การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5

1 เธซะโลนิเก บทที่ 2

3. การฟูมฟักเลี้ยงดู
2:1-20
(1) การดูแลของมารดาที่เลี้ยงดูด้วยน้ำนมและบิดาที่เตือนสติ
ข้อ 1-12
1ธซ. 2:1 พี่น้องทั้งหลาย ท่านเองก็ทราบว่าการที่เรา1มาหาท่านนั้นไม่ได้เป็นกการไร้ประโยชน์.
1ธซ. 2:2 แต่แม้เราต้องทนการยากลำบากมาก่อนและได้รับการอัปยศต่างๆ ที่1กเมืองฟิลิปปอย ตามที่ท่านทั้งหลายทราบอยู่แล้ว เราก็ยังขมีใจกล้า2ในพระเจ้าของเรา เพื่อที่จะบอกเล่ากิตติคุณของพระเจ้าแก่ท่านทั้งหลายในท่ามกลางคการบากบั่นสู้รบ.
1ธซ. 2:3 เพราะว่ากคำเตือนสติของเราไม่ได้เป็นมาจาก1ขความผิดเพี้ยน หรือคความมลทิน หรืองการใช้อุบาย
1ธซ. 2:4 แต่ว่าพระเจ้าทรง1กเห็นชอบที่จะขมอบกิตติคุณไว้กับเราฉันใด เราจึงกล่าวไปฉันนั้น ไม่ใช่จะให้เป็นที่คชอบใจมนุษย์ แต่จะให้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าผู้ทรงงพิสูจน์ใจเราทั้งหลาย.
1ธซ. 2:5 เพราะว่าเราไม่เคยใช้กคำพูดประจบประแจงเลย ตามที่ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แล้ว หรือมิได้ใช้1คำพูดกลบเกลื่อนเพื่อขความโลภ พระเจ้าทรงคเป็นพยานฝ่ายเรา.
1ธซ. 2:6 และแม้เราเป็นกอัครทูตของพระคริสต์ซึ่ง1มีสิทธิ์ที่จะให้[คน]นับถือ แต่เราก็ไม่ได้2แสวงหาขสง่าราศีที่มาจากมนุษย์ ไม่ว่าจะมาจากท่านทั้งหลายหรือมาจากคนอื่น.
1ธซ. 2:7 แต่เราได้อยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายด้วยกความอ่อนสุภาพ เหมือน1ขแม่ที่ให้นม2คเฝ้าทะนุถนอมงลูกของตน.
1ธซ. 2:8 เรามี1กความปรารถนาต่อท่านทั้งหลายเช่นนี้ คือไม่เพียงยินดีที่จะแบ่งปันกิตติคุณของพระเจ้าให้แก่ท่านเท่านั้น แต่ยัง2ยินดีที่จะสละ3ขชีวิตของเราให้แก่ท่านด้วย เพราะท่านเป็นที่รักยิ่งของเรา.
1ธซ. 2:9 พี่น้องทั้งหลาย ท่านยังระลึกได้ถึงการตรากตรำและความยากลำบากของเรา คือเมื่อเราได้ประกาศกิตติคุณของพระเจ้าให้แก่ท่านนั้น เราได้กทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเราจะมิได้ขเป็นภาระแก่ผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่าน.
1ธซ. 2:10 ท่านทั้งหลายเป็นพยานฝ่ายเรา และกพระเจ้าก็ทรงเป็นพยานด้วยว่า เราได้ประพฤติตนใน1ความบริสุทธิ์, ความชอบธรรม, และปราศจากตำหนิต่อท่านทั้งหลายที่เชื่อ
1ธซ. 2:11 ตามที่ท่านทั้งหลายทราบอยู่แล้วว่า 1เราได้2กเตือนสติ, ประเล้าประโลม, และเป็นพยานต่อท่านทุกคนอย่างไรดุจดัง3ขบิดาปฏิบัติต่อคบุตรของตน
1ธซ. 2:12 เพื่อให้ท่านทั้งหลายกดำเนินชีวิตที่สมกับพระเจ้าผู้ได้ทรง1ขเรียกท่านให้เข้าสู่2คอาณาจักรและ3งสง่าราศีของพระองค์เอง.
