การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6

เอเฟโซ บทที่ 4

III. การดำเนินชีวิตกับภาระหน้าที่ซึ่งจำเป็นต่อคริสตจักร
ในพระวิญญาณบริสุทธิ์
4:1—6:20
1. การดำเนินชีวิตกับภาระหน้าที่ที่จำเป็นในพระกายของพระคริสต์
4:1-16
(1) รักษาความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้น
ข้อ 1-6
อฟ. 4:1 เหตุฉะนั้น1ข้าพเจ้าผู้เป็น2กนักโทษขในองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงอ้อนวอนท่านทั้งหลายให้3คดำเนินชีวิตสมกับงการทรงเรียกที่ท่านจได้รับนั้น
อฟ. 4:2 ด้วย1กความต่ำต้อยและขความอ่อนสุภาพทุกอย่างด้วยคความอดทนนาน จงแบกรับซึ่งกันและกันไว้ในงความรัก
อฟ. 4:3 จงเพียรพยายาม1รักษา2กความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้นด้วย3ขเครื่องผูกพันแห่งคสันติสุข:
อฟ. 4:4 มี1กพระกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว เหมือนดังที่ท่านทั้งหลายถูกขเรียกใน2คความหวังเดียวแห่งการทรงเรียกนั้น
อฟ. 4:5 มี1กองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว 2ขความเชื่อเดียว คบัพติศมาเดียว
อฟ. 4:6 1กพระเจ้าและขพระบิดาองค์เดียวของ2คนทั้งปวง ผู้อยู่3เหนือคนทั้งปวง และทั่วคนทั้งปวง และในคนทั้งปวง.
(2) การใช้งานแห่งของประทานและ
การเจริญเติบโตกับการก่อสร้างพระกายของพระคริสต์
ข้อ 7-16
อฟ. 4:7 1แต่ว่า2กพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราแต่ละคนตาม3ขขนาดแห่งคของประทานของพระคริสต์.
อฟ. 4:8 เหตุฉะนั้น[พระคัมภีร์]จึงกล่าวไว้ว่า "ครั้นพระองค์ได้กเสด็จขึ้นไป1ที่สูง พระองค์ได้ทรงนำ2เชลยเหล่านั้นไปเป็นเชลยอีก และได้ประทาน3ขของประทานแก่มนุษย์.
อฟ. 4:9 (ที่ว่า "พระองค์ได้กเสด็จขึ้นไป" นั้นหมายความว่าอย่างไร นอกจากว่าพระองค์ได้เสด็จลงไปสู่1ขเบื้องต่ำของแผ่นดินโลกก่อนด้วย?
อฟ. 4:10 พระองค์ผู้เสด็จลงไปนั้นก็คือองค์เดียวกันกับผู้ที่เสด็จขึ้นไปกสูงยิ่งเหนือสวรรค์ทั้งหลาย เพื่อพระองค์จะได้1ขเติมเต็มสารพัด.)
อฟ. 4:11 พระองค์จึงได้ทรงประทานให้1บางคนเป็นกอัครทูต, ให้บางคนเป็นขผู้เผยพระวจนะ, ให้บางคนเป็นคผู้ประกาศกิตติคุณ, และให้บางคนเป็น2ผู้เลี้ยงกับงอาจารย์
อฟ. 4:12 สำหรับ1กการสำเร็จวิสุทธิชน 2เพื่อการงานแห่ง3ขการปฏิบัตินั้น 2เพื่อ4คการก่อสร้างงพระกายของพระคริสต์
อฟ. 4:13 จนกว่าเราทุกคนจะ1บรรลุถึง2กความเป็นหนึ่งในขหลักความเชื่อกับในคความรู้ถึง3งพระบุตรของพระเจ้าอย่างครบสมบูรณ์, บรรลุถึง4จการเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มที่, บรรลุถึงขนาดตามรูปร่างแห่ง5ฉความบริบูรณ์ของ3พระคริสต์
อฟ. 4:14 เพื่อเราจะไม่เป็น1กเด็กอีกต่อไป ไม่ถูกซัดไปซัดมาด้วย2คลื่นลม และหันเหไปมาด้วย3ลมปากแห่งขคำสอนทุกอย่างที่อยู่ใน4กลลวงของมนุษย์และในคการกระทำอันเป็นเล่ห์เหลี่ยม ซึ่งจะนำไปสู่5ระบบที่6ผิดเพี้ยน
อฟ. 4:15 แต่จง1ยึดถือความจริงใน2กความรักเพื่อเราจะ3ขเติบโตขึ้นในทุกสิ่งเข้าสู่พระองค์ผู้เป็น4คศีรษะคือพระคริสต์
อฟ. 4:16 1เนื่องมาจากพระองค์นั้น กทั้งพระกายที่2ขติดต่อสนิทและ2ผูกพันกันโดยทุกๆ 3คข้อต่อแห่ง4การหล่อเลี้ยงที่อุดมสมบูรณ์ 5และ[โดย]6การใช้งานงตามขนาดของ7แต่ละส่วน จึง8ทำให้9พระกายนั้นจเจริญเติบโตจนได้ฉก่อสร้างตนเองขึ้นใน10ชความรัก.
2. การดำเนินชีวิตที่จำเป็นต่อการประพฤติในชีวิตประจำวัน
4:17—5:21
(1) หลักการขั้นพื้นฐาน
4:17-24
อฟ. 4:17 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูดและ1เป็นพยานกในองค์พระผู้เป็นเจ้าดังนี้ว่า ตั้งแต่นี้ไป ท่านทั้งหลายจงอย่า2ขดำเนินชีวิตตามอย่างที่คคนต่างชาติงดำเนินชีวิตใน3จความไร้สาระแห่งความคิดของเขา
อฟ. 4:18 เมื่อความเข้าใจของเขา1กมืดมนไป เขาจึงถูกตัดขาดจาก2ขชีวิตของพระเจ้าเพราะเหตุ3คความเขลาซึ่งอยู่ในตัวเขา และเพราะ4งความแข็งกระด้างแห่งใจของเขา
อฟ. 4:19 1เขากสูญสิ้นความรู้สึก จึงได้ขปล่อยตัวไปตามกามตัณหา และละโมบในการประพฤติที่โสโครกทุกอย่าง.
อฟ. 4:20 แต่ท่านทั้งหลายไม่ได้1กเรียนรู้ถึงพระคริสต์อย่างนั้น
อฟ. 4:21 ถ้าแม้ท่านได้ฟังพระองค์และได้รับกการสอนในพระองค์ ตาม1ขความเที่ยงแท้ซึ่งมีอยู่ในพระเยซู
อฟ. 4:22 1คือท่านได้2กถอดทิ้ง3ขคนเก่า[ที่ประพฤติ]ตาม4ลักษณะการดำเนินชีวิตในอดีตไปแล้วซึ่งกำลังเสื่อมเสียไปตามราคะตัณหาแห่ง5การล่อลวงนั้น
อฟ. 4:23 และให้ท่านถูก1กเปลี่ยนใหม่ใน2ขวิญญาณแห่งความคิดของท่าน
อฟ. 4:24 และได้1กสวมใส่2ขคนใหม่ซึ่งถูกคเนรมิตสร้างขึ้น3ตามอย่างพระเจ้า ใน4งความชอบธรรมและ4จความบริสุทธิ์แห่ง5ฉความเที่ยงแท้นั้น.
(2) รายละเอียดของการดำเนินชีวิตนี้
4:25—5:21
อฟ. 4:25 1เหตุฉะนั้นในเมื่อท่านทั้งหลายได้กถอดทิ้ง2ขการมุสาเสียแล้ว ก็ให้ต่างคนต่างพูด2คความจริงกับเพื่อนบ้านของตน เพราะเราทั้งหลายเป็นงอวัยวะของกันและกัน.
อฟ. 4:26 1กโกรธเถิด แต่ขอย่ากระทำบาป 2อย่าให้ถึงคตะวันตกแล้วท่าน3ยังงโกรธอยู่
อฟ. 4:27 และอย่า1ให้กมารมีโอกาสได้.
อฟ. 4:28 ฝ่ายคนที่เคยลักขโมยก็อย่าได้1กลักขโมยอีกต่อไป แต่จง2ขตรากตรำทำ3การงานที่สุจริตด้วยคมือของตนเอง เพื่อจะได้มี[บางสิ่งบางอย่าง]มา 2งแบ่งให้แก่คนเหล่านั้นที่มีความต้องการ.
อฟ. 4:29 อย่าให้1กคำเสื่อมเสียออกมาจากปากของท่านเลย แต่จงพูดถ้อยคำอันดี เพื่อ2ขการก่อสร้างผู้คนให้เหมาะแก่ความต้องการ เพื่อจะนำ3คพระคุณไปให้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยิน.
อฟ. 4:30 และอย่า1กระทำให้2พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้ากเสียพระทัย 3ในพระวิญญาณนั้นท่านได้รับ4ขการประทับตราไว้5จนถึงวันที่6คได้รับการไถ่.
อฟ. 4:31 ส่วนใจขมขื่น, ใจขัดเคือง, ใจโกรธ, การทะเลาะเถียงกัน, การว่าร้าย, รวมทั้งการคิดปองร้ายทุกอย่างนั้น จงกขจัดทิ้งไปจากท่ามกลางท่านทั้งหลายเถิด.
