การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3

ติโต บทที่ 1

หัวข้อหลัก: การรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบในคริสตจักร

ผู้เขียน: อัครทูตเปาโล (1:1).

เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.65 หลังจากที่เปาโลถูกปล่อยตัวจากการจำจองในกรุง โรมเป็นครั้งแรก ขณะที่ท่านเดินทางผ่านเกาะครีตไปถึงเมืองนิโกโป ลี (1:5; 3:12).

สถานที่เขียน: เมืองนิโกโปลี (1:5; 3:12).

ผู้รับ: ติโต (1:4).

I. คำนำ
1:1-4
ตต. 1:1 เปาโลกผู้ทาสของพระเจ้าและอัครทูตของพระเยซูคริสต์ ขตาม1คหลักความเชื่อของ2งผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้และ3จความรู้อันเต็มเปี่ยมที่มีต่อหลักความจริง ซึ่ง4ฉสอดคล้องกับธรรมนั้น
ตต. 1:2 ใน1กความหวังแห่ง2ขชีวิตนิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าผู้คไม่อาจตรัสมุสา ได้ทรง3งสัญญาไว้ตั้งแต่4ก่อนจยุคสมัยทั้งหลาย
ตต. 1:3 แต่เมื่อถึง1กเวลาอันควร ก็ทรงโปรดให้2ขพระคำของพระองค์คปรากฏออกด้วยงการป่าวประกาศซึ่งข้าพเจ้าได้จรับมอบหมาย ฉตาม3พระบัญชาของฉองค์พระผู้ช่วยให้รอด[ผู้ทรงเป็น]พระเจ้าของเราทั้งหลาย
ตต. 1:4 [เขียนจดหมาย]มายังกติโต ผู้เป็นขบุตรแท้[ของข้าพเจ้า] คตาม1หลักความเชื่อที่มีอยู่ร่วมกัน: ขอให้พระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาและองค์พระคริสต์เยซูเจ้าผู้ช่วยให้รอดของเรา[จงมีแก่ท่านเถิด].
II. การแต่งตั้งอำนาจในคริสตจักร
1:5-9
ตต. 1:5 เหตุที่ข้าพเจ้าได้ปล่อยท่านไว้ที่กเกาะครีต ก็เพื่อท่านจะได้จัดแจงกิจที่[ข้าพเจ้า]ยังคั่งค้างอยู่นั้นให้เรียบร้อย และเพื่อท่านจะได้แต่งตั้งขผู้อาวุโสใน1คทุกเมือง ตามซึ่งข้าพเจ้าได้งสั่งท่านไว้:
ตต. 1:6 กคือ[ตั้ง]ผู้ที่ขไม่มีที่ติ เป็น1สามีของภรรยาคนเดียว บุตรของเขาเชื่อ[องค์พระผู้เป็นเจ้า] และไม่มีใครกล่าวหาว่าบุตรนั้นคปล่อยตัวเหลวไหลหรืองดื้อด้าน.
ตต. 1:7 เพราะว่า1กผู้ดูแลนั้นเป็นขคนต้นเรือนของพระเจ้า ต้องไม่มีที่ติได้, ต้องไม่คประพฤติตามอำเภอใจ, 2ไม่เลือดร้อน, 3ไม่ดื่มเหล้าจัด, 4ไม่ชกต่อย[ผู้คน], และ5ไม่โลภผลประโยชน์อันต่ำช้า
ตต. 1:8 แต่ต้อง1มีน้ำใจรับรองแขก, กรักความดี, 2มีสติสัมปชัญญะ, ชอบธรรม, 3บริสุทธิ์, และบังคับตน
ตต. 1:9 ทั้ง1กได้ยึดมั่นใน2ขถ้อยคำที่เชื่อถือได้ซึ่งเป็นไปตาม3คำสอน[ของพวกอัครทูต] เพื่อเขาจะสามารถเตือนสติด้วย4คคำสอนที่มีพลานามัย และให้5ผู้ที่งต่อต้านได้6ติเตียนตนเอง.
