1 เธซะโลนิเก บทที่ 5
7. การเฝ้าระวังและการะวังในการบังคับตน
5:1-11
5:1-11
(1) วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาเหมือนอย่างขโมย
ข้อ 1-3
ข้อ 1-3
1ธซ.
5:1 พี่น้องทั้งหลาย เรื่อง1กวันและระยะเวลานั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องขเขียนบอกท่าน
1ธซ.
5:2 เพราะท่านเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่า 1กวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมา2เหมือนดั่งขขโมย[ที่มา]ในคเวลากลางคืน.
1ธซ.
5:3 เมื่อเขาทั้งหลายพากันว่า "กสันติสุขและปลอดภัย" เมื่อนั้นแหละ1ขการทำลายล้างก็จะมาถึงเขาทันที เหมือนอย่างคความเจ็บปวดแห่งการคลอดบุตรได้มาถึงหญิงที่มีครรภ์ และเขาจะหนีไม่พ้นเลย.
(2) เครื่องป้องกันแห่งความเชื่อ, ความรัก, และความหวัง
ข้อ 4-11
ข้อ 4-11
1ธซ.
5:4 แต่พี่น้องทั้งหลาย ท่านไม่ได้อยู่ในกความมืดที่จะให้วันนั้นมาจับท่านไปโดยฉับพลันเหมือนอย่างขโมย
1ธซ.
5:5 พวกท่านทุกคนล้วนเป็นบุตรของกความสว่าง และเป็นบุตรของขกลางวัน. เราทั้งหลายไม่ได้เป็นของกลางคืนและไม่ได้เป็นของความมืด.
1ธซ.
5:6 เหตุฉะนั้นอย่าให้เรา1กหลับใหลเหมือนอย่างคนอื่น แต่จง2ขเฝ้าระวัง จงคระวังในการบังคับตน.
1ธซ.
5:7 เพราะว่าคนนอนหลับก็ย่อมหลับในเวลากกลางคืน และคนที่1ขเมาเหล้าก็ย่อมเมาในเวลากลางคืน.
1ธซ.
5:8 แต่เมื่อเราเป็นของกกลางวัน ก็ให้เราขระวังในการบังคับตน และสวมคความเชื่อกับความรักเป็น1เกราะป้องกันอก และ2ความหวังแห่ง3ความรอดเป็น1งหมวกเหล็ก.
1ธซ.
5:9 ด้วยว่าพระเจ้า1ไม่ได้ทรงกกำหนดเราไว้สำหรับขพระพิโรธ แต่ได้ทรงกำหนดเราไว้ให้ได้รับ2คความรอด โดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา.
1ธซ.
5:10 ผู้ได้ทรง1กวายพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะ2ตื่นอยู่ก็ดี หรือจะ3หลับอยู่ก็ดี เราจะได้4ขมีชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์.
1ธซ.
5:11 เหตุฉะนั้นจงกปลอบโยนซึ่งกันและกัน และจงขก่อสร้างซึ่งกันและกันตามอย่างที่ท่านทั้งหลายกระทำอยู่นั้น.
8. การร่วมมือ
5:12-24
5:12-24
(1) การร่วมมือของผู้เชื่อ — ดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์และอยู่ฝ่ายวิญญาณ
ข้อ 12-22
ข้อ 12-22
1ธซ.
5:12 ยิ่งกว่านั้นพี่น้องทั้งหลาย เราวิงวอนท่านให้1กนับถือ2คนเหล่านั้นที่ตรากตรำอยู่ท่ามกลางท่าน และ3ขนำพาท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งตักเตือนท่าน
1ธซ.
5:13 จง1กนับถือเขาเป็นพิเศษในขความรักเพราะการซึ่งเขาได้กระทำ. จง2คปรองดองซึ่งกันและกัน.
1ธซ.
5:14 พี่น้องทั้งหลายกเราวอนขอพวกท่านให้กล่าวตักเตือน1ขคนที่ไม่ถือรักษาระเบียบวินัย ให้ประเล้าประโลม2คผู้ที่ท้อใจ ให้ชูกำลัง3งคนที่อ่อนกำลัง และให้มี4จใจอดทนนานต่อคนทั้งปวง.
1ธซ.
5:15 จงระวังให้ดีอย่าให้คนใดกระทำกการชั่วตอบแทนการชั่ว แต่จงเพียรพยายามแสวงหาขการดีคแก่กันและกันและแก่คนทั้งปวง1อยู่เสมอ.
1ธซ.
5:16 จง1กชื่นชมยินดีเสมอ
1ธซ.
5:17 จง1กอธิษฐานเสมอไม่เว้น
1ธซ.
5:18 จงกขอบพระคุณ1สำหรับทุกสิ่ง 2เพราะนี่แหละเป็นขน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อท่านทั้งหลายในพระคริสต์เยซู.
1ธซ.
5:19 1อย่าดับกพระวิญญาณนั้น
1ธซ.
5:20 อย่า1หมิ่นประมาท2ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ
1ธซ.