อฟ. 4:32 จงกเอ็นดูต่อกันและกัน, 1มีขใจปรานีต่อกัน, และ2คอภัยแก่กันและกัน เหมือนดังที่3พระเจ้าได้ทรง4อภัยแก่ท่านในพระคริสต์.

คำอธิบาย เอเฟโซ บทที่ 4

อฟ. 4:1 1 ข้อนี้ได้กล่าวเนื้อความใน 3:1 ซ้ำเป็นบางส่วน ซึ่งในข้อนั้นเป็นการเริ่มต้นของการวิงวอนของอัครทูตในบทที่ 4-6. กรณีนี้แสดงว่า 3:2-21 นั้นเป็นข้อความที่แทรกเข้ามา. ดู 3:1 คำอธิบาย 2.
อฟ. 4:1 ก อฟ.3:1
อฟ. 4:1 2ก ดู 3:1 คำอธิบาย 2. ใน 3:1 เปาโลกล่าวว่าท่านเป็น "นักโทษของพระคริสต์เยซู" แต่ในที่นี้ท่านได้กล่าวว่าท่านเป็น "นักโทษในองค์พระผู้เป็นเจ้า". การเป็นนักโทษในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่าการเป็นนักโทษขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ในฐานะที่เป็นนักโทษเช่นนี้เปาโลจึงเป็นแบบอย่างของผู้ที่จะดำเนินชีวิตให้สมกับการทรงเรียกของพระเจ้า.
อฟ. 4:1 ข อฟ.4:17; 5:8; 6:1, 10, 21
อฟ. 4:1 ค อฟ.4:17; 5:2, 8; กซ.1:10; 1ธซ.2:12
อฟ. 4:1 3ค หนังสือเล่มนี้อาจแบ่งออกเป็นสองตอนใหญ่. ตอนที่หนึ่งซึ่งประกอบด้วยบทที่ 1—3 เปิดเผยถึงพระพรและฐานะที่คริสตจักรได้รับในพระคริสต์ในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. ตอนที่สองซึ่งประกอบด้วยบทที่ 4—6 ได้กำชับเราเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและความรับผิดชอบที่คริสตจักรควรมีในพระวิญญาณบนแผ่นดินโลก. คำกำชับพื้นฐานนี้ก็คือให้เราดำเนินชีวิตให้สมกับการทรงเรียกของพระเจ้า. การทรงเรียกนี้เป็นการสรุปรวมกันของพระพรที่ประทานให้แก่คริสตจักรดังที่ได้เปิดเผยไว้ใน 1:3-14. ในคริสตจักรซึ่งอยู่ภายใต้พระพรที่เปี่ยมล้นของพระเจ้าตรีเอกภาพนั้น วิสุทธิชนก็ควรที่จะดำเนินชีวิตให้สมกับการเลือกสรรและการกำหนดล่วงหน้าของพระบิดา, การช่วยไถ่ของพระบุตร, และการประทับตราและการให้มัดจำของพระวิญญาณนั้น. ดังนั้นในบทที่ 4—6 นั้น ด้านหนึ่งเราก็จะเห็นถึงการดำเนินชีวิตที่คริสตจักรควรมี และอีกด้านหนึ่งก็คือภาระที่คริสตจักรควรรับผิดชอบ.
อฟ. 4:1 ง อฟ.4:4; 1:18; 2ตธ.1:9
อฟ. 4:1 จ รม.8:28; กซ.3:15; 1กธ.1:2, 9, 24
อฟ. 4:2 ก มธ.11:29
อฟ. 4:2 1ก คำว่า "ความต่ำต้อย" คือการคงอยู่ในฐานะที่ต่ำต้อย และคำว่า "ความอ่อนสุภาพ" คือการไม่ต่อสู้โต้แย้งเพื่อตัวเอง. เราควรปฏิบัติต่อตัวเองโดยฝึกฝนคุณธรรมสองชนิดนี้. ส่วนคำว่า "ความอดทนนาน" คือการยอมทนรับการปฏิบัติต่อเราที่ไม่ถูกต้อง. เราควรปฏิบัติต่อผู้อื่นโดยฝึกฝนคุณธรรมชนิดนี้. โดยคุณธรรมเหล่านี้เราจึงได้แบกรับ (ไม่ใช่แค่อดกลั้น) ซึ่งกันและกันไว้ ซึ่งหมายความว่า เราไม่ปฏิเสธคนเหล่านั้นที่สร้างปัญหา แต่จะแบกรับพวกเขาในความรัก. นี่เป็นการสำแดงออกของชีวิต.
คุณธรรมเหล่านี้ไม่อาจพบเห็นได้ในสภาพมนุษย์ตามธรรมชาติของเรา แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในสภาพมนุษย์ของพระเยซูคริสต์. ก่อนที่เปาโลจะพูดถึงความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณในข้อ 3 นั้น ในที่นี้ท่านก็พูดถึงคุณธรรมเหล่านี้ก่อน. นี่เป็นการชี้บ่งว่าหากเราจะรักษาความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้น เราต้องมีคุณธรรมเหล่านี้ และมีความหมายเป็นนัยว่าในพระวิญญาณแห่งการผูกพันนั้นมีสภาพมนุษย์ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็คือสภาพมนุษย์ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์นี้.
อฟ. 4:2 ข มธ.5:5
อฟ. 4:2 ค กซ.1:11
อฟ. 4:2 ง อฟ.1:4
อฟ. 4:3 1 หรือ ป้องกัน, รักษาโดยการปกป้อง. ความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้นคือตัวของพระวิญญาณนั้นเอง. การรักษาความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้นก็คือการรักษาไว้ซึ่งพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตนั่นเอง. หากเราเคลื่อนไหวโดยแยกจากพระวิญญาณนั้น นั่นก็คือการแตกแยกและจะสูญเสียความเป็นหนึ่ง. แต่หากเรายังคงดำรงอยู่ในพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต นั่นก็คือการรักษาความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้น.
อฟ. 4:3 ก อฟ.4:13; ยฮ.17:11, 21, 22, 23
อฟ. 4:3 2ก การที่เราจะดำเนินชีวิตให้สมกับการทรงเรียกของพระเจ้าและมีชีวิตแห่งพระกายที่ถูกต้องนั้น ก่อนอื่นเราจำต้องคำนึงถึงความเป็นหนึ่ง. นี่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อพระกายของพระคริสต์. ถ้าพูดอย่างเคร่งครัดแล้ว ความเป็นหนึ่งนี้แตกต่างกับการเป็นสหภาพกัน. สหภาพนั้นก็คือการรวมตัวกันของกลุ่มชน ส่วนความเป็นหนึ่งนั้นคือพระวิญญาณนั้นซึ่งเป็นแก่นสารแห่งความเป็นหนึ่งที่อยู่ในผู้เชื่อทั้งหลายซึ่งได้ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่ง. ความเป็นหนึ่งนี้เป็นตัวตนหนึ่ง ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เองผู้เป็นพระวิญญาณนั้นที่ได้อาศัยอยู่ภายในเรา. กรณีนี้สามารถเปรียบเทียบกับกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในหลอดไฟจำนวนมาก ได้ทำให้หลอดไฟทั้งหมดเป็นหนึ่งในการส่องสว่าง. แม้ตัวหลอดไฟจะแยกจากกัน แต่ในกระแสไฟฟ้านั้น หลอดไฟเหล่านี้ล้วนได้เป็นหนึ่ง.
อฟ. 4:3 ข เทียบ กซ.3:14
อฟ. 4:3 3ข บนกางเขนนั้น พระคริสต์ได้ทรงลบล้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดความแตกต่างกัน. ในการทำเช่นนี้ พระองค์จึงได้กระทำให้เกิดสันติสุขในพระกายของพระองค์. สันติสุขนี้ควรจะทำให้ผู้เชื่อทุกคนติดต่อสนิทกัน ดังนั้นจึงควรจะเป็นเครื่องผูกพัน. เครื่องผูกพันแห่งสันติสุขนั้นเป็นผลลัพธ์มาจากการงานแห่งกางเขน. หากเรายอมคงอยู่บนกางเขน เราก็จะมีสันติสุขกับคนทั้งปวง. สันติสุขนี้ได้กลายเป็นเครื่องผูกพันของเรา และในสันติสุขนี้เราก็ได้รักษาไว้ซึ่งความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้น.
