ฟิลิปปอย บทที่ 2
III. ยึดเอาพระคริสต์เป็นแบบอย่างและสำแดงพระองค์ออกมา
2:1-30
2:1-30
1. เข้าสนิทในจิต คิดในสิ่งเดียวนั้น
ข้อ 1-4
ข้อ 1-4
ฟป.
2:1 1เหตุฉะนั้น ถ้ามีการหนุนใจในพระคริสต์ประการใด, ถ้ามี2กการประเล้าประโลมแห่งความรักประการใด, ถ้ามีขการสามัคคีธรรมของวิญญาณประการใด, ถ้ามี3คความปรานีและงความกรุณาประการใด
ฟป.
2:2 1ท่านทั้งหลายก็จงกระทำให้2กความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม คือให้ท่าน3ขคิดในสิ่งที่เหมือนกัน, มี4ความรักที่เหมือนกัน, 5คเข้าสนิทในจิต, 3คิดใน6สิ่งเดียวนั้น
ฟป.
2:3 1ไม่[ทำ]สิ่งใดด้วย2กการชิงดีชิงเด่นกัน, ไม่ขเห็นแก่เกียรติที่ว่างเปล่า แต่มี3ความคิด4คที่ถ่อมลง โดยเห็นว่าคนอื่นดีกว่าตนเองมาก
ฟป.
2:4 อย่าให้ต่างคนต่างคำนึงถึง1ส่วนดีของตนฝ่ายเดียว แต่จงคำนึงถึง1ส่วนดีของคนอื่นด้วย.
2. ยึดเอาพระคริสต์เป็นแบบอย่าง
ข้อ 5-11
ข้อ 5-11
ฟป.
2:5 1จงให้กความคิดที่มีอยู่ใน2พระคริสต์เยซูนี้ดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย
ฟป.
2:6 เดิมพระองค์นั้นทรง1กดำรงอยู่ใน2ขลักษณะสภาพของพระเจ้า แต่3ไม่ทรงถือว่า คการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องยึดถือไว้
ฟป.
2:7 แต่ทรง1กเทพระองค์เองให้ว่างเปล่า แล้วทรงรับ2ลักษณะสภาพของขทาส โดย3คกลายเป็น4ลักษณะของมนุษย์ทั่วไป
ฟป.
2:8 และเมื่อพระองค์ถูก1พบเห็นใน2รูปลักษณ์ของมนุษย์แล้ว ก็ทรง3ถ่อมพระองค์เองลง กกลายเป็นผู้ที่น้อมฟังจวบจนมรณา กระทั่ง4มรณาที่ขกางเขนนั้น.
ฟป.
2:9 ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงได้ทรง1กยกชูพระองค์ขึ้นถึงที่สุด และยังทรง2ประทาน3พระนามซึ่งขเหนือล้ำยิ่งกว่านามชื่อทั้งปวงแก่พระองค์
ฟป.
2:10 เพื่อกทุกหัวเข่าที่อยู่1ในขสวรรค์, 2บนแผ่นดินโลก, และ3ใต้พื้นแผ่นดินโลกจะได้4คุกกราบลงนมัสการ 5ในพระนามแห่งพระเยซูนั้น
ฟป.
2:11 และเพื่อทุกลิ้นจะ1ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า พระเยซูคริสต์เป็น2กองค์พระผู้เป็นเจ้า 3เพื่อถวายขสง่าราศีแด่พระเจ้าพระบิดา.
3. กระทำให้ความรอดของเราถึงที่สำเร็จเพื่อเผยออกซึ่งพระคริสต์
ข้อ 12-16
ข้อ 12-16
ฟป.
2:12 1เหตุฉะนั้นพวกที่รักของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายได้2น้อมฟังเสมอมา และไม่ใช่ในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ด้วยเท่านั้น แม้ในเวลานี้ที่ข้าพเจ้าไม่อยู่ด้วย ท่านก็ยังน้อมฟังยิ่งกว่านั้นอีก ดังนั้นท่านก็จง3กระทำให้4กความรอดของตัวท่านเองถึงที่สำเร็จด้วย5ขความเกรงกลัวจนตัวสั่น
ฟป.
2:13 1เพราะว่า2พระเจ้าเป็นผู้3กดำเนินการอยู่ภายในท่าน จึงทำให้ท่าน4ตั้งใจและ5กระทำการเพื่อ6ขความชอบพระทัยอันดีงามของพระองค์.
ฟป.
2:14 จงกระทำสิ่งสารพัดโดยปราศจาก1กการบ่นและขการถกเถียงกัน
ฟป.
2:15 เพื่อท่านจะกไร้ที่ติและ1บริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน เป็น2บุตรของพระเจ้าที่3ขปราศจากด่างพร้อยท่ามกลางคนในยุคสมัยที่คคดโกงและ4บิดเบือน และได้ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางพวกเขาดุจ5งดวงสว่างใน6โลก
ฟป.
2:16 คือ1เผยออกซึ่ง2กพระคำแห่งชีวิต เพื่อข้าพเจ้าจะมีที่3ขอวดได้ใน4ควันของพระคริสต์ว่า ข้าพเจ้าไม่ได้งวิ่งอย่างไร้ประโยชน์ และไม่ได้จตรากตรำอย่างไร้ประโยชน์.
4. เครื่องบูชาดื่มที่เทลงบนเครื่องบูชาแห่งความเชื่อ
ข้อ 17-18
ข้อ 17-18
ฟป.
2:17 แต่ถึงแม้ข้าพเจ้ากำลังจะต้องเป็น1กเครื่องบูชาดื่มที่ขเทลงบน2คเครื่องบูชาและ3การปรนนิบัติแห่ง4ความเชื่อของท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็มี5งความชื่นชมยินดี และยัง6ร่วมชื่นชมยินดีกับท่านด้วย.
ฟป.
2:18 ท่านก็ต้องมีความชื่นชมยินดีเช่นกัน และยังต้อง1ร่วมชื่นชมยินดีกับข้าพเจ้าด้วย.
5. ความห่วงใยที่อัครทูตมีต่อวิสุทธิชน
ข้อ 19-30
ข้อ 19-30
ฟป.
2:19 แต่ข้าพเจ้าหวังใจในองค์พระเยซูเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะใช้กติโมเธียวไปหาท่านทั้งหลายในไม่ช้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้ทราบถึงเรื่องราวของท่านและจะได้1ชื่นใจ.
