การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6

เอเฟโซ บทที่ 2

3. การก่อกำเนิดและการก่อสร้างคริสตจักร
2:1-22
(1) การก่อกำเนิดคริสตจักร
ข้อ 1-10
อฟ. 2:1 1และเมื่อก่อนนั้น ท่านทั้งหลายได้2กตายแล้วใน3การล่วงละเมิดและ4การบาป
อฟ. 2:2 ในเวลานั้น ท่านเคยกดำเนินชีวิตอยู่ในการเหล่านั้น1ขตามยุคสมัยของโลกนี้ตาม2คหัวหน้าของผู้มีอำนาจในสถานอากาศ คือหัวหน้าของ3วิญญาณที่บัดนี้กำลังดำเนินการอยู่ใน4งเหล่าบุตรที่ไม่เชื่อฟัง
อฟ. 2:3 แต่ก่อน1เราทั้งปวงเคยอยู่ท่ามกลาง2คนเหล่านั้น และได้3ประพฤติตามกราคะตัณหาแห่งเนื้อหนังของเรา คือกระทำตามความปรารถนาของเนื้อหนังและความคิดในใจ และเป็น4ลูกแห่งขความพิโรธมาแต่กำเนิดเหมือนกับคนอื่นๆ
อฟ. 2:4 1แต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วย2กพระเมตตาอันอุดม เพราะเหตุ3ความรักอันยิ่งใหญ่ซึ่งพระองค์ทรงขรักเรา
อฟ. 2:5 ถึงแม้เรากตายแล้วในการล่วงละเมิด พระองค์ยังทรงกระทำให้เรา1ขมีชีวิต2ด้วยกันกับ3พระคริสต์ (ซึ่งท่านได้รับ4ความรอดนั้นก็โดย5คพระคุณ)
อฟ. 2:6 และพระองค์ได้ทรงให้เรา1กเป็นขึ้นมา2ด้วยกัน[กับพระองค์] และได้ทรงให้[เรา]3ขนั่งใน4คขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายด้วยกัน[กับพระองค์]5ในพระคริสต์เยซู
อฟ. 2:7 เพื่อใน1ยุคสมัยทั้งหลายในอนาคตนั้น พระองค์จะทรง2สำแดง3กความอุดมสมบูรณ์อันเหนือล้ำแห่งพระคุณใน4ขความเอ็นดูของพระองค์ที่มีต่อเราในพระคริสต์เยซู.
อฟ. 2:8 1ด้วยว่าซึ่งท่านได้รับความรอดนั้นก็เพราะพึ่ง2กพระคุณโดย3ขความเชื่อและ4การนี้ไม่ได้เป็นมาจากท่านเอง แต่เป็นคของประทานแห่งพระเจ้า
อฟ. 2:9 และไม่ได้เป็นมาจากกการประพฤติ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดขอวดได้.
อฟ. 2:10 เพราะว่าเราเป็น1ผลงานชิ้นเอกของพระเจ้าที่2กทรงเนรมิตสร้างขึ้นในพระคริสต์เยซูไว้สำหรับขการดีที่พระเจ้าได้3ทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เราคดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางนั้น.
(2) การก่อสร้างคริสตจักร
ข้อ 11-22
อฟ. 2:11 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงระลึกว่า เมื่อก่อนท่านเป็นกพวกต่างชาติตามเนื้อหนัง และคนเหล่านั้นที่[เขา]เรียกกันว่าขพวกรับพิธีสุหนัตในเนื้อหนังซึ่งกระทำด้วยมือก็เคยเรียกท่านว่า 1คพวกที่มิได้รับพิธีสุหนัต
อฟ. 2:12 [จงระลึกว่า] ครั้งนั้นท่านเป็น1คนที่แยกจากพระคริสต์ กถูกตัดขาดจาก2การเป็นพลเมืองขอิสราเอล เป็นแขกแปลกหน้า[ที่ไม่มีส่วน]ใน3คพันธสัญญาทั้งหลายที่ทรงสัญญาไว้นั้น และอยู่ใน4โลกนี้อย่าง5งไร้ความหวังและ6ปราศจากพระเจ้า.
อฟ. 2:13 1แต่บัดนี้ในพระคริสต์เยซู ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่2กไกลก็ได้เข้ามา3ใกล้แล้วโดยพึ่ง4ขพระโลหิตของพระคริสต์.
อฟ. 2:14 เพราะว่าพระองค์เองทรงเป็น1กสันติสุขของ2เรา ผู้ได้ทรงกระทำให้3ทั้งสองฝ่ายเป็นขอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อ4กำแพงที่กั้นอยู่ระหว่างกลางออกเสียแล้ว คือ5การเป็นปฏิปักษ์กัน
อฟ. 2:15 และได้ทรง1กลบล้างพระบัญญัติแห่ง2กฎบัญญัติในส่วนที่เป็น3กฎเกณฑ์ใน4เนื้อหนังของพระองค์ เพื่อจะ5เนรมิตสร้างทั้งสองฝ่ายให้6เป็น7ขคนใหม่คนเดียว8ในพระองค์[เช่นนั้นแหละ]จึงทรง9คกระทำให้เกิดสันติสุข
อฟ. 2:16 เมื่อได้ทรง1กำจัดการเป็นปฏิปักษ์กัน2โดยกางเขนแล้ว ยังทรงกระทำให้3ทั้งสองฝ่ายกคืนดีกันกับ4พระเจ้าใน5ขพระกายเดียวโดย6กางเขนนั้น.
อฟ. 2:17 พระองค์ยังได้1เสด็จมากประกาศสันติสุขเป็นขกิตติคุณแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่2คไกล และประกาศสันติสุขเป็นกิตติคุณแก่เขาเหล่านั้นที่อยู่3งใกล้
อฟ. 2:18 เพราะว่า1โดยพระองค์นั้น เราทั้งสองฝ่ายจึงสามารถ2กเข้าเฝ้า3ขพระบิดาได้4ในคพระวิญญาณองค์เดียว
อฟ. 2:19 เหตุฉะนั้น1ท่านจึงไม่ได้เป็น2กแขกแปลกหน้าและคนต่างแดนอีกต่อไปแต่เป็น3ขพลเมืองเดียวกันกับวิสุทธิชนและเป็น4คญาติสนิทในบ้านของพระเจ้า
อฟ. 2:20 ซึ่ง1กถูกก่อสร้างขึ้นบน2ขฐานรากของคพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะและมีพระคริสต์เยซูทรงเป็น3งศิลาหัวมุม
อฟ. 2:21 1ในพระองค์นั้น2ทุกส่วนของสิ่งก่อสร้างที่3กติดต่อสนิทกันก็กำลัง4ขเติบโตขึ้นจนกลายเป็น5คพระวิหารอันบริสุทธิ์6ในองค์พระผู้เป็นเจ้า
อฟ. 2:22 ในพระองค์นั้น 1ท่าน2ก็กำลังถูกก่อสร้างขึ้นเป็น3กที่ประทับของพระเจ้าขใน4วิญญาณด้วย.

คำอธิบาย เอเฟโซ บทที่ 2

อฟ. 2:1 1 ตามหลักไวยากรณ์นั้น คำว่า "และ" ชี้บ่งว่าประโยคสุดท้ายในบทที่ 1 นั้นยังไม่สมบูรณ์. ในข้อสุดท้ายของบทที่ 1 ได้เปิดเผยว่า คริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์นั้นถูกก่อกำเนิดขึ้นโดยพระคริสต์โดยอาศัยสิ่งที่พระองค์ได้บรรลุถึง. บัดนี้ในบทนี้ได้เปิดเผยต่อเราถึงเบื้องหลังที่คริสตจักรได้ถูกก่อกำเนิดขึ้น นั่นก็คือขอบเขตแห่งความตาย. ในบทที่ 1 นั้นคริสตจักรเป็นผลลัพธ์ของการส่งถ่ายแห่งสภาพพระเจ้าที่อยู่ฝ่ายสวรรค์เข้าสู่ภายในเรา. ส่วนในบทนี้คริสตจักรนั้นออกมาจากสภาพมนุษย์ที่อยู่ฝ่ายแผ่นดินโลก.
