การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6

1 ติโมเธียว บทที่ 1

หัวข้อหลัก: แผนการบริหารของพระเจ้าเกี่ยวกับคริสตจักร

ผู้เขียน: อัครทูตเปาโล (1:1).

เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.65 หลังจากที่เปาโลได้รับการปล่อยตัวจากการถูก จำจองในโรมครั้งแรก.

สถานที่เขียน: อาจเป็นที่มากะโดเนีย (1:3).

ผู้รับ: ติโมเธียว (1:2).

I. คำนำ
1:1-2
1ตธ. 1:1 1เปาโลกอัครทูตของพระคริสต์เยซูขตาม2คพระบัญชาของ3งพระเจ้า[ผู้ทรงเป็น]องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเราและพระคริสต์เยซูผู้ทรงเป็น4จความหวังของเรา
1ตธ. 1:2 [เขียนจดหมาย]มายัง1กติโมเธียวผู้เป็นขบุตรแท้[ของข้าพเจ้า]2โดยความเชื่อ: ขอให้พระคุณ, คพระเมตตา, และสันติสุข จากพระเจ้าพระบิดาและจากองค์พระคริสต์เยซูเจ้าของเรา[จงมีแก่ท่านเถิด].
II. แผนการบริหารของพระเจ้า ซึ่งตรงกันข้ามกับคำสอนที่แตกต่างออกไป
1:3-17
1ตธ. 1:3 เมื่อข้าพเจ้าได้1ไปยังกมณฑลมากะโดเนีย ข้าพเจ้าได้วอนขอให้ท่านยังคงอยู่ในขเมืองเอเฟโซ เพื่อท่านจะได้กำชับ2บางคนไม่ให้เขาสอนในสิ่งที่3คแตกต่างออกไป[จากแผนการบริหารของพระเจ้า]
1ตธ. 1:4 ทั้งไม่ให้เขาใส่ใจใน1กเรื่องนิยายต่างๆ และ2ขเรื่องลำดับวงศ์ตระกูลอันไม่รู้จักจบ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดคการถกเถียงกันมากกว่าที่[จะเป็นไปตาม]3งแผนการบริหารของพระเจ้าซึ่งอยู่ใน4จหลักความเชื่อ.
1ตธ. 1:5 แต่เป้าหมายแห่ง1คำกำชับนั้นก็คือ2กความรักซึ่งมาจาก3ขใจอันบริสุทธิ์หมดจด, มาจากคมโนธรรมที่ไม่บกพร่อง, และมาจากงความเชื่อที่ไม่จอมปลอม.
1ตธ. 1:6 บางคนก็ได้ผิดเป้าหมาย1กเบี่ยงเบนไปจากสิ่งเหล่านี้ หันไปสู่2ขการพูดไร้สาระ
1ตธ. 1:7 และแม้ว่าเขาไม่เข้าใจทั้งคำที่เขากล่าวและสิ่งที่เขา1กชี้ขาด เขาก็ยังปรารถนาเป็น2ขอาจารย์สอนกฎบัญญัติ.
1ตธ. 1:8 แต่ว่าเราทั้งหลายรู้อยู่ว่ากกฎบัญญัตินั้นดีอยู่แล้ว ถ้าผู้ใดจะใช้ให้ถูกต้อง
1ตธ. 1:9 พึงรู้ว่ากกฎบัญญัตินั้นมิได้ทรงบัญญัติไว้สำหรับคนชอบธรรม แต่สำหรับคนล่วงกฎบัญญัติ และขคนดื้อด้าน, คคนไม่อยู่ในธรรมและคนบาป, งคนไม่บริสุทธิ์และจคนที่อยู่ในทางโลก, คน1ทุบตีพ่อแม่, คนฆ่าคน,
1ตธ. 1:10 คนล่วงประเวณี, กคนรักร่วมเพศ, คนค้าทาส, คนโกหก, คนให้คำสาบานเท็จ, และอะไรๆ ที่ขัดกับ1ขคำสอนที่มีพลานามัย
1ตธ. 1:11 กตามที่มีอยู่ใน1ขกิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระเจ้าคผู้ควรรับการสรรเสริญ ซึ่งข้าพเจ้าได้รับงมอบหมายมานั้น.
1ตธ. 1:12 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ผู้ทรง1กเพิ่มกำลังให้ข้าพเจ้า คือองค์พระคริสต์เยซูเจ้าของเรา ด้วยว่าพระองค์ทรงนับว่าข้าพเจ้าเป็นขคนสัตย์ซื่อ จึงทรงคตั้งข้าพเจ้าไว้สำหรับงการปฏิบัตินั้น.
1ตธ. 1:13 ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้นข้าพเจ้าเป็น1คนหมิ่นประมาทพระเจ้า, กข่มเหงผู้คน, และ2ดูหมิ่นผู้คน แต่ข้าพเจ้าได้รับ3ขพระเมตตา เพราะว่าข้าพเจ้าได้กระทำเช่นนั้นโดย4คความเขลาเพราะ4งความไม่เชื่อ.
1ตธ. 1:14 และ1กพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้นมีขมากเหลือล้น ทำให้ข้าพเจ้ามี2คความเชื่อและความรักในพระคริสต์เยซู.
1ตธ. 1:15 คำนี้เป็นกคำสัตย์จริงและสมควรที่จะรับไว้ทั้งสิ้น คือว่าพระคริสต์เยซูได้1เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อทรงช่วยขคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอ้.
1ตธ. 1:16 แต่ว่าเพราะเหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจึงได้รับกพระเมตตา คือเพื่อพระเยซูคริสต์จะได้ทรงสำแดงความอดทนนานทั้งสิ้นของพระองค์ให้ปรากฏในตัวข้าพเจ้าซึ่งเป็นตัวเอ้นั้น ให้เป็น1แบบอย่างแก่คนทั้งปวงที่ภายหลังจะขเชื่อในพระองค์และจะได้2คชีวิตนิรันดร์.
1ตธ. 1:17 1ขอให้2กเกียรติยศและขสง่าราศี จงมีแด่คองค์กษัตริย์แห่งนิรันดร์กาล ผู้งไม่อาจเสื่อมสลาย ผู้จไม่ได้ปรากฏแก่ตา ผู้เป็นพระเจ้าฉองค์เดียวสืบๆ ไปเป็นนิตย์. เอเมน.
