การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6

เอเฟโซ บทที่ 5

อฟ. 5:1 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจง1กเอาอย่างพระเจ้า เหมือนเป็นบุตรที่รัก
อฟ. 5:2 และจงกดำเนินชีวิตใน1ขความรัก เหมือนดังที่2พระคริสต์ได้ทรงครัก3เราและทรง4สละพระองค์เองเพื่อเรา เป็น5เครื่องบูชาและเป็น5งเครื่องสัตวบูชาถวายแด่พระเจ้าเป็น6จสุคนธรสอันหอมหวาน.
อฟ. 5:3 แต่1กการล่วงประเวณี, ความมลทินต่างๆ, หรือความโลภนั้น แม้จะเอ่ยขึ้นในท่ามกลางท่านทั้งหลายก็อย่าเลย เช่นนั้นจึงสมกับที่เป็น2วิสุทธิชน
อฟ. 5:4 ทั้งอย่าให้มีกถ้อยคำลามก, ถ้อยคำไร้สาระ, หรือการพูดตลกที่หยาบช้า ซึ่งเป็นการไม่สมควร แต่ให้1ขขอบพระคุณดีกว่า.
อฟ. 5:5 เพราะว่าท่าน1ตระหนักถึงสิ่งนี้ดี โดย2รู้ว่า บรรดาคนที่ล่วงประเวณี, หรือคนที่มลทิน, หรือคนโลภ (ซึ่งก็คือคนที่ไหว้รูปเคารพ) จะรับ3กอาณาจักรของพระคริสต์และพระเจ้าเป็นมรดกไม่ได้.
อฟ. 5:6 อย่าให้คนใดล่อลวงท่านด้วยกคำที่ว่างเปล่า เพราะด้วยสิ่งเหล่านี้เอง ขพระพิโรธของพระเจ้าจึงได้มาถึงคบุตรทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง.
อฟ. 5:7 ท่านอย่ากร่วมรับส่วนด้วยกันกับคนเหล่านั้นเลย
อฟ. 5:8 เพราะว่ากเมื่อก่อนท่านเป็น1ขความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็น1คความสว่างแล้วงในองค์พระผู้เป็นเจ้า จง2จดำเนินชีวิตอย่าง3ฉลูกของความสว่าง
อฟ. 5:9 (ด้วยว่ากผลของความสว่างนั้นก็ขึ้นอยู่กับ1ความดี, ขความชอบธรรม, และคความจริงทั้งปวง.)
อฟ. 5:10 กจงพิสูจน์ดูว่า สิ่งใดเป็นที่ชอบพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า.
อฟ. 5:11 และอย่ากมีส่วนใน1ขการประพฤติแห่งความมืดที่ไร้ผล แต่จง2คกล่าวติเตียน[สิ่งเหล่านั้น].
อฟ. 5:12 เพราะแม้แต่จะพูดถึงเรื่องเหล่านั้นซึ่งเขากระทำในที่ลับก็ยังน่าอาย.
อฟ. 5:13 แต่ว่าทุกสิ่งที่ได้รับกการติเตียนแล้วก็ปรากฏแจ้งโดยความสว่าง เพราะว่าสิ่งที่ขจะทำให้ปรากฏแจ้งก็คือความสว่าง.
อฟ. 5:14 เหตุฉะนั้นพระองค์จึงกล่าวว่า แน่ะ1คนที่นอนหลับอยู่ กจงตื่นเถิด จงขลุกขึ้นมาจากท่ามกลางคคนตาย และ2พระคริสต์จะงส่องสว่างให้แก่ท่าน.
อฟ. 5:15 เหตุฉะนั้นท่านจง1ระวังให้ดีในกการดำเนินชีวิต อย่าได้เป็นเหมือนคนอปัญญาแต่จงเป็นเหมือนขคนมีสติปัญญา.
อฟ. 5:16 จง1กไถ่เวลากลับมา เพราะว่า2ขวันเวลานี้เป็นกาลที่ชั่ว.
อฟ. 5:17 เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนเขลา แต่จง1กเข้าใจว่า ขน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นคืออะไร.
อฟ. 5:18 และอย่า1เมากเหล้าองุ่นอันเป็นเหตุให้ปล่อยตัวเหลวไหล แต่จงถูกขเติมเต็ม1ในควิญญาณ
อฟ. 5:19 จง1สนทนากันด้วย2กเพลงสดุดี, เพลงสรรเสริญ, และเพลงฝ่ายวิญญาณ คือร้องเพลงและสรรเสริญในใจของท่านถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า
อฟ. 5:20 จงกขอบพระคุณพระเจ้าและพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัด1เสมอ 2ในพระนามองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา
อฟ. 5:21 จง1กนอบน้อม2ต่อกันและกัน3ด้วยความยำเกรงพระคริสต์:
3. การดำเนินชีวิตที่จำเป็นในความสัมพันธ์ตามจรรยาของมนุษย์
5:22—6:9
(1) ระหว่างภรรยาและสามี
5:22-33
อฟ. 5:22 ฝ่าย1กภรรยาจงขนอบน้อม2ต่อ3สามีของตนเหมือนนอบน้อมต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
(แบบเล็งของคริสตจักรและพระคริสต์
ข้อ 23-32)
อฟ. 5:23 เพราะว่าสามีนั้นเป็น1กศีรษะของภรรยา เหมือนดังที่พระคริสต์เป็นขศีรษะของคริสตจักร โดยที่พระองค์เองทรงเป็น2พระผู้ช่วยของพระกาย.
อฟ. 5:24 1แต่คริสตจักรนอบน้อมต่อพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็[ต้องนอบน้อม]ต่อสามีใน2ทุกประการฉันนั้น.