อฟ. 2:1 ก อฟ.2:5; กซ.2:13
อฟ. 2:1 2ก คำว่า "ตาย" เล็งถึงความตายแห่งวิญญาณของเรา การตายนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งตัวของเรา ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการติดต่อกับพระเจ้า.
อฟ. 2:1 3 การล่วงละเมิดคือการประพฤติที่เกินขอบเขตแห่งสิทธิ. ส่วนการบาปก็คือการกระทำที่ชั่วร้าย. ก่อนที่เราจะได้รับความรอด เราได้ตายแล้วในการล่วงละเมิดและการบาป. เราได้รับความรอดจากเบื้องหลังแห่งความตายนี้มาเป็นคริสตจักรซึ่งก็คือพระกายของพระคริสต์. คนที่ตายแล้วกลับมีชีวิตเป็นขึ้น และได้กลายเป็นพระกายอินทรีย์ที่มีชีวิตเพื่อสำแดงพระคริสต์.
อฟ. 2:1 4 ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
อฟ. 2:2 ก กซ.3:7
อฟ. 2:2 ข รม.12:2; ฆต.1:4
อฟ. 2:2 1ข คำว่า "โลก" เล็งถึงระบบของซาตานที่ประกอบด้วยยุคสมัยต่างๆ. ดังนั้นยุคสมัยในที่นี้จึงเล็งถึงส่วน, ตอน, แง่มุม, และการปรากฏของยุคสมัยใหม่ในปัจจุบันแห่งระบบของซาตาน ซึ่งมันใช้แย่งชิงและครอบงำมนุษย์ ทำให้มนุษย์ห่างเหินไปจากพระเจ้าและพระประสงค์ของพระเจ้า. ในขณะที่เราตายอยู่ในการล่วงละเมิดและการบาปนั้น การดำเนินชีวิตของเราได้เป็นไปตามยุคสมัย,การปรากฏของยุคสมัยใหม่, กระแสในปัจจุบันนี้ของโลกอันเป็นระบบของซาตาน.
อฟ. 2:2 ค อฟ.6:12
อฟ. 2:2 2ค เล็งถึงซาตาน คือหัวหน้าของผู้ปกครองและผู้มีอำนาจในสถานอากาศที่กล่าวไว้ใน 6:12.
อฟ. 2:2 3 คำว่า "วิญญาณ" ซึ่งใช้อธิบายความหมายของคำว่า "ผู้มีอำนาจในสถานอากาศ" นั้นเล็งถึงอำนาจที่รวมตัวกัน หรือการรวมตัวกันแห่งอำนาจของทูตสวรรค์ที่ชั่วร้ายทั้งหมด โดยมีซาตานเป็นหัวหน้า. บัดนี้วิญญาณที่มารวมตัวกันนี้กำลังดำเนินการอยู่ในคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง. ในขณะที่เรายังตายอยู่ในการล่วงละเมิดและการบาปนั้นเราไม่เพียงดำเนินชีวิตตามอย่างยุคสมัยของโลกนี้เท่านั้น แต่ยังดำเนินชีวิตตามซาตานซึ่งเป็นหัวหน้าของผู้มีอำนาจในสถานอากาศ หรืออำนาจของวิญญาณที่ชั่วร้ายอีกด้วย.
อฟ. 2:2 ง อฟ.5:6
อฟ. 2:2 4ง เดิมเราเป็นเหล่าบุตรที่ไม่เชื่อฟัง บัดนี้เราได้รับความรอดแล้วจึงกลายเป็นคริสตจักร.
อฟ. 2:3 1 เล็งถึงผู้เชื่อทั้งหมด โดยได้ครอบคลุมทั้งชาวยูดายและชาวต่างชาติ.
อฟ. 2:3 2 เล็งถึงเหล่าบุตรที่ไม่เชื่อฟังในข้อ 2.
อฟ. 2:3 3 ขณะที่เรายังตายอยู่ในการล่วงละเมิดและการบาปนั้น เราได้ประพฤติตามราคะตัณหาของเนื้อหนัง คือกระทำตามความปรารถนาของเนื้อหนังและความคิดในใจ และมีสิ่งที่ชั่วร้ายสามสิ่งมาครอบงำการดำเนินชีวิตของเราคือ ยุคสมัยของโลกนี้อยู่ทางภายนอกของเรา; หัวหน้าของผู้มีอำนาจในสถานอากาศอยู่ข้างบนและอยู่ภายในเรา; และราคะตัณหาของเนื้อหนังอยู่ในนิสัยที่ตกต่ำของเรา. เราทั้งหลายได้รับการช่วยให้หลุดพ้นจากสิ่งของที่ชั่วร้ายเหล่านี้และได้กลายเป็นพระกายของพระคริสต์.
อฟ. 2:3 ก ฆต.5:16
อฟ. 2:3 4 เดิมเราเป็นบุตรที่ไม่เชื่อฟังและเป็นลูกแห่งความพิโรธด้วย. เนื่องจากการไม่เชื่อฟัง เราจึงอยู่ในอาณาบริเวณของความตายและอยู่ภายใต้พระพิโรธของพระเจ้าจริงๆ. แต่เราก็ได้รับการช่วยให้หลุดพ้นจากการไม่เชื่อฟังของเราและพระพิโรธของพระเจ้าแล้ว.
อฟ. 2:3 ข รม.2:5
อฟ. 2:4 1 คำว่า "แต่พระเจ้า" ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ได้หันเปลี่ยนฐานะของเรา.
อฟ. 2:4 ก รม.2:4
อฟ. 2:4 2ก คู่หมายของความรักควรจะอยู่ในสภาพการณ์ที่น่ารัก แต่คู่หมายของความเมตตาย่อมต้องอยู่ในสถานการณ์ที่น่าสงสาร. ดังนั้นพระเมตตาของพระเจ้าจึงบรรลุไปได้ไกลกว่าความรักของพระเจ้า. พระเจ้าทรงรักเราเพราะเราเป็นคู่หมายแห่งการเลือกสรรของพระองค์. แต่เนื่องจากการตกต่ำ เราจึงได้กลายเป็นคนที่น่าสงสารและยังได้ตายแล้วในการล่วงละเมิดและการบาปเพราะฉะนั้นเราจึงต้องการพระเมตตาของพระเจ้า. เนื่องจากความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดมจึงทรงช่วยเราให้พ้นจากฐานะที่น่าสงสารไปสู่สภาพการณ์ที่เหมาะสมกับความรักของพระองค์.
อฟ. 2:4 3 หรือ ความรักอันท่วมท้น, ความรักที่ยิ่งใหญ่ท่วมท้น.
อฟ. 2:4 ข 1ยฮ.4:10
อฟ. 2:5 ก อฟ.2:1
อฟ. 2:5 ข กซ.2:13
อฟ. 2:5 1ข เมื่อเปรียบเทียบหนังสือเอเฟโซกับหนังสือโรมจะเห็นว่า หนังสือโรมถือว่าเราเป็นคนบาปแต่หนังสือเอเฟโซนั้นถือว่าเราเป็นคนตาย. เมื่อเราเป็นคนบาป เราต้องรับการอภัยบาปและการโปรดให้ชอบธรรมจากพระเจ้า ดังที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือโรม. แต่เมื่อเราเป็นคนตาย เราต้องถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมา. การอภัยบาปและการโปรดให้ชอบธรรมได้นำเรากลับไปสู่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อรับสุขพระคุณและมีส่วนในชีวิตของพระองค์. ส่วนการทำให้เรามีชีวิตนั้นได้ทำให้เราซึ่งเป็นอวัยวะที่มีชีวิตในพระกายของพระคริสต์ได้สำแดงพระองค์. พระเจ้าทรงอาศัยพระวิญญาณแห่งชีวิตของพระองค์ (รม.8:2) ทำให้เรามีชีวิตโดยการแจกจ่ายชีวิตที่นิรันดร์ของพระองค์ ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เอง (กซ.3:4) เข้าสู่ในวิญญาณที่ตายแล้วของเรา. พระเจ้าได้ทรงทำให้เรามีชีวิตด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว.
