีเอกภาพไปหล่อเลี้ยงและส่งถ่ายให้แก่ผู้เชื่อด้วยกัน เพื่อผู้เชื่อทั้งหลายจะได้อยู่ในความเชื่อที่อัศจรรย์ซึ่งเต็มด้วยฤทธิ์เดชนี้มารักซึ่งกันและกันด้วยความรักที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงล้ำ มาดำเนินชีวิตแห่งกลุ่มชนในพระคริสต์. เมื่อเป็นเช่นนี้พระกายของพระคริสต์ก็จะปรากฏเป็นจริงและพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ ก็จะถูกสำแดงอย่างถี่ถ้วนบนแผ่นดินโลกในวันนี้ในพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งโดยพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ไม่อาจหยั่งวัดได้ถี่ถ้วน.
หนังสือจดหมายที่เขียนไปยังติโตนี้เป็นบทสรุปของหนังสือ 1, 2 ติโมเธียวและติโต ทั้งยังได้สรุปลงด้วยความเชื่ออันอัศจรรย์และความรักที่ล้ำเลิศ. กรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่า ท่ามกลางกระแสแห่งการตกต่ำของคริสตจักรนั้น หากเราต้องการที่จะยืนหยัดและมีชัยต่อแนวโน้มและปัจจัยที่ทำให้ตกต่ำซึ่งอยู่ในคริสตจักรแล้ว ความเชื่อที่อัศจรรย์และความรักที่ล้ำเลิศนี้เป็นสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้. มีเพียงการไม่พึ่งพิงในสิ่งที่ตามองเห็นและไม่ใส่ใจกับสถานการณ์ภายนอก แต่รับสุขแหล่งกำเนิดแห่งความเชื่อในความเชื่ออันอัศจรรย์ ซึ่งแหล่งกำเนิดนี้ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพที่เราได้เข้าสนิทกับพระองค์โดยความเชื่อ และรักพระเจ้ากับทุกคนที่เป็นของพระองค์โดยความรักที่ล้ำเลิศของพระเจ้าตรีเอกภาพนี้เท่านั้น จึงจะทำให้เรากลายเป็นผู้มีชัยชนะซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงร้องเรียกและปรารถนาที่จะได้รับในหนังสือวิวรณ์บทที่ 2 และ 3 ได้ ในท่ามกลางกระแสแห่งการตกต่ำของคริสตจักร.
ความเชื่อที่อัศจรรย์และความรักที่ล้ำเลิศนี้ก็เป็นมาจากพระเจ้าตรีเอกภาพผู้ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าสนิทกับเราเพื่อเป็นทุกสิ่งของเรา. พระเจ้าตรีเอกภาพองค์นี้ทรงผ่านขั้นตอนในการกลายเป็นเนื้อหนัง, การตรึงตาย, การเป็นขึ้นจากท่ามกลางคนตาย, การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ทั้งหลายที่สูงล้ำและได้สำเร็จสุดยอดเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง (1กธ.15:45). พระวิญญาณแห่งชีวิต (รม.8:2) ที่ครอบคลุมถึงสภาพพระเจ้า, สภาพมนุษย์, การตรึงตาย, การเป็นขึ้น, และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์ ซึ่งก็คือความเที่ยงแท้ของพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งผู้นี้ (ยฮ.14:16-20) ทรงอาศัยอยู่ในวิญญาณที่ได้รับการบังเกิดใหม่ของเรา (รม.8:16; 2ตธ.4:22). เมื่อเราติดต่อกับพระเจ้าตรีเอกภาพพระองค์นี้โดยการอธิษฐานและเพ่งพินิจพระองค์โดยมีวิญญาณของเราที่ครั้งหนึ่งได้ตายแล้ว แต่ได้มีชีวิตขึ้นมาอีกเป็นสื่อกลาง พระองค์ก็จะซึมซาบตัวของพระองค์เองเข้าสู่ตัวเราในวิถีทางต่างๆ เพื่อกลายเป็นความเชื่อที่มีต่อพระองค์ซึ่งอยู่ภายในเราและเป็นความรักที่มีต่อผู้ที่เป็นของพระองค์ซึ่งอยู่ภายนอกเรา. ความเชื่อและความรักเช่นนี้เป็นความเที่ยงแท้และการสำแดง (1ยฮ.4:8, 16) แห่งพระเจ้าตรีเอกภาพ—พระบิดา, พระบุตรและพระวิญญาณ—ผู้ซึ่งเราทั้งหลายได้เชื่อ, นมัสการและต้อนรับ. ทั้งสองสิ่งนี้ยังเป็นพระคุณอันอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าตรีเอกภาพได้ทรงประทานให้แก่เราในพระคริสต์ (1ตธ.1:4) ซึ่งไม่เพียงมีไว้เป็นแรงผลักดันและการสำแดงในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันอกของเรา (1ธซ.5:8) ที่ใช้กำบังและป้องกันส่วนที่สำคัญในตัวเราอีกด้วย. โดยความเชื่อเช่นนี้เราจึงได้ต้อนรับและรับสุขชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเปิดเผยและแจกจ่ายแก่เราในกิตติคุณโยฮันทั้งเล่ม (ยฮ.3:16, 36) และโดยความรักเช่นนี้เราจึงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าและทุกคนที่เป็นของพระองค์ (ยฮ.21:15-17; 