5:21 แต่จง1พิสูจน์ทุกสิ่ง กสิ่งที่ดีนั้นจงถือไว้ให้มั่น
1ธซ.
5:22 จงกเว้นเสียจากการชั่วทุก1อย่าง.
(2) การงานของพระเจ้า — แบ่งแยกบริสุทธิ์และรักษาผู้เชื่อไว้
ข้อ 23-24
ข้อ 23-24
1ธซ.
5:23 1และขอให้2พระเจ้าแห่งกสันติสุขนั้นทรง3ขแบ่งแยกท่านทั้งหลายให้บริสุทธิ์4อย่างครบถ้วนด้วยพระองค์เอง และขอทรงครักษา5งวิญญาณ และจจิต และฉกายของท่านทั้งหลายไว้ให้6ครบสมบูรณ์ชปราศจากติเตียนได้ 7ในเวลาที่องค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราจะ8ซเสด็จมา.
1ธซ.
5:24 พระองค์ผู้ทรงกเรียกท่านทั้งหลายนั้นขสัตย์ซื่อ และพระองค์1ก็จะทรงคกระทำให้สำเร็จด้วย.
III. บทสรุป
5:25-28
5:25-28
1ธซ.
5:25 พี่น้องทั้งหลาย ขอจงกอธิษฐานเผื่อเราด้วย.
1ธซ.
5:26 จงทักทายพี่น้องทั้งปวงด้วยกการจูบอันบริสุทธิ์.
1ธซ.
5:27 ข้าพเจ้ากำชับท่านทั้งหลายโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าให้กอ่านจดหมายฉบับนี้ให้1พี่น้องทั้งปวงฟัง
1ธซ.
5:28 ขอให้1กพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด.
คำอธิบาย 1 เธซะโลนิเก บทที่ 5
1ธซ.
5:1 ก มธ.24:36; กจ.1:7
1ธซ.
5:1 1ก นี่คือวันและเวลาในการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า. วลีที่ว่า "วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า" ในข้อ 2 ได้ยืนยันถึงสิ่งนี้.
1ธซ.
5:1 ข 1ธซ.4:9
1ธซ.
5:2 ก 2ธซ.2:2-3
1ธซ.
5:2 1ก การเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในบทที่แล้วมีเพื่อการปลอบโยนและหนุนใจเป็นสำคัญ. แต่วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าในบทนี้มีเพื่อการเตือนสติเป็นสำคัญ (ข้อ 3-6) เนื่องจากการพูดถึงวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสียส่วนใหญ่ ( 1กธ.1;8; 3:13; 5:5; 2กธ.1:14; 2ตธ.4:8).
1ธซ.
5:2 2 นี่เป็นการชี้บ่งว่าวันแห่งการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกเก็บไว้เป็นความลับและจะมาถึงในทันทีทันใดโดยไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้า (มธ.24:42-43; วว 3:3; 16:15).
1ธซ.
5:2 ข มธ.24:43; วว.3:3; 16:15
1ธซ.
5:2 ค 1ธซ.5:5, 7
1ธซ.
5:3 ก เทียบ ยรม.6:14
1ธซ.
5:3 ข เทียบ บพส.35:8
1ธซ.
5:3 1ข นี่เป็นผลลัพธ์แห่งการที่มนุษย์เป็นกบฏต่อพระเจ้าอย่างถึงที่สุดภายใต้การยุยงของซาตาน ในขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าใกล้เสด็จมา (ข้อ 2).
1ธซ.
5:3 ค เทียบ ยซย.13:8; ยรม.13:21
1ธซ.
5:4 ก กจ.26:18; กซ.1:13; 1ปต.2:9; 1ยฮ.2:8
1ธซ.
5:5 ก ลก.16:8; อฟ.5:8
1ธซ.
5:5 ข 1ธซ.5:8
1ธซ.
5:6 ก มก.13:36; รม.13:11
1ธซ.
5:6 1ก คือไม่เฝ้าระวัง. ในข้อ 7 ก็เช่นเดียวกัน.
1ธซ.
5:6 ข มธ.24:42; 1ปต.5:8
1ธซ.
5:6 2ข คำว่า "ตื่นตัว" ตรงกันข้ามกับคำว่า "นอนหลับ" ในข้อ 7 และวลีที่ว่า "ระวังในการบังคับตน" ตรงกันข้ามกับคำว่า "เมามาย."
1ธซ.
5:6 ค 1ธซ.5:8; 1ปต.1:13
1ธซ.
5:7 ก 1ธซ.5:2; รม.13:12
1ธซ.
5:7 ข ลก.21:34; มธ.24:49
1ธซ.
5:7 1ข คือชาด้าน.
1ธซ.
5:8 ก 1ธซ.5:5; รม.13:12-13
1ธซ.
5:8 ข 1ธซ.5:6
1ธซ.
5:8 ค 1ธซ.1:3
1ธซ.
