เอเฟโซ บทที่ 3
4. ฐานะแห่งการปฏิบัติของคนต้นเรือนแห่งพระคุณ
กับการเปิดเผยข้อลับลึกของคริสตจักร
3:1-13
กับการเปิดเผยข้อลับลึกของคริสตจักร
3:1-13
(1) ฐานะแห่งการปฏิบัติของคนต้นเรือน
ข้อ 1-2, 7-8, 13
ข้อ 1-2, 7-8, 13
อฟ.
3:1 1เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าเปาโล 2ก[ผู้เป็น]นักโทษของพระคริสต์เยซูเพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นพวกต่างชาติ —
อฟ.
3:2 1ถ้าแม้ท่านได้ยินถึง2ฐานะแห่งการปฏิบัติของกคนต้นเรือนแห่ง3ขพระคุณของพระเจ้าซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าเพื่อท่าน
(2) การเปิดเผยข้อลับลึก
ข้อ 3-6, 9-12
ข้อ 3-6, 9-12
อฟ.
3:3 คือว่าพระองค์ได้ทรงให้ข้าพเจ้ากรู้ขข้อลับลึกตาม1คการเปิดเผย ดังที่ข้าพเจ้าได้งเขียนไว้แต่ก่อนอย่างรวบรัดนั้น
อฟ.
3:4 และโดยคำเหล่านั้น เมื่อท่านอ่านแล้วก็จะรู้ถึงความเข้าใจที่ข้าพเจ้ามีต่อ1กข้อลับลึกของพระคริสต์ได้
อฟ.
3:5 ซึ่งในชั่วอายุอื่นๆ1กไม่ได้ทรงให้บุตรหลานของมนุษย์รู้ เหมือนดังที่บัดนี้ทรงขเปิดเผยแก่2คพวกอัครทูตอันบริสุทธิ์และแก่2พวกผู้เผยพระวจนะ3ในวิญญาณ
อฟ.
3:6 คือที่พวกต่างชาติจะได้1กร่วมเป็นทายาท และ2ขร่วมเป็นอวัยวะของพระกายเดียวกัน และ3คร่วมรับส่วนในงคำสัญญา โดยกิตติคุณนั้น ในพระคริสต์เยซู
อฟ.
3:7 ข้าพเจ้าได้เป็น1กผู้ปฏิบัติแห่งกิตติคุณนี้ ตาม2ขของประทานแห่งคพระคุณของพระเจ้าซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้า ตามงการดำเนินการแห่ง3ฤทธิ์เดชของพระองค์.
อฟ.
3:8 กพระคุณนี้ทรงประทานแก่ข้าพเจ้าผู้เป็น1คนเล็กน้อยกว่าขคนเล็กน้อยที่สุดในท่ามกลางวิสุทธิชนทั้งหมด ให้ประกาศ2คความอุดมสมบูรณ์อัน3หาที่สุดไม่ได้ของพระคริสต์เป็นกิตติคุณแก่งพวกต่างชาติ
อฟ.
3:9 และส่องสว่างให้คนทั้งปวงเห็นชัดว่า 1กข้อลับลึกที่ทรงขซ่อนไว้2ตลอดทุกยุคทุกสมัยในพระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างสิ่งสารพัดนี้ ช่างเต็มด้วย3คแผนการบริหารยิ่งนัก
อฟ.
3:10 เพื่อบัดนี้ 1กบรรดาผู้ปกครองและผู้มีอำนาจในขขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายจะได้รู้จัก2คพระปัญญาที่หลากหลายของพระเจ้าโดยทาง3งคริสตจักร
อฟ.
3:11 ตาม1กพระประสงค์นิรันดร์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรง2ตั้งไว้ใน3องค์พระคริสต์เยซูเจ้าของเรา
อฟ.
3:12 ในพระองค์นั้น เรามีกใจกล้า1ขเข้าไปถึง[เบื้องพระพักตร์พระเจ้า]ด้วยความมั่นใจโดย2คความเชื่อในพระองค์.
อฟ.
3:13 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอท่านว่า อย่าย่อท้อเพราะกความยากลำบากของข้าพเจ้าเพราะเห็นแก่ท่าน ด้วยสิ่งนี้เป็นสง่าราศีของท่าน.
5. การอธิษฐานของอัครทูต
ทูลขอประสบการณ์เพื่อคริสตจักร
3:14-19
ทูลขอประสบการณ์เพื่อคริสตจักร
3:14-19
(1) เพื่อให้วิสุทธิชนได้รับการเพิ่มกำลังเข้าสู่มนุษย์ภายใน
ข้อ 14-16
ข้อ 14-16
อฟ.
3:14 เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าลงต่อ1กพระบิดา
อฟ.
3:15 ซึ่ง1ทุกครอบครัวทั้งในกสวรรค์ทั้งหลายก็ดี และที่แผ่นดินโลกนี้ก็ดี ล้วน2ได้รับนามชื่อมาจากพระองค์
อฟ.
3:16 ขอพระองค์ทรงโปรดแก่ท่านทั้งหลาย ตาม1กความอุดมสมบูรณ์แห่งสง่าราศีของพระองค์ 2เพื่อท่านจะได้รับ3ขการเพิ่มกำลัง4เข้าสู่คมนุษย์ภายในด้วย5งฤทธิ์เดชโดย6พระวิญญาณของพระองค์
(2) เพื่อให้พระคริสต์ได้ประทับครองเรือนอยู่ในใจของวิสุทธิชน
ข้อ 17ก
ข้อ 17ก
อฟ.
3:17 เพื่อพระคริสต์จะได้กประทับครองเรือนอยู่ใน1ใจของท่านโดย2ความเชื่อ
(3) เพื่อให้วิสุทธิชนได้เข้าใจขนาดของพระคริสต์
ข้อ 17ข-18
ข้อ 17ข-18
เพื่อเมื่อท่านได้3ขหยั่งรากและวางฐานลงแล้วใน4คความรัก
อฟ.
3:18 ท่านจะได้มีกำลังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะ1เข้าใจพร้อมกับ2กวิสุทธิชนทั้งหมดว่า3อะไรเป็นความกว้าง อะไรเป็นความยาว อะไรเป็นความสูง และอะไรเป็นความลึก
(4) เพื่อให้วิสุทธิชนได้รู้จักความรักของพระคริสต์
ข้อ 19ก
ข้อ 19ก
อฟ.