อฟ. 5:25 ฝ่ายสามีจง1กรักภรรยาของตน 2เหมือนดังที่พระคริสต์ทรงขรักคริสตจักรและได้สละพระองค์เองเพื่อคริสตจักรด้วย
อฟ. 5:26 เพื่อจะ1กแปรสภาพคริสตจักรให้บริสุทธิ์ โดย2ขการชำระล้างของ3น้ำใน4คพระคำ
อฟ. 5:27 เพื่อพระองค์จะได้1กถวาย2ขคริสตจักรที่มี3สง่าราศีให้แก่พระองค์เอง โดยปราศจาก4ตำหนิ, รอยย่น, หรือ[ความเจ็บป่วย]ประเภทเดียวกันนี้ แต่เพื่อให้คริสตจักรจะได้5คแยกบริสุทธิ์และงปราศจากด่างพร้อย.
อฟ. 5:28 เช่นนั้นแหละสามีควรจะกรักภรรยาของตนเหมือนรักร่างกายของตนเองด้วย ผู้ที่รักภรรยาของตนเองก็รักตัวเอง.
อฟ. 5:29 ด้วยว่าไม่เคยมีผู้ใดเกลียดชังร่างกายของตนเอง แต่ย่อม1กบำรุงเลี้ยงและขทะนุถนอมไว้ เหมือนดังที่พระคริสต์ทรง[กระทำ]เช่นนี้ต่อคริสตจักร
อฟ. 5:30 เพราะเราทั้งหลายเป็นกอวัยวะแห่งขพระกายของพระองค์.
อฟ. 5:31 กเพราะเหตุนี้ผู้ชายจึงจะ1ละบิดามารดาของตนไปเข้าสนิทกับภรรยาของตนและเขาทั้งสองจะกลายเป็น2ขกายเดียวกัน
อฟ. 5:32 ข้อนี้ก็เป็นกข้อลับลึกที่ยิ่งใหญ่ แต่ข้าพเจ้าพูดถึง1พระคริสต์ขและคริสตจักร.
อฟ. 5:33 อย่างไรก็ดี ท่านทั้งหลายจงให้ต่างคนต่างกรักภรรยาของตนเหมือนรักตัวเองด้วย ฝ่ายภรรยานั้นก็จง1ขยำเกรงสามีของตน.

คำอธิบาย เอเฟโซ บทที่ 5

อฟ. 5:1 ก มธ.5:48
อฟ. 5:1 1ก เราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า ฉะนั้นจึงสามารถเอาอย่างพระเจ้าได้. นี่ช่างเป็นเรื่องจริงที่สง่าราศี! ในเมื่อเราเป็นบุตรของพระเจ้า เราจึงมีชีวิตและพระนิสัยของพระองค์. การที่เราจะเอาอย่างพระเจ้านั้นก็ไม่ใช่โดยชีวิตธรรมชาติของเราแต่โดยชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. เราทั้งหลายผู้เป็นบุตรของพระเจ้าจำต้องพึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาจึงจะครบสมบูรณ์เหมือนกับพระองค์ได้ (มธ.5:48).
อฟ. 5:2 ก อฟ.4:1; รม.14:15
อฟ. 5:2 ข อฟ.1:4
อฟ. 5:2 1ข ความรักกับความสว่าง (ข้อ 8-9, 13) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานแห่งคำวิงวอนและตักเตือนของอัครทูตใน 5:1-33 เหมือนดังที่พระคุณกับความเที่ยงแท้ (หลักความจริง) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานใน 4:17-32. พระคุณเป็นการแสดงออกของความรัก ส่วนความรักก็เป็นต้นกำเนิดของพระคุณ. หลักความจริงเป็นการเปิดเผยแห่งความสว่าง ส่วนความสว่างก็เป็นต้นกำเนิดของหลักความจริง. พระเจ้าเป็นความรักและความสว่าง (1ยฮ.4:8; 1:5). ในขณะที่พระเจ้าได้ถูกสำแดงและเปิดเผยในพระเยซูนั้น ความรักของพระองค์ก็ได้กลายเป็นพระคุณ ส่วนความสว่างของพระองค์ก็ได้กลายเป็นหลักความจริง. หลังจากที่เราต้อนรับพระเจ้าเป็นพระคุณและได้แปรสภาพพระเจ้าผู้เป็นหลักความจริงให้กลายเป็นจริงต่อเราในพระคริสต์แล้ว เราก็ได้มาถึงพระองค์ เพื่อรับสุขความรักกับความสว่างของพระองค์. ความรักกับความสว่างลึกล้ำกว่าพระคุณกับหลักความจริง. ด้วยเหตุนี้อัครทูตจึงได้ใช้พระคุณกับหลักความจริงมาเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในคำวิงวอนและตักเตือนของท่านก่อน จากนั้นจึงใช้ความรักกับความสว่าง. กรณีนี้มีความหมายเป็นนัยว่า ท่านต้องการให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราได้จำเริญมากขึ้น คือได้จำเริญจากองค์ประกอบทางภายนอกเข้าสู่องค์ประกอบทางภายใน.
ความรักเป็นแก่นสารทางภายในของพระเจ้า ส่วนความสว่างเป็นองค์ประกอบที่ปรากฏทางภายนอกของพระเจ้า. ความรักที่อยู่ภายในของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้ และความสว่างที่ปรากฏทางภายนอกของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เราเห็นได้. การดำเนินชีวิตในความรักของเราควรจะต้องก่อรูปมาจากแก่นสารแห่งความรักและองค์ประกอบแห่งความสว่างของพระเจ้า. สิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นต้นกำเนิดทางภายในแห่งการดำเนินชีวิตของเรา. ทั้งสองสิ่งนี้ลึกล้ำกว่าพระคุณกับหลักความจริง.
