ฟิลิปปอย บทที่ 1
หัวข้อหลัก: ประสบการณ์พระคริสต์ - ยึดพระคริสต์เป็นการดำเนินชีวิต, แบบอย่าง, เป้าหมาย, ฤทธิ์เดช, และเคล็ดลับของเรา
ผู้เขียน: เปาโลกับติโมเธียว ผู้ทาสของพระคริสต์เยซู (1:1).
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.64 โดยอาจจะเขียนขึ้นหลังจากที่ได้เขียนหนังสือ เอเฟโซ (เทียบ 1:25; 2:24).
สถานที่เขียน: เรือนจำที่อยู่ในกรุงโรม (1:13; กจ.28:30).
ผู้รับ: วิสุทธิชนในเมืองฟิลิปปอย รวมทั้งผู้ดูแลและผู้ปรนนิบัติ (1:1).
I. คำนำ
1:1-2
1:1-2
ฟป.
1:1 เปาโลและติโมเธียวกผู้ทาสของพระคริสต์เยซู [เขียนจดหมาย]มายังขบรรดาวิสุทธิชนในพระคริสต์เยซูซึ่งอยู่ใน1คเมืองฟิลิปปอย 2รวมทั้งบรรดา3งผู้ดูแลและ4จผู้ปรนนิบัติทั้งหลาย:
ฟป.
1:2 ขอให้1กพระคุณและ2สันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเราและจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้า จงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด.
II. ดำเนินชีวิตพระคริสต์เพื่อสำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้น
1:3-30
1:3-30
1. การสามัคคีธรรมเพื่อการเผยแพร่กิตติคุณ
ข้อ 3-18
ข้อ 3-18
ฟป.
1:3 ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านทั้งหลายก็ได้กขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้า
ฟป.
1:4 ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าได้กวิงวอนเพื่อท่าน ข้าพเจ้าก็ได้กวิงวอนด้วยขความยินดีเสมอ
ฟป.
1:5 เพราะเหตุที่ท่านได้1กสามัคคีธรรมเพื่อ[การเผยแพร่]2ขกิตติคุณตั้งแต่วันแรกมาจนถึงบัดนี้
ฟป.
1:6 ข้าพเจ้าแน่ใจว่า พระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในท่านแล้ว จะทรงกระทำ[การนี้]ให้สำเร็จด้วย จนถึงกวันของพระคริสต์เยซู.
ฟป.
1:7 การที่ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้เนื่องด้วยพวกท่านทุกคนก็เป็นการสมควรอยู่แล้วเพราะว่าท่านมีข้าพเจ้าอยู่ในใจของท่านเสมอ ไม่ว่าข้าพเจ้าจะอยู่ในกการจองจำ หรือใน1ขการกล่าวป้องกันและยืนยันในกิตติคุณก็ตาม พวกท่านทุกคนล้วนได้2ร่วมรับส่วนในพระคุณ3ด้วยกันกับข้าพเจ้า.
ฟป.
1:8 เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นกพยานให้ข้าพเจ้าได้ว่า ข้าพเจ้าขคิดถึงท่านเพียงไร ใน1คพระทัยของพระคริสต์เยซู.
ฟป.
1:9 และข้าพเจ้าอธิษฐานขอดังนี้ว่า ให้กความรักของท่านเปี่ยมล้นมากยิ่งๆ ขึ้น ใน1ขความรู้อันเต็มเปี่ยมและใน2การแยกแยะทุกอย่าง
ฟป.
1:10 เพื่อท่านจะได้กตรวจสอบจนยอมรับถึงสิ่งที่แตกต่างและประเสริฐยิ่งกว่า เพื่อท่านจะ[เป็นผู้]1บริสุทธิ์หมดจด 2ปราศจากการล่วงละเมิดจนถึงขวันของพระคริสต์
ฟป.
1:11 คือเต็มด้วย1กผลแห่งความชอบธรรม ซึ่งเป็นมาขโดยพระเยซูคริสต์ ให้เป็นที่ถวายคสง่าราศีและคำสรรเสริญแด่พระเจ้า.
ฟป.
1:12 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า เรื่องราวทั้งปวงที่ข้าพเจ้าได้ประสบนั้นได้กลับเป็นเหตุให้กกิตติคุณ1รุดหน้าต่อไป
ฟป.
1:13 จนเป็นที่ประจักษ์ทั่วกันใน1กองราชองครักษ์และคนอื่นๆ ว่า การที่ข้าพเจ้าถูกกจำจองนั้นก็2เพื่อพระคริสต์.
ฟป.
1:14 และพี่น้องส่วนมากที่ได้ไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า เนื่องด้วยการจำจองของข้าพเจ้า ก็ยิ่งมีใจกล้าเป็นอย่างมากที่จะกล่าวพระคำของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว.
ฟป.
1:15 แม้1บางคนประกาศพระคริสต์ด้วยกใจอิจฉาและด้วย2การแก่งแย่งชิงดีกัน แต่3บางคนประกาศด้วยเจตนาดี
ฟป.
1:16 คนพวกหนึ่งประกาศด้วยความรัก โดยรู้แล้วว่าข้าพเจ้าถูกตั้งไว้ให้กกล่าวป้องกันกิตติคุณนั้น.
ฟป.
1:17 แต่อีกพวกหนึ่งประกาศพระคริสต์1ด้วย2การชิงดีชิงเด่น ไม่บริสุทธิ์ใจ โดยคิดจะเพิ่ม3ความทุกข์ลำบากแก่ข้าพเจ้าในกการถูกจำจองนั้น.
ฟป.
1:18 แล้วจะเป็นอะไร? แม้จะเป็นด้วยการแกล้งทำก็ดี หรือด้วยใจจริงก็ดี ขอเพียงให้ได้ประกาศพระคริสต์ในทางหนึ่งทางใดก็แล้วกัน ในการนี้ข้าพเจ้าก็1กมีความชื่นชมยินดี และยังจะมีความชื่นชมยินดีต่อไปด้วย
2. สำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้น โดยการดำเนินชีวิตพระคริสต์
ข้อ 19-26
ข้อ 19-26
ฟป.