III. ความเชื่อและมโนธรรมที่ไม่บกพร่องซึ่งจำเป็นต่อการยึดมั่นหลักความเชื่อไว้
1:18-20
1ตธ. 1:18 ติโมเธียวกบุตร[ของข้าพเจ้า] 1ขคำกำชับนี้ข้าพเจ้าฝากไว้กับท่านตาม2คคำพยากรณ์ซึ่งได้กล่าวถึงท่านไว้ก่อน เพื่อโดยข้อความเหล่านั้น ท่านจะได้3งเข้าสู่การสู้รบที่ดีเลิศ.
1ตธ. 1:19 กยึดมั่น1ขความเชื่อและคมโนธรรมที่ไม่บกพร่องไว้. สิ่งเหล่านี้บางคนได้ละทิ้งเสียแล้ว จึง2อับปางลงในด้าน3งหลักความเชื่อนั้น
1ตธ. 1:20 ในคนเหล่านั้นมี1กฮุเมนายและ2ขอาเล็กซันดะโร ซึ่งข้าพเจ้าได้คมอบไว้แก่ซาตานแล้ว เพื่อเขาจะ3รับการตีสอนและจะไม่งหมิ่นประมาทพระเจ้าอีก.

คำอธิบาย 1 ติโมเธียว บทที่ 1

1ตธ. 1:1 1 หนังสือ 1 ติโมเธียวได้เปิดเผยแก่เราถึงแผนการบริหารของพระเจ้าเกี่ยวกับคริสตจักร, หนังสือ 2 ติโมเธียวได้สร้างภูมิคุ้มกันต้านการเสื่อมถอยของคริสตจักรให้แก่เรา, และหนังสือติโตนั้นพูดถึงการรักษาระเบียบของคริสตจักรไว้. สิ่งเหล่านี้คือสามด้านของวัตถุประสงค์หนึ่งเดียว วัตถุประสงค์นี้ก็คือการรักษาคริสตจักรให้เป็นการสำแดงที่ถูกต้องของพระเจ้าตรีเอกภาพเหมือนดังที่มีคันประทีปทองคำซึ่งเป็นส่วนที่สุดยอดในการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ (วว.1:12, 20) เป็นแบบเล็ง. เพื่อสำเร็จวัตถุประสงค์ดังกล่าว หนังสือทั้งสามเล่มนี้จึงได้เน้นถึงสิ่งที่เป็นพื้นฐานและสำคัญดังประการต่อไปนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ
(1) หลักความเชื่อ ซึ่งก็คือเนื้อหาของกิตติคุณที่ครบสมบูรณ์ตามแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า ซึ่งเป็นทัศนะภายนอกดังที่กล่าวไว้ใน 1ตธ.1:4, 19; 2:7; 3:9, 13; 4:1, 6; 5:8; 6:10, 12, 21; 2ตธ.3:8; 4:7; ตต.1:1, 4, 13.
(2) หลักความจริง ซึ่งก็คือความเที่ยงแท้แห่งเนื้อหาของหลักความเชื่อ ดังที่ได้กล่าวไว้ใน 1ตธ.2:4, 7; 3:15; 4:3; 6:5; 2ตธ.2:15, 18, 25; 3:7, 8; 4:4; และ ตต.1:1, 14.
(3) คำสอนที่มีพลานามัย ใน 1ตธ.1:10; 2ตธ.4:3; และ ตต.1:9; 2:1; ถ้อยคำที่มีพลานามัย ใน 1ตธ.6:3 และ 2ตธ.1:13; คำพูดที่มีพลานามัย ใน ตต.2:8; และการมีพลานามัยในหลักความเชื่อ ใน ตต.1:13; 2:2. ทั้งหมดนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับสภาพการณ์ของชีวิตทั้งสิ้น.
(4) ชีวิต ซึ่งก็คือชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า ใน 1ตธ.1:16; 6:12, 19; 2ตธ.1:1, 10; และตต.1:2; 3:7.
(5) ธรรม ซึ่งก็คือการดำเนินชีวิตที่สำแดงพระเจ้า ดังที่ได้กล่าวไว้ใน 1ตธ.2:2, 10 (ยำเกรงพระเจ้า); 3:16; 4:7, 8; 5:4 (กตัญญู); และ 6:3, 5, 6, 11; 2ตธ.3:5, 12; ตต.1:1; 2:12. ส่วนคำที่ตรงกันข้ามคือคำว่า "ไม่อยู่ในธรรม" ถูกกล่าวไว้ใน 1ตธ.1:9; 2ตธ.2:16; และ ตต.2:12.
(6) ความเชื่อ ก็คือกริยาที่เราเชื่อในกิตติคุณ, เชื่อในพระเจ้า, และเชื่อในพระคำและพระราชกิจของพระเจ้า. นี่เป็นทัศนะภายใน ดังที่ได้กล่าวไว้ใน 1ตธ.1:2, 5, 14, 19; 2:15; 4:12; 6:11; 2ตธ.1:5, 13; 2:22; 3:10, 15; และ ตต.2:2; 3:15.
(7) มโนธรรม ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญของวิญญาณของเราทำหน้าที่ให้ความชอบธรรมหรือปรับโทษในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าหรือระหว่างเรากับผู้อื่น ดังที่ได้กล่าวไว้ใน 1ตธ.1:5, 19; 3:9; 4:2; 2ตธ.1:3; และ ตต.1:15.