อฟ. 2:5 2 ในขณะที่พระเจ้าทรงทำให้พระเยซูที่ตรึงกางเขนมีชีวิตเป็นขึ้นมานั้น ก็ได้ทำให้เรามีชีวิตขึ้นมาพร้อมกันด้วย. ดังนั้นพระองค์จึงทรงทำให้เรามีชีวิตด้วยกันกับพระคริสต์.
อฟ. 2:5 3 ดู 1:10 คำอธิบาย 4.
อฟ. 2:5 4 ไม่เพียงคนบาปได้รับความรอดเท่านั้น แต่คนตายก็ได้รับความรอดด้วย และไม่เพียงอาศัยการตายและการไถ่ของพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังอาศัยการเป็นขึ้นและชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ และยังได้อาศัยการเสด็จสู่สวรรค์และความเหนือล้ำของพระองค์อีกด้วย. นี่ก็คือความรอดที่เหนือล้ำสำหรับคนบาปที่ตายแล้วโดยพระคริสต์ผู้กลายเป็นเนื้อหนัง, ตรึงตาย, เป็นขึ้น, และเสด็จสู่สวรรค์ผู้นี้ ซึ่งเป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอน. ความรอดเช่นนี้ได้ก่อกำเนิดคริสตจักร อันเป็นการไหลออกของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ผ่านขั้นตอนเพื่อการสำแดงออกของพระองค์.
อฟ. 2:5 ค อฟ.2:8
อฟ. 2:5 5ค พระคุณเป็นสิ่งที่ประทานให้โดยไม่คิดมูลค่า. ในที่นี้ไม่เพียงชี้ถึงพระเจ้าที่ถูกแจกจ่ายเข้าสู่ภายในเรา ให้เราได้รับสุขโดยไม่คิดมูลค่าเท่านั้น แต่ยังชี้ถึงการเคลื่อนไหวของพระเจ้าในการช่วยเราให้รอดโดยไม่คิดมูลค่าอีกด้วย. โดยพระคุณนี้ เราจึงได้ถูกช่วยให้รอดจากฐานะที่น่าสงสารแห่งความตายเข้าสู่ขอบเขตที่อัศจรรย์ของชีวิต.
อฟ. 2:6 ก อฟ.1:20; กซ.2:12
อฟ. 2:6 1ก การทำให้เรามีชีวิตนั้นเป็นขั้นตอนเบื้องต้นของความรอดแห่งชีวิตของพระเจ้า. ต่อจากขั้นตอนนี้ พระเจ้าก็ทรงให้เราเป็นขึ้นมาจากฐานะของความตาย.
อฟ. 2:6 2 ถ้ามองจากจุดยืนของเราแล้ว เราได้เป็นขึ้นมาจากฐานะของความตายทีละคน แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น เราได้เป็นขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมด เหมือนดังที่ชาวอิสราเอลได้ขึ้นมาจากน้ำแห่งความตายในทะเลแดงพร้อมกันทั้งหมด (อซด.14).
อฟ. 2:6 ข อฟ.1:20
อฟ. 2:6 3ข ขั้นตอนที่สามของความรอดแห่งชีวิตของพระเจ้าก็คือการโปรดให้เรานั่งในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. พระองค์ไม่เพียงโปรดให้เราเป็นขึ้นมาจากฐานะแห่งความตายเท่านั้น แต่ยังทรงโปรดให้เรานั่งในที่สูงสุดแห่งจักรวาลอีกด้วย.
อฟ. 2:6 ค อฟ.1:3
อฟ. 2:6 4ค วลีที่ว่า "ขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย" คือฐานะที่สูงสุดซึ่งเราจะได้เข้าไปเมื่อได้รับความรอดในพระคริสต์. ในหนังสือโรม พระคริสต์ผู้เป็นความชอบธรรมของเราได้ทรงนำเราไปสู่สภาพซึ่งเราเป็นที่ยินดีรับไว้ของพระเจ้า. ส่วนในหนังสือเอเฟโซ พระคริสต์ผู้เป็นชีวิตของเราได้ทรงช่วยให้เราเข้าสู่ฐานะซึ่งอยู่เหนือกว่าศัตรูทั้งหลายของพระเจ้า. ในที่นี้เราได้เป็นพลไพร่ฝ่ายสวรรค์ที่อยู่ในบรรยากาศฝ่ายสวรรค์พร้อมกับแก่นแท้และลักษณะพิเศษฝ่ายสวรรค์.
อฟ. 2:6 5 ในพระคริสต์นี้เองที่พระเจ้าทรงทำให้เราได้นั่งในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จไปชั่วนิรันดร์. สิ่งนี้ได้สำเร็จแล้วในขณะที่พระคริสต์เสด็จสู่สวรรค์และถูกปรับใช้กับตัวเราโดยพระวิญญาณของพระคริสต์ตั้งแต่วันที่เราได้เชื่อพระองค์. วันนี้เราสามารถเข้าใจและประสบการณ์กับความเที่ยงแท้นี้ได้ในวิญญาณของเรา โดยอาศัยการเชื่อในข้อเท็จจริงที่ได้สำเร็จไปแล้วนี้เอง.
อฟ. 2:7 1 คือยุคอาณาจักรพันปีและนิรันดร์กาลในอนาคตที่อยู่ต่อจากยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคที่คริสตจักรได้ก่อกำเนิดขึ้น.
อฟ. 2:7 2 คือแสดงอย่างเปิดเผยต่อทั่วทั้งจักรวาล.
อฟ. 2:7 ก อฟ.1:7
อฟ. 2:7 3ก ความอุดมสมบูรณ์แห่งพระคุณของพระเจ้านั้นเหนือล้ำกว่าข้อจำกัดทั้งปวง. สิ่งเหล่านี้ก็คือความอุดมสมบูรณ์แห่งตัวของพระเจ้าเองที่มีไว้ให้เราได้รับสุข. ความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้จะถูกสำแดงออกมาอย่างเปิดเผยจวบจนนิรันดร์.
อฟ. 2:7 ข รม.2:4
อฟ. 2:7 4ข ความเอ็นดูคือความดีงามแห่งความปรานีชนิดหนึ่งซึ่งเป็นมาจากความเมตตาและความรัก. พระคุณของพระเจ้าได้ประทานแก่เราในความเอ็นดูเช่นนี้เอง.
อฟ. 2:8 1 คำว่า “ด้วยว่า” เป็นการกล่าวถึงเหตุผลในการที่พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณของพระองค์(ข้อ 7). เพราะเราได้รับความรอดโดยพึ่งพระคุณของพระองค์ ฉะนั้นพระเจ้าจึงสามารถสำแดงพระคุณนี้ได้.
อฟ. 2:8 ก อฟ.2:5; กจ.15:11; รม.3:24
อฟ. 2:8 2ก พระคุณคือพระเจ้าที่ถูกแจกจ่ายเข้าสู่ภายในเรา. ดังนั้นการได้รับความรอดโดยพระคุณจึงหมายถึงการได้รับความรอดโดยการที่พระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนผู้นี้ถูกแจกจ่ายเข้าสู่ภายในเรา.
