เอเฟโซ บทที่ 1
หัวข้อหลัก: คริสตจักร - ข้อลับลึกของพระคริสต์ คือพระกายของพระคริสต์ อันเป็นความบริบูรณ์ของพระคริสต์ ที่ได้กลายเป็นความบริบูรณ์ของพระเจ้า
ผู้เขียน: อัครทูตเปาโล (1:1).
เวลาที่เขียน: ประมาณปี ค.ศ.64.
สถานที่เขียน: เรือนจำที่อยู่ในกรุงโรม (3:1; 4:1; 6:20; กจ.28:30).
ผู้รับ: วิสุทธิชนในเมืองเอเฟโซ (1:1).
I. คำนำ
1:1-2
1:1-2
อฟ.
1:1 1เปาโล กอัครทูตของพระคริสต์เยซูตาม2น้ำพระทัยของพระเจ้า [เขียนจดหมาย]มายัง3ขวิสุทธิชนที่อยู่4ในคเอเฟโซ คือ5งผู้ที่สัตย์ซื่อในพระคริสต์เยซู:
อฟ.
1:2 ขอให้1กพระคุณและ2สันติสุขจาก3พระเจ้าขพระบิดาของเราและจาก4คองค์พระเยซูคริสต์เจ้า จงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด.
II. พระพรกับฐานะที่คริสตจักรได้รับในพระคริสต์
1:3—3:21
1:3—3:21
1. พระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่คริสตจักร
1:3-14
1:3-14
(1) การเลือกสรรและการกำหนดล่วงหน้าของพระบิดา
กล่าวถึงพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า
ข้อ 3-6
กล่าวถึงพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า
ข้อ 3-6
อฟ.
1:3 จง1กถวายสรรเสริญแด่2ขพระเจ้าและพระบิดาแห่ง3องค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ได้ทรง4อวยพรแก่เรา5ด้วย6พระพร7ฝ่ายวิญญาณนานาประการที่อยู่ใน8คขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย9ในพระคริสต์
อฟ.
1:4 ดังที่พระองค์ได้ทรง1กเลือกสรรเราไว้ในพระคริสต์ตั้งแต่2ขก่อนทรงสร้างโลก เพื่อเราจะเป็นผู้ถูก3คแยกบริสุทธิ์และ4ปราศจากด่างพร้อย5ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์6ใน7งความรัก
อฟ.
1:5 โดยที่พระองค์ได้ทรง1กกำหนดเราไว้ล่วงหน้าตามขความชอบพระทัยใน2คน้ำพระทัยของพระองค์ ให้รับ3งฐานะแห่งบุตร4โดยพระเยซูคริสต์ เพื่อถวายแด่พระองค์เอง
อฟ.
1:6 เพื่อให้1กสง่าราศีแห่งขพระคุณของพระองค์ซึ่งทรง2ประทานแก่เรา ใน3คพระองค์ผู้เป็นที่รักนั้น จะได้รับ4งการสรรเสริญ
(2) การไถ่ของพระบุตร
กล่าวถึงการสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า
ข้อ 7-12
กล่าวถึงการสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า
ข้อ 7-12
อฟ.
1:7 ในพระองค์นั้น เราได้รับ1กการไถ่โดยขพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับ2คการอภัยโทษแห่งงการล่วงละเมิดของเรา ตามจความอุดมสมบูรณ์แห่งพระคุณของพระองค์
อฟ.
1:8 ซึ่งมีต่อเรา1อย่างเหลือล้นด้วย2กพระปัญญาและความเฉลียวฉลาดทั้งมวล
อฟ.
1:9 1ทำให้เรารู้2กข้อลับลึกแห่งขน้ำพระทัยของพระองค์ 3ตามคความชอบพระทัยของพระองค์ที่พระองค์ได้ทรง4งกำหนดไว้ล่วงหน้าในพระองค์เอง
อฟ.
1:10 เพื่อ1กแผนการบริหารเมื่อเวลา2ครบกำหนดบริบูรณ์ ในการที่จะทรง3ขรวบรวมสิ่งสารพัดซึ่งมีอยู่คในสวรรค์ทั้งหลายก็ดีและที่แผ่นดินโลกก็ดีไว้ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียวใน4พระคริสต์
อฟ.
1:11 ในพระองค์นั้น เรายัง1ถูกเลือกไว้ให้เป็นกมรดก โดยได้ถูก2ขกำหนดไว้ล่วงหน้าตาม3คพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงกระทำสิ่งสารพัดตามที่4งน้ำพระทัยของพระองค์ได้ทรง4ดำริไว้
อฟ.
1:12 เพื่อเราผู้มีความหวังใจในพระคริสต์1ก่อน จะทำให้สง่าราศีของพระองค์ได้รับ2กการสรรเสริญ.
(3) การประทับตราและการให้มัดจำของพระวิญญาณ
กล่าวถึงการปรับใช้พระประสงค์ที่พระเจ้าทรงกระทำสำเร็จนั้น
ข้อ 13-14
กล่าวถึงการปรับใช้พระประสงค์ที่พระเจ้าทรงกระทำสำเร็จนั้น
ข้อ 13-14
อฟ.
1:13 ในพระองค์นั้น ครั้นท่านทั้งหลายได้ฟังกพระคำแห่งหลักความจริงนั้น คือกิตติคุณซึ่งเป็นความรอดของท่าน และเมื่อท่านได้เชื่อในพระองค์แล้ว ท่านจึงได้รับ1ขการประทับตราไว้ด้วยคพระวิญญาณบริสุทธิ์2ที่ทรงสัญญาไว้
อฟ.
1:14 ผู้เป็น1กมัดจำแห่ง2ขมรดกของเรา 3จนกว่าคทรัพย์สมบัติที่พระองค์ได้ทรง4ซื้อไว้นั้นจะได้รับ5งการไถ่ เพื่อให้สง่าราศีของพระองค์ได้รับ6จการสรรเสริญ.
2. การอธิษฐานของอัครทูต เพื่อให้คริสตจักรได้รับการเปิดเผย
1:15-23
1:15-23
(1) การขอบพระคุณของอัครทูตเพื่อคริสตจักร
ข้อ 15-16
ข้อ 15-16
อฟ.
1:15 เหตุฉะนั้น ครั้นข้าพเจ้ากได้ยินถึง1ความเชื่อในท่ามกลางท่านทั้งหลายที่มีต่อองค์พระเยซูเจ้า และความรักที่ท่านมีต่อวิสุทธิชนทั้งปวง
อฟ.
1:16 ข้าพเจ้าก็ไม่ได้หยุดในการที่จะกขอบพระคุณเพราะท่านเลย และเมื่อข้าพเจ้าอธิษฐานก็ได้เอ่ยถึงท่านอยู่เสมอ
(2) การวิงวอนของอัครทูตเพื่อคริสตจักร
เพื่อวิสุทธิชนจะได้มองเห็น:
ข้อ 17-23
เพื่อวิสุทธิชนจะได้มองเห็น:
ข้อ 17-23
ก. ความหวังใจแห่งการทรงเรียกของพระเจ้า
ข้อ 17-18ก
ข้อ 17-18ก
อฟ.
1:17 เพื่อ1กพระเจ้าแห่งองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา คือ2พระบิดาแห่งสง่าราศีจะทรงโปรดประทานให้ท่านมี3ขวิญญาณแห่ง4คสติปัญญาและงการเปิดเผย เพื่อท่านจะได้รู้จักพระองค์อย่างจเต็มเปี่ยม
อฟ.
1:18 และให้1กตาใจของท่านได้รับ2ขการส่องสว่าง เพื่อท่านจะได้รู้ว่า3คการทรงเรียกของพระองค์นั้นช่างมี4งความหวังยิ่งนัก
ข. สง่าราศีแห่งมรดกของพระเจ้าในวิสุทธิชนทั้งหลาย
ข้อ 18ข
ข้อ 18ข
และว่า สง่าราศีแห่ง5จมรดกของพระองค์ในวิสุทธิชนทั้งหลายนั้นช่าง6ฉอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก
ค. ฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหลาย
ข้อ 19-21
ข้อ 19-21
อฟ.