1:19 เพราะข้าพเจ้ารู้แล้วว่า โดยอาศัย1กการวิงวอนของท่านทั้งหลายและ2ขการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์แห่ง3คพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ สิ่งนี้ก็จะกลายเป็น4งความรอดของข้าพเจ้า
ฟป.
1:20 ตามความมุ่งหมายอย่างยิ่งและความหวังของข้าพเจ้าว่า จะไม่มีสิ่งใดทำให้ข้าพเจ้าต้องกอับอายเลย แต่จะมีใจกล้าในทุกสิ่ง บัดนี้1แม้จะเป็นก็ดี หรือจะขตายก็ดีพระคริสต์ก็ยังคง2สำแดงใหญ่ขึ้นคในร่างกายของข้าพเจ้า เหมือนดังที่เคยสำแดงอยู่เสมอมา.
ฟป.
1:21 เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การที่1กมีชีวิตเป็นอยู่ก็คือพระคริสต์ และการที่ตายก็2ได้รับประโยชน์.
ฟป.
1:22 หากการที่ข้าพเจ้ามีชีวิตเป็นอยู่ในกายเนื้อหนัง ทำให้การงานของข้าพเจ้าเกิดกผล ถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าจะเลือกเอาฝ่ายไหนดี.
ฟป.
1:23 แต่ข้าพเจ้าถูกจำกัดอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้คือมีความปรารถนาที่จะกจาก[โลกนี้]ไป1อยู่ร่วมกับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก
ฟป.
1:24 แต่การที่ข้าพเจ้าจะยังคงเป็นอยู่ในกายเนื้อหนังต่อไปก็มีความจำเป็นมากกว่า1ด้วยเห็นแก่ท่านทั้งหลาย.
ฟป.
1:25 ครั้นข้าพเจ้าเชื่อมั่นอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าทราบว่าข้าพเจ้าจะยังคงอยู่กับท่านต่อไปเพื่อให้ท่านเกิด1ความก้าวหน้าและกความยินดีใน2ขหลักความเชื่อ
ฟป.
1:26 เพื่อการ1โอ้อวดของท่านที่มีอยู่บนตัวข้าพเจ้าจะท่วมท้นในพระคริสต์เยซู เพราะข้าพเจ้าจะมาหาท่านอีก.
3. มีจิตเดียวกันในการบากบั่นด้วยกันกับกิตติคุณ
ข้อ 27-30
ข้อ 27-30
ฟป.
1:27 ขอเพียงท่านประพฤติปฏิบัติตนให้กสมกับขกิตติคุณของพระคริสต์ เพื่อไม่ว่าข้าพเจ้าจะมาพบท่านก็ดี หรือไม่อยู่กับท่านก็ดี ข้าพเจ้าจะได้ยินถึงเรื่องราวของท่านว่า ท่านได้คยืนหยัดมั่นคงในวิญญาณเดียว 1งมีจิตเดียวใน2จการบากบั่นด้วยกันกับ3หลักความเชื่อของกิตติคุณ
ฟป.
1:28 และไม่ต้องตกใจกลัวต่อผู้ต่อต้านในเรื่องใดๆ ซึ่งกรณีนี้จะเป็นกข้อพิสูจน์ว่าฝ่ายเขา1ขพินาศ แต่ฝ่ายท่านได้รับ2ความรอด และข้อพิสูจน์นี้ก็เป็นมาจากพระเจ้า
ฟป.
1:29 ด้วยว่าเป็นเพราะพระคริสต์ ท่านจึงได้รับพระคุณ คือไม่เพียงได้เชื่อ1เข้าสู่พระองค์เท่านั้น แต่ยังได้2กทนทุกข์เพื่อพระองค์อีกด้วย
ฟป.
1:30 คือได้กสู้รบอย่างเดียวกันกับที่แต่ก่อนท่านเคยเห็นใน1ตัวข้าพเจ้า และบัดนี้ได้ยิน[ว่ามีอยู่]ในตัวข้าพเจ้า.
คำอธิบาย ฟิลิปปอย บทที่ 1
ฟป.
1:1 ก รม.1:1
ฟป.
1:1 ข 1กธ.1:2
ฟป.
1:1 ค กจ.16:12
ฟป.
1:1 1ค เมืองฟิลิปปอยเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในมณฑลมากะโดเนียของจักรวรรดิโรมันในสมัยโบราณ (กจ.16:12). ในการเดินทางไปสู่ยุโรปเพื่อทำการปฏิบัติของเปาโลในครั้งแรก (กจ.16:10-12) คริสตจักรแห่งแรกของยุโรปก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในเมืองนี้.
ฟป.
1:1 2 ในที่นี้ไม่ได้กล่าวว่า "บรรดาวิสุทธิชน...และ บรรดาผู้ดูแลและผู้ปรนนิบัติทั้งหลาย." สิ่งนี้มีความหมายมาก โดยได้บ่งชี้ว่า ในคริสตจักรท้องถิ่นนั้น วิสุทธิชน, ผู้ดูแล, และผู้ปรนนิบัติไม่ได้เป็นบุคคลสามกลุ่ม. ในคริสตจักรนั้นมีบุคคลอยู่เพียงกลุ่มเดียวซึ่งประกอบขึ้นด้วยบรรดาวิสุทธิชนทั้งหมด (ซึ่งรวมไปถึงผู้ดูแลและผู้ปรนนิบัติด้วย) ผู้เป็นส่วนประกอบของคริสตจักรท้องถิ่น. สิ่งนี้ยังได้บ่งชี้อีกด้วยว่า ในท้องถิ่นหนึ่งจะมีคริสตจักรได้เพียงหนึ่งเดียวที่ประกอบด้วยบุคคลกลุ่มเดียวเท่านั้น ซึ่งรวมไปถึงวิสุทธิชนทั้งหมดที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น.
