ฟิลิปปอย บทที่ 3
IV. แสวงหาพระคริสต์เพื่อได้รับพระคริสต์
3:1-21
3:1-21
1. ปรนนิบัติโดยพระวิญญาณนั้น
ไม่วางใจในเนื้อหนัง
ข้อ 1-6
ไม่วางใจในเนื้อหนัง
ข้อ 1-6
ฟป.
3:1 สุดท้ายนี้ พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า จงกชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า. การที่ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านซ้ำอีกก็ไม่ได้เป็น1การลำบากแก่ข้าพเจ้าแต่อย่างใด แต่เป็น2การปลอดภัยแก่ท่าน.
ฟป.
3:2 1จงระวัง2กพวกสุนัข จงระวัง2พวกที่ขทำการชั่ว จงระวัง2คพวกถือพิธีเชือดเนื้อเถือหนัง.
ฟป.
3:3 เพราะว่าเราทั้งหลายเป็น1กพวกถือพิธีสุหนัต คือเป็นผู้2ปรนนิบัติโดยพระวิญญาณของพระเจ้า และขโอ้อวดในพระคริสต์เยซู และ3ไม่ได้วางใจใน4คเนื้อหนัง
ฟป.
3:4 ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าเองมีเหตุที่จะวางใจในกเนื้อหนังได้. ถ้าผู้อื่นคิดว่าเขามีเหตุที่จะวางใจในเนื้อหนังได้ ข้าพเจ้าก็มีมากกว่าเขาเสียอีก:
ฟป.
3:5 ข้าพเจ้าเกิดมาได้1กแปดวันก็ได้รับพิธีสุหนัต ข้าพเจ้าเป็น2ขชนชาติอิสราเอลอยู่ใน3เผ่าเบนยามิน เป็น4คชาวเฮ็บราย[ที่กำเนิด]มาจากชาวเฮ็บราย ถ้าว่าด้วย5งกฎบัญญัติก็เป็น6จพวกฟาริซาย
ฟป.
3:6 ถ้าว่าด้วย1กความร้อนรนก็ได้ขข่มเหงคริสตจักร ถ้าว่าด้วยคความชอบธรรมซึ่งมีอยู่ในกฎบัญญัติ ข้าพเจ้าก็2งไม่มีที่ติได้.
2. เห็นว่าสิ่งสารพัดเป็นการสูญเสีย
เพราะเหตุพระคริสต์
ข้อ 7-11
เพราะเหตุพระคริสต์
ข้อ 7-11
ฟป.
3:7 1แต่ว่า2สิ่งใดที่เคยเป็นผลได้ต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น3การสูญเสีย4เพราะเหตุพระคริสต์.
ฟป.
3:8 1แต่ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้า2ยังเห็นว่ากสิ่งสารพัดเป็นการสูญเสีย เพราะเหตุ3ความประเสริฐเลิศแห่งขการรู้จักองค์พระคริสต์เยซูเจ้าของข้าพเจ้า 4เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าได้สูญเสียสิ่งสารพัดและเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือน5หยากเยื่อ เพื่อข้าพเจ้าจะ6คได้รับพระคริสต์
ฟป.
3:9 และจะถูก1พบเห็นว่าอยู่ในพระองค์ 2มิใช่ว่ามีกความชอบธรรมของข้าพเจ้าเองซึ่ง3เนื่องมาจากกฎบัญญัติ แต่เป็นความชอบธรรมที่มีโดย4ขความเชื่อในพระคริสต์คือ5คความชอบธรรมซึ่งเนื่องมาจากพระเจ้าและ6มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อ
ฟป.
3:10 เพื่อข้าพเจ้าจะได้1กรู้จักพระคริสต์ และ2ขฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์อีกทั้ง3คการสามัคคีธรรมในการทนทุกข์ร่วมกับพระองค์ โดยได้4งถอดแบบการตายของพระองค์
ฟป.
3:11 เผื่อว่าข้าพเจ้าจะสามารถ1บรรลุถึงกการเป็นขึ้นที่2ขเลอเลิศจากท่ามกลางคนตาย.
3. ได้รับพระคริสต์โดยแสวงหาพระองค์
ข้อ 12-16
ข้อ 12-16
ฟป.
3:12 1มิใช่ว่าข้าพเจ้า2กได้แล้ว หรือ3ขครบสมบูรณ์แล้ว แต่ข้าพเจ้า4คเพียรพยายามแสวงหา เผื่อว่าข้าพเจ้าจะได้5ฉวยเอา6สิ่งที่[เป็นเหตุ]ให้พระคริสต์เยซูทรงฉวยเอางตัวข้าพเจ้าไว้.
ฟป.
3:13 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้า1ไม่ถือว่าตัวข้าพเจ้าเองฉวยไว้ได้แล้ว แต่มีอย่างเดียวคือว่า ข้าพเจ้าได้2ลืมทุกสิ่งที่อยู่กเบื้องหลัง และ3โน้มตัวไปหาสิ่งเหล่านั้นที่อยู่เบื้องหน้า
ฟป.
3:14 ข้าพเจ้า1กเพียรพยายามแสวงหาเพื่อมุ่งสู่2หลักชัย เพื่อจะได้รับ3ขรางวัลที่พระเจ้าทรง4คเรียกให้[ข้าพเจ้า]มุ่งขึ้น[ไปรับ]ในพระคริสต์เยซู.
ฟป.
3:15 เหตุฉะนั้นให้เราทั้งหลายที่เป็น1กผู้ใหญ่แล้ว จง2ขคิดอย่างนี้ และถ้าท่านคคิดในสิ่งอื่นใด พระเจ้าก็จะทรงโปรด3งเปิดเผยสิ่งนี้ให้แก่ท่านด้วย.
ฟป.
3:16 1อย่างไรก็ตาม 2ไม่ว่าเราจะบรรลุถึงแค่ไหนแล้ว ก็ให้เรา3กดำเนินตาม4หลักเกณฑ์เดียวกันนั้นต่อไป.
4. เฝ้าคอยพระคริสต์
เพื่อการเปลี่ยนรูปลักษณะของร่างกาย
ข้อ 17-21
เพื่อการเปลี่ยนรูปลักษณะของร่างกาย
ข้อ 17-21
ฟป.
3:17 พี่น้องทั้งหลาย ท่านจงร่วมกันกเอาอย่างข้าพเจ้า ท่านมีพวกเราเป็นขแบบอย่างเช่นไร จงคอยดูคนที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างเช่นนั้น.
ฟป.
3:18 เพราะว่ามี1หลายคนที่ข้าพเจ้าได้เคยบอกท่านไปหลายครั้งแล้ว และบัดนี้ยังบอกท่านด้วยกการหลั่งน้ำตาอีกว่า การดำเนินชีวิตของพวกเขาเป็นศัตรูต่อ2ขกางเขนของพระคริสต์
ฟป.