3:19 และจะได้รู้จักกความรักของพระคริสต์ซึ่ง1เหนือล้ำกว่าความรู้
(5) เพื่อให้วิสุทธิชนได้รับการเติมเต็ม
จนกลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า
ข้อ 19ข
จนกลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า
ข้อ 19ข
เพื่อท่านจะได้รับขการเติมเต็ม2จนกลายเป็น3คความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของ4พระเจ้า.
6. คำสรรเสริญที่อัครทูตมีต่อพระเจ้า
เพื่อพระเจ้าจะได้รับสง่าราศีในคริสตจักรและในพระคริสต์
3:20-21
เพื่อพระเจ้าจะได้รับสง่าราศีในคริสตจักรและในพระคริสต์
3:20-21
อฟ.
3:20 1แต่[ขอให้สง่าราศี]จงมีกแด่พระองค์ ผู้ทรงขสามารถกระทำสำเร็จซึ่งสิ่งสารพัดอย่างล้นเหลือเหนือกว่าที่เราจะ2ขอหรือคิดได้ ตาม3คฤทธิ์เดชที่ดำเนินการอยู่ภายในเรา
อฟ.
3:21 กขอให้1สง่าราศีจงมีแด่พระองค์ใน2ขคริสตจักร3และใน4พระคริสต์เยซูไป5ทุกชั่วอายุสืบๆ ไปเป็นนิตย์. เอเมน.
คำอธิบาย เอเฟโซ บทที่ 3
อฟ.
3:1 1 บทที่ 1 และ 2 กล่าวถึงการเปิดเผยของคริสตจักร. ส่วนในบทนี้กล่าวถึงการก่อรูปของคริสตจักร. หลังจากที่บทที่ 1 และ 2 ได้เปิดเผยถึงพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่คริสตจักร และเปิดเผยว่าคริสตจักรคืออะไรและถูกก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างไรแล้ว ตั้งแต่บทนี้เป็นต้นไปอัครทูตก็เริ่มวิงวอนวิสุทธิชนให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกของพระเจ้าตามการเปิดเผยของท่าน. ในการที่จะให้คริสตจักรได้ประสบการณ์กับการถูกก่อรูปและความเที่ยงแท้ในภาคปฏิบัตินั้น ท่านได้ชี้แจงว่า ตัวท่านเป็นคนต้นเรือน (ข้อ 2) เป็นผู้ที่ได้รับพระคุณ (ข้อ 2) และได้รับการเปิดเผย (ข้อ 3, 5) และได้กลายเป็นผู้ปฏิบัติแห่งกิตติคุณที่สูงส่งเพื่อประกาศความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์เป็นกิตติคุณเพื่อก่อกำเนิดคริสตจักร.
อฟ.
3:1 ก อฟ.4:1; 2ตธ.1:8; ฟม.1, 9
อฟ.
3:1 2ก อัครทูตเปาโลถือว่าตัวเองเป็นนักโทษของพระคริสต์. ดูทางภายนอกนั้นท่านถูกกักขังอยู่ในเรือนจำ แต่แท้ที่จริงแล้วท่านถูกจำจองอยู่ในพระคริสต์. ท่านได้วิงวอนบรรดาวิสุทธิชนตามฐานะเช่นนี้ ซึ่งก็คือฐานะแห่งการดำเนินชีวิตในความเป็นจริงของท่าน. ขณะที่เปาโลได้ปลดปล่อย การเปิดเผยเกี่ยวกับข้อลับลึกของคริสตจักรในบทที่ 1 และ 2 นั้น ท่านกระทำโดยใช้ฐานะที่เป็นอัครทูตของพระคริสต์ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า. ฐานะเช่นนั้นเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจแห่งการเปิดเผยของท่านที่เกี่ยวกับคริสตจักร. แต่ขณะที่ท่านวิงวอนวิสุทธิชนให้ดำเนินชีวิตสมกับการทรงเรียกของพระเจ้านั้น ท่านได้ใช้ฐานะนักโทษขององค์พระผู้เป็นเจ้า. การที่ท่านมีฐานะเป็นอัครทูตของพระคริสต์ทำให้ท่านมีคุณสมบัติที่จะปลดปล่อยการเปิดเผยของพระเจ้า แต่การที่ท่านมีฐานะเป็นนักโทษขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้บรรยายถึงการดำเนินชีวิตของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า. โดยการดำเนินชีวิตเช่นนี้เองจึงทำให้ท่านสามารถเร่งเร้าและวิงวอนวิสุทธิชนให้ดำเนินชีวิตอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกับท่าน. หากเรารับสุขพระคริสต์เป็นการจองจำของเรา เราก็จะดำเนินชีวิตอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อการก่อรูปของคริสตจักรเช่นกัน.
อฟ.
3:2 1 ข้อ 2-21 เป็นถ้อยคำที่แทรกเข้ามา. หลังจากนั้น 4:1 จึงจะเป็นการต่อเนื่องจาก 3:1. ในคำแทรกที่เป็นคำวิงวอนตอนนี้ อัครทูตได้บรรยายให้ผู้เชื่อชาวต่างชาติรู้ถึงการปฏิบัติที่ท่านมีเพื่อเขาเหล่านั้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ท่านได้รับมาในฐานะแห่งการปฏิบัติของคนต้นเรือนแห่งพระคุณโดยการเปิดเผยเกี่ยวกับข้อลับลึกของพระคริสต์. ในช่วงที่เป็นคำแทรกนี้ ท่านยังได้อธิษฐานขอให้คริสตจักรได้ประสบการณ์กับพระคริสต์ถึงขั้นครบสมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย.
อฟ.
3:2 2 ศัพท์ในภาษากรีกเป็นคำเดียวกันกับคำว่า "แผนการบริหาร" ในข้อ 9 และ 1:10. สำหรับพระเจ้าแล้ว คำนี้เล็งถึงแผนการบริหารของพระเจ้า การปกครองของพระเจ้า แต่สำหรับอัครทูตแล้ว คำนี้เล็งถึงฐานะแห่งการปฏิบัติของคนต้นเรือน (คำว่า "ฐานะแห่งการปฏิบัติของคนต้นเรือน" นี้ยังถูกใช้ใน 1กธ.9:17 อีกด้วย). ฐานะแห่งการปฏิบัติของคนต้นเรือนแห่งพระคุณนั้นมีเพื่อที่จะแจกจ่ายพระคุณของพระเจ้าให้แก่ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เพื่อก่อกำเนิดและก่อสร้างคริสตจักร. การปฏิบัติของอัครทูตก็มาจากฐานะแห่งการปฏิบัติของคนต้นเรือนนี้. ท่านเป็นคนต้นเรือนในบ้านของพระเจ้า เป็นผู้นำพระคริสต์ผู้เป็นพระคุณของพระเจ้ามาหล่อเลี้ยงให้แก่คนในครอบครัวของพระเจ้า.
