การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6

1 ติโมเธียว บทที่ 3

VI. ผู้ดูแลและผู้ปรนนิบัติในการปกครองคริสตจักร
3:1-13
1ตธ. 3:1 คำนี้เป็นกคำสัตย์จริง คือถ้าผู้ใด1ปรารถนา2หน้าที่ของผู้ดูแล ผู้นั้นก็ปรารถนาการงานที่ประเสริฐ.
1ตธ. 3:2 1กผู้ขดูแลนั้นต้องเป็นคนที่2ไม่มีที่ติได้ เป็น3สามีของภรรยาคคนเดียว 4งรู้จักบังคับตน 5จมีสติสัมปชัญญะ 6มีระเบียบเรียบร้อย 7ฉมีน้ำใจรับรองแขก 8ชำนาญในชการสอน;
1ตธ. 3:3 1ไม่ดื่มเหล้ากจัด 2ไม่ชกต่อย[ผู้คน] แต่3ขอ่อนโยน 4คไม่เป็นคนชอบวิวาท 5ไม่งโลภเงินทอง
1ตธ. 3:4 เป็นคนที่1กปกครองครัวเรือนของตนได้ดี, ให้บุตรทั้งหลายของตน2ขมีความหนักแน่นและเชื่อฟังในทุกสิ่ง.
1ตธ. 3:5 (เพราะถ้าคนใดปกครองครัวเรือนของตนให้ดีไม่ได้ คนนั้นจะดูแลกคริสตจักรของพระเจ้าได้อย่างไร?)
1ตธ. 3:6 อย่าให้1ผู้เชื่อใหม่เป็นผู้ดูแล เกรงว่าเขาจะถูก2กบดบังไปด้วยความเย่อหยิ่ง แล้วจะตกอยู่ใน3การพิพากษาซึ่งมาร[ได้รับ]นั้น.
1ตธ. 3:7 เขายังต้องมี1กพยานที่ดีท่ามกลาง2คนภายนอก เกรงว่าเขาจะตกเป็นที่ว่ากล่าวติเตียนและจะติด3ขบ่วงแร้วของ4มาร.
1ตธ. 3:8 ฝ่าย1กผู้ปรนนิบัติก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็นคนหนักแน่น, 2ไม่เป็นคนสองลิ้น, 3ไม่ขติดสุรา, 4ไม่คโลภในผลประโยชน์อันต่ำช้า,
1ตธ. 3:9 กยึดถือ1ขข้อลับลึกแห่งคหลักความเชื่อด้วย2งมโนธรรมที่บริสุทธิ์หมดจด.
1ตธ. 3:10 คนเหล่านี้ก็จำต้อง1ถูกกทดสอบเสียก่อน เมื่อเห็นว่า2ขไม่มีที่ติแล้ว จึงให้เขา3ปรนนิบัติ.
1ตธ. 3:11 1พวกผู้หญิงก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็นคนหนักแน่น, 2ไม่กใส่ร้ายผู้อื่น, ขรู้จักบังคับตน, และ3สัตย์ซื่อในสิ่งทั้งปวง.
1ตธ. 3:12 ผู้ปรนนิบัติจะต้องเป็น1สามีของภรรยากคนเดียว 2ขปกครองบุตรและครัวเรือนของตนได้ดี.
1ตธ. 3:13 เพราะว่าคนที่ปรนนิบัติได้ดีก็ได้มาซึ่ง1จุดยืนที่ดี และมี2ใจกล้าเป็นอันมากในกหลักความเชื่อซึ่งอยู่ในพระคริสต์เยซู.
VII. หน้าที่การใช้งานของคริสตจักร — บ้านของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่กับเสาและฐานรากแห่งหลักความจริง
3:14-16
1ตธ. 3:14 ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้มายังท่าน โดยหวังใจว่าในไม่ช้าจะมาหาท่าน.
1ตธ. 3:15 แต่หากข้าพเจ้าจะล่าช้าไป ท่านก็ยังคงได้รู้ว่า ควรจะประพฤติ1อย่างไรใน2กบ้านของพระเจ้า คือขคริสตจักรของ3คพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งเป็น4งเสาและฐานรากแห่ง5จหลักความจริง.