อฟ. 4:3 ค อฟ.2:14, 15, 17; กซ.3:15 ฮร.12:14; รม.12:18
อฟ. 4:4 ก อฟ.2:16; รม.12:5; 1กธ. 12:12-13
อฟ. 4:4 1ก ขณะที่อัครทูตวิงวอนให้เรารักษา "ความเป็นหนึ่ง" อยู่นั้น ท่านก็ได้ชี้ให้เราเห็นถึงของเจ็ดประการซึ่งเป็นมูลฐานของความเป็นหนึ่งของเราได้แก่ พระกายเดียว, พระวิญญาณองค์เดียว, ความหวังเดียว, องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว, ความเชื่อเดียว, บัพติศมาเดียว, และพระเจ้าองค์เดียว. "ความเป็นหนึ่ง" เจ็ดประการนี้มีอยู่สามหมู่ด้วยกัน. สามประการแรกได้ประกอบกันขึ้นเป็นหมู่แรกซึ่งเป็นของพระวิญญาณนั้น โดยมีพระกายเป็นการสำแดง. เมื่อพระกายนี้ได้บังเกิดใหม่และซาบซ่านไปด้วยพระวิญญาณนั้นซึ่งเป็นธาตุแท้ของพระกายแล้ว พระกายนี้ก็มีความหวังที่จะได้เปลี่ยนรูปลักษณะให้เป็นกายที่เหมือนกับพระคริสต์ทุกประการ. สามประการต่อมาได้ประกอบกันขึ้นเป็นหมู่ที่สอง ซึ่งเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยมีความเชื่อและบัพติศมาทำให้เราได้ประสานสนิทกับพระองค์. ประการสุดท้ายได้ประกอบขึ้นเป็นหมู่ที่สาม คือพระเจ้ากับพระบิดาผู้เป็นการเริ่มต้นและต้นกำเนิดของทุกสิ่ง. ทั้งสามพระภาคของพระเจ้าตรีเอกภาพ คือพระวิญญาณซึ่งเป็นผู้ดำเนินการของพระกาย, พระบุตรซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างพระกาย, และพระบิดาซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นของพระกาย ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับพระกายนี้. การกล่าวถึงพระภาคที่สามของพระเจ้าตรีเอกภาพขึ้นมาก่อน ก็เป็นเพราะประเด็นสำคัญในที่นี้คือพระกาย ซึ่งมีพระวิญญาณนั้นเป็นธาตุแท้, ชีวิต, และการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิต. ต่อจากนั้นก็ย้อนกลับไปที่พระบุตร แล้วก็มาถึงพระบิดา.
อฟ. 4:4 ข อฟ.4:1
อฟ. 4:4 ค อฟ.1:18; กซ.1:27; รม.8:23-25
อฟ. 4:4 2ค คือความหวังอันสง่าราศี (กซ.1:27) นั่นคือการที่ร่างกายของเราถูกเปลี่ยนรูปลักษณะ (ฟป.3:21) และการปรากฏแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า (รม.8:19, 23-25).
อฟ. 4:5 ก 1กธ.8:6; 12:5
อฟ. 4:5 1ก ในข้อนี้ไม่ได้กล่าวว่า พระบุตรองค์เดียว "แต่กล่าวว่า" องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว". ในกิตติคุณโยฮัน ผู้ที่เราได้เชื่อเข้าสู่ก็คือพระบุตร (ยฮ.3:16) แต่ในหนังสือกิจการ ผู้ที่เราเชื่อเข้าสู่คือองค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.16:31). ในหนังสือจดหมายของโยฮัน พระบุตรมีเพื่อแจกจ่ายชีวิต (1ยฮ.5:12) แต่ในหนังสือกิจการ หลังจากการเสด็จสู่สวรรค์แล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้านั้นมีเพื่อการใช้อำนาจ (กจ.2:36) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับฐานะที่พระองค์ทรงเป็นศีรษะ. ดังนั้นการที่เราเชื่อในพระองค์จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตและมีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจเพราะพระองค์ทรงเป็นทั้งชีวิตของเราและเป็นศีรษะของเราด้วย. ถ้าพิจารณาในแง่ที่พระองค์เป็นศีรษะของพระกายแล้ว (1:22) พระองค์ก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้า. สาเหตุที่คริสเตียนแตกแยกกันก็เพราะพวกเขาไม่คำนึงถึงศีรษะของพระกายและไม่คำนึงถึงฐานะการเป็นศีรษะและอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย.
อฟ. 4:5 ข อฟ.4:13; ตต.1:4; 2ตธ.4:7
อฟ. 4:5 2ข เราได้เชื่อเข้าสู่องค์พระผู้เป็นเจ้าโดยความเชื่อ (ยฮ.3:36). เราได้รับบัพติศมาเข้าสู่องค์พระผู้เป็นเจ้าและได้สิ้นสุดในอาดาม (รม.6:4) ก็โดยการรับบัพติศมา (ฆต.3:27; รม.6:3). โดยการเชื่อและรับบัพติศมา เราก็ได้โยกย้ายออกจากอาดามเข้าสู่พระคริสต์ ดังนั้นจึงได้เข้าสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้า (1กธ.6:17). หลังจากที่เราเชื่อพระคริสต์แล้วเราก็ต้องรีบรับบัพติศมาทันที เพื่อทำให้การโยกย้ายนี้ได้สำเร็จครบถ้วน.
อฟ. 4:5 ค มธ.28:19; กจ.2:38; รม.6:3; ฆต. 3:27-28, 1กธ.12:13
อฟ. 4:6 ก มลค.2:10; รม.3:30; 1กธ.8:4, 6; 12:6; ฆต.3:20; 1ตธ.2:5
อฟ. 4:6 1ก พระเจ้าทรงเป็นผู้เริ่มต้นของสรรพสิ่ง; พระบิดาทรงเป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตเพื่อพระกายของพระคริสต์.
อฟ. 4:6 ข อฟ.3:14
อฟ. 4:6 2 เล็งถึงผู้เชื่อทุกคน.
อฟ. 4:6 3 แม้แต่ในที่นี้ก็มีความหมายเป็นนัยถึงแนวความคิดของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์. วลีที่ว่า "เหนือคนทั้งปวง" กล่าวถึงพระบิดาเป็นสำคัญ; "ทั่วคนทั้งปวง" กล่าวถึงพระบุตรเป็นสำคัญ; "ในคนทั้งปวง" กล่าวถึงพระวิญญาณนั้นเป็นสำคัญ. ในที่สุดพระเจ้าตรีเอกภาพก็ได้เข้าสู่ภายในเราทุกคนโดยการเสด็จมาถึงเราในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น. ความเป็นหนึ่งแห่งพระกายของพระคริสต์นั้นได้ก่อรูปขึ้นด้วยตรีเอกภาพแห่งฐานันดรของพระเจ้า โดยมีพระบิดาผู้เป็นต้นกำเนิดและเป็นการเริ่มต้นเป็นผู้เริ่มต้น, มีพระบุตรผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นศีรษะเป็นผู้กระทำให้สำเร็จ, และมีพระวิญญาณนั้นผู้ได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตเป็นผู้ปฏิบัติการ. เมื่อพระเจ้าตรีเอกภาพองค์นี้ได้กลายเป็นความเที่ยงแท้และประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตของเราแล้วพระองค์ก็ได้เป็นพื้นฐานและองค์ประกอบแห่งความเป็นหนึ่งของเรา.
อฟ. 4:7 1 เกี่ยวกับพระกายของพระคริสต์นั้น องค์ประกอบพื้นฐานทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่ง ส่วนของประทาน (การใช้งาน) กลับมีมากมายและแตกต่างกันไป.
อฟ. 4:7 ก อฟ.3:8 เทียบ รม.12:6
อฟ. 4:7 2ก ในที่นี้พระคุณได้ประทานให้ตามของประทาน แต่ใน รม.12:6 นั้น ของประทานแตกต่างกันตามพระคุณ. อันที่จริงพระคุณก็คือชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้ก่อกำเนิดและหล่อเลี้ยงของประทาน. ในโรมบทที่ 12 นั้น พระคุณนี้ได้ก่อกำเนิดของประทาน ดังนั้นของประทานจึงเป็นไปตามพระคุณ. ส่วนในที่นี้ พระคุณนั้นเป็นไปตามของประทานและตามขนาดแห่งของประทาน. กรณีนี้ก็เหมือนกับการที่เลือดของเราย่อมไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายตามความใหญ่เล็กของอวัยวะนั่นเอง.
อฟ. 4:7 ข อฟ.4:16
อฟ. 4:7 3ข ขนาดแห่งของประทานของพระคริสต์ก็คือความใหญ่เล็กของอวัยวะในพระกายของพระองค์นั่นเอง.
อฟ. 4:7 ค อฟ.4:8, 11
อฟ. 4:8 ก บพส.68:18
อฟ. 4:8 1 คำว่า "ที่สูง" ซึ่งยกอ้างมาจาก บพส.68:18 เล็งถึงภูเขาซีโอน (บพส.68:15-16) อันเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงสวรรค์ชั้นสามซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้า (1พกษ.8:30). บทเพลงสรรเสริญบทที่ 68 มีความหมายเป็นนัยว่า พระเจ้าได้เสด็จขึ้นสู่ภูเขาซีโอนโดยทรงอยู่ในหีบพันธสัญญาหลังจากที่หีบพันธสัญญานั้นได้รับชัยชนะแล้ว. ใน บพส. 68:1 นั้นเป็นข้อที่ยกมาจาก อฤธ.10:35 แสดงว่าเบื้องหลังของบทเพลงสรรเสริญบทที่ 68 นั้นเป็นการเคลื่อนไหวของพระเจ้าในพลับพลา ซึ่งมีหีบพันธสัญญาเป็นศูนย์กลาง. ไม่ว่าหีบพันธสัญญาอันเป็นแบบเล็งของพระคริสต์นี้จะมุ่งไปทางทิศใดก็มีชัยเสมอ. ในที่สุดหีบพันธสัญญานี้ก็ถูกยกแห่เพื่อฉลองชัยชนะขึ้นสู่ยอดเขาซีโอน. นี่เป็นการบรรยายถึงการที่พระคริสต์ได้รับชัยชนะและได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ทั้งหลายในขบวนแห่แห่งชัยชนะ.