อฟ.
3:2 ข อฟ.3:8; 4:7; รม.12:3
อฟ.
3:2 3ข พระคุณเล็งถึงความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ (ข้อ 8) ที่พระเจ้าทรงประทานให้เราในพระคริสต์ เพื่อให้เราได้รับและรับสุข. การปฏิบัติของเปาโลก็คือการแจกจ่ายความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์เป็นพระคุณให้แก่ผู้เชื่อทั้งหลาย เพื่อให้เขาได้รับสุข.
อฟ.
3:2 ก กซ.1:25; 1กธ.9:17; 1ปต.4:10; เทียบ ลก.16:2, 3, 4
อฟ.
3:3 ก กซ.1:26-27
อฟ.
3:3 ข อฟ.1:9
อฟ.
3:3 ค อฟ.3:5; รม.16:25; ฆต.1:12
อฟ.
3:3 1ค พระประสงค์ที่ถูกปิดซ่อนไว้ของพระเจ้านั้นเป็นข้อลับลึก. การเปิดออกซึ่งข้อลับลึกนี้ก็คือการเปิดเผย. การปฏิบัติของอัครทูตก็คือการทำให้การเปิดเผยนี้ถึงที่สำเร็จเพื่อก่อกำเนิดคริสตจักร.
อฟ.
3:3 ง อฟ.1:9-10
อฟ.
3:4 ก อฟ.1:9; กซ.4:3
อฟ.
3:4 1ก ข้อลับลึกของพระเจ้าใน กซ.2:2 คือพระคริสต์ และข้อลับลึกของพระคริสต์ในข้อนี้ก็คือคริสตจักร. พระเจ้าทรงเป็นข้อลับลึก และพระคริสต์ซึ่งเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าเพื่อสำแดงพระเจ้านั้นก็คือข้อลับลึกของพระเจ้า. พระคริสต์ก็ทรงเป็นข้อลับลึกเช่นกัน และคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์เพื่อสำแดงพระคริสต์นั้นก็คือข้อลับลึกของพระคริสต์. ข้อลับลึกนี้ก็คือแผนการบริหารของพระเจ้า ซึ่งมีเพื่อแจกจ่ายพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าเข้าสู่ภายในผู้ที่พระองค์เลือกสรรเพื่อก่อกำเนิดพระกายหนึ่งเดียวซึ่งเป็นการเพิ่มพูนแห่งการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าในพระคริสต์ เพื่อให้พระเจ้าได้รับการสำแดงแห่งกลุ่มชน.
อฟ.
3:5 ก กซ.1:26
อฟ.
3:5 1ก ข้อลับลึกของพระคริสต์ก็คือคริสตจักร ซึ่งถูกปิดซ่อนไว้ในชั่วอายุอื่นๆ แต่ได้เปิดเผยออกมาในยุคพันธสัญญาใหม่.
อฟ.
3:5 ข อฟ.3:3
อฟ.
3:5 ค อฟ.2:20
อฟ.
3:5 2ค คำว่า "อัครทูต" ในภาษากรีกหมายถึงผู้ถูกใช้ออกไป. อัครทูตถูกพระคริสต์ใช้ออกไปเป็นตัวแทนของพระองค์เพื่อสำเร็จภารกิจที่พระองค์ทรงมอบหมายไว้ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. ส่วนพวกผู้เผยพระวจนะก็คือผู้พูดพระคำของพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่เพื่อพยากรณ์เรื่องราวในอนาคตเป็นสำคัญ แต่เป็นการพูดเพื่อพระเจ้าและพูดออกซึ่งพระเจ้า ในการเปิดเผยที่เกี่ยวกับแผนการบริหารนิรันดร์ของพระเจ้า.
อฟ.
3:5 3 คือวิญญาณของพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงให้บังเกิดใหม่และได้อาศัยอยู่ภายใน. วิญญาณนี้อาจถือได้ว่าเป็นวิญญาณที่ผสมกลมกลืนซึ่งก็คือวิญญาณของมนุษย์ที่ผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณของพระเจ้า. วิญญาณที่ผสมกลมกลืนนี้เป็นสื่อกลางที่ใช้นำการเปิดเผยเกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักรในพันธสัญญาใหม่มาเปิดเผยให้แก่พวกอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ. เราจำเป็นต้องมีวิญญาณอย่างเดียวกันนี้เพื่อใช้ในการมองเห็นการเปิดเผยเช่นนี้.
อฟ.
3:6 ก รม.8:17; ฆต.3:29
อฟ.
3:6 1ก ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้านั้น พวกต่างชาติที่ถูกเลือกสรรซึ่งได้รับการไถ่และการบังเกิดใหม่กับพวกยูดายที่เชื่อนั้นล้วนเป็นทายาทที่ร่วมกันรับพระเจ้าเป็นมรดก.
อฟ.
3:6 ข อฟ.2:16
อฟ.
3:6 2ข พวกต่างชาติที่ได้รับความรอดและพวกยูดายที่ได้รับความรอดได้ร่วมเป็นอวัยวะของพระกายเดียวกันเพื่อเป็นการสำแดงเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์.
อฟ.
3:6 ค กซ.1:12; ฮร.3:1; 6:4; 12:10; 2ปต.1:4
อฟ.
3:6 3ค ผู้เชื่อชาวต่างชาติกับผู้เชื่อชาวยูดายนั้นได้ร่วมรับส่วนในคำสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้ในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับพระพรทั้งหมดแห่งแผนการบริหารในพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า.
การร่วมเป็นทายาทนั้นเกี่ยวข้องกับพระพรแห่งครอบครัวของพระเจ้า, การร่วมเป็นอวัยวะของพระกายนั้นเกี่ยวข้องกับพระพรแห่งพระกายของพระคริสต์, การร่วมรับส่วนในคำสัญญานั้นเกี่ยวข้องกับพระพรแห่งคำสัญญาของพระเจ้าดังเช่นที่ได้สัญญาไว้ใน ยนซ.3:15; 12:3; 22:18; 28:14; ยซย.9:6 เป็นต้น. ทั้งพระพรแห่งครอบครัวของพระเจ้าและพระพรแห่งพระกายของพระคริสต์นั้นล้วนเป็นสิ่งที่เจาะจงเป็นพิเศษ ส่วนพระพรแห่งคำสัญญาของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ครอบคลุมทั่วๆ ไป.