(2) รางวัลแห่งการดูแล
ข้อ 13-20
1ธซ. 2:13 ด้วยเหตุนี้เราจึงกขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดหย่อนเลย เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้รับ1พระคำของพระเจ้าซึ่งท่านได้ยินจากเรา ท่านไม่ได้รับไว้เหมือนเป็นคำของมนุษย์ แต่ได้รับไว้เหมือนเป็นพระคำของพระเจ้า ซึ่งพระคำนี้ก็เป็นของพระเจ้าจริงๆ และ และ2กำลังดำเนินการอยู่ภายในท่านทั้งหลายที่เชื่อ.
1ธซ. 2:14 พี่น้องทั้งหลาย ท่านได้1กเอาอย่างขคริสตจักรทั้งหลายของพระเจ้าในแผ่นดินยูดายในพระคริสต์เยซู เพราะว่าท่านได้รับความทุกข์ทรมานจากพลเมืองของตน เหมือนอย่างเขาเหล่านั้นได้รับจากพวกยูดาย
1ธซ. 2:15 ซึ่งเป็นผู้กปลงพระชนม์องค์พระเยซูเจ้า และได้ประหารชีวิตขพวกผู้เผยพระวจนะและได้คขับไล่พวกเรา และการนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ทั้งเป็นปฏิปักษ์กับคนทั้งปวง
1ธซ. 2:16 โดยเขาได้ขัดขวางไม่ให้เรากล่าวพระคำแก่พวกต่างชาติเพื่อจะให้พวกนั้นได้รับความรอด จนทำให้1การบาปของตนกเต็มเปี่ยมขึ้นทุกที. แต่พระพิโรธก็ได้มาถึงพวกเขา2จนถึงที่สุด.
1ธซ. 2:17 พี่น้องทั้งหลาย เมื่อเราได้1พรากจากท่านไป2ชั่วเวลาหนึ่ง ก็เป็นเพียงกายเท่านั้น แต่กไม่ใช่ใจ เราจึงยิ่งมุ่งมั่นด้วย3ขความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นหน้าท่านอีก.
1ธซ. 2:18 ดังนั้นเราจึงอยากมาหาท่านทั้งหลาย แท้จริงข้าพเจ้าเปาโลก็อยากมาหาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่1ซาตานได้กขัดขวางเราไว้.
1ธซ. 2:19 ด้วยว่าอะไรจะเป็นกความหวังหรือขความชื่นชมยินดีหรือคมงกุฎที่น่าโอ้อวดของเราต่อเบื้องพระพักตร์องค์พระเยซูเจ้าของเราเมื่อพระองค์1งเสด็จมาเล่า? ก็มิใช่ท่านทั้งหลายหรอกหรือ?
1ธซ. 2:20 เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็น1สง่าราศีและความชื่นชมยินดีของเรา.

คำอธิบาย 1 เธซะโลนิเก บทที่ 2

1ธซ. 2:1 1 อัครทูตได้กล่าวย้ำถึงการที่พวกเขามาหาผู้เชื่อทั้งหลายครั้งแล้วครั้งเล่า (1:5, 9). นี่แสดงว่าการปฏิบัติตนของอัครทูตมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการซึมซาบกิตติคุณเข้าสู่ผู้เชื่อใหม่เหล่านี้. การประพฤติปฏิบัติตนของพวกเขาไม่ใช่สิ่งที่เขาพูดเท่านั้น แต่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเป็นอีกด้วย.
1ธซ. 2:1 ก 1ธซ.3:5; 1กธ.15:58; ฆต.4:11
1ธซ. 2:2 ก กจ.16:12
1ธซ. 2:2 1ก ให้ดู ฟป.1:1 คำอธิบาย 1.
1ธซ. 2:2 ข กจ.4:13
1ธซ. 2:2 2 นี่คือประสบการณ์ที่อัครทูตมีต่อพระเจ้าในการรับสุขพระเจ้าเป็นความกล้าหาญในการสู้รบเพื่อกิตติคุณ.
1ธซ. 2:2 ค ฟป.1:30
1ธซ. 2:3 ก 1ธซ.4:1
1ธซ. 2:3 ข เทียบ 2ธซ.2:10
1ธซ. 2:3 1ข คำว่า "ความผิดเพี้ยน" ชี้ถึงเป้าหมาย, คำว่า "ความมลทิน" ชี้ถึงเจตนารมณ์ และคำว่า "การใช้อุบาย" ชี้ถึงวิธีการ. ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนเป็นของมารและเป็นมาจากมารที่เจ้าเล่ห์และล่อลวงมนุษย์.