ฟป.
2:20 เพราะข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดที่จะ1กมีจิตเดียวกัน[กับข้าพเจ้า]ในการเอาใจใส่ต่อเรื่องของท่านอย่างแท้จริง
ฟป.
2:21 เพราะว่าคนทั้งหลายล้วนแต่กแสวงหาในเรื่องราวของตนเอง ไม่แสวงหาในเรื่องราวของ1พระคริสต์เยซู.
ฟป.
2:22 แต่ท่านก็ทราบถึง1หลักฐานที่ได้รับรองติโมเธียวว่า เขาได้ร่วม2กปรนนิบัติด้วยกันกับข้าพเจ้าเพื่อขกิตติคุณ เหมือนอย่างคบุตร[ปฏิบัติ]ต่อบิดา.
ฟป.
2:23 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าหวังใจว่า ข้าพเจ้าจะใช้เขาไปในทันทีที่ข้าพเจ้าเห็นว่า เรื่องของข้าพเจ้าจะจบลงอย่างไร.
ฟป.
2:24 แต่ข้าพเจ้าแน่ใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า อีกไม่ช้า ข้าพเจ้าเองก็จะกมาหาท่านด้วย.
ฟป.
2:25 แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า จำเป็นต้องใช้กเอปาฟะโรดีโตไปหาท่าน. เขาเป็น1พี่น้องของข้าพเจ้า, เป็นขผู้ร่วมทำการ, เป็นคทหารด้วยกันกับข้าพเจ้า เป็น2งอัครทูตของท่าน, และยังเป็น3ผู้ปรนนิบัติที่คอยดูแลจความต้องการของข้าพเจ้า
ฟป.
2:26 ด้วยว่าเขากคิดถึงพวกท่านทุกคนและมีความทุกข์ใจเป็นอันมาก เพราะท่านได้ยินว่าเขาป่วย
ฟป.
2:27 เขาได้กป่วยจริงๆ จนเกือบจะตาย แต่พระเจ้าได้ทรงมีพระเมตตาโปรดเขา และไม่ใช่โปรดเขาคนเดียว แต่ยังทรงโปรดข้าพเจ้าด้วย คือเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ามีความทุกข์ซ้อนทุกข์.
ฟป.
2:28 ดังนั้นข้าพเจ้าก็ยิ่งต้องรีบให้เขาไป เพื่อเมื่อท่านได้เห็นเขาอีก ท่านจะได้กชื่นชมยินดี และความทุกข์ของข้าพเจ้าจะเบาบางลงไปบ้าง.
ฟป.
2:29 เหตุฉะนั้นกจงต้อนรับเขาไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยขความยินดีทุกประการและคจงนับถือคนเช่นนี้
ฟป.
2:30 ด้วยว่าเขาเกือบจะตายเพื่อการงานของพระคริสต์เสียแล้ว คือได้1กเสี่ยง2ชีวิตของตน เพื่อจะขเสริม3การปรนนิบัติที่ท่านมีต่อข้าพเจ้า ซึ่งยังขาดอยู่นั้นให้สมบูรณ์.
คำอธิบาย ฟิลิปปอย บทที่ 2
ฟป.
2:1 1 หลังจากที่เปาโลผู้มีประสบการณ์กับพระคริสต์อย่างอุดมสมบูรณ์ได้ชี้แถลงถึงบทบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์ของท่านแก่บรรดาผู้เชื่อไว้ในบทที่ 1 แล้ว เมื่อมาถึงบทนี้ ท่านได้ขอให้ผู้เชื่อเหล่านี้มีการสามัคคีธรรมกับท่าน. การสามัคคีธรรมซึ่งกันและกันระหว่างผู้เชื่อกับอัครทูตนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการมีประสบการณ์ต่อพระคริสต์.
ฟป.
2:1 ก 2ธซ.2:16-17
ฟป.
2:1 2ก หรือ การตักเตือน, การหนุนใจ.
ฟป.
2:1 ข ฟป.1:5; เทียบ 2กธ.13:14
ฟป.
2:1 ค อฟ.4:32
ฟป.
2:1 3ค คือ ความรู้สึกที่อยู่ภายใน แปลตามตรงคือ ดวงใจ เป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "พระทัย" ใน 1:8.
ฟป.
2:1 ง กซ.3:12
ฟป.
2:2 1 ในข้อ 1-2 อัครทูตได้วิงวอนต่อชาวฟิลิปปอยให้หนุนใจและประเล้าประโลมท่าน. ท่านขอให้พวกเขากระทำให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยมถ้าพวกเขามีการหนุนใจในพระคริสต์ประการใด, มีการประเล้าประโลมแห่งความรักประการใด, มีการสามัคคีธรรมแห่งวิญญาณประการใด, มีความเอ็นดูและความกรุณาประการใดต่อท่าน.
ฟป.
2:2 ก ฟป.1:4
ฟป.
2:2 2ก เพราะหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประสบการณ์และการรับสุขที่มีต่อพระคริสต์ ซึ่งผลลัพธ์ของสิ่งนี้ก็คือความยินดี หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่เติมเต็มไปด้วยความชื่นชมและความยินดี (1:4, 18, 25; 2:17-18, 28-29; 3:1; 4:1, 4).
ฟป.
2:2 ข ฟป.4:2; รม.12:16; 2กธ.13:11
ฟป.
2:2 3ข ในท่ามกลางชาวฟิลิปปอยนั้นมีความคิดที่ไม่ลงรอยกัน (4:2) ซึ่งทำให้อัครทูตกังวลใจ. ดังนั้นท่านจึงขอให้พวกเขาคิดในสิ่งที่เหมือนกัน กระทั่งคิดในสิ่งเดียวกัน เพื่อพวกเขาจะได้ทำให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม.
ฟป.
2:2 4 กรณีนี้บ่งชี้ว่า เพราะความคิดที่ไม่ลงรอยกันของผู้เชื่อชาวฟิลิปปอย พวกเขาจึงมีระดับของความรักที่แตกต่างกันอีกด้วย. พวกเขาไม่มีความรักอย่างเดียวกันต่อวิสุทธิชนทั้งหลายเพื่อการรักษาความเป็นหนึ่งไว้.
ฟป.
2:2 ค ฟป.1:27; 2:20; กจ.4:32
ฟป.