อฟ. 2:8 ข รม.5:1; 2ปต.1:1
อฟ. 2:8 3ข ความเชื่อคือการแปรสภาพสิ่งที่เรายังไม่เห็นให้เป็นแก่นสาร (ฮร.11:1). เราได้อาศัยความเชื่อมาแปรสภาพทุกสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงกระทำสำเร็จเพื่อเราให้เป็นแก่นสาร. ด้วยความสามารถในการแปรสภาพให้เป็นแก่นสารนี้ เราจึงได้รับความรอดแล้วเพราะพึ่งพระคุณ. การกระทำโดยไม่คิดมูลค่าแห่งพระคุณของพระเจ้าได้ช่วยเราแล้วโดยความเชื่อที่ใช้ในการแปรสภาพให้เป็นแก่นสารของเรา. ความเชื่อของเราก็คือความเชื่อที่เราใช้เชื่อในพระคริสต์ และก็คือพระคริสต์ผู้อยู่ในเราเป็นความเชื่อของเรา (ดู รม.3:22 คำอธิบาย1).
อฟ. 2:8 4 คำว่า “การนี้” ไม่ได้เล็งถึง “ความเชื่อ” แต่เล็งถึงการที่ “ท่านได้รับความรอดนั้นก็เพราะพึ่งพระคุณโดยความเชื่อ”.
อฟ. 2:8 ค เทียบ 1ตธ.1:14; 2ปต.1:1
อฟ. 2:9 ก เทียบ 2ตธ.1:9; ตต.3:5
อฟ. 2:9 ข 1กธ.1:29; รม.3:27
อฟ. 2:10 1 ศัพท์ในภาษากรีกคือ poiema (โพอิมา) ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ถูกทำขึ้นแล้ว, งานฝีมือ, หรือสิ่งที่ได้ประพันธ์ไว้เป็นบทกวี. ไม่เพียงแต่บทร้อยแก้วเท่านั้นที่อาจถือได้ว่าเป็นบทกวี ทว่างานศิลปกรรมใดๆ ที่ได้แสดงถึงปัญญาและการออกแบบของผู้ประดิษฐ์ก็ถือได้ว่าเป็นบทกวีทั้งสิ้น. พวกเราซึ่งเป็นคริสตจักรอันเป็นผลงานชิ้นเอกแห่งการงานของพระเจ้านั้นเป็นบทกวีที่สำแดงพระปัญญาที่ไร้ขีดจำกัดและการออกแบบอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า.
สวรรค์ทั้งหลาย, แผ่นดินโลก, และมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างนั้นไม่ใช่ผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า แต่คริสตจักรซึ่งก็คือพระกายของพระคริสต์อันเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ผู้เติมเต็มสารพัดในสารพัด (1:23) และเป็นคนใหม่แห่งกลุ่มชนและแห่งจักรวาล (ข้อ 15) ต่างหากที่เป็นผลงานชิ้นเอกนี้. การที่เราได้รับความรอดโดยพึ่งพระคุณจนได้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกของพระเจ้านี้ก็เพื่อให้เราดำเนินชีวิตอยู่ในการดีซึ่งพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้านั้น.
อฟ. 2:10 ก อฟ.2:15; 4:24; กซ.3:10; 2กธ.5:17; ฆต.6:15;
อฟ. 2:10 2ก เราทั้งหลายผู้เป็นคริสตจักรซึ่งก็คือผลงานชิ้นเอกแห่งการงานของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ใหม่อย่างสิ้นเชิงในจักรวาลนี้ คือเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้คิดค้นขึ้นมาใหม่. เราถูกพระเจ้าเนรมิตสร้างขึ้นในพระคริสต์โดยการบังเกิดใหม่กลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ของพระองค์ (2กธ.5:17).
อฟ. 2:10 ข ตต.2:14;
อฟ. 2:10 3 พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างเราก็เพื่อให้เราทำการดีไม่ใช่การดีตามทัศนะทั่วไปของเรา แต่เป็นการดีที่แน่นอนซึ่งพระเจ้าได้วางโครงการและกำหนดไว้ล่วงหน้าให้เราดำเนินชีวิตในท่ามกลางนั้น. การดีเหล่านี้จะต้องหมายถึงการปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์เพื่อเราจะดำเนินชีวิตคริสตจักรและเป็นพยานของพระเยซู ดังที่ได้เปิดเผยไว้ในบทต่อๆ ไปของหนังสือเล่มนี้.
อฟ. 2:10 ค อฟ.4:1, 17; 5:2, 8, 15
อฟ. 2:11 ก อฟ.4:17
อฟ. 2:11 ข รม.2:28; ฟป.3:5
อฟ. 2:11 ค กจ.11:3
อฟ. 2:11 1ค เดิมทีมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างเพื่อสำเร็จพระประสงค์ของพระองค์นั้นเป็นผู้ที่บริสุทธิ์หมดจดไม่มีความบาปหรือสิ่งเจือปนทางด้านลบใดๆ. แต่เนื่องจากการตกต่ำของมนุษย์ นิสัยที่ชั่วร้ายของซาตานและความบาปก็ได้เข้าสู่ภายในมนุษย์ซึ่งได้ทำให้ร่างกายของมนุษย์กลายเป็นเนื้อหนังที่เต็มไปด้วยราคะตัณหาก่อน และในที่สุดก็ได้ทำให้ทั่วทั้งตัวของมนุษย์กลายเป็นเนื้อหนัง. ดังนั้นมนุษย์จึงถูกทำลาย ไม่สามารถจะสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้าได้อีก. พระเจ้าจึงได้เสด็จเข้ามาเรียกพงศ์พันธุ์ของอับราฮามและบุตรหลานของท่านออกจากท่ามกลางมนุษยชาติที่ตกต่ำ. เพื่อการสำเร็จพระประสงค์ของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงบัญชาให้พวกเขารับพิธีสุหนัต นั่นก็คือให้ตัดเนื้อหนังของพวกเขาทิ้งไป. กรณีนี้หมายความว่า พวกเขาได้ถูกแบ่งแยกออกจากมนุษยชาติที่ตกต่ำ และถูกช่วยให้พ้นจากสภาพการณ์ที่ตกต่ำ. การรับพิธีสุหนัตทำให้พวกเขาแตกต่างกับมนุษยชาติที่เหลืออย่างสิ้นเชิง. พวกเขาถูกเรียกว่าเป็นพวกรับพิธีสุหนัต นั่นก็คือพวกที่ได้แบ่งแยกออกมาจากสถานการณ์ที่ตกต่ำ. ส่วนมนุษยชาติที่เหลือถูกเรียกว่าเป็นพวกที่มิได้รับพิธีสุหนัต นั่นก็คือพวกที่ยังคงอยู่ในสภาพที่ตกต่ำ. พวกเหล่านี้เป็นพวกต่างชาติตามเนื้อหนัง. ก่อนที่เราจะอยู่ในพระคริสต์นั้น เราก็อยู่ในประเภทนี้เอง.
อฟ. 2:12 1 พระพรทุกอย่างที่พระเจ้าทรงประทานแก่พลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรนั้นล้วนอยู่ในพระคริสต์อย่างเป็นรูปธรรม. พระคริสต์ผู้นี้เป็นผู้ที่มาจากชนชาติอิสราเอลที่เป็นพวกรับพิธีสุหนัต. ในเมื่อเราผู้เป็นพวกต่างชาติที่มิได้รับพิธีสุหนัตนั้นได้ถูกตัดขาดจากชนชาติอิสราเอล เราจึงเป็นคนที่แยกจากพระคริสต์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระคริสต์แต่อย่างไร.