หลักความเชื่อก็มีค่าเท่ากับเนื้อหาสาระของแผนการบริหาร, การปกครองหรือการจัดแจงในครอบครัวของพระเจ้า. ส่วนหลักความจริงก็คือเนื้อหาสาระและความเที่ยงแท้ของหลักความเชื่อตามแผนการบริหารของพระเจ้า. ส่วนคำสอนที่มีพลานามัย, ถ้อยคำที่มีพลานามัย, และคำพูดที่มีพลานามัยก็คือ การปฏิบัติแห่งหลักความจริงที่ได้นำเอาความเที่ยงแท้ของหลักความจริงอันศักดิ์สิทธิ์มาหล่อเลี้ยงมนุษย์. ชีวิตนิรันดร์เป็นสื่อกลางและฤทธิ์เดชในการสำเร็จความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์แห่งหลักความเชื่อ. ธรรมนั้นเป็นการดำเนินชีวิตที่สำแดงความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือการสำแดงของพระเจ้าในความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์. ความเชื่อ (ซึ่งเป็นทัศนะภายใน) คือผลสะท้อนต่อหลักความจริงแห่งหลักความเชื่อ (ซึ่งเป็นทัศนะภายนอก) ความเชื่อเช่นนี้ได้ต้อนรับและมีส่วนในความเที่ยงแท้อันศักดิ์สิทธิ์. ส่วนมโนธรรมเป็นการทดสอบและตรวจสอบเพื่อรักษาเราอยู่ในหลักความเชื่อ.
1ตธ. 1:1 ก กจ.14:14; 1กธ. 9:1-2, 5; 2กธ.11:5
1ตธ. 1:1 ข ตต.1:3; เทียบ 2ตธ.1:1; ตต.1:1
1ตธ. 1:1 ค ยฮ.13:34; กจ.1:2; รม.16:26; ตต.1:3; 1ยฮ.2:3; 3:23-24
1ตธ. 1:1 2ค เปาโลได้เป็นอัครทูตตามพระบัญชาของพระเจ้าและของพระคริสต์. ในหนังสือจดหมายเล่มแรกๆ นั้น ท่านได้บอกแก่เราว่า ท่านได้เป็นอัครทูตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (1กธ.1:1; 2กธ.1:1; อฟ.1:1; กซ.1:1). พระบัญชาของพระเจ้าก็คือคำชี้แจงที่แน่ชัด, เป็นการชี้นำที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า.
1ตธ. 1:1 ง 1ตธ.4:10; ตต.2:13; 1ตธ.2:3; ตต.1:3; 2:10; 3:4; ยด.24; บพส.65:5
1ตธ. 1:1 3ง วลีที่ว่า "พระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา" ใน 1ตธ.1:1; 4:10 และ ตต.2:13 และวลีที่ว่า "องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเราผู้ทรงเป็นพระเจ้า" ใน 1ตธ.2:3 และ ตต.1:3; 2:10; 3:4 เป็นชื่อพิเศษที่ใช้เรียกพระเจ้าในหนังสือสามเล่มนี้คือ 1, 2 ติโมเธียว และติโต ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้ยึดเอาความรอดของพระเจ้ามาเป็นข้ออ้างอิงที่มีน้ำหนักในการสั่งสอนเรื่องแผนการบริหาร แห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า (1ตธ.1:15-16; 2:4-6; 2ตธ.1:9-10; 2:10; 3:15; ตต.2:14; 3:5-7). เปาโลได้กลายเป็นอัครทูตตามพระบัญชาของพระเจ้าพระผู้ช่วยคือองค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงเป็นพระเจ้าเช่นนี้ไม่ใช่ตามพระบัญชาของพระเจ้าผู้ประทานพระบัญญัติและพระเจ้าผู้มีข้อเรียกร้อง.
1ตธ. 1:1 จ กซ.1:27; ตต.1:2; 2:13; 3:7
1ตธ. 1:1 4จ พระคริสต์เยซูไม่ได้เป็นเพียงองค์ผู้ถูกชโลมของพระเจ้า (พระคริสต์) เพื่อมาเป็นองค์พระผู้ช่วย (พระเยซู) ของเรา เพื่อช่วยเราให้รอดและรับชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังเป็นความหวังของเรา เพื่อนำเราเข้าสู่พระพรและการรับสุขที่ครบสมบูรณ์แห่งชีวิตนิรันดร์นี้อีกด้วย. ความหวังแห่งชีวิตนิรันดร์ ที่ได้เปิดเผยไว้ใน ตต.1:2 ซึ่งเป็นฐานรากและเงื่อนไขของฐานะแห่งการปฏิบัติในการเป็นอัครทูตของเปาโล และ ความหวังใจที่เป็นสุข ที่ได้เปิดเผยใน ตต.2:13 ซึ่งก็คือการปรากฏแห่งสง่าราศีของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเราที่เรากำลังคอยท่าอยู่นั้นทั้งสองสิ่งนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดกับตัวบุคคลของพระมาซีฮาของพระเจ้าองค์พระผู้ช่วยของเรา. เพราะฉะนั้นตัวพระองค์เองก็คือความหวังอันสง่าราศีของเรา (กซ.1:27). การที่เปาโลกลายเป็นอัครทูตนั้น ไม่เพียงเป็นไปตามพระบัญชาขององค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงเป็นพระเจ้าของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นไปตามพระบัญชาของผู้ที่ทรงช่วยเราด้วยชีวิตนิรันดร์ และจะนำเราเข้าสู่สง่าราศีแห่งชีวิตนี้อีกด้วย. พระบัญชาของพระองค์เป็นมาโดยชีวิตนิรันดร์และจะสำเร็จเป็นจริงโดยชีวิตที่นิรันดร์ด้วยไม่เหมือนกับพระบัญชาของพระเจ้าผู้ประทานกฎบัญญัติซึ่งเป็นมาโดยตัวอักษรและจะต้องใช้ความพยายามของมนุษย์มากระทำให้สำเร็จและไม่มีการหล่อเลี้ยงของชีวิตนิรันดร์อีกด้วย.
1ตธ. 1:2 ก กจ.16:1-3; 1กธ.4:17
1ตธ. 1:2 1ก คำนี้ในภาษากรีกประกอบด้วยคำว่า "เคารพนับถือ" กับ "พระเจ้า." ดังนั้นชื่อนี้จึงหมายถึงการเคารพนับถือพระเจ้า.
1ตธ. 1:2 ข 1ตธ.1:18; 2ตธ.1:2; 2:1; 1กธ.4:17, 15; เทียบ ตต.1:4; ฟม.10
1ตธ. 1:2 2 แปลตามตรงคือ ในความเชื่อ. การที่ติโมเธียวกลายเป็นบุตรแท้ของเปาโลนั้นไม่ได้เป็นมาโดยกำเนิด แต่ในความเชื่อ (ซึ่งก็คือในขอบเขตและองค์ประกอบของความเชื่อ) ไม่ได้เป็นมาโดยทางกายภาพ แต่เป็นฝ่ายวิญญาณ.