2:2 5ค กรณีนี้บ่งชี้ว่า ความไม่ลงรอยกันในท่ามกลางชาวฟิลิปปอยนั้นมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาไม่ได้เข้าสนิทในจิต และจากความคิดของเขาซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญในจิตของพวกเขา. ปัญหาของชาวฟิลิปปอยนั้นไม่ได้อยู่ที่วิญญาณ แต่อยู่ที่จิตของพวกเขา ซึ่งก็คืออยู่ที่ความคิดของพวกเขา. พวกเขามีพระคริสต์อยู่ในวิญญาณของตนโดยการบังเกิดใหม่ แต่พวกเขาไม่มีพระคริสต์อยู่ในจิตของตนโดยการเปลี่ยนแปลง. มีเพียงขณะที่พระคริสต์ซาบซ่านและยึดครองทั่วทุกส่วนในจิตของพวกเขาไปแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะเป็นหนึ่งในจิตได้.
ฟป.
2:2 6 ตามเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ วลีที่ว่า "สิ่งเดียวนั้น" ในที่นี้จะต้องชี้ถึงความรู้และประสบการณ์ในด้านทัศนะภายในที่มีต่อพระคริสต์เป็นแน่ (1:20-21; 2:5; 3:7-9; 4:13). มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่เป็นศูนย์กลางและเป็นการแพร่หลายในทั่วทั้งตัวของเรา. เราจำต้องรวบรวมความคิดไปที่ความประเสริฐแห่งความรู้และประสบการณ์ที่มีต่อตัวของพระคริสต์. การรวบรวมความคิดไปที่เรื่องอื่นๆ จะทำให้เราคิดแตกต่างกัน และก่อให้เกิดความไม่ลงรอยกันขึ้นในท่ามกลางพวกเรา.
ฟป.
2:3 1 นี่อาจบ่งชี้ได้ว่าชาวฟิลิปปอยที่ไม่ลงรอยกันนั้น ก็เพราะทำเรื่องราวต่างๆ ด้วยการชิงดีชิงเด่นกันหรือเพราะเห็นแก่เกียรติที่ว่างเปล่าซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนทำให้เกิดความไม่ลงรอยกันในท่ามกลางพวกผู้เชื่อ.
ฟป.
2:3 ก ฟป.1:17
ฟป.
2:3 2ก ดู 1:17 คำอธิบาย 2.
ฟป.
2:3 ข ฆต.5:26
ฟป.
2:3 3 กรณีนี้ได้บ่งชี้อีกครั้งหนึ่งว่า ปัญหาความไม่ลงรอยกันท่ามกลางชาวฟิลิปปอยนั้นมีสาเหตุมาจากความคิดที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา. พวกเขาจำต้องมีความคิดอย่างที่มีอยู่ในพระคริสต์ (ดูข้อ 5).
ฟป.
2:3 ค 1ปต.5:5
ฟป.
2:3 4ค แปลตามตรงคือ ต่ำต้อย. ความต่ำต้อยตรงข้ามกับการชิงดีชิงเด่นและการเห็นแก่เกียรติที่ว่างเปล่า. กรณีนี้ต้องไม่ใช่ความต่ำต้อยในธรรมชาติของเราอย่างแน่นอน แต่เป็นความต่ำต้อยของพระคริสต์ที่บรรยายไว้ในข้อ 7-8.
ฟป.
2:4 1 แปลตามตรงคือ เรื่องราว ซึ่งชี้ถึงคุณธรรมและความมีศีลธรรม. พวกเราไม่ควรคำนึงถึงคุณธรรมและคุณลักษณะของตนฝ่ายเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงคุณธรรมและคุณลักษณะของผู้อื่นด้วย.
ฟป.
2:5 1 แปลตามตรงคือ ภายในท่านทั้งหลายจงคิดแต่สิ่งนี้. คำว่า "สิ่งนี้" ชี้ถึงคำว่า "เห็น" ในข้อ 3 และ "คำนึง" ในข้อ 4. แนวความคิดหรือการคิดเช่นนี้ก็มีอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน คือในขณะที่พระองค์ทรงเทพระองค์เองให้ว่างเปล่า, ยอมรับลักษณะสภาพของทาส, และถ่อมพระองค์เอง โดยทรงปรากฏในรูปลักษณ์ของมนุษย์ (ข้อ 7-8). การที่เราจะมีความคิดเช่นนี้ได้ เราจำต้องเป็นหนึ่งกับพระคริสต์ในพระทัยของพระองค์ (1:8). ในการที่จะประสบการณ์พระคริสต์นั้น เราจำต้องเป็นหนึ่งกับพระองค์จนถึงขั้นนี้คือ ได้อยู่ในความรู้สึกและความคิดที่ละเอียดอ่อนซึ่งอยู่ภายในของพระองค์.
ฟป.
2:5 ก มธ.11:29
ฟป.
2:5 2 ศูนย์กลางของบทที่ 1 นั้นคือการสำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้นและการดำเนินชีวิตพระคริสต์ (ข้อ 20-21). ส่วนในบทที่ 2 นั้นคือการยึดเอาพระคริสต์เป็นแบบอย่างหรือเป็นแม่แบบของเรา. แบบอย่างนี้เป็นมาตรฐานแห่งความรอดของเรา (ข้อ 12). ในข้อ 5-16 มีองค์ประกอบพื้นฐานอยู่สี่ประการด้วยกันคือ พระคริสต์ (ข้อ 5), ความรอด (ข้อ 12), พระเจ้า (ข้อ 13), และพระคำแห่งชีวิต (ข้อ 16). พระคำแห่งชีวิตนั้นได้อาศัยพระเจ้าผู้ทรงดำเนินการมากระทำออกซึ่งแบบอย่างเพื่อที่จะนำความรอดมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา. เช่นนี้เราก็ได้รับสุขพระคริสต์และดำเนินชีวิตพระองค์ โดยยึดเอาพระองค์เป็นแบบอย่างของเรา.
ฟป.
2:6 ก ยฮ.1:1
ฟป.
2:6 1ก ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึงการดำรงคงอยู่มาตั้งแต่เมื่อเดิม โดยมีความหมายเป็นนัยถึงการที่พระองค์ทรงดำรงอยู่มาตั้งแต่นิรันดร์กาลก่อน.
ฟป.
2:6 ข เทียบ 2กธ.4:4; กซ.1:15; ฮร.1:3
ฟป.
