เอเฟโซ บทที่ 6
(2) ระหว่างบุตรและบิดามารดา
6:1-4
6:1-4
อฟ.
6:1 ฝ่าย1กบุตรจงน้อมฟังบิดามารดาของตน2ขในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะการกระทำอย่างนั้นเป็น3สิ่งที่ถูกต้อง.
อฟ.
6:2 'จง1กเคารพบิดามารดาของตน' ซึ่งเป็น2พระบัญญัติแรกที่มีคำทรงสัญญาไว้
อฟ.
6:3 'กเพื่อท่านทั้งหลายจะมี1ความราบรื่น และมี1ชีวิตที่ยืนยาวบนแผ่นดินโลก.'
อฟ.
6:4 ฝ่ายบิดา อย่า1ยั่วบุตรของตนให้โกรธเคือง แต่จงกอบรมเลี้ยงดูด้วยการตีสอนและ2การเตือนสติขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
(3) ระหว่างทาสและนาย
6:5-9
6:5-9
อฟ.
6:5 ฝ่าย1กพวกทาส จง2น้อมฟังต่อนายฝ่ายเนื้อหนัง ด้วย3ขความเกรงกลัวจนตัวสั่นใน4คความบริสุทธิ์ใจ5งเหมือนน้อมฟังพระคริสต์
อฟ.
6:6 ไม่ใช่อย่างคนที่ปรนนิบัติต่อหน้า เช่นผู้ที่ทำให้กชอบใจคน แต่ให้1เหมือนอย่างขทาสของพระคริสต์ คือกระทำตามคน้ำพระทัยของพระเจ้า2จากงใจ
อฟ.
6:7 จง1กปรนนิบัติ[นาย]ด้วยความตั้งใจที่ดี2ขเหมือนกับ[ปรนนิบัติ]องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่เหมือนกับ[ปรนนิบัติ]มนุษย์
อฟ.
6:8 เพราะท่านรู้ดีว่า ถ้าผู้ใดกระทำการดีประการใด ผู้นั้นจะ1ได้รับการตอบแทนอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าเขาจะกเป็นทาสหรือเป็นไท.
อฟ.
6:9 ฝ่ายนายจงประพฤติต่อทาสอย่างเดียวกัน คือ1กจงเลิกขู่เข็ญเขา เพราะท่านรู้ดีว่า พระองค์ผู้เป็นนายของเขาและของท่านนั้นทรงอยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย และพระองค์นั้นขไม่ทรงลำเอียงต่อผู้ใดเลย.
4. การสู้รบที่จำเป็นเพื่อจัดการกับศัตรูฝ่ายวิญญาณ
6:10-20
6:10-20
อฟ.
6:10 1ในที่สุดนี้ ท่านทั้งหลาย2จงได้รับ3กกำลังเพิ่มขึ้น4ขในองค์พระผู้เป็นเจ้าและในคฤทธานุภาพแห่งกำลังของพระองค์.
อฟ.
6:11 จง1กสวม2ขยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อท่านจะ3คยืนหยัดต้านทาน4งยุทธอุบายของจมารได้
อฟ.
6:12 เพราะว่าเราไม่ได้ปล้ำสู้กับ1[มนุษย์ฝ่าย]กเลือดเนื้อ แต่ปล้ำสู้กับ2ขผู้ปกครอง, ผู้มีอำนาจ, และคผู้ครอบครองโลกแห่ง3งความมืดนี้ และปล้ำสู้กับ[อิทธิพล]ฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายในขอบเขตแห่ง4จสวรรค์ทั้งหลาย.
อฟ.
6:13 เหตุฉะนั้นจง1รับเอากยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อท่านจะ2ขต้านทานได้ใน3คกาลวันที่ชั่วร้ายและเมื่อกระทำสำเร็จแล้วจะ4งยืนมั่นได้.
อฟ.
6:14 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงยืนมั่น 1เอา2กหลักความจริง3ขคาดเอวของท่านไว้4 เอาคความชอบธรรมเป็นงเกราะป้องกันอกไว้
อฟ.
6:15 และเอา1ฐานรากที่มั่นคงของกกิตติคุณแห่งขสันติสุขมา2สวมเป็นรองคเท้า
อฟ.
6:16 นอกจากนี้ 1จงเอา2ความเชื่อเป็นกโล่ ด้วยโล่นั้นจะได้ดับ3ลูกศรเพลิงของขผู้ชั่วร้ายเสีย.
อฟ.
6:17 และจงรับเอา1กหมวกเหล็กแห่งความรอด และ2ขพระแสงดาบแห่งพระวิญญาณนั้น 3ซึ่งพระวิญญาณนั้นก็คือ4คพระคำของพระเจ้า
อฟ.
6:18 1โดย2กการอธิษฐานและการวิงวอนทุกอย่าง จงอธิษฐานใน3ขวิญญาณคทุกเวลา จง4งเฝ้าระวังในการนี้5ด้วยความพากเพียรอย่างมั่นคงทุกประการ และจง6วิงวอนเพื่อวิสุทธิชนทั้งหมด
อฟ.
6:19 และวิงวอนเผื่อกข้าพเจ้าด้วย เพื่อเมื่อข้าพเจ้าเปิดปาก จะประทาน1คำพูดให้ข้าพเจ้า2กล่าว3ขข้อลับลึกแห่งกิตติคุณให้เป็นที่ประจักษ์ได้ด้วยคใจกล้า
อฟ.
6:20 เพราะข้อลับลึกแห่งกิตติคุณนี้ข้าพเจ้าเป็น1กทูตที่ถูก2ขล่ามโซ่ไว้ เพื่อข้าพเจ้าจะได้พูดทั้งที่ถูกล่ามโซ่อยู่เช่นนั้นด้วยคใจกล้าตามที่ข้าพเจ้างควรจะกล่าว.
IV. บทสรุป
6:21-24
6:21-24
1. การแนะนำ
ข้อ 21-22
ข้อ 21-22
อฟ.
6:21 แต่กเพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้เรื่องราวทั้งปวงของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างไร ขตุคิโกพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า ซึ่งเป็น1ผู้ปฏิบัติอันสัตย์ซื่อคในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นจะ2บอกให้ท่านทราบสารพัดทั้งสิ้น.
อฟ.
