โกโลซาย บทที่ 3
6. ชีวิตของวิสุทธิชน
3:1-4
3:1-4
กซ.
3:1 1เหตุฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายได้2กร่วมเป็นขึ้นมากับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่3เบื้องบนในที่พระคริสต์สถิตอยู่ คือประทับขเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า.
กซ.
3:2 ท่านทั้งหลายจงกคิดถึงสิ่งที่อยู่เบื้องบนไม่ใช่1สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลก.
กซ.
3:3 เพราะว่าท่านทั้งหลายได้1กตายแล้ว และ2ชีวิตของท่านได้3ซ่อนไว้ในพระเจ้าร่วมกับพระคริสต์.
กซ.
3:4 เมื่อ1พระคริสต์ผู้เป็น2กชีวิตของเราทั้งหลายจะขทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านทั้งหลายก็จะปรากฏด้วยกันกับพระองค์ในคสง่าราศีด้วย.
7. ส่วนประกอบของคนใหม่
3:5-11
3:5-11
กซ.
3:5 เหตุฉะนั้นจง1กประหาร2ขอวัยวะของท่านซึ่งอยู่ในโลกนี้ คือการล่วงประเวณี, ความมลทิน, ราคะตัณหา, กิเลส, และคความโลภซึ่งเป็นการไหว้รูปเคารพ
กซ.
3:6 เพราะด้วยสิ่งเหล่านี้เอง กพระพิโรธของพระเจ้าจึงได้มาถึงบุตรทั้งหลายที่ขไม่เชื่อฟัง.
กซ.
3:7 ครั้งหนึ่งท่านทั้งหลายเคยได้ดำเนินชีวิตในการเหล่านี้ด้วย เมื่อท่านยังมีชีวิตเป็นอยู่ในสิ่งเหล่านี้.
กซ.
3:8 แต่บัดนี้ท่านทั้งหลายจงถอดทิ้งเสียจากสิ่งเหล่านี้คือ ความโกรธ, ความขัดเคือง, การคิดปองร้าย, การพูดใส่ร้าย, และกวาจาหยาบช้าที่ออกมาจากปากของท่าน.
กซ.
3:9 อย่ากพูดมุสาต่อกันและกัน เพราะว่าท่านทั้งหลายได้1ขถอดทิ้ง2คคนเก่ากับการประพฤติของคนเก่านั้นเสียแล้ว
กซ.
3:10 และได้1กสวมใส่2ขคนใหม่ ซึ่งกำลังถูก3คเปลี่ยนใหม่จนมีความรู้อย่างเต็มเปี่ยมตาม4งพระฉายาของพระองค์5ผู้ทรงจเนรมิตสร้างเขานั้น
กซ.
3:11 1ในที่นี้2ไม่อาจมี3พวกกรีกกับกพวกยูดาย, 4ขพวกที่รับพิธีสุหนัตกับไม่ได้รับพิธีสุหนัต, 5คพวกไร้วัฒนธรรม, 6พวกสิเธีย, 7พวกทาสและ8ไท มีเพียง9งพระคริสต์เป็น10สารพัดและดำรงอยู่ใน10สารพัด.
III. การดำเนินชีวิตที่เข้าสนิทกับพระคริสต์
3:12—4:6
3:12—4:6
1. สันติสุขแห่งการวินิจฉัยชี้ขาดของพระคริสต์
3:12-15
3:12-15
กซ.
3:12 เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นกพลไพร่ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็น1พวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่รัก จง2สวมขใจกรุณา, ความเอ็นดู, ความต่ำต้อย, ความอ่อนสุภาพ, และความอดทนนาน.
กซ.
3:13 ถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องบาดหมางต่อกันก็จงแบกรับซึ่งกันและกัน และจงกให้อภัยแก่1กันและกัน 2องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดอภัยแก่ท่านทั้งหลายอย่างไรท่านก็จงให้อภัย[แก่ผู้อื่น]อย่างนั้นเหมือนกัน.
กซ.
3:14 และจงสวม1กความรักเหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักนั้นเป็นเครื่องผูกพันของ2คุณธรรมทั้งหมด.
กซ.
3:15 และจงให้1กสันติสุขของพระคริสต์เป็น2ผู้วินิจฉัยชี้ขาดอยู่ในใจของท่านทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายได้ถูกเรียกในขพระกายเดียว3ก็เพื่อ4สันติสุขนี้ และท่านทั้งหลาย5คจงขอบพระคุณ.
2. พระคำที่อาศัยอยู่ภายในของพระคริสต์
3:16-17
3:16-17
กซ.
3:16 1จงใช้สติปัญญาทุกอย่างเพื่อให้2กพระคำของพระคริสต์3ขอาศัยอยู่ภายในท่านทั้งหลาย4อย่างอุดมสมบูรณ์ โดย5การสั่งสอนและ5เตือนสติ6กันและกันด้วย7คเพลงสดุดี, เพลงสรรเสริญ, และงเพลงฝ่ายวิญญาณ คือ5ร้องเพลงด้วย8พระคุณจากใจของท่านทั้งหลายถวายแด่พระเจ้า
กซ.