13:34-35). ทั้งความเชื่อและความรักคือสิ่งที่เชื่อมต่อกันและดำเนินควบคู่กัน กล่าวคือความรักนั้นมาจากความเชื่อและความเชื่อได้ดำเนินการและกระทำการโดยความรัก (ฆต.5:6). ความรักพร้อมด้วยความเชื่อนั้นทำให้เรารักองค์พระผู้เป็นเจ้าในความไม่รู้เสื่อมสลาย ให้เราดำเนินชีวิตคริสตจักรที่มีชัยชนะ (อฟ.6:23-24) ซึ่งจะทำให้แผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าในพระคริสต์ที่เกี่ยวกับคริสตจักรถึงที่สำเร็จ. ดังนั้นในความเชื่อนี้เราจึงเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า (ฮร.11:6) และในความรักนี้เราจึงได้รับการอวยพระพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้า (1กธ.16:22). ขอให้ความรักพร้อมทั้งพระคุณนี้ที่มาจากพระเจ้าพระบิดาและองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจงมีแด่พี่น้องทั้งหลายเถิด (อฟ.6:23).
ความเชื่อและความรักเป็นคุณธรรมอันล้ำเลิศสองประการที่ไม่อาจแยกจากกันได้. ความเชื่อเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา (2ปต.1:1 คำอธิบาย 5) ซึ่งโดยความเชื่อนี้เราจึงได้ต้อนรับพระคริสต์ (ยฮ.1:12) ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพ (กซ.2:9) และได้เข้าสู่พระเจ้าตรีเอกภาพและเข้าสนิทเป็นหนึ่งกับพระองค์โดยมีพระองค์เป็นชีวิต, การหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต, และทุกสิ่งของเรา. ความรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความเชื่อที่เลอเลิศและทำให้เราสามารถร่วมดำเนินชีวิตออกซึ่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้าตรีเอกภาพในพระคริสต์ด้วยกันกับบรรดาผู้ที่เชื่อเข้าสู่พระคริสต์เหมือนกับเราเพื่อพระเจ้าตรีเอกภาพ—พระบิดา, พระบุตรและพระวิญญาณ—จะมีการสำแดงที่สง่าราศี. ความเชื่อก็คือการชื่นชอบ, การแปรสภาพให้เป็นแก่นสารและการต้อนรับความอุดมสมบูรณ์อันหาที่สุดไม่ได้ของพระเจ้าตรีเอกภาพ. ความรักนั้นคือการที่เรามาประสบการณ์, รับสุขและดำเนินชีวิตออกซึ่งพระเจ้าตรีเอกภาพซึ่งอุดมสมบูรณ์ไม่อาจหยั่งวัดได้ถี่ถ้วน. ความเชื่อมีไว้ให้ผู้เชื่อเชื่อมต่อกับพระเจ้าตรีเอกภาพผู้เป็นทุกสิ่งต่อเขา. ความรักทำให้ผู้เชื่อนำเอาพระเจ้าตรีเอกภาพไปหล่อเลี้ยงและส่งถ่ายให้แก่ผู้เชื่อด้วยกัน เพื่อผู้เชื่อทั้งหลายจะได้อยู่ในความเชื่อที่อัศจรรย์ซึ่งเต็มด้วยฤทธิ์เดชนี้มารักซึ่งกันและกันด้วยความรักที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงล้ำ มาดำเนินชีวิตแห่งกลุ่มชนในพระคริสต์. เมื่อเป็นเช่นนี้พระกายของพระคริสต์ก็จะปรากฏเป็นจริงและพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ ก็จะถูกสำแดงอย่างถี่ถ้วนบนแผ่นดินโลกในวันนี้ในพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งโดยพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ไม่อาจหยั่งวัดได้ถี่ถ้วน.
หนังสือจดหมายที่เขียนไปยังติโตนี้เป็นบทสรุปของหนังสือ 1, 2 ติโมเธียวและติโต ทั้งยังได้สรุปลงด้วยความเชื่ออันอัศจรรย์และความรักที่ล้ำเลิศ. กรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่า ท่ามกลางกระแสแห่งการตกต่ำของคริสตจักรนั้น หากเราต้องการที่จะยืนหยัดและมีชัยต่อแนวโน้มและปัจจัยที่ทำให้ตกต่ำซึ่งอยู่ในคริสตจักรแล้ว ความเชื่อที่อัศจรรย์และความรักที่ล้ำเลิศนี้เป็นสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้. มีเพียงการไม่พึ่งพิงในสิ่งที่ตามองเห็นและไม่ใส่ใจกับสถานการณ์ภายนอก แต่รับสุขแหล่งกำเนิดแห่งความเชื่อในความเชื่ออันอัศจรรย์ ซึ่งแหล่งกำเนิดนี้ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพที่เราได้เข้าสนิทกับพระองค์โดยความเชื่อ และรักพระเจ้ากับทุกคนที่เป็นของพระองค์โดยความรักที่ล้ำเลิศของพระเจ้าตรีเอกภาพนี้เท่านั้น จึงจะทำให้เรากลายเป็นผู้มีชัยชนะซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงร้องเรียกและปรารถนาที่จะได้รับในหนังสือวิวรณ์บทที่ 2 และ 3 ได้ ในท่ามกลางกระแสแห่งการตกต่ำของคริสตจักร.