6:22 เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงได้ใช้เขาไปหาท่าน เพื่อให้ท่านทราบถึงเรื่องราวของเรา และให้เขากปลอบโยนใจของท่าน.
2. การอวยพร
ข้อ 23-24
ข้อ 23-24
อฟ.
6:23 ขอให้1กสันติสุขและ2ขความรักพร้อมด้วยความเชื่อ3มาจากพระเจ้าพระบิดาและมาจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้า จงมีแด่พี่น้องทั้งหลาย.
อฟ.
6:24 ขอให้1กพระคุณดำรงอยู่กับบรรดา2ขคนที่รักองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราใน3คความไม่เสื่อมสลาย.
คำอธิบาย เอเฟโซ บทที่ 6
อฟ.
6:1 ก ข้อ 1-4: กซ.3:20-21
อฟ.
6:1 1ก ในขณะที่อัครทูตได้วิงวอนและตักเตือนบุตรทั้งหลายกับบิดามารดานั้น ท่านได้กล่าวถึงบุตรทั้งหลายก่อน เพราะว่าปัญหาส่วนใหญ่มักจะมาจากผู้เป็นบุตร.
ในขณะที่กล่าวถึงคริสตจักรในด้านที่เป็นเจ้าสาว (5:22-33) กับคริสตจักรในด้านที่เป็นนักรบนั้น (ข้อ 10-20) ได้แทรกข้อ 1-9 เข้ามาตรงกลางระหว่างสองเรื่องนี้ เพื่อจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างบุตรทั้งหลายกับบิดามารดา และระหว่างเหล่าทาสกับนาย. ถ้าเราละเลยต่อประเด็นนี้ก็ไม่สามารถกลายเป็นเจ้าสาวหรือนักรบที่ถูกต้องได้. ในขณะที่กล่าวคำวิงวอนและตักเตือนทั้งหมดนี้ เปาโลก็ได้กล่าวถึงบทเรียนที่สำคัญยิ่งซึ่งเราจะต้องเรียนรู้ ก็คือเราจำเป็นต้องมีการดำเนินชีวิตในการเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องในยุคสมัยปัจจุบันนี้เพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักร.
ในขณะที่กล่าวถึงคริสตจักรในด้านที่เป็นเจ้าสาว (5:22-33) กับคริสตจักรในด้านที่เป็นนักรบนั้น (ข้อ 10-20) ได้แทรกข้อ 1-9 เข้ามาตรงกลางระหว่างสองเรื่องนี้ เพื่อจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างบุตรทั้งหลายกับบิดามารดา และระหว่างเหล่าทาสกับนาย. ถ้าเราละเลยต่อประเด็นนี้ก็ไม่สามารถกลายเป็นเจ้าสาวหรือนักรบที่ถูกต้องได้. ในขณะที่กล่าวคำวิงวอนและตักเตือนทั้งหมดนี้ เปาโลก็ได้กล่าวถึงบทเรียนที่สำคัญยิ่งซึ่งเราจะต้องเรียนรู้ ก็คือเราจำเป็นต้องมีการดำเนินชีวิตในการเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องในยุคสมัยปัจจุบันนี้เพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักร.
อฟ.
6:1 ข อฟ.4:1
อฟ.
6:1 2ข วลีที่ว่า "ในองค์พระผู้เป็นเจ้า" แสดงว่าบุตรทั้งหลายต้องน้อมฟังบิดามารดาของตน (1) โดยการเป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้า (2) ไม่ใช่โดยตัวเอง แต่โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า (3) ไม่ตามทัศนะความคิดแห่งธรรมชาติของตัวเอง แต่ตามพระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
อฟ.
6:1 3 หรือ เที่ยงตรง, สมเหตุสมผล. การน้อมฟังบิดามารดานั้นไม่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่เที่ยงตรงอีกด้วย.
อฟ.
6:2 ก อซด.20:12; พบญ.5:16
อฟ.
6:2 1ก แปลตามตรงคือ นับถือ. การนับถือต่างกับการน้อมฟัง. การน้อมฟังนั้นเล็งถึงพฤติกรรม ส่วนการนับถือเล็งถึงท่าที. บุตรทั้งหลายอาจจะน้อมฟังบิดามารดา แต่ไม่นับถือบิดามารดา. การที่จะนับถือบิดามารดานั้นต้องมีท่าทีที่นับถือและมีวิญญาณแห่งการนับถือ. ทุกคนที่เป็นบุตรล้วนต้องเรียนรู้และฝึกหัดในการน้อมฟังบิดามารดา ในเวลาเดียวกันก็นับถือบิดามารดาด้วย.
อฟ.
6:2 2 นี่ไม่เพียงเป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีคำทรงสัญญาไว้เท่านั้น ยังเป็นพระบัญญัติข้อแรกที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์อีกด้วย (อซด.20:12).
อฟ.
6:3 ก พบญ.5:16; อซด.20:12
อฟ.
6:3 1 คำว่า "ความราบรื่น" คือความรุ่งเรืองในพระพรฝ่ายวัตถุ ส่วนวลีที่ว่า "การมีชีวิตยืนยาว" คือมีอายุยืน. ความราบรื่นและมีชีวิตยืนยาวคือพระพรที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้แก่ผู้ที่นับถือบิดามารดาในยุคนี้. ถ้าหากท่านหวังจะยืดวันเวลาของท่านให้ยืนยาวออกไปและรับสุขในพระพรท่านก็ต้องฝึกที่จะน้อมฟังและนับถือบิดามารดาของท่าน. จงเคารพต่อบิดามารดานั้น เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีคำทรงสัญญาไว้.
อฟ.
6:4 1 การยั่วบุตรให้โกรธเคืองย่อมกระตุ้นเนื้อหนังของบุตรและจะทำลายพวกเขา. การที่จะไม่ยั่วบุตรให้โกรธเคืองนั้น ผู้ที่เป็นบิดาก็จำต้องจัดการกับโทสะของตัวเอง โดยนำเอาโทสะวางไว้บนกางเขน. เช่นนี้จึงจะสามารถให้การตีสอนที่เหมาะสมแก่บุตรของตนได้.
อฟ.
6:4 ก เทียบ ยนซ.18:19; 2ตธ.3:15
อฟ.