1ตธ. 3:16 และ1กข้อลับลึกแห่งขธรรมนั้นช่างยิ่งใหญ่นัก! เป็น2สิ่งที่ทุกคนล้วนยอมรับ คือว่า
3พระองค์ผู้ทรง4คปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในงเนื้อหนัง,
5ถูกพิสูจน์ว่าเป็นผู้ชอบธรรมโดยพระวิญญาณ,
6ถูกพบเห็นโดยหมู่ทูตสวรรค์,
7ถูกประกาศให้แก่ประชาชาติ,
8ถูกเชื่อถือท่ามกลางชาวโลก,
9ถูกรับขึ้นไปในสง่าราศี.

คำอธิบาย 1 ติโมเธียว บทที่ 3

1ตธ. 3:1 ก 1ตธ.1:15
1ตธ. 3:1 1 เล็งถึงความมุ่งมาดปรารถนาที่มีเจตนาบริสุทธิ์หมดจด ซึ่งต่างกับใจทะเยอทะยานที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์หมดจด.
1ตธ. 3:1 2 คำศัพท์ในภาษากรีกประกอบด้วย ข้างบน กับ ดู จึงหมายถึง การเฝ้าดูจากเบื้องสูงเหมือนผู้ดูแล ซึ่งมีนัยถึงหน้าที่การใช้งานของผู้ดูแล.
1ตธ. 3:2 ก ข้อ 2-7: ตต.1:5-9
1ตธ. 3:2 1ก คำศัพท์ในภาษากรีกประกอบด้วย คำว่า "ข้างบน" กับคำว่า "ผู้ดู" ดังนั้นจึงเป็นผู้ดูแล. ผู้ดูแลในคริสตจักร ท้องถิ่นก็คือ ผู้อาวุโส (กจ.20:17, 28). ชื่อเรียกทั้งสองล้วนเล็งถึงบุคคลเดียวกันคำว่า "ผู้อาวุโส" ชี้ถึงผู้ที่เติบโตสุกงอมแล้ว ส่วนคำว่า "ผู้ดูแล" ชี้ถึงหน้าที่การใช้งานของผู้อาวุโส. ในศตวรรษที่สอง อิกนาเธียส (Ignatius) เป็นผู้สอนว่า ผู้ดูแล หรือ บิชอพ (bishop) นั้นสูงกว่าผู้อาวุโส. คำสอนที่ผิดพลาดนี้ได้นำมาซึ่งระบบชนชั้นทางศาสนาที่มีบิชอพ, อาร์คบิชอพ (arch-bishop), คาร์ดินาล (cardinal), และสันตะปาปา. คำสอนนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของระบบบิชอพแห่งองค์กรการปกครองในคริสตจักร. ทั้งระบบชนชั้นทางศาสนาและระบบเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าเกลียดในสายพระเนตรของพระเจ้าทั้งสิ้น.
1ตธ. 3:2 ข กจ.20:28; ฟป.1:1
1ตธ. 3:2 2 ไม่ได้ชี้ถึงความสมบูรณ์ไร้ที่ติในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ชี้ถึงสภาพการณ์ที่ปราศจากตำหนิในสายตาของมนุษย์.
1ตธ. 3:2 3 มีนัยถึงการจำกัดเนื้อหนัง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องอย่างสูงต่อผู้อาวุโส. สิ่งนี้จะรักษาผู้อาวุโสไว้ในชีวิตสมรสที่ไม่ซับซ้อนและบริสุทธิ์ หมดจด ไม่ต้องไปพัวพันกับการสมรสที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย.
1ตธ. 3:2 ค 1ตธ.3:12; เทียบ 1ตธ.5:9
1ตธ. 3:2 ง 1ตธ.3:11; ตต.2:2
1ตธ. 3:2 4ง คือรู้จักบังคับตนและเป็นคนที่พอเหมาะพอดี
1ตธ. 3:2 จ 2ตธ.1:7; ตต.1:8; 2:2, 5-6; 1ปต.1:13; 4:7
1ตธ. 3:2 5จ ชี้ถึงความเข้าใจต่อเรื่องราวต่างๆ ซึ่งไม่เพียงว่องไว แต่มีความสุขุมรอบคอบด้วย.