1ธซ. 2:3 ค 1ธซ.4:7
1ธซ. 2:3 ง 2กธ.12:16; 4:2
1ธซ. 2:4 ก 2ตธ.2:15
1ธซ. 2:4 1ก การมอบหมายของพระเจ้านั้นขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของพระองค์ ซึ่งเป็นผลมาจากการทดสอบของพระองค์. อัครทูตได้ผ่านการทดสอบก่อน แล้วพระเจ้าจึงทรงเห็นชอบ จากนั้นจึงทรงมอบหมายกิตติคุณให้เขาเหล่านั้น. ดังนั้นการที่พวกเขากล่าวหรือประกาศกิตติคุณออกไปจึงไม่ได้เป็นมาจากเขาเองเพื่อจะเป็นที่ชอบใจมนุษย์ แต่เป็นมาจากพระเจ้าเพื่อให้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า. พระองค์ทรงพิสูจน์, ตรวจสอบ, และทดสอบใจของพวกเขาตลอดเวลา (บพส.26:2; 139:23-24).
1ธซ. 2:4 ข ฆต.2:7; 1ตธ.1:11; ตต.1:3; 1กธ.9:17
1ธซ. 2:4 ค ฆต.1:10
1ธซ. 2:4 ง บพส.17:3
1ธซ. 2:5 ก รม.16:18; ยด.16
1ธซ. 2:5 1 หรือ เสแสร้ง, ปกปิด. การใช้คำพูดกลบเกลื่อนเพื่อความโลภก็คือการนำพระคำของพระเจ้าไปเจือปนและไปขายกิน (2กธ.2:17; 4:2). นี่ยังเป็นการเสแสร้งว่าอยู่ในธรรมเพื่อผลประโยชน์ (1ตธ.6:5; ตต.1:11; 2ปต.2:3).
1ธซ. 2:5 ข กจ.20:33
1ธซ. 2:5 ค 1ธซ.2:10; รม.1:9
1ธซ. 2:6 ก 1กธ.9:1, 2, 5; 2กธ.12:12; 1ตธ.2:7
1ธซ. 2:6 1 หรือ รักษาไว้ซึ่งอำนาจ. มีสิทธิ์ที่จะให้คนนับถือ แปลตามตรงคือ สามารถกลายเป็นน้ำหนัก ความหมายคือทำให้ผู้อื่นต้องรับภาระหนัก (เทียบ ข้อ 9, 1กธ.9:4-12). การรักษาอำนาจ, ศักดิ์ศรี, หรือสิทธิ์ในการงานของคริสเตียนจะทำลายการ งานให้เสียไป. ขณะที่พระเยซูอยู่บนแผ่นดินโลกพระองค์ได้ทรงสละไปซึ่งศักดิ์ศรีของพระองค์ (ยฮ.13:4-5) ส่วนอัครทูตก็ยอมที่จะไม่ใช้สิทธิ์ของท่าน (1กธ.9:12).
1ธซ. 2:6 2 การแสวงหาสง่าราศีจากมนุษย์เป็นการล่อลวงที่แท้จริงของคนงานของพระคริสต์. มีคนมากมายที่ถูกกลืนกินและถูกทำลายไปด้วยสิ่งนี้.
1ธซ. 2:6 ข ยฮ.5:41, 44
1ธซ. 2:7 ก 2ตธ.2:24
1ธซ. 2:7 ข เทียบ ยซย.49:23
1ธซ. 2:7 1ข ในบางกรณี ศัพท์คำนี้ในภาษากรีกหมายถึง มารดา. ดังนั้นจึงเล็งถึงมารดาผู้เลี้ยงดูบุตรด้วยน้ำนม (เทียบ ฆต.4:19).
1ธซ. 2:7 ค อฟ.5:29
1ธซ. 2:7 2ค การทะนุถนอม ซึ่งรวมถึงการบำรุงเลี้ยงด้วยนั้นชี้บ่งว่า ไม่เพียงแต่มีการบำรุงเลี้ยงเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังมีการดูแลอย่างสนิทสนมอีกด้วย. ดู อฟ.5:29 คำอธิบาย 1.