6:4 2 การเตือนสติครอบคลุมถึงการแนะนำสั่งสอน. ผู้ที่เป็นบิดามารดาควรใช้พระคำของพระเจ้ามาแนะนำสั่งสอนบุตรของเขา (พบญ.6:6-7) สอนเขาให้รู้จักพระคัมภีร์. อย่างไรก็ตามบุตรจะพัฒนาอย่างไรต่อไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของพระเจ้า.
อฟ.
6:5 ก ข้อ 5-9: กซ. 3:22-4:1; 1ตธ.6:1; ตต.2:9-10
อฟ.
6:5 1ก เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพวกทาสกับนายนั้น อัครทูตได้วิงวอนตักเตือนพวกทาสก่อน เพราะว่าปัญหาส่วนใหญ่มักจะเกิดที่ตัวของพวกทาส.
อฟ.
6:5 2 ในยุคของอัครทูต พวกทาสนั้นเป็นผู้ที่ถูกนายของพวกเขาซื้อมา. ผู้เป็นนายจึงมีอำนาจเหนือความเป็นความตายของทาส. มีพวกทาสบางคนได้กลายเป็นพี่น้องกับผู้ที่เป็นนายในท่ามกลางคริสตจักร. เมื่อเขาเป็นพี่น้องในคริสตจักรจึงมีความเท่าเทียมกันและไม่มีการแบ่งแยก (ดู กซ.3:11). แต่เมื่อเขาอยู่ในบ้านนั้น ผู้ที่เป็นทาสยังคงต้องเชื่อฟังผู้ที่เป็นนายตามเนื้อหนัง.
อฟ.
6:5 ข 1กธ.2:3; ฟป.2:12
อฟ.
6:5 3ข ความเกรงกลัวเป็นเจตนารมณ์ในการปรนนิบัติทางภายใน ตัวสั่นเป็นท่าทีในการปรนนิบัติทางภายนอก.
อฟ.
6:5 ค กจ.2:46
อฟ.
6:5 4ค ความบริสุทธิ์ใจหมายถึงความบริสุทธิ์หมดจดในด้านเจตนารมณ์ที่ไม่มีเป้าหมายอื่นใด.
อฟ.
6:5 ง อฟ.5:22
อฟ.
6:5 5ง ความสัมพันธ์ระหว่างทาสกับนายก็เป็นแบบเล็งถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระคริสต์ผู้เป็นนายของเราเช่นกัน. เราควรจะต้องน้อมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความบริสุทธิ์ใจเหมือนกับพวกทาส.
อฟ.
6:6 ก ฆต.1:10
อฟ.
6:6 1 ถ้าหากมีพี่น้องคนหนึ่งซึ่งเป็นทาสได้ยืนอยู่ในฐานะการเป็นทาสของเขาในการน้อมฟังผู้เป็นนายของตน เขาก็คือทาสของพระคริสต์ในสายพระเนตรพระเจ้าแล้วนั่นเอง คือได้ประพฤติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า. การปรนนิบัติของเขาก็เหมือนอย่างการปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่ปรนนิบัติมนุษย์ (ข้อ 7).
อฟ.
6:6 ข รม.1:1; ฆต.1:10
อฟ.
6:6 ค อฟ.5:17
อฟ.
6:6 2 แปลตามตรงคือ จิต ซึ่งหมายความว่าไม่เพียงปรนนิบัติด้วยร่างกายเท่านั้น แต่ก็ปรนนิบัติด้วยใจด้วย.
อฟ.
6:6 ง ฟป.1:27; 2:2
อฟ.
6:7 ก รม.12:11
อฟ.
6:7 1ก แปลตามตรงคือ ปรนนิบัติอย่างทาส.
อฟ.
6:7 ข อฟ.6:5
อฟ.
6:7 2ข ดูข้อ 6 คำอธิบาย 1.
อฟ.
6:8 1 แปลตามตรงคือ ได้รับการดีนั้นกลับมา. ไม่ว่าเราจะกระทำการดีประการใด ก็จะได้การดีที่เหมือนกันตอบแทนกลับมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า. การดีนี้ก็จะกลายเป็นบำเหน็จของเรา.
อฟ.
6:8 ก 1กธ.12:13; ฆต.3:28; กซ.3:11
อฟ.
6:9 ก ลวต.25:43
อฟ.
6:9 1ก ผู้ที่เป็นนายซึ่งมีอำนาจเหนือความเป็นความตายของพวกทาสที่ซื้อมานั้นต้องเลิกขู่เข็ญพวกทาส เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายทรงเป็นนายที่แท้จริงของเขาและของพวกทาส.
อฟ.
6:9 ข กจ.10:34; รม.2:11
อฟ.
6:10 1 พระคำใน 1:1—6:9 ได้เปิดเผยถึงคริสตจักรในด้านบวกที่เกี่ยวกับการสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าจนหมดสิ้นสมบูรณ์แล้ว. แต่ในด้านลบที่เกี่ยวกับคริสตจักรในการจัดการกับศัตรูของพระเจ้านั้น ยังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องพูดถึง.
อฟ.
6:10 2 มีความหมายเป็นนัยว่า เราจำเป็นต้องใช้ความตั้งใจอย่างเข้มแข็ง.
อฟ.
6:10 ก 1กธ.16:13; ฟป.4:13; 2ตธ.2:1; เทียบ ยซอ.1:6-7; ฮาฆ.2:4
อฟ.
6:10 3ก ในภาษากรีกมีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า "ฤทธิ์เดช" ใน 1:19. ในการจัดการกับศัตรูของพระเจ้าหรือต่อสู้กับอิทธิพลของความชั่วร้ายแห่งความมืดนั้น เราจำเป็นต้องได้รับการเพิ่มกำลังด้วยฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่ซึ่งทำให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากตายและให้พระองค์ทรงนั่งในสวรรค์ทั้งหลายเหนือกว่าวิญญาณชั่วทั้งหมดในสถานอากาศ.
อฟ.
6:10 ข อฟ.4:1
อฟ.
6:10 4ข ในการสู้รบฝ่ายวิญญาณเพื่อจัดการกับซาตานและอาณาจักรที่ชั่วร้ายของมัน เราสามารถสู้รบอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ไม่สามารถจะสู้รบได้เมื่ออยู่ในตัวเอง. เมื่อใดที่เราอยู่ในตัวเอง เมื่อนั้นเราก็ต้องพ่ายแพ้.