อฟ. 5:2 2 ใน 4:32 อัครทูตได้นำเสนอพระเจ้าเป็นแม่แบบแห่งการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา. ในที่นี้ท่านแสดงให้เราเห็นว่าพระคริสต์เป็นแบบอย่างแห่งการดำเนินชีวิตของเรา. ในที่นั้นพระเจ้าผู้อยู่ในพระคริสต์เป็นแม่แบบของเรา เพราะว่าในที่นั่นได้ยึดเอาพระคุณและความเที่ยงแท้ (ความจริง) ของพระเจ้าที่ได้สำแดงอยู่ในการดำเนินชีวิตของพระเยซูเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน. แต่ในที่นี้ตัวพระคริสต์เองทรงเป็นแบบอย่างของเรา เพราะในที่นี้ได้ยึดเอาความรักของพระคริสต์ที่สำแดงแก่เรา (ข้อ 2, 25) และความสว่างของพระคริสต์ที่ฉายส่องอยู่บนตัวเรา (ข้อ 14) มาเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน.
อฟ. 5:2 ค อฟ.5:25; ฆต.2:20
อฟ. 5:2 3 มีสำเนาต้นฉบับเก่าแก่ซึ่งมีอิทธิพลบางฉบับเป็น ท่านทั้งหลาย.
อฟ. 5:2 4 แปลตามตรงคือ มอบ. ข้อ 25 ก็เช่นกัน.
อฟ. 5:2 ง ฮร.7:27; 10:10-12
อฟ. 5:2 5ง เครื่องบูชามีเพื่อการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ส่วนเครื่องสัตวบูชามีเพื่อรับการไถ่ให้พ้นจากบาป. พระคริสต์ทรงประทานพระองค์เองแก่เราเป็นเครื่องบูชาเพื่อทำให้เรามีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า และเป็นเครื่องสัตวบูชาเพื่อไถ่เราให้หลุดพ้นจากบาป.
อฟ. 5:2 จ ยนซ.8:21; อซด.29:18, 25; ลวต.1:9
อฟ. 5:2 6จ เพราะพระคริสต์ทรงรักเรา พระองค์จึงได้ทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา. ซึ่งแม้จะเพื่อเราแต่ก็เป็นสุคนธรสอันหอมฟุ้งถวายแด่พระเจ้า. การที่เราดำเนินชีวิตในความรักตามแบบอย่างของพระองค์นั้นไม่ควรจะเป็นเพียงสิ่งที่มีเพื่อผู้อื่นเท่านั้น แต่ควรจะเป็นสุคนธรสอันหอมฟุ้งด้วย.
อฟ. 5:3 ก กซ.3:5
อฟ. 5:3 1ก ไม่มีอะไรที่จะทำลายมนุษย์ได้มากกว่าการล่วงประเวณีอีกแล้ว โดยเฉพาะทำลายพระประสงค์และจุดมุ่งหมายในการเนรมิตสร้างมนุษย์ของพระเจ้า ตลอดจนการดำเนินชีวิตคริสตจักรของผู้เชื่อในพระกายของพระคริสต์ ซึ่งมีหลักฐานตาม 1โกรินโธบทที่ 5.
อฟ. 5:3 2 คือผู้ถูกแบ่งแยกไว้สำหรับพระเจ้า, ซาบซ่านไปด้วยพระเจ้า, และดำเนินชีวิตตามพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้า.
อฟ. 5:4 ก อฟ.4:29
อฟ. 5:4 ข อฟ.5:20; 1ธซ.5:18
อฟ. 5:4 1ข การขอบพระคุณพระเจ้าก็คือการพูดออกซึ่งพระเจ้าผู้เป็นความจริงแท้ แต่การพูดไร้สาระและการพูดตลกที่หยาบคายก็คือการพูดออกซึ่งซาตานผู้เป็นความจอมปลอมนั่นเอง.
อฟ. 5:5 1 ภาษากรีกชี้ถึงความรู้แห่งทัศนะภายใน.
อฟ. 5:5 2 ภาษากรีกชี้ถึงความรู้แห่งทัศนะภายนอก.
อฟ. 5:5 ก 1กธ.6:9; ฆต.5:19-21
อฟ. 5:5 3ก อาณาจักรของพระคริสต์ก็คืออาณาจักรพันปี (วว.20:4, 6; มธ.16:28) และก็คืออาณาจักรของพระเจ้า (มธ.13:41, 43 และคำอธิบาย). ผู้เชื่อทั้งหลายได้บังเกิดใหม่เข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าแล้ว (ยฮ.3:5) และในวันนี้พวกเขาอยู่ในการดำเนินชีวิตคริสตจักร เป็นอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า (รม.14:17). แต่ไม่ใช่ว่าผู้เชื่อทุกคนล้วนสามารถมีส่วนในอาณาจักรพันปีได้ มีเพียงผู้ที่มีชัยชนะเท่านั้นจึงสามารถมีส่วนได้. ในยุคหน้านั้น ผู้ที่มลทินและผู้ที่พ่ายแพ้ก็ไม่อาจได้รับอาณาจักรของพระคริสต์และของพระเจ้าซึ่งก็คืออาณาจักรพันปีเป็นมรดก. ดู มธ.5:20 คำอธิบาย 3 กับ ฮร.12:28 คำอธิบาย 1.
อฟ. 5:6 ก กซ.2:8; 1ตธ.1:6
อฟ. 5:6 ข รม.1:18; กซ.3:6
อฟ. 5:6 ค อฟ.2:2
อฟ. 5:7 ก อฟ.5:11
อฟ. 5:8 ก อฟ.2:2
อฟ. 5:8 ข กจ.26:18
อฟ. 5:8 1ข เมื่อก่อนเราทั้งหลายไม่เพียงแต่มืดมนเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวของความมืดอีกด้วย. บัดนี้เราไม่เพียงเป็นลูกของความสว่างเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวของความสว่างอีกด้วย (มธ.5:14). ความสว่างคือพระเจ้า ดังนั้นความมืดก็คือซาตาน. เมื่อก่อนเราเป็นความมืดเพราะในเวลานั้นเราได้เป็นหนึ่งกับซาตาน แต่บัดนี้เราเป็นความสว่างเพราะเราได้เป็นหนึ่งกับพระเจ้าในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
อฟ. 5:8 ค มธ.5:14; ฟป.2:15
อฟ. 5:8 ง อฟ.4:1
อฟ. 5:8 จ อฟ.4:1
อฟ. 5:8 2จ ในข้อ 2 บอกให้เราดำเนินชีวิตในความรัก ส่วนในที่นี้บอกให้เราดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง.