3:19 ผลลัพธ์ในบั้นปลายของ1คนเหล่านั้นคือกความพินาศ พระของเขาก็คือขกระเพาะของเขาเอง เขาเอาคความอับอายของตนมาเป็นสง่าราศี เขางคิดแต่2สิ่งของฝ่ายโลก.
ฟป.
3:20 เพราะว่า1กความเป็นพลเมืองของเรานั้น2อยู่ใน3ขสวรรค์ทั้งหลาย เราร้อนรนคคอยท่าองค์พระผู้ช่วยที่จะ[เสด็จมา]จากที่นั่น คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า
ฟป.
3:21 พระองค์จะทรง1กเปลี่ยนรูปลักษณะ2ขกายอันต่ำต้อยของเราให้คถอดแบบเหมือน3กายอันงสง่าราศีของพระองค์ 4ตามการดำเนินการที่พระองค์ทรงใช้จปราบสิ่งสารพัดให้สยบอยู่ใต้พระองค์.
คำอธิบาย ฟิลิปปอย บทที่ 3
ฟป.
3:1 ก ฟป.1:18; 2กธ.13:11; 1ธซ.5:16
ฟป.
3:1 1 หรือ เหนื่อยหน่าย, จำเจ, ยุ่งยาก.
ฟป.
3:1 2 การชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นการปกป้องคุ้มครอง.
ฟป.
3:2 1 คือคอยเฝ้าระวังป้องกัน. ในด้านหนึ่งนั้นอัครทูตกำชับให้ชาวฟิลิปปอยชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า อีกด้านหนึ่งนั้นท่านได้เตือนสติเขาให้ระวังป้องกันพวกนักศาสนาชาวยูดาย.
ฟป.
3:2 ก บพส.22:16, 20; มธ.7:6; 2ปต.2:22; วว.22:15
ฟป.
3:2 2ก เพราะไม่มีคำสันธานเชื่อมระหว่างสามวลีนี้ ฉะนั้นทั้งสามวลีนี้จึงต้องเล็งถึงบุคคลกลุ่มเดียวกัน. สุนัขเป็นสัตว์ที่ไม่สะอาด (ลวต.11:27), พวกที่ทำการชั่วก็ชั่วร้าย, และพวกถือพิธีเชือดเนื้อเถือหนังคือพวกที่สมควรจะได้รับการดูหมิ่น (การเชือดเนื้อเถือหนังหมายถึง การตัดอวัยวะในร่างกายตนเองออกไป ศัพท์คำนี้เป็นคำที่ใช้ดูหมิ่นพิธีสุหนัต. ดู ฆต.5:12 คำอธิบาย 1). พวกสุนัขในที่นี้หมายถึงพวกที่ร้อนรนในศาสนายูดาย. ในด้านนิสัยนั้นพวกที่ร้อนรนในศาสนายูดายเหล่านี้เป็นเหมือนพวกสุนัขที่ไม่บริสุทธิ์, ในด้านการประพฤตินั้นเขาเป็นพวกที่ทำการชั่ว, และในด้านศาสนา เขาเป็นผู้ถือพิธีเชือดเนื้อเถือหนังคือเป็นคนที่น่าอาย. ในหนังสือที่กล่าวถึงประสบการณ์และการรับสุขที่มีต่อพระคริสต์เล่มนี้อัครทูตได้เตือนผู้เชื่อชาวต่างชาติให้ระวังพวกที่ไม่สะอาด, ชั่วร้าย, และน่าดูถูกดูหมิ่นเหล่านี้.
ฟป.
3:2 ข 2กธ.11:13
ฟป.
3:2 ค รม.2:28; ฆต.5:2; 6:12-13, 15
ฟป.
3:3 ก รม.2:29; 4:11-12; กซ.2:11
ฟป.
3:3 1ก คือผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ซึ่งได้รับพิธีสุหนัตที่แท้จริงโดยการตรึงกางเขนของพระคริสต์ (ฆต.5:11 คำอธิบาย 1; กซ.2:11 คำอธิบาย 1). คนเหล่านี้แตกต่างกับพวกที่ร้อนรนในศาสนายูดายอย่างสิ้นเชิง. พวกเขาปรนนิบัติอย่างปุโรหิตโดยพระวิญญาณของพระเจ้า มิใช่โดยกฎเกณฑ์แห่งกฎบัญญัติ. พวกเขาโอ้อวดในพระคริสต์ มิใช่ในกฎบัญญัติ. พวกเขามิได้วางใจในเนื้อหนัง แต่วางใจในพระวิญญาณ.
ฟป.
3:3 2 ในภาษากรีก คำว่า "ปรนนิบัติ" ในข้อนี้และ "การปรนนิบัติ" ใน 2:17 หมายถึงการปรนนิบัติของปุโรหิต.
ฟป.
3:3 ข รม.15:17; 1กธ.1:31
ฟป.
3:3 3 ในข้อ 2 และ 3 มีการเปรียบให้เห็นความแตกต่างกันสามชั้นคือ ผู้เชื่อที่ปรนนิบัติโดยพระวิญญาณของพระเจ้าตรงข้ามกับพวกสุนัข; ผู้เชื่อที่โอ้อวดในพระคริสต์ตรงข้ามกับพวกที่ทำการชั่ว; และผู้เชื่อที่ไม่วางใจในเนื้อหนังตรงข้ามกับพวกถือพิธีเชือดเนื้อเถือหนัง.
ฟป.
3:3 ค รม.8:4-9
ฟป.
3:3 4ค เนื้อหนังในที่นี้ครอบคลุมถึงทุกสิ่งที่เราเป็นและทุกสิ่งที่เรามีอยู่ในธรรมชาติของเรา. ข้อเท็จจริงซึ่งพวกที่ร้อนรนในศาสนายูดายได้วางใจในพิธีสุหนัตนั้น เป็นเครื่องหมายแสดงว่า พวกเขาวางใจในเนื้อหนังของตนเอง ไม่ได้วางใจในพระวิญญาณนั้น.
ฟป.
3:4 ก 2กธ.11:18; 5:16
ฟป.
3:5 ก ยนซ.17:12; ลก.1:59
ฟป.
3:5 1ก เป็นวันที่กำหนดให้พวกอิสราเอลแท้ต้องรับพิธีสุหนัต (ยนซ.17:12). การรับพิธีสุหนัตในวันดังกล่าวทำให้อิสราเอลแตกต่างกับพวกที่รับพิธีสุหนัตช้ากว่าคือพวกยิศมาเอล (ยิศมาเอลนั้นได้รับพิธีสุหนัตเมื่อมีอายุได้สิบสามปี — ยนซ.17:25) และพวกคนนอกที่เปลี่ยนมานับถือศาสนายูดายซึ่งล้วนเป็นพวกที่รับพิธีสุหนัตหลังจากวันที่แปด.
ฟป.
3:5 ข รม.11:1
ฟป.