5:8 2 คือความหวังแห่งการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (1:3) ซึ่งจะกลายเป็นความรอดของเรา ที่จะช่วยเราให้พ้นจากการทำลายล้างที่จะมาถึง (ข้อ 3) และการเป็นทาสแห่งความเสื่อมเสียในสิ่งทรงสร้างเก่า (รม.8:21-25).
1ธซ.
5:8 3 ไม่ใช่ความรอดที่ช่วยให้เราพ้นจากความพินาศนิรันดร์โดยการตายขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นความรอดที่ช่วยเราให้พ้นจากการทำลายล้าง (ข้อ 3) ที่จะมาถึงเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา.
1ธซ.
5:8 ง ยซย.59:17
1ธซ.
5:8 1ง เกราะป้องกันอกและหมวกเหล็กในที่นี้ได้ชี้ถึงการสู้รบฝ่ายวิญญาณ. เกราะป้องกันอกซึ่งปิดบังและป้องกันใจกับวิญญาณของเราตามความชอบธรรมของพระเจ้านั้น (อฟ.6:14) เป็นของฝ่ายความเชื่อและความรัก. ส่วนหมวกเหล็กซึ่งปกปิดและป้องกันความคิด อีกทั้งความนึกคิดของเรานั้นก็คือความหวังแห่งความรอด
(อฟ.6:17). ความเชื่อ, ความรัก, และความหวังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสามประการที่ได้ก่อรูป
การดำเนินชีวิตคริสเตียนที่แท้จริงขึ้น ดังที่บรรยายไว้ใน 1:3. ความเชื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตั้งใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของใจ (รม.10:9) และยังเกี่ยวข้องกับมโนธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ (1ตธ.1:19); ความรักมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของใจ (มธ.22:37); ความหวังมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเข้าใจซึ่งเป็น
การใช้งานของความคิด. ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนต้องได้รับการป้องกันจึงจะสามารถรักษาการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่แท้จริงให้คงอยู่ได้. การดำเนินชีวิตเช่นนี้จะต้องมีการเฝ้าระวังและการระวังในการบังคับตน (ข้อ 6-7). ในตอนเริ่มต้นของหนังสือจดหมายฉบับนี้อัครทูตได้ยกย่องการงานแห่งความเชื่อ, การตรากตรำแห่งความรัก, และความอดทนแห่งความหวังของผู้เชื่อทั้งหลาย (1:3). ในที่นี้เมื่อถึงบทสรุปของหนังสือฉบับนี้ ท่านก็ได้ตักเตือนผู้เชื่อให้สู้รบเพื่อคุณธรรมฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ เพื่อให้คุณธรรมเหล่านี้ได้รับการปกปิดและคุ้มครองไว้.
1ธซ.
5:9 1 เมื่อพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระพิโรธ เราก็ต้องเฝ้าระวัง, ระวังในการบังคับตน, และสู้รบ (ข้อ 6, 8) ร่วมมือกันกับพระเจ้า เพื่อให้เราได้รับความรอดของพระองค์โดยองค์พระเยซูเจ้า.
1ธซ.
5:9 ก 1ปต.2:8; เทียบ 1ธซ.3:3
1ธซ.
5:9 ข 1ธซ.1:10
1ธซ.
5:9 ค 2ธซ.2:13
1ธซ.
5:9 2ค ดูข้อ 8 คำอธิบาย 3.
1ธซ.
5:10 ก 2กธ.5:15
1ธซ.
5:10 1ก องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงวายพระชนม์เพื่อเราไม่เพียงเพื่อให้เราได้รับความรอดพ้นจากความพินาศนิรันดร์เท่านั้น แต่ยังให้เราได้มีชีวิตอยู่กับพระองค์โดยการเป็นขึ้นของพระองค์ด้วย. การดำเนินชีวิตเช่นนี้สามารถช่วยเราให้พ้นจากการทำลายล้างที่จะมาถึงนั้นได้.
1ธซ.
5:10 2 คือมีชีวิตอยู่.
1ธซ.
5:10 3 คือตายแล้ว (4:13-15).
1ธซ.
5:10 ข 2ตธ.2:11
1ธซ.
5:10 4ข ในด้านหนึ่ง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจากเราไปแล้ว และเรากำลังคอยท่าการเสด็จกลับมาของพระองค์ แต่ในอีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ยังคงสถิตอยู่กับเรา (มธ.28:20) และเราสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์ (รม.6:8).
1ธซ.
5:11 ก 1ธซ.3:12; 4:18
1ธซ.
5:11 ข รม.14:19
1ธซ.
5:12 ก เทียบ 1กธ.16:18
1ธซ.
5:12 1ก คือยอมรับแล้ว จากนั้นจึงได้นับถือและให้ความสำคัญ.
1ธซ.
5:12 2 ในที่นี้อัครทูตคงชี้ถึงผู้อาวุโสที่ตรากตรำในการสั่งสอนและเป็นผู้นำท่ามกลางผู้เชื่อ (1ตธ.5:17).