2:6 2ข ลักษณะสภาพของพระเจ้านั้นไม่ได้ชี้ถึงรูปลักษณ์ของสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น แต่ชี้ถึงการสำแดงออกของสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น (ฮร.1:3) ซึ่งสอดคล้องกับธาตุแท้และนิสัยแห่งตัวตนของพระเจ้า ดังนั้นจึงได้สำแดงออกซึ่งธาตุแท้และพระนิสัยแห่งตัวตนของพระเจ้า. กรณีนี้ชี้ถึงฐานันดรความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์.
ฟป.
2:6 3 แม้พระองค์จะเท่าเทียมกับพระเจ้า แต่พระองค์ไม่ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องยึดถือหรือสงวนไว้ แต่ทรงละไว้ซึ่งลักษณะสภาพของพระเจ้า (ไม่ใช่พระนิสัยของพระเจ้า) และเทตัวพระองค์เองให้ว่างเปล่าแล้วมารับลักษณะสภาพของทาส.
ฟป.
2:6 ค ยฮ.5:18; 10:33
ฟป.
2:7 ก เทียบ 2กธ.8:9
ฟป.
2:7 1ก คือละไว้ซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงครอบครองอยู่ นั่นก็คือลักษณะสภาพของพระเจ้า.
ฟป.
2:7 2 เป็นศัพท์คำเดียวกันกับที่ใช้ในข้อ 6. ขณะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลายเป็นเนื้อหนังนั้นพระองค์มิได้เปลี่ยนแปลงพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนการสำแดงทางภายนอกจากลักษณะสภาพของพระเจ้าอันเป็นลักษณะสภาพที่สูงส่งที่สุดนั้น ไปสู่ลักษณะสภาพของทาสอันเป็นลักษณะสภาพที่ต่ำต้อยที่สุด. กรณีนี้มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านธาตุแท้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านสภาพ.
ฟป.
2:7 ข มธ. 20:27-28
ฟป.
2:7 ค ยฮ.1:14; รม.8:3; ฮร.2:14
ฟป.
2:7 3ค คือการเข้าสู่สภาพใหม่.
ฟป.
2:7 4 ลักษณะสภาพของพระเจ้ามีความหมายเป็นนัยถึงความเที่ยงแท้ทางภายในแห่งสภาพพระเจ้าของพระคริสต์ ส่วนลักษณะของมนุษย์นั้นชี้ถึงสิ่งที่ปรากฏทางภายนอกแห่งสภาพมนุษย์ของพระองค์. ด้านภายนอกของพระองค์ที่ปรากฏต่อหน้าผู้คนนั้นเป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่ภายในของพระองค์นั้นทรงมีความเที่ยงแท้แห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้าคือทรงเป็นพระเจ้า.
ฟป.
2:8 1 เมื่อพระคริสต์ทรงกลายเป็นลักษณะของมนุษย์ คือทรงเข้าสู่สภาพการณ์แห่งสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ได้ทรงถูกพบเห็นในรูปลักษณ์ของมนุษย์.
ฟป.
2:8 2 คือลักษณะทางภายนอก, ความคล้ายคลึงทางภายนอก. ในที่นี้เป็นการพูดซ้ำถึงความหมายของคำว่า "ลักษณะ" ที่อยู่ในข้อ 7 อย่างพิเศษและเจาะจงยิ่งขึ้น. ลักษณะซึ่งอยู่ภายนอกของพระคริสต์ที่อยู่ในสภาพมนุษย์ของพระองค์นั้นถูกมนุษย์พบเห็นในรูปลักษณ์ของมนุษย์.
ฟป.
2:8 3 การถ่อมพระองค์เองเป็นการเทพระองค์เองให้ว่างเปล่าที่ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง. การถ่อมพระองค์เองของพระคริสต์ได้สำแดงออกซึ่งการเทตัวเองให้ว่างเปล่าของพระองค์.
ฟป.
2:8 ก รม.5:19; ฮร.5:8; มธ.26:39; ยฮ.10:18
ฟป.
2:8 4 การตายแห่งกางเขนเป็นจุดสุดยอดแห่งการถ่อมลงของพระคริสต์. สำหรับชาวยูดายแล้วสิ่งนี้คือการสาปแช่ง (พบญ.21:22-23). สำหรับชาวต่างชาติแล้ว สิ่งนี้คือโทษประหารที่พวกนักโทษหรือพวกทาสจะได้รับ (มธ.27:16-17, 20-23). ฉะนั้นนี่จึงเป็นเรื่องที่น่าอัปยศ (ฮร.12:2).
การถ่อมพระองค์เองลงมีเจ็ดขั้นตอนคือ (1) เทพระองค์เองให้ว่างเปล่า; (2) รับลักษณะสภาพของทาส; (3) กลายเป็นลักษณะของมนุษย์; (4) ถ่อมพระองค์เองลง; (5) กลายเป็นผู้ที่น้อมฟัง; (6) น้อมฟังจวบจนมรณา; (7) และมรณาบนกางเขน.
การถ่อมพระองค์เองลงมีเจ็ดขั้นตอนคือ (1) เทพระองค์เองให้ว่างเปล่า; (2) รับลักษณะสภาพของทาส; (3) กลายเป็นลักษณะของมนุษย์; (4) ถ่อมพระองค์เองลง; (5) กลายเป็นผู้ที่น้อมฟัง; (6) น้อมฟังจวบจนมรณา; (7) และมรณาบนกางเขน.
ฟป.
2:8 ข ฮร.12:2
ฟป.
2:9 ก ยซย.52:13; กจ.2:33; อฟ.1:20
ฟป.
2:9 1ก องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงถ่อมพระองค์เองลงจนถึงที่สุด แต่พระเจ้าทรงยกพระองค์ขึ้นสูงสุด.
ฟป.
2:9 2 แปลตามตรงคือ ประทานให้ด้วยพระคุณนั่นคือประทานให้โดยไม่คิดมูลค่า.
ฟป.
2:9 3 คือพระนามของพระเยซูที่กล่าวไว้ในข้อถัดไป. ดู กจ.9:5. ตั้งแต่ที่พระองค์เสด็จสู่สวรรค์บนแผ่นดินโลกนี้ก็ไม่มีนามอื่นใดที่เหนือล้ำไปกว่าพระนามเยซู.
ฟป.