3:5 2ข เป็นพงศ์พันธุ์ที่พระเจ้าทรงเรียก เป็นเชื้อสายของอับราฮามโดยแท้ (รม.11:1; 2กธ.11:22). เปาโลมิได้เป็นเชื้อสายของคนนอกที่ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนายูดาย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ต่อกิ่งเข้าด้วยกันกับพงศ์พันธุ์ที่พระเจ้าได้ทรงตั้งพันธสัญญาไว้.
ฟป.
3:5 3 เป็นเผ่าที่น่ารักและสัตย์ซื่อ. กรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นราชธานีและพระวิหารของพระเจ้าก็อยู่ในท่ามกลางเผ่านี้ (พบญ.33:12).
ฟป.
3:5 ค 2กธ.11:22
ฟป.
3:5 4ค เป็นชาวเฮ็บรายที่ถือกำเนิดมาจากบิดามารดาที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวเฮ็บรายทั้งสองสาย.
ฟป.
3:5 ง กจ.22:3
ฟป.
3:5 5ง คือกฎบัญญัติของโมเซ ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวยูดายตามแบบฉบับ.
ฟป.
3:5 จ กจ.23:6; 26:5
ฟป.
3:5 6จ พวกฟาริซายเป็นนิกายที่เคร่งที่สุดในศาสนายูดาย (กจ.26:5; 23:6). พวกนี้เป็นนิกายที่ร้อนรนเพื่อกฎบัญญัติของโมเซ (ดู มธ.3:7 คำอธิบาย 1).
ฟป.
3:6 ก กจ.22:3; ฆต.1:14
ฟป.
3:6 1ก คือร้อนรนเพื่อกฎบัญญัติของโมเซ และเพื่อศาสนายูดาย (ฆต.1:14 คำอธิบาย 1).
ฟป.
3:6 ข กจ.8:1, 3; 22:4; 1กธ.15:9; 1ตธ.1:13
ฟป.
3:6 ค ฟป.3:9; รม.10:5
ฟป.
3:6 ง ลก.1:6
ฟป.
3:6 2ง คือถูกพบและได้รับการยืนยันว่าไม่มีที่ติ. สิ่งนี้เป็นไปตามสายตาและการตัดสินของมนุษย์. แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ถ้าว่าตามกฎบัญญัติที่ชอบธรรมของพระองค์แล้ว ไม่มีมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังคนใดที่ไร้ที่ติ (ฆต.2:16ข).
ฟป.
3:7 1 ข้อ 7-8 เป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้. ณ จุดนี้เราถูกนำเข้าสู่ประสบการณ์ที่มีต่อพระคริสต์.
ฟป.
3:7 2 คือสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 5-6 นั่นเอง.
ฟป.
3:7 3 เปาโลถือว่าสิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นผลได้ของเขานั้นล้วนเป็นการสูญเสีย เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนให้ผลลัพธ์เพียงประการเดียวเท่านั้น คือทำให้สูญเสียพระคริสต์ไป ดังที่คำว่า "เพราะเหตุพระคริสต์" ได้บ่งบอกไว้.
ฟป.
3:7 4 สิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นผลได้ของเปาโลได้ขัดขวางและหน่วงเหนี่ยวไม่ให้ท่านมีส่วนและรับสุขในพระคริสต์. ดังนั้นเพราะเหตุพระคริสต์แล้วผลได้ทุกอย่างล้วนเป็นการสูญเสียต่อท่าน.
ฟป.
3:8 1 ข้อ 8-11 นั้นเป็นประโยคที่ยาวมากประโยคหนึ่ง โดยเป็นเหมือนกับขั้นบันไดที่ไต่สูงขึ้นไป คือได้นำเราปีนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนเราได้บรรลุถึงจุดสุดยอดในข้อ 11.
ฟป.
3:8 2 เปาโลไม่เพียงถือว่าสิ่งต่างๆ แห่งศาสนาในอดีตที่อยู่ในข้อ 5-6 เท่านั้นที่เป็นการสูญเสียแต่สิ่งอื่นๆ ก็เป็นการสูญเสียต่อท่านด้วย.
ฟป.
3:8 ก ลก.14:33
ฟป.
3:8 3 ความประเสริฐเลิศแห่งการรู้จักพระคริสต์นั้นเป็นสิ่งที่มาจากความประเสริฐเลิศแห่งตัวตนของพระองค์เอง. พวกยูดายถือว่ากฎบัญญัติของพระเจ้าที่ทรงประทานให้พวกเขาโดยโมเซนั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ ดังนั้นพวกเขาจึงร้อนรนเพื่อกฎบัญญัติ. เปาโลก็เคยมีส่วนร่วมในการร้อนรนเช่นนั้น. แต่เมื่อพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยพระคริสต์ให้แก่ท่าน (ฆต.1:15-16) ท่านก็ได้มองเห็นว่าความประเสริฐ, ความเหนือล้ำ, ความล้ำค่าที่สูงสุด, คุณค่าที่เหนือกว่าทุกสิ่ง ซึ่งพระคริสต์มีอยู่นั้น สูงส่งยิ่งกว่าความประเสริฐแห่งกฎบัญญัติมากนัก. การรู้จักที่ท่านมีต่อพระคริสต์นั้น ก่อให้เกิดความประเสริฐเลิศต่อความรู้จักพระคริสต์. เพื่อสิ่งนี้แล้วท่านไม่เพียงได้ถือว่ากฎบัญญัติและศาสนาที่ได้ก่อตั้งอยู่บนกฎบัญญัตินี้เป็นการสูญเสียเท่านั้นแต่ยังถือว่าสิ่งสารพัดก็ล้วนเป็นการสูญเสียต่อท่านด้วย.
ฟป.
3:8 ข ฟป.3:10; ยฮ.17:3; อฟ.4:13; 2ปต.1:2
ฟป.
3:8 4 วลีที่ว่า "ถ้าว่าด้วย" ซึ่งอาจแปลเป็น "ถ้าว่าตาม" ถูกใช้ในข้อ 5-6 ถึงสามครั้ง โดยใช้กล่าวถึงกฎบัญญัติ, ความร้อนรน, และความชอบธรรม. คำว่า "เพราะเหตุ" ซึ่งอาจแปลเป็น "เนื่องด้วย" ก็ถูกใช้ในข้อ 7-8 ถึงสามครั้ง โดยใช้กล่าวถึงพระคริสต์สองครั้งและกล่าวถึงความประเสริฐเลิศแห่งความรู้ถึงพระคริสต์อีกหนึ่งครั้ง. พระคริสต์นั้นอยู่ตรงข้ามกับกฎบัญญัติ, ตรงข้ามกับความร้อนรนเพื่อกฎบัญญัติ, และยังตรงข้ามกับความชอบธรรมในกฎบัญญัติด้วย. ความประเสริฐเลิศแห่งความรู้จักพระคริสต์และตัวของพระคริสต์เองก็ตรงข้ามกับสิ่งสารพัด ซึ่งรวมถึงกฎบัญญัติด้วย. เพราะเหตุพระคริสต์และความประเสริฐเลิศแห่งความรู้จักพระคริสต์นั้น เปาโลจึงได้ละทิ้งกฎบัญญัติ, ความร้อนรนเพื่อกฎบัญญัติ, ความชอบธรรมที่อยู่ในกฎบัญญัติ, และสิ่งสารพัด. นี่เป็นการบ่งบอกว่าพระคริสต์และความประเสริฐเลิศแห่งความรู้จักพระคริสต์นั้นสูงส่งยิ่งกว่ากฎบัญญัติและทุกสิ่งมากมายนัก.