1ตธ. 1:2 ค 1ตธ.1:13, 16; 2ตธ.1:2, 16, 18; ตต.3:5; รม.9:15, 18
1ตธ. 1:3 1 นี่คงจะเกิดขึ้นหลังจากที่อัครทูตได้รับการปล่อยตัวจากการจำจองในโรมครั้งแรก (ดู 2ตธ.4:6 คำอธิบาย 2). ท่านอาจเขียนจดหมายฉบับนี้ในมณฑลมากะโดเนีย (ปัจจุบันนี้อยู่ทางเหนือของกรีกและทางใต้ของบัลแกเรีย).
1ตธ. 1:3 ก กจ.16:9, 12; 20:1, 3
1ตธ. 1:3 ข กจ.18:19, 24; 19:1
1ตธ. 1:3 2 เล็งถึงบางคนที่มีความเห็นแตกต่างออกไปดังพวกที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 6 กับใน ฆต.1:7; 2:12.
1ตธ. 1:3 ค 1ตธ.6:3
1ตธ. 1:3 3ค การสอนแตกต่างออกไปก็หมายถึงการสอนเรื่องนิยายต่างๆ, เรื่องลำดับวงศ์ตระกูลอันไม่รู้จักจบ (ข้อ 4), และสอนกฎบัญญัติ (ข้อ 7-8). ทั้งหมดนี้เป็นการสนทนาที่ว่างเปล่า (ข้อ 6) ซึ่งต่างกับคำสอนของอัครทูตที่ยึดเอาพระคริสต์และคริสตจักรเป็นศูนย์กลาง ซึ่งก็คือยึดเอาแผนการบริหารของพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง.
หนังสือจดหมายของเปาโลได้สำเร็จการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับพระประสงค์และแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า (กซ.1:25). การปฏิบัติของท่านได้สำเร็จการเปิดเผยเกี่ยวกับพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งและพระกายจักรวาลของพระคริสต์ ซึ่งก็คือคริสตจักรอันเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ที่มาสำแดงพระองค์. หากจะกล่าวถึงคริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์แล้วก็จะมีสองด้านด้วยกันคือ ชีวิตและภาคปฏิบัติ. หนังสือโรมจนถึงหนังสือ 2 เธซะโลนิเกได้ให้การเปิดเผยด้านชีวิตของคริสตจักรอย่างครบถ้วน ซึ่งรวมไปถึงธาตุแท้, หน้าที่รับผิดชอบ, และการใช้งานของคริสตจักรด้วย. ส่วนหนังสือ 1 ติโมเธียวจนถึงหนังสือฟิเลโมน ได้ให้การเปิดเผยในด้านภาคปฏิบัติของคริสตจักรนั้นอย่างละเอียด ซึ่งก็ได้แก่การปกครองและการเลี้ยงดูของ คริสตจักรท้องถิ่น. สำหรับในเรื่องนี้สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ ระงับคำสอนที่แตกต่างออกไปของผู้ที่มีความเห็นแตกต่างออกไป ซึ่งทำให้วิสุทธิชนเบี่ยงเบนออกไปจากเส้นทางศูนย์กลางและเป้าหมายสุดยอดของแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า (ข้อ 4-6). คำสอนที่แตกต่างออกไปในข้อ 3-4, ข้อ 6-7; 6:3-5, 20-21 กับมิจฉาลัทธิใน 4:1-3 นั้น เป็นเมล็ดพันธุ์และต้นตอของการเสื่อมถอย, การตกต่ำ, และการแปรสภาพไปของคริสตจักร ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องจัดการในหนังสือ 2 ติโมเธียว.
1ตธ. 1:4 ก ตต.1:14
1ตธ. 1:4 1ก ศัพท์คำเดียวกันนี้ถูกใช้ใน 4:7; 2ตธ.4:4 หมายถึงคำพูด, ประโยค, และคำสนทนาที่เกี่ยวข้องกับคำเล่าลือ, ข่าวลือ, เรื่องจริงหรือเท็จ, รวมทั้งนิยายต่างๆ นอกจากนี้ยังอาจจะรวมไปถึงการอัศจรรย์ต่างๆ ของพวกยูดาย, คำเล่าลือของพวกรับบี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้แก่คำพูดในฝ่ายโลก, นิยายซึ่งยายเคยเล่าให้ฟังนั้น (4:7) และนิยายของพวกยูดายด้วย (ตต.1:14).
1ตธ. 1:4 ข ตต.3:9
1ตธ. 1:4 2ข คงจะหมายถึงเรื่องลำดับวงศ์ตระกูลแห่งพันธสัญญาเดิมที่ถูกแต่งเติมด้วยคำเล่าลือ (ตต.3:9).
1ตธ. 1:4 ค 1ตธ.6:4; 2ตธ.2:23, ตต.3:9
1ตธ. 1:4 ง อฟ.1:10; 3:9; กซ.1:25; 1กธ.9:17
1ตธ. 1:4 3ง ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง กฎหมายของครอบครัว มีความหมายเป็นนัยถึงการแบ่งสันปันส่วน (คำลงท้ายของศัพท์คำนี้มีที่มาอย่างเดียวกับทุ่งหญ้า ใน ยฮ.10:9 ซึ่งมีนัยถึงการปันส่วนทุ่งหญ้าให้แก่ฝูงแกะ). คำนี้หมายถึง การจัดการในครอบครัว, การบริหารในครอบครัว, การปกครองในครอบครัว ซึ่งโยงไปสู่การจัดแจง (dispensation), โครงการ (plan), แผนการบริหาร (economy) ที่มีเพื่อการบริหาร (การปันส่วน) ดังนั้นจึงเป็นแผนการบริหารของครอบครัวด้วย. แผนการบริหารของพระเจ้าที่อยู่ในหลักความเชื่อก็คือแผนการบริหารในครอบครัวของพระเจ้า คือการปกครองในครอบครัวของพระเจ้า (เทียบ อฟ.1:10 คำอธิบาย 1, อฟ.3:9) นั่นเอง ซึ่งมีเพื่อแจกจ่ายพระเจ้าที่อยู่ในพระคริสต์เข้าไปสู่ภายในบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรร เพื่อพระองค์จะมีบ้านไว้สำแดงตัวของพระองค์เอง ซึ่งบ้านนี้ก็คือคริสตจักร (3:15) อันเป็นพระกายของพระคริสต์. การปฏิบัติของอัครทูตได้ยึดเอาแผนการบริหารของพระเจ้านี้เป็นศูนย์กลาง (กซ.1:25; 1กธ.9:17). แต่คำสอนที่แตกต่างออกไปของพวกที่มีความเห็นแตกต่างออกไปนั้นกลับถูกศัตรูของพระเจ้านำไปใช้เพื่อทำให้พลไพร่ของพระเจ้าเบี่ยงเบนออกไปจากแผนการบริหารนี้. ในการที่เราปกครองและเลี้ยงดูอยู่ท่ามกลางคริสตจักรท้องถิ่น เราจำต้องทำให้วิสุทธิชนทั้งหลายได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์นี้.