III. การจัดการกับผลกระทบจากศาสนายูดายและพวกนอสติก
1:10-16
ตต. 1:10 เพราะมีคนเป็นอันมากที่กดื้อด้าน, ขพูดไร้สาระ, และคหลอกลวงผู้อื่นโดยเฉพาะ1งพวกที่รับพิธีสุหนัต
ตต. 1:11 ซึ่งจำต้องทำให้เขา1สงบปากเสีย ด้วยมีหลายครัวเรือนที่ถูกเขาทำลายทั้งกครอบครัวโดยสอนขสิ่งที่ไม่ควร[จะสอน]เลย 2คเพื่อผลประโยชน์อันต่ำช้า.
ตต. 1:12 ในท่ามกลางชาวครีตเหล่านั้น มีคนหนึ่งซึ่งเป็น1กผู้เผยพระวจนะของพวกเขาเองได้กล่าวว่า 2ขชาวครีตเป็นคนพูดมุสาเสมอ เป็นสัตว์ร้าย3ที่เกียจคร้านและกินเติบ.
ตต. 1:13 คำพยานนี้เป็นความจริง เหตุฉะนั้นท่านก็จง1กติเตียนเขา2ขอย่างเข้มงวด เพื่อเขาจะได้3คมีพลานามัยใน4หลักความเชื่อ
ตต. 1:14 และจะไม่ไปใส่ใจกับ1กเรื่องนิยายต่างๆ ของพวกยูดาย และ2ขบัญญัติของคนที่ได้3คหันเหไปจาก4งหลักความจริง.
ตต. 1:15 1สำหรับคนบริสุทธิ์หมดจดนั้นทุกสิ่งก็กบริสุทธิ์หมดจด แต่สำหรับคนที่2มลทินและไม่เชื่อนั้นก็ขไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์หมดจดเลย แต่ทั้ง3คความคิดและมโนธรรมของเขาก็ล้วนเป็น2มลทินไปทั้งสิ้น.
ตต. 1:16 เขา1อ้างว่ารู้จักพระเจ้า แต่กลับกปฏิเสธ[พระองค์]โดยการประพฤติของเขาเอง คือเป็นคนที่ขน่าสะอิดสะเอียน, คไม่เชื่อฟัง, และ2งไม่เป็นที่รับรองในการดีประการใดเลย.

คำอธิบาย ติโต บทที่ 1

ตต. 1:1 ก รม.1:1
ตต. 1:1 ข ตต.1:4; เทียบ 1ตธ.1:1; 2ตธ.1:1
ตต. 1:1 ค ตต.1:4; 1ตธ.1:4
ตต. 1:1 1ค เปาโลเป็นอัครทูตตามสิ่งของสี่ประการต่อไปนี้คือ (1) พระบัญชาของพระเจ้า (1ตธ.1:1), (2) คำสัญญาแห่งชีวิต (2ตธ.1:1), (3) หลักความเชื่อของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก, และ (4) ความรู้อันเต็มเปี่ยมที่มีต่อหลักความจริงซึ่งสอดคล้องกับธรรม. พระบัญชานั้นอยู่ในด้านของพระเจ้า โดยได้พูดเพื่อพระเจ้าและเรียกร้องบางสิ่งจากเราเพื่อพระองค์. หลักความเชื่อนั้นอยู่ในด้านของเรา ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องของพระเจ้าและได้ต้อนรับชีวิตของพระองค์ไว้. หลักความเชื่อได้ประกาศว่าเราไม่สามารถที่จะกระทำสำเร็จซึ่งข้อเรียกร้องของพระเจ้าได้ แต่พระเจ้าได้ทรงกระทำทุกสิ่งเพื่อเราและเราก็ได้รับทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำไว้แล้ว. ชีวิตที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ก็คือสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์เพื่อจะกระทำสำเร็จซึ่งข้อเรียกร้องของพระองค์. เปาโลได้เป็นอัครทูตเช่นนี้เพื่อที่จะมาดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า.
ตต. 1:1 ง 2ตธ.2:10
ตต. 1:1 2ง ดู 2ตธ.2:10 คำอธิบาย 1.