2:9 ข อฟ.1:21; ฮร.1:4
ฟป.
2:10 ก ยซย.45:23; รม.14:11
ฟป.
2:10 1 ในสวรรค์ก็คือพวกทูตสวรรค์.
ฟป.
2:10 ข วว.5:3, 13; เทียบ อฟ.1:10
ฟป.
2:10 2 บนแผ่นดินโลกก็คือพวกมนุษย์.
ฟป.
2:10 3 ใต้พื้นแผ่นดินโลกก็คือพวกผู้ที่ตายแล้ว.
ฟป.
2:10 4 คุกกราบลงนมัสการ แปลตามตรงคือ งอลง.
ฟป.
2:10 5 พระนามนี้เป็นการแสดงถึงการสรุปรวมแห่งสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นทั้งในด้านฐานันดรและการงานของพระองค์. ในพระนามของพระเยซู หมายถึง ในขอบเขตและองค์ประกอบของทุกสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็น. เรานมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าและอธิษฐานต่อพระองค์ด้วยหนทางเช่นนี้นั่นเอง.
ฟป.
2:11 1 นี่ก็คือการร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า (รม.10:9-10, 12-13).
ฟป.
2:11 ก ยฮ.13:13; กจ.2:36; 10:36; รม.10:9; 14:9
ฟป.
2:11 2ก พระเจ้าได้ทรงตั้งองค์พระเยซูผู้เป็นมนุษย์ให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ในการเสด็จสู่สวรรค์ของพระองค์ (กจ.2:36). ดังนั้นทุกลิ้นจึงควรยอมรับว่า พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า.
ฟป.
2:11 3 คำว่า "เพื่อ" เป็นการกล่าวถึงผลลัพธ์. ผลลัพธ์จากการที่เรายอมรับว่าพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ พระเจ้าพระบิดาจะได้รับสง่าราศี. นี่เป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ของทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็นและทรงกระทำในฐานันดรและการงานของพระองค์ (1กธ.15:24-28).
ฟป.
2:11 ข ยฮ.12:28; 17:1; รม.16:27; อฟ.3:21
ฟป.
2:12 1 คือเป็นผลลัพธ์จากการที่เรายึดเอาพระคริสต์เป็นแบบอย่างแห่งการน้อมฟังตามที่อยู่ในข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้.
ฟป.
2:12 2 นี่คือการมีผลสะท้อนต่อ "การน้อมฟัง" ในข้อ 8.
ฟป.
2:12 3 คือทำให้สำเร็จ, นำไปสู่ผลสรุปสุดท้าย. เราได้ต้อนรับความรอดของพระเจ้าแล้ว โดยจุดสุดยอดของความรอดนี้ก็คือการถูกพระเจ้ายกชูอยู่ในสง่าราศีเหมือนกับที่พระเยซูได้รับการยกชู (ข้อ 9). เราจำต้องทำให้ความรอดนี้ถึงที่สำเร็จคือนำความรอดนี้ไปสู่ผลสรุปสุดท้าย โดยการน้อมฟังอย่างสิ้นเชิงอยู่เสมอด้วยความเกรงกลัวและตัวสั่น. เราได้ต้อนรับความรอดนี้ โดยความเชื่อ บัดนี้เราต้องทำให้ความรอดนี้ถึงที่สำเร็จโดยการน้อมฟัง ซึ่งรวมไปถึงการที่เราร่วมเป็นหนึ่งในจิตอย่างแท้จริง (ข้อ 2). การต้อนรับความรอดโดยความเชื่อนี้เป็นสิ่งที่กระทำครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์ แต่การทำให้ความรอดนี้ถึงที่สำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่ต้องกระทำไปตลอดชีวิต.
ฟป.
2:12 ก ฟป.1:19
ฟป.
2:12 4ก ไม่ใช่ความรอดที่นิรันดร์ซึ่งช่วยให้เราพ้นจากการปรับโทษของพระเจ้าและพ้นจากบึงไฟแต่เป็นความรอดในแต่ละวัน ซึ่งหมายถึงตัวบุคคลที่มีชีวิตผู้หนึ่ง. ความรอดในแต่ละวันนี้เป็นผลลัพธ์มาจากการยึดเอาพระคริสต์ที่เราได้ดำเนินชีวิต, ประสบการณ์, และรับสุขนี้มาเป็นแบบอย่างทั้งทางภายนอกและภายในของเรา. องค์ประกอบหลักของความรอดนี้ก็คือพระคริสต์ซึ่งเป็นชีวิตแห่งการถูกตรึงตาย (ข้อ 5-8) และพระคริสต์ที่อยู่ในการถูกยกชู (ข้อ 9-11). เมื่อแบบอย่างนี้ได้เป็นชีวิตที่อยู่ภายในของผู้เชื่อแล้วแบบอย่างนี้ก็จะกลายเป็นความรอดของพวกเขา. มีเพียงสิ่งนี้จึงจะทำให้ความชื่นชมยินดีของอัครทูตเต็มเปี่ยม.
ในบทที่ 1 ความรอดนั้นได้มาจากการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์แห่งพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ แต่ความรอดในที่นี้ได้มาจากพระเจ้าผู้ทรงดำเนินการอยู่ภายในเรา. ในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าผู้ทรงดำเนินการอยู่นี้ก็คือพระวิญญาณแห่งพระเยซูคริสต์นั่นเอง. ความรอดที่อยู่ในทั้งสองกรณีนี้เป็นความรอดที่อยู่ในภาคปฏิบัติ, ทุกๆ วัน, ทุกๆ เวลา. ความรอดในยามปกติใน 1:19 นี้เป็นความรอดที่ทำให้ผู้เชื่อบางคนได้รอดพ้นจากการประสบกับบางสิ่งอย่างจำเพาะเจาะจงอยู่ในสถานการณ์ที่พิเศษชนิดหนึ่ง. ส่วนความรอดในยามปกติใน 2:12 นี้เป็นความรอดที่ทำให้ผู้เชื่อทุกคนได้รอดพ้นจากเรื่องธรรมดาทั่วๆ ไปในสถานการณ์ที่ปกติในการดำเนินชีวิตประจำวันของตน.