1:19 และว่า 1กฤทธิ์เดชของพระองค์ที่มีต่อเราทั้งหลายที่เชื่อนั้นก็ช่างยิ่งใหญ่เหนือล้ำยิ่งนัก 2ตามขการดำเนินการของฤทธานุภาพแห่งคพระกำลังของพระองค์
อฟ.
1:20 ซึ่งพระองค์ได้ทรงดำเนินการในพระคริสต์ โดยทรง1ให้พระองค์กเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย และ2ให้พระองค์ขทรงนั่งอยู่3เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์เองใน4คขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย
อฟ.
1:21 ซึ่งสูงยิ่ง เหนือ1กผู้ปกครอง, เหนือผู้มีอำนาจ, เหนือผู้มีฤทธิ์, เหนือผู้เป็นนาย, และเหนือ2ขนามชื่อทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น มิใช่ในคยุคนี้เท่านั้นแต่ในยุคหน้าด้วย,
ง. คริสตจักร — พระกายอันเป็นความบริบูรณ์ของพระคริสต์
ข้อ 22-23
ข้อ 22-23
อฟ.
1:22 และพระองค์ได้ทรง1ปราบสิ่งสารพัดลงกไว้ใต้พระบาทของพระองค์ 2และได้ทรงให้พระองค์[เป็น]ขประมุขเหนือสิ่งสารพัด3ต่อ4คคริสตจักร
อฟ.
1:23 ซึ่งเป็น1กพระกายของพระองค์ คือ2ขความบริบูรณ์ของพระองค์ผู้3คเติมเต็มสารพัดในสารพัด.
คำอธิบาย เอเฟโซ บทที่ 1
อฟ.
1:1 1 หนังสือเอเฟโซได้กล่าวถึงคริสตจักรเป็นพิเศษ โดยได้เปิดเผยถึงคริสตจักรในเจ็ดด้านคือ (1) พระกายของพระคริสต์ ซึ่งเป็นความบริบูรณ์หรือการสำแดงของพระองค์ผู้ทรงเติมเต็มสารพัดในสารพัด (ข้อ 23; 4:13); (2) คนใหม่ (2:15) ซึ่งเป็นมนุษย์แห่งกลุ่มชนที่ไม่ได้มีเพียงชีวิตของพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังมีตัวตนของพระองค์ด้วย; (3) อาณาจักรของพระเจ้า (2:19) โดยมีวิสุทธิชนเป็นพลเมืองที่ได้รับสุขทั้งสิทธิและหน้าที่; (4) คนในบ้านของพระเจ้า (2:19) ซึ่งเป็นครอบครัวที่เต็มไปด้วยชีวิตและการรับสุข; (5) ที่ประทับของพระเจ้าเพื่อให้พระเจ้าอาศัยอยู่ภายใน (2:21-22) โดยในด้านจักรวาลนั้นเป็นพระวิหารของพระเจ้าที่อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ส่วนในด้านท้องถิ่นนั้นเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่ในวิญญาณของเรา; (6) เจ้าสาว ก็คือภรรยาของพระคริสต์ (5:24-25) เพื่อให้พระคริสต์ได้พักสงบและอิ่มหนำ; และ (7) นักรบ (6:11-12) ซึ่งก็คือนักรบแห่งกลุ่มชนที่จัดการและพิชิตศัตรูของพระเจ้าเพื่อสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า.
หนังสือที่พูดถึงคริสตจักรเล่มนี้ มีลักษณะพิเศษอยู่ประการหนึ่งคือ ได้ตั้งต้นพูดจากพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า, จากนิรันดร์กาลก่อน, และจากขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. ในพันธสัญญาใหม่ หนังสือเล่มนี้ถูกจัดวางไว้ให้อยู่หลังการเปิดเผยเกี่ยวกับการที่พระคริสต์เป็นปรปักษ์กับศาสนา (ฆะลาเตีย), ตามต่อด้วยประสบการณ์พระคริสต์ในภาคปฏิบัติจริง (ฟิลิปปอย), และได้นำไปสู่พระคริสต์ผู้เป็นประมุข (โกโลซาย). ดังนั้นหนังสือทั้งสี่เล่มนี้จึงกลายเป็นหัวใจของการเปิดเผยแห่งพันธสัญญาใหม่ซึ่งว่าด้วยแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า.
หนังสือที่พูดถึงคริสตจักรเล่มนี้ มีลักษณะพิเศษอยู่ประการหนึ่งคือ ได้ตั้งต้นพูดจากพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า, จากนิรันดร์กาลก่อน, และจากขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. ในพันธสัญญาใหม่ หนังสือเล่มนี้ถูกจัดวางไว้ให้อยู่หลังการเปิดเผยเกี่ยวกับการที่พระคริสต์เป็นปรปักษ์กับศาสนา (ฆะลาเตีย), ตามต่อด้วยประสบการณ์พระคริสต์ในภาคปฏิบัติจริง (ฟิลิปปอย), และได้นำไปสู่พระคริสต์ผู้เป็นประมุข (โกโลซาย). ดังนั้นหนังสือทั้งสี่เล่มนี้จึงกลายเป็นหัวใจของการเปิดเผยแห่งพันธสัญญาใหม่ซึ่งว่าด้วยแผนการบริหารที่นิรันดร์ของพระเจ้า.
อฟ.
1:1 ก 1กธ.1:1; กซ.1:1
อฟ.
1:1 2 การที่เปาโลได้เป็นอัครทูตของพระเจ้านั้นไม่ได้เป็นมาจากมนุษย์ แต่เป็นไปตามแผนการบริหารของพระเจ้า ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า. พื้นฐานเช่นนี้ทำให้ท่านมีอำนาจที่จะมาชี้แจงถึงการเปิดเผยซึ่งว่าด้วยพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าที่เกี่ยวกับคริสตจักรไว้ในหนังสือเล่มนี้ได้. คริสตจักรถูกก่อสร้างขึ้นบนการเปิดเผยนี้ (2:20).
อฟ.
1:1 ข รม.1:7; ฟป.1:1
อฟ.
1:1 3ข วิสุทธิชนก็คือผู้ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์, แปรสภาพบริสุทธิ์ โดยได้ถูกแบ่งแยกออกมาจากสิ่งของที่ธรรมดาทั้งหมด เพื่อถวายแด่พระเจ้า.
อฟ.
1:1 4 สำเนาต้นฉบับที่เก่าแก่ที่สุดไม่มีคำว่า "ในเอเฟโซ".
อฟ.
1:1 ค กจ.19:1; 20:17; วว.2:1
อฟ.
1:1 ง กซ.1:2
อฟ.
1:1 5ง ผู้ที่สัตย์ซื่อก็คือบรรดาผู้ที่สัตย์ซื่อในหลักความเชื่อที่ได้กล่าวไว้ใน 4:13; 2ตธ.4:7; และ ยด.3 นั่นเอง.
อฟ.
1:2 ก รม.1:7
อฟ.
1:2 1ก พระคุณคือพระเจ้าเป็นการรับสุขของเรา (ยฮ.1:17; 1กธ.15:10).
อฟ.
1:2 2 สันติสุขคือสภาพการณ์ที่เป็นผลลัพธ์มาจากพระคุณ ซึ่งมาจากการที่เราได้รับสุขพระเจ้าพระบิดาของเรานั่นเอง.
อฟ.
1:2 3 เราทั้งหลายคือสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าและเป็นบุตรของพระเจ้าด้วย. ในด้านที่เราเป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา ส่วนในด้านที่เราเป็นบุตรของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของเรา.
อฟ.
1:2 ข อฟ.1:17; 2:18; 3:14; 4:6; 5:20; 6:23; มธ.6:9
อฟ.
1:2 ค กจ.2:36
อฟ.
1:2 4ค เราทั้งหลายยังเป็นผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไถ่ไว้อีกด้วย. ในฐานะที่เราเป็นผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงไถ่ไว้นั้น พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา. พระคุณและสันติสุขได้มาถึงเราจากพระเจ้าพระผู้สร้างของเรา, จากพระบิดาของเรา, และจากองค์พระผู้เป็นเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา. เมื่อเราเป็นผู้ที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้าง, ทรงไถ่ไว้, และทรงให้บังเกิดใหม่ เราจึงมีฐานะที่จะได้รับพระคุณกับสันติสุขจากพระองค์.