1ธซ.
5:12 ข รม.12:8; ฮร.13:17
1ธซ.
5:12 3ข ส่วนสำคัญของการนำพานั้นไม่ใช่การบังคับบัญชาแต่คือการเป็นแบบอย่างในการกระทำสิ่งต่างๆ ก่อน เพื่อให้ผู้อื่นกระทำตามได้. ผู้อาวุโสไม่เพียงต้องตรากตรำในการสั่งสอน แต่ยังต้องเป็นแบบอย่างในการทำสิ่งต่างๆ อีกด้วย. แบบอย่างนี้จะกลายเป็นพื้นฐานของเขาในการตักเตือนผู้คน.
1ธซ.
5:13 ก ฟป.2:29
1ธซ.
5:13 1ก "ให้ความคิดผ่านการคิดหาเหตุผลจนได้ผลสรุป" (Vincent: วินเซนต์) ดังนั้นจึงเป็นความนึกคิด, การตรึกตรอง, การประเมินค่า, ความนับถือ, และการให้ความสำคัญ.
1ธซ.
5:13 ข 1ธซ.1:3
1ธซ.
5:13 ค มก.9:50
1ธซ.
5:13 2ค การนับถือผู้ที่นำพาและการปรองดองซึ่งกันและกันนั้นเป็นสภาพการณ์ที่เที่ยงตรงของคริสตจักรท้องถิ่น.
1ธซ.
5:14 ก 1ธซ.2:11; 4:1
1ธซ.
5:14 ข 2ธซ.3:6, 7, 11
1ธซ.
5:14 1ข คงจะชี้ถึงคนที่อยู่เฉยๆ ไม่ยอมทำงานอะไรเลย แต่เที่ยวยุ่งกับธุระของผู้อื่น (2ธซ.3:11), ไม่ได้รับการตีสอน, ไม่ได้รับการจำกัด, ไม่เชื่อฟัง, และไม่นอบน้อม
1ธซ.
5:14 ค ฮร.12:3, 5
1ธซ.
5:14 2ค แปลตามตรงคือ ผู้มีจิตบอบบาง. คือผู้ที่มีความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจที่มีขนาดคับแคบและเปราะบาง.
1ธซ.
5:14 ง กจ.20:35; 1ปต.3:7
1ธซ.
5:14 3ง คงจะชี้ถึงผู้ที่อ่อนแอโดยทั่วไป ซึ่งอาจจะอ่อนแอในวิญญาณ, จิต, และร่างกาย, หรืออาจอ่อนแอในความเชื่อ (รม.14:1; 15:1).
1ธซ.
5:14 จ 1กธ.13:4; อฟ.4:2; กซ.3:12; 2ตธ.4:2
1ธซ.
5:14 4จ กรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่าในคริสตจักรท้องถิ่นนั้น นอกจากผู้ที่ไม่ถือรักษาระเบียบวินัยที่ต้องได้รับการตักเตือน, ผู้ที่ท้อใจที่ต้องได้รับการประเล้าประโลม, ผู้ที่อ่อนกำลังที่ต้องได้รับการชูกำลัง, และอวัยวะทุกส่วนก็ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้นไม่มากก็น้อย เราจึงต้องมีใจอดทนนานต่อพวกเขา.
1ธซ.
5:15 ก รม.12:17; 1ปต.3:9; มธ.5:39
1ธซ.
5:15 ข 1ธซ.5:21; รม.15:14; ฆต.5:22
1ธซ.
5:15 ค 1ธซ.5:11; 3:12
1ธซ.
5:15 1 นี่หมายความว่า ไม่ว่าผู้อื่นจะปฏิบัติต่อเราอย่างไร แม้กระทั่งเขาจะปฏิบัติต่อเราอย่างชั่วร้าย เรายังต้องพยายามแสวงหาการดีในการปฏิบัติต่อเขาอยู่เสมอ.
1ธซ.
5:16 ก ฟป.4:4; 2กธ.13:11
1ธซ.
5:16 1ก สิ่งนี้มีพื้นฐานอยู่บนสภาพการณ์ในข้อ 14-15.
1ธซ.
5:17 ก ลก.18:1; รม.12:12; อฟ.6:18; 1ปต.4:7
1ธซ.
5:17 1ก นี่คือการได้สามัคคีธรรมกับพระเจ้าในวิญญาณของเราอย่างไม่ขาดสาย. สิ่งนี้จำต้องมีความมั่นคงต่อเนื่อง (รม.12:12; กซ.4:2) ด้วยวิญญาณที่เข้มแข็ง (อฟ.6:18).
1ธซ.
5:18 ก อฟ.5:20; กซ.3:17
1ธซ.
5:18 1 นี่เป็นเพราะว่าสรรพสิ่งร่วมมือซึ่งกันและกันให้เราได้รับประโยชน์ คือทำให้เราได้รับการเปลี่ยนแปลงและถอดแบบตามพระฉายาของพระคริสต์ (รม.8:28-29).