ฟป.
1:1 ง กจ.20:28; 1ตธ.3:1-2
ฟป.
1:1 3ง ผู้ดูแลคือบรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ในคริสตจักรท้องถิ่น (กจ.20:17, 28). ผู้อาวุโส ชี้ถึงตัวบุคคลส่วน ผู้ดูแล ชี้ถึงหน้าที่การใช้งาน. ผู้ดูแลก็คือผู้อาวุโสที่มีการใช้งาน. ในที่นี้ใช้คำว่า "ผู้ดูแล" แทนคำว่า "ผู้อาวุโส" ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้อาวุโสเหล่านี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ.
ฟป.
1:1 จ 1ตธ.3:8, 12
ฟป.
1:1 4จ คำศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง ผู้ปรนนิบัติรับใช้. ผู้ปรนนิบัติคือผู้ปรนนิบัติรับใช้ที่อยู่ในคริสตจักรท้องถิ่นโดยอยู่ภายใต้การชี้นำของผู้อาวุโส (1ตธ.3:8). ในข้อนี้ให้เราเห็นว่า คริสตจักรท้องถิ่นประกอบขึ้นด้วยวิสุทธิชนทั้งหลาย ซึ่งรวมทั้งผู้ดูแลที่เป็นผู้นำ อีกทั้งผู้ปรนนิบัติที่ทำการปรนนิบัติ จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า คริสตจักรในฟิลิปปอยเป็นคริสตจักรที่มีลำดับยิ่งนัก.
ฟป.
1:2 ก รม.1:7
ฟป.
1:2 1ก ดู อฟ.1:2 คำอธิบาย 1.
ฟป.
1:2 2 ดู อฟ.1:2 คำอธิบาย 2.
ฟป.
1:3 ก รม.1:8
ฟป.
1:4 ก ฟป.4:6
ฟป.
1:4 ก ฟป.4:6
ฟป.
1:4 ข ฟป.1:25; 2:2, 17, 18; 4:1; 1ธซ.1:6; 2:19, 20; 3:9; 2ตธ.1:4
ฟป.
1:5 ก ฟป.2:1; ฆต.2:9
ฟป.
1:5 1ก คำว่า "สามัคคีธรรม" ในที่นี้หมายถึง การมีส่วนร่วม, การไปมาหาสู่. ดู รม.15:26 คำอธิบาย 1. วิสุทธิชนชาวฟิลิปปอยมีการสามัคคีธรรมเพื่อกิตติคุณ คือมีส่วนร่วมในการเผยแพร่กิตติคุณ โดยการปฏิบัติของอัครทูตเปาโล. การมีส่วนร่วมในที่นี้ครอบคลุมถึงการถวายทรัพย์ให้แก่อัครทูต (4:10, 15-16) เพื่อกิตติคุณจะได้เผยแพร่ออกไป. การสามัคคีธรรมที่ได้ช่วยเขาให้พ้นจากความเป็นเอกเทศและความคิดที่ต่างกันเช่นนี้มีความหมายเป็นนัยว่าพวกเขาได้เป็นหนึ่งกับอัครทูตและเป็นหนึ่งซึ่งกันและกัน. สิ่งนี้ทำให้เขามีฐานที่จะมาประสบการณ์และรับสุขพระคริสต์ อันเป็นประเด็นหลักที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้. การดำเนินชีวิตแห่งการประสบการณ์และรับสุขพระคริสต์ก็คือการดำเนินชีวิตในการเผยแพร่กิตติคุณ หรือการดำเนินชีวิตแห่งการประกาศกิตติคุณซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของส่วนรวม. ดังนั้นจึงมีการสามัคคีธรรมเพื่อการเผยแพร่กิตติคุณ. ถ้าเรายิ่งมีการสามัคคีธรรมเพื่อการเผยแพร่กิตติคุณเราก็ยิ่งมีประสบการณ์และยิ่งได้รับสุขพระคริสต์. สิ่งนี้สามารถประหารตัวตน, ความทะเยอทะยาน, ความรักชอบ, และการเลือกสรรของเรา.
ฟป.
1:5 ข ฟป.1:7, 12, 16, 27; 2:22; 4:3, 15
ฟป.
1:5 2ข เมื่อกล่าวถึงกิตติคุณแล้ว ในหนังสือเล่มนี้เปาโลได้ใช้คำศัพท์อยู่หลายคำด้วยกันซึ่งล้วนแต่มีความหมายมาก: สามัคคีธรรมใน...กิตติคุณ, การกล่าวป้องกันและยืนยันในกิตติคุณ (ข้อ 7), กิตติคุณรุดหน้าต่อไป (ข้อ 12), และหลักความเชื่อแห่งกิตติคุณ (ข้อ 27). การประกาศพระคริสต์เป็นกิตติคุณของเปาโลนั้นครอบคลุมไปถึงการสามัคคีธรรม, การกล่าวป้องกัน, การยืนยัน, การรุดหน้า, และหลักความเชื่อ. นี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการประกาศพระคริสต์ของพวกผู้เชื่อชาวยูดายซึ่งเป็นมาจากการชิงดีชิงเด่น, การแบ่งพรรคแบ่งพวก, ความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัว, ใจอิจฉา, และการแก่งแย่งชิงดี อีกทั้งไม่ทำให้กิตติคุณรุดหน้าต่อไปอีกด้วย.
ฟป.
1:6 ก ฟป.1:10; 2:16; 1กธ.1:8; 2ตธ.1:12, 18; 4:8
ฟป.
1:7 ก ฟป.1:13, 14, 17; กจ.20:23; กซ.4:3, 18; 2ตธ.2:9; ฟม.10, 13
ฟป.
1:7 ข ฟป.1:16
ฟป.