1ธซ. 2:7 ง 1ธซ.2:11
1ธซ. 2:8 ก 1ธซ.2:17
1ธซ. 2:8 1ก คือชอบพอรักใคร่, รักปรารถนา, สนใจรักใคร่บุตรของตนเหมือนกับมารดาที่เลี้ยงดูบุตรด้วยน้ำนม ด้วยการบำรุงเลี้ยงและการทะนุถนอม. นี่คือสิ่งที่อัครทูตกระทำต่อผู้แรกเชื่อ. ดูข้อ 17 คำอธิบาย 3.
1ธซ. 2:8 2 การดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และเที่ยงตรงดังที่ได้บรรยายไว้ในข้อ 3-6, 10 และการรักผู้แรกเชื่อจนสามารถสละชีวิตให้แก่เขา ดังที่บรรยายไว้ในข้อ 7-9, 11 นั้น เป็นเงื่อนไขในการซึมซาบความรอดที่ถูกถ่ายทอดไว้ในกิตติคุณที่เราประกาศนั้นเข้าสู่ภายในผู้แรกเชื่อเหล่านั้น.
1ธซ. 2:8 ข เทียบ 2กธ.12:15
1ธซ. 2:8 3ข แปลตามตรงคือ จิต.
1ธซ. 2:9 ก 2ธซ.3:8; กจ.18:3; 1กธ.4:12
1ธซ. 2:9 ข 2กธ.11:9; 12:13, 14, 16
1ธซ. 2:10 ก 1ธซ.2:5
1ธซ. 2:10 1 ดู ลก.1:75 คำอธิบาย 1. คำว่า "ความบริสุทธิ์" ชี้ถึงการประพฤติต่อพระเจ้า, "ความชอบธรรม" ชี้ถึงการประพฤติต่อมนุษย์, และ "การปราศจากตำหนิ" เป็นการประพฤติต่อทั้งพระเจ้า, มนุษย์, และซาตาน.
1ธซ. 2:11 1 อัครทูตเน้นถึงสิ่งที่พวกเขาเป็นหรือการประพฤติของเขาอย่างหนักแน่น (1:5) เพราะสิ่งที่พวกเขาเป็นได้เปิดทางให้เขานำพาผู้แรกเชื่อเข้าสู่ความรอดที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้า.
1ธซ. 2:11 ก 1ธซ.4:1; 5:14
1ธซ. 2:11 2ก หรือ วิงวอน.
1ธซ. 2:11 ข 1กธ.4:15
1ธซ. 2:11 3ข ในการทะนุถนอมผู้แรกเชื่อดุจดังบุตรของตนนั้น อัครทูตถือว่าตนเป็นมารดาที่เลี้ยงบุตรของตนด้วยน้ำนม แต่ในการเตือนสติผู้เชื่อท่านถือว่าตนเป็นบิดา.
1ธซ. 2:11 ค 1ธซ.2:7; 1กธ.4:14
1ธซ. 2:12 ก อฟ.4:1, 17; ฟป.1:27
1ธซ. 2:12 ข 1ธซ.5:24; 2ธซ.2:14; 1ปต.5:10
1ธซ. 2:12 1ข การทรงเรียกของพระเจ้านั้นเป็นไปตามการเลือกสรรของพระองค์และเกิดขึ้นต่อจากการเลือกสรรของพระเจ้าด้วย (1:4).
1ธซ. 2:12 ค 2ธซ.1:5; มธ.3:2; ยฮ.3:5; กจ.14:22; 2ปต.1:11
1ธซ. 2:12 2ค แต่ก่อนนั้นผู้เชื่อเคยเป็นผู้ที่กราบไหว้รูปเคารพ (1:9) จึงอยู่ในอาณาจักรของซาตาน (มธ.12:26). แต่บัดนี้เขาทั้งหลายถูกเรียกโดยความรอดที่อยู่ในพระคริสต์และได้เชื่อเข้าสู่ในอาณาจักรของพระเจ้าแล้ว. อาณาจักรนี้ก็คือขอบเขตที่เขาสามารถนมัสการและรับสุขพระเจ้าได้ภายใต้การปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ โดยมีความหวังว่าจะได้เข้าสู่สง่าราศีของพระเจ้า.
1ธซ. 2:12 ง รม.8:17, 18; 2กธ.4:17
1ธซ. 2:12 3ง สง่าราศีของพระเจ้าดำเนินไปพร้อมกันกับอาณาจักรของพระองค์. ดู มธ.6:13 คำอธิบาย 4.