อฟ.
6:10 ค อฟ.1:19
อฟ.
6:11 ก เทียบ รม.13:14; อฟ.4:24
อฟ.
6:11 1ก ในห้าบทแรกได้บรรยายถึงการที่คริสตจักรได้สำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าทางด้านบวกในหลายแง่มุม. ในที่นี้จะเห็นว่า ในด้านลบนั้น คริสตจักรเป็นนักรบซึ่งได้ทำให้ศัตรูของพระเจ้าคือมารต้องพ่ายแพ้. การที่เราจะทำให้ศัตรูของพระเจ้าพ่ายแพ้นั้น เราจำต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า. คำว่า "จงสวม" นั้นเป็นคำสั่ง. พระเจ้าทรงจัดเตรียมยุทธภัณฑ์ไว้ให้เราแล้ว แต่พระองค์จะไม่สวมใส่แทนเราเราจำต้องสวมด้วยตัวเราเองโดยใช้ความตั้งใจของเรามาร่วมมือกับพระองค์.
อฟ.
6:11 ข อฟ.6:13; รม.13:12; 2กธ.6:7
อฟ.
6:11 2ข การที่เราจะสู้รบฝ่ายวิญญาณนั้น เราไม่เพียงต้องการฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังต้องการยุทธภัณฑ์ของพระเจ้าอีกด้วย. อาวุธของเราไม่มีประสิทธิภาพ มีเพียงยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าจึงจะมีประสิทธิภาพ.
ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อทั้งพระกายของพระคริสต์ ไม่ได้มีไว้เพื่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระคริสต์เท่านั้น. แต่คริสตจักรเป็นนักรบแห่งกลุ่มชน ผู้เชื่อเป็นส่วนหนึ่งของนักรบเพียงหนึ่งเดียวนี้. มีเพียงนักรบแห่งกลุ่มชนเท่านั้นจึงจะสามารถสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าได้ แต่ผู้เชื่อส่วนบุคคลที่เป็นเอกเทศไม่สามารถจะสวมได้. เราต้องสู้รบฝ่ายวิญญาณโดยอยู่ในพระกายของพระคริสต์ อย่าได้สู้รบอย่างโดดเดี่ยวเป็นอันขาด.
ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อทั้งพระกายของพระคริสต์ ไม่ได้มีไว้เพื่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระคริสต์เท่านั้น. แต่คริสตจักรเป็นนักรบแห่งกลุ่มชน ผู้เชื่อเป็นส่วนหนึ่งของนักรบเพียงหนึ่งเดียวนี้. มีเพียงนักรบแห่งกลุ่มชนเท่านั้นจึงจะสามารถสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าได้ แต่ผู้เชื่อส่วนบุคคลที่เป็นเอกเทศไม่สามารถจะสวมได้. เราต้องสู้รบฝ่ายวิญญาณโดยอยู่ในพระกายของพระคริสต์ อย่าได้สู้รบอย่างโดดเดี่ยวเป็นอันขาด.
อฟ.
6:11 ค อฟ.6:13, 14; รม.5:2, 11:20; 1กธ.15:1; 2กธ.1:24; ฆต.5:1; กซ.4:12; 1ปต.5:12
อฟ.
6:11 3ค ในบทที่ 2 เรานั่งในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายกับพระคริสต์ (2:6); ในบทที่ 4 และ 5 เราเดิน (ดำเนินชีวิต) อยู่บนแผ่นดินโลกและอยู่ในพระกายของพระคริสต์ (4:1, 17; 5:2, 8, 15); ในบทนี้ เรายืนหยัดอยู่ในฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. การนั่งร่วมกับพระคริสต์เป็นการมีส่วนในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จ; การดำเนินชีวิตอยู่ในพระกายของพระคริสต์เป็นการสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า; และการยืนหยัดอยู่ในฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ของพระคริสต์เป็นการต่อต้านศัตรูของพระเจ้า.
อฟ.
6:11 ง 2กธ.2:11
อฟ.
6:11 4ง กรณีนี้ชี้ถึงอุบายที่ชั่วร้ายของมาร.
อฟ.
6:11 จ ยก.4:7; 1ปต.5:8-9
อฟ.
6:12 1 เบื้องหลังของมนุษย์แห่งเลือดเนื้อก็คืออิทธิพลที่ชั่วร้ายของมารซึ่งต่อต้านกับพระประสงค์ของพระเจ้า. ดังนั้นการปล้ำสู้และการสู้รบของเราต้องไม่เป็นการต่อต้านมนุษย์ แต่เป็นการต่อต้านอิทธิพลแห่งวิญญาณที่ชั่วร้ายที่อยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
อฟ.
6:12 ก มธ.16:17; ฆต.1:16
อฟ.
6:12 ข อฟ.1:21; 2:2; 3:10; กซ.1:16; 2:15
อฟ.
6:12 2ข ผู้ปกครอง, ผู้มีอำนาจ, และผู้ครอบครองโลกแห่งความมืด ก็คือบรรดาทูตสวรรค์ที่กบฏนั่นเอง. พวกทูตสวรรค์เหล่านี้ได้ติดตามซาตานไปในการกบฏและต่อต้านพระเจ้าด้วยกัน บัดนี้ยังทำการปกครองนานาประเทศบนแผ่นดินโลกในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายเหมือนกับเจ้าผู้พิทักษ์จักรวรรดิเปอร์เซียและเจ้าผู้พิทักษ์จักรวรรดิกรีก ใน ดนอ.10:20. นี่แสดงว่ามารซาตานก็มีอาณาจักรแห่งความมืดของมัน (มธ.12:26; กซ.1:13). ในอาณาจักรนี้ มันนั่งอยู่ในที่สูงที่สุดและมีทูตสวรรค์ที่เป็นกบฏอยู่ภายใต้มัน.
อฟ.
6:12 ค ยฮ.12:31; 14:30; 16:11
อฟ.
6:12 ง กจ.26:18; กซ.1:13
อฟ.
6:12 3ง คำว่า "ความืดนี้" เล็งถึงโลกในวันนี้ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองที่มืดมนของมารอย่างสิ้นเชิง โดยอาศัยทูตสวรรค์ที่ชั่วร้ายของมัน
อฟ.