1ตธ. 3:2 6 เหมาะสมอย่างสง่างาม หมายถึง เหมาะแก่กาลเทศะ.
1ตธ. 3:2 ฉ 1ตธ.5:10
1ตธ. 3:2 7ฉ การมีน้ำใจรับรองแขก จำเป็นต้องมีความรัก, มีความห่วงใยต่อผู้อื่น, และยังต้องมีความอดทน. ผู้อาวุโสที่มีคุณสมบัติเพียงพอจำต้องมีคุณธรรมเหล่านี้.
1ตธ. 3:2 8 การสอนในที่นี้คล้ายกับการสอนของบิดามารดาต่อบุตรของตน. ผู้อาวุโสจำต้องเหมาะที่จะเป็นผู้สอนในลักษณะของครอบครัวเช่นนี้ต่อผู้เชื่อที่อยู่ในคริสตจักรท้องถิ่น.
1ตธ. 3:2 ช 1ตธ.5:17; 2ตธ.2:24
1ตธ. 3:3 1 สิ่งนี้ต้องบังคับตนเองอย่างเข้มแข็ง.
1ตธ. 3:3 ก 1ตธ.3:8; ตต.2:3
1ตธ. 3:3 2 สิ่งนี้ต้องระงับอารมณ์อย่างเข้มแข็ง.
1ตธ. 3:3 ข ตต.3:2; ฟป.4:5
1ตธ. 3:3 3ข คือปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างผ่อนปรน, น่าใกล้ชิด, โอนอ่อน, มีเหตุผล, เห็นอกเห็นใจ และไม่เข้มงวด.
1ตธ. 3:3 ค 2ตธ.2:24; ตต.3:2
1ตธ. 3:3 4ค ไม่ชวนทะเลาะ, ชอบอยู่อย่างสันติ.
1ตธ. 3:3 5 เงินทองเป็นสิ่งทดสอบของมนุษย์ทุกคน. ผู้อาวุโสต้องเป็นคนบริสุทธิ์หมดจดในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเงินทอง เนื่องจากเงินในบัญชีของคริสตจักรมีผู้อาวุโสเป็นผู้จัดการดูเเล (กจ.11:30).
1ตธ. 3:3 ง 1ตธ.6:10; 1ปต.5:2; ฮร.13:5
1ตธ. 3:4 ก 1ตธ.3:12
1ตธ. 3:4 1ก นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า คนเช่นนี้มีคุณสมบัติพอที่จะทำหน้าที่ดูแลคริสตจักรท้องถิ่นได้.
1ตธ. 3:4 ข 1ตธ.2:2
1ตธ. 3:4 2ข ดู 2:2 คำอธิบาย 3 ข้อ 8, 11 ก็เช่นเดียวกัน.
1ตธ. 3:5 ก กจ.20:28
1ตธ. 3:6 1 แปลตามตรงคือ ผู้ที่ถูกปลูกไว้ใหม่ๆ เล็งถึงผู้ที่เพิ่งได้รับชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาไม่นานยังไม่ได้เติบโตและวัฒนาขึ้นในชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ตธ. 3:6 ก 1ตธ.6:4; 2ตธ.3:4
1ตธ. 3:6 2ก แปลตามตรงคือ ถูกควันบดบังไว้. ความเย่อหยิ่งในที่นี้ถูกเปรียบเสมือนกับควันซึ่งบดบังความคิดของมนุษย์ทำให้ความคิดมืดมนไป หลงใหลอยู่กับความเย่อหยิ่งทะนงตน.
1ตธ. 3:6 3 การพิพากษาที่ซาตานได้รับเพราะมันเย่อหยิ่งด้วยเหตุตำแหน่งอันสูง (ยอค.28:13-17).