อฟ.
1:3 ก 2กธ.1:3
อฟ.
1:3 1ก แปลตามตรงคือ เทิดทูน ซึ่งก็คือการสรรเสริญพร้อมด้วยการเยินยอ. ในพระคำตอนนี้พระเจ้าตรีเอกภาพได้รับการเทิดทูน ซึ่งก็คือได้รับการสรรเสริญพร้อมด้วยการเยินยอ: พระบิดาผู้ทรงเลือกสรรและกำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า (ข้อ 3-6); พระบุตรผู้ทรงสำเร็จการไถ่ เพื่อจะสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า (ข้อ 7-12); พระวิญญาณผู้ทรงประทับตราและเป็นมัดจำ เพื่อปรับใช้พระประสงค์ที่พระเจ้าทรงสำเร็จแล้ว (ข้อ 13-14). โดยคุณธรรมทั้งสิ้นของตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์คนบาปที่ตกต่ำอย่างเราก็ได้กลายเป็นคริสตจักรซึ่งก็คือพระกายของพระคริสต์ เป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ผู้ทรงเติมเต็มสารพัดในสารพัด คือเป็นการสำแดงของพระองค์.
อฟ.
1:3 ข อฟ.1:17; ยฮ.20:17; รม.15:6
อฟ.
1:3 2ข สำหรับองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ในด้านที่พระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพระองค์ ส่วนในด้านที่พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้านั้น พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระองค์. ตามสภาพมนุษย์ของพระองค์นั้นพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพระองค์ ตามสภาพพระเจ้าของพระองค์นั้นพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระองค์.
อฟ.
1:3 3 เมื่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นของเรา ดังนั้นทุกสิ่งของพระเจ้าที่เป็นของพระองค์ก็ล้วนเป็นของเราด้วย. คำว่า "เจ้า" ชี้ถึงฐานะความเป็นเจ้านายของพระองค์ (กจ.2:36), คำว่า "เยซู" ชี้ถึงการที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ (1ตธ.2:5), และคำว่า "พระคริสต์" ชี้ถึงการที่พระองค์เป็นผู้ที่ถูกพระเจ้าชโลมไว้ (ยฮ.20:31).
อฟ.
1:3 4 แปลตามตรงคือ ยกย่อง หรือ พูดถ้อยคำที่ดี. เมื่อพระเจ้าทรงอวยพระพรแก่เรา ก็ได้ทรงยกย่องเรา พูดคำที่ดีให้เรา.
อฟ.
1:3 5 แปลตามตรงคือ ใน.
อฟ.
1:3 6 แปลตามตรงคือ คำพูดอันดีงาม หรือ วาจา, คำพูดที่ไพเราะ, สำนวนที่สวยงาม มีความหมายเป็นนัยถึงผลดีและผลประโยชน์. พระเจ้าทรงใช้ถ้อยคำที่ดีงามไพเราะของพระองค์มาอวยพรแก่เรา. ถ้อยคำเช่นนี้ทุกคำล้วนเป็นพระพรต่อเรา. ข้อ 4-14 ก็เป็นการบันทึกถึงคำพูดที่ไพเราะซึ่งเป็นพระพรเช่นนี้นั่นเอง. พระพรทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพระพรฝ่ายวิญญาณ, อยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย, และอยู่ในพระคริสต์.
อฟ.
1:3 7 ในเมื่อพระพรทั้งหมดที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรานั้นเป็นพระพรฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระวิญญาณบริสุทธิ์. พระวิญญาณของพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงช่องทางแห่งพระพรของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นความเที่ยงแท้แห่งพระพรของพระเจ้าอีกด้วย. ในข้อนี้ทั้งพระเจ้าพระบิดา, พระเจ้าพระบุตร, และพระเจ้าพระวิญญาณล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพรที่ทรงประทานให้แก่เราทั้งสิ้น. แท้จริงแล้วพระพรนี้ก็คือการที่พระเจ้าทรงแจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในเรานั่นเอง.
อฟ.
1:3 ค อฟ.1:20; 2:6; 3:10; 6:12
อฟ.
1:3 8ค วลีที่ว่า "ขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย" ในที่นี้ไม่เพียงชี้บ่งถึงที่ตั้งของสวรรค์ทั้งหลายเท่านั้นแต่ยังชี้บ่งถึงแก่นแท้, สภาพ, ลักษณะพิเศษ, และบรรยากาศฝ่ายสวรรค์แห่งพระพรฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าได้ทรงอวยพรแก่เราอีกด้วย. ในเมื่อพระพรเหล่านี้มาจากสวรรค์ทั้งหลาย ดังนั้นจึงมีแก่นแท้, สภาพ, ลักษณะพิเศษ, และบรรยากาศฝ่ายสวรรค์เหล่านี้. ผู้เชื่อในพระคริสต์ได้รับสุขพระพรฝ่ายสวรรค์เหล่านี้บนแผ่นดินโลก. พระพรเหล่านี้เป็นของฝ่ายวิญญาณและอยู่ฝ่ายสวรรค์แตกต่างกับพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้ชาวอิสราเอลซึ่งเป็นของฝ่ายวัตถุและอยู่ฝ่ายแผ่นดินโลก. พระพรที่ทรงประทานให้แก่เรานั้นเป็นของพระเจ้าพระบิดา, อยู่ในพระเจ้าพระบุตร, โดยอาศัยพระเจ้าพระวิญญาณ, และอยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย. สิ่งเหล่านี้ก็คือพระพรฝ่ายวิญญาณซึ่งพระเจ้าตรีเอกภาพที่อยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายทรงประทานให้แก่เราที่เป็นผู้เชื่อในพระคริสต์. พระพรฝ่ายวิญญาณนี้มีแก่นแท้, สภาพ, ลักษณะพิเศษ, และบรรยากาศฝ่ายสวรรค์.
อฟ.
1:3 9 พระคริสต์เป็นทั้งประสิทธิภาพ, สื่อกลาง, และขอบเขตที่พระเจ้าทรงประทานพระพรให้แก่เรา. หากเราอยู่ภายนอกพระคริสต์และห่างจากพระคริสต์แล้ว พระเจ้าก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเราเลย แต่ในพระคริสต์นั้น พระเจ้าได้ทรงอวยพรแก่เราด้วยพระพรฝ่ายวิญญาณนานาประการที่อยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
อฟ.
1:4 ก 2ธซ.2:13; 1ปต.1:2
อฟ.
1:4 1ก ต่อจากข้อ 3 ในข้อ 4-14 ได้แสดงรายการของพระพรฝ่ายวิญญาณนานาประการที่พระเจ้าได้ทรงอวยพรแก่เรา เริ่มตั้งแต่การที่พระองค์ทรงเลือกสรรเราในนิรันดร์กาลก่อนไปจนถึงการก่อกำเนิดพระกายของพระคริสต์เพื่อสำแดงพระองค์ชั่วนิรันดร์. ดังนั้นการเลือกสรรของพระเจ้าจึงเป็นพระพรประการแรกที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรา. การเลือกสรรของพระเจ้าก็คือการคัดเลือกของพระองค์. พระองค์ทรงคัดเลือกเราออกจากท่ามกลางมนุษย์มากมายเหลือคณานับ และพระองค์ได้ทรงทำการนี้ในพระคริสต์. พระคริสต์คือขอบเขตที่เราได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า. ถ้าเราอยู่ภายนอกพระคริสต์ เราก็ไม่ใช่ผู้ที่พระเจ้าจะทรงเลือกสรร.
อฟ.
1:4 ข 1ปต.1:20; เทียบ วว.13:8; 17:8; มธ.25:34
อฟ.
1:4 2ข นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในนิรันดร์กาลก่อน. ก่อนที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างเรา พระเจ้าก็ทรงเลือกสรรเราตามการล่วงรู้อันไร้ขีดจำกัดของพระองค์. กรณีนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่า โลกนี้ (ซึ่งก็คือจักรวาล) ถูกสร้างไว้เพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ เพื่อจะสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า.