ฟป.
3:8 5 หมายถึง กากเดน, ขยะ, ของสกปรก, เศษเดนที่ให้สุนัขกิน ดังนั้นจึงแปลเป็น อาหารสุนัข, หยากเยื่อ. ของอย่างนี้ไม่อาจเปรียบกับพระคริสต์ได้เลยแม้แต่น้อย.
ฟป.
3:8 ค ฟป.3:12
ฟป.
3:8 6ค การรู้จักพระคริสต์นั้นมิได้เป็นเพียงการมีความรู้เกี่ยวกับพระองค์เท่านั้น แต่เป็นการได้รับตัวตนที่พิเศษของพระองค์เอง. พระคริสต์เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของความบริบูรณ์แห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้า (กซ.2:9) และเป็นความเที่ยงแท้แห่งเงาของทุกสิ่งที่อยู่ในด้านบวก (กซ.2:16-17). การที่จะได้รับอะไรมาก็ต้องมีการจ่ายราคา. การได้รับพระคริสต์ก็คือการประสบการณ์, รับสุข, และยึดครองความอุดมสมบูรณ์อันหาที่สุดไม่ได้ของพระองค์ทั้งหมด (อฟ.3:8) โดยการจ่ายราคา.
ฟป.
3:9 1 เปาโลเคยอยู่ในศาสนายูดายภายใต้กฎบัญญัติ และถูกผู้อื่นพบเห็นอยู่ในกฎบัญญัติอยู่เสมอ. แต่ขณะที่ท่านได้กลับใจรับเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ท่านได้โยกย้ายออกจากกฎบัญญัติและศาสนาที่เคยนับถือ เข้าสู่พระคริสต์และได้กลายเป็น "คนหนึ่งที่อยู่ในพระคริสต์" (2กธ.12:2). บัดนี้ท่านหวังที่จะถูกผู้อื่นที่คอยเฝ้าดูท่าน (ไม่ว่าจะเป็นชาวยูดาย, ทูตสวรรค์, และเหล่าผี) พบเห็นว่าท่านอยู่ในพระคริสต์. นี่เป็นการบ่งชี้ว่า ท่านมุ่งมาดปรารถนาที่จะให้ทั้งตัวของท่านถูกแช่อยู่ในพระคริสต์และซาบซ่านไปด้วยพระคริสต์ เพื่อให้ทุกคนที่คอยเฝ้าดูท่านอยู่นั้นจะได้พบเห็นว่าท่านอยู่ในพระคริสต์อย่างสิ้นเชิง. มีเพียงเมื่อเราถูกพบเห็นว่าอยู่ในพระคริสต์แล้วเท่านั้น พระคริสต์จึงจะถูกสำแดงออกและสำแดงใหญ่ขึ้นได้ (ฟป.1:20).
ฟป.
3:9 2 ข้อความที่ว่า "มิใช่ว่ามีความชอบธรรมของข้าพเจ้า...แต่...คือความชอบธรรมซึ่งเนื่องมาจากพระเจ้า" เป็นสภาพการณ์ที่เปาโลปรารถนาจะถูกพบเห็นอยู่ในพระคริสต์. ท่านไม่ต้องการที่จะมีชีวิตเป็นอยู่ในความชอบธรรมของตนเอง แต่ต้องการมีชีวิตเป็นอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้าและต้องการถูกพบเห็นว่าอยู่ในสภาพการณ์ที่สูงล้ำเช่นนั้น เพื่อสำแดงพระเจ้าโดยการดำเนินชีวิตพระคริสต์ มิใช่โดยการถือรักษากฎบัญญัติ.
ฟป.
3:9 ก ฟป.3:6; รม.10:5
ฟป.
3:9 3 คือความชอบธรรมที่เนื่องมาจากความพยายามของมนุษย์ในการถือรักษากฎบัญญัติด้วยตัวเอง ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 6.
ฟป.
3:9 ข รม.9:30; 10:6; ฆต.2:16
ฟป.
3:9 4ข แปลตามตรงคือ ความเชื่อของพระคริสต์. ดู รม.3:22 คำอธิบาย 1. ความเชื่อที่เราใช้สำหรับเชื่อในพระคริสต์นี้เป็นผลลัพธ์มาจากการที่เราได้รู้จักและชื่นชมต่อพระคริสต์. ความเชื่อนี้ก็คือตัวของพระคริสต์เองที่ได้ซึมซาบเข้าสู่ภายในตัวเราโดยการที่เราชื่นชมตัวของพระองค์ผู้ได้กลายมาเป็นความเชื่อของเรา ซึ่งก็คือความเชื่อที่อยู่ในพระองค์นั่นเอง. ดังนั้นความเชื่อของพระคริสต์นี้เองที่ได้นำเราเข้าสู่การเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระองค์.
ฟป.
3:9 ค 1กธ.1:30
ฟป.
3:9 5ค คือความชอบธรรมที่หมายถึง การที่พระเจ้าได้ทรงดำเนินชีวิตออกจากตัวเราเพื่อเป็นความชอบธรรมที่มีอยู่ในพระคริสต์โดยความเชื่อของเรา. ความชอบธรรมเช่นนี้ก็คือการสำแดงออกของพระเจ้าผู้ทรงดำเนินชีวิตอยู่ภายในเรา.
ฟป.
3:9 6 คือตั้งอยู่บนพื้นฐานหรือเงื่อนไขแห่งความเชื่อ. ความเชื่อนั้นเป็นพื้นฐานหรือเงื่อนไขที่จะให้เราได้รับและครอบครองความชอบธรรมที่เนื่องมาจากพระเจ้า หรือความชอบธรรมที่สูงสุด ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์นั่นเอง (1กธ.1:30).
ฟป.
3:10 ก ฟป.3:8
ฟป.
3:10 1ก เปาโลดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพการณ์ที่ไม่มีความชอบธรรมของตัวเอง แต่มีความชอบธรรมที่เนื่องมาจากพระเจ้า เพื่อจะได้รู้จัก (ประสบการณ์) พระคริสต์, ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์, และการสามัคคีธรรมในการทนทุกข์ร่วมกับพระองค์. การได้มาซึ่งความประเสริฐแห่งการรู้จักพระคริสต์ในข้อ 8 นั้นเป็นไปโดยการเปิดเผย. แต่การที่จะรู้จักพระคริสต์ในข้อนี้เป็นไปโดยประสบการณ์ ซึ่งก็คือการรู้จักกับพระองค์ในทางประสบการณ์ หรือการประสบการณ์กับพระองค์ในการรู้จักที่เต็มเปี่ยมที่มีต่อพระองค์. เปาโลได้รับการเปิดเผยถึงตัวของพระคริสต์ก่อนจากนั้นก็ได้เสาะหาเพื่อจะประสบการณ์พระคริสต์ซึ่งก็คือการรู้จักและรับสุขพระคริสต์ในทางประสบการณ์.