1:7 1ข ในด้านลบนั้น การกล่าวป้องกันกิตติคุณมีเพื่อต้านทานมิจฉาลัทธิซึ่งดัดแปลงและบิดเบือนกิตติคุณ เหมือนกับศาสนายูดายที่ถูกจัดการไปในหนังสือฆะลาเตีย และพวกนอสติก (Gnostics) ที่ถูกจัดการไปในหนังสือโกโลซาย. ส่วนในด้านบวกนั้น การยืนยันกิตติคุณมีเพื่อประกาศการเปิดเผยแห่งข้อลับลึกของพระเจ้าที่เกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักร ดังที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือจดหมายของอัครทูต. ในการประกาศกิตติคุณตามแผนการบริหารของพระเจ้าเช่นนี้เปาโลได้ละทิ้งไปซึ่งศาสนา, กฎบัญญัติ, วัฒนธรรม, กฎเกณฑ์, ประเพณี, ความเคยชิน, และลัทธิทุกชนิด ซึ่งก็คือทุกสิ่งที่เบี่ยงเบนไปจากแผนการบริหารของพระเจ้า. เพราะเปาโลได้ประกาศกิตติคุณเช่นนี้ ผู้อื่นจึงถือว่าท่านเป็นตัวก่อปัญหาเป็นเหมือนโรคร้าย (กจ.24:5).
ฟป.
1:7 2 ผู้ร่วมรับส่วนในพระคุณก็คือบรรดาผู้มีส่วนและรับสุขในพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนเป็นพระคุณ. ขณะที่อัครทูตกล่าวป้องกันและยืนยันกิตติคุณนั้นท่านก็ได้มีส่วนและรับสุขเช่นนี้ และวิสุทธิชนชาวฟิลิปปอยก็ร่วมมีส่วนในพระคุณนี้กับท่าน.
ฟป.
1:7 3 หรือ ของข้าพเจ้า. พระคุณของเปาโลนั้นก็คือพระคุณที่ท่านได้รับสุขและเป็นสิ่งที่เหนือล้ำกว่าการทนทุกข์ในการกล่าวป้องกันและยืนยันเพื่อกิตติคุณของท่าน. พระคุณนี้มิได้เป็นเพียงพระเจ้าในด้านทัศนะภายนอกเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนมาเป็นส่วนของท่านในด้านทัศนะภายในและในด้านประสบการณ์.
ฟป.
1:8 ก รม.1:9
ฟป.
1:8 ข ฟป.2:26; 4:1; 2ตธ.1:4
ฟป.
1:8 ค ฟป.2:1; ลก.1:78
ฟป.
1:8 1ค พระทัยเป็นเครื่องหมายเล็งถึงความรู้สึกที่อยู่ภายใน โดยชี้ถึงความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจที่ละเอียดอ่อน. ในการคิดถึงวิสุทธิชนทั้งหลายนั้น อัครทูตได้ร่วมเป็นหนึ่งกับพระคริสต์ถึงระดับที่อยู่ในพระทัย ในทุกส่วนที่ละเอียดอ่อนซึ่งอยู่ภายในพระคริสต์เลยทีเดียว. นี่เป็นการบ่งชี้ว่าสำหรับเปาโลแล้ว การรับสุขพระคริสต์ก็คือการที่ท่านได้เป็นหนึ่งกับส่วนที่อยู่ภายในของพระคริสต์ ซึ่ง ณ ที่นั้นท่านได้รับสุขพระคริสต์เป็นการหล่อเลี้ยงแห่งพระคุณ.
ฟป.
1:9 ก 1ธซ.3:12; 2ธซ.1:3
ฟป.
1:9 ข กซ.1:9; 3:10
ฟป.
1:9 1ข ผู้เชื่อชาวฟิลิปปอยมีความรักมาก. แต่ว่าความรักของพวกเขายังต้องเพิ่มพูนขึ้น และยังต้องเปี่ยมล้นมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ต้องไม่เป็นไปอย่างโง่เขลา แต่ต้องอยู่ในความรู้อันเต็มเปี่ยม และไม่เป็นไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ต้องอยู่ในการวินิจฉัยทุกอย่าง เพื่อเขาจะสามารถตรวจสอบจนยอมรับถึงสิ่งที่แตกต่างและประเสริฐยิ่งกว่า. สิ่งนี้ควรจะรวมไปถึงการแยกแยะต่อการประกาศกิตติคุณที่แตกต่างกันในข้อ 15-18 และคนที่แตกต่างกันใน 3:2-3.
ฟป.
1:9 2 คือการสัมผัสรับรู้ที่ว่องไว, มีปฏิภาณในทางศีลธรรม. เพราะเหตุการประกาศของผู้เชื่อที่ร้อนรนในศาสนายูดาย ทำให้ผู้เชื่อบางคนในเมืองฟิลิปปอยได้เบี่ยงเบนออกจากแผนการบริหารของพระเจ้า เปาโลจึงมีความปรารถนาว่าชาวฟิลิปปอยจะไม่ไปรักพวกผู้เชื่อที่ร้อนรนในศาสนายูดายอย่างโง่ๆ แต่จะรักคนเหล่านี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ ด้วยความรักที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้อันเต็มเปี่ยมและด้วยการสัมผัสรับรู้ที่ว่องไว.
ฟป.
1:10 ก รม.2:18
ฟป.
1:10 1 ตามภาษากรีกหมายถึง ผ่านการตรวจสอบโดยแสงอาทิตย์ ซึ่งก็คือผ่านการทดสอบแล้วว่าเป็นของแท้ ดังนั้นจึง บริสุทธิ์หมดจด, สัตย์จริง.
ฟป.
1:10 2 หรือ ไม่ผิดต่อผู้อื่น, ไม่ทำให้ผู้อื่นสะดุด.
ฟป.
1:10 ข ฟป.1:6
ฟป.
1:11 ก กซ.1:6, 10; ยก.3:18
ฟป.