อฟ. 2:12 ก กซ.1:21
อฟ. 2:12 2 คือสิทธิที่ได้จากการเป็นพลเมืองของพลไพร่ที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรร เช่น การปกครอง, พระพร, การสถิตอยู่ของพระเจ้าเป็นต้น. เนื่องจากมนุษยชาติตกต่ำ เขาจึงสูญเสียสิทธิทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกำหนดจะประทานแก่มนุษย์ไว้ตั้งแต่การเนรมิตสร้างของพระองค์. พระเจ้าทรงเรียกอับราฮามและทรงนำพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้กลับไปสู่สิทธิเหล่านี้ทุกประการโดยอาศัยพิธีสุหนัต. แต่เราผู้เป็นพวกต่างชาติที่มิได้รับพิธีสุหนัตก็ยังคงถูกตัดขาดจากสิทธิเหล่านี้.
อฟ. 2:12 ข รม.9:4
อฟ. 2:12 ค รม.9:4
อฟ. 2:12 3ค พันธสัญญาของพระเจ้าก็คือสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้. สิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ก็คือพระคำที่ว่า พระองค์จะกระทำเรื่องราวบางอย่างเพื่อพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรโดยไม่คิดมูลค่า. เมื่อสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาได้ผ่านกระบวนการที่จำเป็นในการบัญญัติเป็นกฎหมายแล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพันธสัญญาที่มีพันธะผูกพัน. พระคำทั้งหมดของพระเจ้าที่ตรัสแก่พลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรตั้งแต่อับราฮามมาจนถึงมาลาคีนั้นล้วนเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ ซึ่งได้ตราเป็นกฎหมายและกลายเป็นพันธสัญญาทั้งสิ้น. เราซึ่งเป็นพวกต่างชาตินั้นไม่เพียงถูกตัดขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังไม่มีส่วนในพันธสัญญาทั้งหลายที่ทรงสัญญาไว้อีกด้วย.
อฟ. 2:12 4 คำว่า "โลก" ซึ่งเป็นระบบของซาตานนั้นเป็นปรปักษ์กับการเป็นพลเมืองอิสราเอล. พลเมืองอิสราเอลเป็นอาณาจักรของพระเจ้า ส่วนโลกเป็นอาณาจักรของซาตาน. ก่อนที่เราจะได้รับความรอดนั้น เรามีชีวิตเป็นอยู่บนโลกนี้โดยไม่มีความหวังที่จะให้เราเฝ้าคอยท่าและไม่มีพระเจ้าที่จะให้เรารับสุข. เราจึงเป็นผู้ที่ว่างเปล่าไม่ว่าในยุคนี้หรือจะเป็นยุคหน้า.
อฟ. 2:12 ง 1ธซ.4:13 เทียบ อฟ.1:18; 4:4; รม.15:13
อฟ. 2:12 5ง พระพรทุกอย่างของพระเจ้าล้วนได้ครอบคลุมอยู่ในพระคริสต์, สิทธิแห่งการเป็นพลเมืองทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับชนชาติอิสราเอล, และของดีทุกอย่างก็ล้วนถูกสัญญาไว้ในพันธสัญญาทั้งหลายของพระเจ้า. เมื่อเราเป็นคนที่อยู่นอกพระคริสต์, ถูกตัดขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล, เป็นคนนอกที่ไม่มีส่วนในพันธสัญญาทั้งหลายที่ทรงสัญญาไว้นั้น เราจึงไร้ความหวังอย่างแท้จริง.
อฟ. 2:12 6 พระเจ้านั้นอยู่ในพระคริสต์; การปกครองและการเคลื่อนไหวของพระองค์นั้นอยู่ท่ามกลางพลเมืองอิสราเอล; และพระพรนั้นพระองค์ก็จะทรงประทานให้ตามพันธสัญญาของพระองค์.ในขณะที่เรายังเป็นคนที่อยู่นอกพระคริสต์, ถูกตัดขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล, และไม่มีส่วนในพันธสัญญาทั้งหลายที่ทรงสัญญาไว้ เราจึงปราศจากพระเจ้า. เราไม่มีพระเจ้าเป็นการรับสุขของเรา.
อฟ. 2:13 1 คำว่า "แต่บัดนี้" เป็นคำที่ล้ำค่า ซึ่งแสดงว่าในพระคริสต์ บัดนี้เราได้มีความหวังและมีพระเจ้าแล้ว.
อฟ. 2:13 ก อฟ.2:17; กจ.2:39
อฟ. 2:13 2ก คืออยู่ห่างไกลจากพระคริสต์, จากการเป็นพลเมืองอิสราเอล, และจากพันธสัญญาทั้งหลายที่ทรงสัญญาไว้. นี่ก็มีค่าเท่ากับการอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าและพระพรทั้งสิ้นของพระองค์.
อฟ. 2:13 3 คือเข้ามาใกล้พระคริสต์, ใกล้ชาติอิสราเอล, และใกล้สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้. นี่ก็มีค่าเท่ากับการได้เข้ามาใกล้พระเจ้าและพระพรทั้งสิ้นของพระองค์.
อฟ. 2:13 ข อฟ.1:7; กซ.1:20
อฟ. 2:13 4ข เราเป็นคนที่อยู่ไกลเพราะเราเป็นคนที่ตกต่ำ. แต่พระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์ได้นำเรากลับมาแล้ว. ดังนั้นโดยพระโลหิตนี้ เราจึงได้เข้ามาใกล้ชาติอิสราเอลและพระเจ้า.
อฟ. 2:14 ก กซ.3:15
อฟ. 2:14 1ก เมื่อพระคริสต์ทรงสำเร็จการไถ่ที่ครบสมบูรณ์เพื่อผู้เชื่อชาวยูดายและผู้เชื่อชาวต่างชาติแล้ว พระองค์เองก็ได้กลายเป็นสันติสุข เป็นความปรองดองของเรา โดยได้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน. เนื่องจากการตกต่ำของมนุษยชาติและการทรงเรียกพงศ์พันธ์ที่ถูกเลือก จึงทำให้พวกอิสราเอลกับพวกต่างชาติมีสิ่งขวางกั้น. โดยอาศัยการไถ่ของพระคริสต์นั้น สิ่งขวางกั้นนี้ก็ถูกทำลายไป. บัดนี้ในพระคริสต์พระผู้ไถ่ซึ่งเป็นการผูกพันแห่งความเป็นหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายจึงถูกทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.
อฟ. 2:14 2 คำว่า "เรา" เล็งถึงผู้เชื่อชาวยูดายและผู้เชื่อชาวต่างชาติ.
อฟ. 2:14 3 คำว่า "ทั้งสองฝ่าย" เล็งถึงผู้เชื่อชาวยูดายและผู้เชื่อชาวต่างชาติ. ข้อต่อไปก็เช่นเดียวกัน.
อฟ. 2:14 ข ฆต.3:28; 1กธ.12:13
อฟ. 2:14 4 กำแพงที่กั้นอยู่ระหว่างกลางนั้นก็คือ พระบัญญัติแห่งกฎบัญญัติในส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์ซึ่งอยู่ในข้อ 15 ที่ได้ตั้งขึ้นเพราะเนื้อหนังของมนุษย์. ข้อแรกของกฎเกณฑ์เหล่านี้ก็คือพิธีสุหนัต อันเป็นการขจัดเนื้อหนังของมนุษย์ทิ้งไป. สิ่งนี้ได้กลายเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่างพวกที่รับพิธีสุหนัตและพวกที่มิได้รับพิธีสุหนัต.
อฟ. 2:14 5 กำแพงที่กั้นอยู่ระหว่างกลางซึ่งก็คือความแตกต่าง (ที่เกิดจากพิธีสุหนัตเป็นสำคัญ) ระหว่างสองฝ่ายคือพวกรับพิธีสุหนัตและพวกที่มิได้รับพิธีสุหนัต ได้ก่อให้เกิดการเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างพวกยูดายและพวกต่างชาติ.