สิ่งที่อัครทูตเปาโลนำเสนอในบทแรกของหนังสือเล่มนี้ก็คือแผนการบริหารของพระเจ้าเพื่อต่อต้านคำสอนที่แตกต่างออกไป. แผนการบริหารของพระเจ้านั้นอยู่ในหลักความเชื่อ (ข้อ 4) แต่คำสอนที่แตกต่างออกไปนั้นยึดเอาหลักการของกฎบัญญัติเป็นพื้นฐาน และยึดเอากฎบัญญัติเป็นศูนย์กลาง (ข้อ 7-10). ฉะนั้นหลักความเชื่อจึงตรงกันข้ามกับกฎบัญญัติ ดังที่ได้จัดการกับเรื่องนี้ในฆะลาเตียบทที่ 3 (ฆต.3:2, 23-25). คำสอนใดๆ ที่ยึดเอากฎบัญญัติเป็นพื้นฐานและศูนย์กลางล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีพลานามัย (ข้อ 10). มีเพียงแผนการบริหารของพระเจ้าที่อยู่ในหลักความเชื่อ ซึ่งต่อต้านกับคำสอนที่ยึดเอาหลักการของกฎบัญญัติเป็นที่ตั้งและยึดเอากฎบัญญัติเป็นศูนย์กลาง จึงจะเป็นสิ่งที่มีพลานามัย และสามารถทำให้มนุษย์ได้รับชีวิตนิรันดร์เพราะเหตุเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 16) และมีส่วนในโครงการที่นิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งก็คือแผนการบริหารของพระเจ้าที่อยู่ในหลักความเชื่อนั่นเอง. นี่ก็คือกิตติคุณแห่งสง่าราศีที่พระเจ้าผู้ควรรับการสรรเสริญได้ทรงมอบหมายแก่อัครทูตเปาโล (ข้อ 11). หากผู้ใดละทิ้งความเชื่อและมโนธรรมที่ไม่บกพร่องไปแล้ว ในด้านหลักความเชื่อนั้นเขาก็เหมือนกับเรืออับปางลงในทะเลลึก (ข้อ 19).
1ตธ. 1:4 จ 1ตธ.2:7; 3:9; 4:1, 6; 5:8; 6:10, 12, 21; 2ตธ.3:8; 4:7; ตต.1:13; ฆต.1:23
1ตธ. 1:4 4จ แผนการบริหารของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในหลักความเชื่อ คือเป็นสิ่งที่ได้เริ่มต้นและได้พัฒนาอยู่ในขอบเขตและองค์ประกอบแห่งหลักความเชื่อ. แผนการบริหารของพระเจ้าซึ่งก็คือการแจกจ่ายพระองค์เองเข้าสู่ในบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรรนั้น ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของธรรมชาติและก็ไม่ได้อยู่ในการประพฤติแห่งกฎบัญญัติด้วย แต่อยู่ในขอบเขตฝ่ายวิญญาณแห่งสิ่งทรงสร้างใหม่โดยการบังเกิดใหม่เนื่องจากการเชื่อในพระคริสต์ (ฆต.3:23-26). เพราะความเชื่อเราจึงได้บังเกิดจากพระเจ้ากลายเป็นบุตรของพระองค์มีส่วนในชีวิตและพระนิสัยของพระองค์เพื่อมาสำแดงพระองค์. เพราะความเชื่อเราจึงถูกวางไว้ในพระคริสต์กลายเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์ แบ่งปันทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น เพื่อให้พระองค์ได้รับการสำแดง. นี่ก็คือโครงการ (การจัดแจง) ของพระเจ้าที่ถูกกระทำให้สำเร็จในหลักความเชื่อตามแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์.
1ตธ. 1:5 1 หมายถึงคำกำชับในข้อ 3.
1ตธ. 1:5 ก ยฮ.13:34; ฆต.5:13-14
1ตธ. 1:5 2ก คำสอนที่แตกต่างออกไปของพวกที่มีความเห็นแตกต่างออกไปในข้อ 3 ก่อให้เกิดความริษยาและการไม่ลงรอยกันในท่ามกลางผู้เชื่อ ซึ่งตรงกันข้ามกับความรักอันเป็นเป้าหมายแห่งคำกำชับของอัครทูต. ในการที่จะทำให้คำกำชับของอัครทูตถึงที่สำเร็จนั้น ความรักซึ่งมาจากใจอันบริสุทธิ์หมดจด, มาจากมโนธรรมที่ไม่บกพร่อง, และมาจากความเชื่อที่ไม่จอมปลอม เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง.