1:11 1ก ผลแห่งความชอบธรรมคือ ผลิตผลที่มีชีวิตของการที่ผู้เชื่อได้ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องโดยองค์ประกอบแห่งความชอบธรรม และได้ยืนบนฐานะที่ชอบธรรมอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์. ไม่มีผู้เชื่อคนใดอาจดำเนินชีวิตชนิดนี้โดยมนุษย์ธรรมชาติของตนเพื่อจะไปโอ้อวดได้มีเพียงผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยพระเยซูคริสต์ผู้เป็นชีวิตที่ได้กลายเป็นประสบการณ์ของผู้เชื่อเท่านั้น จึงจะมีการดำเนินชีวิตเช่นนี้ เพื่อพระเจ้าจะได้รับสง่าราศีและคำสรรเสริญ.
ฟป.
1:11 ข ยฮ.15:5
ฟป.
1:11 ค ยฮ.15:8; อฟ.1:6, 12, 14
ฟป.
1:12 ก ฟป.1:5
ฟป.
1:12 1 เหมือนการรุดหน้าซึ่งทหารช่างที่มาบุกเบิกทางไปข้างหน้าได้ทำไว้ เพื่อให้กองทัพสามารถมุ่งหน้าไปได้. การทนทุกข์ของเปาโลได้ทำให้กิตติคุณเกิดการรุดหน้าเช่นนี้.
ฟป.
1:13 1 กองทหารรักษาพระองค์ของซีซาร์.
ฟป.
1:13 ก ฟป.1:7
ฟป.
1:13 2 แปลตามตรงคือ ในพระคริสต์.
ฟป.
1:15 1 ชี้ถึงพวกคริสเตียนที่ต่อต้านเปาโลและการปฏิบัติของท่าน (2กธ.10:7; 11:22-23). แม้ในยุคของอัครทูต ก็มีบางคนประกาศกิตติคุณเพราะอิจฉาเปาโลเพื่อจะแก่งแย่งชิงดีกับเปาโล.
ฟป.
1:15 ก ยก.3:14, 16
ฟป.
1:15 2 คือ แบ่งก๊กแบ่งเหล่า, ถือพรรคถือพวก.
ฟป.
1:15 3 ชี้ถึงพวกที่มีการสามัคคีธรรมกับเปาโล และยังมีส่วนร่วมกับเขาในการประกาศกิตติคุณ.
ฟป.
1:16 ก ฟป.1:7
ฟป.
1:17 1 แปลตามตรงคือ ออกจาก.
ฟป.
1:17 2 คือ การแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง, ความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัว, การแบ่งพรรคแบ่งพวก.
ฟป.
1:17 3 แปลตามตรงคือ ความกดดัน. บรรดาผู้ที่ประกาศพระคริสต์ด้วยการชิงดีชิงเด่นนั้นได้พยายามที่จะทำให้เปาโลถูกกดดันในการถูกจำจองของท่านมากขึ้น โดยการใส่ร้ายตัวท่านกับการปฏิบัติของท่าน ในขณะที่ทางภายนอกนั้นดูราวกับว่าท่านถูกละทิ้งจนไม่อาจประกาศกิตติคุณได้. การที่เปาโลต้องทนทุกข์ในการถูกจำจองนั้นไม่ได้เป็นเพราะการประกาศกิตติคุณของท่าน แต่เป็นเพราะการกล่าวป้องกันกิตติคุณของท่าน. ผู้ที่ร้อนรนในศาสนายูดายได้นำเอากฎบัญญัติและพิธีสุหนัตเข้ามาปะปนกับกิตติคุณ เปาโลจึงต้องกล่าวป้องกันไว้จนเป็นเหตุให้เกิดการจราจล ซึ่งทำให้ท่านต้องถูกจำจองไว้ (กจ.21:27-36).
ฟป.
1:17 ก ฟป.1:7
ฟป.
1:18 ก ฟป.2:17, 18, 28; 3:1; 4:4; กซ.1:24
ฟป.
1:18 1ก ใจของอัครทูตได้ถูกเปิดออกให้กว้างโดยพระคุณ จนท่านสามารถชื่นชมยินดีได้แม้ในการประกาศพระคริสต์ด้วยการเสแสร้งของผู้ที่ต่อต้านท่าน. ช่างเป็นวิญญาณที่เที่ยงตรงยิ่งนัก! นี่ก็คือผลลัพธ์ที่ได้กระทำออกมาจากชีวิต, พระนิสัย, และความคิดของพระคริสต์ที่ทรงมีชีวิตเป็นอยู่ในเปาโล. ประสบการณ์ที่ท่านมีต่อพระคริสต์นั้นเป็นการรับสุขอย่างหนึ่ง. ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นอย่างไร ชีวิตนี้ก็ยังชื่นชมยินดี.
ฟป.
1:19 ก ฟป.1:4
ฟป.
1:19 1ก นี่คือการหล่อเลี้ยงแห่งพระกายของพระคริสต์ ซึ่งก็คือคริสตจักร. การถูกจำจองนั้นไม่ได้แยกเปาโลออกจากพระกายของพระคริสต์หรือตัดเขาออกจากการหล่อเลี้ยงแห่งพระกายเลย.
ฟป.
1:19 ข ฆต.3:5
ฟป.
1:19 2ข ศัพท์ในภาษากรีกชี้ถึง การหล่อเลี้ยงความต้องการทุกอย่างในคณะนักร้องประสานเสียงโดยหัวหน้าคณะที่คอยดูแล. การหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์ของพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่งนั้น ทำให้เปาโลสามารถดำเนินชีวิตพระคริสต์และสำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้นได้ ในขณะที่ท่านต้องทนทุกข์เพื่อพระองค์.
ฟป.
1:19 ค กจ.16:7; รม.8:9; 1ปต.1:11
ฟป.