ฟป.
3:10 ข รม.1:4; อฟ.1:19
ฟป.
3:10 2ข ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ก็คือชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ ซึ่งได้ทำให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย (อฟ.1:19-20). ความเที่ยงแท้ของฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ก็คือพระวิญญาณนั้น (รม.1:4). ในการที่เราจะรู้จักหรือประสบการณ์กับฤทธิ์เดชนี้เราต้องประสานสนิทกับการตายของพระคริสต์และต้องถอดแบบการตายนี้. การตายเป็นพื้นฐานแห่งการเป็นขึ้น. ในการที่เราจะประสบการณ์กับฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์นั้น เราจำต้องดำเนินชีวิตแห่งการตรึงตายเหมือนกับพระองค์. การที่เราได้ถอดแบบการตายของพระองค์นั้นจะทำให้ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นมีพื้นฐานที่จะเป็นขึ้นมาได้ เพื่อชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จะได้สำแดงในตัวเรา.
ฟป.
3:10 ค มธ.20:23; รม.8:17; กซ.1:24
ฟป.
3:10 3ค คือมีส่วนในการทนทุกข์ของพระคริสต์ (มธ.20:22-23; กซ.1:24) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการประสบการณ์ถึงฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ (2ตธ.2:11) โดยการถอดแบบการตายของพระองค์. เปาโลไม่เพียงแสวงหาที่จะรู้จักและประสบการณ์กับความประเสริฐแห่งตัวของพระคริสต์เองเท่านั้น แต่ยังแสวงหาที่จะรู้จักและประสบการณ์กับฤทธิ์เดชของชีวิตแห่งการเป็นขึ้นและการมีส่วนในการทนทุกข์ของพระองค์ด้วย. สำหรับพระคริสต์นั้น ต้องมีการทนทุกข์และการตายก่อน จากนั้นจึงตามด้วยการเป็นขึ้น. สำหรับพวกเรานั้น ต้องมีฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ก่อน จากนั้นจึงมีส่วนในการทนทุกข์และการถอดแบบการตายของพระองค์. เราได้ต้อนรับฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ก่อน จากนั้นโดยฤทธิ์เดชนี้ก็ได้ทำให้เราสามารถมีส่วนในการทนทุกข์และให้เราดำเนินชีวิตแห่งการตรึงกางเขนจนได้ถอดแบบการตายของพระองค์. การทนทุกข์เช่นนี้มีเพื่อก่อกำเนิดและก่อสร้างพระกายของพระคริสต์เป็นสำคัญ (กซ.1:24).
ฟป.
3:10 ง รม.6:3, 5; 2กธ.4:10-12
ฟป.
3:10 4ง คือการยึดเอาการตายของพระคริสต์เป็นแม่แบบในการดำเนินชีวิตนั่นเอง. เปาโลดำเนินชีวิตแห่งการตรึงกางเขนอยู่เสมอ อันเป็นชีวิตที่อยู่ภายใต้กางเขน ดังที่พระคริสต์ได้ทรงกระทำในการดำเนินชีวิตมนุษย์ของพระองค์. โดยการดำเนินชีวิตเช่นนี้ ก็จะได้ประสบการณ์และสำแดงออกซึ่งฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์. แม่แบบแห่งการตายของพระคริสต์ชี้ถึงประสบการณ์ของพระคริสต์ในการประหารชีวิตมนุษย์ของพระองค์ให้ถึงแก่ความตายเสมอเพื่อพระองค์จะดำเนินชีวิตอยู่โดยชีวิตของพระเจ้า (ยฮ.6:57). การดำเนินชีวิตของเราจำต้องถอดแบบเหมือนกับแม่แบบนี้โดยเราต้องตายต่อชีวิตมนุษย์ของเราเพื่อที่จะดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. การถอดแบบการตายของพระคริสต์เป็นเงื่อนไขที่เราจะรู้จักและประสบการณ์พระคริสต์ ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์และการสามัคคีธรรมในการทนทุกข์ร่วมกับพระองค์.
ฟป.
3:11 1 เพื่อสิ่งนี้แล้ว เราต้องวิ่งแข่งจนได้ชัยชนะเพื่อได้รับรางวัลนั้น (1กธ.9:24-26; 2ตธ.4:7-8).
ฟป.
3:11 ก ยฮ.5:29; 1กธ.15:21, 23; วว.20:5
ฟป.
3:11 ข ฮร.11:35
ฟป.
3:11 2ข คือการเป็นขึ้นที่เลอเลิศ การเป็นขึ้นที่พิเศษ ซึ่งเป็นรางวัลของวิสุทธิชนที่มีชัยชนะ. ผู้เชื่อทุกคนที่อยู่ในพระคริสต์ซึ่งได้ตายแล้วจะมีส่วนในการเป็นขึ้นจากท่ามกลางคนตายในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา (1ธซ.4:16; 1กธ.15:52). แต่วิสุทธิชนผู้มีชัยชนะจะได้รับสุขในส่วนที่พิเศษและเลอเลิศของการเป็นขึ้นนั้น. ดูฮร.11:35 คำอธิบาย 2.
การบรรลุถึงการเป็นขึ้นที่เลอเลิศนั้นบ่งชี้ว่าทั่วทั้งตัวของเราได้ผ่านการเป็นขึ้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง. พระเจ้าทรงกระทำให้วิญญาณที่ตายแล้วของเราได้เป็นขึ้นมาก่อน (อฟ.2:5-6); จากนั้นพระองค์ทรงกระทำให้จิตของเรา (รม.8:6) และร่างกายที่ต้องตายของเราได้เป็นขึ้น (รม.8:11) จนกระทั่งทั่วทั้งตัวของเราคือ วิญญาณ, จิต, และกายจะได้เป็นขึ้นจากคนเก่าของเราอย่างสิ้นเชิงโดยชีวิตของพระองค์และร่วมกับชีวิตของพระองค์. นี่เป็นขั้นตอนที่อยู่ในชีวิตซึ่งเราจะต้องเดินผ่านและเป็นลู่วิ่งที่เราจะต้องวิ่งไปจนกว่าเราจะบรรลุถึงการเป็นขึ้นที่เลอเลิศอันเป็นรางวัลของเรา. ดังนั้นการเป็นขึ้นที่เลอเลิศจึงควรจะต้องเป็นเป้าหมายและเป็นจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตคริสเตียนของเรา. มีเพียงการถอดแบบการตายของพระคริสต์ และการดำเนินชีวิตแห่งการตรึงกางเขนเท่านั้น เราจึงจะบรรลุถึงเป้าหมายนี้ได้. ในการตายของพระคริสต์ เราก็ได้ผ่านขั้นตอนที่อยู่ในการเป็นขึ้น พ้นจากสิ่งทรงสร้างเก่าไปสู่สิ่งทรงสร้างใหม่.