1ธซ.
5:18 2 วลีนี้ใช้ขยายทั้งสามประการที่กล่าวไว้ข้างต้น. พระเจ้าต้องการให้เราดำเนินชีวิตที่ชื่นชมยินดี, มีการอธิษฐาน, และขอบพระคุณ. การดำเนินชีวิตเช่นนี้เป็นสง่าราศีต่อพระเจ้า และเป็นความอัปยศแก่ศัตรูของพระเจ้า.
1ธซ.
5:18 ข 1ธซ.4:3
1ธซ.
5:19 1 พระวิญญาณนั้นทำให้วิญญาณของเราร้อนรน (รม.12:11) และทำให้ของประทานของเราลุกโชติช่วงดุจไฟ (2ตธ.1:6). ดังนั้นเราจึงไม่ควรไปดับพระองค์เสีย.
1ธซ.
5:19 ก เทียบ อฟ.4:30; ยซย.63:10
1ธซ.
5:20 1 คือ ไม่นับว่าเป็นอะไร, ดูถูก.
1ธซ.
5:20 2 คือ การเผยพระวจนะ, คำเผยพระวจนะที่มาจากการเปิดเผย ไม่จำต้องเป็นคำพยากรณ์ (ดู 1กธ.14:1, 3-4 และคำอธิบายในข้อนั้น).
1ธซ.
5:21 1 ครอบคลุมการแยกแยะคำของผู้เผยพระวจนะ (1กธ.14:29), การรู้จักแยกแยะวิญญาณต่างๆ (1กธ.12:10), การพิสูจน์ดูวิญญาณต่างๆ (1ยฮ.4:1), การพิสูจน์ว่าอะไรเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า (รม.12:2), และการพิสูจน์ดูว่าทำประการใดจึงจะเป็นที่ชอบพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า (อฟ.5:10).
1ธซ.
5:21 ก 1ธซ.5:15; โยบ 34:4
1ธซ.
5:22 ก 1ธซ.4:3
1ธซ.
5:22 1 ในภาษากรีกหมายถึง ชนิด. คำนี้ชี้ถึงทุกสิ่งที่มองเห็นได้ หรือที่ตรวจพบได้ ดังนั้นจึงเป็นภาพที่เห็นได้. คำนี้ไม่ได้เล็งถึงลักษณะทางภายนอกของสิ่งที่ชั่ว แต่เล็งถึงประเภท, รูปแบบ, รูปร่าง, ลักษณะ, และภาพที่เห็นได้ของสิ่งที่ชั่ว. ผู้เชื่อซึ่งดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ในความเชื่อ, ความรัก, และความหวัง ควรจะต้องเว้นเสียจากการชั่วทุกอย่าง.
1ธซ.
5:23 1 คำว่า "และ" ได้เชื่อมพระพรในการที่พระเจ้าทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วนที่ได้กล่าวไว้ในข้อนี้กับคำกำชับให้เราเว้นเสียจากสิ่งที่ชั่วที่อยู่ในข้อที่แล้วเข้าด้วยกัน. ในด้านหนึ่งเราเว้นเสียจากสิ่งที่ชั่วทุกชนิด ในอีกด้านหนึ่งพระเจ้าก็แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วน. เราร่วมมือกับพระเจ้าเพื่อให้เราดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์.
1ธซ.
5:23 2 พระเจ้าแห่งสันติสุขเป็นผู้ทำการแบ่งแยกมนุษย์ให้บริสุทธิ์, การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระองค์นำมาซึ่งสันติสุข. เมื่อเราได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์จากพระองค์อย่างครบถ้วนจากภายในแล้ว เราก็จะมีสันติสุขทั้งต่อพระองค์และต่อมนุษย์ด้วยในทุกเรื่องราว.
1ธซ.
5:23 ก 2กธ.13:11
1ธซ.
5:23 ข 1ธซ.4:3, 4, 7; 2ธซ.2:13; ยฮ.17:17; รม.6:19, 22
1ธซ.
5:23 3ข คือแบ่งแยกจากสิ่งของที่ธรรมดาและเป็นของฝ่ายโลกเพื่อถวายแด่พระเจ้า. ดู รม.1:2 คำอธิบาย 3 และ รม.6:19 คำอธิบาย 2.
1ธซ.
5:23 4 หรือ ทั่วทุกส่วน, ถี่ถ้วน, จนถึงที่สุด. พระเจ้าทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วน จนทั่วทั้งตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณ, จิต, และกาย จะไม่มีสักส่วนหนึ่งเป็นของธรรมดาหรือเป็นของฝ่ายโลกเลย.
1ธซ.
5:23 ค ยด.1
1ธซ.
5:23 ง ลก.1:46-47; ฮร.4:12; ซคย.12:1; โยบ 32:8; สภษ.20:27; ยฮ.4:24; รม.8:16; 1:9; 1กธ.14:14-16; 16:18; 2กธ.7:13
1ธซ.