ความเชื่อที่อัศจรรย์และความรักที่ล้ำเลิศนี้ก็เป็นมาจากพระเจ้าตรีเอกภาพผู้ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าสนิทกับเราเพื่อเป็นทุกสิ่งของเรา. พระเจ้าตรีเอกภาพองค์นี้ทรงผ่านขั้นตอนในการกลายเป็นเนื้อหนัง, การตรึงตาย, การเป็นขึ้นจากท่ามกลางคนตาย, การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ทั้งหลายที่สูงล้ำและได้สำเร็จสุดยอดเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง (1กธ.15:45). พระวิญญาณแห่งชีวิต (รม.8:2) ที่ครอบคลุมถึงสภาพพระเจ้า, สภาพมนุษย์, การตรึงตาย, การเป็นขึ้น, และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์ ซึ่งก็คือความเที่ยงแท้ของพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งผู้นี้ (ยฮ.14:16-20) ทรงอาศัยอยู่ในวิญญาณที่ได้รับการบังเกิดใหม่ของเรา (รม.8:16; 2ตธ.4:22). เมื่อเราติดต่อกับพระเจ้าตรีเอกภาพพระองค์นี้โดยการอธิษฐานและเพ่งพินิจพระองค์โดยมีวิญญาณของเราที่ครั้งหนึ่งได้ตายแล้ว แต่ได้มีชีวิตขึ้นมาอีกเป็นสื่อกลาง พระองค์ก็จะซึมซาบตัวของพระองค์เองเข้าสู่ตัวเราในวิถีทางต่างๆ เพื่อกลายเป็นความเชื่อที่มีต่อพระองค์ซึ่งอยู่ภายในเราและเป็นความรักที่มีต่อผู้ที่เป็นของพระองค์ซึ่งอยู่ภายนอกเรา. ความเชื่อและความรักเช่นนี้เป็นความเที่ยงแท้และการสำแดง (1ยฮ.4:8, 16) แห่งพระเจ้าตรีเอกภาพ—พระบิดา, พระบุตรและพระวิญญาณ—ผู้ซึ่งเราทั้งหลายได้เชื่อ, นมัสการและต้อนรับ. ทั้งสองสิ่งนี้ยังเป็นพระคุณอันอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าตรีเอกภาพได้ทรงประทานให้แก่เราในพระคริสต์ (1ตธ.1:4) ซึ่งไม่เพียงมีไว้เป็นแรงผลักดันและการสำแดงในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันอกของเรา (1ธซ.5:8) ที่ใช้กำบังและป้องกันส่วนที่สำคัญในตัวเราอีกด้วย. โดยความเชื่อเช่นนี้เราจึงได้ต้อนรับและรับสุขชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเปิดเผยและแจกจ่ายแก่เราในกิตติคุณโยฮันทั้งเล่ม (ยฮ.3:16, 36) และโดยความรักเช่นนี้เราจึงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าและทุกคนที่เป็นของพระองค์ (ยฮ.21:15-17; 13:34-35). ทั้งความเชื่อและความรักคือสิ่งที่เชื่อมต่อกันและดำเนินควบคู่กัน กล่าวคือความรักนั้นมาจากความเชื่อและความเชื่อได้ดำเนินการและกระทำการโดยความรัก (ฆต.5:6). ความรักพร้อมด้วยความเชื่อนั้นทำให้เรารักองค์พระผู้เป็นเจ้าในความไม่รู้เสื่อมสลาย ให้เราดำเนินชีวิตคริสตจักรที่มีชัยชนะ (อฟ.6:23-24) ซึ่งจะทำให้แผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าในพระคริสต์ที่เกี่ยวกับคริสตจักรถึงที่สำเร็จ. ดังนั้นในความเชื่อนี้เราจึงเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า (ฮร.11:6) และในความรักนี้เราจึงได้รับการอวยพระพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้า (1กธ.16:22). ขอให้ความรักพร้อมทั้งพระคุณนี้ที่มาจากพระเจ้าพระบิดาและองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจงมีแด่พี่น้องทั้งหลายเถิด (อฟ.6:23).
ตต.
3:15 ง 1ตธ.6:21; 2ตธ.4:22