อฟ. 4:8 2 คำว่า "เชลยเหล่านั้น" เล็งถึงวิสุทธิชนที่ได้รับการไถ่ซึ่งเคยถูกซาตานจับเป็นเชลยมาก่อนที่เขาจะได้รับความรอดโดยการตายและการเป็นขึ้นของพระคริสต์. เมื่อพระคริสต์เสด็จสู่สวรรค์ก็ได้นำพวกเขาไปเป็นเชลยอีก คือได้ช่วยพวกเขาออกจากการเป็นเชลยของซาตานกลับคืนสู่พระองค์เอง. กรณีนี้แสดงว่าพระคริสต์ทรงพิชิตและมีชัยชนะต่อซาตานที่ได้จับพวกเขาไปเป็นเชลยโดยความบาปและความตายแล้ว.
พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ฉบับขยายความ (Amplified New Testament) ได้แปลถ้อยคำที่ว่า "พระองค์ได้ทรงนำเชลยเหล่านั้นไปเป็นเชลยอีก" เป็น "พระองค์ทรงนำขบวนแห่ของศัตรูที่ถูกสยบ." วลีที่ว่า "ศัตรูที่ถูกสยบ" เล็งถึงซาตาน, เหล่าทูตที่ติดตามมัน, และพวกเราที่เป็นคนบาปเหล่านี้. นี่เป็นการสำแดงถึงชัยชนะที่พระคริสต์ทรงมีเหนือซาตาน, ความบาป, และความตาย. ในขณะที่พระคริสต์เสด็จสู่สวรรค์นั้น ได้มีขบวนแห่ของศัตรูที่ถูกสยบซึ่งเป็นเชลยศึกเพื่อเป็นการฉลองชัยชนะของพระคริสต์.
อฟ. 4:8 ข อฟ.4:7
อฟ. 4:8 3ข ภาษากรีกเป็นพหูพจน์. คำว่า "ของประทาน" ในที่นี้ไม่ได้เล็งถึงกำลังหรือความสามารถในการปรนนิบัติต่างๆ แต่เล็งถึงผู้มีของประทานแต่ละประเภทที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 11 ซึ่งก็คืออัครทูต, ผู้เผยพระวจนะ, ผู้ประกาศกิตติคุณ, และผู้เลี้ยงและอาจารย์. หลังจากที่พระคริสต์ได้ทรงพิชิตซาตานและความตายและได้ช่วยบรรดาคนบาปให้พ้นจากซาตานและความตายโดยการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์แล้ว ในการเสด็จสู่สวรรค์นั้นพระคริสต์ก็ทรงทำให้บรรดาคนบาปที่ได้รับการช่วยเหล่านี้กลายเป็นของประทานโดยชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ และประทานพวกเขาให้แก่พระกายของพระองค์เพื่อก่อสร้างพระกายของพระองค์.
อฟ. 4:9 ก ยฮ.3:13; ฮร.4:14
อฟ. 4:9 ข บพส.63:9; ยซย.44:23; มธ.12:40; ฟป.2:10
อฟ. 4:9 1ข เล็งถึงแดนมรณาซึ่งอยู่ใต้แผ่นดินโลก อันเป็นที่ซึ่งพระคริสต์เคยเสด็จไปหลังจากที่สิ้นพระชนม์แล้วนั่นเอง (กจ.2:27).
อฟ. 4:10 ก อฟ.1:21; ฮร.7:26
อฟ. 4:10 ข อฟ.1:23
อฟ. 4:10 1ข ขั้นแรกพระคริสต์ได้เสด็จจากสวรรค์มาสู่แผ่นดินโลกโดยการกลายเป็นเนื้อหนัง. จากนั้นพระองค์ได้เสด็จต่อไปจากแผ่นดินโลกสู่แดนมรณาโดยการตาย. ในที่สุดพระองค์ได้เสด็จจากแดนมรณาขึ้นสู่แผ่นดินโลกโดยการเป็นขึ้นและเสด็จจากแผ่นดินโลกไปสู่สวรรค์โดยการเสด็จสู่สวรรค์. พระองค์ทรงเปิดหนทางโดยอาศัยการเดินทางเช่นนี้เพื่อพระองค์จะได้เติมเต็มสารพัด.
อฟ. 4:11 1 วลีที่ว่า "แต่ละคน" ในข้อ 7 เล็งถึงอวัยวะทุกส่วนในพระกายของพระคริสต์ ซึ่งแต่ละอวัยวะก็ล้วนได้รับของประทานทั่วไปแล้ว. แต่ผู้มีของประทานสี่ประเภทที่กล่าวไว้ในที่นี้เล็งถึงบรรดาคนที่ได้รับของประทานพิเศษ.
อฟ. 4:11 ก อฟ.2:20; 3:5; 1กธ.12:28
อฟ. 4:11 ข กจ.11:27; 13:1
อฟ. 4:11 ค กจ.21:8; 2ตธ.4:5
อฟ. 4:11 2 ตามโครงสร้างของไวยากรณ์นั้น ผู้เลี้ยงกับอาจารย์เล็งถึงผู้มีของประทานประเภทเดียวกัน. ผู้เลี้ยงควรต้องรู้ว่าจะสอนผู้อื่นอย่างไร ส่วนอาจารย์ก็ควรต้องสามารถเลี้ยงดูผู้อื่นได้.
อฟ. 4:11 ง กจ.13:1; 1กธ.12:28
อฟ. 4:12 ก 2กธ.13:9
อฟ. 4:12 1ก หรือ ตกแต่งวิสุทธิชน, นำเอาหน้าที่การใช้งานมาหล่อเลี้ยงวิสุทธิชน.
อฟ. 4:12 ข 2กธ.4:1; 1ตธ.1:12
อฟ. 4:12 3ข ผู้มีของประทานมากมายที่อยู่ในข้อที่แล้วร่วมมีการปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือการนำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงแก่ผู้อื่นเพื่อการก่อสร้างพระกายของพระคริสต์ คือคริสตจักร. นี่คือการปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ (2กธ.4:1; 1ตธ.1:12).
อฟ. 4:12 2 คำว่า "เพื่อ" ในที่นี้หมายถึง มีผลลัพธ์ใน คือ, เพื่อเป้าหมายของ, หรือ ซึ่งจะนำไปสู่.
อฟ. 4:12 ค เทียบ มธ.16:18; อฟ.4:16; 1กธ.14:4, 12
อฟ. 4:12 4ค ตามโครงสร้างของไวยากรณ์นั้น การก่อสร้าง พระกายของพระคริสต์ ก็คือ การงานแห่งการปฏิบัตินั้น. ไม่ว่าบรรดาผู้มีของประทานในข้อ 11 จะทำอะไร หากนับเป็นการงานแห่งการปฏิบัตินั้นแล้ว ก็ล้วนต้องมีเพื่อการก่อสร้างพระกายของพระคริสต์. แต่การก่อสร้างนี้ไม่ได้กระทำสำเร็จโดยผู้มีของประทาน แต่ได้สำเร็จโดยวิสุทธิชนที่ได้รับการสำเร็จจากผู้มีของประทานเหล่านั้น.
อฟ. 4:12 ง อฟ.1:23; รม.12:5; 1กธ.12:12, 17
อฟ. 4:13 1 หรือ บรรลุผล. กรณีนี้แสดงว่า การที่เราจะบรรลุผลหรือบรรลุถึงความเป็นหนึ่งในภาคปฏิบัตินั้น เราจะต้องผ่านขั้นตอนช่วงหนึ่ง.
อฟ. 4:13 ก อฟ.4:3
อฟ. 4:13 2ก ความเป็นหนึ่งของพระวิญญาณนั้นในข้อ 3 คือความเป็นหนึ่งแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในความเที่ยงแท้. ส่วนความเป็นหนึ่งในข้อนี้คือความเป็นหนึ่งแห่งการดำเนินชีวิตของเราในภาคปฏิบัติ. ในความเที่ยงแท้นั้นเรามีความเป็นหนึ่งแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องรักษาความเป็นหนึ่งนี้ไว้เท่านั้น. แต่เรายังต้องมุ่งหน้าต่อไปจนกว่าเราจะบรรลุถึงความเป็นหนึ่งแห่งการดำเนินชีวิตของเราในภาคปฏิบัติ. ความเป็นหนึ่งในด้านนี้ครอบคลุมถึงสองเรื่องด้วยกันคือ หลักความเชื่อและความรู้ที่ครบสมบูรณ์ถึงพระบุตรของพระเจ้า. ตามการเปิดเผยใน ยด.3; 2ตธ.4:7; 1ตธ.6:21 นั้น หลักความเชื่อไม่ได้เล็งถึงกิริยาที่เราเชื่อ แต่เล็งถึงสิ่งที่เราเชื่อเช่น ฐานันดรอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์และการงานแห่งการไถ่ที่พระองค์ได้กระทำสำเร็จเพื่อความรอดของเรา. การมีความรู้ที่ครบสมบูรณ์ถึงพระบุตรของพระเจ้าก็คือการมีความเข้าใจต่อการเปิดเผยที่เกี่ยวกับพระบุตรของพระเจ้าเพื่อเราจะได้ประสบการณ์. เรายิ่งมีการเติบโตในชีวิตเราก็จะยิ่งยึดมั่นในหลักความเชื่อและยึดมั่นความเข้าใจที่มีต่อพระคริสต์และจะยิ่งละทิ้งบรรดาทัศนะความคิดแห่งหลักธรรมข้อปลีกย่อยและข้อที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งก่อให้เกิดการแตกแยก. จากนั้นเราก็จะบรรลุผลหรือบรรลุถึงความเป็นหนึ่งในภาคปฏิบัติ นั่นคือเราจะบรรลุถึงการโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดตามรูปร่างแห่งความบริบูรณ์ของพระคริสต์นั่นเอง.