3:17 และไม่ว่าท่านจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเป็นด้วยวาจาหรือการประพฤติก็ดี จง[กระทำ]ทุกสิ่งใน1พระนามขององค์พระเยซูเจ้า และกขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาโดยพระองค์.
3. การสำแดงของพระคริสต์ในความสัมพันธ์ของมนุษย์
3:18—4:1
3:18—4:1
กซ.
3:18 ฝ่าย1กภรรยาจงนอบน้อมต่อสามีของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสมในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
กซ.
3:19 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน และอย่าทำให้นางต้องขมขื่น.
กซ.
3:20 ฝ่ายบุตรจงน้อมฟังบิดามารดาของตนในทุกสิ่ง เพราะการนี้เป็นที่ชอบพระทัยในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
กซ.
3:21 ฝ่ายบิดาก็อย่ายั่วบุตรของตนให้ขัดเคืองใจ เกรงว่าเขาจะท้อใจ.
กซ.
3:22 ฝ่ายพวกทาส จงน้อมฟังต่อนายฝ่ายเนื้อหนังในทุกสิ่ง ไม่ใช่อย่างคนที่ปรนนิบัติต่อหน้า เช่นผู้ที่ทำให้ชอบใจคน แต่จงยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ.
กซ.
3:23 ท่านจะกระทำสิ่งใด ก็จงกระทำจาก1ใจ เหมือนกระทำแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์.
กซ.
3:24 ด้วยรู้ว่าท่านทั้งหลายจะได้รับ1มรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นกบำเหน็จตอบแทน. ผู้ที่ท่านทั้งหลาย 2กำลังปรนนิบัติอยู่คือองค์พระคริสต์เจ้า.
กซ.
3:25 ส่วนผู้ที่กระทำการอธรรมก็จะกรับผลตอบสนองตามการอธรรมที่เขาได้กระทำนั้น และขไม่ทรงลำเอียงต่อผู้ใดเลย.
คำอธิบาย โกโลซาย บทที่ 3
กซ.
3:1 1 ในข้อ 1-4 เปิดเผยเป็นนัยว่าเรามีฐานะ,ชีวิต, การดำเนินชีวิต, ชะตาชีวิต, และสง่าราศีเดียวกันกับพระคริสต์.
กซ.
3:1 ก กซ.2:12; อฟ.2:6
กซ.
3:1 2ก นี่คือด้านแห่งการเป็นขึ้นของการรับบัพติศมาซึ่งตรงข้ามกับลัทธิบำเพ็ญตบะอย่างสิ้นเชิง. เราทั้งหลายได้ร่วมเป็นขึ้นมากับพระคริสต์แล้วบัดนี้เรากำลังนั่งอยู่ในสวรรค์ทั้งหลายอันเป็นที่ซึ่งพระคริสต์สถิตอยู่. ดังนั้นเราจึงไม่ควรประพฤติตามสิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลกเหมือนพวกผู้บำเพ็ญตบะประพฤติกัน แต่เราควรจะแสวงหาสิ่งเหล่านั้นที่อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย อย่างเช่นการรู้จักพระคริสต์เป็นทุกสิ่ง เพื่อเราจะยึดพระองค์เป็นชีวิตและจะได้ดำเนินชีวิตอยู่ในพระองค์.
กซ.
3:1 3 คือในสวรรค์ทั้งหลาย ตรงข้ามกับ บนแผ่นดินโลก ในข้อ 2. สวรรค์ทั้งหลายนั้นเชื่อมติดกับพระคริสต์และเชื่อมติดกับคริสตจักร. สิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนครอบคลุมถึง พระคริสต์ผู้เสด็จสู่สวรรค์และเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระองค์. ดังนั้นการแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนก็คือการแสวงหาที่จะดำเนินชีวิตพระคริสต์อยู่ในคริสตจักรและร่วมกันกับคริสตจักร.
กซ.
3:1 ข รม.8:34; อฟ.1:20; ฮร.10:12
กซ.
3:2 ก รม.8:5-6
กซ.
3:2 1 สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลกครอบคลุมถึงวัฒนธรรม, ศาสนา, ปรัชญา, และการปรับปรุงความประพฤติของมนุษย์ ดังที่ได้กล่าวไว้ในสองบทก่อน.
กซ.
3:3 ก กซ.2:20
กซ.
3:3 1ก เราได้ร่วมตายกับพระคริสต์ และได้หลุดพ้นจากสิ่งทั้งหลายซึ่งอยู่บนแผ่นดินโลกแล้ว โดยเฉพาะสิ่งเหล่านั้นที่เกี่ยวข้องกับลัทธิบำเพ็ญตบะ. เราได้รับบัพติศมาเข้าสู่การตายของพระองค์แล้ว (รม.6:3).