1ตธ. 3:7 ก กจ.6:3
1ตธ. 3:7 1ก การดำเนินชีวิตและการเป็นอยู่ที่เป็นผลมาจากการดำเนินชีวิตพระคริสต์และสำแดงพระคริสต์ ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นชื่นชมและยกย่อง.
1ตธ. 3:7 2 ผู้อาวุโสจำต้องถูกต้องต่อตัวเอง, ต่อคนในครอบครัว, ต่อคริสตจักร, ต่อคนภายนอก — สังคม. ยิ่งไปกว่านั้นหากพิจารณาดูตามเนื้อความนี้แล้ว ผู้อาวุโสยังจำต้องถูกต้องในด้านความตั้งใจ, เจตนา, อุปนิสัย, ท่าที, คำพูด, และการกระทำด้วย.
1ตธ. 3:7 ข 2ตธ.2:26; 1ตธ.6:9
1ตธ. 3:7 3ข แปลตามตรงคือ ตกอยู่ในการติเตียนและบ่วงแร้วของมาร. การตกอยู่ในการพิพากษาที่มารได้รับนั้นเป็นเพราะความเย่อหยิ่งในตัวเองของผู้อาวุโส ส่วนการตกอยู่ในบ่วงแร้วของมารนั้นเกิดจากการติเตียนของคนภายนอก. ผู้อาวุโสควรจะต้องคอยระวังไว้ ด้านหนึ่งอย่าได้เย่อหยิ่งอีกด้านหนึ่งอย่าได้เป็นที่ว่ากล่าวติเตียน เพื่อจะหลีกเลี่ยงจากการพัวพันของมาร.
1ตธ. 3:7 4 ดู วว.2:10 คำอธิบาย 1.
1ตธ. 3:8 ก ฟป.1:1
1ตธ. 3:8 1ก ผู้ดูแลต้องดูแลคริสตจักร ส่วนผู้ปรนนิบัติต้องปรนนิบัติคริสตจักรภายใต้การชี้นำของผู้อาวุโส. นี่เป็นหน้าที่ปรนนิบัติเพียงสองประการที่มีอยู่ในคริสตจักรท้องถิ่น.
1ตธ. 3:8 2 งูเป็นสัตว์ที่มีลิ้นสองแฉก. เมื่อผู้ปรนนิบัติในคริสตจักรท้องถิ่นทำการปรนนิบัติวิสุทธิชนทั้งหลาย ในขณะที่ติดต่อกับพวกเขานั้นก็ง่ายที่จะเป็นคนสองลิ้น. หากเป็นเช่นนี้ เขาก็ดำเนินชีวิตออกซึ่งนิสัยของมารคืองูเฒ่า และจะนำความตายเข้ามาในชีวิตคริสตจักร.
1ตธ. 3:8 3 การติดสุราเป็นเครื่องบ่งบอกถึงการไม่สามารถควบคุมตัวเองได้. ผู้ทำการปรนนิบัติอยู่ในคริสตจักรท้องถิ่นจำต้องควบคุมตัวเองได้อย่างสมบูรณ์.
1ตธ. 3:8 ข 1ตธ.3:3; ตต.2:3; ลวต.10:9; ยอค.44:21
1ตธ. 3:8 4 ผู้ปรนนิบัติไม่ควรจะแสวงหาผลประโยชน์จากการปรนนิบัติวิสุทธิชนของตน. การแสวงหาผลประโยชน์เช่นนี้ก็คือการโลภแสวงหาผลประโยชน์อันต่ำช้า (เทียบ 6:5ข).