อฟ. 5:8 ฉ ลก.16:8; ยฮ.12:36
อฟ. 5:8 3ฉ เพราะพระเจ้าเป็นความสว่าง ดังนั้นเราทั้งหลายซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้าจึงได้เป็นลูกของความสว่าง.
อฟ. 5:9 ก เทียบ ฆต.5:22
อฟ. 5:9 1 ความดีคือเนื้อแท้แห่งผลของความสว่าง; ความชอบธรรมคือวิถีทางหรือกระบวนการที่ก่อให้เกิดผลของความสว่าง; ความจริงก็คือความเที่ยงแท้ หรือการสำแดงที่จริงแท้ (ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเอง) แห่งผลของความสว่าง. ผลของความสว่างนั้นต้องดีงามในด้านเนื้อแท้, ชอบธรรมในด้านกระบวนการ, และจริงแท้ในด้านการสำแดง เพื่อพระเจ้าจะได้รับการสำแดงกลายเป็นความเที่ยงแท้แห่งการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา.
ผลของความสว่างในด้านความดี, ความชอบธรรม, และความจริงนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าตรีเอกภาพ. ความดีเล็งถึงพระเจ้าพระบิดาเพราะมีเพียงผู้เดียวที่ดีงาม ซึ่งก็คือพระเจ้า (มธ.19:17). ความชอบธรรมเล็งถึงพระเจ้าพระบุตรเพราะพระคริสต์ทรงสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้าตามกระบวนการที่ชอบธรรมของพระองค์ (รม.5:17-18, 21). ความจริงเล็งถึงพระเจ้าพระวิญญาณเพราะพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณแห่งความเที่ยงแท้ (ยฮ.14:17). นอกจากนี้ความจริงยังเล็งถึงการสำแดงของผลในความสว่างด้วย.
อฟ. 5:9 ข อฟ.4:24; 6:14
อฟ. 5:9 ค อฟ.4:15
อฟ. 5:10 ก รม.12:2; 1ธซ.5:21
อฟ. 5:11 ก อฟ.5:7
อฟ. 5:11 ข รม.13:12
อฟ. 5:11 1ข การประพฤติแห่งความมืดที่ไร้ผลก็คือความไร้สาระ ส่วนผลของความสว่างก็คือความจริงแท้, ความเที่ยงแท้ (ข้อ 9).
อฟ. 5:11 ค อฟ.5:13; 1ตธ.5:20
อฟ. 5:11 2ค หรือ เปิดโปง, เผยออก. ข้อ 13 ก็เช่นเดียวกัน.
อฟ. 5:13 ก อฟ.5:11; ยฮ.3:20
อฟ. 5:13 ข ยฮ.3:21
อฟ. 5:14 1 คนที่นอนหลับอยู่ ซึ่งก็คือคนที่ตายแล้วจำต้องรับการติเตียนดังที่กล่าวไว้ในข้อ 11, 13. คนเหล่านี้จะต้องตื่นขึ้นจากหลับและลุกขึ้นมาจากความตาย.
อฟ. 5:14 ก รม.13:11
อฟ. 5:14 ข ยซย.60:1
อฟ. 5:14 ค อฟ.2:1
อฟ. 5:14 2 เมื่อเรากล่าวติเตียนหรือเปิดโปงผู้ที่นอนหลับและตายแล้วในความมืดนั้น พระคริสต์ก็จะทรงส่องสว่างเขา. การที่เรากล่าวติเตียนและเปิดโปงในความสว่างนั้นก็คือการส่องสว่างของพระคริสต์นั่นเอง.
อฟ. 5:14 ง ลก.1:78-79
อฟ. 5:15 1 การเป็นอยู่โดยการถูกเติมเต็มในวิญญาณ (ข้อ 15-21) เป็นประการที่ห้าแห่งการดำเนินชีวิตที่สมกับการทรงเรียกของพระเจ้า. สี่ประการแรกแห่งการดำเนินชีวิตที่สมกับการทรงเรียกของพระเจ้านี้ก็คือ การรักษาความเป็นหนึ่ง, การเติบโตเข้าสู่ในพระองค์ผู้เป็นศีรษะ, การเรียนรู้จากพระคริสต์, และการเป็นอยู่ในความรักกับความสว่าง. ผลลัพธ์ในการที่เรามีการดำเนินชีวิตที่คู่ควรเหมาะสมทั้งสี่ประการนี้ จะทำให้เราถูกเติมเต็มในวิญญาณของเราไปโดยปกติวิสัย. การถูกเติมเต็มทางภายในเช่นนี้จะหลั่งไหลออกซึ่งการนอบน้อม, ความรัก, การเชื่อฟัง, การห่วงใย, และคุณธรรมอื่นๆ ทั้งหมดที่อยู่ในการดำเนินชีวิตคริสเตียน, การดำเนินชีวิตคริสจักร, การดำเนินชีวิตในครอบครัว, และการดำเนินชีวิตในสังคมที่ถูกต้อง. เมื่อเราได้สำแดงออกซึ่งการดำเนินชีวิตที่สมกับการทรงเรียกของพระเจ้าทั้งห้าประการนี้ ก็ช่างเป็นการดำเนินชีวิตที่ดีเลิศเสียจริง.
อฟ. 5:15 ก อฟ.4:1
อฟ. 5:15 ข มธ.25:2; กซ.4:5
อฟ. 5:16 ก กซ.4:5
อฟ. 5:16 1ก คือ ฉวยโอกาสที่มีประโยชน์ทุกอย่าง. นี่คือการดำเนินชีวิตให้เหมือนคนมีปัญญา (ข้อ 15).