1ธซ. 2:13 ก 1ธซ.1:2
1ธซ. 2:13 1 พระคำที่ผู้เชื่อได้รับไว้นั้น ถึงแม้จะมาจากอัครทูต แต่ก็เป็นพระคำของพระเจ้า. ต้นกำเนิดหรือจุดเริ่มต้นของพระคำนี้ก็ไม่ใช่อัครทูต แต่เป็นพระเจ้า.
1ธซ. 2:13 2 พระคำของพระเจ้ามีชีวิตและมีประสิทธิภาพ (ฮร.4:12) ดังนั้นจึงได้ดำเนินการอยู่ภายในผู้ที่เชื่อ.
1ธซ. 2:14 ก เทียบ 1ธซ.1:6
1ธซ. 2:14 1ก อัครทูตได้สอนสิ่งเดียวกันในทุกคริสตจักร (1กธ.4:17; 7:17; 11:16) ซึ่งแสดงว่าคริสตจักรทั้งหลายควรจะต้องเป็นพยานอย่างเดียวกันเพื่อพระเยซู. ดังนั้นคริสตจักรทั้งหลายจึงเป็นคันประทีปที่เหมือนกันทั้งหมด (วว.1:9, 20).
1ธซ. 2:14 ข กจ.9:31; ฆต.1:22
1ธซ. 2:15 ก กจ.2:23; 3:15; 7:52
1ธซ. 2:15 ข มธ.23:31; ยรม.2:30
1ธซ. 2:15 ค กจ.13:50
1ธซ. 2:16 1 ในภาษากรีก เป็นพหูพจน์.
1ธซ. 2:16 ก มธ.23:32
1ธซ. 2:16 2 แปลตามตรงคือ จนถึงบั้นปลาย ดังนั้นจึงเป็นจนถึงที่สุด.
1ธซ. 2:17 1 ศัพท์คำนี้เปิดเผยเป็นนัยว่าเหล่าอัครทูตเห็นว่าผู้เชื่อใหม่เป็นผู้ที่มีความล้ำค่าและเป็นที่รักสำหรับพวกเขา. เปาโลได้เปรียบเทียบการที่พวกเขาได้พรากจากผู้แรกเชื่อเหมือนกับการพลัดพรากจากญาติสนิท คือเป็นการสูญเสียที่ต้องทนรับไว้เนื่องจากไม่ได้เห็นหน้าผู้แรกเชื่อเหล่านั้น.
1ธซ. 2:17 2 แปลตามตรงคือ ในเวลาหนึ่งชั่วโมง.
1ธซ. 2:17 ก เทียบ 1กธ.5:3; กซ.2:5
1ธซ. 2:17 ข 1ธซ.2:8; 3:10
1ธซ. 2:17 3ข นี่ก็คือความปรารถนาที่อัครทูตมีต่อผู้แรกเชื่อ (ข้อ 8).
1ธซ. 2:18 1 เพราะว่าอัครทูตกำลังทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ ดังนั้นซาตานจึงขัดขวางพวกเขา.
1ธซ. 2:18 ก รม.1:13; 15:22
1ธซ. 2:19 ก เทียบ 1ธซ.1:3; 2ธซ.2:16
1ธซ. 2:19 ข ฟป.4:1
1ธซ. 2:19 ค 2ธซ.1:4; 1กธ.15:31; 2กธ.1:14
1ธซ. 2:19 ง 1ธซ.3:13; ยก.5:7; 1ยฮ.2:28
1ธซ. 2:19 1ง ในภาษากรีกคือ parousia (พารุสเซีย) ซึ่งหมายถึง การสถิตอยู่ เหมือนใน 3:13; 4:15. การเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการสถิตอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง. หนังสือซึ่งเขียนขึ้นในเวลาช่วงต้นๆ ทั้งสองฉบับนี้ล้วนได้เขียนขึ้นในความสว่างนี้เอง. ทุกๆ บทในหนังสือ 1 เธซะโลนิเก ล้วนได้จบลงด้วยการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น.
1ธซ. 2:20 1 ในเมื่ออัครทูตเป็นแม่นมของผู้เชื่อ และเป็นบิดาที่ได้เตือนสติของผู้เชื่อ (ข้อ 7, 11) ผู้เชื่อที่เป็นบุตรของพวกเขาจึงเป็นสง่าราศีและความยินดีของเขา.
สารบัญ