1ตธ. 3:8 ค 1ตธ.3:3
1ตธ. 3:9 ก 1ตธ.1:19
1ตธ. 3:9 ข 1ตธ.3:16
1ตธ. 3:9 1ข หลักความเชื่อในที่นี้เป็นทัศนะภายนอกเช่นเดียวกับใน 1:19; 2ตธ.4:7 โดยหมายถึงสิ่งที่เราเชื่อและเป็นสิ่งที่ก่อรูปขึ้นเป็นกิตติคุณ. ประการสำคัญของข้อลับลึกแห่งหลักความเชื่อนั้นก็คือพระคริสต์ผู้เป็นข้อลับลึกของพระเจ้า (กซ.2:2) และคริสตจักรคือข้อลับลึกของพระคริสต์ (อฟ.3:4). ผู้ปรนนิบัติในคริสตจักรท้องถิ่นควรจะต้องยึดถือข้อลับลึกแห่งหลักความเชื่อโดยมีความเข้าใจอย่างครบถ้วนด้วยมโนธรรมที่บริสุทธิ์หมดจดเพื่อพยานขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ตธ. 3:9 ค 1ตธ.1:4
1ตธ. 3:9 ง 2ตธ.1:3; เทียบ 1ตธ.1:5
1ตธ. 3:9 2ง มโนธรรมที่บริสุทธิ์หมดจดก็คือมโนธรรมที่ได้รับการชำระให้ปราศจากสิ่งเจือปน. การที่ผู้ปรนนิบัติจะยึดถือข้อลับลึกแห่งหลักความเชื่อเพื่อพยานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจำเป็นต้องมีมโนธรรมที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์หมดจดเช่นนี้.
1ตธ. 3:10 1 กรณีนี้อาจเปิดเผยเป็นนัยว่า เขาต้องผ่านการฝึกเรียนรู้งานสักระยะหนึ่งก่อน.
1ตธ. 3:10 ก 2กธ.8:22
1ตธ. 3:10 ข ตต.1:6-7
1ตธ. 3:10 2ข หรือ ไร้ความผิด.
1ตธ. 3:10 3 ก็คือหน้าที่ใช้งานของผู้ปรนนิบัติ.
1ตธ. 3:11 1 หมายถึง ผู้ปรนนิบัติหญิง (รม.16:1).
1ตธ. 3:11 2 สอดคล้องกับการไม่เป็นคนสองลิ้นในข้อ 8. มารนั้นเป็นผู้ใส่ร้าย (วว.12:10). การใส่ร้ายผู้อื่นก็เป็นการดำเนินชีวิตออกซึ่งนิสัยของผู้ใส่ร้ายที่ชั่วร้ายนั้น. พี่น้องหญิงที่เป็นผู้ปรนนิบัติหญิงอยู่ในคริสตจักรท้องถิ่นท่ามกลางพี่น้องหญิงทั้งหลายควรจะหลีกหนีจากการพูดใส่ร้าย หลีกหนีจากการกระทำอันชั่วร้ายของมาร.
1ตธ. 3:11 ก 2ตธ.3:3; ตต.2:3
1ตธ. 3:11 ข 1ตธ.3:2; ตต.2:2
1ตธ. 3:11 3 สอดคล้องกับการไม่โลภในผลประโยชน์อันต่ำช้าในข้อ 8. พี่น้องหญิงที่เป็นผู้ปรนนิบัติหญิงจะต้องเป็นคนสัตย์ซื่อและไว้ใจได้ในสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะในเรื่องของผลประโยชน์.
1ตธ. 3:12 1 ดูข้อ 2 คำอธิบาย 3.
1ตธ. 3:12 ก 1ตธ.3:2
1ตธ. 3:12 ข 1ตธ.3:4
1ตธ. 3:12 2ข หากพี่น้องชายสามารถปกครองบุตรและครัวเรือนของตนได้ดีก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า เขาสามารถที่จะปรนนิบัติคริสตจักรได้.
1ตธ. 3:13 1 หมายถึงจุดยืนที่มั่นคงไม่สั่นคลอนในฐานะผู้เชื่อและวิสุทธิชนทั้งต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์ด้วย. การปรนนิบัติคริสตจักรในฐานะผู้ปรนนิบัติได้ดีทำให้ฐานแห่งการเป็นคริสเตียนของผู้นั้นแข็งแรงยิ่งขึ้น.
1ตธ. 3:13 2 หรือ มีความมั่นใจเป็นอันมาก. การปรนนิบัติคริสตจักรได้ดียังเพิ่มพูนความกล้าหรือความมั่นใจด้านหลักความเชื่อของคริสเตียนที่เป็นผู้ปรนนิบัติให้เข้มแข็งขึ้นอีกด้วย.