ตต. 1:1 จ 1ตธ.2:4
ตต. 1:1 3จ ดู 1ตธ.2:4 คำอธิบาย 2. เปาโลไม่เพียงเป็นอัครทูตตามหลักความเชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นไปตามความรู้อันเต็มเปี่ยมที่มีต่อหลักความจริงอีกด้วย. หลักความเชื่อมีไว้เพื่อใช้ต้อนรับทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงวางโครงการไว้เพื่อเรา, ทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อเรา, และทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้แก่เรา. ความรู้อันเต็มเปี่ยมที่มีต่อหลักความจริงก็คือความเข้าใจถึงหลักความ จริงอย่างถี่ถ้วน ซึ่งเป็นการยอมรับและชื่นชอบอย่างสมบูรณ์ที่มีต่อความเที่ยงแท้ของเรื่องราวสิ่งของที่อยู่ฝ่ายวิญญาณและศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างที่เราได้รับมาโดยความเชื่อ. ฐานะแห่งการปฏิบัติของอัครทูตนั้นก็เป็นไปตามความเข้าใจ และความชื่นชอบที่มีต่อความเที่ยงแท้แห่งแผนการบริหารนิรันดร์ของพระเจ้านั่นเอง.
ตต. 1:1 ฉ 1ตธ.6:3
ตต. 1:1 4ฉ หลักความจริง, ความเที่ยงแท้แห่งแผนการบริหารนิรันดร์ของพระเจ้าได้สอดคล้องกับธรรม; ธรรมนี้ก็คือพระเจ้าที่สำแดงออกในมนุษย์ (ดู 1ตธ.3:16 คำอธิบาย 2, 3). ฐานะแห่งการปฏิบัติของอัครทูตก็คือการแจกจ่ายความเที่ยงแท้นี้ไปสู่ผู้เชื่อที่พระเจ้าทรงเลือกไว้และการกระทำสำเร็จซึ่งธรรมนี้ในท่ามกลางพวกเขา โดยการประกาศ, สอน, และปฏิบัติการในพระคำและในพระวิญญาณ (1ตธ.6:3).
ตต. 1:2 ก ตต.3:7
ตต. 1:2 1ก การที่เปาโลเป็นอัครทูตนั้น ไม่เพียงเป็นไปตามหลักความเชื่อและความรู้แห่งหลักความจริงเท่านั้น แต่ยังอยู่ในความหวังแห่งชีวิตนิรันดร์ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่อาจตรัสมุสาทรงสัญญาไว้ในนิรันดร์กาลก่อนอีกด้วย. กรณีนี้สอดคล้องกับวลีที่ว่า "ตามคำสัญญาแห่งชีวิต" ใน 2ตธ.1:1. ในความหวังแห่งชีวิตนิรันดร์ หมายถึงบนพื้นฐานหรือบนเงื่อนไขของชีวิตนิรันดร์ และยึดเอาความหวังแห่งชีวิตนิรันดร์เป็นที่พึ่ง. ชีวิตนิรันดร์ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่ได้ถูกเนรมิตสร้างของพระเจ้า ไม่ได้มีไว้ให้เรารับส่วนและรับสุขในวันนี้เท่านั้น แต่ยังมีไว้ให้เรารับเป็นมรดก (มธ.19:29) อย่างสมบูรณ์จวบชั่วนิรันดร์ด้วย. ประสบการณ์ที่เรามีต่อชีวิตนิรันดร์ในวันนี้จะทำให้เรามีคุณสมบัติพอที่จะรับชีวิตนี้เป็นมรดกในอนาคต. การรับสุขชีวิตนิรันดร์ในวันนี้เป็นเพียงการลิ้มรสล่วงหน้าเท่านั้น การได้รับชีวิตนิรันดร์เป็นมรดกในยุคหน้าจึงจะเป็นการรับสุขที่สมบูรณ์. มรดกนี้ก็คือความหวังแห่งชีวิตนิรันดร์ (ดู 3:7 คำอธิบาย 3). นี่คือความหวังที่เป็นสุขซึ่งเปิดเผยไว้ใน 2:13 ซึ่งประกอบไปด้วยอิสรภาพแห่งสง่าราศีของส่วนแห่งบุตรที่ครบสมบูรณ์, การไถ่แห่งร่างกายของเรา (รม.8:21-25), ความรอดซึ่งจะปรากฏในวาระสุดท้าย (1ปต.1:5), ความหวังอันมีชีวิตที่จะได้รับมรดกซึ่งไม่เสื่อมสลาย, ปราศจากมลทิน, และหาร่วงโรยไปไม่ ซึ่งได้เก็บรักษาไว้ในสวรรค์ทั้งหลายสำหรับพวกเรา (1ปต.1:3-4). นี่เป็นพระพรและการรับสุขแห่งชีวิตนิรันดร์ที่ครบสมบูรณ์, เป็นฝ่ายวิญญาณ, ศักดิ์สิทธิ์, และเป็นฝ่ายสวรรค์ ทั้งที่อยู่ในอาณาจักรพันปีและในฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ (2ปต.1:11; 3:13; วว.21:6-7) ที่ได้กล่าวไว้ใน 1ตธ.4:8. การใช้ส่วนแห่งการปฏิบัติของอัครทูตและสำเร็จการปฏิบัติในการเป็นอัครทูตของท่านเปาโลไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งผลประโยชน์ใดๆ ที่อยู่ในชีวิตนี้และก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษแห่งกฎบัญญัติมาเป็นเงื่อนไข แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความหวังนี้ ซึ่งเป็นการชี้บ่งว่าเพื่อฐานะของการปฏิบัติแห่งอัครทูตของท่านแล้ว ท่านได้พึ่งพิงและเชื่อมั่นในชีวิตนิรันดร์พร้อมด้วยความหวังทั้งสิ้นแห่งชีวิตนี้ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ในนิรันดร์กาลก่อนและได้ถูกนำมาสู่เราทั้งหลายโดยอาศัยกิตติคุณ (2ตธ.1:10).
หนังสือจดหมายฉบับนี้ว่าด้วยการรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบในคริสตจักรอย่างสิ้นเชิง. เพื่อการนี้แล้ว หลักความเชื่อของพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้, หลักความจริงซึ่งเป็นไปตามธรรม, และชีวิตที่นิรันดร์จึงเป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้. ดังนั้นสามสิ่งนี้จึงถูกกล่าวไว้ในคำนำ.
ตต. 1:2 ข 1ตธ.1:16
ตต. 1:2 2ข ชีวิตนิรันดร์ ก็คือชีวิตของพระเจ้า เป็นชีวิตที่ไม่ได้ถูกเนรมิตสร้างของพระเจ้า ซึ่งไม่เพียงยั่งยืนชั่วนิรันดร์ในด้านกาลเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นนิรันดร์และศักดิ์สิทธิ์ในด้านคุณสมบัติอีกด้วย. ดู 2ตธ.1:10 คำอธิบาย 3.
ตต. 1:2 ค อฤธ.23:19; ฮร.6:18
ตต. 1:2 ง 2ตธ.1:1
ตต. 1:2 3ง นี่จะต้องเป็นคำสัญญาที่พระบิดาทรงให้ไว้กับพระบุตรในนิรันดร์กาลก่อนอย่างแน่นอน. พระบิดาทรงเลือกสรรเราไว้ในพระบุตรและยังทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้าให้รับส่วนของบุตรโดยพระองค์เอง (อฟ.1:5) ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก. การที่พระเจ้าทรงสัญญากับพระบุตรไว้ว่าจะทรงประทานชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ให้แก่ผู้เชื่อนั้นจะต้องเกิดขึ้นในนิรันดร์กาลก่อนด้วยอย่างแน่นอน. โดยชีวิตนี้บรรดาผู้เชื่อที่ทรงประทานให้แก่พระบุตรไว้ตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อน (ยฮ.17:2) จึงได้กลายเป็นพี่น้องทั้งหลายของพระองค์ (ฮร.2:11).
ตต. 1:2 4 คือก่อนที่โลกจะได้เริ่มขึ้น.
ตต. 1:2 จ 2ตธ.1:9
ตต. 1:3 ก 1ตธ.2:6; 6:15
ตต. 1:3 1ก คือเวลาอันควรแก่การที่ชีวิตนิรันดร์จะได้ปรากฏ.