อฟ. 4:13 ข อฟ.4:5
อฟ. 4:13 ค มธ.11:27; ฟป.3:10
อฟ. 4:13 ง มธ.16:16; ยฮ.20:31
อฟ. 4:13 3ง วลีที่ว่า "พระบุตรของพระเจ้า" เล็งถึงตัวตนขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นชีวิตของเรา ส่วนคำว่า "พระคริสต์" เล็งถึงภารกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการนำชีวิตมาหล่อเลี้ยงเข้าสู่ภายในเรา เพื่อทำให้เราผู้เป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระคริสต์เหล่านี้ได้มีของประทานในการใช้งาน. ดู มธ.16:16 คำอธิบาย 1.
อฟ. 4:13 จ ฮร.5:14; 1กธ.14:20; กซ.1:28
อฟ. 4:13 4จ ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่ก็คือผู้ที่สุกงอมนั่นเอง. การสุกงอมในชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อความเป็นหนึ่งในภาคปฏิบัติ.
อฟ. 4:13 ฉ อฟ.1:23
อฟ. 4:13 5ฉ ความบริบูรณ์ของพระคริสต์ก็คือพระกายของพระคริสต์นั่นเอง (1:23). พระกายนี้มีรูปร่างซึ่งมีขนาด. การบรรลุถึงขนาดตามรูปร่างแห่งความบริบูรณ์ของพระคริสต์นั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อความเป็นหนึ่งในภาคปฏิบัติด้วย. ดังนั้นเราจำต้องมุ่งหน้าจากความเป็นหนึ่งในความเที่ยงแท้ไปสู่ความเป็นหนึ่งในภาคปฏิบัติ จนได้บรรลุถึงสามประการที่กล่าวไว้ในข้อนี้คือ ความเป็นหนึ่ง, การเป็นผู้ใหญ่เต็มที่, และขนาดตามรูปร่างแห่งความบริบูรณ์ของพระคริสต์.
อฟ. 4:14 ก 1กธ.3:1; 13:11
อฟ. 4:14 1ก แปลตามตรงคือ ทารก. ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "เด็ก" ใน ฆต.4:1 โดยชี้ถึงผู้เชื่อที่ยังคงอ่อนเยาว์ในพระคริสต์และไม่สุกงอมในชีวิต (1กธ.3:1).
อฟ. 4:14 2 บรรดาคลื่นลมต่างๆ ที่เกิดมาจากคำสอน (1ตธ.1:3-4), หลักธรรม, ทัศนะ, หรือความเห็นที่ต่างกันนั้นล้วนถูกซาตานใช้มาล่อลวงวิสุทธิชนเพื่อที่จะแยกเขาไปจากพระคริสต์และคริสตจักร. ผู้ที่ยังอ่อนเยาว์ในพระคริสต์จะแยกแยะสิ่งเหล่านี้ ได้ยาก. หนทางเดียวที่เราจะหลุดพ้นจากคลื่นที่ถูกลมพัดโหมอยู่นั้นก็คือการเติบโตในชีวิต และหนทางที่ปลอดภัยซึ่งจะทำให้เราเติบโตในชีวิตก็คือการอยู่ในชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้องโดยมีพระคริสต์และคริสตจักรเป็นการปกป้อง.
อฟ. 4:14 3 คำสอนใดๆ ที่ทำให้วิสุทธิชนเบี่ยงเบนไปจากพระคริสต์และคริสตจักร แม้จะเป็นคำสอนที่สอดคล้องตามพระคัมภีร์ ก็ล้วนเป็นลมปากที่พัดหอบเขาเหล่านั้นออกจากพระประสงค์ศูนย์กลางของพระเจ้าทั้งสิ้น.
อฟ. 4:14 ข 1ตธ.1:3; 6:3
อฟ. 4:14 4 คำว่า "กลลวง" ในภาษากรีกชี้ถึงกลโกงของผู้ทอดลูกเต๋า. ส่วนคำว่า "การกระทำอันเป็นเล่ห์เหลี่ยม" ก็เล็งถึงเล่ห์เหลี่ยมที่นักพนันใช้กัน. ลมปากแห่งคำสั่งสอนพัดหอบผู้เชื่อไปจากพระคริสต์และคริสตจักร. สิ่งนี้ก็คือคำลวงที่เกิดจากการยุยงของซาตานผู้เจ้าเล่ห์ที่ได้ใช้กลลวงของมนุษย์และการกระทำอันเป็นเล่ห์เหลี่ยม เพื่อขัดขวางพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งก็คือการก่อสร้างพระกายของพระคริสต์.
อฟ. 4:14 ค 2กธ.4:2; 11:3
อฟ. 4:14 5 คำสอนที่ทำให้เกิดการแตกแยกนั้นได้ถูกซาตานจัดการและทำให้เป็นระบบเพื่อก่อความผิดเพี้ยนอย่างใหญ่หลวง ซึ่งจะทำลายความเป็นหนึ่งในภาคปฏิบัติของการดำเนินชีวิตแห่งพระกาย.
อฟ. 4:14 6 กลลวงนั้นเป็นของมนุษย์ ส่วนระบบที่ผิดเพี้ยนนั้นเป็นของซาตานและมีความเกี่ยวข้องกับคำสอนที่หลอกลวงซึ่งผู้ชั่วร้ายนั้นได้วางแผนไว้เพื่อจะทำให้วิสุทธิชนเบี่ยงเบนไปจากพระคริสต์และการดำเนินชีวิตคริสตจักร.
อฟ. 4:15 1 หรือ แปรสภาพให้เป็น ความจริง ซึ่งตรงข้ามกับกลลวงของมนุษย์และความผิดเพี้ยนในข้อ 14. การหันเหไปมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนที่อยู่ในกลลวงของมนุษย์จนไปสู่ระบบที่ผิดเพี้ยนนั้น ก็คือการไม่ยึดถือความจริงไว้นั่นเอง. "ความจริง" ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่จริงแท้. ถ้าดูตามเนื้อความในตอนนี้แล้ว คำนี้จะต้องเล็งถึงพระคริสต์และพระกายของพระองค์ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่จริงแท้. เราควรยึดถือสิ่งที่จริงแท้เหล่านี้ไว้ในความรักเพื่อทำให้เราเติบโตเข้าสู่พระคริสต์.
อฟ. 4:15 ก อฟ.1:4
อฟ. 4:15 2ก นี่ไม่ใช่ความรักของเราเอง แต่เป็นความรักของพระเจ้าที่อยู่ในพระคริสต์ ซึ่งได้กลายมาเป็นความรักของพระคริสต์ที่อยู่ในเรา. โดยความรักนี้เราจึงได้รักพระคริสต์และรักอวัยวะในพระกายของพระองค์. ในความรักเช่นนี้ เราจึงได้ยึดถือความจริงซึ่งก็คือยึดถือพระคริสต์และพระกายของพระองค์ไว้ และได้รับการปกป้องให้พ้นจากผลกระทบของลมปากแห่งคำสั่งสอน และพ้นจากการนำองค์ประกอบที่แตกต่างออกไปจากพระกายของพระคริสต์เข้ามา.
อฟ. 4:15 ข อฟ.4:16; 2:21; กซ.2:19; 1กธ.3:6
อฟ. 4:15 3ข หากเราไม่ประสงค์จะเป็นเด็กต่อไป (ข้อ14) เราก็ต้องเติบโตเข้าสู่พระคริสต์. นี่คือการให้พระคริสต์เพิ่มพูนอยู่ภายในเราในทุกสิ่งจนเราได้บรรลุถึงการเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ (ข้อ 13).
อฟ. 4:15 ค กซ.1:18; 2:19
อฟ. 4:15 4ค คำว่า "ศีรษะ" ในที่นี้ชี้บ่งว่าการที่เราเติบโตขึ้นในชีวิตโดยการเพิ่มพูนของพระคริสต์นั้นควรจะต้องเป็นการเติบโตของทุกอวัยวะที่อยู่ในพระกายภายใต้ศีรษะนี้.
อฟ. 4:16 1 การที่เราเติบโตในชีวิตนั้นเป็นการเติบโตเข้าสู่พระคริสต์ผู้เป็นศีรษะ ส่วนการใช้งานของเราในพระกายของพระคริสต์เป็นสิ่งที่ออกมาจากศีรษะ. เราได้เติบโตเข้าสู่ศีรษะก่อน จากนั้นเราจึงจะมีบางสิ่งที่ออกมาจาก (เนื่องมาจาก) ศีรษะ เพื่อการก่อสร้างพระกายของพระองค์.