ในบทที่ 1 ความรอดนั้นได้มาจากการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์แห่งพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ แต่ความรอดในที่นี้ได้มาจากพระเจ้าผู้ทรงดำเนินการอยู่ภายในเรา. ในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าผู้ทรงดำเนินการอยู่นี้ก็คือพระวิญญาณแห่งพระเยซูคริสต์นั่นเอง. ความรอดที่อยู่ในทั้งสองกรณีนี้เป็นความรอดที่อยู่ในภาคปฏิบัติ, ทุกๆ วัน, ทุกๆ เวลา. ความรอดในยามปกติใน 1:19 นี้เป็นความรอดที่ทำให้ผู้เชื่อบางคนได้รอดพ้นจากการประสบกับบางสิ่งอย่างจำเพาะเจาะจงอยู่ในสถานการณ์ที่พิเศษชนิดหนึ่ง. ส่วนความรอดในยามปกติใน 2:12 นี้เป็นความรอดที่ทำให้ผู้เชื่อทุกคนได้รอดพ้นจากเรื่องธรรมดาทั่วๆ ไปในสถานการณ์ที่ปกติในการดำเนินชีวิตประจำวันของตน.
ฟป.
2:12 ข 2กธ.7:15; อฟ.6:5
ฟป.
2:12 5ข คำว่า "เกรงกลัว" เป็นเจตนารมณ์ทางภายใน ส่วนคำว่า "ตัวสั่น" เป็นท่าทีทางภายนอก.
ฟป.
2:13 1 คำว่า "เพราะว่า" ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่เราต้องน้อมฟังอยู่ตลอดเวลา. กรณีนี้ก็เป็นเพราะพระเจ้าทรงดำเนินการอยู่ในเรา. ในแผนการบริหารของพระเจ้า เรามีพระเยซูเป็นแบบอย่างของเรา (ข้อ 6-11) เป็นมาตรฐานแห่งความรอดของเรา (ข้อ 12) และยังมีพระเจ้าเป็นผู้ทรงดำเนินการอยู่ภายในเรา ทรงทำให้เราตั้งใจและกระทำการเพื่อให้ความรอดของเราถึงที่สำเร็จคือถูกนำไปสู่ผลสรุปสุดท้าย. ไม่ใช่ว่าตัวเราเองสามารถกระทำสำเร็จ แต่พระเจ้าทรงดำเนินการอยู่ภายในเราให้ไปทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ. สิ่งที่เราต้องทำนั้นมีอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือต้องน้อมฟังพระเจ้าผู้ทรงดำเนินการอยู่ภายใน.
ฟป.
2:13 2 พระเจ้าผู้ทรงดำเนินการอยู่ภายในเรานั้นทรงเป็นพระเจ้าตรีเอกภาพคือ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณ. พระเจ้าก็คือพระคริสต์ที่สถิตอยู่ในเราทั้งหลาย (2กธ.13:3ก, 5) และก็คือพระวิญญาณที่สถิตอยู่ในเราทั้งหลาย (รม.8:11). พระวิญญาณ, พระเจ้า, และพระคริสต์ ทั้งสามนี้ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน.
ฟป.
2:13 ก 1กธ.12:6; ฮร.13:21
ฟป.
2:13 3ก หรือ ทำให้มีกำลัง.
ฟป.
2:13 4 การตั้งใจนั้นอยู่ภายใน ส่วนการกระทำการนั้นอยู่ภายนอก. การตั้งใจนั้นเกิดขึ้นในความตั้งใจของเรา ซึ่งได้บ่งชี้ว่าการดำเนินการของพระเจ้านั้นได้เริ่มต้นจากวิญญาณของเรา (เทียบ 4:23) และได้แผ่ขยายเข้าสู่ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจของเรา. กรณีนี้สอดคล้องกับโรมบทที่ 8 ซึ่งในที่นั้นเราได้เห็นว่า พระเจ้าทรงกระทำการจากวิญญาณของเรา (รม.8:4), ผ่านความคิดของเรา (รม.8:6), และสุดท้ายได้เข้าสู่ร่างกายทางกายภาพของเรา (รม.8:11).
ฟป.
2:13 5 หรือ เคลื่อนไหว. ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "ดำเนินการ" ในข้อนี้.
ฟป.
2:13 ข อฟ1:5, 9
ฟป.
2:13 6ข คือความชอบพระทัยในน้ำพระทัยของพระเจ้า (อฟ.1:5). ความชอบพระทัยของพระเจ้าก็คือการให้เราบรรลุถึงจุดสุดยอดแห่งความรอดที่สูงสุดของพระองค์.
ฟป.
2:14 ก 1กธ.10:10; 1ปต.4:9
ฟป.
2:14 1ก การบ่นมาจากอารมณ์ของเรา และมักเป็นปัญหาของพวกพี่น้องหญิงเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการถกเถียงกันมาจากความคิดของเรา และมักเป็นปัญหาของพวกพี่น้องชายเป็นส่วนใหญ่. ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนได้ขัดขวางไม่ให้เรากระทำให้ความรอดของเราถึงที่สำเร็จอย่างบริบูรณ์ และยังขัดขวางไม่ให้เราประสบการณ์และรับสุขพระคริสต์ได้ถึงที่สุด. เนื้อความในที่นี้บ่งชี้ว่า การบ่นและการถกเถียงกันนั้นล้วนเป็นมาจากการไม่น้อมฟังพระเจ้า. การน้อมฟังพระเจ้าจะประหารการบ่นและการถกเถียงกันให้สูญสิ้นไป.
ฟป.
2:14 ข 1ตธ.2:8
ฟป.
2:15 ก ฟป.3:6; 1ธซ.2:10; 5:23
ฟป.
2:15 1 หรือ ง่ายๆ, ซื่อๆ (ไม่เล่นการเมือง), ไร้เดียงสา (มธ.10:16). รากศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง ไม่เจือปน. วลีที่ว่า "ไร้ที่ติ" บรรยายถึงการประพฤติที่อยู่ภายนอกของเรา ส่วนวลีที่ว่า "บริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน" ได้บรรยายถึงบุคลิกลักษณะที่อยู่ภายในของเรา.
ฟป.
2:15 2 ในฐานะที่เป็นบุตรของพระเจ้า เรามีชีวิตและพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า (2ปต.1:4).
ฟป.
2:15 ข อฟ.1:4
ฟป.
2:15 3ข การปราศจากด่างพร้อยนั้นเป็นคุณธรรมที่สรุปรวมไว้ซึ่งความไร้ที่ติและความบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน.
ฟป.
2:15 ค พบญ.32:5; กจ.2:40
ฟป.