การร่วมเป็นทายาทนั้นเกี่ยวข้องกับพระพรแห่งครอบครัวของพระเจ้า, การร่วมเป็นอวัยวะของพระกายนั้นเกี่ยวข้องกับพระพรแห่งพระกายของพระคริสต์, การร่วมรับส่วนในคำสัญญานั้นเกี่ยวข้องกับพระพรแห่งคำสัญญาของพระเจ้าดังเช่นที่ได้สัญญาไว้ใน ยนซ.3:15; 12:3; 22:18; 28:14; ยซย.9:6 เป็นต้น. ทั้งพระพรแห่งครอบครัวของพระเจ้าและพระพรแห่งพระกายของพระคริสต์นั้นล้วนเป็นสิ่งที่เจาะจงเป็นพิเศษ ส่วนพระพรแห่งคำสัญญาของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ครอบคลุมทั่วๆ ไป.
อฟ.
3:6 ง ฆต.3:29; 2ปต.1:4
อฟ.
3:7 ก กซ.1:23, 25
อฟ.
3:7 1ก ผู้ปฏิบัติก็คือผู้ที่ทำการปรนนิบัติ. ผู้ปฏิบัติแห่งกิตติคุณก็คือผู้ที่นำกิตติคุณไปปรนนิบัติแก่ผู้อื่น.
อฟ.
3:7 ข รม.12:6; 1กธ.12:4
อฟ.
3:7 2ข พระคุณของพระเจ้าก็คือตัวของพระเจ้าเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่ทรงเป็นชีวิตเพื่อให้เรารับส่วนและรับสุข. ของประทานแห่งพระคุณก็คือความสามารถและการใช้งานที่ก่อกำเนิดมาจากการรับสุขพระคุณของพระเจ้า. พระคุณได้เปิดเผยเป็นนัยถึงชีวิต ส่วนของประทานนั้นเป็นความสามารถที่ออกมาจากชีวิต.
อฟ.
3:7 ค อฟ.3:2
อฟ.
3:7 ง อฟ.1:19; 3:20; กซ.1:29
อฟ.
3:7 3 นี่คือฤทธิ์เดชของชีวิตแห่งการเป็นขึ้น (ฟป.3:10) ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ในอัครทูตและอยู่ในผู้เชื่อทุกคน (1:19; 3:20). โดยฤทธิ์เดชแห่งชีวิตที่อยู่ภายในและดำเนินการอยู่นี้เองจึงทำให้ของประทานแห่งพระคุณถูกมอบให้แก่อัครทูต ซึ่งก็คือได้ก่อกำเนิดอยู่ภายในอัครทูต.
อฟ.
3:8 ก อฟ.3:2
อฟ.
3:8 1 นี่แสดงว่าวิสุทธิชนทั้งหลายล้วนสามารถได้รับพระคุณซึ่งเหมือนกันกับที่ได้ประทานให้อัครทูตเปาโล. ในด้านตัวบุคคลของเปาโลนั้น ท่านเป็นคนที่เล็กน้อยที่สุดในบรรดาอัครทูต (1กธ.15:9). แต่ในด้านการปฏิบัติของท่านนั้น ท่านก็ไม่ด้อยไปกว่าอัครทูตชั้นพิเศษเหล่านั้นแต่ประการใด (2กธ.11:5; 12:11). ทว่าในด้านพระคุณที่ท่านได้รับนั้น ท่านเป็นคนเล็กน้อยกว่าคนเล็กน้อยที่สุดในวิสุทธิชนทั้งหมด ซึ่งเปิดเผยเป็นนัยว่าวิสุทธิชนทั้งหลายก็ล้วนสามารถได้รับพระคุณที่ท่านได้รับนั้นเช่นกัน. กรณีนี้เหมือนกับการที่อวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเล็กสักเพียงใดก็ล้วนได้รับเลือดที่เหมือนกัน. แต่ความสามารถ (ของประทาน) ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจากเลือดนี้กลับแตกต่างกันไปตามอวัยวะแต่ละส่วน. ทุกอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ล้วนสามารถได้รับพระคุณแห่งชีวิตเหมือนดังที่เปาโลได้รับ แต่ของประทานของพวกเขานั้นไม่เหมือนกับของเปาโล.
อฟ.
3:8 ข เทียบ 1กธ.15:9
อฟ.
3:8 ค อฟ.1:7; 2:7
อฟ.
3:8 2ค สิ่งที่อัครทูตประกาศนั้นไม่ใช่หลักธรรมแต่เป็นความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์. ความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ก็คือ สิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็นต่อเรา เช่น ความสว่าง, ชีวิต, ความชอบธรรม, และความบริสุทธิ์ เป็นต้น; สิ่งที่พระองค์ทรงมีเพื่อเรา; และสิ่งที่พระองค์ทรงสำเร็จ, ทรงบรรลุถึง, และทรงได้รับมาเพื่อเรา. ความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ของพระคริสต์เป็นสิ่งที่หาที่สุดไม่ได้และสืบเสาะได้ไม่หมดสิ้น.
อฟ.
3:8 3 แปลตามตรงคือ ไม่อาจสืบเสาะอย่างถี่ถ้วน.
อฟ.
3:8 ง กจ.9:15; รม.15:16; 1ตธ.2:7
อฟ.
3:9 ก อฟ.1:9
อฟ.
3:9 1ก ข้อลับลึกของพระเจ้าก็คือพระประสงค์ที่ถูกซ่อนไว้ของพระองค์. พระประสงค์ของพระองค์ก็คือการแจกจ่ายตัวของพระองค์เข้าสู่ภายในบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรร. ด้วยเหตุนี้จึงได้มีแผนการบริหารแห่งข้อลับลึกของพระเจ้า. ข้อลับลึกนี้ถูกซ่อนไว้ในพระเจ้ามาตลอดทุกยุคทุกสมัย แต่บัดนี้ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่ที่ได้รับการส่องสว่างนั้นสามารถเห็นได้.
อฟ.
3:9 ข กซ.1:26; รม.16:25
อฟ.
3:9 2 แปลตามตรงคือ จาก.
อฟ.
3:9 ค อฟ.1:10; 1ตธ.1:4
อฟ.
3:9 3ค ดู 1:10 คำอธิบาย 1; 1ตธ.1:4 คำอธิบาย 3.
อฟ.
3:10 ก อฟ.2:2; 6:12; กซ.2:15
อฟ.
3:10 1ก คือบรรดาผู้ปกครองและผู้มีอำนาจที่เป็นทูตสวรรค์ซึ่งมีทั้งที่ดีและชั่ว. ข้อความในตอนนี้เจาะจงถึงพวกที่ชั่วร้ายเป็นพิเศษ ซึ่งก็คือซาตานและเหล่าทูตที่ติดตามมันนั่นเอง.