หนังสือโรมได้เริ่มต้นด้วยมนุษย์ที่ตกต่ำซึ่งอยู่บนแผ่นดินโลก ส่วนหนังสือเอเฟโซนั้นได้เริ่มต้นด้วยมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเลือกในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
หนังสือโรมได้เริ่มต้นด้วยมนุษย์ที่ตกต่ำซึ่งอยู่บนแผ่นดินโลก ส่วนหนังสือเอเฟโซนั้นได้เริ่มต้นด้วยมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเลือกในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย.
อฟ.
1:4 ค อฟ.5:27; กซ.1:22; 1ธซ.5:23
อฟ.
1:4 3ค คำว่า "แยกบริสุทธิ์" ไม่ได้หมายถึงการกลับกลายบริสุทธิ์, แบ่งแยกไว้ถวายแด่พระเจ้าเพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความแตกต่าง, ความไม่เหมือนกับสิ่งของธรรมดาทั่วไปทุกอย่าง. มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่แตกต่างและไม่เหมือนกับสิ่งของทุกอย่าง. ดังนั้นพระองค์จึงแยกบริสุทธิ์. การแยกบริสุทธิ์นั้นเป็นพระนิสัยของพระองค์. พระองค์ได้ทรงเลือกสรรเราเพื่อเราจะเป็นผู้ถูกแยกบริสุทธิ์. พระเจ้าได้ทรงทำให้เราเป็นผู้ถูกแยกบริสทุธิ์โดยการแจกจ่ายตัวของพระองค์เองซึ่งเป็นองค์บริสุทธิ์นี้เข้าสู่ภายในเรา เพื่อทำให้ทั่วทั้งตัวของเราแผ่ซ่านและซาบซ่านไปด้วยพระนิสัยที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระองค์. สำหรับเราทั้งหลายที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแล้ว การกลายเป็นผู้ถูกแยกบริสุทธิ์นั้นก็คือการรับส่วนในพระนิสัยของพระเจ้า (2ปต.1:4) และก็คือการให้ทั่วทั้งตัวของเราแผ่ซ่านไปด้วยตัวของพระเจ้าเอง. กรณีนี้แตกต่างกับการมีเพียงความครบสมบูรณ์ที่ไร้บาปหรือความบริสุทธิ์หมดจดที่ไร้บาป. สิ่งนี้จะทำให้ทั่วทั้งตัวของเราได้แยกบริสุทธิ์ในพระนิสัย และลักษณะพิเศษของพระเจ้าจนเป็นเหมือนกับตัวของพระเจ้าเอง.
อฟ.
1:4 4 ด่างพร้อยก็เหมือนกับสิ่งแปลกปลอมในเพชรพลอย. ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าควรจะต้องซาบซ่านไปด้วยพระเจ้าเท่านั้น ไม่มีสิ่งที่มาจากภายนอก เช่น ส่วนประกอบของมนุษย์ธรรมชาติที่ตกต่ำ, เนื้อหนัง, ตัวตน, หรือเรื่องราวฝ่ายโลก. นี่ก็คือการปราศจากด่างพร้อย, ปราศจากสิ่งเจือปน, ปราศจากองค์ประกอบอื่นใดนอกเหนือไปจากพระนิสัยที่แยกบริสุทธิ์ของพระเจ้า. เมื่อคริสตจักรได้รับการชำระล้างด้วยน้ำในพระคำแล้วก็จะได้รับการแยกบริสุทธิ์เช่นนี้ด้วย (5:26-27).
อฟ.
1:4 5 วลีที่ว่า "ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์" ชี้บ่งว่าเราได้กลายเป็นผู้ถูกแยกบริสุทธิ์และปราศจากด่างพร้อยในสายพระเนตรของพระเจ้าตามมาตรฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์. กรณีนี้ทำให้เรามีคุณสมบัติที่จะคงอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์และรับสุขการสถิตของพระองค์ได้.
อฟ.
1:4 6 คำว่า "ในความรัก" อาจย้ายไปขยายคำว่า "กำหนดเราไว้ล่วงหน้า" ในข้อ 5 ได้.
อฟ.
1:4 ง อฟ.3:17; 4:2, 15, 16; 5:2
อฟ.
1:4 7ง ความรักในที่นี้หมายถึง ความรักที่พระเจ้าทรงรักผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรร และความรักซึ่งผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รักพระองค์. ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ได้กลายเป็นผู้ถูกแยกบริสุทธิ์และปราศจากด่างพร้อยต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ในความรักนี้ หรือในความรักชนิดนี้นั่นเอง. พระเจ้าทรงรักเราก่อน จากนั้นความรักอันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ดลใจเราให้ตอบรับด้วยการรักพระองค์. ในสภาพการณ์และบรรยากาศแห่งความรักเช่นนี้ เราจึงถูกซาบซ่านไปด้วยพระเจ้าจนกลายเป็นผู้ถูกแยกบริสุทธิ์และปราศจากด่างพร้อยเหมือนกับพระองค์.
อฟ.
1:5 ก อฟ.1:11; รม.8:29
อฟ.
1:5 1ก หรือ ชี้หมายเราไว้ล่วงหน้า. การชี้หมายไว้ล่วงหน้าเป็นขั้นตอน ส่วนการกำหนดไว้ล่วงหน้านั้นเป็นจุดมุ่งหมาย ซึ่งก็คือการตัดสินชะตาชีวิตไว้ล่วงหน้า. พระเจ้าทรงเลือกสรรเราไว้ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก คือทรงชี้หมายเราไว้ล่วงหน้าเพื่อให้มีชะตาชีวิตอย่างหนึ่ง.
อฟ.
1:5 ข อฟ.1:9; ฟป.2:13
อฟ.
1:5 ค อฟ.1:9, 11; 5:17; กซ.1:9; รม.12:2; วว.4:11
อฟ.
1:5 2ค กรณีนี้ได้เปิดเผยแก่เราว่า พระเจ้าทรงมีน้ำพระทัยอย่างหนึ่ง และทรงมีความชอบพระทัยในน้ำพระทัยของพระองค์. พระเจ้าได้ทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้าให้เป็นบุตรของพระองค์ตามความชอบพระทัยนี้ ก็คือตามที่พระทัยของพระองค์ทรงรักชอบ. หนังสือเอเฟโซไม่เหมือนกับหนังสือโรม คือไม่ได้ยึดเอาสภาพการณ์ที่มีความบาปของมนุษย์เป็นจุดยืน แต่ยึดเอาความชอบพระทัยที่อยู่ในพระทัยของพระเจ้ามาเป็นจุดยืน. ด้วยเหตุนี้หนังสือเอเฟโซจึงลึกล้ำและสูงส่งกว่า.
อฟ.
1:5 ง รม.8:15; ฆต.4:5
อฟ.
1:5 3ง พระเจ้าทรงชี้หมายเราไว้ล่วงหน้าก็เพื่อจะกำหนดชะตาชีวิตให้เรารับฐานะแห่งบุตรนั่นเอง. แม้กระทั่งก่อนที่เราจะถูกเนรมิตสร้าง เราก็ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าให้เป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว. ดังนั้นเราทั้งหลายผู้เป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าจึงต้องได้รับการบังเกิดใหม่โดยพระองค์ เพื่อจะได้มีส่วนในชีวิตของพระองค์ กลายเป็นบุตรของพระองค์. ฐานะแห่งบุตรไม่เพียงเปิดเผยเป็นนัยถึงชีวิตของบุตรเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยเป็นนัยถึงตำแหน่งฐานะของบุตรด้วย. ผู้ที่พระเจ้าทรงชี้หมายนั้นมีทั้งชีวิตที่จะกลายเป็นบุตรของพระองค์และตำแหน่งฐานะที่จะเป็นทายาทของพระองค์ด้วย. การกลายเป็นผู้ถูกแยกบริสุทธิ์ ซึ่งก็คือการที่พระเจ้าทรงประทานพระองค์เองเข้าสู่ภายในเราเพื่อทำให้เราผสมกลมกลืนกับพระนิสัยของพระองค์นั้นเป็นขั้นตอนหรือกระบวนการ แต่การกลายเป็นบุตรของพระเจ้าเป็นจุดมุ่งหมาย คือเป็นเป้าหมาย. นี่ก็คือการที่เราเข้าสนิทกับพระบุตรของพระเจ้า และถอดแบบตามรูปร่างหรือรูปลักษณ์ที่พิเศษ ซึ่งก็คือพระฉายาแห่งพระบุตรหัวปีของพระเจ้า (รม.8:29; กซ.1:15) เพื่อทำให้ทั่วทั้งตัวของเราซึ่งรวมทั้งร่างกายของเรา (รม.8:23) จะได้ถูก "แปรสภาพเป็นบุตร" โดย พระเจ้า.