อฟ. 4:16 ก กซ.2:19
อฟ. 4:16 ข อฟ.2:21
อฟ. 4:16 2ข วลีที่ว่า "ติดต่อสนิท" มีความหมายเป็นนัยถึงการเชื่อมกันอย่างพอดี ส่วนวลีที่ว่า "ผูกพันกัน" มีความหมายเป็นนัยถึงการสานทอเข้าด้วยกัน.
อฟ. 4:16 ค กซ.2:19
อฟ. 4:16 3ค วลีที่ว่า "ข้อต่อแห่งการหล่อเลี้ยงที่อุดมสมบูรณ์" ชี้ถึงบุคคลที่มีของประทานเป็นพิเศษที่กล่าวไว้ในข้อ 11.
อฟ. 4:16 4 ในภาษากรีกมีคำนำหน้านามแบบเจาะจงเพื่อเป็นการเน้น. เพราะฉะนั้นการหล่อเลี้ยงที่อุดมสมบูรณ์ในที่นี้จึงเป็นการหล่อเลี้ยงที่พิเศษซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงของพระคริสต์.
อฟ. 4:16 5 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่หลายฉบับเป็น ตามการใช้งาน.
อฟ. 4:16 6 ศัพท์ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำว่า "การดำเนินการ" ใน 3:7 และ กซ.1:29 และมีต้นกำเนิดเดียวกันกับคำว่า "ประสิทธิภาพ" ใน 1กธ.12:6.
อฟ. 4:16 ง อฟ.4:7
อฟ. 4:16 7 แต่ละส่วน เล็งถึงอวัยวะแต่ละอวัยวะในพระกาย. โดยการเติบโตในชีวิตและการพัฒนาแห่งของประทานอวัยวะแต่ละอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ก็ย่อมมีขนาดของตนเอง ซึ่งสามารถใช้งานเพื่อการเติบโตแห่งพระกาย.
อฟ. 4:16 8 พระกายของพระคริสต์ทำให้ตนเองเจริญเติบโตขึ้นโดยข้อต่อแห่งการหล่อเลี้ยงและส่วนต่างๆ ที่มีการใช้งาน.
อฟ. 4:16 9 การเติบโตแห่งพระกายของพระคริสต์ก็คือการเพิ่มพูนของพระคริสต์ในคริสตจักร ซึ่งเกิดผลลัพธ์ทำให้พระกายของพระคริสต์ก่อสร้างตนเองขึ้นในความรัก.
อฟ. 4:16 จ อฟ.4:15
อฟ. 4:16 ฉ เทียบ อฟ.4:12; 2:20
อฟ. 4:16 ช อฟ.1:4
อฟ. 4:16 10ช ดูข้อ 15 คำอธิบาย 2.
อฟ. 4:17 1 ถ้อยคำต่อจากนี้ไปไม่เพียงเป็นคำวิงวอนตักเตือนของอัครทูตเท่านั้น แต่ยังเป็นคำพยานของท่านอีกด้วย. คำวิงวอนตักเตือนของท่านก็คือการดำเนินชีวิตของท่าน.
อฟ. 4:17 ก อฟ.4:1
อฟ. 4:17 ข อฟ.4:1
อฟ. 4:17 2ข ข้อ 1-16 กล่าวถึงการดำเนินชีวิตและการใช้งานแห่งพระกายของพระคริสต์ ในข้อ 17-32 นี้จะกล่าวถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา โดยในข้อ 17-24 ได้ให้หลักการของการดำเนินชีวิตในแต่ละวันแก่เรา และในข้อ 25-32 ได้ให้รายละเอียดปลีกย่อยของการดำเนินชีวิตนี้แก่เรา.
อฟ. 4:17 ค 1ธซ.4:5; 1ปต.4:3
อฟ. 4:17 ง อฟ.2:2
อฟ. 4:17 จ รม.1:21; กซ.2:18; เทียบ 1ปต.1:18; 2ปต.2:18
อฟ. 4:17 3จ คนต่างชาติคือคนที่ตกต่ำซึ่งความคิดอ่านของพวกเขาได้เปลี่ยนเป็นไร้สาระไปแล้ว (รม.1:21). พวกเขาได้ดำเนินชีวิตอย่างไม่มีพระเจ้าในความไร้สาระแห่งความคิดของเขาและถูกควบคุมด้วยความคิดที่ว่างเปล่าของตน. ทุกสิ่งที่พวกเขากระทำตามความคิดที่ตกต่ำนั้นล้วนเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ปราศจากความเที่ยงแท้.
อฟ. 4:18 ก รม.1:21
อฟ. 4:18 1ก เมื่อความคิดของผู้ที่ตกต่ำถูกเติมเต็มด้วยเรื่องไร้สาระ ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับเรื่องราวของพระเจ้าก็มืดมนไป. เพราะฉะนั้นเขาจึงถูกตัดขาดและแยกจากชีวิตของพระเจ้า.
อฟ. 4:18 ข 1ยฮ.5:12
อฟ. 4:18 2ข คือชีวิตนิรันดร์ที่ไม่ได้ถูกเนรมิตสร้างของพระเจ้าซึ่งเป็นชีวิตที่มนุษย์ยังไม่ได้รับในขณะที่ถูกเนรมิตสร้าง. หลังจากถูกเนรมิตสร้างแล้ว มนุษย์ซึ่งมีชีวิตที่ถูกเนรมิตสร้างนี้ก็ได้ถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าต้นไม้แห่งชีวิต (ยนซ.2:8-9) เพื่อจะได้ต้อนรับชีวิตที่ไม่ได้ถูกสร้างของพระเจ้า. แต่มนุษย์กลับตกต่ำไปสู่ความไร้สาระแห่งความคิดของเขา และความเข้าใจของเขาก็มืดมนไป. ในสภาพการณ์ที่ตกต่ำเช่นนี้ มนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะสัมผัสถึงชีวิตของพระเจ้าได้ จนกว่ามนุษย์จะกลับใจ (ความคิดหันสู่พระเจ้า) และเชื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะต้อนรับชีวิตที่นิรันดร์ของพระเจ้า (กจ.11:18; ยฮ.3:16).
อฟ. 4:18 ค กจ.3:17; 17:30; 1ปต.1:14
อฟ. 4:18 3ค คำว่า "ความเขลา" ไม่เพียงหมายถึงการขาดความรู้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการปฏิเสธที่จะรู้อีกด้วย. มนุษย์ที่ตกต่ำไม่เห็นดีที่จะรู้จักพระเจ้า (รม.1:28) เนื่องจากใจเขาแข็งกระด้าง. ดังนั้นความเข้าใจของเขาจึงมืดมนไปและไม่รู้จักพระเจ้า.
อฟ. 4:18 ง มก.3:5; รม.11:7, 25; 2กธ.3:14
อฟ. 4:18 4ง ใจแข็งกระด้างของมนุษย์ที่ตกต่ำก็คือต้นกำเนิดแห่งความมืดในความเข้าใจและความไร้สาระแห่งความคิดของเขา.
อฟ. 4:19 1 คำว่า "ความรู้สึก" ในที่นี้ชี้ถึงความรู้สึกของมโนธรรมเป็นสำคัญ. ด้วยเหตุนี้การสูญสิ้นความรู้สึกก็คือการไม่คำนึงถึงมโนธรรมของตัวเอง. หลังจากที่มนุษย์ได้ตกต่ำไปแล้ว พระเจ้าก็ทรงกำหนดให้มนุษย์ถูกปกครองโดยมโนธรรม. แต่ว่ามนุษย์ที่ตกต่ำกลับปล่อยตัวไปตามกามตัณหาที่ไม่รู้จักพอแทนที่เขาจะคำนึงถึงความรู้สึกของมโนธรรม.
อฟ. 4:19 ก 1ตธ.4:2
อฟ. 4:19 ข รม.1:24
อฟ. 4:20 ก มธ.11:29
อฟ. 4:20 1ก พระคริสต์ไม่เพียงเป็นชีวิตต่อเราเท่านั้นแต่ยังเป็นแบบอย่างด้วย (ยฮ.13:15; 1ปต.2:21). ในการดำเนินชีวิตของพระองค์บนแผ่นดินโลกพระองค์ทรงก่อตั้งแบบอย่างขึ้นดังที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือกิตติคุณ. จากนั้นพระองค์ถูกตรึงตายและเป็นขึ้นกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตจึงทำให้พระองค์สามารถเข้าสู่ในเราเป็นชีวิตของเราได้. การที่เราจะเรียนรู้จากพระองค์ตามแบบอย่างของพระองค์นั้น (มธ.11:29) เราไม่อาจเรียนรู้โดยชีวิตธรรมชาติของเราได้ แต่โดยพระองค์ผู้เป็นชีวิตของเราในการเป็นขึ้น. การเรียนรู้จากพระคริสต์ก็คือการถูกถอดแบบตามพระฉายาของพระคริสต์ (รม.8:29) ในแม่แบบแห่งแบบอย่างของพระคริสต์.