กซ.
3:3 2 เพราะชีวิตของเรา (ไม่ใช่ชีวิตธรรมชาติของเราแต่เป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา ซึ่งก็คือพระคริสต์) ได้ซ่อนไว้ในพระเจ้าร่วมกับพระคริสต์แล้วก็คือในพระเจ้าผู้สถิตอยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย ดังนั้นเราจึงไม่ควรคิดถึงสิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลก. พระเจ้าที่อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายควรจะเป็นขอบเขตแห่งการดำเนินชีวิตของเรา. เรากับพระคริสต์ควรจะมีชีวิตอยู่ด้วยกันในพระเจ้า.
กซ.
3:3 3 การที่ชีวิตของเราได้ซ่อนไว้ในพระเจ้าร่วมกับพระคริสต์ ก็คือได้ซ่อนไว้ร่วมกับพระคริสต์ในสวรรค์ทั้งหลายนั่นเอง.
กซ.
3:4 1 การที่พระคริสต์เป็นชีวิตของเรานั้นเป็นการแสดงอย่างหนักแน่นว่า เราต้องยึดเอาพระองค์เป็นชีวิตและมีชีวิตอยู่โดยพระองค์ เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตพระองค์ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา เพื่อประสบการณ์พระคริสต์ที่แผ่ขยายในลักษณะของจักรวาล ซึ่งได้เปิดเผยไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น, ทรงบรรลุถึง, และทรงได้รับนั้นจะไม่เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางทัศนะภายนอกอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นประสบการณ์ทางทัศนะภายในของเรา.
กซ.
3:4 ก ยฮ.11:25
กซ.
3:4 2ก ในพระเจ้านั้น พระคริสต์ทรงเป็นชีวิตของเรา. ชีวิตนี้ถูกซ่อนไว้ในเวลานี้ แต่จะปรากฏออกมาในภายหน้า. ในเวลานั้นเราจะปรากฏด้วยกันกับชีวิตนี้ในสง่าราศี.
ใน 2:20—3:4 ได้เปิดเผยถึงวิธีการหนึ่งเดียวและตัวตนหนึ่งเดียวแก่เรา. วิธีการหนึ่งเดียวก็คือกางเขน ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองของพระเจ้า ส่วนตัวตนหนึ่งเดียวก็คือพระคริสต์ผู้เป็นประมุขที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล. การที่เราได้ถูกช่วยให้พ้นจากสิ่งของด้านลบนั้นไม่ใช่โดยลัทธิบำเพ็ญตบะ แต่โดยกางเขน. ส่วนการที่เราจะดำเนินออกซึ่งชีวิตที่ได้ซ่อนไว้ในพระเจ้านั้น ก็ไม่ใช่ด้วยปรัชญา แต่โดยพระคริสต์.
พระคริสต์ผู้เป็นชีวิตของเรานั้นทรงเป็นส่วนแบ่งที่มอบให้กับวิสุทธิชนทั้งหลาย (1:12), พระฉายาของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา (1:15), ผู้บังเกิดคนแรกแห่งสิ่งสารพัดที่ถูกเนรมิตสร้าง (1:15), ผู้บังเกิดคนแรกของบรรดาคนตายที่เป็นขึ้น (1:18), ผู้มีความบริบูรณ์ของพระเจ้าอาศัยอยู่ภายใน (1:19; 2:9), ข้อลับลึกแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า (1:26), ข้อลับลึกของพระเจ้า (2:2), ความเที่ยงแท้ของสิ่งของด้านบวกทุกอย่าง (2:16-17), และเป็นส่วนประกอบแห่งการก่อรูปของคนใหม่ (ข้อ 10-11). การที่เราทั้งหลายยึดเอาพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งเป็นชีวิต และดำเนินชีวิตพระองค์เช่นนี้ เราก็ได้ประสบการณ์และรับสุขความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์.
ใน 2:20—3:4 ได้เปิดเผยถึงวิธีการหนึ่งเดียวและตัวตนหนึ่งเดียวแก่เรา. วิธีการหนึ่งเดียวก็คือกางเขน ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองของพระเจ้า ส่วนตัวตนหนึ่งเดียวก็คือพระคริสต์ผู้เป็นประมุขที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล. การที่เราได้ถูกช่วยให้พ้นจากสิ่งของด้านลบนั้นไม่ใช่โดยลัทธิบำเพ็ญตบะ แต่โดยกางเขน. ส่วนการที่เราจะดำเนินออกซึ่งชีวิตที่ได้ซ่อนไว้ในพระเจ้านั้น ก็ไม่ใช่ด้วยปรัชญา แต่โดยพระคริสต์.