อฟ. 2:15 ก กซ.2:14
อฟ. 2:15 1ก พระคริสต์ได้อาศัยการลบล้างพระบัญญัติแห่งกฎบัญญัติในส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์มารื้อถอนกำแพงกั้นกลางระหว่างพวกยูดายและพวกต่างชาติแล้ว. เมื่อพระองค์ถูกตรึงอยู่บนกางเขนนั้นกฎเกณฑ์ทุกอย่างก็ล้วนถูกตรึงอยู่ที่นั่นด้วย (กซ.2:14).
อฟ. 2:15 2 นี่ไม่ใช่พระบัญญัติในส่วนที่เป็นศีลธรรมแห่งกฎบัญญัติ แต่เป็นพระบัญญัติในส่วนที่เป็นพิธีการแห่งกฎบัญญัติ ซึ่งประกอบไปด้วยภาคปฏิบัติเรื่องพิธีสุหนัต, การถือกฎเกณฑ์ที่ว่าด้วยการกิน, และการถือวันซะบาโต เป็นประการสำคัญ. กฎเกณฑ์เหล่านี้คือ "เสาหลัก" ของศาสนายูดาย. พระบัญญัติในส่วนที่เป็นศีลธรรมนั้นไม่มีวันถูกลบล้างไป แต่พระบัญญัติในส่วนที่เป็นพิธีการนั้นมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งตามยุคสมัยเพียงเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ได้ยั่งยืนตลอดไป.
อฟ. 2:15 3 คือพิธีการ, รูปแบบหรือวิธีการดำเนินชีวิตและการนมัสการ ซึ่งก่อให้เกิดการเป็นปฏิปักษ์และการแตกแยกกัน. ถ้าต้องการมีภาคปฏิบัติในการดำเนินชีวิตคริสตจักรที่ถูกต้อง กฎเกณฑ์ทั้งหมดนี้ล้วนต้องขจัดและละทิ้งเสีย.
อฟ. 2:15 4 เพราะมนุษย์ได้กลายเป็นเนื้อหนัง (ยนซ.6:3) และได้ห่างไกลจากพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ พระเจ้าจึงทรงกำหนดให้พลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรต้องรับพิธีสุหนัตเพื่อขจัดไปซึ่งเนื้อหนัง. กฎเกณฑ์นี้ถูกตั้งขึ้นเพราะเนื้อหนังของมนุษย์. พระคริสต์ทรงถูกตรึงกางเขนอยู่ในเนื้อหนัง. ในขณะที่พระองค์ถูกตรึงตายนั้น เนื้อหนังของพระองค์ซึ่งมีแบบเล็งโดยม่านบังซึ่งกั้นกลางระหว่างที่บริสุทธิ์กับที่บริสุทธิ์สุดในพระวิหารนั้น ก็ได้แยกออกจากกันแล้ว (ฮร.10:20).
อฟ. 2:15 5 พระคริสต์ทรงเนรมิตสร้างคนใหม่คนเดียวซึ่งก็คือคริสตจักรนั้นขึ้นโดยทรงนำพระนิสัยของพระเจ้ากระทำเข้าสู่ภายในสภาพมนุษย์. การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ใหม่ ดังนั้นจึงเป็นการเนรมิตสร้าง. ในสิ่งทรงสร้างเก่านั้น พระเจ้าไม่ได้นำพระนิสัยของพระองค์กระทำเข้าสู่สิ่งที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้าง แม้กระทั่งมนุษย์ พระองค์ก็ไม่ได้กระทำเช่นนี้. แต่ในการเนรมิตสร้างคนใหม่คนเดียวนั้น พระนิสัยของพระเจ้ากลับได้กระทำเข้าสู่ภายในของมนุษย์ ทำให้พระนิสัยของพระเจ้ากับสภาพมนุษย์กลายเป็นรูปกายจริงกายหนึ่ง.
อฟ. 2:15 6 พวกยูดายและพวกต่างชาตินั้นถูกแยกออกจากกันจนถึงที่สุดโดยกฎเกณฑ์ซึ่งมาแบ่งแยก. แต่ทั้งสองฝ่ายนี้ถูกเนรมิตสร้างขึ้นในพระคริสต์ด้วยธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์เป็นรูปกายจริงที่ใหม่กายหนึ่งซึ่งก็คือมนุษย์แห่งกลุ่มชนคนหนึ่ง คือคริสตจักร.
อฟ. 2:15 ข อฟ.4:24; กซ.3:10
อฟ. 2:15 7ข คริสตจักรไม่เพียงเป็นคริสตจักรของพระเจ้า, พระกายของพระคริสต์ (ความบริบูรณ์, การสำแดงออกของพระองค์ผู้เติมเต็มสารพัดในสารพัด — 1:23), ครอบครัวหรือคนในครอบครัว, บ้าน, พระวิหาร, ที่ประทับของพระเจ้า (2:19, 21-22) เท่านั้น แต่ยังเป็นคนใหม่คนเดียว อันเป็นกลุ่มชนและเป็นฝ่ายจักรวาลซึ่งถูกเนรมิตสร้างขึ้นด้วยพวกยูดายกับพวกต่างชาติ และประกอบขึ้นด้วยผู้เชื่อทั้งหมด แม้เขาทั้งหลายจะมีมากมาย แต่ก็เป็นคนใหม่คนเดียวในจักรวาล.
มนุษย์ที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างนั้นเป็นรูปกายรวม (ยนซ.1:26) เป็นมนุษย์แห่งกลุ่มชนที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้น แต่ได้ถูกทำลายเพราะเหตุการตกต่ำ. บัดนี้พระเจ้าจึงประสงค์ที่จะเนรมิตสร้างคนใหม่ขึ้นมาโดยการลบล้างกฎเกณฑ์ในเนื้อหนังที่พระองค์ทรงสวมใส่นั้น และโดยการเนรมิตสร้างเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์เอง.
อฟ. 2:15 8 พระคริสต์ไม่เพียงเป็นผู้ทรงเนรมิตสร้างคนใหม่คนเดียวนี้ (คริสตจักร) เท่านั้น แต่ยังทรงเป็นขอบเขตและสื่อกลางที่ให้คนใหม่คนเดียวถูกเนรมิตสร้างขึ้นด้วย. พระองค์ทรงเป็นองค์ประกอบของคนใหม่นี้ ทำให้สภาพพระเจ้ากับสภาพมนุษย์กลายเป็นรูปกายจริงกายหนึ่ง. คำว่า "ใน" ในที่นี้ตามภาษากรีกหมายถึงการเป็นองค์ประกอบ คืออาจแปลว่า "ด้วย" ได้เช่นกัน จึงได้เปิดเผยเป็นนัยว่าคนใหม่ได้ถูกเนรมิตสร้างขึ้นโดยใช้พระคริสต์เป็นธาตุแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของคนใหม่นี้.
อฟ. 2:15 ค กซ.1:20
อฟ. 2:15 9ค เนื่องจากพระคริสต์ทรงลบล้างกฎเกณฑ์ที่คอยแบ่งแยกไปแล้วในเนื้อหนังของพระองค์ คือทรงกำจัดการเป็นปฏิปักษ์ไปเสียแล้ว อีกทั้งยังทรงนำผู้เชื่อชาวยูดายและผู้เชื่อชาวต่างชาติมาเนรมิตสร้างขึ้นเป็นคนใหม่คนเดียวแล้ว ดังนั้นจึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุขในท่ามกลางผู้เชื่อทั้งหมด.
อฟ. 2:16 1 นี่ก็คือการรื้อกำแพงกั้นกลางระหว่างพวกเขาและการลบล้างกฎเกณฑ์ที่ทำให้พวกยูดายกับพวกต่างชาติไม่สามารถเข้ากันได้ ดังที่กล่าวไว้ในข้อ 14-15.
อฟ. 2:16 2 หรือ ในพระองค์.