อฟ. 4:21 ก กซ.2:7
อฟ. 4:21 ข อฟ.4:15, 24, 25
อฟ. 4:21 1ข วลีที่ว่า "ความเที่ยงแท้ซึ่งมีอยู่ในพระเยซู" เล็งถึงสภาพการณ์ที่แท้จริงตลอดชีวิตของพระเยซูดังที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือกิตติคุณทั้งสี่เล่ม. ในการดำเนินชีวิตที่ไม่อยู่ในธรรมของพวกต่างชาติที่ตกต่ำนั้นมีแต่ความไร้สาระ. แต่ในการดำเนินชีวิตที่อยู่ในธรรมของพระเยซูนั้นมีความจริง และมีความเที่ยงแท้. พระเยซูทรงดำเนินชีวิตที่ทำทุกสิ่งในพระเจ้า, ร่วมกับพระเจ้า, และเพื่อพระเจ้าเสมอ. พระเจ้าทรงอยู่ในการดำเนินชีวิตของพระองค์ และพระองค์ก็เป็นหนึ่งกับพระเจ้า. นี่ก็คือความเที่ยงแท้ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูนั่นเอง. ในเมื่อเราเป็นผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่โดยมีพระคริสต์เป็นชีวิตของเรา อีกทั้งได้รับการสอนในพระองค์แล้วเราก็ต้องเรียนรู้จากพระคริสต์ตามความเที่ยงแท้ซึ่งมีอยู่ในพระเยซู.
อฟ. 4:22 1 ข้อ 22 และ 24 ได้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่เราถูกสอนมาคือ การถอดทิ้งคนเก่าและสวมใส่คนใหม่. การถอดทิ้งคนเก่าและสวมใส่คนใหม่ก็คือการปรากฏเป็นที่ประจักษ์ว่าเราได้เรียนรู้จากพระคริสต์แล้ว.
อฟ. 4:22 ก อฟ.4:25; กซ.2:11; 3:8
อฟ. 4:22 2ก ขณะที่เรารับบัพติศมา เราก็ได้ถอดทิ้งคนเก่าทิ้งไปแล้ว. คนเก่าของเราถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว (รม.6:6) และขณะที่เรารับบัพติศมาคนเก่าก็ถูกฝังเสียแล้ว (รม.6:4ก).
อฟ. 4:22 ข รม.6:6; กซ.3:9
อฟ. 4:22 3ข คนเก่ามาจากอาดามที่ถูกพระเจ้าเนรมิตสร้างขึ้นแต่ได้ตกต่ำไปเพราะเหตุความบาป.
อฟ. 4:22 4 ลักษณะการดำเนินชีวิตในอดีตก็คือการดำเนินชีวิตในความไร้สาระของความคิด (ข้อ 17).
อฟ. 4:22 5 ในภาษากรีกมีคำนำหน้านามแบบเจาะจงเพื่อเน้นคำว่า "การล่อลวง" และได้แปรสภาพสิ่งนี้ให้เป็นตัวตนขึ้นมา. ดังนั้นคำว่า "การล่อลวงนั้น" จึงเล็งถึงผู้ล่อลวง ซึ่งก็คือซาตานผู้เป็นที่มาแห่งราคะตัณหาของคนเก่าที่เสื่อมเสียนั่นเอง.
อฟ. 4:23 ก เทียบ รม.8:6
อฟ. 4:23 1ก การที่เราได้รับการเปลี่ยนใหม่นั้นมีเพื่อการเปลี่ยนแปลงจนเหมือนกับพระฉายาของพระคริสต์ (รม.12:2; 2กธ.3:18).
อฟ. 4:23 ข รม.12:2; กซ.3:10; ตต.3:5
อฟ. 4:23 2ข นี่คือวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของผู้เชื่อซึ่งได้ผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณของพระเจ้าที่อาศัยอยู่ภายใน. เมื่อวิญญาณที่ผสมกลมกลืนเช่นนี้ได้แผ่ขยายไปสู่ความคิดของเรา ก็กลายเป็นวิญญาณแห่งความคิดของเรา. เราถูกเปลี่ยนใหม่และถูกเปลี่ยนแปลงในวิญญาณเช่นนี้นั่นเอง.
อฟ. 4:24 ก ฆต.3:27; รม.13:14; อฟ.6:11
อฟ. 4:24 1ก ในขณะที่เราได้รับบัพติศมา เราก็ได้สวมคนใหม่แล้ว (รม.6:4ข).
อฟ. 4:24 ข กซ.3:10; 2กธ.5:17; เทียบ รม.6:4
อฟ. 4:24 2ข คนใหม่เป็นของฝ่ายพระคริสต์. คนใหม่นี้ก็คือพระกายของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงเนรมิตสร้างไว้ในพระองค์เองบนกางเขนนั้น (2:15-16). คนใหม่นี้ไม่ได้เป็นส่วนบุคคล แต่เป็นกลุ่มชน (กซ.3:10-11). ในคนใหม่แห่งกลุ่มชนนี้ พระคริสต์ทรงเป็นสารพัดและดำรงอยู่ในสารพัด คือพระองค์ทรงเป็นคนทั้งปวงและทรงดำรงอยู่ในคนทั้งปวง. ดู กซ.3:11 คำอธิบาย 9.
ก่อนอื่นหนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยว่า คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์ (1:22-23), อาณาจักรของพระเจ้า, ครอบครัวของพระเจ้า (2:19), วิหารของพระเจ้า, และที่ประทับของพระเจ้า (2:21-22). ในที่นี้หนังสือเล่มนี้ก็ได้เปิดเผยก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งว่าคริสตจักรก็คือคนใหม่ ซึ่งเป็นด้านที่สูงสุดของคริสตจักร. การที่คริสตจักรเป็นการชมนุมของกล่มชนที่ถูกเรียกนั้น เป็นด้านเบื้องต้นของคริสตจักร. จากจุดนั้น อัครทูตก็ได้พูดต่อไปถึงพลเมืองแห่งอาณาจักรของพระเจ้าและญาติสนิทในบ้านของพระเจ้า. สิ่งเหล่านี้สูงกว่าด้านเบื้องต้น แต่ก็เทียบไม่ได้กับด้านที่คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์. อย่างไรก็ดี คนใหม่ก็ยังสูงกว่าพระกายของพระคริสต์อีก. ดังนั้นคริสตจักรจึงไม่ได้เป็นเพียงการชุมนุมของผู้เชื่อ, อาณาจักรของพลเมืองฝ่ายสวรรค์, ครอบครัวแห่งบุตรของพระเจ้า, หรือแม้แต่พระกายของพระคริสต์เท่านั้น. แต่ในด้านสุดท้ายซึ่งเป็นด้านที่สูงสุดและสุดยอดของคริสตจักร ก็คือคนใหม่ ประการนี้มีเพื่อสำเร็จพระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้า. ในฐานะที่คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์นั้น คริสตจักรจำต้องมีพระคริสต์เป็นชีวิต แต่ในฐานะที่คริสตจักรเป็นคนใหม่นั้น คริสตจักรจำต้องมีพระคริสต์เป็นตัวตน. คนใหม่แห่งกลุ่มชนนี้ควรดำเนินชีวิตที่เหมือนกับการดำเนินชีวิตของพระเยซูที่อยู่บนแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตแห่งความเที่ยงแท้เพื่อสำแดงพระเจ้าและทำให้ผู้คนรู้จักกับพระเจ้าเป็นความเที่ยงแท้. ดังนั้นคนใหม่นี้จึงเป็นศูนย์กลางแห่งคำวิงวอนและตักเตือนของอัครทูตในตอนนี้ (ข้อ 17-32)
อฟ. 4:24 ค อฟ.2:10, 15
อฟ. 4:24 3 คนเก่าถูกเนรมิตสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าทางภายนอก ไม่มีชีวิตและพระนิสัยของพระเจ้า (ยนซ.1:26-27) แต่คนใหม่ได้ถูกเนรมิตสร้างขึ้นตามตัวของพระเจ้าเองทางภายใน มีทั้งชีวิตและพระนิสัยของพระเจ้า (กซ.3:10).
อฟ. 4:24 ง อฟ.5:9
อฟ. 4:24 4ง ความชอบธรรมคือการมีความถูกต้องต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์ตามหลักเกณฑ์แห่งความชอบธรรมของพระเจ้า. ส่วนความบริสุทธิ์คือการอยู่ในธรรมและนบนอบต่อพระพักตร์พระเจ้า (ดู ลก.1:75 คำอธิบาย 1). ความชอบธรรมเป็นสิ่งที่มีต่อมนุษย์เป็นหลัก ส่วนความบริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่มีต่อพระเจ้าเป็นหลัก.
อฟ. 4:24 จ ตต.1:8
อฟ. 4:24 ฉ อฟ.4:15, 21, 25
อฟ. 4:24 5ฉ คำว่า "นั้น" ถูกใช้เพื่อเป็นการเน้น. คำว่า "ล่อลวง" ในข้อ 22 ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนเก่านั้นเป็นการแปรสภาพเป็นตัวตนของซาตาน ด้วยเหตุนี้ความเที่ยงแท้นั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนใหม่ในที่นี้จึงเป็นการแปรสภาพเป็นตัวตนของพระเจ้าด้วยเช่นกัน. การล่อลวงนั้นคือมาร ส่วนความเที่ยงแท้นั้นคือพระเจ้า. ความเที่ยงแท้นั้นได้สำแดงออกในการดำเนินชีวิตของพระเยซูแล้ว ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 21. การดำเนินชีวิตของพระเยซูได้สำแดงออกซึ่งความชอบธรรมและความบริสุทธิ์แห่งความเที่ยงแท้นั้นอยู่เสมอ. คนใหม่นั้นถูกเนรมิตสร้างขึ้นในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์แห่งความเที่ยงแท้นั้น. ความเที่ยงแท้นั้นคือการแปรสภาพเป็นจริงและการสำแดงของพระเจ้า.