พระคริสต์ผู้เป็นชีวิตของเรานั้นทรงเป็นส่วนแบ่งที่มอบให้กับวิสุทธิชนทั้งหลาย (1:12), พระฉายาของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา (1:15), ผู้บังเกิดคนแรกแห่งสิ่งสารพัดที่ถูกเนรมิตสร้าง (1:15), ผู้บังเกิดคนแรกของบรรดาคนตายที่เป็นขึ้น (1:18), ผู้มีความบริบูรณ์ของพระเจ้าอาศัยอยู่ภายใน (1:19; 2:9), ข้อลับลึกแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า (1:26), ข้อลับลึกของพระเจ้า (2:2), ความเที่ยงแท้ของสิ่งของด้านบวกทุกอย่าง (2:16-17), และเป็นส่วนประกอบแห่งการก่อรูปของคนใหม่ (ข้อ 10-11). การที่เราทั้งหลายยึดเอาพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งเป็นชีวิต และดำเนินชีวิตพระองค์เช่นนี้ เราก็ได้ประสบการณ์และรับสุขความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์.
กซ.
3:4 ข 1ยฮ.3:2; 1ปต.1:7; ฮร.9:28
กซ.
3:4 ค รม.8:17; 1กธ.15:43; ฟป.3:21
กซ.
3:5 ก รม.8:13; ฆต.5:24
กซ.
3:5 1ก สิ่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงที่ว่าเราได้ถูกตรึงไว้กับพระคริสต์ (ฆต.2:20ก) และได้รับบัพติศมาเข้าสู่การตายของพระองค์แล้ว (รม.6:3). เรานำการตายของพระคริสต์ไปดำเนินการบนอวัยวะที่กระทำบาปของเราได้ ด้วยการตรึงอวัยวะเหล่านี้เสียโดยความเชื่อและโดยพึ่งในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณนั้น (รม.8:13). กรณีนี้สอดคล้องกับ ฆต.5:24. พระคริสต์ได้สำเร็จการตายที่ครอบคลุมสรรพสิ่งแล้ว. บัดนี้เราเพียงปรับใช้การตายของพระองค์กับเนื้อหนังที่เต็มไปด้วยราคะตัณหาของเรา. นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากลัทธิบำเพ็ญตบะอย่างสิ้นเชิง.
กซ.
3:5 ข รม.6:13; 7:5, 23
กซ.
3:5 2ข ในอวัยวะที่กระทำบาปของเรามีกฎแห่งความบาปซึ่งทำให้เรากลายเป็นเชลยของความบาป และทำให้ร่างกายที่เสื่อมเสียของเรากลายเป็นร่างกายแห่งความตาย (รม.7:23-24). ฉะนั้นอวัยวะที่กระทำบาปของเราจึงได้ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับเรื่องราวแห่งความบาป เช่น การล่วงประเวณี, ความมลทิน, ราคะตัณหา, กิเลส, และความโลภ.
กซ.
3:5 ค อฟ.4:19; 5:3
กซ.
3:6 ก รม.1:18
กซ.
3:6 ข อฟ.5:6; 2:2
กซ.
3:8 ก อฟ.4:29
กซ.
3:9 ก อฟ.4:25
กซ.
3:9 ข อฟ.4:22; กซ.2:11
กซ.
3:9 1ข การถอดทิ้งคนเก่านั้นเหมือนกับการถอดเสื้อตัวเก่าทิ้งไป ก่อนอื่นเราต้องประหารราคะตัณหาของร่างกายให้ตาย จากนั้นเราต้องถอดความชั่วร้ายแห่งจิตทิ้งไป และสุดท้ายเราต้องถอดทิ้งทั้งคนเก่ากับการประพฤติของคนเก่านั้นออกเสีย. สิ่งนี้ไม่ได้อาศัยกำลังของเราเอง แต่โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง.
กซ.
3:9 ค รม.6:6
กซ.
3:9 2ค ดู อฟ.4:22 คำอธิบาย 3.
กซ.
3:10 ก อฟ.4:24
กซ.
3:10 1ก การสวมใส่คนใหม่ก็เหมือนกับการสวมใส่เสื้อตัวใหม่.
กซ.
3:10 ข อฟ.2:15
กซ.
3:10 2ข คำว่า "ใหม่" ในที่นี้ตามภาษากรีกหมายถึงความใหม่ในด้านกาลเวลา ซึ่งแตกต่างกับ อฟ.4:24 ที่ชี้ถึงความใหม่ในนิสัย, คุณภาพ, หรือรูปลักษณะ. เกี่ยวกับคนใหม่ให้ดูย่อหน้าแรกใน อฟ.4:24 คำอธิบาย 2. ในเมื่อพระคริสต์เป็นส่วนประกอบของคนใหม่ เราผู้เป็นคนใหม่นี้จึงเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์. นี่คือประเด็นพื้นฐานและสำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้.
กซ.