อฟ.
1:5 4 วลีที่ว่า "โดยพระเยซูคริสต์" หมายถึง โดยพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระผู้ไถ่. โดยพระองค์เราได้รับการไถ่กลายเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า มีชีวิตและสถานะแห่งบุตรของพระเจ้า.
อฟ.
1:6 ก อฟ.1:18; 3:21; กซ.1:27
อฟ.
1:6 1ก คำว่า "สง่าราศี" ก็คือพระเจ้าที่ได้สำแดงออกมา (อซด.40:34). สง่าราศีแห่งพระคุณของพระเจ้าคือการที่พระคุณของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเองผู้เป็นการรับสุขของเรานั้น ได้สำแดงพระองค์ออกมา. ในขณะที่เราต้อนรับพระคุณและรับสุขพระเจ้านั้น เราก็มีความรู้สึกแห่งสง่าราศีนี้จริงๆ.
อฟ.
1:6 ข อฟ.1:7; 2:7
อฟ.
1:6 2 กรณีนี้ได้วางเราไว้ในตำแหน่งของพระคุณ เพื่อทำให้เรากลายเป็นคู่หมายแห่งการประทานพระคุณและการเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าซึ่งก็คือทำให้เราได้รับสุขทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นสำหรับเรานั่นเอง.
อฟ.
1:6 ค มธ.3:17
อฟ.
1:6 3ค วลีที่ว่า "พระองค์ผู้เป็นที่รัก" ก็คือพระบุตรที่รักของพระเจ้าผู้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้านั่นเอง (มธ.3:17; 17:5). ดังนั้น การที่พระเจ้าทรงประทานพระคุณให้แก่เรานั้นก็เพื่อทำให้เรากลายเป็นคู่หมายที่ชอบพระทัยของพระองค์. นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงชื่นชอบอย่างสิ้นเชิง. ในพระคริสต์นั้น พระเจ้าได้ทรงอวยพรแก่เราด้วยพระพรนานาประการ. ส่วนในพระองค์ผู้เป็นที่รักนั้น เราได้รับพระคุณให้กลายเป็นคู่หมายที่พระเจ้าทรงโปรดปรานและชื่นชอบ. เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงได้รับสุขพระเจ้า และพระเจ้าก็ได้รับสุขจากเราในพระคุณของพระองค์และในพระองค์ผู้เป็นที่รักของพระเจ้าผู้เป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์. ในพระองค์ผู้เป็นที่รักนี้ เราก็ได้กลายเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์ด้วย.
อฟ.
1:6 ง อฟ.1:12, 14
อฟ.
1:6 4ง การให้สง่าราศีแห่งพระคุณของพระเจ้าได้รับการสรรเสริญนั้นเป็นผลลัพธ์ของฐานะแห่งบุตรของพระองค์ (ข้อ 5). การที่พระเจ้าทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้าให้รับฐานะแห่งบุตรของพระองค์นั้นก็เพื่อการสำแดงในพระคุณของพระองค์ ซึ่งก็คือให้สง่าราศีแห่งพระคุณของพระองค์ได้รับการสรรเสริญ. ในที่สุดสิ่งของทางด้านบวกทุกอย่างในจักรวาลล้วนต้องสรรเสริญพระเจ้าเพื่อฐานะแห่งบุตร (รม.8:19) จึงได้สำเร็จคำที่กล่าวไว้ในข้อนี้.
อฟ.
1:7 ก กซ.1:14; รม.3:24
อฟ.
1:7 1ก เราได้รับการเลือกสรรและถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว. แต่หลังจากที่ถูกเนรมิตสร้าง เราก็ได้ตกต่ำไป. ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องรับการไถ่ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสำเร็จเพื่อเราในพระคริสต์โดยพระโลหิตของพระองค์. นี่ก็คือพระพรอีกประการหนึ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา.
อฟ.
1:7 ข อฟ.2:13; 1ปต.1:18-19
อฟ.
1:7 ค ลก.24:47; กจ.2:38; 10:43
อฟ.
1:7 2ค การอภัยโทษแห่งการล่วงละเมิดของเราก็คือการไถ่ที่สำเร็จโดยพระโลหิตของพระคริสต์. ถ้าไม่มีการหลั่งโลหิตแล้วก็จะไม่มีการอภัยบาป (ฮร.9:22). การไถ่นั้น พระคริสต์ได้ทรงกระทำสำเร็จเพื่อการล่วงละเมิดของเรา ส่วนการอภัยโทษนั้นเป็นการนำสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำสำเร็จมาปรับใช้กับการล่วงละเมิดของเรา.
อฟ.
1:7 ง อฟ.2:1
อฟ.
1:7 จ อฟ.2:7
อฟ.
1:8 1 พระคุณของพระเจ้าไม่เพียงอุดมสมบูรณ์เท่านั้น (ข้อ 7) แต่ยังเหลือล้นอีกด้วย. พระคุณนี้ได้ทำให้เรากลายเป็นมรดกของพระเจ้า (ข้อ 11) และยังทำให้เรามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นไว้เป็นมรดกอีกด้วย (ข้อ14).
อฟ.
1:8 ก อฟ.3:10; รม.11:33
อฟ.
1:8 2ก คำว่า "พระปัญญา" เป็นสิ่งที่อยู่ในพระเจ้าเพื่อใช้ในการวางโครงการและกำหนดน้ำพระทัยที่เกี่ยวข้องกับเรา ส่วนคำว่า "ความเฉลียวฉลาด" เป็นการปรับใช้พระปัญญาของพระเจ้า. ก่อนอื่นพระเจ้าทรงใช้พระปัญญาของพระองค์ในการวางโครงการและตั้งพระประสงค์ จากนั้นทรงปรับใช้สิ่งที่พระองค์ได้วางโครงการและตั้งพระประสงค์ไว้เพื่อเราด้วยความเฉลียวฉลาด. พระปัญญานั้นมีไว้เพื่อโครงการของพระเจ้าในนิรันดร์กาลเป็นสำคัญ ส่วนความเฉลียวฉลาดนั้นมีไว้เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามโครงการของพระเจ้าในกาลเวลาเป็นสำคัญ. สิ่งที่พระเจ้าทรงวางโครงการโดยใช้พระปัญญาของพระองค์ในนิรันดร์กาลนั้นบัดนี้พระองค์ก็ทรงปฏิบัติการด้วยความเฉลียวฉลาดของพระองค์ในกาลเวลา.
อฟ.
1:9 1 การให้เรารู้ข้อลับลึกในน้ำพระทัยของพระเจ้าก็เป็นพระปัญญาและความเฉลียวฉลาดประการหนึ่งของพระเจ้า.
อฟ.
1:9 ก อฟ.3:3, 4, 9; 5:32; 6:19; กซ.1:26, 27; 2:2; 4:3; รม.16:25
อฟ.
1:9 2ก ในนิรันดร์กาลก่อน พระเจ้าทรงวางโครงการในน้ำพระทัยไว้อย่างหนึ่ง. น้ำพระทัยนี้ได้ซ่อนเร้นอยู่ในพระองค์ ดังนั้นจึงเป็นข้อลับลึก. พระเจ้าทรงให้เรารู้ข้อลับลึกที่ซ่อนเร้นนี้ในพระปัญญาและความเฉลียวฉลาดของพระองค์ โดยการเปิดเผยของพระองค์ในพระคริสต์ นั่นก็คือโดยอาศัยการกลายเป็นเนื้อหนัง, การตรึงกางเขน, การเป็นขึ้น, และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์.
อฟ.
1:9 ข อฟ.1:5
อฟ.
1:9 3 การให้เรารู้ข้อลับลึกแห่งน้ำพระทัยของพระองค์นั้นเป็นความชอบพระทัยของพระองค์.
อฟ.
1:9 ค อฟ.1:5
อฟ.
1:9 ง อฟ.1:11; 3:11; รม.8:28
อฟ.