อฟ. 4:25 1 ข้อ 25-32 บรรยายถึงการดำเนินชีวิตประจำวันในภาคปฏิบัติของเราในขณะที่เราเรียนรู้จากพระคริสต์.
อฟ. 4:25 ก อฟ.4:22
อฟ. 4:25 ข กซ.3:9
อฟ. 4:25 2ข การมุสา เล็งถึงทุกสิ่งที่จอมปลอมในด้านแก่นแท้. เพราะเราได้ถอดทิ้งคนเก่าเสียแล้ว เราจึงได้ถอดทิ้งไปซึ่งทุกสิ่งที่จอมปลอมในด้านแก่นแท้ด้วย. ดังนั้นเราจึงพูดความจริง นั่นก็คือพูดในสิ่งที่จริงแท้นั่นเอง.
อฟ. 4:25 ค ซคย.8:16
อฟ. 4:25 ง รม.12:5
อฟ. 4:26 ก มก.3:5
อฟ. 4:26 1ก การโกรธนั้นยังไม่เป็นบาป แต่ก็มีโอกาสจะไปทำบาปได้. เราไม่ควรปล่อยให้เราโกรธต่อไปเรื่อยๆ แต่ควรหายโกรธก่อนตะวันตก.
อฟ. 4:26 ข บพส.4:4
อฟ. 4:26 2 แปลตามตรงคือ อย่ายอมให้ตะวันตกลงบนความโกรธของท่าน.
อฟ. 4:26 ค พบญ.24:15
อฟ. 4:26 3 หรือ ยังขัดเคืองอยู่.
อฟ. 4:26 ง บพส.37:8
อฟ. 4:27 1 หากพิจารณาตามเนื้อความแล้ว การโกรธต่อไปเรื่อยๆ ก็คือการให้มารมีโอกาสนั่นเอง. เราอย่าได้ให้มันมีโอกาสในเรื่องใดๆ เลย.
อฟ. 4:27 ก ยก.4:7; 1ปต.5:8-9
อฟ. 4:28 ก อซด.20:15
อฟ. 4:28 1ก ในหนังสือซึ่งมีการเปิดเผยที่สูงส่งเช่นนี้อัครทูตก็ยังคงกล่าวถึงเรื่องชั้นต่ำ, เรื่องที่อยู่ในภาคปฏิบัติ เช่น การลักขโมย, การโกรธเป็นต้น.
อฟ. 4:28 ข กจ.20:35; 2ธซ.3:8
อฟ. 4:28 2ข การลักขโมยนั้นสืบเนื่องมาจากความเกียจคร้านและใจโลภเป็นสำคัญ. ดังนั้นอัครทูตจึงได้สั่งกำชับผู้ที่เคยลักขโมยให้ตรากตรำทำการงานแทนที่จะเกียจคร้าน และให้นำเอาสิ่งที่เขาได้รับมาแจกให้แก่ผู้อื่นแทนที่จะโลภ.
อฟ. 4:28 3 หรือ เรื่องที่ดีงาม. ดู ตต.3:8 คำอธิบาย 4, ข้อ 14.
อฟ. 4:28 ค 1กธ.4:12; 1ธซ.4:11
อฟ. 4:28 ง ลก.3:11
อฟ. 4:29 ก อฟ.5:4; กซ.3:8
อฟ. 4:29 1ก แปลตามตรงคือ คำเสื่อมโทรม เล็งถึงคำที่มีพิษ, ไม่น่าฟัง, และไม่มีคุณค่า.
อฟ. 4:29 ข รม.14:19
อฟ. 4:29 2ข การสนทนาของเราไม่ควรจะทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย แต่ควรจะก่อสร้างผู้อื่น.
อฟ. 4:29 ค กซ.4:6
อฟ. 4:29 3ค พระคุณคือพระคริสต์ผู้เป็นการรับสุขและการหล่อเลี้ยงของเรา. คำพูดของเรานั้นต้องถ่ายทอดพระคุณนี้ให้ผู้อื่น. คำที่ทำให้เกิดการก่อสร้างขึ้นนั้นย่อมนำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงเป็นพระคุณให้แก่ผู้ที่ได้ยินอยู่เสมอ.
คำวิงวอนและตักเตือนของอัครทูตในข้อ 17-32 นั้นได้ยึดพระคุณและความเที่ยงแท้ (ข้อ 21, 24, 29) เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน. ท่านต้องการให้การดำเนินชีวิตของเราเหมือนกับการดำเนินชีวิตของพระเยซูซึ่งเติมเต็มไปด้วยพระคุณและความเที่ยงแท้ (ยฮ.1:14, 17). พระคุณคือพระเจ้าที่ได้ประทานให้แก่เราเพื่อให้เรารับสุข ส่วนความเที่ยงแท้คือพระเจ้าที่ได้เปิดเผยแก่เราเพื่อเป็นความเที่ยงแท้ของเรา. เมื่อเราดำเนินชีวิตออกซึ่งความเที่ยงแท้และพูดออกซึ่งความเที่ยงแท้ (ข้อ 21, 24) เราก็ได้สำแดงพระเจ้าเป็นความเที่ยงแท้ของเรา ผู้อื่นก็จะต้อนรับพระเจ้าเป็นพระคุณเพื่อให้เขารับสุข (ข้อ 29).
อฟ. 4:30 1 การทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัยก็คือทำให้พระองค์ไม่ชอบพระทัย. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงอาศัยอยู่ในเราตลอดกาล (ยฮ.14:16-17) และจะไม่จากเราไปอย่างเด็ดขาด. ด้วยเหตุนี้เมื่อเราไม่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ (รม.8:4) ซึ่งก็คือเมื่อเราไม่ดำเนินชีวิตตามหลักการแห่งความเที่ยงแท้และพระคุณในข้อปลีกย่อยแห่งการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราแล้ว พระองค์ก็จะเสียพระทัย.
อฟ. 4:30 2 คำวิงวอนและตักเตือนของอัครทูตในข้อ 17-32 นั้นไม่เพียงมีพระคุณและความเที่ยงแท้เป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังมีชีวิตของพระเจ้า (ข้อ 18) และพระวิญญาณของพระเจ้าเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานในด้านบวก ทั้งยังมีมาร (ข้อ 27) เป็นปัจจัยในด้านลบด้วย. เราจะดำเนินชีวิตที่เต็มด้วยพระคุณและความเที่ยงแท้ซึ่งเหมือนกับพระเยซูได้นั้น เราก็ต้องอาศัยชีวิตของพระเจ้า, อยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้า, และไม่ให้มารมีโอกาสได้.
อฟ. 4:30 ก บพส.78:40; ยซย.63:10, เทียบ 1ธซ.5:19
อฟ. 4:30 3 คือในองค์ประกอบของพระวิญญาณบริสุทธิ์. เราถูกประทับตราในองค์ประกอบของพระวิญญาณบริสุทธิ์. กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงประทับตราบนตัวเราโดยใช้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นองค์ประกอบในการประทับตรา.
อฟ. 4:30 ข อฟ.1:13
อฟ. 4:30 4ข ดู 1:13 คำอธิบาย 1.
อฟ. 4:30 5 พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้เป็นตราประทับที่อยู่ในเราได้ใช้องค์ประกอบของพระเจ้ามาประทับตราเราอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่เวลาที่เราได้รับความรอด เพื่อให้เราถูกเปลี่ยนแปลงในด้านนิสัย จนกระทั่งร่างกายของเราถูกเปลี่ยนรูปลักษณะและได้รับการไถ่อย่างสิ้นเชิง. ดังนั้นในข้อนี้จึงกล่าวว่า "เราได้รับการประทับตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จนถึงวันที่ร่างกายของเราได้รับการไถ่."
อฟ. 4:30 ค อฟ.1:14
อฟ. 4:30 6ค ดู 1:14 คำอธิบาย 4.
อฟ. 4:31 ก กซ.3:8
อฟ. 4:32 ก กซ.3:12; 1กธ.13:4
อฟ. 4:32 1 คำว่า "มีใจปรานี" ในภาษากรีกเป็นคำที่มีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า "ทรงพระกรุณา" ใน มธ.9:36 และคำว่า "พระทัย" ใน ฟป.1:8. มีเพียงเมื่อเราได้ประสบการณ์กับพระคริสต์เป็นพระคุณและความเที่ยงแท้เท่านั้น เราจึงจะมีใจปรานีและจึงอภัยแก่กันและกันได้.
อฟ. 4:32 ข ฟป.1:8; 2:1
อฟ. 4:32 ค มธ.6:14; กซ.3:13
อฟ. 4:32 2ค หรือ แสดงพระคุณ.
อฟ. 4:32 3 ในคำวิงวอนและตักเตือนตอนนี้ (ข้อ 17-32) อัครทูตได้นำเสนอพระเจ้าเป็นแม่แบบแห่งการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา. หากเราอยู่ในพระวิญญาณนั้นและโดยชีวิตของพระองค์ เราก็จะสามารถอภัยให้แก่ผู้อื่นเหมือนดังที่พระเจ้าทรงอภัย.
อฟ. 4:32 4 หรือ แสดงพระคุณแก่ท่านทั้งหลาย.
สารบัญ