3:10 ค รม.12:2; ตต.3:5
กซ.
3:10 3ค เพราะว่าคนใหม่ถูกเนรมิตสร้างขึ้นจากเราผู้เป็นของสิ่งทรงสร้างเก่า (อฟ.2:15) ดังนั้นคนใหม่จึงจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนใหม่นี้เกิดขึ้นในความคิดของเราเป็นสำคัญ ดังที่ได้ชี้แจงไว้ด้วยวลีที่ว่า "จนมีความรู้อย่างเต็มเปี่ยม." คนใหม่ถูกเนรมิตสร้างขึ้นในวิญญาณของเรา จากนั้นคนใหม่นี้จะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนใหม่ในความคิดของเราจนมีความรู้อย่างเต็มเปี่ยมตามพระฉายาของพระคริสต์.
กซ.
3:10 ง กซ.1:15
กซ.
3:10 4ง ชี้ถึงพระฉายาของพระคริสต์ผู้เป็นการสำแดงของพระเจ้า (1:15; ฮร.1:3ก).
กซ.
3:10 5 ชี้ถึงพระคริสต์พระผู้สร้าง. พระคริสต์ได้ทรงเนรมิตสร้างคนใหม่แล้วในพระองค์เอง (อฟ.2:15).
กซ.
3:10 จ อฟ.2:10
กซ.
3:11 1 คำว่า "ที่นี้" ชี้ถึงคนใหม่ในข้อ 10 ดังนั้นคำว่า "ในที่นี้" จึงชี้ถึงในคนใหม่นั่นเอง.
กซ.
3:11 2 ในคนใหม่นั้น ไม่เพียงไม่มีมนุษย์ธรรมชาติเท่านั้น แม้แต่ความเป็นไปได้และฐานะแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ธรรมชาติก็ไม่มี.
กซ.
3:11 3 พวกกรีกชอบเสาะหาสติปัญญาทางปรัชญา ส่วนพวกยูดายชอบเห็นการอัศจรรย์ (1กธ.1:22).
กซ.
3:11 ก ฆต.3:28; 1กธ.12:13
กซ.
3:11 ข 1กธ.7:19; ฆต.5:6; 6:15
กซ.
3:11 4ข พวกที่รับพิธีสุหนัต เล็งถึงพวกที่ปฏิบัติตามพิธีการในศาสนายูดาย ส่วน พวกที่ไม่ได้รับพิธีสุหนัต เล็งถึงพวกที่ไม่ใส่ใจในศาสนายูดาย.
กซ.
3:11 ค รม.1:14; 1กธ.14:11
กซ.
3:11 5ค พวกไร้วัฒนธรรมคือพวกที่ยังไม่มีอารยธรรม.
กซ.
3:11 6 พวกสิเธียคือ พวกที่ถูกมองว่าป่าเถื่อนที่สุด.
กซ.
3:11 7 พวกที่ได้ขายตัวให้เป็นทาส.
กซ.
3:11 8 พวกที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส.
กซ.
3:11 ง กซ.2:2, 17; 3:4
กซ.
3:11 9ง พระคริสต์เท่านั้นที่มีฐานะในคนใหม่. พระองค์ทรงเป็นอวัยวะทั้งหมดของคนใหม่ และทรงดำรงอยู่ในอวัยวะทั้งหมดด้วย. พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งในคนใหม่. แท้จริงแล้วพระองค์ก็คือคนใหม่ ก็คือพระกายของพระองค์นั่นเอง (1กธ.12:12). ในคนใหม่นี้ พระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางและเป็นการแพร่หลาย. พระองค์ทรงเป็นส่วนประกอบแห่งการก่อรูปของคนใหม่และพระองค์ทรงเป็นสารพัดในสารพัดของคนใหม่นี้.
กซ.
3:11 10 สารพัด เล็งถึงอวัยวะทั้งหลายที่ประกอบเป็นคนใหม่.
กซ.
3:12 ก อฟ.1:4; ตต.1:1; 1ปต.2:9
กซ.
3:12 1 บริสุทธิ์หมายถึงไม่ใช่ธรรมดาหรือไม่เป็นของฝ่ายโลก แต่ได้แบ่งแยกถวายแด่พระเจ้า. ดู 1:2 คำอธิบาย 1.
กซ.
3:12 2 สวม เหมือนกับการสวมเสื้อ.
กซ.
3:12 ข ลก.1:78; ฟป.1:8
กซ.
3:13 ก มก.11:25; อฟ.4:32
กซ.
3:13 1 แปลตามตรงคือ พวกท่านเอง.
กซ.
3:13 2 องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงให้อภัยนั้น ได้ทรงเป็นชีวิตของเราและมีชีวิตเป็นอยู่ภายในเรา. การให้อภัยเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งในชีวิตของพระองค์. ถ้าเรายึดเอาพระองค์เป็นชีวิต และตัวตนของเราอีกทั้งมีชีวิตเป็นอยู่โดยพระองค์แล้ว การให้อภัยแก่ผู้อื่นก็จะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ และจะกลายเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งในชีวิตคริสเตียนของเรา.