1ตธ. 1:5 ข 2ตธ.2:22; มธ.5:8; 1ปต.1:22; บพส.24:4; 73:1
1ตธ. 1:5 3ข ใจอันบริสุทธิ์หมดจดก็คือใจที่เป็นหนึ่งเดียวไร้สิ่งเจือปน ซึ่งเป็นใจที่แสวงหาแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียวและยึดองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว. มโนธรรมที่ไม่บกพร่องก็คือมโนธรรมที่ไม่ได้ผิดต่อผู้ใด (กจ.24:16). ความเชื่อที่ไม่จอมปลอมซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อในข้อ 4 นั่นคือความเชื่อที่ไม่เสแสร้งหรือเทียมเท็จ เป็นความเชื่อที่ได้ชำระใจให้บริสุทธิ์หมดจด (กจ.15:9) และดำเนินการโดยความรัก (ฆต.5:6). เมื่อคริสตจักรมีแนวโน้มไปสู่ความเสื่อมถอย เราจำเป็นต้องใช้คุณลักษณะทั้งหมดนี้มาจัดการกับคำสอนที่แตกต่างออกไป เพื่อเราจะได้มีความรักที่บริสุทธิ์หมดจด, แท้จริง, และสัตย์จริง.
1ตธ. 1:5 ค 1ตธ.1:19; 3:9; 4:2; 2ตธ.1:3; ตต.1:15; กจ.23:1; 24:16; ฮร.9:14; 1ปต.3:16, 21
1ตธ. 1:5 ง 2ตธ.1:5; ฆต.5:6
1ตธ. 1:6 ก 1ตธ.6:21; 2ตธ.2:18
1ตธ. 1:6 1ก คือ เบี่ยนเบนไปจากเป้าหมาย, หันเหไปจากทางตรง.
1ตธ. 1:6 ข ตต.1:10; อฟ.5:6
1ตธ. 1:6 2ข ประกอบไปด้วยเรื่องนิยายต่างๆ และเรื่องลำดับวงศ์ตระกูล (ข้อ 4) และเรื่องกฎบัญญัติ (ข้อ 7-8).
1ตธ. 1:7 ก ตต.3:8
1ตธ. 1:7 1ก ชี้ขาด หรือ ยืนยันอย่างแข็งแรง, ยืนยันอย่างหนักแน่น. ศัพท์ในภาษากรีกคำเดียวกันนี้ถูกแปลเป็น "กล่าวยืนยันอย่างแน่วแน่" ใน ตต.3:8. ดูคำอธิบาย 2 ในข้อนั้นด้วย.
1ตธ. 1:7 ข ลก.5:17; กจ.5:34
1ตธ. 1:7 2ข อาจารย์สอนกฎบัญญัตินั้นต่างกับผู้ปฏิบัติของพระคริสต์ (4:6). อาจารย์สอนกฎบัญญัติสอนผู้คนว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แต่ผู้ปฏิบัติของพระคริสต์นำความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์มาหล่อเลี้ยงแก่มนุษย์.
1ตธ. 1:8 ก รม.7:12, 16; ตต.3:9
1ตธ. 1:9 ก ฆต.5:23
1ตธ. 1:9 ข ตต.1:6, 10
1ตธ. 1:9 ค 2ตธ.2:16; ตต.2:12; 1ปต.4:18; ยด.15
1ตธ. 1:9 ง 2ตธ.3:2
1ตธ. 1:9 จ 1ตธ.4:7; 6:20; 2ตธ.2:16
1ตธ. 1:9 1 ทุบตี หรือ ฆ่า.
1ตธ. 1:10 ก ลวต.18:22; 1กธ.6:9
1ตธ. 1:10 ข 2ตธ.4:3; ตต.1:9; 2:1; 1ตธ.6:3; 2ตธ.1:13; ตต.2:8; 1:13; 2:2
1ตธ. 1:10 1ข คำว่า "มีพลานามัย" มีนัยว่าเป็นเรื่องของชีวิต. คำสอนที่สมบูรณ์ของอัครทูตซึ่งเป็นไปตามกิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระเจ้านั้นได้แจกจ่ายคำสอนที่มีพลานามัยเป็นการหล่อเลี้ยงของชีวิตให้แก่ผู้คน, เป็นการบำรุงเลี้ยงเขาหรือเป็นการรักษาเขา. ในทางตรงกันข้ามนั้น คำสอนที่แตกต่างออกไปของผู้ที่มีความเห็นต่างออกไปในข้อ 3 ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความตายและเมล็ดพันธุ์แห่งพิษร้ายเข้าไปภายในมนุษย์. คำสอนใดๆ ที่ทำให้มนุษย์เบี่ยงเบนออกจากศูนย์กลางและเป้าหมายแห่งแผนการบริหารของพระ เจ้าในพันธสัญญาใหม่นั้นล้วนไม่มีพลานามัย.
1ตธ. 1:11 ก รม.2:16
1ตธ. 1:11 ข 2กธ.4:4
1ตธ. 1:11 1ข วลีที่ว่า "กิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระเจ้าผู้ควรรับการสรรเสริญ" เป็นถ้อยคำที่ดีเลิศ โดยหมายถึงแผนการบริหารของพระเจ้าที่กล่าวไว้ในข้อ 4. กิตติคุณที่อัครทูตเปาโลได้รับมอบหมายมานั้น ก็คือแสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้าผู้ควรได้รับการสรรเสริญ. โดยการแจกจ่ายชีวิตและพระนิสัยของพระเจ้าเข้าสู่พลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร กิตติคุณนี้ก็ได้ฉายส่องสง่าราศีของพระเจ้าออกมา. ในสง่าราศีนี้เองพระเจ้าจึงได้รับการสรรเสริญท่ามกลางพลไพร่ของพระองค์. นี่ก็คือภารกิจและการปฏิบัติที่อัครทูตได้รับมอบหมายมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 12). กิตติคุณนี้ควรจะถูกสอนและประกาศออกไปอย่างทั่วถึงในท่ามกลางคริสตจักรท้องถิ่น.
1ตธ. 1:11 ค 1ตธ.6:15; รม.9:5
1ตธ. 1:11 ง ฆต.2:7; ตต.1:3
1ตธ. 1:12 ก 2ตธ.4:17; ฟป.4:13
1ตธ. 1:12 1ก องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่เพียงตั้งอัครทูตไว้สำหรับการปฏิบัติและมอบหมายแผนการบริหารของพระเจ้าไว้กับท่านทางภายนอกเท่านั้น แต่ยังได้ทรงเพิ่มกำลังให้ท่านทางภายในด้วย เพื่อให้ท่านดำเนินการปฏิบัติของพระองค์ให้ลุล่วงและสำเร็จการมอบหมายของพระองค์. นี่เป็นเรื่องราวของชีวิตในพระวิญญาณอย่างสิ้นเชิง.