1:9 4ง ความชอบพระทัยของพระเจ้าคือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าในพระองค์เองเพื่อแผนการบริหารเมื่อเวลาครบกำหนดบริบูรณ์ (ข้อ 10). กรณีนี้ชี้บ่งว่าตัวของพระเจ้าเองก็คือการเริ่มต้น, ต้นกำเนิด, และขอบเขตแห่งพระประสงค์นิรันดร์ของพระองค์. ไม่มีสิ่งใดอาจล้มล้างพระประสงค์นี้ได้. สรรพสิ่งล้วนได้ร่วมมือกันเพื่อพระประสงค์นี้. พระเจ้าก็ไม่ต้องนำพระประสงค์นี้มาปรึกษาหารือกับมนุษย์เลย.
อฟ.
1:10 ก อฟ.3:9; 1ตธ.1:4
อฟ.
1:10 1ก หรือ โครงการ. ในภาษากรีกคือ oikonomia (โออิโคโนเมีย) หมายถึง กฎหมายของครอบครัว, การจัดการหรือการปกครองของครอบครัวซึ่งโยงไปสู่ การจัดแจง (dispensation), โครงการ (plan), แผนการบริหาร (economy) ในด้านการปกครอง (ดู 1ตธ.1:4 คำอธิบาย 3). แผนการบริหารที่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและถูกวางโครงการและตั้งพระประสงค์ไว้ในพระองค์เองนี้ก็คือการรวบรวมสิ่งสารพัดไว้ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียวในพระคริสต์เมื่อเวลาครบกำหนดบริบูรณ์แล้ว. สิ่งนี้จะสำเร็จได้โดยการแจกจ่ายการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตที่บริบูรณ์เปี่ยมล้นของพระเจ้าตรีเอกภาพเป็นองค์ประกอบแห่งชีวิตเข้าสู่ภายในอวัยวะทั้งหมดของคริสตจักร เพื่อให้เขาได้ลุกขึ้นมาจากสถานการณ์ที่ตายและได้เข้าสนิทกับพระกายนั่นเอง.
อฟ.
1:10 2 เวลา ชี้ถึงยุคสมัย. เมื่อเวลาครบกำหนดบริบูรณ์ก็คือเมื่อฟ้าใหม่แผ่นดินโลกใหม่มาถึง คือหลังจากที่การจัดแจงทุกอย่างของพระเจ้าในทุกยุคสมัยได้สำเร็จครบถ้วนนั่นเอง. ยุคสมัยต่างๆมีอยู่ด้วยกันถึงสี่ยุคสมัยคือ ยุคสมัยของความบาป (อาดาม); ยุคสมัยของกฎบัญญัติ (โมเซ); ยุคสมัยของพระคุณ (พระคริสต์); และยุคสมัยของอาณาจักร (อาณาจักรพันปี).
อฟ.
1:10 ข อฟ.1:22; เทียบ กซ.1:16-18
อฟ.
1:10 3ข พระเจ้าทรงให้พระคริสต์เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัด (ข้อ 22). โดยการจัดแจงทุกอย่างของพระเจ้าในทุกยุคสมัย ในฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่นั้น สิ่งสารพัดก็จะถูกรวบรวมไว้ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียวในพระคริสต์. นี่ก็คือการปกครองและแผนการบริหารนิรันดร์ของพระเจ้า. ดังนั้นการรวบรวมสิ่งสารพัดไว้ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียวนั้นจึงเป็นผลลัพธ์ของทุกประเด็นที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 3-9. ในข้อ 22 ยังได้เปิดเผยต่อไปอีกว่า การรวบรวมไว้ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียวนี้เป็นสิ่งที่มีต่อคริสตจักร เพื่อให้พระกายของพระคริสต์จะได้มีส่วนแบ่งปันในทุกสิ่งที่เป็นของพระคริสต์ผู้เป็นประมุข เมื่อพระกายนี้ได้ถูกช่วยให้หลุดพ้นจากความสับสนวุ่นวายของการพังทลายแห่งจักรวาลในความตายและความมืดซึ่งเกิดขึ้นจากการกบฏของทูตสวรรค์และมนุษย์แล้ว. ผู้เชื่อทั้งหลายก็สามารถมีส่วนในการรวบรวมให้เป็นหนึ่งนี้ได้ โดยการยินยอมถูกรวบรวมไว้ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียวในการดำเนินชีวิตคริสตจักร, โดยการเติบโตในชีวิต, และโดยการมีชีวิตเป็นอยู่ภายใต้ความสว่างของพระองค์ (ยฮ.1:4; วว.21:23-25). เมื่อสิ่งสารพัดถูกรวบรวมไว้ภายใต้ประมุขหนึ่งเดียวในพระคริสต์แล้ว ก็จะเกิดสันติสุขและความกลมเกลียวที่สมบูรณ์ (ยซย.2:4; 11:6; 55:12; บพส.96:12-13) ซึ่งเป็นการช่วยให้รอดจากการพังทลาย. การนี้จะเริ่มตั้งแต่เวลาที่สรรพสิ่งได้ถูกฟื้นฟู (กจ.3:21).
อฟ.
1:10 ค ฟป.2:10
อฟ.
1:10 4 แปลตามตรงคือ พระคริสต์นั้น ซึ่งชี้ถึงพระองค์ที่ถูกกล่าวไว้ในข้อ 1 และข้อ 3. ในพระองค์นั้นมีพระพรฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า และวิสุทธิชนผู้สัตย์ซื่อที่มีส่วนในพระพรเหล่านี้ก็อยู่ในพระองค์ผู้นี้ด้วย. พระองค์ทรงเป็นผู้ที่พิเศษ ด้วยเหตุนี้จึงได้เรียกพระองค์ว่า "พระคริสต์นั้น". ข้อ 12, 20 ก็เช่นเดียวกัน.
อฟ.
1:11 1 หรือ ได้รับมรดก. ทั้งวลีนี้แปลมาจากคำกริยาในภาษากรีกเพียงคำเดียวซึ่งหมายถึง การเลือกสรรหรือกำหนดโดยการจับฉลาก. ดังนั้นหากแปลอนุประโยคนี้ตามตรงก็จะมีความหมายว่า ในพระคริสต์นั้น เราถูกชี้หมายไว้ให้เป็นมรดกที่ถูกเลือกสรรไว้. เราถูกชี้หมายไว้ให้เป็นมรดกเพื่อจะได้รับพระเจ้าเป็นมรดกของเรา. ด้านหนึ่งเราได้กลายเป็นมรดกของพระเจ้า (ข้อ 18) ให้พระเจ้าได้รับสุข แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็ได้รับพระเจ้าเป็นมรดกของเรา (ข้อ 14) ให้เราได้รับสุขเช่นกัน.
อฟ.
1:11 ก อฟ.1:18
อฟ.
1:11 ข อฟ.1:5
อฟ.
1:11 2ข หรือ ชี้หมายไว้ล่วงหน้า. ดูข้อ 5 คำอธิบาย 3.
อฟ.
1:11 ค อฟ.1:9; 3:11
อฟ.
1:11 3ค คือ โครงการ.
อฟ.
1:11 ง อฟ.1:5
อฟ.
1:11 4ง น้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือจุดมุ่งหมายของพระองค์ ส่วนพระดำริของพระเจ้าก็คือการที่พระองค์ทรงพิจารณาว่าจะทำให้น้ำพระทัยหรือจุดมุ่งหมายของพระองค์สำเร็จครบถ้วนอย่างไร.
อฟ.
1:12 1 หรือ ล่วงหน้า. เราซึ่งเป็นผู้เชื่อที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่นั้นได้มีความหวังใจในพระคริสต์ก่อน ซึ่งก็คือในยุคนี้. แต่ชาวยูดายนั้นจะมีความหวังใจในพระคริสต์ในยุคหน้า. เรามีความหวังใจในพระคริสต์ก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับมาก่อตั้งอาณาจักรแห่งพระมาซีฮาของพระองค์.
อฟ.
1:12 ก อฟ.1:6, 14
อฟ.