5:23 5ง ถ้อยคำนี้ชี้บ่งอย่างหนักแน่นว่ามนุษย์มีสามส่วนคือ วิญญาณ, จิต, และร่างกาย. วิญญาณซึ่งเป็นส่วนที่ลึกที่สุดของเรานั้นเป็นอวัยวะภายในที่มีการรับรู้ถึงพระเจ้าเพื่อให้เราติดต่อกับพระเจ้าได้ (ยฮ.4:24; รม.1:9). จิตก็คือตัวของเราเอง (เทียบ มธ.16:26; ลก.9:25) อยู่ระหว่างวิญญาณกับร่างกายของเรา มีการรับรู้ของตัวเอง ทำให้เรามีบุคลิกลักษณะของตัวเอง. กายซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ภายนอกของเราเป็นอวัยวะทางภายนอกซึ่งมีการรับรู้ต่อโลก ทำให้เราติดต่อกับโลกฝ่ายวัตถุได้. กายได้บรรจุจิตไว้ภายใน และจิตเป็นภาชนะสำหรับบรรจุวิญญาณ. พระเจ้าผู้เป็นพระวิญญาณทรงอาศัยอยู่ในวิญญาณของเรา, ตัวตนของเราเองนั้นอาศัยอยู่ในจิต, และประสาทสัมผัสฝ่ายวัตถุนั้นอยู่ในกายของเรา. พระเจ้าทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ ก่อนอื่นได้ครอบครองวิญญาณของเราโดยการบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:5-6) ต่อมาก็ทรงให้พระองค์เองผู้เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตได้แผ่ขยายจากวิญญาณของเราไปสู่จิตของเรา เพื่อซาบซ่านและเปลี่ยนแปลงจิตของเรา (รม.12:2; 2กธ.3:18) และในที่สุดได้ประทานชีวิตให้แก่ร่างกายที่ต้องตายของเราโดยผ่านจิตของเรา (รม.8:11, 13) และเปลี่ยนรูปลักษณะของเราโดยฤทธิ์เดชแห่งชีวิตของพระองค์ (ฟป.3:21). ดู ฮร.4:12 คำอธิบาย 2 และ 3.
1ธซ.
5:23 จ ลก.17:33; ยฮ.12:25 กับคำอธิบาย 1; ฮร.10:39 กับคำอธิบาย 3; 1ปต.1:9
1ธซ.
5:23 ฉ รม.8:11, 13; 12:1; 1กธ.6:13, 15, 19
1ธซ.
5:23 6 พระเจ้าไม่เพียงได้แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วนเท่านั้น พระองค์ยังได้ทรงรักษาวิญญาณ, จิต, และกายของเราไว้จนครบสมบูรณ์. คำว่า "ครบถ้วน" เล็งถึงด้านปริมาณ ส่วนคำว่า "ครบสมบูรณ์" เล็งถึงด้านคุณภาพ. พระเจ้าจะทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วนในด้านปริมาณ และพระองค์จะทรงรักษาเราไว้ให้ครบสมบูรณ์ในด้านคุณภาพ ก็คือจะทรงรักษาวิญญาณ,
จิต, และกายของเราให้งดงามสมบูรณ์นั่นเอง. เนื่องจากการตกต่ำร่างกายของเราจึงถูกทำลายให้เสื่อมเสีย, จิตของเราก็เป็นมลทินไป, ส่วนวิญญาณของเราก็ตาย. ในความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้านั้น ทั่วทุกส่วนของเราจะต้องได้รับความรอดอย่างครบสมบูรณ์และงดงามสมบูรณ์. ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงรักษาวิญญาณของเราไว้ให้พ้นจากองค์ประกอบแห่งความตาย (ฮร.9:14) รักษาจิตของเราไว้ไม่ให้ตกอยู่ในธรรมชาติและความเก่าแก่ (มธ.16:24-26) และรักษากายของเราไว้ให้พ้นจากการทำลายของความบาป (4:4; รม.6:6). การรักษาและการแบ่งแยกบริสุทธิ์อย่างถี่ถ้วนของพระองค์เช่นนี้ก็ได้ค้ำชูเราให้ดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์จนถึงสุกงอม เพื่อเราจะพบกับพระองค์ได้ในพารุสเซียขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
1ธซ.
5:23 ช ฟป.2:15; 2ปต.3:14
1ธซ.
5:23 7 หรือ ในการสถิตอยู่ (พารุสเซีย) ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา.
1ธซ.
5:23 ซ 1ธซ.2:19; 3:13; 4:15-16; 2ธซ.2:1, 8
1ธซ.
5:23 8ซ ทุกบทที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้จะจบลงด้วยการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า. สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เปาโลผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตและกระทำการงานโดยมีการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่เบื้องหน้า โดยถือว่าสิ่งนี้เป็นการดึงดูด, การหนุนใจ, เป้าหมาย, และคำเตือน. ท่านไม่ได้ทำเช่นนี้เพียงผู้เดียว แต่ท่านยังได้ใช้สิ่งนี้มาหนุนใจผู้เชื่อที่ท่านได้นำพาอีกด้วย.