1ตธ. 3:13 ก 1ตธ.1:4
1ตธ. 3:15 1 นี่แสดงว่า หนังสือเล่มนี้ได้ให้คำชี้แจงว่าจะดูแลคริสตจักรท้องถิ่นอย่างไร.
1ตธ. 3:15 ก อฟ.2:19; ฮร.3:6
1ตธ. 3:15 2ก หรือ คนในครอบครัว. ข้อ 4, 5, และ 12 (เรือน) ก็เป็นคำเดียวกัน. คนในครอบครัวหรือครอบครัวของพระเจ้าซึ่งก็คือบ้านของพระเจ้า. ทั้งบ้านและคนในครอบครัวล้วนหมายถึงสิ่งเดียวกันคือการชุมนุมที่ประกอบไปด้วยผู้เชื่อ (อฟ.2:19; ฮร.3:6). ความเที่ยงแท้ของบ้านซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่นี้มีอยู่ในวิญญาณของเรา (อฟ.2:22). เราต้องดำเนินชีวิต และเคลื่อนไหวอยู่ในวิญญาณของเราเพื่อให้พระเจ้าถูกสำแดงว่าเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่ในบ้านนี้.
1ตธ. 3:15 ข 1ตธ.3:5; 1กธ.10:32
1ตธ. 3:15 ค มธ.16:16; 1ตธ.4:10
1ตธ. 3:15 3ค พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งทรงดำรงอยู่ในคริสตจักรจะต้องเป็นทัศนะภายในต่อคริสตจักรไม่ใช่เป็นทัศนะภายนอก. รูปเคารพที่อยู่ในวัดวาอารามของศาสนาอื่นนั้นไม่มีชีวิต. แต่พระเจ้านั้นทรงพระชนม์อยู่ โดยไม่เพียงดำรงอยู่เท่านั้น แต่ยังได้กระทำการ, เคลื่อนไหว, และทำงานอยู่ในคริสตจักรซึ่งเป็นวิหารที่มีชีวิตของพระองค์อีกด้วย. เพราะว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ คริสตจักรจึงมีชีวิตเป็นอยู่ในพระองค์, โดยพระองค์, และร่วมกับพระองค์ด้วย. พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่และคริสตจักรที่มีชีวิตได้ร่วมดำเนินชีวิต, ร่วมเคลื่อนไหว, และร่วมกระทำการด้วยกัน. คริสตจักรที่มีชีวิตนี้เป็นบ้านและคนในครอบครัวของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่. ดังนั้นสิ่งนี้จึงกลายเป็นการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในเนื้อหนัง.
1ตธ. 3:15 ง 1พกษ.7:21; ฆต.2:9; วว.3:12
1ตธ. 3:15 4ง นี่เป็นวิธีพูดแบบเปรียบเทียบ. เสานั้นมีไว้ค้ำจุนสิ่งก่อสร้าง ส่วนฐานรากมีไว้พยุงเสา. คริสตจักรเป็นเสาที่ค้ำจุนหลักความจริงและเป็นฐานรากที่พยุงหลักความจริงไว้เช่นนี้เอง.
1ตธ. 3:15 จ 1ตธ.2:4
1ตธ. 3:15 5จ หลักความจริงในที่นี้เล็งถึงสิ่งที่จริงแท้ซึ่งเปิดเผยอยู่ในพันธสัญญาใหม่ ซึ่งเกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักรตามแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. คริสตจักรเป็นเสาที่ค้ำจุนและฐานรากที่พยุงความเที่ยงแท้เหล่านี้. คริสตจักรท้องถิ่นควรจะเป็นสิ่งก่อสร้างเช่นนี้ที่ได้พยุง, แบกรับ, และเป็นพยานถึงหลักความจริงหรือความเที่ยงแท้ของพระคริสต์และคริสตจักร.