อฟ. 2:16 3 เล็งถึงพวกยูดายและพวกต่างชาติ. ผู้ที่ต้องการคืนดีกับพระเจ้านั้นไม่ได้มีเพียงพวกต่างชาติที่มิได้รับพิธีสุหนัตเท่านั้น แต่พวกยูดายที่รับพิธีสุหนัตก็ต้องการคืนดีกับพระเจ้าด้วย โดยการไถ่ของพระคริสต์ที่ได้สำเร็จบนกางเขนนั้น.
อฟ. 2:16 ก กซ.1:20, 22; 2กธ.5:18; รม.5:10
อฟ. 2:16 4 เดิมเราปราศจากพระเจ้า สูญเสียพระเจ้าไป (ข้อ 12) แต่โดยกางเขนและพระโลหิตของพระคริสต์ เราก็ได้ถูกนำกลับคืนสู่พระเจ้าในพระกายเดียว.
อฟ. 2:16 ข 1กธ.12:13; 10:17; อฟ.4:4
อฟ. 2:16 5ข คำว่า "พระกายเดียว" ซึ่งก็คือคริสตจักรนี้ (1:23) ก็คือคนใหม่คนเดียวที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 15 นั่นเอง. ในพระกายเดียวนี้ ทั้งพวกยูดายและพวกต่างชาติ จึงได้คืนดีกันกับพระเจ้าโดยกางเขนแล้ว. เราซึ่งเป็นผู้เชื่อไม่ว่าจะเป็นชาวยูดายหรือชาวต่างชาติ ก็ได้คืนดีกันด้วย ซึ่งไม่เพียง "เพื่อ" พระกายของพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังได้คืนดีกัน "ใน" พระกายของพระคริสต์อีกด้วย. นี่ช่างเป็นการเปิดเผยเสียจริง! เราได้คืนดีกันกับพระเจ้าแล้ว เราได้รับความรอดในพระกายของพระคริสต์แล้ว.
อฟ. 2:16 6 ในด้านหนึ่ง กางเขนของพระคริสต์ได้กำจัดไปซึ่งการเป็นปฏิปักษ์กันที่เกิดจากกฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งขึ้นเพราะเหตุเนื้อหนัง ในอีกด้านหนึ่งกางเขนนี้ก็ได้ไถ่เราด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ที่ได้หลั่งออกบนกางเขนนี้. โดยอาศัยกางเขนนี้ ทั้งพวกยูดายและพวกต่างชาติจึงได้คืนดีกับพระเจ้าในพระกายเดียวแล้ว.
อฟ. 2:17 1 นี่คือการเสด็จมาของพระคริสต์ในฐานะพระวิญญาณนั้น เพื่อมาประกาศสันติสุขเป็นกิตติคุณ ซึ่งสันติสุขนี้ได้กระทำสำเร็จโดยกางเขนของพระองค์.
อฟ. 2:17 ก กจ.10:36
อฟ. 2:17 ข อฟ.6:15
อฟ. 2:17 ค อฟ.2:13; ยซย.57:19
อฟ. 2:17 2ค เล็งถึงพวกต่างชาติที่มิได้รับพิธีสุหนัตและเป็นคนที่อยู่ไกลเพราะเหตุการแบ่งแยกของเนื้อหนัง.
อฟ. 2:17 ง บพส.148:14
อฟ. 2:17 3ง เล็งถึงพวกยูดายที่รับพิธีสุหนัตและเป็นผู้ที่อยู่ใกล้เพราะเหตุการเลือกสรรของพระเจ้า.
อฟ. 2:18 1 พระคริสต์ทรงได้ลบล้างพระบัญญัติของกฎบัญญัติในส่วนที่เป็นกฎเกณฑ์, ทรงรื้อกำแพงที่กั้นอยู่ระหว่างกลาง, ทรงทำลายการเป็นปฏิปักษ์กันเพื่อให้พวกต่างชาติกับพวกยูดายได้คืนดีกัน, และทรงหลั่งโลหิตเพื่อไถ่ทั้งสองฝ่ายมาถวายแด่พระเจ้า เพราะฉะนั้นผู้เชื่อชาวยูดายและผู้เชื่อชาวต่างชาติจึงสามารถเข้าเฝ้าพระบิดาได้โดยพระองค์.
อฟ. 2:18 ก อฟ.3:12; รม.5:2
อฟ. 2:18 2ก หนทางในการเข้าเฝ้าพระบิดาก็คือกางเขนของพระคริสต์และพระโลหิตของพระองค์ (ฮร.10:19).
อฟ. 2:18 ข ยฮ.14:6
อฟ. 2:18 3ข ในด้านฐานะนั้น เราได้คืนดีกับพระเจ้า แต่ในด้านประสบการณ์นั้น เราได้เข้าเฝ้าพระบิดา. การคืนดีกับพระเจ้าเป็นการได้รับความรอด ส่วนการเข้าเฝ้าพระบิดาเป็นการรับสุขพระเจ้าผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตผู้ให้เราได้บังเกิดใหม่กลายเป็นบุตรของพระองค์.
ในที่นี้มีความหมายเป็นนัยถึงตรีเอกภาพแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้า. ในพระเจ้าพระบุตรทรงเป็นผู้กระทำให้สำเร็จและเป็นสื่อกลาง และในพระเจ้าพระวิญญาณทรงเป็นผู้ปฏิบัติการและเป็นการปรับใช้ เราจึงมีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าพระบิดาซึ่งเป็นผู้เริ่มต้น เป็นต้นกำเนิดแห่งการรับสุขของเรา.
อฟ. 2:18 4 ผู้เชื่อชาวยูดายและผู้เชื่อชาวต่างชาติได้คืนดีกันกับพระเจ้าในพระกายเดียวก่อน (ข้อ 16) ซึ่งเป็นเรื่องของฐานะ ต่อจากนั้นเราทั้งสองพวกจึงมีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาได้ในพระวิญญาณองค์เดียว ซึ่งเป็นเรื่องของประสบการณ์. ถ้าต้องการรับสุขในด้านประสบการณ์ถึงสิ่งที่เราได้รับมาในด้านฐานะ เราก็ต้องอยู่ในพระวิญญาณ.
อฟ. 2:18 ค อฟ.4:4; 1กธ.12:13
อฟ. 2:19 1 เล็งถึงผู้เชื่อชาวต่างชาติ.
อฟ. 2:19 ก อฟ.2:12
อฟ. 2:19 2ก คำว่า "แขกแปลกหน้า" คือพวกต่างชาติส่วน คนต่างแดน คือพวกต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอล โดยไม่มีสิทธิแห่งการเป็นพลเมือง. สองพวกนี้ล้วนเล็งถึงพวกต่างชาติทั้งสิ้น.
อฟ. 2:19 ข ฟป.3:20
อฟ. 2:19 3ข พลเมืองเดียวกันกับวิสุทธิชน บ่งชี้ถึงอาณาจักรของพระเจ้า. ผู้เชื่อทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นชาวยูดายหรือชาวต่างชาติก็ล้วนเป็นพลเมืองในอาณาจักรของพระเจ้าทั้งสิ้น. อาณาจักรของพระเจ้าก็คือขอบเขตที่พระเจ้าทรงใช้อำนาจของพระองค์.
อฟ. 2:19 ค ฆต.6:10; ฮร.3:6; 1ตธ.3:15; 1ปต.2:5; 4:17
อฟ. 2:19 4ค คำว่า "ญาติสนิทในบ้านของพระเจ้า" ชี้บ่งถึงบ้านของพระเจ้า. ผู้เชื่อชาวยูดายกับผู้เชื่อชาวต่างชาติล้วนเป็นญาติสนิทในบ้านของพระเจ้า. บ้านของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องของชีวิตและการรับสุข. ผู้เชื่อทุกคนล้วนได้เกิดมาจากพระเจ้าแล้วเข้าสู่บ้านของพระองค์เพื่อมารับสุขความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์. อาณาจักรของพระเจ้าเป็นเรื่องของสิทธิและหน้าที่. ผู้เชื่อทุกคนที่ได้เกิดมาแล้วเข้าสู่บ้านของพระเจ้าก็ล้วนมีสิทธิในการเป็นพลเมืองและมีหน้าที่แห่งอาณาจักรของพระเจ้า. วิสุทธิชนนั้นเป็นเรื่องของส่วนบุคคลส่วนบ้านของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องของกลุ่มชน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คืออาณาจักรของพระเจ้า.