1ตธ. 1:12 ข มธ.24:45; 25:21, 23
1ตธ. 1:12 ค 1ตธ.2:7; 2ตธ.1:11
1ตธ. 1:12 ง กจ.20:24; 2กธ.4:1
1ตธ. 1:13 1 การหมิ่นประมาทนั้น เป็นการกระทำต่อพระเจ้า ส่วนการข่มเหงนั้นเป็นการกระทำต่อมนุษย์. เซาโลแห่งเมืองตาระโซเป็นพวกฟาริซายที่เคร่งครัด (กจ.22:3; ฟป.3:4-5) เขาจะไม่กระทำการหมิ่นประมาทพระเจ้าอย่างเด็ดขาด. แต่ท่านเคยกล่าวใส่ร้ายพระเยซูเจ้ามาก่อน. บัดนี้ท่านยอมรับว่านั่นคือการหมิ่นประมาท ซึ่งแสดงว่าท่านเชื่อในฐานันดรความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์นั่นเอง.
1ตธ. 1:13 ก 1กธ.15:9; ฟป.3:6
1ตธ. 1:13 2 เซาโลแห่งเมืองตาระโซได้ข่มเหงคริสตจักรโดยการดูหมิ่นและทำลายล้าง (กจ.22:4; ฆต.1:13, 23) ซึ่งเหมือนกับพวกยูดายที่ได้ดูหมิ่นและได้กระทำต่อพระเยซู (มธ.26:59, 67).
1ตธ. 1:13 ข 1ตธ.1:2; 1กธ.7:25; 2กธ.4:1
1ตธ. 1:13 3ข เซาโลผู้หมิ่นประมาทพระเจ้าและข่มเหงผู้คนนั้นต้องได้รับพระเมตตาก่อน จากนั้นจึงจะได้รับพระคุณ (ข้อ 14). พระเมตตาสามารถบรรลุไปสู่ผู้ที่ไม่เหมาะสมได้มากกว่าพระคุณ. เซาโลเป็นผู้หมิ่นประมาทพระเจ้าและข่มเหงมนุษย์ ฉะนั้นพระเมตตาของพระเจ้าจึงมาถึงตัวเขาก่อนพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ตธ. 1:13 ค ลก.23:34; กจ.3:17
1ตธ. 1:13 4ค ความไม่เชื่อมาจากการตาบอด ส่วนความเขลาก็คือการอยู่ในความมืด. ขณะที่เซาโลแห่งเมืองตาระโซต่อต้านแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าอยู่นั้น ท่านยังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดอย่างคนตาบอด.
1ตธ. 1:13 ง มธ.13:58; มก.6:6; รม. 11:20, 23
1ตธ. 1:14 ก 2ตธ.1:9; 2:1; ตต.2:11; 3:7; ยฮ.1:17; 1กธ.15:10; 2กธ.12:9; 13:14
1ตธ. 1:14 1ก พระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งต่อเนื่องมาจากพระเมตตาของพระเจ้าได้มาถึงตัวเซาโลแห่งเมืองตาระโซ. พระคุณนี้ไม่เพียงมีมากเท่านั้นแต่ยังมีมากเหลือล้นอีกด้วย เพื่อให้ท่านมีความเชื่อและความรักอยู่ในพระคริสต์. ความเชื่อและความรักนั้นเป็นผลผลิตแห่งพระคุณของพระเจ้า. พระเมตตาและพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาถึงเราทั้งหลาย ส่วนความเชื่อและความรักได้มาจากเราทั้งหลายกลับคืนสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า. นี่คือการไปมาหาสู่ฝ่ายวิญญาณระหว่างองค์พระผู้เป็นเจ้ากับเรา.
1ตธ. 1:14 ข รม.5:20
1ตธ. 1:14 ค 1ตธ.2:15; 2ตธ.1:13; 1ธซ.5:8; 3:6; 1:3
1ตธ. 1:14 2ค ความเชื่อทำให้เราต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า (ยฮ.1:12) และความรักทำให้เรารับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าที่เราได้ต้อนรับนั้น (ยฮ.14:21, 23; 21:15-17).
1ตธ. 1:15 ก 1ตธ.3:1; 4:9; 2ตธ.2:11; ตต.3:8; วว.21:5
1ตธ. 1:15 1 พระคริสต์ทรงเสด็จเข้ามาในโลกโดยการกลายเป็นเนื้อหนังมาเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา (ยฮ.1:14). พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ได้กลายเป็นเนื้อหนังมาเป็นมนุษย์เพื่อพระองค์จะสามารถช่วยเราให้รอดโดยการตายและการเป็นขึ้นในร่างกายแห่งมนุษย์ของพระองค์. นี่ควรจะเป็นข่าวแห่งความยินดีที่เราจะต้องป่าวประกาศอย่างสม่ำเสมอในท่ามกลางคริสตจักรท้องถิ่น.
1ตธ. 1:15 ข มธ.9:13
1ตธ. 1:16 ก 1ตธ.1:2, 13
1ตธ. 1:16 1 เซาโลแห่งเมืองตาระโซผู้เป็นคนบาปตัวเอ้ได้กลายเป็นแบบอย่างแก่คนบาปทั้งหลาย เพื่อแสดงว่าพระเมตตาของพระเจ้าสามารถดูแลคนบาปได้และพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าสามารถช่วยพวกเขาได้.
1ตธ. 1:16 ข ยฮ.3:15-16
1ตธ. 1:16 ค 1ตธ.6:12, 19; 2ตธ.1:1, 10; ตต.1:2; 3:7
1ตธ. 1:16 2ค เล็งถึงชีวิตที่ไม่ได้ถูกสร้างของพระเจ้า ซึ่งเป็นของประทานอันสุดยอดและเป็นพระพรอันสูงสุดที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ผู้ที่เชื่อในพระคริสต์.