1:12 2ก มีเรื่องราวมากมายที่จะถูกกระทำออกมาโดยพระคุณที่เปี่ยมล้นของพระเจ้า เพื่อผู้เชื่อและในผู้เชื่อซึ่งเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้าและเป็นศูนย์กลางแห่งการงานของพระเจ้าในจักรวาลนี้ เพื่อให้บรรดาทูตสวรรค์และสิ่งของทั้งสิ้นในจักรวาลที่อยู่ในด้านบวกได้สรรเสริญพระเจ้าและชื่นชอบการสำแดง (สง่าราศี) ของพระเจ้า. สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในอาณาจักรพันปีเป็นสำคัญและในที่สุดจะเกิดขึ้นในฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่.
อฟ.
1:13 ก กซ.1:5
อฟ.
1:13 ข อฟ.4:30; 2กธ.1:22
อฟ.
1:13 1ข การได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือการทำเครื่องหมายไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้เป็นตราประทับที่มีชีวิต. เราทั้งหลายเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงชี้หมายไว้ให้เป็นมรดกแล้ว (ข้อ 11). ในขณะที่เราได้รับความรอดนั้นพระเจ้าก็ทรงนำพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์มาใส่ไว้ในตัวเราเพื่อเป็นตราประทับในการชี้หมายเรา และเป็นการชี้บ่งว่า เราเป็นของพระเจ้า. พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเองที่ได้เข้าสู่ภายในเรานั้นทรงทำให้เรามีพระฉายาของพระเจ้า ซึ่งมีตราประทับเป็นแบบเล็ง. ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เหมือนกับพระเจ้า.
อฟ.
1:13 ค ลก.24:49; กจ.1:4; 2:33; ฆต.3:14
อฟ.
1:13 2 วลีที่ว่า "ที่ทรงสัญญาไว้" ชี้บ่งว่า พระเจ้าได้ทรงวางโครงการตามความชอบพระทัยของพระองค์เพื่อจะประทับตราเราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์.
อฟ.
1:14 ก 2กธ.1:22; 5:5
อฟ.
1:14 1ก หรือ ลิ้มรสล่วงหน้า, หลักประกัน ซึ่งก็คือการชำระหนี้ที่เป็นสัญลักษณ์, การชำระหนี้เป็นบางส่วนก่อนเพื่อรับรองว่า จะชำระส่วนที่เหลือให้ครบถ้วนในภายหลัง. เนื่องจากเราเป็นมรดกของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงเป็นตราประทับบนตัวเรา. เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นมรดกของเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงเป็นมัดจำของมรดกที่เราจะได้รับ. การที่พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เรานั้น ไม่เพียงเป็นหลักประกันให้กับมรดกของเราและรับรองมรดกที่เราจะได้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นการลิ้มรสล่วงหน้าถึงมรดกที่เราจะได้รับจากพระเจ้า คือให้เราลิ้มรสล่วงหน้าถึงมรดกที่สมบูรณ์นั่นเอง. ในสมัยโบราณ คำว่า "มัดจำ" ในภาษากรีกนั้นถูกใช้ในการซื้อขายที่ดิน โดยที่ผู้ขายจะเอาดินซึ่งมาจากแปลงที่จะขายมาให้ผู้ซื้อไว้เป็นตัวอย่าง. ดังนั้นตามหลักภาษาของภาษากรีกโบราณแล้วมัดจำ ก็เป็นตัวอย่างอีกด้วย. พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือตัวอย่างของมรดกที่ครบสมบูรณ์ซึ่งเราจะได้รับจากพระเจ้า.
อฟ.
1:14 ข กจ.26:18; กซ.1:12; 1ปต.1:4
อฟ.
1:14 2ข ดู กจ.20:32 คำอธิบาย 3. ข้อ 18 ก็เช่นเดียวกัน.
อฟ.
1:14 3 วลีที่ว่า "จนกว่าทรัพย์สมบัติที่พระองค์ได้ทรงซื้อไว้นั้นจะได้รับการไถ่" ได้แสดงถึงจุดมุ่งหมายของการประทับตราในข้อ 13. ตราประทับแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นมีชีวิต และได้ทำการอยู่ภายในเราโดยใช้องค์ประกอบอันศักดิ์สิทธิ์มาแผ่ซ่านและเปลี่ยนแปลงเราจนเราสุกงอมในชีวิตของพระเจ้า และในที่สุดแม้แต่ร่างกายของเราก็ได้รับการไถ่ คือได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง.
อฟ.
1:14 ค 1ปต.2:9
อฟ.
1:14 4 เราทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้และเป็นคริสตจักรนั้น คือทรัพย์สมบัติที่พระเจ้าทรงซื้อมาด้วยพระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์ (กจ.20:28). ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้นพระเจ้าได้กลายเป็นมรดกของเรา และเราก็กลายเป็นทรัพย์สมบัติของพระเจ้า. ช่างอัศจรรย์จริงๆ! เราไม่ได้จ่ายราคาอะไรเลย แต่เรากลับได้ทุกสิ่ง! พระเจ้าทรงจ่ายราคาซื้อเรามา แต่เราได้รับพระเจ้าเป็นมรดกโดยไม่ต้องเสียค่าอะไรเลย. สิ่งนี้ก็เพื่อให้สง่าราศีของพระองค์ได้รับการสรรเสริญ.
อฟ.
1:14 ง รม.8:23
อฟ.
1:14 5ง คำว่า "การไถ่" ในที่นี้เล็งถึงการที่ร่างกายของเราได้รับการไถ่ (รม.8:23) นั่นก็คือการที่กายอันต่ำต้อยของเราจะได้เปลี่ยนรูปลักษณะเป็นกายอันสง่าราศี (ฟป.3:21). วันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นหลักประกัน, การลิ้มรสล่วงหน้า, และตัวอย่างของมรดกอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเราจะได้รับจนกว่าร่างกายของเราได้เปลี่ยนรูปลักษณะอยู่ในสง่าราศี. เมื่อถึงเวลานั้นเราจะได้รับพระเจ้าเป็นมรดกอย่างสมบูรณ์. ขอบเขตแห่งพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรานั้นครอบคลุมประเด็นที่สำคัญทุกอย่างตั้งแต่การเลือกสรรของพระเจ้าในนิรันดร์กาลก่อน (ข้อ 4) จนถึงการที่ร่างกายของเราได้รับการไถ่ไปถึงนิรันดร์กาลในอนาคต.
อฟ.
1:14 จ อฟ.1:6, 12
อฟ.
1:14 6จ นี่เป็นการเอ่ยถึงวลีนี้ซ้ำเป็นครั้งที่สาม. ในครั้งนี้เป็นการสรุปพระคำในช่วงนี้ (ข้อ 3-14) ซึ่งเป็นช่วงที่กล่าวถึงพระพรที่พระเจ้าประทานให้เรา. ข้อ 3-6 ได้เปิดเผยถึงโครงการที่พระเจ้าพระบิดาทรงวางไว้เพื่อเรา นั่นก็คือทรงเลือกสรรเราและกำหนดเราไว้ล่วงหน้าให้รับฐานะแห่งบุตรเพื่อจะทำให้สง่าราศีแห่งพระคุณของพระองค์ได้รับการสรรเสริญ. ข้อ 7-12 เปิดเผยถึงการที่พระเจ้าพระบุตรได้สำเร็จโครงการที่พระเจ้าพระบิดาทรงวางไว้ นั่นก็คือทรงไถ่เราและทำให้เรากลายเป็นมรดกของพระเจ้าเพื่อทำให้สง่าราศีของพระองค์ได้รับการสรรเสริญ. ข้อ 13-14 ได้บอกกับเราถึงการที่พระเจ้าพระวิญญาณได้นำสิ่งที่พระเจ้าพระบุตรได้ทำสำเร็จไว้มาปรับใช้บนตัวเรา นั่นก็คือทำการประทับตราเราและเป็นหลักประกันกับการลิ้มรสล่วงหน้าของมรดกอันศักดิ์สิทธิ์ที่นิรันดร์ของเรา เพื่อทำให้สง่าราศีของพระองค์ได้รับการสรรเสริญ. ในพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้เรานั้น สง่าราศีของพระเจ้าตรีเอกภาพก็คู่ควรที่จะได้รับการสรรเสริญทั้งสามชั้นนี้.
อฟ.
1:15 ก กซ.1:4
อฟ.