ตต. 1:3 ข ยฮ.6:63; กจ.5:20; ฟป.2:16
ตต. 1:3 2ข พระคำของพระองค์ในที่นี้ก็มีค่าเท่ากับชีวิตนิรันดร์ที่อยู่ในข้อ 2 นั่นเอง. กรณีนี้ก็สอดคล้องกับ 1ยฮ.1:1-2.
ตต. 1:3 ค 2ตธ.1:10
ตต. 1:3 ง 2ตธ.4:17; รม.10:14; อฟ.2:17
ตต. 1:3 จ 1ตธ.1:11
ตต. 1:3 ฉ 1ตธ.1:1
ตต. 1:3 3 ดู 1ตธ.1:1 คำอธิบาย 2.
ตต. 1:3 ฉ 1ตธ.1:1
ตต. 1:4 ก 2ตธ.4:10
ตต. 1:4 ข เทียบ 1ตธ.1:2
ตต. 1:4 ค ตต.1:1
ตต. 1:4 1 คือหลักความเชื่อที่ผู้เชื่อทุกคนร่วมมีส่วน (เทียบ 2ปต.1:1).
ตต. 1:5 ก ตต.1:12; กจ.2:11; 27:7
ตต. 1:5 ข กจ.14:23
ตต. 1:5 ค วว.1:11
ตต. 1:5 1ค เมื่อเปรียบเทียบคำว่า "ทุกเมือง" ในที่นี้กับคำว่า "ทุกคริสตจักร" ใน กจ.14:23 ก็ได้ชี้บ่งว่า ขอบเขตในการปกครองของคริสตจักรท้องถิ่นก็คือเมืองที่คริสตจักรนั้นตั้งอยู่นั่นเอง และยังชี้บ่งว่าในเมืองๆ หนึ่งมีคริสตจักรได้เพียงคริสตจักรเดียวเท่านั้น. หน้าที่ความรับผิดชอบของกลุ่มผู้อาวุโสในท้องถิ่นหนึ่งๆ ก็ควรที่จะครอบคลุมทั้งเมืองที่คริสตจักรนั้นตั้งอยู่. การที่มีกลุ่มผู้อาวุโสเพียงกลุ่มเดียวในแต่ละเมืองก็จะรักษาความเป็นหนึ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวแห่งพระกายของพระคริสต์ไว้ไม่ให้ถูกทำลาย. ในเมืองๆ หนึ่งควรมีคริสตจักรเพียงคริสตจักรเดียวและมีกลุ่มผู้อาวุโสอยู่เพียงกลุ่มเดียว. ภาคปฏิบัติเช่นนี้ถูกเรียบเรียงเป็นแบบอย่างไว้ในพันธสัญญาใหม่โดยปราศจากข้อกังขาใดๆ (กจ.8:1; 13:1; รม.16:1; 1กธ.1:2; วว.1:11) และยังเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและเด็ดขาดในการรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบที่ถูกต้องในคริสตจักรท้องถิ่นไว้. ด้วยเหตุนี้เรื่องแรกที่อัครทูตได้กำชับให้ติโตไปจัดแจงกิจต่างๆ ให้เรียบร้อยก็คือการแต่งตั้งผู้อาวุโสในทุกเมือง.
ตต. 1:5 ง 1ตธ.1:18
ตต. 1:6 ก ข้อ 6-9; 1ตธ.3:2-7
ตต. 1:6 ข 1ตธ.3:10
ตต. 1:6 1 ดู 1ตธ.3:2 คำอธิบาย 3.
ตต. 1:6 ค อฟ.5:18; 1ปต.4:4
ตต. 1:6 ง ตต.1:10; 1ตธ.1:9
ตต. 1:7 ก 1ตธ.3:2
ตต. 1:7 1ก บ่งชี้ถึงผู้อาวุโสที่อยู่ในข้อ 5. ดู 1ตธ.3:2 คำอธิบาย 1.
ตต. 1:7 ข ลก.12:42; 1กธ.4:1-2
ตต. 1:7 ค 2ปต.2:10
ตต. 1:7 2 คือแม้ถูกยุก็ไม่โกรธง่าย.
ตต. 1:7 3 ดู 1ตธ.3:3 คำอธิบาย 1.
ตต. 1:7 4 ดู 1ตธ.3:3 คำอธิบาย 2.
ตต. 1:7 5 ดู 1ตธ.3:8 คำอธิบาย 4.