6:12 จ อฟ.1:3; 2:2
อฟ.
6:12 4จ วลีที่ว่า "ขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย" ในที่นี้เล็งถึงสถานอากาศ (2:2) ซาตานและอิทธิพลฝ่ายวิญญาณที่ชั่วร้ายของมันนั้นอยู่ในสถานอากาศ. แต่เรานั่งอยู่บนสวรรค์ชั้นสามที่สูงส่งเหนือกว่าพวกมัน (2:6). ในขณะที่สู้รบนั้น การยึดครองสมรภูมิที่อยู่สูงกว่าศัตรูเป็นสิ่งที่สำคัญต่อแผนการรบเป็นอย่างยิ่ง. ซาตานและอิทธิพลที่ชั่วร้ายของมันได้อยู่ภายใต้เรา พวกมันต้องพ่ายแพ้ต่อเราอย่างแน่นอน.
อฟ.
6:13 1 หากเราจะสู้รบฝ่ายวิญญาณ เราก็ต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า ไม่ใช่เพียงแค่ส่วนหนึ่งส่วนใดเท่านั้น. ในการรับเอายุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้านั้น ผู้เชื่อที่เป็นส่วนบุคคลนั้นไม่สามารถรับเอาได้ ต้องให้พระกายของพระคริสต์มารับเอา.
อฟ.
6:13 ก อฟ.6:11
อฟ.
6:13 ข ยก.4:7
อฟ.
6:13 2ข การต้านทานก็คือยืนหยัดต้านทาน. การยืนหยัดเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในท่ามกลางการสู้รบ.
อฟ.
6:13 ค อฟ.5:16
อฟ.
6:13 3ค ใน 5:16 กล่าวว่าวันเวลานี้เป็นกาลที่ชั่วร้าย. ในยุคสมัยที่ชั่วร้ายนี้ ทุกวันล้วนแต่เป็นวันชั่วร้ายเพราะว่าซาตานผู้ชั่วร้ายได้ทำงานอยู่ทุกวัน.
อฟ.
6:13 ง อฟ.6:11
อฟ.
6:13 4ง เราจำเป็นต้องยืนมั่นจนถึงที่สุดในท่ามกลางการสู้รบ. แม้ได้ทำทุกอย่างสำเร็จแล้ว ก็ยังต้องยืนมั่นอยู่อีก.
อฟ.
6:14 1 ตั้งแต่ข้อนี้จนจบข้อ 16 เป็นการบรรยายว่าควรจะยืนมั่นอย่างไร.
อฟ.
6:14 ก ยฮ.8:32; 17:17
อฟ.
6:14 2ก ตามวิธีการใช้ศัพท์คำนี้ในบทที่ 4 (4:15 คำอธิบาย 1, ข้อ 21 คำอธิบาย 1, ข้อ 24 คำอธิบาย 5) หลักความจริงในที่นี้เล็งถึงพระเจ้าผู้เป็นความเที่ยงแท้แห่งการดำเนินชีวิตของเราในพระคริสต์ซึ่งก็คือพระเจ้าได้กลายเป็นความเที่ยงแท้และประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตของเรานั่นเอง. อันที่จริง นี่ก็คือตัวพระคริสต์เองที่ได้ดำเนินชีวิตออกมาจากเรา (ยฮ.14:6). หลักความจริงหรือความเที่ยงแท้เช่นนี้ก็คือสายคาดเอวของเราที่จะเพิ่มกำลังให้ทั่วทั้งตัวของเราเพื่อการสู้รบฝ่ายวิญญาณ.
อฟ.
6:14 ข ลก.12:35; 1ปต.1:13; เทียบ ยซย.11:5
อฟ.
6:14 3ข การคาดเอวเป็นการเพิ่มกำลังให้ทั่วทั้งตัวของเรา.
อฟ.
6:14 4 การสวมความชอบธรรมเป็นการปกปิดมโนธรรม (มีทรวงอกเป็นแบบเล็ง) ของเรา. ซาตานเป็นผู้ที่ฟ้องร้องเรา. ขณะที่เราสู้รบกับมัน เราต้องมีมโนธรรมที่ไม่บกพร่องด้วย. ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่ามโนธรรมของเราไม่บกพร่องมากเช่นใด แต่มโนธรรมของเราก็ยังคงต้องการเกราะป้องกันอกแห่งความชอบธรรมมาปกปิดไว้. ความชอบธรรมก็คือความถูกต้องต่อทั้งพระเจ้าและมนุษย์. ถ้าหากเราเกิดปัญหากับพระเจ้าหรือมนุษย์เพียงเล็กน้อยซาตานก็จะฟ้องร้องเรา ทำให้มโนธรรมของเรามีรูรั่ว แล้วความเชื่อและความกล้าของเราก็จะรั่วไหลไป. ดังนั้นเราจึงต้องมีการปกปิดด้วยความชอบธรรมเพื่อปกป้องเราไม่ให้ถูกศัตรูฟ้องร้อง. ความชอบธรรมเช่นนี้ก็คือพระคริสต์นั่นเอง (1กธ.1:30).
อฟ.
6:14 ค อฟ.4:24; 5:9
อฟ.
6:14 ง ยซย.59:17 เทียบ 1ธซ.5:8
อฟ.
6:15 1 หรือ ตระเตรียมให้พร้อมเพรียง. ในที่นี้หมายถึงการก่อตั้งของกิตติคุณแห่งสันติสุข. บนกางเขนนั้น พระคริสต์ได้ทรงกระทำให้เกิดสันติสุขระหว่างเรากับพระเจ้าและกับมนุษย์แล้ว. สันติสุขนี้ก็ได้กลายเป็นกิตติคุณของเรา (2:13-17). กิตติคุณแห่งสันติสุขนี้ได้ก่อตั้งฐานรากที่มั่นคงเหมือนกับรองเท้าที่ตระเตรียมไว้ให้เราใส่ที่เท้าของเรา. ด้วยเหตุนี้เราก็มีจุดยืนที่มั่นคงทำให้เรายืนมั่นเพื่อการสู้รบฝ่ายวิญญาณได้. สันติสุขสำหรับฐานรากที่มั่นคงนี้ก็คือพระคริสต์นั่นเอง (2:14).