กซ.
3:14 ก กซ.2:2; 1กธ.13:4, 13; อฟ.4:2
กซ.
3:14 1ก พระเจ้าเป็นความรัก (1ยฮ.4:16). ความรักคือธาตุแท้ของสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น คือเนื้อแท้แห่งชีวิตของพระเจ้า. ฉะนั้นการสวมความรักก็คือการสวมใส่องค์ประกอบแห่งชีวิตของพระเจ้านั่นเอง. ความรักเช่นนี้เป็นการผูกพันเพื่อการเข้าสนิทของความสมบูรณ์, ความครบถ้วน, และคุณธรรมที่สุกงอมทุกอย่าง. เราจำต้องสวมใส่คนใหม่ (ข้อ 10) และต้องสวมคุณธรรมของคนใหม่ด้วย (ข้อ 12) นอกจากนั้นยังต้องสวมความรักทับคุณธรรมเหล่านี้ทั้งหมด (ข้อ 14).
กซ.
3:14 2 แปลตามตรงคือ ความครบสมบูรณ์.
กซ.
3:15 ก ยฮ.14:27
กซ.
3:15 1ก สันติสุขของพระคริสต์ก็คือ ตัวของพระคริสต์เอง. โดยสันติสุขนี้พระคริสต์ได้กระทำให้สองฝ่ายคือพวกยูดายกับพวกต่างชาติกลายเป็นคนใหม่คนเดียว และสันติสุขนี้ยังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิตติคุณด้วย (อฟ.2:14-18). เราควรให้สันติสุขนี้เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดอยู่ในใจของเราเพื่อการดำเนินชีวิตแห่งพระกายของพระคริสต์.
กซ.
3:15 2 หรือ ผู้ตัดสิน, ประธานการประชุม, ผู้ปกครอง, ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์เพื่อทำการปกครองและตัดสินใจในทุกสิ่ง. สันติสุขของพระคริสต์ซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดอยู่ภายในใจของเราได้ขจัดความบาดหมางใจที่กล่าวไว้ในข้อ 13.
กซ.
3:15 ข อฟ.4:4
กซ.
3:15 3 การที่เราได้ถูกเรียกเพื่อสันติสุขของพระคริสต์นั้นก็ควรเป็นแรงกระตุ้นที่จะให้สันติสุขนี้ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดอยู่ในใจของเราด้วย.
กซ.
3:15 4 เราได้ถูกเรียกเพื่อสันติสุขนี้ในพระกายหนึ่งเดียวของพระคริสต์. เพื่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแห่งพระกายของพระคริสต์แล้ว เราต้องการให้สันติสุขของพระคริสต์ทำการวินิจฉัยชี้ขาด, ปรับแต่ง, และตัดสินเรื่องราวทุกอย่างที่อยู่ในใจของเราในความสัมพันธ์กับอวัยวะทั้งหลายในพระกายของพระองค์.
กซ.
3:15 ค กซ.2:7; 3:17
กซ.
3:15 5ค เราไม่เพียงให้สันติสุขของพระคริสต์เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดอยู่ในใจของเราเท่านั้น แต่เรายังต้องขอบพระคุณต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย. ในการดำเนินชีวิตแห่งพระกายของพระคริสต์นั้น ใจของเราควรจะต้องอยู่ในสภาพการณ์มีสันติสุขต่ออวัยวะทั้งหลายอยู่เสมอ และควรจะต้องขอบพระคุณต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย.
กซ.
3:16 1 วลีที่ว่า "ใช้สติปัญญาทุกอย่าง" อาจใช้ขยายวลีที่ว่า "สั่งสอนและเตือนสติซึ่งกันและกัน" ได้.
กซ.
3:16 ก รม.10:17; 1ธซ.1:8
กซ.
3:16 2ก คือพระคำที่พระคริสต์ได้ตรัส. ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้านั้น พระเจ้าได้ตรัสในพระบุตร และพระบุตรไม่เพียงได้ตรัสโดยพระองค์เองในกิตติคุณเท่านั้น แต่ยังได้ตรัสโดยผ่านอวัยวะของพระองค์ คืออัครทูตและผู้เผยพระวจนะในหนังสือกิจการ, หนังสือจดหมาย, และหนังสือวิวรณ์อีกด้วย. การตรัสทั้งหมดนี้ล้วนถือได้ว่าเป็นพระคำของพระคริสต์.