อฟ.
3:10 ข อฟ.1:3
อฟ.
3:10 ค รม.11:33; กซ.2:3; 1กธ.1:24; 2:6-8
อฟ.
3:10 2ค บทที่ 1 พูดถึงฤทธิ์เดชของพระเจ้า (1:19-20); บทที่ 2 พูดถึงพระคุณของพระเจ้า (2:5-8); ในบทนี้พูดถึงพระปัญญาของพระเจ้า.
อฟ.
3:10 ง อฟ.1:22
อฟ.
3:10 3ง ตามการเปิดเผยในข้อ 8 นั้น คริสตจักรถูกก่อกำเนิดขึ้นมาจากความอุดมสมบูรณ์อันหาที่สุดไม่ได้ของพระคริสต์. ขณะที่ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับส่วนและรับสุขในความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์อยู่นั้น ความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ก็ได้ก่อรูปพวกเขาขึ้นเป็นคริสตจักร. โดยคริสตจักรนี้ ผู้ปกครองและผู้มีอำนาจที่เป็นทูตสวรรค์ซึ่งอยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็จะได้รู้จักพระปัญญาอันหลากหลายของพระเจ้า. ด้วยเหตุนี้คริสตจักรก็คือการสำแดงแห่งสติปัญญาของพระเจ้าถึงทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น.
อฟ.
3:11 ก อฟ.1:9
อฟ.
3:11 1ก พระประสงค์นิรันดร์ก็คือโครงการนิรันดร์ที่พระเจ้าทรงวางไว้ในนิรันดร์กาลก่อนนั่นเอง.
อฟ.
3:11 2 หรือ ปฏิบัติ, ปรากฏเป็นจริง, สำเร็จ.
อฟ.
3:11 3 แปลตามตรงคือ พระคริสต์นั้น ซึ่งก็คือองค์พระเยซูเจ้าของเรา. สำหรับคำว่า "พระคริสต์นั้น" ให้ ดู 1:10 คำอธิบาย 4.
อฟ.
3:12 ก ฮร.4:16; 10:19
อฟ.
3:12 ข อฟ.2:18
อฟ.
3:12 1ข ในพระคริสต์นั้นเราจึงได้เข้าไป คือมีทางเข้า ซึ่งไม่เพียงเพื่อให้เราได้ใกล้ชิดพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังให้เรารับส่วนในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์อีกด้วย. โดยความเชื่อในพระคริสต์ เราจึงได้เข้าไปหรือมีทางเข้าเช่นนี้ด้วยใจกล้าและด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับสุขพระเจ้าและโครงการ (แผนการบริหาร) นิรันดร์ของพระองค์.
อฟ.
3:12 ค ฆต.2:20
อฟ.
3:12 2ค แปลตามตรงคือ ความเชื่อของพระองค์หรือ ความเชื่อที่อยู่ในพระองค์. ดู รม.3:22 คำอธิบาย 1.
อฟ.
3:13 ก กซ.1:24; 2กธ.1:6
อฟ.
3:14 ก อฟ.4:6
อฟ.
3:14 1ก ไม่ใช่พระเจ้าแต่เป็นพระบิดา. คำว่า
“พระบิดา” ในที่นี้กินความหมายกว้างมาก คือไม่เพียงเล็งถึงพระบิดาของครอบครัวแห่งหลักความเชื่อเท่านั้น (ฆต.6:10) แต่ยังเล็งถึงพระบิดาของทุกครอบครัวทั้งในสวรรค์ทั้งหลายและที่แผ่นดินโลก (ข้อ 15). พระบิดาไม่เพียงเป็นต้นกำเนิดของเราซึ่งเป็นผู้เชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นกำเนิดของมนุษยชาติที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง
(ลก.3:38), ชนชาติอิสราเอลที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง (ยซย.63:16; 64:8), และทูตสวรรค์ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างอีกด้วย (โยบ 1:6). ทัศนะของชาว
ยูดายคิดว่าพระเจ้าเป็นเพียงพระบิดาของพวกเขา.
ดังนั้นอัครทูตจึงได้อธิษฐานต่อพระบิดาของทุกครอบครัว ทั้งที่อยู่ในสวรรค์และที่แผ่นดินโลก
ซึ่งเป็นไปตามการเปิดเผยของท่าน ไม่เหมือนกับชาวยูดายที่ได้อธิษฐานต่อพระบิดาของชาวอิสราเอลเพียงเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามทัศนะของชาวยูดาย.
อฟ.
3:15 1 ศัพท์ในภาษากรีกหมายถึง เชื้อสายที่สืบทอดมาจากบิดา มีความหมายเป็นนัยถึงครอบครัว.
อฟ.
3:15 ก อฟ.1:10; ฟป.2:10
อฟ.
3:15 2 เมื่อพระเจ้าทรงเป็นต้นกำเนิดของครอบครัวทูตสวรรค์ในสวรรค์ทั้งหลายและครอบครัวของมนุษยชาติบนแผ่นดินโลก ดังนั้นทุกครอบครัวจึงได้ชื่อมาจากพระองค์ เหมือนที่ผู้ผลิตได้ตั้งชื่อให้ผลิตภัณฑ์สินค้าหรือที่บิดาตั้งชื่อให้ลูก.
อฟ.
3:16 ก อฟ.1:18
อฟ.
3:16 1ก สง่าราศีก็คือการสำแดงออกของพระเจ้า. ทุกครอบครัวทั้งในสวรรค์ทั้งหลายและที่แผ่นดินโลกล้วนได้สำแดงพระเจ้าบ้างไม่มากก็น้อย. ขณะที่พวกเขาสำแดงพระเจ้านั้นก็จะมีความอุดมสมบูรณ์แห่งสง่าราศีของพระองค์. อัครทูตได้อธิษฐานขอให้ผู้เชื่อชาวต่างชาติได้ประสบการณ์กับความบริบูรณ์ของพระเจ้าตามความอุดมสมบูรณ์แห่งสง่าราศีของพระองค์ เพื่อพระเจ้าจะได้รับการสำแดงด้วยเหตุนี้.
อฟ.