1:19 3ค การเปิดเผยในพระคัมภีร์ที่ว่าด้วย พระเจ้า, พระคริสต์, และพระวิญญาณนั้น มีการก้าวหน้าไปเรื่อยๆ. เดิมทีพระวิญญาณนั้นถูกเรียกว่า พระวิญญาณของพระเจ้า เมื่อกล่าวถึงการเนรมิตสร้าง (ยนซ.1:2). จากนั้นพระองค์ถูกเรียกว่า พระวิญญาณของพระยะโฮวา เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ (วนฉ.3:10; 1ซมอ.10:6), ต่อมาถูกเรียกว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อกล่าวถึงการปฏิสนธิและการประสูติของพระคริสต์ (ลก.1:35; มธ.1:20), ถัดมาถูกเรียกว่า พระวิญญาณของพระเยซู เมื่อกล่าวถึงการดำเนินชีวิตมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.16:7), ต่อจากนั้นยังถูกเรียกว่า พระวิญญาณของพระคริสต์ เมื่อกล่าวถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์ (รม.8:9), และในที่นี้ถูกเรียกว่า พระวิญญาณของพระเยซูคริสต์.
พระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ก็คือ "พระวิญญาณนั้น" ที่ได้กล่าวไว้ใน ยฮ.7:39 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงพระวิญญาณของพระเจ้าก่อนการกลายเป็นเนื้อหนังขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าภายหลังการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีทั้งสภาพพระเจ้า และยังได้ผสมผสานรวมกันกับการกลายเป็นเนื้อหนังขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ซึ่งก็คือสภาพมนุษย์), การดำเนินชีวิตมนุษย์ภายใต้กางเขน, การตรึงตาย, และการเป็นขึ้น. น้ำมันชโลมอันบริสุทธิ์ที่ได้กล่าวไว้ใน อซด.30:23-25 ซึ่งเกิดจากการผสมผสานรวมกันระหว่างน้ำมันมะกอกเทศและเครื่องหอมสี่ชนิดนั้น เป็นแบบเล็งที่ครบถ้วนแห่งพระวิญญาณของพระเจ้าที่ได้ผสมผสานรวมกัน ผู้ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์. ในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงพระวิญญาณของพระเยซู (กจ.16:7) หรือพระวิญญาณของพระคริสต์ (รม.8:9) แต่เป็นพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์. พระวิญญาณของพระเยซูนั้นเกี่ยวข้องกับสภาพมนุษย์และการดำเนินชีวิตมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นหลัก. ส่วนพระวิญญาณของพระคริสต์นั้นเกี่ยวข้องกับการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นหลัก. ถ้าเราต้องการประสบการณ์ถึงสภาพมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกับใน 2:5-8 เราจำต้องมีพระวิญญาณของพระเยซู. แต่ถ้าเราต้องการประสบการณ์ถึงฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนใน 3:10 เราก็จำต้องมีพระวิญญาณของพระคริสต์. ขณะที่อัครทูตทนทุกข์อยู่นั้น ท่านได้ประสบการณ์กับการทนทุกข์ในสภาพมนุษย์ของพระองค์และการเป็นขึ้นของพระองค์. ฉะนั้นสำหรับอัครทูตพระวิญญาณนั้นก็คือพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ผสมผสานรวมกันและครอบคลุมสรรพสิ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพ. พระวิญญาณเช่นนี้ทรงมีการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์ ยิ่งกว่านั้นยังทรงเป็นการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์ให้กับบุคคลดังเช่นอัครทูตซึ่งเป็นผู้ที่ได้ประสบการณ์และรับสุขพระคริสต์ในการดำเนินชีวิตมนุษย์และการเป็นขึ้นของพระองค์. ในที่สุดพระวิญญาณแห่งพระเยซูคริสต์ที่ผสมผสานรวมกันนี้ก็ได้กลายเป็นพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า ซึ่งก็คือดวงประทีปทั้งเจ็ดที่อยู่หน้าพระที่นั่งของพระเจ้า เพื่อจะดำเนินการปกครองของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเพื่อทำให้แผนการบริหารของพระองค์ที่เกี่ยวกับคริสตจักรจะได้สำเร็จเป็นจริง และยังเป็นดวงพระเนตรทั้งเจ็ดของพระเมษโปดก เพื่อจะถ่ายเททุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นเข้าสู่คริสตจักร (วว.1:4; 4:5; 5:6).
พระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ก็คือ "พระวิญญาณนั้น" ที่ได้กล่าวไว้ใน ยฮ.7:39 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงพระวิญญาณของพระเจ้าก่อนการกลายเป็นเนื้อหนังขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าภายหลังการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีทั้งสภาพพระเจ้า และยังได้ผสมผสานรวมกันกับการกลายเป็นเนื้อหนังขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ซึ่งก็คือสภาพมนุษย์), การดำเนินชีวิตมนุษย์ภายใต้กางเขน, การตรึงตาย, และการเป็นขึ้น. น้ำมันชโลมอันบริสุทธิ์ที่ได้กล่าวไว้ใน อซด.30:23-25 ซึ่งเกิดจากการผสมผสานรวมกันระหว่างน้ำมันมะกอกเทศและเครื่องหอมสี่ชนิดนั้น เป็นแบบเล็งที่ครบถ้วนแห่งพระวิญญาณของพระเจ้าที่ได้ผสมผสานรวมกัน ผู้ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์. ในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงพระวิญญาณของพระเยซู (กจ.16:7) หรือพระวิญญาณของพระคริสต์ (รม.8:9) แต่เป็นพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์. พระวิญญาณของพระเยซูนั้นเกี่ยวข้องกับสภาพมนุษย์และการดำเนินชีวิตมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นหลัก. ส่วนพระวิญญาณของพระคริสต์นั้นเกี่ยวข้องกับการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นหลัก. ถ้าเราต้องการประสบการณ์ถึงสภาพมนุษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกับใน 2:5-8 เราจำต้องมีพระวิญญาณของพระเยซู. แต่ถ้าเราต้องการประสบการณ์ถึงฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนใน 3:10 เราก็จำต้องมีพระวิญญาณของพระคริสต์. ขณะที่อัครทูตทนทุกข์อยู่นั้น ท่านได้ประสบการณ์กับการทนทุกข์ในสภาพมนุษย์ของพระองค์และการเป็นขึ้นของพระองค์. ฉะนั้นสำหรับอัครทูตพระวิญญาณนั้นก็คือพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ผสมผสานรวมกันและครอบคลุมสรรพสิ่งของพระเจ้าตรีเอกภาพ. พระวิญญาณเช่นนี้ทรงมีการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์ ยิ่งกว่านั้นยังทรงเป็นการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์ให้กับบุคคลดังเช่นอัครทูตซึ่งเป็นผู้ที่ได้ประสบการณ์และรับสุขพระคริสต์ในการดำเนินชีวิตมนุษย์และการเป็นขึ้นของพระองค์. ในที่สุดพระวิญญาณแห่งพระเยซูคริสต์ที่ผสมผสานรวมกันนี้ก็ได้กลายเป็นพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า ซึ่งก็คือดวงประทีปทั้งเจ็ดที่อยู่หน้าพระที่นั่งของพระเจ้า เพื่อจะดำเนินการปกครองของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเพื่อทำให้แผนการบริหารของพระองค์ที่เกี่ยวกับคริสตจักรจะได้สำเร็จเป็นจริง และยังเป็นดวงพระเนตรทั้งเจ็ดของพระเมษโปดก เพื่อจะถ่ายเททุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นเข้าสู่คริสตจักร (วว.1:4; 4:5; 5:6).