ตต. 1:8 1 ดู 1ตธ.3:2 คำอธิบาย 6.
ตต. 1:8 ก เทียบ 2ตธ.3:3
ตต. 1:8 2 ดู 1ตธ.3:2 คำอธิบาย 4.
ตต. 1:8 3 ดู ลก.1:75 คำอธิบาย 1.
ตต. 1:9 ก 2ตธ.1:13; 2ธซ.2:15
ตต. 1:9 1ก พวกผู้อาวุโสถูกแต่งตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการปกครองของพระเจ้าในคริสตจักรท้องถิ่นเพื่อจะรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบในคริสตจักร. การที่จะประสบผลสำเร็จในสิ่งนี้ พวกผู้อาวุโสจะต้องยึดมั่นในถ้อยคำที่เชื่อถือได้ซึ่งเป็นไปตามคำสอนของอัครทูต เพื่อพวกเขาจะสามารถปิดปากของคนที่ก่อปัญหาและทำให้สถานการณ์ที่วุ่นวายกลับสู่ความสงบเรียบร้อยได้ (ข้อ 9-14).
ตต. 1:9 ข 1ตธ.1:15
ตต. 1:9 2ข คือคำที่ไว้ใจได้, พึ่งพิงได้, และเป็นถ้อยคำที่เชื่อถือได้ที่สอนกันในคริสตจักรทั้งหลายตามคำสอนของอัครทูต. พวกผู้อาวุโสในคริสตจักรท้องถิ่นควรยึดมั่นในถ้อยคำที่มีพลานามัยเช่นนี้ เพื่อพวกเขาจะได้ปฏิบัติหน้าที่ในการสอนของตนให้สัมฤทธิ์ผล (1ตธ.3:2; 5:17).
ตต. 1:9 3 ในที่สุดแล้วคำสอนของอัครทูต (กจ.2:42) ก็ได้กลายเป็นพันธสัญญาใหม่. กรณีนี้ชี้บ่งว่า (1) คริสตจักรทั้งหลายถูกก่อตั้งขึ้นตามคำสอนของอัครทูตและดำรงอยู่โดยยึดถือคำสอนของพวกเขา และ (2) ความเป็นระเบียบที่อยู่ในคริสตจักรนั้นถูกรักษาไว้ด้วยถ้อยคำที่เชื่อถือได้ที่ได้สอนไว้ตามคำสอนของอัครทูต. ส่วนความไม่เป็นระเบียบที่อยู่ในคริสตจักรนั้นมีสาเหตุมาจากการเบี่ยงเบนออกไปจากคำสอนของอัครทูตเป็นสำคัญ. หากเราจะต่อต้านสิ่งนี้ เราก็ต้องยึดมั่นถ้อยคำที่เชื่อถือได้ที่สอนกันในคริสตจักรทั้งหลายตามคำสอนของอัครทูต. ในสถานการณ์ที่มืดมนและยุ่งเหยิงนั้น เราจำต้องยึดถือถ้อยคำที่ได้ส่องสว่างและรักษาความเป็นระเบียบที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ ซึ่งก็คือคำสอนของอัครทูตนั่นเอง. การรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบที่อยู่ในคริสตจักรนั้นจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำของอัครทูตซึ่งเป็นไปตามการเปิดเผยของพระเจ้าด้วย นอกเหนือไปจากหน้าที่รับผิดชอบของผู้อาวุโส.
ตต. 1:9 ค ตต.2:1; 1ตธ.1:10; 2ตธ.4:3
ตต. 1:9 4ค ดู 1ตธ.1:10 คำอธิบาย 1.
ตต. 1:9 5 หรือ ผู้คัดค้าน.
ตต. 1:9 ง 2ตธ.2:25
ตต. 1:9 6 คือการเปิดโปงให้เห็นถึงลักษณะที่แท้จริงของเรื่องราวนั้น เพื่อทำให้ผู้คนได้ติเตียนตนเอง ดังนั้นจึงเป็นการติเตียนใครบางคนโดยการเปิดโปงความผิดของเขา. ใน อฟ.5:11, 13 ได้แปลคำนี้เป็น ติเตียน.