3:16 2 คำอธิษฐานของอัครทูตในข้อ 16-19 ได้ใช้คำว่า "เพื่อ" สี่ครั้งคือ ขอพระบิดาทรงโปรดประทานแก่เราทั้งหลาย เพื่อ จะได้รับการเพิ่มกำลัง; ผลลัพธ์ของการเพิ่มกำลังนี้ก็ เพื่อ พระคริสต์จะได้ประทับครองเรือนอยู่ในใจของเรา; ผลลัพธ์ของการประทับครองเรือนนี้ก็ เพื่อ เราจะได้มีกำลังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเข้าใจถึงขนาดของพระคริสต์ ทั้งความกว้าง, ยาว, สูง, ลึกและจะได้รู้จักความรักของพระคริสต์ที่เหนือล้ำกว่าความรู้; และผลลัพธ์ของการเข้าใจและการรู้จักนี้ก็ เพื่อ เราจะได้รับการเติมเต็มจนกลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า. ขั้นตอนเหล่านี้คือกระบวนการของสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่าในการก่อรูปพระกายของพระคริสต์ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์โดยอาศัยการที่เรารับสุขความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้.
อฟ.
3:16 ข ฟป.4:13; กซ.1:11
อฟ.
3:16 3ข คำอธิษฐานของอัครทูตใน 1:15-23 นั้นมีเพื่อให้วิสุทธิชนได้รับ การเปิดเผยเกี่ยวกับคริสตจักร. ในที่นี้คำอธิษฐานของท่านในข้อ 14-21 มีเพื่อให้วิสุทธิชนได้ประสบการณ์กับพระคริสต์เพื่อคริสตจักร. ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องได้รับการเพิ่มกำลังเข้าสู่วิญญาณของเรา.
อฟ.
3:16 4 มนุษย์ภายในคือวิญญาณที่ได้รับการบังเกิดใหม่ของเราซึ่งมีชีวิตของพระเจ้ามาเป็นชีวิต. ในการที่เราจะประสบการณ์กับพระคริสต์จนได้กลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้านั้น เราจำเป็นต้องได้รับการเพิ่มกำลังเข้าสู่มนุษย์ภายใน. กรณีนี้มีความหมายเป็นนัยว่า เราต้องการได้รับการเพิ่มกำลังเข้าสู่วิญญาณของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์.
อฟ.
3:16 ค 2กธ.4:16
อฟ.
3:16 ง อฟ.3:20; 1:19
อฟ.
3:16 5ง คือฤทธิ์เดชที่ได้กล่าวไว้ใน 1:19-22 ซึ่งได้แก่ฤทธิ์เดชที่ให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากท่ามกลางคนตาย, ให้พระองค์ทรงนั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย, ปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระองค์, และยังให้พระองค์เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแก่คริสตจักร. ฤทธิ์เดชนี้ได้ดำเนินการอยู่ในตัวเรา (ข้อ 20) และพระเจ้าก็ทรงใช้ฤทธิ์เดชนี้มาเพิ่มกำลังแก่เราเพื่อคริสตจักร.
อฟ.
3:16 6 พระบิดาได้ทรงเพิ่มกำลังแก่เราจากภายในของเราโดยพระวิญญาณของพระองค์ที่อาศัยอยู่ภายใน ซึ่งได้สถิตอยู่กับเราและสถิตอยู่ภายในเราตั้งแต่เวลาที่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว.
อฟ.
3:17 ก ยฮ.14:23
อฟ.
3:17 1 ใจของเราประกอบด้วยทุกส่วนของจิตซึ่งได้แก่ ความคิด, อารมณ์, ความตั้งใจ, บวกมโนธรรมซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญของวิญญาณ. ส่วนเหล่านี้เป็นส่วนที่อยู่ภายในตัวเรา. พระคริสต์ได้เสด็จเข้าสู่ในวิญญาณของเราโดยการบังเกิดใหม่ (2ตธ.4:22). จากนั้นเราควรจะให้พระองค์แผ่ขยายเข้าสู่ทุกส่วนแห่งใจของเรา. ใจของเราเป็นการสรุปรวมกันของทุกส่วนภายในเรา และยังเป็นศูนย์กลางแห่งมนุษย์ภายในของเราด้วย. ดังนั้นเมื่อพระคริสต์จะได้ประทับครองเรือนอยู่ในใจของเรา พระองค์จึงปกครองควบคุมทั่วทั้งตัวตนภายในเรา ทั้งยังหล่อเลี้ยงและเพิ่มกำลังทุกส่วนภายในของเราด้วยตัวของพระองค์เอง.
อฟ.
3:17 2 ความเชื่อคือการแปรสภาพสิ่งที่ยังไม่เห็นให้เป็นแก่นสาร (ฮร.11:1). การอาศัยอยู่ภายในของพระคริสต์นั้นเป็นเรื่องที่ลับลึกและเป็นนามธรรม. เราไม่อาจเข้าใจถึงการอาศัยอยู่ภายในนี้ได้ด้วยการสัมผัสรับรู้ทางกายภาพ แต่ต้องใช้การสัมผัสรับรู้แห่งความเชื่อ.
อฟ.
3:17 ข กซ.2:7
อฟ.
3:17 3ข เราเป็นไร่นาของพระเจ้าและเป็นสิ่งก่อสร้างของพระเจ้า (1กธ.3:9). เมื่อเราเป็นไร่นาของพระเจ้า เราก็ต้องหยั่งรากลงเพื่อการเจริญเติบโต เมื่อเราเป็นสิ่งก่อสร้างของพระเจ้า เราก็ต้องวางฐานที่มั่นคงเพื่อการก่อสร้าง.
อฟ.
3:17 ค อฟ.1:4
อฟ.
3:17 4ค ในการที่เราจะประสบการณ์กับพระคริสต์นั้น เราจำต้องมีความเชื่อและความรัก (1ตธ.1:14). ความเชื่อทำให้เราสามารถเข้าใจถึงพระคริสต์ได้ส่วนความรักทำให้เราสามารถรับสุขพระคริสต์ได้. ทั้งความเชื่อและความรักล้วนไม่ใช่ของเราทั้งสิ้นแต่เป็นของพระเจ้า. ความเชื่อของพระองค์ได้กลายเป็นความเชื่อที่เราใช้เชื่อในพระองค์ และความรักของพระองค์ได้กลายเป็นความรักที่เราใช้รักพระองค์. เมื่อเราได้หยั่งรากและวางฐานลงแล้วในความรักของพระองค์ เราก็จะเติบโตและถูกก่อสร้างขึ้นในชีวิตของพระองค์.
อฟ.
3:18 1 หรือ จับใจความ, แสวงหาด้วยความตั้งใจ.
อฟ.
3:18 ก อฟ.1:15
อฟ.
3:18 2ก ในการที่เราจะรู้ถึงขนาดของพระคริสต์นั้นเราจำเป็นต้องใช้วิสุทธิชนทั้งหมด ทว่าไม่ใช่เป็นลักษณะส่วนบุคคล แต่เป็นลักษณะของกลุ่มชน.