1ตธ. 1:17 1 คำสรรเสริญที่เปาโลมีต่อพระเจ้าในข้อนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสื่อมถอยของคริสตจักร. คริสตจักรอาจจะเสื่อมถอย, แปรสภาพ, และตกต่ำไปได้ แต่พระเจ้าไม่อาจเสื่อมสลายไปได้ ทรงเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยนไป. พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์แห่งนิรันดร์กาล. ไม่ว่าคริสตจักรจะเสื่อมถอยไปอย่างไร เปาโลก็ยังคงมีความเชื่อที่เข้มแข็งและมีความมั่นใจที่เด็ดขาดว่า พระเจ้าที่ท่านเชื่อ, ผู้ทรงมอบหมายกิตติคุณไว้แก่ท่านนั้น ทรงเป็นองค์กษัตริย์แห่งนิรันดร์กาล เป็นผู้ไม่อาจเสื่อมสลายไป, เป็นผู้ไม่เปลี่ยนแปลงชั่วนิรันดร์และเป็นผู้สมควรได้รับเกียรติยศและสง่าราศี.
1ตธ. 1:17 ก 1ตธ.6:16; วว.4:11; 7:12
1ตธ. 1:17 2ก ดู ฮร.2:9 คำอธิบาย 3.
1ตธ. 1:17 ข 1คนก.29:11
1ตธ. 1:17 ค 1ตธ.6:15; วว.15:3; บพส.10:16
1ตธ. 1:17 ง รม.1:23
1ตธ. 1:17 จ ยฮ.1:18; กซ.1:15; ฮร.11:27; 1ยฮ.4:12
1ตธ. 1:17 ฉ รม.16:27; ยด.24
1ตธ. 1:18 ก 1ตธ.1:2
1ตธ. 1:18 ข 1ตธ.5:21; 6:13; 2ตธ.4:1
1ตธ. 1:18 1ข คำกำชับให้เข้าสู่การสู้รบที่ดีเลิศ โดยคำพยากรณ์ที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านั้น.
1ตธ. 1:18 ค 1ตธ.4:14
1ตธ. 1:18 2ค อาจเป็นได้ว่าในขณะที่ติโมเธียวถูกรับเข้าสู่การปฏิบัตินั้นได้มีการพยากรณ์บอกความนัยบางประการเกี่ยวกับตัวเขา (กจ.16:1-3).
1ตธ. 1:18 ง 1ตธ.6:12; 2ตธ.4:7
1ตธ. 1:18 3ง การเข้าสู่การสู้รบที่ดีเลิศก็คือการสู้รบกับคำสอนที่แตกต่างออกไปของผู้ที่มีความเห็นแตกต่างออกไป และสำเร็จแผนการบริหารของพระเจ้า (ข้อ 4) ตามการปฏิบัติของอัครทูตที่เกี่ยวกับกิตติคุณแห่งพระคุณและชีวิตนิรันดร์ เพื่อให้พระเจ้าผู้ควรรับการสรรเสริญได้รับสง่าราศี (ข้อ 11-16).
1ตธ. 1:19 ก 1ตธ.3:9; 6:12, 19; 2ตธ.1:13; ตต.1:9; อฟ.4:15; กซ.2:19
1ตธ. 1:19 ข 1ตธ.1:14
1ตธ. 1:19 1ข ความเชื่อและมโนธรรมที่ไม่บกพร่อง (ดู ข้อ 5 คำอธิบาย 3) เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไป. เมื่อใดก็ตามที่มโนธรรมของเรารู้สึกบกพร่องก็จะมีรูรั่วทำให้ความเชื่อของเรารั่วไหลไป. มโนธรรมที่ไม่บกพร่องพร้อมด้วยความเชื่อเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่การสู้รบที่ดีเลิศ (ข้อ 18) ซึ่งต่อสู้กับคำสอนที่แตกต่างออกไป (ข้อ 3) ในท่ามกลางคริสตจักรท้องถิ่นที่ถูกรบกวนนั้น.
1ตธ. 1:19 ค 1ตธ.1:5
1ตธ. 1:19 2 กรณีนี้แสดงถึงความร้ายแรงในการละทิ้งความเชื่อและมโนธรรมที่ไม่บกพร่องไปเสีย. การยึดมั่นความเชื่อและมโนธรรมที่ไม่บกพร่องไว้เป็นการคุ้มครองหลักความเชื่อและการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเราไว้. คำว่า "อับปาง" มีนัยว่าการดำเนินชีวิตคริสเตียนและการดำเนินชีวิตคริสตจักรก็เปรียบเสมือนกับเรือที่แล่นไปบนทะเลที่มีคลื่นลม จำเป็นต้องมีความเชื่อและมโนธรรมที่ไม่บกพร่องมาคุ้มครองไว้.
1ตธ. 1:19 ง 1ตธ.1:4
1ตธ. 1:19 3ง หลักความเชื่อในที่นี้เป็นทัศนะภายนอกหมายถึงสิ่งที่เราเชื่อ (ดู ฆต.1:23 คำอธิบาย 3) ส่วนความเชื่อที่อยู่ตอนต้นของข้อนี้เป็นทัศนะภายใน หมายถึงกริยาที่เราเชื่อ.
1ตธ. 1:20 ก 2ตธ.2:17
1ตธ. 1:20 1ก เป็นอาจารย์สอนมิจฉาลัทธิคนหนึ่ง (2ตธ.2:17).
1ตธ. 1:20 ข 2ตธ.4:14; เทียบ กจ.19:33
1ตธ. 1:20 2ข เป็นผู้ต่อต้านและโจมตีอัครทูต (2ตธ.4:14-15).
1ตธ. 1:20 ค 1กธ.5:5
1ตธ. 1:20 3 คือถูกทำโทษ อาจหมายถึง การทำลายร่างกายทางกายภาพของเขา (เทียบ 1กธ.5:5). การมอบบุคคลเช่นฮุเมนายและอาเล็กซันดะโรไว้แก่ซาตานนั้นเป็นการใช้อำนาจที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานให้อัครทูตและคริสตจักร (มธ.16:19; 18:18) ซึ่งมีไว้สำหรับดำเนินการปกครองคริสตจักรเพื่อต่อสู้อุบายที่ชั่วร้ายของซาตาน.
1ตธ. 1:20 ง 1ตธ.1:13; กจ.13:45; 18:6
สารบัญ