ฟป.
1:19 ง ฟป.1:28; 2:12
ฟป.
1:19 4ง ศัพท์ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำที่อยู่ใน 2:12. ความรอดในที่นี้ก็คือการกระทำให้ความรอดถึงที่สำเร็จใน 2:12 โดยหมายถึงการได้รับการค้ำจุนและเพิ่มกำลังจนสามารถดำเนินชีวิตพระคริสต์และสำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้น (ดู 2:12 คำอธิบาย 4). สิ่งนี้จำต้องมีการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์แห่งพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์.
ฟป.
1:20 ก รม.5:5
ฟป.
1:20 1 แปลตามตรงคือ ไม่ว่าจะโดยการมีชีวิตเป็นอยู่ก็ดี หรือจะโดยการตายก็ดี.
ฟป.
1:20 ข รม.14:8
ฟป.
1:20 2 ในขณะที่ร่างกายของอัครทูตทนทุกข์ พระคริสต์ก็ได้รับการสำแดงใหญ่ขึ้น คือได้เป็นที่ปรากฏหรือรับการประกาศว่ายิ่งใหญ่ (ไม่มีขอบเขตจำกัด), ได้รับการยกชู, และได้รับการสรรเสริญ. การทนทุกข์ของอัครทูต เป็นโอกาสให้ท่านสำแดงความยิ่งใหญ่ที่ไร้ขอบเขตของพระคริสต์. ท่านไม่ต้องการกฎบัญญัติหรือพิธีสุหนัต แต่ต้องการให้พระคริสต์ถูกสำแดงใหญ่ขึ้นในตัวท่าน. หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประสบการณ์พระคริสต์. การสำแดงพระคริสต์ใหญ่ขึ้นไม่ว่าจะอยู่ในสภาพการณ์เช่นใดนั้นก็คือการมีประสบการณ์ต่อพระคริสต์ด้วยการรับสุขที่สูงสุด.
ฟป.
1:20 ค 1กธ.6:20
ฟป.
1:21 ก ฆต.2:20
ฟป.
1:21 1ก การดำเนินชีวิตของเปาโลก็คือการดำเนินชีวิตพระคริสต์. สำหรับท่านแล้ว การที่มีชีวิตเป็นอยู่ก็คือพระคริสต์ แต่มิใช่กฎบัญญัติหรือพิธีสุหนัต. ท่านไม่ต้องการดำเนินชีวิตออกซึ่งกฎบัญญัติ แต่ต้องการดำเนินชีวิตพระคริสต์ ไม่ต้องการถูกพบเห็นว่าอยู่ในกฎบัญญัติแต่ต้องการถูกพบเห็นว่าอยู่ในพระคริสต์ (3:9). พระคริสต์ไม่ได้เป็นเพียงชีวิตของท่านเท่านั้นแต่ยังเป็นการดำเนินชีวิตของท่านด้วย. ท่านดำเนินชีวิตพระคริสต์ เพราะพระคริสต์ทรงมีชีวิตเป็นอยู่ในท่าน (ฆต.2:20). ท่านเป็นหนึ่งกับพระคริสต์ทั้งในด้านของชีวิตและในด้านของการดำเนินชีวิต. ท่านกับพระคริสต์มีชีวิตเดียวกันและมีการดำเนินชีวิตเดียวกันด้วย. ทั้งสองร่วมดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นตัวตนเดียวกัน. พระคริสต์ทรงมีชีวิตอยู่ภายในท่านเพื่อเป็นชีวิตของท่าน ส่วนท่านก็ได้ดำเนินชีวิตพระคริสต์ทางภายนอกโดยเป็นการดำเนินชีวิตของพระคริสต์. การมีประสบการณ์ต่อพระคริสต์ที่ปกติก็คือการดำเนินชีวิตพระคริสต์ และการดำเนินชีวิตพระคริสต์ก็คือ การสำแดงพระองค์ใหญ่ขึ้นอยู่เสมอไม่ว่าจะอยู่ในสภาพการณ์เช่นใด.
ฟป.
1:21 2 วลีที่ว่า "ได้รับประโยชน์" ในที่นี้ชี้ถึงการอยู่ร่วมกับพระคริสต์ในระดับที่สูงขึ้น. แต่ในการสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้านั้น การอยู่ร่วมกับพระคริสต์ย่อมไม่อาจเทียบได้กับการดำเนินชีวิตพระคริสต์เพื่อพระกายของพระองค์. ดังนั้นเปาโลจึงเลือกที่จะดำเนินชีวิตพระคริสต์.