อฟ.
3:18 3 ความกว้าง, ยาว, สูง, และลึกก็คือขนาดของพระคริสต์. ในประสบการณ์ที่เรามีต่อพระคริสต์นั้น เราได้ประสบการณ์ถึงความกว้างของสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นก่อน จากนั้นก็ได้ประสบการณ์ถึงความยาว ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ล้วนอยู่ในแนวราบ. เมื่อเรามีความก้าวหน้าในพระคริสต์ เราก็จะประสบการณ์ถึงความสูงและความลึกแห่งความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในแนวตั้ง. ประสบการณ์ของเราที่มีต่อพระคริสต์นั้นจำเป็นต้องมีลักษณะเป็นสามมิติเหมือนรูปลูกบาศก์และต้องไม่เป็นมิติเดียวเหมือนแนวเส้น. ในประสบการณ์ที่เรามีต่อพระคริสต์นั้นต้องมีมามีไป และมีขึ้น มีลง ในที่สุดก็จะทำให้ประสบการณ์ที่เรามีต่อพระองค์กลายเป็น "รูปลูกบาศก์" ที่แข็งแกร่ง. เมื่อประสบการณ์ของเราเป็นเช่นนี้เราก็จะไม่ล้มลงและไม่แตกสลาย.
อฟ.
3:19 ก รม.8:35, 39; 2กธ.5:14
อฟ.
3:19 1 ความรักของพระคริสต์ก็คือตัวของพระคริสต์เอง. พระคริสต์ไม่อาจหยั่งวัดได้ฉันใด ความรักของพระคริสต์ก็ไม่อาจหยั่งวัดได้ฉันนั้น ดังนั้นความรักของพระองค์จึงเป็นความรักที่เหนือล้ำกว่าความรู้. อย่างไรก็ดีเราก็ยังสามารถรู้จักความรักนี้ได้โดยประสบการณ์.
อฟ.
3:19 ข อฟ.5:18
อฟ.
3:19 2 เมื่อพระคริสต์ได้ประทับครองเรือนอยู่ในใจของเรา และเมื่อเรามีกำลังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเข้าใจพร้อมกับวิสุทธิชนทั้งหมดถึงขนาดของพระคริสต์ และที่จะรู้จักความรักที่เหนือล้ำกว่าความรู้ของพระองค์โดยประสบการณ์แล้ว เราก็จะได้รับการเติมเต็มจนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า ซึ่งก็คือคริสตจักรอันเป็นการสำแดงแห่งกลุ่มชนของพระเจ้าเพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์. ความบริบูรณ์ของพระเจ้ามีความหมายเป็นนัยว่า ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นได้กลายเป็นการสำแดงของพระองค์. เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้ายังอยู่ในพระเจ้านั้น นั่นคือความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ แต่เมื่อความอุดมสมบูรณ์นี้ได้สำแดงออกมา ก็กลายเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ (ยฮ.1:16). ความบริบูรณ์ของพระเจ้าล้วนอาศัยอยู่ในพระคริสต์ (กซ.1:19; 2:9). พระคริสต์ทรงแจกจ่ายความบริบูรณ์ของพระเจ้าเข้าสู่ภายในเราโดยการที่พระองค์ทรงอาศัยอยู่ภายใน เพื่อให้เราได้รับการเติมเต็มจนกลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้าอันเป็นการปรากฏที่เที่ยงแท้ของคริสตจักร เพื่อพระเจ้าจะได้รับสง่าราศีในการสำแดงของพระองค์ (ข้อ 21).
อฟ.
3:19 ค กซ.1:19; 2:9; ยฮ.1:16
อฟ.
3:19 3ค ในพันธสัญญาใหม่นั้น ความบริบูรณ์ก็คือการสำแดงออกโดยผ่านความครบสมบูรณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์. นี่เป็นสาเหตุที่เปาโลได้กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ในข้อ 8 และได้กล่าวถึงความบริบูรณ์ของพระคริสต์ใน 1:23 และ 4:13. ความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์คือทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงเป็น, ทรงมี, และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสำเร็จ, ทรงบรรลุถึง, และทรงได้รับมา. ความบริบูรณ์ของพระคริสต์ก็คือผลลัพธ์และการหลั่งไหลออกซึ่งการที่เราได้รับสุขความอุดมสมบูรณ์. เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ได้ถูกดูดซึมเข้าสู่ตัวเราด้วยระบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่า ก็จะก่อรูปให้เราทั้งหลายได้กลายเป็นความบริบูรณ์ของพระคริสต์ ซึ่งก็คือพระกายของพระคริสต์ คือคริสตจักรอันเป็นการสำแดงของพระองค์. ใน 1:23 การสำแดงนี้เป็นความบริบูรณ์ของพระคริสต์ก่อน จากนั้นก็กลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้าในข้อนี้ เนื่องจากความบริบูรณ์ของพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้านี้ก็คือความบริบูรณ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพนั่นเอง.
อฟ.
3:19 4 พระบิดา (ข้อ 14) ได้ตอบรับและสำเร็จซึ่งคำอธิษฐานของอัครทูตโดยพระวิญญาณ (ข้อ 16) เพื่อพระคริสต์ (พระบุตรในข้อ 17) จะได้ประทับครองเรือนอยู่ในใจของเรา. ด้วยเหตุนี้เราจึงได้รับการเติมเต็มจนกลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า (พระเจ้าตรีเอกภาพ). นี่คือผลลัพธ์ของการแจกจ่ายพระเจ้าตรีเอกภาพเข้าสู่ภายในทั่วทั้งตัวของเรา.
อฟ.