อฟ. 5:16 ข อฟ.6:13
อฟ. 5:16 2ข ในยุคสมัยที่ชั่วร้าย (ฆต.1:4) ทุกๆ วันก็ล้วนแต่เป็นวันชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยเรื่องชั่วร้ายซึ่งทำให้เวลาของเราไม่มีประสิทธิภาพ, ลดน้อยลง, และถูกแย่งชิงไป. ดังนั้นการดำเนินชีวิตของเราจะต้องมีปัญญา จึงจะสามารถไถ่เวลากลับมาและฉวยทุกโอกาสที่มีไว้ได้.
อฟ. 5:17 ก กซ.1:9
อฟ. 5:17 1ก การเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือหนทางที่ดีที่สุดในการไถ่เวลาของเรา (ข้อ 16). เวลาส่วนใหญ่ของเราได้เสียไปเปล่าๆ ก็เพราะว่าเราไม่รู้จักน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
อฟ. 5:17 ข อฟ.1:5; รม.12:2
อฟ. 5:18 1 การเมาเหล้าองุ่นเป็นการถูกเติมเต็มในร่างกาย ส่วนการถูกเติมเต็มในวิญญาณ (วิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเรา ไม่ใช่พระวิญญาณของพระเจ้า) เป็นการถูกเติมเต็มด้วยพระคริสต์ (1:23) จนกลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า (3:19). การเมาเหล้าองุ่นในทางร่างกายนั้นทำให้เราปล่อยตัวเหลวไหล แต่การถูกเติมเต็มด้วยพระคริสต์และด้วยความบริบูรณ์ของพระเจ้าในวิญญาณของเรานั้นทำให้เราหลั่งไหลออกซึ่งพระคริสต์ในการพูด, การร้องเพลง, การสรรเสริญ, และการขอบพระคุณพระเจ้า (ข้อ 19-20) และยังทำให้เรายอมนอบน้อมต่อกันและกันด้วย (ข้อ 21).
อฟ. 5:18 ก สภษ.20:1
อฟ. 5:18 ข อฟ.3:19
อฟ. 5:18 ค อฟ.1:17
อฟ. 5:19 1 ข้อ 19-21 เป็นการขยายคำว่า "ถูกเติมเต็มในวิญญาณ" ในข้อ 18. ทั้งเพลงสดุดี, เพลงสรรเสริญ, และเพลงฝ่ายวิญญาณนั้นไม่ได้มีเพื่อร้องเพลงและสรรเสริญเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อสนทนากันอีกด้วย. การสนทนา, การร้องเพลง, การสรรเสริญ, การขอบพระคุณพระเจ้า (ข้อ 20), และการยอม นอบน้อมต่อกันและกันเช่นนี้ (ข้อ 21) ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่หลั่งไหลออกจากการถูกเติมเต็มในวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางที่จะรับการเติมเต็มในวิญญาณอีกด้วย.
อฟ. 5:19 ก กซ.3:16
อฟ. 5:19 2ก เพลงสดุดีเป็นเพลงที่ยาว, เพลงสรรเสริญเป็นเพลงที่สั้นกว่า, และเพลงฝ่ายวิญญาณเป็นเพลงที่สั้นที่สุด. ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเราเพื่อเราจะถูกเติมเต็มด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้าและหลั่งไหลออกซึ่งพระองค์ในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเรา.
อฟ. 5:20 ก อฟ.5:4; กซ.3:17
อฟ. 5:20 1 เราควรจะขอบพระคุณพระบิดาไม่เพียงในเวลาที่ราบรื่นเท่านั้น แต่ต้องเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เพียงเพื่อเรื่องที่ดี แต่เพื่อทุกเรื่อง. ถึงแม้จะอยู่ในเวลาที่ทุกข์ยาก มีอุปสรรค เราก็ควรขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาของเราเพื่อเรื่องที่ไม่ราบรื่นนั้นด้วย.
อฟ. 5:20 2 ความเที่ยงแท้แห่งพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือตัวตนของพระองค์. การอยู่ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือการอยู่ในตัวตนของพระองค์และก็คืออยู่ในตัวของพระองค์นั่นเอง. สิ่งนี้เปิดเผยเป็นนัยว่า ขณะที่เราขอบพระคุณพระเจ้านั้น เราควรจะเป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย.
อฟ. 5:21 ก 1ปต.5:5
อฟ. 5:21 1ก การนอบน้อมต่อกันและกันก็เป็นหนทางที่จะได้รับการเติมเต็มด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้าในวิญญาณ (ข้อ 18) และเป็นการหลั่งไหลออกมาหลังจากที่ได้รับการเติมเต็มด้วยเช่นกัน. นี่คือวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อที่จะได้รับการเติมเต็มในวิญญาณด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระคริสต์ จนกลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า.
อฟ. 5:21 2 การนอบน้อมของเราควรจะเป็นลักษณะซึ่งกันและกัน ไม่เพียงผู้เยาว์วัยกว่าจะต้องนอบน้อมต่อผู้อาวุโส แต่ผู้อาวุโสก็ต้องนอบน้อมต่อผู้เยาว์วัยกว่าด้วย (1ปต.5:5).
อฟ. 5:21 3 วลีที่ว่า "ด้วยความยำเกรงพระคริสต์" แปลตามตรงคือ ในความยำเกรงพระคริสต์. หากพิจารณาดูตามเนื้อความในข้อต่อๆ ไปจะเห็นว่าการยำเกรงพระคริสต์ก็คือกลัวที่จะผิดต่อพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะ. กรณีนี้เกี่ยวข้องกับฐานะความเป็นศีรษะของพระองค์ (ข้อ 23) และก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนอบน้อมต่อกันและกันของเราด้วย. ดูข้อ 33 คำอธิบาย 1.