การบรรลุถึงการเป็นขึ้นที่เลอเลิศนั้นบ่งชี้ว่าทั่วทั้งตัวของเราได้ผ่านการเป็นขึ้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง. พระเจ้าทรงกระทำให้วิญญาณที่ตายแล้วของเราได้เป็นขึ้นมาก่อน (อฟ.2:5-6); จากนั้นพระองค์ทรงกระทำให้จิตของเรา (รม.8:6) และร่างกายที่ต้องตายของเราได้เป็นขึ้น (รม.8:11) จนกระทั่งทั่วทั้งตัวของเราคือ วิญญาณ, จิต, และกายจะได้เป็นขึ้นจากคนเก่าของเราอย่างสิ้นเชิงโดยชีวิตของพระองค์และร่วมกับชีวิตของพระองค์. นี่เป็นขั้นตอนที่อยู่ในชีวิตซึ่งเราจะต้องเดินผ่านและเป็นลู่วิ่งที่เราจะต้องวิ่งไปจนกว่าเราจะบรรลุถึงการเป็นขึ้นที่เลอเลิศอันเป็นรางวัลของเรา. ดังนั้นการเป็นขึ้นที่เลอเลิศจึงควรจะต้องเป็นเป้าหมายและเป็นจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตคริสเตียนของเรา. มีเพียงการถอดแบบการตายของพระคริสต์ และการดำเนินชีวิตแห่งการตรึงกางเขนเท่านั้น เราจึงจะบรรลุถึงเป้าหมายนี้ได้. ในการตายของพระคริสต์ เราก็ได้ผ่านขั้นตอนที่อยู่ในการเป็นขึ้น พ้นจากสิ่งทรงสร้างเก่าไปสู่สิ่งทรงสร้างใหม่.
ฟป.
3:12 1 เปาโลได้รับความรอดที่ผู้เชื่อมีอยู่ร่วมกันโดยความเชื่อที่ผู้เชื่อมีอยู่ร่วมกันแล้ว (1ตธ.1:14-16) แต่ท่านยังไม่ได้รับส่วนที่พิเศษแห่งการเป็นขึ้น. ในการที่จะได้รับมาซึ่งส่วนนั้น ท่านจำต้องแสวงหา, วิ่งแข่ง, และวิ่งให้ถึงปลายทางอย่างมีชัยชนะ.
ฟป.
3:12 ก 1กธ.9:24
ฟป.
3:12 2ก ในเวลาที่ท่านได้กลับใจเชื่อ.
ฟป.
3:12 ข ฟป.3:15; ฮร.6:1
ฟป.
3:12 3ข หรือ สำเร็จแล้ว, เติบโตจนสุกงอมแล้ว (ในชีวิต) ชี้ถึงการแสวงหาในปัจจุบันนี้ของท่าน.
ฟป.
3:12 ค ฟป.3:14
ฟป.
3:12 4ค ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "ข่มเหง" และยังหมายถึงการมุ่งหน้า, การติดตาม. เปาโลวิ่งแข่งเพื่อจะได้รับรางวัลและบรรลุถึงการเติบโตสุกงอม. ก่อนที่ท่านจะได้รับความรอด ท่านได้ข่มเหงพระคริสต์. หลังจากที่ท่านได้รับความรอดแล้ว ท่านได้เพียรพยายามแสวงหาพระคริสต์จนถึงขั้นที่เป็นการข่มเหงพระคริสต์ด้วย แต่เป็นการข่มเหงในทางด้านบวก.
ฟป.
3:12 5 คือได้มา, ยึดจับไว้, ครอบครอง, จับกุม. ในข้อถัดไปก็เช่นเดียวกัน.
ฟป.
3:12 6 ในขณะที่เปาโลกลับใจเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า พระคริสต์ก็ได้ยึดจับและครอบครองท่านไว้เพื่อให้ท่านมายึดจับและครอบครองพระคริสต์. พระคริสต์ได้ตัวท่าน เพื่อให้ท่านได้ตัวของพระคริสต์ (ข้อ 8).
ฟป.
3:12 ง กจ.9:4-5
ฟป.
3:13 1 เปาโลนั้นได้ประสบการณ์และได้รับพระคริสต์มาอย่างมากมายแล้ว แต่ท่านไม่ถือว่าท่านได้ประสบการณ์พระคริสต์อย่างสมบูรณ์แล้ว หรือได้รับพระคริสต์อย่างสิ้นเชิงแล้ว. ท่านยังคงเพียรพยายามแสวงหาที่จะมุ่งสู่หลักชัย คือการได้รับพระคริสต์อย่างครบถ้วน.
ฟป.
3:13 2 ในการที่จะได้รับพระคริสต์อย่างครบถ้วนนั้น เปาโลไม่เพียงละทิ้งประสบการณ์ของตนที่มีอยู่ในศาสนายูดายเท่านั้น แต่ท่านก็ไม่ยอมที่จะหยุดยั้งอยู่ในประสบการณ์ในอดีตที่ท่านมีต่อพระคริสต์อีกด้วย. ท่านลืมสิ้นทุกสิ่งที่อยู่ในอดีต. การไม่ยอมลืม แต่กลับหยุดยั้งอยู่ในประสบการณ์ที่เรามีอยู่ในอดีต ไม่ว่าประสบการณ์นั้นจะจริงแท้สักเพียงใด ย่อมขัดขวางการแสวงหาพระคริสต์ที่อยู่เบื้องหน้าของเรา.
ฟป.
3:13 ก ลก.9:62
ฟป.
3:13 3 พระคริสต์นั้นทรงอุดมสมบูรณ์อย่างหาที่สุดไม่ได้. ความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์นั้นมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่จะให้เราครอบครอง. เปาโลพยายามโน้มตัวออกไปให้สุดอาณาเขตนี้.
ฟป.
3:14 ก ฟป.3:12; 1กธ.9:24, 26; 2ตธ.4:7
ฟป.
3:14 1ก ดูข้อ 12 คำอธิบาย 4.
ฟป.
3:14 2 คือการรับสุขและการได้รับพระคริสต์อย่างครบสมบูรณ์ที่สุด.
ฟป.
3:14 ข 1กธ.9:24; ฮร.10:35; 11:26
ฟป.
3:14 3ข คือการรับสุขพระคริสต์ที่สูงสุด ซึ่งอยู่ในอาณาจักรพันปี อันเป็นบำเหน็จสำหรับนักวิ่งแข่งในพันธสัญญาใหม่ที่มีชัยชนะ.