อฟ.
6:15 ก อฟ.2:17
อฟ.
6:15 ข อฟ.2:15-17
อฟ.
6:15 2 เราสวมรองเท้าเพื่อเป็นการเพิ่มกำลังแก่เรา ให้เรายืนมั่นอยู่ในการต่อสู้. กรณีนี้ไม่ใช่เพื่อการเดินทางและก็ไม่ใช่เพื่อการวิ่งแข่ง แต่เพื่อการต่อสู้.
อฟ.
6:15 ค ยซย.52:7; รม.10:15
อฟ.
6:16 1 นี่เป็นการปกป้องเรา เพื่อต่อต้านการโจมตีของศัตรู.
อฟ.
6:16 2 เราต้องการหลักความจริงคาดเอว. ความชอบธรรมปกปิดมโนธรรม, สันติสุขปกคลุมเท้าเหมือนรองเท้า, และต้องการความเชื่อปกป้องทั่วทั้งตัวของเราเหมือนโล่. ถ้าเรามีชีวิตเป็นอยู่โดยพระเจ้าผู้เป็นความเที่ยงแท้ (หลักความจริง) เราก็มีความชอบธรรม (4:24). ความชอบธรรมก็จะก่อกำเนิดสันติสุข (ฮร.12:11; ยซย.32:17). เมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว เราก็ง่ายที่จะมีความเชื่อเป็นโล่ของเราเพื่อต้านทานลูกศรเพลิงของผู้ชั่วร้ายได้. พระคริสต์ทรงเป็นผู้ริเริ่มและเป็นผู้สำเร็จแห่งความเชื่อนี้ (ฮร.12:2). ถ้าเราต้องการจะยืนหยัดมั่นคงได้ในท่ามกลางการต่อสู้ เราก็จำต้องตกแต่งตัวด้วยยุทธภัณฑ์ทั้งสี่รายการนี้ของพระเจ้า.
อฟ.
6:16 ก เทียบ 1ธซ.5:8
อฟ.
6:16 3 ลูกศรเพลิงก็คือ การล่อลวง, ข้อเสนอ, ข้อสงสัย, ปัญหา, การมุสา, และการโจมตีของซาตานนั่นเอง. ในยุคของอัครทูต นักรบจะใช้ลูกศรเพลิงเป็นอาวุธ. อัครทูตก็ใช้สิ่งนี้มาชี้แจงถึงการโจมตีของซาตานที่มีต่อเรา.
อฟ.
6:16 ข มธ.5:37; 6:13; ยฮ.17:15; 1ยฮ.5:19
อฟ.
6:17 ก ยซย.59:17; 1ธซ.5:8
อฟ.
6:17 1ก การรับเอาหมวกเหล็กแห่งความรอดนั้นมีเพื่อปกป้องความคิดและการพิจารณาของเรา ทั้งยังต้านทานความคิดด้านลบที่ผู้ชั่วร้ายได้ยิงเข้าสู่ภายในตัวเรา. หมวกเหล็กที่ใช้ในการปกป้องนี้ก็คือความรอดของพระเจ้า. ซาตานชอบนำการขู่เข็ญ, ความกังวล, ความกระวนกระวาย, และความคิดต่างๆ ที่ทำให้เราอ่อนแอนั้นมาฉีดเข้าสู่ความคิดของเรา. ความรอดของพระเจ้านั้นก็คือเครื่องปกปิดที่เราใช้ต้านทานสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด. ความรอดนี้ก็คือพระคริสต์พระผู้ช่วยที่เราประสบการณ์อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา (ยฮ.16:33).
อฟ.
6:17 ข ฮร.4:12; เทียบ วว.1:16; 19:15
อฟ.
6:17 2ข ในยุทธภัณฑ์ของพระเจ้าทั้งหกรายการนั้น มีเพียงรายการนี้เท่านั้นที่มีไว้โจมตีศัตรู.
อฟ.
6:17 3 นี่แสดงว่าพระวิญญาณนั้นก็คือพระคำของพระเจ้า. ทั้งพระวิญญาณนั้นและพระคำก็คือพระคริสต์ทั้งสิ้น (2กธ.3:17; วว.19:13). พระคริสต์ผู้เป็นพระวิญญาณนั้นและพระคำจะทรงตกแต่งเราด้วยพระแสงดาบสำหรับการรุกเข้าโจมตีและประหารศัตรูของเราให้พ่ายแพ้.
อฟ.
6:17 ค อฟ.5:26
อฟ.
6:17 4ค เล็งถึงพระคำที่พระวิญญาณนั้นได้ตรัสยามฉับพลันในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม. ทั้งพระแสงดาบ, พระวิญญาณนั้น, และพระคำก็คือสิ่งเดียวกัน. เมื่อพระคำในยามปกติที่อยู่ในพระคัมภีร์ได้กลายเป็นพระคำในยามฉับพลัน พระคำนั้นก็คือพระวิญญาณนั้นที่เป็นพระแสงดาบที่ใช้ประหัตประหารศัตรู.
อฟ.
6:18 1 วลีนี้ใช้ขยายคำว่า "รับ" ที่เป็นคำกริยาในข้อ 17 ซึ่งไม่เพียงเป็นการบอกให้เรารับเอาหมวกเหล็กแห่งความรอดเท่านั้น แต่ให้รับพระคำของพระเจ้าด้วย. นี่แสดงว่า เราจำเป็นต้องต้อนรับพระคำของพระเจ้าโดยการอธิษฐานและการวิงวอนทุกอย่าง. ขณะที่เราจะต้อนรับพระคำของพระเจ้านั้น เราต้องอธิษฐาน.
ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้ามีอยู่หกรายการ. การอธิษฐานอาจถือเป็นรายการที่เจ็ด. สิ่งนี้เป็นสื่อกลางเพียงหนึ่งเดียว, สำคัญ, และจะขาดเสียไม่ได้ในการที่เราจะใช้ยุทธภัณฑ์ชิ้นอื่นๆ เพื่อทำให้ยุทธภัณฑ์เป็นสิ่งที่เรานำมาใช้การได้ในความเป็นจริง.
ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้ามีอยู่หกรายการ. การอธิษฐานอาจถือเป็นรายการที่เจ็ด. สิ่งนี้เป็นสื่อกลางเพียงหนึ่งเดียว, สำคัญ, และจะขาดเสียไม่ได้ในการที่เราจะใช้ยุทธภัณฑ์ชิ้นอื่นๆ เพื่อทำให้ยุทธภัณฑ์เป็นสิ่งที่เรานำมาใช้การได้ในความเป็นจริง.
อฟ.
6:18 ก เทียบ บพส.119:147
อฟ.
6:18 2ก การอธิษฐานนั้นเป็นแบบทั่วไป ส่วนการวิงวอนนั้นเป็นแบบเจาะจง. ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนเพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องและมีชัยชนะทั้งสิ้น.
อฟ.
6:18 ข อฟ.1:17
อฟ.
6:18 3ข คือวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเราซึ่งมีพระวิญญาณของพระเจ้าอาศัยอยู่ภายใน ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิญญาณที่ผสมกลมกลืน คือวิญญาณของเราที่ได้ผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณของพระเจ้า. ในการอธิษฐานนั้น อวัยวะสำคัญซึ่งเราควรจะต้องใช้ก็คือวิญญาณนี้นั่นเอง.
อฟ.
6:18 ค 1ธซ.5:17; ลก.18:1; กซ.4:2
อฟ.
6:18 ง ยซย.62:6; มธ.26:41
อฟ.
6:18 4ง เราจำต้องตื่นตัวและระวังภัยเพื่อจะคงไว้ซึ่งชีวิตแห่งการอธิษฐาน.
อฟ.
6:18 5 การที่เราจะรักษาการดำเนินชีวิตแห่งการอธิษฐานนั้น เราจำเป็นต้องมีความพากเพียรอย่างมั่นคงทุกประการ คือต้องสนใจอย่างสม่ำเสมอและมั่นคงต่อเนื่อง.
อฟ.
6:18 6 นี่แสดงว่าเราจำต้องอธิษฐานอย่างเจาะจงเป็นพิเศษเพื่อวิสุทธิชนทั้งหมด.
อฟ.
6:19 ก กซ.4:3; 1ธซ.5:25; 2ธซ.3:1
อฟ.
6:19 1 หรือ ถ้อยคำ, วาจา, วาทศิลป์.
อฟ.
6:19 2 วลีที่ว่า "กล่าว...ให้เป็นที่ประจักษ์" แปลตามตรงคือ ทำให้ (มนุษย์) ได้รู้.
อฟ.
6:19 ข อฟ.1:9
อฟ.
6:19 3ข ข้อลับลึกแห่งกิตติคุณก็คือ พระคริสต์กับคริสตจักรนั่นเอง เพื่อสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า (5:32). ดู รม.16:25 คำอธิบาย 3.
อฟ.
6:19 ค ฟป.1:20; 2กธ.3:12
อฟ.
6:20 ก กธ.5:20
อฟ.
6:20 1ก ทูตคือผู้ที่ถูกส่งไปด้วยอำนาจพิเศษเพื่อไปติดต่อกับบุคคลบางคน. ในที่นี้มีความหมายเป็นนัยว่า อัครทูตถูกพระเจ้าส่งไปด้วยอำนาจที่สูงสุดแห่งจักรวาลเพื่อไปติดต่อกับใครบางคน.
อฟ.
6:20 ข กซ.4:3; ฟป.1:13; 2ตธ.1:16; กจ.21:33; 26:29; 28:20
อฟ.
6:20 2ข คือโซ่ที่ใช้ล่ามให้เป็นคู่ ซึ่งใช้ล่ามนักโทษไว้กับผู้คุม.
อฟ.
6:20 ค อฟ.6:19
อฟ.
6:20 ง กซ.4:4
อฟ.
6:21 ก กซ.4:7-9
อฟ.
6:21 ข กจ.20:4; กซ.4:7; 2ตธ.4:12; ตต.3:12
อฟ.
6:21 1 เล็งถึงทาสที่ปรนนิบัติรับใช้.
อฟ.
6:21 ค อฟ.4:1
อฟ.
6:21 2 การสามัคคีธรรมชนิดนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นและงดงาม. วันนี้ความห่วงใยแห่งความรักระหว่างอัครทูตกับคริสตจักรในลักษณะนี้จำต้องได้รับการฟื้นฟูขึ้นมา.
อฟ.
6:22 ก กซ.2:2
อฟ.
6:23 ก อฟ.1:2; ฆต.6:16; 2ธซ.3:16; 1ปต.5:14
อฟ.
6:23 1ก ในตอนเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ อัครทูตได้ขึ้นต้นคำทักทายด้วยพระคุณเป็นการรับสุขและจากนั้นจึงเอ่ยถึงสันติสุขซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการรับสุข (1:2). แต่ในคำสรุป องค์ประกอบสองประการนี้ถูกจัดวางไว้กลับกันโดยเริ่มจากผลลัพธ์คือสันติสุข ไปสู่การรับสุขคือพระคุณ. เมื่อเราได้เข้าสู่สันติสุขแล้ว เรายังคงต้องการพระคุณอีก ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ของเรานั้นเริ่มจากพระคุณไปสู่พระคุณ.
อฟ.
6:23 ข ฆต.5:6
อฟ.
6:23 2ข การที่อัครทูตได้แทรกความรักเข้ามาระหว่างสันติสุขกับพระคุณนั้นก็เพราะหนทางเพียงหนึ่งเดียวที่เราจะได้รับการปกป้องให้ดำรงอยู่ในสันติสุขนั้น ก็คือการรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าในความรักอย่างต่อเนื่อง. เปาโลเข้าใจว่า ความรักเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง. ท่านกล่าวถึงความรักโดยมีความเกี่ยวข้องกับสันติสุขและพระคุณ ซึ่งเป็นการแสดงว่า ความรักนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการรักษาเราให้อยู่ในสภาพการณ์แห่งสันติสุข.