ตต. 1:10 ก ตต.1:6
ตต. 1:10 ข 1ตธ.1:6
ตต. 1:10 ค 2ตธ.3:13
ตต. 1:10 ง กจ.11:2
ตต. 1:10 1ง คือผู้เชื่อชาวยูดายที่คอยล่อลวงผู้อื่นที่อยู่ในคริสตจักร.
ตต. 1:11 1 ทำให้เขาสงบปากด้วยการติเตียนอย่างรุนแรง (ข้อ 13) ด้วยถ้อยคำที่เชื่อถือได้ซึ่งเป็นไปตามคำสอนของอัครทูต (ข้อ 9).
ตต. 1:11 ก 2ตธ.3:6
ตต. 1:11 ข 1ตธ.5:13
ตต. 1:11 ค 1ตธ.6:5; 2ปต.2:3
ตต. 1:11 2ค เหมือนกับสิ่งที่บีละอามซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะที่น่าปฏิเสธได้ทำไว้ (2ปต.2:15-16; ยด.11).
ตต. 1:12 ก เทียบ กจ.17:28
ตต. 1:12 1ก เป็นผู้เผยพระวจนะชาวต่างชาติ บางทีอาจหมายถึง เอพิเมนิเดส (Epimenides) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของเกาะครีตและมีชีวิตอยู่ในช่วง 600 ปีก่อนคริสตศักราชตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา.
ตต. 1:12 ข ตต.1:5
ตต. 1:12 2ข คนที่ถูกกล่าวไว้ในข้อ 9ข-10 ล้วนแต่เป็นคนเช่นนี้ทั้งหมด.
ตต. 1:12 3 แปลตามตรงคือ ทั้งเป็นกระเพาะที่เกียจคร้าน.
ตต. 1:13 ก ตต.2:15; 1ตธ.5:20; 2ตธ.4:2
ตต. 1:13 1ก คำเดียวกันนี้ถูกแปลเป็น ให้...ติเตียนตนเอง ในข้อ 9. ดูข้อ 9 คำอธิบาย 6.
ตต. 1:13 ข 2กธ.13:10
ตต. 1:13 2ข หรือ อย่างรุนแรง.
ตต. 1:13 ค ตต.2:2, 1; 1:9; 1ตธ.1:10
ตต. 1:13 3ค ผู้คัดค้าน (ข้อ 9) และคนพูดไร้สาระ (ข้อ 10) นั้นติดเชื้อโรคทางหลักธรรม จึงไม่มีพลานามัยในทางหลักความเชื่อ. พวกเขาต้องได้รับการเสริมภูมิคุ้มกันด้วยคำสอนที่มีพลานามัยและถ้อยคำที่มีพลานามัย (1ตธ.1:10; 6:3 และคำอธิบายในข้อนั้น) ซึ่งผู้อาวุโสควรเป็นผู้เสริมภูมิคุ้มกัน (ข้อ 9) เพื่อทำการรักษาเขาให้หายป่วย.
ตต. 1:13 4 คือหลักความเชื่อซึ่งเป็นทัศนะภายนอก. ดู 1ตธ.1:19 คำอธิบาย 3 และ 1ตธ.3:9 คำอธิบาย 1.
ตต. 1:14 ก 1ตธ.1:4
ตต. 1:14 1ก ดู 1ตธ.1:4 คำอธิบาย 1. เรื่องนิยายต่างๆ ของพวกยูดายอาจเป็นพันธุ์เมล็ดที่ก่อให้เกิดเทพนิยายของพวกนอสติกก็ได้.