ฟป.
3:14 ค รม.8:28; ฮร.3:1; 2ตธ.1:9
ฟป.
3:14 4ค การถูกเรียกให้มุ่งขึ้นไปนั้นมีเพื่อให้เราได้รับรางวัลที่พระเจ้าทรงเรียกเราจากเบื้องสูงให้ไปรับ ซึ่งก็คือจากสวรรค์ทั้งหลายนั่นเอง. การทรงเรียกฝ่ายสวรรค์นี้ (ฮร.3:1) สอดคล้องกับการเป็นพลเมืองฝ่ายสวรรค์ที่อยู่ในข้อ 20. สิ่งนี้ไม่เหมือนกับการเรียกพลไพร่ชาวอิสราเอลที่อยู่ในเนื้อหนังอันเป็นการทรงเรียกฝ่ายโลก. การเรียกให้ขึ้นไปนี้มีเพื่อให้เราครอบครองพระคริสต์ ส่วนการเรียกฝ่ายโลกที่มีต่อพลไพร่ชาวอิสราเอลนั้นมีเพื่อให้ไปครอบครองแผ่นดินฝ่ายวัตถุ.
ฟป.
3:15 ก ฟป.3:12; 1กธ.2:6
ฟป.
3:15 1ก คือ สุกงอม, ครบสมบูรณ์. การสุกงอมเป็นขั้นตอนหนึ่ง. เราอาจจะสุกงอมแล้ว แต่ยังไม่สุกงอมอย่างสมบูรณ์. ในที่นี้ใช้คำว่า "ผู้ใหญ่" ในเชิงเปรียบเทียบ (relative sense) คือค่อนข้างจะเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้เป็นเด็กและก็ไม่ได้สุกงอมอย่างสมบูรณ์. ดังนั้นเราจึงต้องแสวงหาต่อไปและเติบโตต่อไป.
ฟป.
3:15 ข ฟป.2:2, 5; 4:2
ฟป.
3:15 2ข หนังสือเล่มนี้จัดการกับวิสุทธิชนชาวฟิลิปปอย โดยเน้นจัดการกับความคิด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในจิต. หนังสือเล่มนี้ได้กำชับให้พวกเขามีจิตเดียวกันในการบากบั่นด้วยกันกับกิตติคุณที่ถูกเปรียบเป็นตัวบุคคล (1:27), ให้คิดในสิ่งที่เหมือนกัน, เข้าสนิทในจิต, กระทั่งให้คิดในสิ่งเดียวนั้น (2:2; 4:2), ให้ความคิดที่มีอยู่ในพระคริสต์ดำรงอยู่ในเขาเหล่านั้น (2:5), และต้องคิดในเรื่องหนึ่งเดียวนี้ คือเพ่งความสนใจไปที่การแสวงหาและได้รับพระคริสต์จนถึงที่สุด. เมื่อความคิดของเราถูกครอบครองเช่นนี้ เราก็จะมีความคิดอย่างเดียวกันและคิดในสิ่งเดียวนั้น ซึ่งก็คือการได้รับพระคริสต์อย่างครบสมบูรณ์ และจะมีการเข้าสนิทในจิต, ร่วมจิต (2:20), และกลายเป็นจิตเดียวกัน.
ฟป.
3:15 ง ฆต.1:16
ฟป.
3:15 3ง การแสวงหาพระคริสต์จะต้องเป็นหลักชัยของเรา. เราไม่ควรมีความคิดอย่างอื่น. พระเจ้าทรงเปิดเผยต่อเราว่า เราจำเป็นต้องมีความคิดเช่นนี้ คือความคิดที่เพ่งความสนใจไปที่การแสวงหาพระคริสต์. พระองค์ปรารถนาที่จะปรับความคิดของเราให้หันสู่พระคริสต์ผู้เป็นศูนย์กลางตลอดเวลา.
ฟป.
3:15 ค ฆต.5:10
ฟป.
3:16 1 นี่เป็นบทสรุปของข้อพระคัมภีร์ที่อยู่ข้างต้น โดยได้กำชับเราในเรื่องเดียวเท่านั้น คือให้ดำเนินชีวิตตามหลักเกณฑ์เดียวกันนั้นต่อไป.
ฟป.
3:16 2 ไม่ว่าเราจะบรรลุถึงแค่ไหนแล้ว เป็นวลีที่มาขยายคำว่า "ดำเนิน".
ฟป.
3:16 ก ฆต.6:16; 5:25; กจ.21:24
ฟป.
3:16 3ก ภาษากรีกคือ stoicheo (สตอยคีโอ) หมายถึง การเดินอย่างมีระเบียบ โดยเป็นศัพท์ที่แปลงมาจากคำว่า steicho (สเตโค) ที่หมายถึง การเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ, การเดินสวนสนามในกองทหาร, การก้าวอย่างพร้อมเพรียงกัน, ความสอดคล้องกับคุณธรรมและการอยู่ในธรรม. คำนี้ยังถูกใช้ใน รม.4:12; ฆต.5:25; 6:16 ซึ่งต่างกับคำว่า "ดำเนินชีวิต" ในข้อ 17-18 ซึ่งหมายถึง การเป็นอยู่, การปฏิบัติตน, การกระทำ, พฤติกรรม ดังที่ใช้ใน รม.6:4; 8:4; 13:13; 1กธ.3:3; ฆต.5:16; อฟ.4:1, 17. อัครทูตใช้คำนี้มากำชับเราให้ดำเนินตามและถูกกำกับให้เป็นระเบียบ ให้การดำเนินชีวิตของเราอยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน, อยู่ในเส้นทางเดียวกัน, อยู่บนหนทางเดียวกัน, อยู่ในย่างก้าวเดียวกัน ไม่ว่าเราจะไปถึงแค่ไหน หรือบรรลุถึงสภาพอย่างไร. ไม่ว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราจะบรรลุถึงสภาพอย่างไร เราทุกคนยังคงต้องดำเนินตามหลักเกณฑ์เดียวกัน, บนหนทางเดียวกันอย่างที่อัครทูตกระทำ ซึ่งก็คือการแสวงหาพระคริสต์จนบรรลุถึงหลักชัย เพื่อเราจะได้รับพระคริสต์อย่างครบสมบูรณ์ที่สุดมาเป็นรางวัลที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราขึ้นไปรับ. ดู ฆต.5:25 คำอธิบาย 2.
ฟป.
3:16 4 เส้นทางเดียวกัน, วิถีเดียวกัน, ย่างก้าวเดียวกัน. เปาโลใช้คำนี้เพื่อบ่งชี้ว่า เมื่อเราอยู่ในหนทางเดียวกัน ก็ควรที่จะดำเนินตามหลักเกณฑ์พื้นฐานแห่งหนทางนี้.
ฟป.
3:17 ก 1กธ.4:16; 11:1
ฟป.
3:17 ข 2ธซ.3:9; 1ตธ.4:12; ตต.2:7; 1ปต.5:3
ฟป.