2:15 4 แปลตามตรงคือ บิดงอ, คดเคี้ยว.
ฟป.
2:15 ง ยนซ.1:16; มก.4:21; มธ.5:14, 16; อฟ.5:8
ฟป.
2:15 5ง ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง ดวงสว่างที่สะท้อนแสงของดวงอาทิตย์. ในฐานะที่ผู้เชื่อเป็นดวงสว่างเช่นนี้ พวกเขาจึงได้ส่องสว่างในโลก. พวกเขาไม่มีแสงสว่างอยู่ในตัวเอง แต่มีความสามารถฝ่ายสวรรค์ที่จะสะท้อนแสงสว่างของพระคริสต์ได้. พระคริสต์ทรงเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนคริสตจักรเป็นดวงจันทร์ และพวกผู้เชื่อเป็นหมู่ดาวเคราะห์ที่จะมาสะท้อนแสงของพระองค์โดยการสำแดงออกซึ่งพระคำแห่งชีวิต (ข้อ 16).
ฟป.
2:15 6 ชี้ถึงโลกที่มืดมนและเสื่อมเสียที่ถูกซาตานครอบงำอยู่ (1ยฮ.5:19; 2:15-17). คำว่า "โลก" อาจแปลเป็น "จักรวาล" ก็ได้.
ฟป.
2:16 1 แปลตามตรงคือ ปรับใช้, นำเสนอ, มอบให้. การเผยออกซึ่งพระคำแห่งชีวิตนั้น ก็คือการปรับใช้พระคำ, นำเสนอพระคำ, และการมอบพระคำนี้ให้แก่โลก โดยการดำเนินชีวิตพระคริสต์.
ฟป.
2:16 ก กจ.5:20
ฟป.
2:16 2ก ต่างกับหลักธรรมแห่งตัวอักษรที่ตายแล้ว. พระคำแห่งชีวิตคือลมปราณอันมีชีวิตที่พระเจ้าทรงระบายออก (2ตธ.3:16) และเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตแก่มนุษย์ (ยฮ.6:63). เรามีพระเยซูเป็นแบบอย่างของเรา (ข้อ 6-11) เรามีพระเจ้าทรงดำเนินการอยู่ภายในเรา (ข้อ 13) เราเป็นบุตรที่มีทั้งชีวิตและพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า (ข้อ 15) เราเป็นดวงสว่างที่สะท้อนแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ (ข้อ 15) และเรายังมีพระคำแห่งชีวิตที่จะชี้แจงหรือสำแดงแก่ผู้อื่น. นี่ช่างเป็นการจัดเตรียมอันศักดิ์สิทธิ์ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก! โดยสิ่งเหล่านี้ เราก็สามารถทำให้ความรอดของพระเจ้าสำเร็จจนบรรลุถึงจุดสูงสุด.
ฟป.
2:16 ข 2กธ.1:14; 1ธซ.2:19
ฟป.
2:16 3ข หนทางที่จะทำให้ความชื่นชมยินดีของอัครทูตเต็มเปี่ยม (ข้อ 2) ก็คือการดำเนินชีวิตที่ยึดเอาพระคริสต์เป็นแบบอย่าง และทำให้ความรอดของพระเจ้าถึงที่สำเร็จอย่างสมบูรณ์เพื่อให้อัครทูตจะมีที่อวดได้ เป็นที่ยกย่อง และชื่นชมยินดีในตัวของผู้เชื่อในวันของพระคริสต์ได้.
ฟป.
2:16 ค ฟป.1:6
ฟป.
2:16 4ค คือวันที่พระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า "วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า" (1ธซ.5:2; 2ธซ.2:2; 1กธ.1:8; 2กธ.1:14) และ "วันนั้น" (2ตธ.1:18; 4:8). ในวันนั้นวิสุทธิชนทุกคนล้วนจำต้องปรากฏต่อหน้าบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระคริสต์ และต่างคนก็จะได้รับการตอบแทนตามที่ตนควรจะได้รับ (2กธ.5:10; มธ.25:19-30).
ฟป.
2:16 ง 1กธ.9:26; ฆต.2:2; 2ตธ.4:7
ฟป.
2:16 จ ฆต.4:11; 1ธซ.3:5
ฟป.
2:17 ก อฤธ.15:1-10; 28:7-10
ฟป.
2:17 1ก เครื่องบูชาดื่มเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากเครื่องบูชาพื้นฐานที่ได้เปิดเผยไว้ในเลวีติโกบทที่ 1—6 (อฤธ.15:1-10; 28:7-10). เครื่องบูชาพื้นฐานนี้เป็นแบบเล็งของพระคริสต์ที่อยู่ในด้านต่างๆ. ส่วนเครื่องบูชาดื่มนั้นเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ที่ให้ผู้ถวายเครื่องบูชาได้รับสุข. พระคริสต์ผู้เป็นเหล้าองุ่นฝ่ายสวรรค์นั้นได้เติมเต็มผู้ถวายเครื่องบูชาและยังทำให้เขากลายเป็นเหล้าองุ่นถวายแด่พระเจ้าอีกด้วย. อัครทูตเปาโลได้กลายเป็นเครื่องบูชาดื่มดังกล่าว (2ตธ.4:6) โดยการรับสุขพระคริสต์เช่นนี้ เพื่อเขาจะถูกเทออกเป็นเครื่องบูชาถวายแด่พระเจ้า โดยได้เทลงบนความเชื่อของพวกผู้เชื่อด้วยการหลั่งโลหิตของท่าน.
ฟป.
2:17 ข 2ตธ.4:6
ฟป.
2:17 ค รม.15:16
ฟป.
2:17 2ค เครื่องบูชาและการปรนนิบัติแห่งความเชื่อของท่านทั้งหลาย หมายความว่า ความเชื่อของผู้เชื่อชาวฟิลิปปอยนั้นได้กลายเป็นเครื่องบูชาที่ได้ถวายแด่พระเจ้า และยังได้กลายเป็นการปรนนิบัติที่พวกเขามีต่อพระเจ้าอีกด้วย.
ฟป.
2:17 3 เหมือนกับการปรนนิบัติของพวกปุโรหิต. เทียบข้อ 25 คำอธิบาย 3.
ฟป.