1ตธ. 3:16 ก 1ตธ.3:9
1ตธ. 3:16 1ก ถ้าพิจารณาตามเนื้อความ คำว่า "ธรรม" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความนบนอบเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่พระเจ้าทรงมีชีวิตเป็นอยู่ในคริสตจักร ซึ่งก็คือการที่พระเจ้าผู้เป็นชีวิตนั้นได้ดำเนินชีวิตออกมาในคริสตจักร. นี่เป็นข้อลับลึกที่ยิ่งใหญ่ซึ่งผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ทุกคนล้วนยอมรับ.
1ตธ. 3:16 ข 1ตธ.2:2
1ตธ. 3:16 2 หรือ สิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นเช่นนี้, สิ่งที่เกินกว่าหลักเหตุผล, สิ่งที่ไร้ข้อโต้แย้ง.
1ตธ. 3:16 3 ตามคำบอกเล่าทางประวัติศาสตร์นั้น กลอนทั้งหกบรรทัดนี้เป็นบทเพลงบทหนึ่งที่วิสุทธิชนในคริสตจักรยุคแรกชอบร้องกัน. คำว่า "พระองค์" ในที่นี้ชี้ถึงพระคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าซึ่งปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนังเป็นข้อลับลึกแห่งธรรมนั้น. การเปลี่ยนจากวลีที่ว่า "ข้อลับลึกแห่งธรรมนั้น" ไปสู่คำที่ว่า "พระองค์" มีนัยว่าพระคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าที่ทรงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนังก็คือข้อลับลึกแห่งธรรมนั่นเอง (กซ.1:27; ฆต.2:20). ข้อลับลึกแห่งธรรมนี้ก็คือการดำเนินชีวิตของคริสตจักรที่ปกติ และการดำเนินชีวิตเช่นนี้ก็เป็นการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในเนื้อหนัง.
1ตธ. 3:16 ค 1ยฮ.1:2; 3:5, 8
1ตธ. 3:16 4ค การปรากฏเป็นที่ประจักษ์นี้เป็นไปโดยอาศัยการกลายเป็นเนื้อหนังและการดำเนินชีวิตมนุษย์ (ยฮ.1:1, 14). คำว่า "ในเนื้อหนัง" ก็คืออยู่ในรูปลักษณ์และลักษณะท่าทางของมนุษย์ (รม.8:3; ฟป.2:7-8). พระคริสต์ทรงปรากฏต่อหน้ามนุษย์ในรูปแบบของมนุษย์ (2กธ.5:16) แต่พระองค์ยังเป็นพระเจ้าที่ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์อยู่ในตัวของมนุษย์ด้วย.
1ตธ. 3:16 ง ยฮ.1:14; รม.8:3; ฮร.2:14
1ตธ. 3:16 5 หรือ ถูกพิสูจน์ว่า. ในการดำเนินชีวิตมนุษย์ของพระคริสต์ผู้กลายเป็นเนื้อหนังนั้น พระองค์ไม่เพียงถูกพิสูจน์โดยพระวิญญาณนั้นว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้าเท่านั้น (มธ.3:16-17; รม.1:3-4) พระองค์ยังได้ถูกโปรดให้ชอบธรรม, ถูกยืนยัน, และถูกยอมรับโดยพระวิญญาณนั้นว่าเป็นผู้ที่ถูกต้องและชอบธรรมอีกด้วย (มธ.3:15-16; 4:1). พระองค์ทรงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนังแต่ถูกพิสูจน์และโปรดให้ชอบธรรมในพระวิญญาณ. พระองค์ทรงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนัง แต่ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในพระวิญญาณ (ลก.4:1, 14; มธ.12:28) และถวายพระองค์เองให้แด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณ (ฮร.9:14). การเปลี่ยนรูปลักษณะของพระองค์ (มธ.17:2) และการเป็นขึ้นของพระองค์ล้วนเป็นการโปรดให้ชอบธรรมของพระวิญญาณนั้น. ยิ่งไปกว่านั้นในการเป็นขึ้นนี้ พระองค์ยังได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45; 2กธ.3:17) เพื่อมาอาศัยและเป็นอยู่ในเรา (รม.8:9-10) เพื่อให้พระเจ้าได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนังอันเป็นข้อลับลึกของธรรมนั้น. ฉะนั้นบัดนี้เรามิได้รู้จักกับพระองค์และอวัยวะของพระองค์ตามเนื้อหนังของเราอีกต่อไป แต่ตามพระวิญญาณ (2กธ.5:16). เพราะการที่พระเจ้าทรงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนังนั้นได้รับการโปรดให้ชอบธรรมในพระวิญญาณ และพระวิญญาณนั้นก็เป็นหนึ่งกับวิญญาณของเรา (รม.8:16) เราจึงจำต้องดำเนินชีวิตและประพฤติอยู่ในวิญญาณของเรา เพื่อให้การโปรดให้ชอบธรรมนี้จะถูกกระทำให้สำเร็จ.