3:18 1 อาจหมายถึงคนที่ปฏิบัติตามหลักปรัชญาของพวกเอปีกูเรียว (Epicurean) ซึ่งสนับสนุนให้ปล่อยตัวไปในการกินดื่มและการรื่นเริงต่างๆ ได้เต็มที่ ซึ่งทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนขัดแย้งกับกางเขนของพระคริสต์. ในข้อ 2 มีผู้ที่ร้อนรนในศาสนายูดายคอยทำลายผู้เชื่อชาวฟิลิปปอย ส่วนในข้อนี้ก็มีพวกเอปีกูเรียวมาคอยทำลายพวกเขาในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน. พวกแรกมีต้นกำเนิดมาจากศาสนายูดาย พวกหลังมีต้นกำเนิดมาจากศาสนาต่างชาติ.
โดยพื้นฐานแล้ว คำกำชับที่อยู่ในบทนี้เกิดขึ้นเพราะคนสองพวกนี้เอง. ขณะที่บทนี้กล่าวถึงพวกยูดาย ก็ได้เสริมสร้างชาวฟิลิปปอยเกี่ยวกับเรื่องการจัดการกับจิต (ข้อ 1-16) โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้จัดการกับความคิด และเมื่อกล่าวพาดพิงถึงพวกเอปีกูเรียว ก็ได้กำชับผู้เชื่อเกี่ยวกับเรื่องการจัดการกับร่างกาย (ข้อ 17-21). ในการจัดการกับจิตนั้น เราต้องถือว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนา, ปรัชญา, และประเพณีนั้นเป็นหยากเยื่อ. ในการจัดการกับร่างกายนั้น เราต้องสนใจต่อความต้องการทางฝ่ายวัตถุของเรา แต่อย่าได้ปล่อยตัวไปในการรับสุขฝ่ายวัตถุ.
โดยพื้นฐานแล้ว คำกำชับที่อยู่ในบทนี้เกิดขึ้นเพราะคนสองพวกนี้เอง. ขณะที่บทนี้กล่าวถึงพวกยูดาย ก็ได้เสริมสร้างชาวฟิลิปปอยเกี่ยวกับเรื่องการจัดการกับจิต (ข้อ 1-16) โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้จัดการกับความคิด และเมื่อกล่าวพาดพิงถึงพวกเอปีกูเรียว ก็ได้กำชับผู้เชื่อเกี่ยวกับเรื่องการจัดการกับร่างกาย (ข้อ 17-21). ในการจัดการกับจิตนั้น เราต้องถือว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนา, ปรัชญา, และประเพณีนั้นเป็นหยากเยื่อ. ในการจัดการกับร่างกายนั้น เราต้องสนใจต่อความต้องการทางฝ่ายวัตถุของเรา แต่อย่าได้ปล่อยตัวไปในการรับสุขฝ่ายวัตถุ.
ฟป.
3:18 ก กจ.20:31
ฟป.
3:18 ข ฆต.6:12
ฟป.
3:18 2ข กางเขนของพระคริสต์ได้สิ้นสุดการปล่อยตัวไปในราคะตัณหาแห่งร่างกาย (ฆต.5:24).
ฟป.
3:19 1 คือพวกเอปีกูเรียวที่นมัสการท้องและปรนนิบัติกระเพาะของตน. คนเหล่านี้สนับสนุนให้รับสุขในการกินและดื่ม สนใจกับการปล่อยตัวและการรับสุขฝ่ายวัตถุมากกว่าจริยธรรมและศีลธรรม. คนพวกนี้มีกระเพาะเป็นพระเจ้าของตน.
ฟป.
3:19 ก ฟป.1:28
ฟป.
3:19 ข รม.16:18
ฟป.
3:19 ค ยด.13; ฮซอ.4:7
ฟป.
3:19 ง กซ.3:2
ฟป.
3:19 2 คือสิ่งของในทางกายภาพ, สิ่งของฝ่ายวัตถุ, เรื่องของการกินและการดื่ม. ของบางอย่างเช่นอาหารหรือเสื้อผ้านั้นมีความจำเป็นต่อเรา แต่เราไม่ควรที่จะปล่อยตัวไปในของเหล่านี้.
ฟป.
3:20 ก อฟ.2:19
ฟป.
3:20 1ก หรือ สัญชาติ. ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึงราษฎรทั้งหมด, กลุ่มชนที่มีการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกัน.
ฟป.
3:20 2 แปลตามตรงคือ ดำรงอยู่.
ฟป.
3:20 ข อฟ.2:6; ฮร.12:22
ฟป.
3:20 3ข ตรงข้ามกับคำว่า "ฝ่ายโลก" ในข้อที่แล้ว. คนที่ปฏิบัติตามหลักปรัชญาของพวกเอปีกูเรียวนั้นคิดแต่เรื่องราวฝ่ายโลก แต่ความเป็นพลเมืองของเรานั้นอยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย.
ฟป.
3:20 ค 1กธ.1:7; 1ธซ.1:10
ฟป.
3:21 ก 1กธ.15:51-54
ฟป.
3:21 1ก การเปลี่ยนรูปลักษณะกายของเรานั้น คือการสำเร็จสุดยอดแห่งความรอดของพระเจ้า. ในความรอดของพระเจ้านั้น ก่อนอื่นพระองค์ทรงให้วิญญาณของเราบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:6), ปัจจุบันนี้พระองค์กำลังทรงเปลี่ยนแปลงจิตของเรา (รม.12:2), และในที่สุดพระองค์จะทรงเปลี่ยนรูปลักษณะของเรา เช่นนี้ก็จะทำให้ตัวเราทั้งสามส่วนเป็นเหมือนกับพระคริสต์.
ฟป.
3:21 ข รม.8:23
ฟป.
3:21 2ข ร่างกายตามธรรมชาติของเราถูกสร้างขึ้นด้วยผงคลีดินที่ไม่มีค่า (ยนซ.2:7) และได้ถูกทำลายไปโดยความบาป, ความอ่อนแอ, ความเจ็บป่วย, และความตาย (รม.6:6; 7:24; 8:11).
ฟป.
3:21 ค รม.8:29
ฟป.
3:21 3 คือกายที่ได้เป็นขึ้นของพระคริสต์ ซึ่งถูกซาบซ่านไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้า (ลก.24:26) และเหนือล้ำกว่าความเปื่อยเน่าและความตาย (รม.6:9).
ฟป.
3:21 ง 1กธ.15:43; กซ.3:4
ฟป.
3:21 4 การเปลี่ยนรูปลักษณะกายของเราทั้งหลายนั้นเป็นไปโดยฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งใช้ปราบสิ่งสารพัดให้สยบอยู่ใต้พระองค์ (อฟ.1:19-22). นี่คือฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่ในจักรวาล.
ฟป.
3:21 จ 1กธ.15:27-28; 1ปต.3:22