ในข้อความตอนนี้ การเติมเต็มของชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ได้หลั่งไหลออกซึ่งการสรรเสริญและการร้องเพลงนั้นเกี่ยวข้องกับพระคำ. ส่วน อฟ. 5:18-20 ซึ่งเป็นข้อพระคัมภีร์ที่ใกล้เคียงกับข้อนี้ การเติมเต็มของชีวิตฝ่ายวิญญาณนั้นเกี่ยวข้องกับพระวิญญาณ. กรณีนี้ชี้บ่งว่าพระคำก็คือพระวิญญาณนั่นเอง (ยฮ.6:63ข). ชีวิตคริสเตียนที่ปกตินั้นควรจะต้องเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกเติมเต็มด้วยพระคำเพื่อพระวิญญาณจะได้เปี่ยมล้นออกซึ่งคำสรรเสริญและท่วงทำนองแห่งการสรรเสริญจากภายในของเรา.
ศูนย์กลางของหนังสือเล่มนี้ก็คือพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะและเป็นชีวิตของเรา. หนทางที่พระคริสต์ปรับใช้ฐานะแห่งการเป็นศีรษะของพระองค์และนำความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์หล่อเลี้ยงแก่เรานั้น ก็โดยอาศัยพระคำของพระองค์ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเน้นพระคำของพระคริสต์. หนังสือเอเฟโซพูดเกี่ยวกับคริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์. หนทางที่เราทั้งหลายจะดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ปกตินั้น ก็คือการได้รับการเติมเต็มในวิญญาณของเราจนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้หนังสือเอเฟโซจึงได้เน้นความสำคัญของพระวิญญาณ. หนังสือเอเฟโซได้เน้นย้ำถึงพระวิญญาณนั้นและวิญญาณของเราครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่พระคำก็ยังถือว่าเป็นพระวิญญาณนั้น (อฟ.6:17). แต่ในหนังสือเล่มนี้วิญญาณทั้งสองต่างก็ถูกกล่าวถึงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น (1:8; 2:5). ในหนังสือเอเฟโซนั้นพระคำมีไว้เพื่อการล้างชำระชีวิตธรรมชาติของเรา (อฟ.5:26) และสู้รบกับศัตรู (อฟ.6:17) ส่วนในหนังสือเล่มนี้พระคำมีไว้เพื่อเปิดเผยถึงการเป็นประมุข, เป็นศูนย์กลาง, และเป็นการแพร่หลายของพระคริสต์ (1:25-27).
ในข้อความตอนนี้ การเติมเต็มของชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ได้หลั่งไหลออกซึ่งการสรรเสริญและการร้องเพลงนั้นเกี่ยวข้องกับพระคำ. ส่วน อฟ. 5:18-20 ซึ่งเป็นข้อพระคัมภีร์ที่ใกล้เคียงกับข้อนี้ การเติมเต็มของชีวิตฝ่ายวิญญาณนั้นเกี่ยวข้องกับพระวิญญาณ. กรณีนี้ชี้บ่งว่าพระคำก็คือพระวิญญาณนั่นเอง (ยฮ.6:63ข). ชีวิตคริสเตียนที่ปกตินั้นควรจะต้องเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกเติมเต็มด้วยพระคำเพื่อพระวิญญาณจะได้เปี่ยมล้นออกซึ่งคำสรรเสริญและท่วงทำนองแห่งการสรรเสริญจากภายในของเรา.
ศูนย์กลางของหนังสือเล่มนี้ก็คือพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะและเป็นชีวิตของเรา. หนทางที่พระคริสต์ปรับใช้ฐานะแห่งการเป็นศีรษะของพระองค์และนำความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์หล่อเลี้ยงแก่เรานั้น ก็โดยอาศัยพระคำของพระองค์ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเน้นพระคำของพระคริสต์. หนังสือเอเฟโซพูดเกี่ยวกับคริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์. หนทางที่เราทั้งหลายจะดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ปกตินั้น ก็คือการได้รับการเติมเต็มในวิญญาณของเราจนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้หนังสือเอเฟโซจึงได้เน้นความสำคัญของพระวิญญาณ. หนังสือเอเฟโซได้เน้นย้ำถึงพระวิญญาณนั้นและวิญญาณของเราครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่พระคำก็ยังถือว่าเป็นพระวิญญาณนั้น (อฟ.6:17). แต่ในหนังสือเล่มนี้วิญญาณทั้งสองต่างก็ถูกกล่าวถึงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น (1:8; 2:5). ในหนังสือเอเฟโซนั้นพระคำมีไว้เพื่อการล้างชำระชีวิตธรรมชาติของเรา (อฟ.5:26) และสู้รบกับศัตรู (อฟ.6:17) ส่วนในหนังสือเล่มนี้พระคำมีไว้เพื่อเปิดเผยถึงการเป็นประมุข, เป็นศูนย์กลาง, และเป็นการแพร่หลายของพระคริสต์ (1:25-27).
กซ.
3:16 ข ยฮ.15:7
กซ.