ฟป.
1:22 ก รม.1:13
ฟป.
1:23 ก 2กธ.5:8; 2ตธ.4:6
ฟป.
1:23 1 การอยู่ร่วมกับพระคริสต์ไม่ได้เป็นเรื่องของสถานที่แต่เป็นเรื่องของระดับ. เปาโลหวังที่จะอยู่ร่วมกับพระคริสต์ในระดับที่สูงขึ้น แม้ท่านได้อยู่ร่วมกับพระคริสต์อยู่เสมอแล้วก็ตาม. โดยการตายทางฝ่ายร่างกายของท่าน ท่านก็จะได้อยู่ร่วมกับพระคริสต์อย่างสมบูรณ์มากขึ้นกว่าที่ท่านได้รับสุขในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้.
ฟป.
1:24 1 อัครทูตไม่ได้คำนึงถึงตัวเอง แต่คำนึงถึงวิสุทธิชนทั้งหลาย. ท่านถูกครอบครองโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าและคริสตจักรอย่างสิ้นเชิง.
ฟป.
1:25 1 คำว่า "ความก้าวหน้า" ชี้ถึงการเติบโตในชีวิตและ ความยินดี ชี้ถึงการรับสุขพระคริสต์.
ฟป.
1:25 ก ฟป.4:4; รม.14:17; 15:13
ฟป.
1:25 ข ฆต.1:23; ฟป.1:27
ฟป.
1:25 2ข คำว่า "หลักความเชื่อ" ในที่นี้เล็งถึงสิ่งที่วิสุทธิชนได้เชื่อ (ยด.3; 2ตธ.4:7).
ฟป.
1:26 1 ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง การคุยอวด, การทำให้ตัวเองมีสง่าราศี, และความชื่นชมยินดี.
ฟป.
1:27 ก อฟ.4:1
ฟป.
1:27 ข ฟป.1:5
ฟป.
1:27 ค ฟป.4:1; 1กธ.16:13
ฟป.
1:27 ง กจ.4:32; ฟป.2:2
ฟป.
1:27 1ง เราไม่เพียงต้องยืนหยัดมั่นคงในวิญญาณเดียวกันเพื่อมาประสบการณ์ต่อพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังต้องมีจิตเดียวกันในการบากบั่นด้วยกันกับหลักความเชื่อแห่งกิตติคุณอีกด้วย. การมีจิตเดียวเพื่อการงานแห่งกิตติคุณนั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่าการมีวิญญาณเดียวเพื่อจะมีประสบการณ์ต่อพระคริสต์เสียอีก (ดู 2:20). หลังจากที่เราได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณแล้ว หากจะมีจิตเดียว เรายังต้องมุ่งหน้าต่อไปและได้รับการเปลี่ยนแปลงในจิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของความคิดซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญและนำหน้าส่วนอื่นๆ ในจิตของเรา.
ฟป.
1:27 จ ยด.3
ฟป.
1:27 2จ เหมือนกับนักกีฬาที่บากบั่น.
ฟป.
1:27 3 หลักความเชื่อในที่นี้ถูกแปรสภาพเป็นตัวตน. ผู้เชื่อทั้งหลายควรจะต้องมีจิตเดียวกันในการบากบั่นด้วยกันกับหลักความเชื่อที่ถูกแปรสภาพเป็นตัวตนนี้ (เทียบ 2ตธ.1:8 คำอธิบาย 3).
ฟป.
1:28 ก 2ธซ.1:5
ฟป.
1:28 ข ฟป.3:19
ฟป.
1:28 1ข ชี้ถึงความพินาศของทุกสิ่งที่พวกเขาเป็นและทุกสิ่งที่พวกเขากระทำ.
ฟป.
1:28 2 ชี้ถึงความรอดของทุกสิ่งที่พวกท่านเป็นและทุกสิ่งที่พวกท่านกระทำ. ดู 1:19 คำอธิบาย 4 และ 2:12 คำอธิบาย 4.
ฟป.
1:29 1 สิ่งนี้มีความหมายเป็นนัยว่า ผู้เชื่อมีการเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระคริสต์โดยการเชื่อเข้าสู่พระองค์. การเชื่อเข้าสู่พระคริสต์ก็คือการให้ทั้งตัวของเราสลายรวมอยู่ในพระองค์ เพื่อทั้งสองฝ่ายจะได้กลายเป็นหนึ่งทางอินทรียภาพ.
ฟป.
1:29 ก รม.8:17; 2กธ.1:7
ฟป.
1:29 2ก การทนทุกข์เพื่อพระคริสต์หลังจากที่ได้ต้อนรับพระองค์และได้เป็นหนึ่งกับพระองค์โดยการเชื่อแล้วก็คือ การมีส่วนหรือการสามัคคีธรรมในการทนทุกข์พระองค์ (3:10) เพื่อเราจะได้ประสบการณ์และรับสุขพระองค์ในการทนทุกข์ของพระองค์. นี่ก็คือการดำเนินชีวิตพระคริสต์และการสำแดงพระองค์ใหญ่ขึ้นในสถานการณ์ที่พระองค์ถูกปฏิเสธและต่อต้าน.
ฟป.
1:30 ก กซ.1:29; 2:1; 1ธซ.2:2; ฮร.10:32
ฟป.
1:30 1 เปาโลเป็นแบบอย่างที่ถูกตั้งขึ้นโดยพระคุณของพระเจ้า เพื่อแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์ (1ตธ.1:14-16). ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ควรประสบการณ์และรับสุขพระคริสต์โดยดำเนินชีวิตพระคริสต์และสำแดงพระองค์ใหญ่ขึ้น เหมือนกับที่เปาโลกระทำในขณะที่ท่านทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นผู้ร่วมรับส่วนในพระคุณด้วยกันกับเปาโล.