ความรักพร้อมด้วยความเชื่อเป็นสื่อกลางที่เราใช้รับส่วนและประสบการณ์พระคริสต์ (1ตธ.1:14). ความเชื่อมีไว้ต้อนรับพระองค์ (ยฮ.1:12); ความรักมีไว้รับสุขพระองค์ (ยฮ.14:23). ในที่นี้ไม่ใช่ความเชื่อและความรัก และก็ไม่ใช่ความรักและความเชื่อ แต่เป็นความรักพร้อมด้วยความเชื่อแสดงว่าเราต้องมีความเชื่อเพื่อมาร่วมมือและค้ำชูความรักของเรา. ความรักพร้อมด้วยความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น. นี่คือถ้อยคำสรุปของหนังสือที่กล่าวถึงคริสตจักร. คริสตจักรจำต้องรับสุขพระคริสต์อยู่ในความรักพร้อมด้วยความเชื่อ ซึ่งความเชื่อนี้ก็ดำเนินการโดยความรัก (ฆต.5:6). ความรักนั้นมาจากพระเจ้าถึงเราทั้งหลาย ส่วนความเชื่อนั้นไปจากเราทั้งหลายกลับสู่พระเจ้า. โดยการไป—มาของความรักและความเชื่อเช่นนี้ สันติสุขจึงยังคงเป็นส่วนของเรา. เราถูกรักษาไว้ในสันติสุขโดยการที่ความรักของพระเจ้ามาถึงตัวเราและความเชื่อของเราไปถึงพระเจ้า. การไป—มาเช่นนี้จะรักษาเราให้ดำรงอยู่ในการหล่อเลี้ยงแห่งพระคุณอย่างต่อเนื่อง และดำรงอยู่ในการรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย (ข้อ 24).
ความรักพร้อมด้วยความเชื่อเป็นสื่อกลางที่เราใช้รับส่วนและประสบการณ์พระคริสต์ (1ตธ.1:14). ความเชื่อมีไว้ต้อนรับพระองค์ (ยฮ.1:12); ความรักมีไว้รับสุขพระองค์ (ยฮ.14:23). ในที่นี้ไม่ใช่ความเชื่อและความรัก และก็ไม่ใช่ความรักและความเชื่อ แต่เป็นความรักพร้อมด้วยความเชื่อแสดงว่าเราต้องมีความเชื่อเพื่อมาร่วมมือและค้ำชูความรักของเรา. ความรักพร้อมด้วยความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น. นี่คือถ้อยคำสรุปของหนังสือที่กล่าวถึงคริสตจักร. คริสตจักรจำต้องรับสุขพระคริสต์อยู่ในความรักพร้อมด้วยความเชื่อ ซึ่งความเชื่อนี้ก็ดำเนินการโดยความรัก (ฆต.5:6). ความรักนั้นมาจากพระเจ้าถึงเราทั้งหลาย ส่วนความเชื่อนั้นไปจากเราทั้งหลายกลับสู่พระเจ้า. โดยการไป—มาของความรักและความเชื่อเช่นนี้ สันติสุขจึงยังคงเป็นส่วนของเรา. เราถูกรักษาไว้ในสันติสุขโดยการที่ความรักของพระเจ้ามาถึงตัวเราและความเชื่อของเราไปถึงพระเจ้า. การไป—มาเช่นนี้จะรักษาเราให้ดำรงอยู่ในการหล่อเลี้ยงแห่งพระคุณอย่างต่อเนื่อง และดำรงอยู่ในการรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย (ข้อ 24).
อฟ.
6:23 3 ความรักนั้นมาจากพระเจ้า ไม่ได้กำเนิดจากเรา แต่กำเนิดจากพระเจ้า. อย่างไรก็ดีในที่สุดแล้ว ความรักของพระเจ้าก็จะกลายเป็นความรักของเรา. ความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นจะกลายเป็นความรักของเราที่มีต่อพระองค์.
อฟ.
6:24 ก อฟ.1:2; 2:5
อฟ.
6:24 1ก พระคุณเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเราในการดำเนินชีวิตคริสตจักร เพื่อจะสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า และเพื่อแก้ไขปัญหาของพระเจ้ากับศัตรูของพระองค์ด้วย.
อฟ.
6:24 ข เทียบ 1กธ.16:22
อฟ.
6:24 2ข การรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระคุณจะดำรงอยู่กับคนเหล่านั้นที่รักพระองค์. หนังสือเล่มนี้ได้ใช้วลี "ในความรัก" ซึ่งเป็นวลีที่เต็มด้วยอารมณ์และความรู้สึกนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า (1:4; 3:17; 4:2, 15-16; 5:2). ต่อมาภายหลังคริสตจักรในเมืองเอเฟโซกลับถูกตำหนิจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเพราะคริสตจักรในเมืองเอเฟโซได้ละทิ้งความรักดั้งเดิมที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไปเสีย (วว.2:4). ประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่งซึ่งได้เน้นไว้ในการเปิดเผยของหนังสือเอเฟโซก็คือคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์นั้นก็เป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ คือภรรยาของพระคริสต์ด้วย. การเป็นพระกายนั้นเน้นที่การยึดเอาพระคริสต์เป็นชีวิต ส่วนการเป็นภรรยานั้นเน้นที่การรักพระคริสต์. ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเน้นหนักและสรุปลงที่ความรักของเราที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า. คริสตจักรในเมืองเอเฟโซซึ่งเป็นผู้รับจดหมายฉบับนี้ แต่กลับพ่ายแพ้ในเรื่องการรักองค์พระผู้เป็นเจ้า. การพ่ายแพ้นี้ได้กลายเป็นต้นกำเนิดและสาเหตุที่สำคัญแห่งการพ่ายแพ้ของคริสตจักรในทุกยุคทุกสมัย (วิวรณ์บทที่ 2—3).
อฟ.
6:24 ค เทียบ 2ตธ.1:10
อฟ.
6:24 3ค เพื่อการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องแล้วเราจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้าในความไม่เสื่อมสลาย ซึ่งก็คือในสิ่งสำคัญที่ถูกเปิดเผยและสอนไว้ในหกบทของหนังสือเล่มนี้ และตามสิ่งสำคัญเหล่านี้ด้วย ซึ่งก็ได้แก่ คริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์, คนใหม่, แผนการบริหารแห่งข้อลับลึกของพระเจ้า, ความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้น, ความเที่ยงแท้กับพระคุณ, ความสว่างกับความรัก, อีกทั้งรายการต่างๆ ในยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่ไม่เสื่อมสลายทั้งสิ้น. เพราะเหตุคริสตจักรนนั้ ความรักที่เรามีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าก็จำต้องอยู่ในความไม่เสื่อมสลายเหล่านี้.