3:20 1 ในข้อ 16-19 เป็นคำอธิษฐานของอัครทูต. คำว่า "แต่" ทำให้ข้อ 20-21 กลายเป็นการถวายสรรเสริญแด่พระเจ้า. ในคำอธิษฐานนั้น อัครทูตทูลขอพระบิดาให้เพิ่มกำลังแก่วิสุทธิชนทั้งหมดตามความอุดมสมบูรณ์แห่งสง่าราศีของพระองค์. กรณีนี้มีความหมายเป็นนัยว่า สง่าราศีของพระเจ้านั้นสามารถกระทำเข้าสู่ภายในวิสุทธิชนได้. ในการถวายคำสรรเสริญตอนนี้ท่านกล่าวว่า "ขอให้สง่าราศีจงมีแด่พระองค์" (ข้อ 21) ซึ่งมีความหมายเป็นนัยว่า หลังจากที่สง่าราศีของพระเจ้าถูกกระทำเข้าสู่ภายในวิสุทธิชนแล้วก็ได้กลับไปสู่พระเจ้าอีก. สง่าราศีของพระเจ้าถูกกระทำเข้าสู่ภายในเราก่อน ต่อมาก็ได้กลับคืนไปสู่พระเจ้าอีกเพื่อให้พระองค์ได้รับสง่าราศี. ยิศฮาคได้มอบทรัพย์สินเงินทองให้นางริบะคาเป็นเครื่องประดับของนางก่อน ต่อมาทรัพย์สินเหล่านี้ก็ได้กลับคืนไปสู่ยิศฮาคด้วยกันกับนางริบะคาเพื่อเป็นสง่าราศีของยิศฮาคอีก (ยนซ.24:47, 53, 61-67). อัครทูตได้อธิษฐานขอให้พระเจ้าเพิ่มกำลังแก่วิสุทธิชนตามสง่าราศีของพระองค์ "แต่" ในที่สุดหลังจากที่สง่าราศีของพระเจ้าได้กระทำเข้าสู่ภายในวิสุทธิชนแล้ว ก็ได้ติดตามวิสุทธิชนที่ได้รับการเพิ่มกำลังแล้วกลับคืนไปสู่พระองค์อีก. นี่ก็คือหนทางที่พระเจ้าจะได้รับสง่าราศีในคริสตจักร.
อฟ.
3:20 ก รม.16:27
อฟ.
3:20 ข 2กธ.9:8
อฟ.
3:20 2 ถ้าพูดอย่างเคร่งครัดแล้ว วลีที่ว่า "ขอหรือคิดได้" ในที่นี้ไม่ได้ชี้ถึงเรื่องราวฝ่ายวัตถุ แต่ชี้ถึงเรื่องฝ่ายวิญญาณที่มีความเกี่ยวข้องกับคริสตจักร. สำหรับเรื่องฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ เราไม่เพียงต้องขอเท่านั้น ยังต้องคิดอีกด้วย. สิ่งที่เราคิดอาจจะมากกว่าสิ่งที่เราขอ. แต่พระเจ้าไม่เพียงได้กระทำสำเร็จซึ่งสิ่งที่เราขอเพื่อคริสตจักรเท่านั้น แต่จะกระทำสำเร็จซึ่งสิ่งที่เราคิดเพื่อคริสตจักรอีกด้วย และพระเจ้าสามารถกระทำสำเร็จซึ่งสิ่งสารพัดอย่างล้นเหลือเหนือกว่าที่เราจะขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชที่ดำเนินการอยู่ภายในเรา.
อฟ.
3:20 ค อฟ.3:7; 1:19
อฟ.
3:20 3ค ฤทธิ์เดชในที่นี้ก็คือฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระเจ้าซึ่งกล่าวไว้ใน 1:19-20 มิใช่ฤทธิ์เดชแห่งการเนรมิตสร้างของพระองค์. ฤทธิ์เดชแห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้าได้เนรมิตสร้างสิ่งของฝ่ายวัตถุในสภาพแวดล้อมของเรา (รม.8:28) ส่วนฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระเจ้าได้กระทำสำเร็จซึ่งเรื่องราวฝ่ายวิญญาณเพื่อคริสตจักรอยู่ภายในตัวเรา.
อฟ.
3:21 ก รม.11:36
อฟ.
3:21 1 ดู 1:6 คำอธิบาย 2. เราได้รับการเพิ่มกำลังเข้าสู่มนุษย์ภายในตามความอุดมสมบูรณ์แห่งสง่าราศีของพระเจ้า (ข้อ 16). สง่าราศีนี้ได้มาถึงเราพร้อมด้วยพระเจ้า และหลังจากที่ได้กระทำเข้าสู่ภายในของเราแล้ว ก็จะกลับไปสู่พระเจ้าด้วยกันกับเราทั้งหลาย. โดยสิ่งนี้ คริสตจักรซึ่งเป็นผลสุกงอมรุ่นแรกในจักรวาล (ยก.1:18) ก็จะนำหน้าในการถวายสง่าราศีแด่พระเจ้า. จากนั้นทุกครอบครัวที่เหลือ ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกนี้ก็ล้วนจะต้องถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าตามคริสตจักรด้วย.
อฟ.
3:21 ข อฟ.3:10
อฟ.
3:21 2ข สง่าราศีของพระเจ้าถูกกระทำเข้าสู่คริสตจักร และพระเจ้าก็ได้รับการสำแดงในคริสตจักร. ดังนั้นการให้สง่าราศีมีแด่พระเจ้าในคริสตจักรก็คือการที่พระเจ้าได้รับสง่าราศีในคริสตจักร.
อฟ.
3:21 3 พระเจ้าไม่เพียงได้รับสง่าราศีในคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังได้รับสง่าราศีในพระคริสต์อีกด้วย. ดังนั้นในที่นี้จึงได้ใช้คำว่า "และ" เพื่อต้องการเน้นประเด็นนี้.
อฟ.
3:21 4 ขอบเขตที่พระเจ้าได้รับสง่าราศีในคริสตจักรนั้นค่อนข้างจะแคบ คือจำกัดอยู่ที่ครอบครัวแห่งความเชื่อเท่านั้น. แต่ในพระคริสต์นั้นขอบเขตก็กว้างขวางมากขึ้น เพราะพระคริสต์ทรงเป็นประมุขของทุกครอบครัวทั้งในสวรรค์ทั้งหลายและบนแผ่นดินโลกนี้ (1:22; 3:15). ด้วยเหตุนี้การที่พระเจ้าได้รับสง่าราศีในพระคริสต์นั้นจึงอยู่ในขอบเขตของทุกครอบครัวที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้น ไม่เพียงที่อยู่ในแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่รวมทั้งที่อยู่ในสวรรค์ทั้งหลายด้วย. กรณีนี้สอดคล้องกับประโยคต่อมาคือ ทุกชั่วอายุสืบๆ ไปเป็นนิตย์ ซึ่งก็คือจวบโลกนิรันดร์นั่นเอง.
อฟ.
3:21 5 วลีที่ว่า "ทุกชั่วอายุสืบๆ ไปเป็นนิตย์" ได้ก่อรูปเป็นโลกนิรันดร์. การที่พระเจ้าจะได้รับสง่าราศีในคริสตจักรนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในยุคปัจจุบันนี้เป็นสำคัญ ส่วนการที่พระเจ้าจะได้รับสง่าราศีในพระคริสต์นั้นเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นตราบชั่วนิรันดร์.