อฟ. 5:22 ก ข้อ 22-23: กซ.3:18-19
อฟ. 5:22 1ก ความสัมพันธ์ระหว่างภรรยากับสามีถูกนำมาเชื่อมโยงกับการได้รับการเติมเต็มในวิญญาณ. มีเพียงเมื่อเราได้รับการเติมเต็มในวิญญาณเท่านั้น เราจึงสามารถมีชีวิตสมรสที่ถูกต้อง อันเป็นรูปภาพเล็งถึงความสัมพันธ์ระหว่างคริสตจักรกับพระคริสต์.
อฟ. 5:22 ข ตต.2:5; 1ปต.3:1
อฟ. 5:22 2 นี่เป็นการนอบน้อมแบบหนึ่งที่ครอบคลุมอยู่ในการนอบน้อมในข้อ 21. ในคำวิงวอนตักเตือนของอัครทูตเกี่ยวกับชีวิตสมรสนั้น ท่านได้กล่าวถึงผู้ที่เป็นภรรยาก่อนเพราะภรรยานั้นเบี่ยงเบนไปจากทางตรงได้ง่ายกว่าสามี เหมือนดังเอวาในเยเนซิศบทที่ 3. ใน 1ปต.3:7 กล่าวว่าภรรยาเป็นภาชนะที่อ่อนแอกว่า. ในคำวิงวอนและตักเตือนของท่านเปาโลที่เกี่ยวกับภรรยากับสามี, บุตรกับบิดามารดา, และทาสกับนายนั้น ท่านได้คำนึงถึงฝ่ายที่อ่อนแอกว่าก่อน แล้วจึงค่อยกล่าวถึงฝ่ายที่เข้มแข็งกว่า.
อฟ. 5:22 3 ภรรยาส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบและเคารพสามีของคนอื่น เพราะฉะนั้นอัครทูตจึงได้วิงวอนและตักเตือนผู้ที่เป็นภรรยาให้นอบน้อมต่อสามี "ของตน" เหมือนนอบน้อมต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ว่าสามีของตนจะเป็นอย่างไร. เปาโลยังได้ใช้หลักการเดียวกันนี้มาวิงวอนตักเตือนผู้ที่เป็นสามีให้รักภรรยา "ของตน" (ข้อ 28, 33). ถ้าเราคิดจะดำเนินชีวิตตามความเที่ยงแท้, โดยพระคุณ, ในความรักและความสว่างแล้ว เราก็ต้องไม่เอาภรรยาหรือสามีของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น.
อฟ. 5:23 ก 1กธ.11:3
อฟ. 5:23 1ก สามีซึ่งเป็นศีรษะของภรรยานั้นเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ซึ่งเป็นศีรษะของคริสตจักร.
อฟ. 5:23 ข อฟ.4:15
อฟ. 5:23 2 พระคริสต์ไม่เพียงเป็นศีรษะของคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังเป็นพระผู้ช่วยของพระกายอีกด้วย. การที่พระองค์เป็นศีรษะนั้นเป็นเรื่องของอำนาจส่วนการที่พระองค์เป็นพระผู้ช่วยนั้นเป็นเรื่องของความรัก. เราจำต้องนอบน้อมต่อพระองค์ผู้เป็นศีรษะของเรา และเราต้องรักพระองค์ผู้เป็นพระผู้ช่วยของเรา.
อฟ. 5:24 1 แนวความคิดในที่นี้มีอยู่ว่า แม้ผู้ที่เป็นสามีจะไม่ใช่ผู้ช่วยของภรรยา เหมือนที่พระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยของคริสตจักร แต่ผู้ที่เป็นภรรยาก็ยังต้องนอบน้อมต่อสามีของตนเหมือนดังที่คริสตจักรนอบน้อมต่อพระคริสต์.
อฟ. 5:24 2 ตามการกำหนดของพระเจ้านั้น ภรรยาจะต้องนอบน้อมต่อสามีอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีทางเลือกใดๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาควรจะเชื่อฟังสามีไปทุกเรื่อง. การนอบน้อมต่างกับการเชื่อฟัง. การเชื่อฟังเน้นหนักที่การยินยอมคล้อยตาม ส่วนการนอบน้อมนั้นเน้นหนักที่การยอมอยู่ใต้อำนาจ. ในเรื่องที่ผิดบาปและเรื่องที่ผิดต่อพระเจ้าและองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ภรรยาก็ไม่ควรไปเชื่อฟังสามี แต่พวกเขายังต้องนอบน้อมต่อสามี. มีสถานการณ์ที่คล้ายกันอยู่เรื่องหนึ่งคือ เพื่อนทั้งสามคนของดานิเอลที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของกษัตริย์แห่งบาบิโลนที่ให้กราบไหว้รูปเคารพ แต่พวกเขายังคงนอบน้อมอยู่ใต้อำนาจของกษัตริย์บาบิโลน (ดนอ.3:13-23).
อฟ. 5:25 ก อฟ.5:28, 33
อฟ. 5:25 1ก การนอบน้อมตรงข้ามกับการบังคับบัญชา แต่อย่างไรก็ดี อัครทูตไม่ได้วิงวอนผู้ที่เป็นสามีให้บังคับบัญชาภรรยา แต่ได้วิงวอนให้พวกเขารักภรรยา. ในชีวิตสมรสนั้น หน้าที่ของภรรยาคือการนอบน้อม ส่วนหน้าที่ของสามีคือการรัก. เมื่อรวมการนอบน้อมของภรรยากับความรักของสามีเข้าด้วยกันก็จะก่อรูปขึ้นเป็นชีวิตสมรสที่ถูกต้องและเป็นแบบเล็งถึงชีวิตคริสตจักรที่ปกติด้วย คือให้คริสตจักรนอบน้อมพระคริสต์และพระคริสต์ทรงรักคริสตจักร. ความรักเป็นองค์ประกอบ เป็นแก่นสารที่อยู่ภายในของพระเจ้านั่นเอง (1ยฮ.4:8, 16). เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คือการนำเราเข้าสู่แก่นสารที่อยู่ภายในของพระเจ้า เพื่อเราจะได้รับสุขพระเจ้าเป็นความรัก และรับสุขการสถิตอยู่ของพระเจ้าในความหวานชื่นแห่งความรักของพระเจ้า และจะได้รักมนุษย์เหมือนดังที่พระคริสต์ทรงรัก.