ตต. 1:14 ข กซ.2:22; มธ.15:9
ตต. 1:14 2ข ถ้าพิจารณาดูตามข้อถัดไป บัญญัติของพวกมิจฉาลัทธิในที่นี้ต้องเป็นคำสอนที่ให้มนุษย์งดเว้นจากการรับประทานเนื้อและสิ่งอื่นๆ ที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้มนุษย์ใช้สอย (เทียบ 1ตธ.4:3; กซ.2:20-22). บัญญัติเหล่านี้ไม่ใช่ของพวกลัทธิบำเพ็ญตบะ แต่เป็นของพวกนอสติกในระยะแรก. สิ่งที่พวกนอสติกเอามาใช้นั้นคือแนวคิดทางเทววิทยา (เป็นทฤษฎีในการทำความเข้าใจต่อเรื่อง ของพระเจ้าและวิญญาณ คือเป็นปรัชญาหรือลัทธิเร้นลับที่ใช้วิธีทางฝ่ายวัตถุมาติดต่อกับพระเจ้าและวิญญาณ) ซึ่งว่าด้วยพระเจ้าและจักรวาลโดยมีพื้นฐานอยู่บนทัศนะของพวกลัทธิเร้นลับ. แนวคิดทางเทววิทยาเช่นนี้มีต้นกำเนิดมาจากพวกยูดายและบางส่วนอาจดัดแปลงมาจากกฎบัญญัติของโมเซ.
ตต. 1:14 ค 2ตธ.4:4
ตต. 1:14 3ค บางทีอาจหมายถึงพวกที่รับพิธีสุหนัต (ข้อ 10).
ตต. 1:14 ง 1ตธ.2:4
ตต. 1:14 4ง ดู 1ตธ.2:4 คำอธิบาย 2 และ 1ตธ.3:15 คำอธิบาย 5. คำว่า "หลักความจริง" ในที่นี้และ "หลักความเชื่อ" ในข้อที่แล้วยืนยันว่าพวกที่กำลังถูกจัดการอยู่ในที่นี้เป็นผู้เชื่อ. คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ในคริสตจักรแต่ได้หันไปจากหลักความจริงที่เกี่ยวกับแผนการบริหารของพระเจ้า. เป็นไปได้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่ก็คือคริสเตียนชาวยูดายที่ยังยึดถือเรื่องนิยายแห่งศาสนายูดายและประเพณีของตน ดังนั้นจึงได้กลายเป็นการรบกวนคริสตจักรอย่างใหญ่หลวง. พวกเขาต้องถูกทำให้สงบปาก โดยพระคำแห่งหลักความจริงซึ่งเป็นไปตามหลักความเชื่อเพื่อรักษาความเป็นระเบียบในคริสตจักรให้คงอยู่ภายใต้ส่วนแห่งการปฏิบัติของผู้อาวุโสที่ได้แต่งตั้งไว้.
ตต. 1:15 1 ประโยคนี้ต้องเป็นคติพจน์ของคริสเตียนเป็นแน่. อัครทูตยกประโยคนี้มาหักล้างคำสั่งของมนุษย์ (ข้อ 14) ซึ่งได้แก่พระบัญญัติที่ให้งดเว้นซึ่งคอยห้ามไม่ให้ทำบางสิ่งหรือกินอะไรบางอย่าง (1ตธ.4:3-5; รม.14:20).
ตต. 1:15 ก ลก.11:41; กจ.10:15; รม.14:20
ตต. 1:15 2 หรือ เกิดมลภาวะ.
ตต. 1:15 ข รม.14:14
ตต. 1:15 ค 2ตธ.3:8
ตต. 1:15 3ค ความคิดเป็นส่วนที่นำหน้าส่วนอื่นๆ ในจิต ส่วนมโนธรรมนั้นเป็นส่วนที่สำคัญในวิญญาณของเรา. หากความคิดเกิดมลภาวะขึ้น จิตของเราก็จะเกิดมลภาวะขึ้นด้วย และหากมโนธรรมของเราถูกทำให้เป็นมลทินไปแล้ว วิญญาณของเราก็จะเป็นมลทินไปด้วยโดยปริยาย. ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเนื่องมาจากการไม่เชื่อทั้งสิ้น. การที่เราเชื่อจะชำระเราให้บริสุทธิ์ (กจ.15:9).
ตต. 1:16 1 หรือ สารภาพ.
ตต. 1:16 ก 1ตธ.5:8 2ตธ.3:5
ตต. 1:16 ข วว.21:8
ตต. 1:16 ค ตต.3:3
ตต. 1:16 ง 2ตธ.3:8
ตต. 1:16 2ง หรือ น่าขจัดทิ้งไป, ไร้ค่า, ไม่มีคุณสมบัติ. ศัพท์ในภาษากรีกมีความหมายว่า "ไม่อาจทานการทดสอบได้."
สารบัญ