3:16 3ข แปลตามตรงคือ การอยู่ในบ้าน, การอยู่ภายใน, การตั้งรกราก. พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าจำต้องมีฐานะอย่างเต็มที่ภายในเรา จึงจะสามารถดำเนินการและนำความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์มาหล่อเลี้ยงเข้าสู่มนุษย์ภายในของเราได้.
กซ.
3:16 4 ความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์นั้น (อฟ.3:8) อยู่ในพระคำของพระองค์. พระคำที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้จำต้องอาศัยอยู่ในเรา "อย่างอุดมสมบูรณ์".
กซ.
3:16 5 ตามหลักไวยากรณ์กรีกแล้ว วลีที่ว่า "สั่งสอน, เตือนสติ, และร้องเพลงสรรเสริญ" ล้วนเป็นการขยายคำกริยา คำว่า "อาศัยอยู่". นี่แสดงว่าหนทางที่จะให้พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าอาศัยอยู่ภายในเราอย่างอุดมสมบูรณ์นั้นก็ต้องใช้การสอน, การเตือนสติ, และการร้องเพลงสรรเสริญ.
กซ.
3:16 6 แปลตามตรงคือ ตัวท่านเอง.
กซ.
3:16 ค อฟ.5:19
กซ.
3:16 7ค ในขณะที่เราสอนและเตือนสตินั้นไม่ควรใช้แต่เพียงพระคำเท่านั้น แต่ยังต้องใช้เพลงสดุดี, เพลงสรรเสริญ, และเพลงฝ่ายวิญญาณอีกด้วย.
กซ.
3:16 ง เทียบ 1กธ.14:15
กซ.
3:16 8 ดู ยฮ.1:14 คำอธิบาย 4; 1:17 คำอธิบาย 1.
กซ.
3:17 1 พระนามชี้ถึงตัวตน. ตัวตนขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ พระวิญญาณนั้น (2กธ.3:17ก). การกระทำทุกสิ่งในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการเคลื่อนไหวในพระวิญญาณนั้น. นี่ก็คือการดำเนินชีวิตพระคริสต์นั่นเอง.
กซ.
3:17 ก อฟ.5:20
กซ.
3:18 ก 3:18-4:1: อฟ.5:22-6:9
กซ.
3:18 1ก ตั้งแต่ข้อนี้จนถึง 4:1 เป็นข้อพระคัมภีร์ที่คล้ายคลึงกันกับ อฟ.5:22—6:9 ซึ่งพูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางจริยธรรมของผู้เชื่อ. หนังสือเอเฟโซเน้นความจำเป็นในการมีความสัมพันธ์ทางจริยธรรมที่ถูกเติมเต็มด้วยพระวิญญาณ เพื่อการสำแดงแห่งพระกายของพระคริสต์ในการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ปกติ. ส่วนหนังสือโกโลซายเน้นที่การยึดมั่นพระคริสต์เป็นศีรษะของเรา และยึดเอาพระองค์เป็นชีวิตของเรา โดยให้พระคำที่อุดมสมบูรณ์ของพระองค์ดำรงอยู่ในเราทำให้ความสัมพันธ์ทางจริยธรรมที่สูงสุดสามารถปรากฏเป็นจริงเพื่อให้พระองค์ได้รับการสำแดง ซึ่งความสัมพันธ์ทางจริยธรรมเช่นนี้ไม่ได้มาจากชีวิตธรรมชาติของเรา แต่มาจากพระคริสต์ผู้เป็นชีวิตของเรา.
สำหรับแต่ละประเด็นในข้อความตอนนี้ ให้ดูคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกันในหนังสือเอเฟโซ.
สำหรับแต่ละประเด็นในข้อความตอนนี้ ให้ดูคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกันในหนังสือเอเฟโซ.
กซ.
3:23 1 แปลตามตรงคือ จิต.
กซ.
3:24 1 ใน อฟ.6:8 พูดถึงประเด็นนี้ได้ไม่ชัดเจนเท่ากับที่พูดไว้ในที่นี้. มรดกนี้คือสิ่งที่ผู้เชื่อจะได้รับ (รม.8:17; กจ.26:18; 1ปต.1:4). มรดกเป็นบำเหน็จตอบแทน ชี้บ่งว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้มรดกที่พระองค์จะประทานให้แก่ผู้เชื่อของพระองค์เป็นการหนุนใจให้เขาทั้งหลายสัตย์ซื่อในการปรนนิบัติของพวกเขาที่มีต่อพระองค์. ผู้ที่ไม่สัตย์ซื่อจะต้องสูญเสียบำเหน็จนี้ไปอย่างแน่นอน (มธ.24:45-51; 25:20-29).
กซ.
3:24 ก มธ.5:12; 16:27; 1กธ.3:8, 14; วว.22:12
กซ.
3:24 2 แปลตามตรงคือ ปรนนิบัติอย่างทาส.
กซ.
3:25 ก 2กธ.5:10
กซ.
3:25 ข กจ.10:34; รม.2:11