1ธซ.
5:24 ก 1ธซ.2:12
1ธซ.
5:24 ข 2ธซ.3:3; 1กธ.1:9; 10:13
1ธซ.
5:24 1 พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อซึ่งได้ทรงเรียกเราแล้ว ยังจะทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วน และจะทรงรักษาทั่วทุกส่วนของเราไว้ให้ครบสมบูรณ์อีกด้วย.
1ธซ.
5:24 ค ฟป.1:6
1ธซ.
5:25 ก 2ธซ.3:1; กซ.4:3; ฮร.13:18
1ธซ.
5:26 ก รม.16:16
1ธซ.
5:27 ก กซ.4:16
1ธซ.
5:27 1 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่บางฉบับเพิ่มคำว่า "ที่แยกบริสุทธิ์." กรณีนี้อาจมีความหมายว่า เนื่องจากหนังสือจดหมายฉบับนี้มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ของผู้เชื่อ ดังนั้นในคำกำชับที่เป็นคำสรุปนี้ อัครทูตจึงเรียกผู้เชื่อว่า "พี่น้องทั้งปวงที่แยกบริสุทธิ์."
1ธซ.
5:28 ก 2ธซ.3:18; รม.16:20; ฆต.6:18
1ธซ.
5:28 1ก ดู ยฮ.1:14 คำอธิบาย 4 และ ยฮ.1:17 คำอธิบาย 1; 1กธ.15:10 คำอธิบาย 1. มีเพียงเมื่อเราได้รับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระคุณเท่านั้น จึงจะสามารถดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์เพื่อชีวิตคริสตจักรได้ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่แท้จริงและถูกต้องเพื่อคริสตจักรโดยมีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตนั่นเอง.
หนังสือเล่มนี้ได้เผยออกซึ่งการดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์เพื่อชีวิตคริสตจักร. การแบ่งแยกบริสุทธิ์นั้นก็คือความบริสุทธิ์นั่นเอง. จักรวาลนี้มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่บริสุทธิ์ คือมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงแตกต่างและก็ไม่เหมือนกับทุกสิ่ง. พระองค์ไม่ธรรมดา พระองค์จึงไม่มีมลทิน. ความบริสุทธิ์เป็นพระนิสัยของพระเจ้า เป็นลักษณะพิเศษที่อยู่ภายในคุณลักษณะของพระเจ้า. ดังนั้นการที่จะแบ่งแยกบริสุทธิ์อย่างครบสมบูรณ์และทั่วถ้วน หรือในการที่จะแบ่งแยกบริสุทธิ์ซึ่งไม่เป็นเพียงฐานะทางภายนอก แต่ยังแบ่งแยกบริสุทธิ์ในด้านธาตุแท้ทางภายในนั้น เราจำต้องมีพระนิสัยที่แบ่งแยกบริสุทธิ์อันเป็นลักษณะพิเศษของพระเจ้า. ในการที่เราจะมีพระนิสัยที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้านั้น เราจำต้องได้รับพระเจ้า คือมีพระเจ้าเป็นชีวิตและนิสัยของเรา. มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วนและสามารถรักษาทั่วทุกส่วนของเรา คือทั้งวิญญาณ, จิต, และกายไว้ให้ครบสมบูรณ์ พ้นจากสิ่งของธรรมดาหรือการแปดเปื้อนสิ่งมลทิน. พระเจ้าทรงชอบพระทัยที่จะแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ และพระองค์จะทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ด้วยพระองค์เอง หากเรายินดีแสวงหาพระองค์ผู้เป็นการแบ่งแยกบริสุทธิ์ (ฮร.12:14ก) และยอมร่วมมือกับพระองค์ในเรื่องนี้. เช่นนี้เราก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนดังที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์ (1ปต.1:15-16). หากปราศจากการแบ่งแยกบริสุทธิ์เช่นนี้ เราก็ไม่สามารถเห็นพระองค์ได้ (ฮร.12:14ข).
พระเจ้าไม่เพียงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ในด้านฐานะโดยใช้พระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์เท่านั้น (ฮร.13:12; 10:29) แต่พระองค์ยังทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ทางด้านนิสัยโดยพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์อีกด้วย. โดยการแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์เช่นนี้ พระองค์ก็ได้ทรงเปลี่ยนแปลงธาตุแท้ของทั้งวิญญาณ, จิต, และกายของเรา เพื่อให้เราเหมือนกับพระองค์อย่าง ครบถ้วนในด้านธาตุแท้. เช่นนี้พระองค์จึงได้รักษาทั้งวิญญาณ, จิต, และกายให้ครบสมบูรณ์อย่างครบถ้วน. การที่พระองค์ได้แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ทางด้านฐานะนั้นเกิดขึ้นภายนอกตัวเรา ส่วนการที่พระองค์ทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ทางด้านนิสัยนั้นอยู่ภายในตัวเราโดยได้เริ่มจากวิญญาณซึ่งเป็นส่วนลึกที่สุดของเรา ผ่านจิตที่อยู่ระหว่างกลางจนถึงร่างกายที่อยู่ทางภายนอกของเรา. การงานที่กระทำเข้าสู่ส่วนลึกของเรานี้ได้สำเร็จโดยการที่พระวิญญาณผู้ประทานชีวิตของพระเจ้า ทรงโปรดให้วิญญาณของเราบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:6), จิตของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง (รม.12:2), และร่างกายของเราได้รับการไถ่ (รม.8:23; อฟ.4:30). การดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์และแปรสภาพบริสุทธิ์ เช่นนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการที่เราจะดำเนินชีวิตคริสตจักรอันเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าและสำแดงออกซึ่งพระองค์.