1ตธ. 3:16 6 หมู่ทูตสวรรค์เคยเห็นการกลายเป็นเนื้อหนัง, การดำเนินชีวิตมนุษย์, รวมทั้งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์ (ลก.2:9-14; มธ.4:11; กจ.1:10-11; วว.5:6, 11-12).
1ตธ. 3:16 7 พระคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าที่ทรงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในเนื้อหนังได้ถูกประกาศเป็นกิตติคุณไปยังประชาชาติรวมทั้งประเทศอิสราเอล ตั้งแต่วันเพ็นเทคอสเป็นต้นมา (รม.16:26; อฟ.3:8).
1ตธ. 3:16 8 พระคริสต์ผู้ทรงเป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้าในเนื้อหนังได้เป็นที่เชื่อถือของชาวโลก คือถูกต้อนรับเป็นพระผู้ช่วยและเป็นชีวิต (กจ.13:48).
1ตธ. 3:16 9 หมายถึงการเสด็จสู่สวรรค์เข้าสู่สง่าราศีของพระคริสต์ (มก.16:19; กจ.1:9-11; 2:33; ฟป.2:9). ตามลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ การเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์เกิดขึ้นก่อนที่พระองค์จะถูกประกาศไปยังประชาชาติ. แต่ ณ ที่นี้การเสด็จสู่สวรรค์ถูกเรียงไว้เป็นลำดับสุดท้ายของการที่พระคริสต์ทรงเป็นการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในเนื้อหนัง. นี่ต้องเป็นการบ่งบอกว่าคริสตจักรก็จะถูกรับขึ้นไปในสง่าราศีด้วยเช่นกัน. ดังนั้นสิ่งนี้จึงมีนัยว่า ไม่เพียงพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะเท่านั้นที่เป็นการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในเนื้อหนัง แต่คริสตจักรซึ่งเป็นพระกายก็เป็นการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในเนื้อหนังด้วยเช่นกัน. เมื่อคริสตจักรได้รับการดูแลที่ดีตามคำชี้แนะในสองบทแรกและได้ก่อตั้งการดูแลของผู้อาวุโสและการปรนนิบัติของผู้ปรนนิบัติขึ้นอย่างสมบูรณ์ตามที่ได้เปิดเผยไว้ในบทที่ 3 แล้ว ในเวลานั้นคริสตจักรก็จะปรากฏการใช้งานออกมาเป็นบ้านและครอบครัวของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่เพื่อการเคลื่อนไหวของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก โดยเป็นเสาที่ค้ำจุนและเป็นฐานรากที่พยุงหลักความจริงไว้ คือแบกรับความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์และพระกายของพระองค์ไว้เพื่อเป็นพยานต่อชาวโลก. เช่นนี้คริสตจักรก็จะกลายเป็นการสืบเนื่องของพระคริสต์ผู้เป็นการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในเนื้อหนัง. นี่ก็คือข้อลับลึกแห่งธรรมอันยิ่งใหญ่นั่นเอง นั่นคือพระคริสต์ดำเนินชีวิตออกจากคริสตจักรกลายเป็นการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในเนื้อหนัง.
สารบัญ