อฟ. 2:20 ก อฟ.2:22; 4:12, 16; กซ.2:7; 1กธ.3:12
อฟ. 2:20 1ก ในด้านที่เป็นพระกายของพระคริสต์นั้นคริสตจักรได้บังเกิดใหม่แล้วจึงจำต้องมีการเติบโตในชีวิต ส่วนในด้านที่เป็นบ้านของพระเจ้านั้นคริสตจักรกำลังถูกก่อสร้างขึ้น. การเติบโตและการก่อสร้างไม่ได้เป็นเรื่องที่แยกจากกัน เพราะการเติบโตของพระกายก็คือการก่อสร้างของบ้านนั่นเอง.
อฟ. 2:20 ข วว.21:14; เทียบ 1กธ.3:10-11
อฟ. 2:20 2ข ฐานรากของคริสตจักรคือพระคริสต์ (1กธ.3:11). เนื่องจากข้อลับลึกของพระคริสต์ถูกเปิดเผยแก่พวกอัครทูตแล้ว (3:5-6) การเปิดเผยที่พวกเขาได้รับนั้นจึงถือเป็นฐานรากที่ให้คริสตจักรได้ถูกก่อสร้างขึ้น. นี่เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับศิลาใน มธ.16:18 ซึ่งไม่เพียงเล็งถึงพระคริสต์ แต่ยังเล็งถึงการเปิดเผยที่เกี่ยวกับพระคริสต์อีกด้วย. พระคริสต์จะก่อสร้างคริสตจักรของพระองค์บนศิลานี้. ดังนั้นฐานรากของพวกอัครทูตและผู้เผยพระวจนะจึงหมายถึงการเปิดเผยที่พวกเขาได้รับมาเพื่อการก่อสร้างของคริสตจักร.
อฟ. 2:20 ค อฟ.3:5
อฟ. 2:20 ง บพส.118:22; ยซย.28:16; มธ.21:42; กจ.4:11; 1ปต.2:6
อฟ. 2:20 3ง ในที่นี้กล่าวว่า "พระคริสต์เยซูทรงเป็นศิลาหัวมุม" ไม่ได้กล่าวว่า "พระองค์ทรงเป็นฐานราก" (ยซย.28:16) เพราะจุดเน้นในที่นี้ไม่ใช่ฐานรากแต่เป็นศิลาหัวมุมที่จะเชื่อมต่อกำแพงทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือผู้เชื่อชาวยูดายและผู้เชื่อชาวต่างชาติ. ในที่นี้ไม่ได้เน้นว่าพระคริสต์ทรงเป็นฐานราก แต่เน้นว่าพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะที่ได้รับการเปิดเผยเกี่ยวกับพระคริสต์นั้นเป็นฐานราก. ขณะที่ช่างก่อชาวยูดายได้ปฏิเสธพระคริสต์พวกเขาก็ได้ละทิ้งพระองค์ผู้เป็นศิลาหัวมุม (กจ.4:11; 1ปต.2:7) คือพระองค์ผู้ที่จะทรงเชื่อมต่อพวกต่างชาติเข้าด้วยกันกับพวกเขาเพื่อจะก่อสร้างบ้านของพระเจ้า.
อฟ. 2:21 1 ในพระคริสต์ผู้เป็นศิลาหัวมุมนี้ ทุกส่วนของโครงสร้าง ซึ่งรวมทั้งผู้เชื่อชาวยูดายและผู้เชื่อชาวต่างชาตินั้นจึงกำลังเข้าสนิทกันและเติบโตขึ้นกลายเป็นพระวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า.
อฟ. 2:21 2 หรือ ทุกส่วนของโครงสร้าง.
อฟ. 2:21 ก อฟ.4:16
อฟ. 2:21 3ก คือ ทำให้เหมาะสมต่อสภาพการณ์และสถานการณ์ของโครงสร้างทั้งหมด.
อฟ. 2:21 ข อฟ.4:15; กซ.2:19
อฟ. 2:21 4ข เนื่องจากโครงสร้างนี้มีชีวิตอยู่ (1ปต.2:5) ดังนั้นจึงเติบโตขึ้นได้ และจะเติบโตขึ้นจนกลายเป็นพระวิหารอันบริสุทธิ์. การก่อสร้างที่แท้จริงของคริสตจักรซึ่งเป็นบ้านของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นโดยการเติบโตในชีวิตของผู้เชื่อนั่นเอง.
อฟ. 2:21 ค 1กธ.3:16; 2กธ.6:16
อฟ. 2:21 5ค หรือ ที่บริสุทธิ์ คือส่วนที่อยู่ภายในของพระวิหารทั้งหมด.
อฟ. 2:21 6 โครงสร้างทุกส่วนแห่งบ้านของพระเจ้าซึ่งเป็นที่บริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นล้วนอยู่ในพระคริสต์ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า.
อฟ. 2:22 1 เล็งถึงวิสุทธิชนในท้องถิ่น.
อฟ. 2:22 2 คำว่า "ก็" แสดงว่า การก่อสร้างในข้อ 21 เป็นเรื่องฝ่ายจักรวาล ส่วนการก่อสร้างในข้อนี้เป็นเรื่องฝ่ายท้องถิ่น. ในด้านจักรวาลนั้น คริสตจักรมีเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลและได้เติบโตขึ้นอย่างทั่วถึง ส่วนในด้านของท้องถิ่นนั้นคริสตจักรที่อยู่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งก็มีเพียงหนึ่งเดียวเช่นกัน และวิสุทธิชนในท้องถิ่นต่างๆ ก็กำลังถูกก่อสร้างขึ้นด้วยกันในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย.
อฟ. 2:22 ก 2กธ.6:16; วว.21:3
อฟ. 2:22 3ก ถ้าพิจารณาดูตามเนื้อความในช่วงนี้ พระวิหารอันบริสุทธิ์ ในข้อ 21 เป็นเรื่องฝ่ายจักรวาลส่วนที่ประทับของพระเจ้าในข้อนี้เป็นเรื่องฝ่ายท้องถิ่น.
อฟ. 2:22 ข อฟ.3:5; 4:23; 5:18; 6:18; ยฮ.4:24; รม.1:9; วว.1:10
อฟ. 2:22 4 คือวิญญาณมนุษย์ของผู้เชื่อที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าอาศัยอยู่ภายใน. พระวิญญาณของพระเจ้าเป็นผู้อยู่อาศัย ไม่ได้เป็นที่ประทับ. ที่ประทับคือวิญญาณของผู้เชื่อ. พระวิญญาณของพระเจ้าอาศัยอยู่ในวิญญาณของเราดังนั้นที่ประทับของพระเจ้าจึงอยู่ในวิญญาณของเรา. ในข้อ 21 กล่าวว่า พระวิหารอันบริสุทธิ์อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า. ส่วนในข้อนี้กล่าวว่า ที่ประทับของพระเจ้าอยู่ในวิญญาณ. กรณีนี้แสดงว่าเพื่อการก่อสร้างที่ประทับของพระเจ้าแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเป็นหนึ่งกับวิญญาณของเราและวิญญาณของเราก็เป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย (1กธ.6:17). วิญญาณของเราคือสถานที่สำหรับก่อสร้างคริสตจักรและที่ประทับของพระเจ้า.
สารบัญ