หนังสือเล่มนี้ได้เผยออกซึ่งการดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์เพื่อชีวิตคริสตจักร. การแบ่งแยกบริสุทธิ์นั้นก็คือความบริสุทธิ์นั่นเอง. จักรวาลนี้มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่บริสุทธิ์ คือมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงแตกต่างและก็ไม่เหมือนกับทุกสิ่ง. พระองค์ไม่ธรรมดา พระองค์จึงไม่มีมลทิน. ความบริสุทธิ์เป็นพระนิสัยของพระเจ้า เป็นลักษณะพิเศษที่อยู่ภายในคุณลักษณะของพระเจ้า. ดังนั้นการที่จะแบ่งแยกบริสุทธิ์อย่างครบสมบูรณ์และทั่วถ้วน หรือในการที่จะแบ่งแยกบริสุทธิ์ซึ่งไม่เป็นเพียงฐานะทางภายนอก แต่ยังแบ่งแยกบริสุทธิ์ในด้านธาตุแท้ทางภายในนั้น เราจำต้องมีพระนิสัยที่แบ่งแยกบริสุทธิ์อันเป็นลักษณะพิเศษของพระเจ้า. ในการที่เราจะมีพระนิสัยที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้านั้น เราจำต้องได้รับพระเจ้า คือมีพระเจ้าเป็นชีวิตและนิสัยของเรา. มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วนและสามารถรักษาทั่วทุกส่วนของเรา คือทั้งวิญญาณ, จิต, และกายไว้ให้ครบสมบูรณ์ พ้นจากสิ่งของธรรมดาหรือการแปดเปื้อนสิ่งมลทิน. พระเจ้าทรงชอบพระทัยที่จะแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ และพระองค์จะทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ด้วยพระองค์เอง หากเรายินดีแสวงหาพระองค์ผู้เป็นการแบ่งแยกบริสุทธิ์ (ฮร.12:14ก) และยอมร่วมมือกับพระองค์ในเรื่องนี้. เช่นนี้เราก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนดังที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์ (1ปต.1:15-16). หากปราศจากการแบ่งแยกบริสุทธิ์เช่นนี้ เราก็ไม่สามารถเห็นพระองค์ได้ (ฮร.12:14ข).
พระเจ้าไม่เพียงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ในด้านฐานะโดยใช้พระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์เท่านั้น (ฮร.13:12; 10:29) แต่พระองค์ยังทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ทางด้านนิสัยโดยพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระองค์อีกด้วย. โดยการแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์เช่นนี้ พระองค์ก็ได้ทรงเปลี่ยนแปลงธาตุแท้ของทั้งวิญญาณ, จิต, และกายของเรา เพื่อให้เราเหมือนกับพระองค์อย่าง ครบถ้วนในด้านธาตุแท้. เช่นนี้พระองค์จึงได้รักษาทั้งวิญญาณ, จิต, และกายให้ครบสมบูรณ์อย่างครบถ้วน. การที่พระองค์ได้แบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ทางด้านฐานะนั้นเกิดขึ้นภายนอกตัวเรา ส่วนการที่พระองค์ทรงแบ่งแยกเราให้บริสุทธิ์ทางด้านนิสัยนั้นอยู่ภายในตัวเราโดยได้เริ่มจากวิญญาณซึ่งเป็นส่วนลึกที่สุดของเรา ผ่านจิตที่อยู่ระหว่างกลางจนถึงร่างกายที่อยู่ทางภายนอกของเรา. การงานที่กระทำเข้าสู่ส่วนลึกของเรานี้ได้สำเร็จโดยการที่พระวิญญาณผู้ประทานชีวิตของพระเจ้า ทรงโปรดให้วิญญาณของเราบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:6), จิตของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง (รม.12:2), และร่างกายของเราได้รับการไถ่ (รม.8:23; อฟ.4:30). การดำเนินชีวิตที่แบ่งแยกบริสุทธิ์และแปรสภาพบริสุทธิ์ เช่นนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการที่เราจะดำเนินชีวิตคริสตจักรอันเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าและสำแดงออกซึ่งพระองค์.