2:17 4 ความเชื่อในที่นี้เป็นสิ่งที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง และสิ่งที่ครอบคลุมถึงก็อุดมสมบูรณ์มากกว่ากริยาในการเชื่อ. ความเชื่อในที่นี้เป็นการก่อรูปและการสำแดงแห่งการสรุปรวมของทุกสิ่งที่ผู้เชื่อได้ต้อนรับ, ได้ประสบการณ์, และได้รับสุขจากพระคริสต์ ซึ่งรวมถึงพระคริสต์ผู้เป็นเครื่องบูชาพื้นฐานด้วย. ความเชื่อเช่นนี้ได้ถูกผู้เชื่อถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า และเปาโลก็มีความชื่นชมยินดีต่อการได้เป็นเครื่องบูชาดื่มที่ถูกเทลงบนเครื่องบูชาเช่นนี้.
ฟป.
2:17 ง ฟป.1:18
ฟป.
2:17 5ง นี่หมายความว่าอัครทูตมีความชื่นชมยินดีที่เลือดของท่านจะต้องหลั่งออกเป็นเครื่องบูชาดื่มลงบนเครื่องบูชาแห่งความเชื่อของเหล่าผู้เชื่อ.
ฟป.
2:17 6 การร่วมชื่นชมยินดีกับคนใดก็คือการแบ่งปันความชื่นชมยินดีกับคนนั้น. อัครทูตได้แบ่งปันความชื่นชมยินดีของท่านกับชาวฟิลิปปอยในการที่ท่านจะพลีชีพเพื่อความเชื่อของพวกเขา. ดังนั้นวลีนี้จึงมีความหมายเป็นนัยว่า ท่านกำลังแสดงความยินดีกับพวกเขา.
ฟป.
2:18 1 อัครทูตยังหวังว่าชาวฟิลิปปอยจะแบ่งปันความชื่นชมยินดีของพวกเขากับท่าน โดยการแสดงความยินดีต่อท่าน ในขณะที่ท่านกำลังพลีชีพเพื่อความเชื่อของพวกเขา.
ฟป.
2:19 ก ฟป.1:1; 1กธ.4:17; 1ธซ.3:2
ฟป.
2:19 1 หรือ รับการปลอบโยน, รับการหนุนใจ, ถูกทำให้สดชื่น.
ฟป.
2:20 ก ฟป.1:27; 2:2
ฟป.
2:20 1ก หนังสือเล่มนี้ได้เน้นถึงจิตของผู้เชื่อเป็นอย่างมาก. เราจำต้องมีจิตเดียวกันในการบากบั่นด้วยกันกับหลักความเชื่อของกิตติคุณ (1:27) เราจำต้องเข้าสนิทในจิต คิดในสิ่งเดียวนั้น (2:2) และเราต้องมีจิตเดียวกันในการเอาใจใส่อย่างแท้จริงต่อเรื่องราวของพระคริสต์เยซู (2:20-21). ในการงานแห่งกิตติคุณ ในการสามัคคีธรรมท่ามกลางพวกผู้เชื่อ และในการแสวงหาเพื่อผลประโยชน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จิตของเรามักจะเป็นปัญหาอยู่เสมอ. ดังนั้นจิตของเราจึงต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะความคิดซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในจิต (รม.12:2) เพื่อเราจะได้มีจิตเดียว เข้าสนิทในจิต และมีจิตเดียวกันในการดำเนินชีวิตแห่งพระกาย.
ฟป.
2:21 ก 1กธ.10:24
ฟป.
2:21 1 หากดูตามเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้แล้วเรื่องราวของพระคริสต์เยซูก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับคริสตจักรพร้อมด้วยวิสุทธิชนทั้งหมด.
ฟป.
2:22 1 คือ คุณค่าที่ผ่านการรับรอง, หลักฐานที่ใช้พิสูจน์ว่าได้ผ่านการทดสอบแล้ว.
ฟป.
2:22 ก 1กธ.16:10
ฟป.
2:22 2ก แปลตามตรงคือ เป็นทาสปรนนิบัติ.
ฟป.
2:22 ข ฟป.1:5
ฟป.
2:22 ค 1กธ.4:17; 2ตธ.1:2
ฟป.
2:24 ก ฟป.1:25
ฟป.
2:25 ก ฟป.4:18
ฟป.
2:25 1 ก่อนอื่นเป็นพี่น้อง จากนั้นเป็นผู้ร่วมทำการ แล้วยังร่วมเป็นทหารด้วยกัน.
ฟป.
2:25 ข ฟป.4:3; รม.16:3, 9, 21; ฟม.1, 24
ฟป.
2:25 ค ฟม.2
ฟป.
2:25 ง 2กธ.8:23; ยฮ.13:16
ฟป.
2:25 2ง คือผู้ที่ถูกใช้ออกไป โดยได้รับมอบหมายภารกิจ.
ฟป.
2:25 3 ในภาษากรีกมีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า "การปรนนิบัติ" ในข้อ 17 โดยชี้ถึงผู้ปฏิบัติซึ่งมีการปฏิบัติที่เหมือนกับปุโรหิต. บรรดาผู้เชื่อที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ล้วนเป็นปุโรหิตของพระเจ้าทุกคน (1ปต.2:9; วว.1:6). ไม่ว่าจะด้านใดของการปฏิบัติที่เรามีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นล้วนเป็นการปรนนิบัติของปุโรหิตทั้งสิ้น (ข้อ 17, 30).
ฟป.
2:25 จ ฟป.4:16
ฟป.
2:26 ก ฟป.1:8
ฟป.
2:27 ก 1ตธ.5:23; 2ตธ.4:20
ฟป.
2:28 ก ฟป.1:18
ฟป.
2:29 ก รม.16:2
ฟป.
2:29 ข ฟป.1:4
ฟป.
2:29 ค เทียบ 1กธ.16:18
ฟป.
2:30 ก กจ.20:24
ฟป.
2:30 1ก เสี่ยงชีวิตโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นหรือตายเหมือนการวางเดิมพันของพวกนักพนัน.
ฟป.
2:30 2 แปลตามตรงคือ จิต. เอปาฟะโรดีโตยินดีที่จะเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อคริสตจักรและเพื่อวิสุทธิชน.
ฟป.
2:30 ข 1กธ.16:17
ฟป.
2:30 3 ดูข้อ 17 คำอธิบาย 3; เทียบข้อ 25 คำอธิบาย 3 และ 3:3 คำอธิบาย 2.