อฟ. 5:25 2 ความรักที่สามีให้ภรรยาจำต้องเหมือนกับความรักของพระคริสต์ที่มีต่อคริสตจักร คือจะต้องยินดีจ่ายราคา แม้กระทั่งยอมตายเพื่อภรรยา.
อฟ. 5:25 ข อฟ.5:2
อฟ. 5:26 ก ฮร.10:10, 14; 13:12; ยฮ.17:17
อฟ. 5:26 1ก เป้าหมายที่พระคริสต์ทรงสละพระองค์เองเพื่อคริสตจักรนั้น คือเพื่อแปรสภาพคริสตจักรให้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่เพียงทำให้คริสตจักรได้แยกบริสุทธิ์จากสิ่งของธรรมดาทั้งหมดถวายแด่พระองค์เท่านั้น แต่ยังทำให้คริสตจักรได้ซาบซ่านไปด้วยองค์ประกอบของพระองค์เพื่อให้คริสตจักรกลายเป็นคู่หมายที่เหมือนกับพระองค์. กรณีนี้จะสำเร็จได้โดยอาศัยการชำระล้างคริสตจักรด้วยน้ำในพระคำ.
อฟ. 5:26 ข 1กธ.6:11
อฟ. 5:26 2ข แปลตามตรงคือ อ่างล้างชำระ. ในภาษากรีกมีคำนำหน้านามที่เฉพาะเจาะจงจึงเป็นอ่างล้างชำระนั้น ก็คืออ่างล้างชำระซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปของชาวยูดาย. ในพันธสัญญาเดิม ปุโรหิตได้ใช้อ่างล้างชำระนั้นชำระล้างมลทินฝ่ายแผ่นดินโลกทิ้งไป (อซด.30:18-21). เดี๋ยวนี้อ่างล้างชำระนี้ก็คือน้ำแห่งการล้างชำระที่ได้ชำระล้างมลทินของเราไปนั่นเอง.
อฟ. 5:26 3 ตามทัศนะความคิดที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น น้ำในที่นี้ได้เล็งถึงชีวิตที่หลั่งไหลของพระเจ้า ซึ่งมีน้ำที่หลั่งไหลเป็นแบบเล็ง (อซด.17:6; 1กธ.10:4; ยฮ.7:38-39; วว.21:6; 22:1, 17). การชำระล้างด้วยน้ำนี้ต่างกับการชำระด้วยพระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์. พระโลหิตได้ล้างชำระบาปของเราไป (1ยฮ.1:7; วว.7:14) ส่วนน้ำแห่งชีวิตได้ชำระล้างไปซึ่งด่างพร้อยแห่งชีวิตธรรมชาติของคนเก่าของเรา เช่น "ตำหนิ, รอยย่น, หรือความเจ็บป่วยประเภทเดียวกันนี้" (ข้อ 27). ในการแยกบริสุทธิ์และการแปรสภาพคริสตจักรให้บริสุทธิ์นั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงล้าชำระบาปของเราก่อนด้วยพระโลหิตของพระองค์ (ฮร.13:12) จากนั้นก็ทรงล้างชำระด่างพร้อยแห่งธรรมชาติของเราไปด้วยชีวิตของพระองค์. เดี๋ยวนี้เรากำลังอยู่ในขั้นตอนแห่งการชำระนี้ เพื่อคริสตจักรจะได้ "แยกบริสุทธิ์และปราศจากด่างพร้อย" (ข้อ 27).
อฟ. 5:26 ค ยฮ.15:3; 17:17
อฟ. 5:26 4ค ในภาษากรีกเล็งถึงพระคำในยามฉับพลัน. พระคริสต์ที่อาศัยอยู่ภายในเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตได้ตรัสพระคำในยามฉับพลัน, เป็นปัจจุบัน, และมีชีวิตอยู่เสมอ เพื่อทำการล้างชำระสิ่งเก่าไปและทดแทนด้วยสิ่งใหม่ โดยระบบของสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่า และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ภายใน. การล้างชำระให้สะอาดโดยการชำระล้างด้วยน้ำในพระคำนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในพระคำของพระคริสต์. กรณีนี้แสดงว่าในพระคำของพระคริสต์นั้นมีน้ำแห่งชีวิต ซึ่งมีแบบเล็งโดยอ่างล้างชำระที่ตั้งอยู่ระหว่างแท่นเผาบูชาและพลับพลา (อซด.38:8; 40:7).
อฟ. 5:27 ก 2กธ.11:2; กซ.1:22; เทียบ ยนซ.2:22
อฟ. 5:27 1ก ในอดีตพระคริสต์ซึ่งเป็นพระผู้ไถ่ได้สละพระองค์เองเพื่อคริสตจักร (ข้อ 25) เพื่อช่วยไถ่และแจกจ่ายชีวิต (ยฮ.19:34); ในปัจจุบันนี้พระองค์ซึ่งเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตทรงกำลังแปรสภาพคริสตจักรให้บริสุทธิ์โดยการแยกบริสุทธิ์, การซาบซ่าน, การเปลี่ยนแปลง, การเติบโต, และการก่อสร้าง; ในอนาคตพระองค์ซึ่งเป็นเจ้าบ่าวจะถวายคริสตจักรให้เป็นคู่หมายแก่พระองค์เอง เพื่อจะได้รับความอิ่มหนำ. เพราะฉะนั้นการที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักรนั้นก็เพื่อจะแยกบริสุทธิ์และแปรสภาพคริสตจักรให้บริสุทธิ์. การแยกบริสุทธิ์และแปรสภาพให้บริสุทธิ์ของพระองค์นั้นมีเพื่อถวายคริสตจักรให้แก่พระองค์เอง.
อฟ. 5:27 ข มธ.16:18
อฟ. 5:27 2ข ในคำวิงวอนและตักเตือนตอนนี้ของอัครทูตได้ชี้แจงถึงอีกด้านหนึ่งของคริสตจักร นั่นก็คือในด้านที่เป็นเจ้าสาว. ในด้านนี้ได้เปิดเผยว่า คริสตจักรนั้นมาจากพระคริสต์เหมือนดังที่เอวาได้มาจากอาดาม (ยนซ.2:21-22) คริสตจักรและพระคริสต์มีชีวิตและนิสัยเดียวกัน และคริสตจักรจะเป็นคู่หมายของพระองค์ ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งกับพระองค์เหมือนดังที่เอวากับอาดามได้กลายเป็นกาย (เนื้อหนัง) เดียวกัน (ยนซ.2:24). ในด้านที่คริสตจักรคือคนใหม่นั้นเป็นเรื่องของพระคุณและความเที่ยงแท้ ส่วนในด้านที่คริสตจักรคือเจ้าสาวของพระคริสต์นั้นเป็นเรื่องของความรักและความสว่าง. ศูนย์กลางแห่งคำวิงวอนและตักเตือนของอัครทูตในบทที่ 4 คือคนใหม่ ซึ่งยึดเอาพระคุณและความเที่ยงแท้เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ส่วนศูนย์กลางแห่งคำวิงวอนและตักเตือนของอัครทูตในบทนี้คือเจ้าสาวของพระคริสต์ ซึ่งยึดเอาความรักและความสว่างเป็นเนื้อแท้พื้นฐาน. เราควรจะดำเนินชีวิตอย่างคนใหม่ที่อยู่ในพระคุณและความเที่ยงแท้ และเราควรจะมีชีวิตเป็นอยู่อย่างเจ้าสาวของพระคริสต์ที่อยู่ในความรักและความสว่าง.
อฟ. 5:27 3 สง่าราศีคือพระเจ้าที่ได้สำแดงออกมา. ดังนั้นการมีสง่าราศีก็คือมีการสำแดงพระเจ้านั่นเอง. ในที่สุดคริสตจักรที่ถวายให้แก่พระคริสต์ก็เป็นคริสตจักรที่สำแดงพระเจ้า.
อฟ. 5:27 4 ตำหนิในที่นี้เป็นของชีวิตฝ่ายธรรมชาติ ส่วนรอยย่นมีความเกี่ยวข้องกับความเก่าแก่. มีเพียงน้ำแห่งชีวิตเท่านั้นจึงจะสามารถล้างชำระข้อบกพร่องประเภทนี้ไปได้ โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของชีวิตด้วยระบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่า.
อฟ. 5:27 ค อฟ.1:4; กซ.1:22
อฟ. 5:27 5ค การแยกบริสุทธิ์ก็คือการถูกพระคริสต์ซาบซ่านและเปลี่ยนแปลง; ส่วนการปราศจากด่างพร้อยก็คือไม่มีรอยตำหนิ รอยย่น ไม่มีสิ่งของแห่งชีวิตธรรมชาติของคนเก่า.
อฟ. 5:27 ง พพร.4:7
อฟ. 5:28 ก อฟ.5:25
อฟ. 5:29 ก ยฮ.21:15, 17; 1กธ.3:2
อฟ. 5:29 1ก การบำรุงเลี้ยงคือการเลี้ยงดูเราด้วยพระคำที่มีชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า. การทะนุถนอมคือการอบรมเลี้ยงดูด้วยความรักที่อ่อนโยนและปลูกฝังด้วยการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ซึ่งทำให้เราอ่อนน้อมลงทางภายนอกด้วยความอบอุ่นอันอ่อนโยน เพื่อให้เราได้รับการปลอบโยนและการพักสงบที่สุขสบายทางภายใน. นี่เป็นวิธีที่พระคริสต์ทรงดูแลรักษาคริสตจักรซึ่งก็คือพระกายของพระองค์.
อฟ. 5:29 ข 1ธซ.2:7
อฟ. 5:30 ก รม.12:5; 1กธ.12:12, 18-20
อฟ. 5:30 ข อฟ.1:23; 1กธ.12:27
อฟ. 5:31 ก ยนซ.2:24; มธ.19:5
อฟ. 5:31 1 นี่เป็นการกำหนดของพระเจ้าตามแผนการบริหารของพระองค์ (ยนซ.2:24; มธ.19:5).
อฟ. 5:31 ข 1กธ.6:16
อฟ. 5:31 2ข แปลตามตรงคือ เนื้อกายเดียวกัน.
อฟ. 5:32 ก อฟ.3:3; 1ตธ.3:16
อฟ. 5:32 1 พระคริสต์และคริสตจักรซึ่งเป็นวิญญาณเดียวกัน (1กธ.6:17) ดังที่มีแบบเล็งโดยสามีและภรรยาซึ่งเป็นกายเดียวกัน ก็คือข้อลับลึกที่ยิ่งใหญ่.
อฟ. 5:32 ข 1กธ.6:17
อฟ. 5:33 ก อฟ.5:25
อฟ. 5:33 ข 1ปต.3:2
อฟ. 5:33 1ข เนื่องจากผู้ที่เป็นภรรยาควรจะต้องนับถือสามีเป็นศีรษะ เพราะสามีนั้นเป็นแบบเล็งถึงพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะของคริสตจักร ดังนั้นฝ่ายภรรยาควรจะต้องยำเกรงสามีด้วยความยำเกรงพระคริสต์ (ข้อ 21).
สารบัญ