1:15 1 สำเนาต้นฉบับเก่าแก่หลายฉบับเป็นความเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าซึ่งมีอยู่ในท่ามกลางท่านทั้งหลายและซึ่งท่านมีต่อวิสุทธิชนทั้งปวง.
อฟ.
1:16 ก ฟป.1:3-4
อฟ.
1:17 ก อฟ.1:3
อฟ.
1:17 1ก องค์พระเยซูคริสต์เจ้าซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเอง (ฟป.2:6) ได้มากลายเป็นมนุษย์ในการกลายเป็นเนื้อหนัง. เมื่อพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ พระองค์จึงมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง ด้วยเหตุนี้พระเจ้าพระผู้สร้างจึงทรงเป็นพระเจ้าของพระองค์. การกลายเป็นเนื้อหนังของพระองค์ได้นำพระเจ้าพระผู้สร้างเข้าสู่ภายในมนุษย์ที่เป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า. พระองค์เป็นมนุษย์ ซึ่งมีพระเจ้าที่กลายเป็นเนื้อหนังอยู่ในพระองค์.
อฟ.
1:17 2 พระนาม "พระบิดา" ได้เปิดเผยเป็นนัยถึงการบังเกิดใหม่; ส่วนคำว่า "สง่าราศี" ก็คือการที่พระเจ้าได้ถูกสำแดงออก. ดังนั้นพระบิดาแห่งสง่าราศีก็คือ พระเจ้าผู้ให้มนุษย์ได้รับการบังเกิดใหม่ที่ได้สำเเดงพระองค์เองออกมาโดยบุตรทั้งหลายของพระองค์. เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว (1ปต.1:3) และเราจะได้รับสง่าราศีในการสำแดงแห่งสง่าราศีของพระเจ้าด้วย (รม.8:30).
อฟ.
1:17 ข อฟ.2:22; 3:5; 4:23; 5:18; 6:18
อฟ.
1:17 3ข วิญญาณในที่นี้ต้องเป็นวิญญาณที่บังเกิดใหม่ของเราซึ่งมีพระวิญญาณของพระเจ้าอาศัยอยู่ภายใน. วิญญาณเช่นนี้เป็นวิญญาณที่พระเจ้าทรงประทานแก่เราเพื่อให้เรามีสติปัญญาและการเปิดเผยที่จะรู้จักพระองค์และแผนการบริหารของพระองค์.
อฟ.
1:17 ค อฟ.1:8; กซ.1:9
อฟ.
1:17 4ค สติปัญญานั้นอยู่ในวิญญาณของเราเพื่อให้เราสามารถรู้จักข้อลับลึกของพระเจ้า ส่วนการเปิดเผยนั้นเป็นของพระวิญญาณของพระเจ้าเพื่อจะทำให้เรามองเห็นนิมิตโดยการเปิดม่านออก. ก่อนอื่นเราต้องมีสติปัญญาที่เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจซึ่งจะทำให้เรารู้จักเรื่องราวฝ่ายวิญญาณได้ จากนั้นพระวิญญาณของพระเจ้าก็จะทรงเปิดเผยเรื่องราวฝ่ายวิญญาณให้แก่ความเข้าใจฝ่ายวิญญาณของเรา.
อฟ.
1:17 ง อฟ.3:5; ฆต. 1:15-16
อฟ.
1:17 จ อฟ.4:13; กซ.1:9, 10; 2:2
อฟ.
1:18 ก กจ.26:18
อฟ.
1:18 1ก คือตาที่จะใช้มองดูเรื่องราวฝ่ายวิญญาณ. เรามีสติปัญญาอันเป็นความสามารถในการรู้จักและมีการเปิดเผยซึ่งจะเปิดเผยเรื่องราวฝ่ายวิญญาณแล้ว. แต่เรายังคงต้องการดวงตาอันเป็นความสามารถฝ่ายวิญญาณในการมองเห็น (กจ.26:18; วว.3:18).
ถ้าต้องการให้ตาใจของเราได้รับการส่องสว่างเราก็ต้องจัดการกับมโนธรรม, ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจอย่างถี่ถ้วน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือส่วนประกอบแห่งใจของเรานั่นเอง (เทียบ 3:17 คำอธิบาย 1). ประการแรกเราต้องการวิญญาณที่เปิดออกพร้อมด้วยมโนธรรมที่ผ่านการชำระโดยการสารภาพบาปและการจัดการกับความบาปของเราและโดยการประพรมด้วยพระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์ (ฮร.9:14; 10:22). ประการต่อมาเรายังต้องการความคิดที่มีสติสัมปชัญญะ (2ตธ.1:7 คำอธิบาย 2), อารมณ์แห่งความรัก (ยฮ.14:21), และความตั้งใจที่นอบน้อม (ยฮ.7:17) เพื่อจะได้มีใจที่บริสุทธิ์หมดจด. เมื่อเรามีวิญญาณและใจเช่นนี้แล้วตาใจของเราก็จะสามารถมองเห็นได้.
ถ้าต้องการให้ตาใจของเราได้รับการส่องสว่างเราก็ต้องจัดการกับมโนธรรม, ความคิด, อารมณ์, และความตั้งใจอย่างถี่ถ้วน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือส่วนประกอบแห่งใจของเรานั่นเอง (เทียบ 3:17 คำอธิบาย 1). ประการแรกเราต้องการวิญญาณที่เปิดออกพร้อมด้วยมโนธรรมที่ผ่านการชำระโดยการสารภาพบาปและการจัดการกับความบาปของเราและโดยการประพรมด้วยพระโลหิตแห่งการไถ่ของพระคริสต์ (ฮร.9:14; 10:22). ประการต่อมาเรายังต้องการความคิดที่มีสติสัมปชัญญะ (2ตธ.1:7 คำอธิบาย 2), อารมณ์แห่งความรัก (ยฮ.14:21), และความตั้งใจที่นอบน้อม (ยฮ.7:17) เพื่อจะได้มีใจที่บริสุทธิ์หมดจด. เมื่อเรามีวิญญาณและใจเช่นนี้แล้วตาใจของเราก็จะสามารถมองเห็นได้.
อฟ.
1:18 ข 2กธ.4:6
อฟ.
1:18 2ข เราไม่เพียงต้องมีสติปัญญา, การเปิดเผย, และตาที่สามารถมองเห็นได้เท่านั้น แต่ยังต้องมีแสงสว่างที่จะมาส่องสว่างแก่เรื่องราวสิ่งของที่ได้เปิดเผยแก่เราด้วย เพื่อเราจะได้มีนิมิต.
อฟ.
1:18 ค อฟ.4:1, 4; รม.8:28; 1กธ.1:2, 9, 24
อฟ.
1:18 3ค การทรงเรียกของพระเจ้า คือการสรุปรวมแห่งพระพรทั้งหมดที่ได้เอ่ยไว้ในข้อ 3-14. พระพรเหล่านี้ก็ได้แก่การเลือกสรรและกำหนดล่วงหน้าของพระเจ้าพระบิดา, การไถ่ของพระเจ้าพระบุตร, และการประทับตราและเป็นมัดจำของพระเจ้าพระวิญญาณ. เมื่อเราถูกเรียกเราก็มีส่วนในการเลือกสรรและการกำหนดล่วงหน้าของพระบิดา, การไถ่ของพระบุตร, และการประทับตราและเป็นมัดจำของพระวิญญาณ.
อฟ.
1:18 ง อฟ.4:4; กซ.1:27
อฟ.
1:18 4ง ความหวังแห่งการทรงเรียกของพระเจ้านั้นรวมถึง (1) ตัวของพระคริสต์เองรวมทั้งความรอดที่จะนำมาให้แก่เราในเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมา (กซ.1:27; 1ปต.1:5, 9); (2) การโยกย้ายจากขอบเขตที่เป็นฝ่ายวัตถุและเป็นฝ่ายโลกนี้ไปสู่ขอบเขตที่เป็นฝ่ายวิญญาณและเป็นฝ่ายสวรรค์โดยการถูกรับขึ้นไปรวมถึงการได้รับสง่าราศี (รม.8:23-25, 30; ฟป.3:21); (3) การรับสุขแห่งการเป็นกษัตริย์ร่วมกันกับพระคริสต์ในอาณาจักรพันปี (วว.5:10; 2ตธ.4:18); (4) การรับสุขพระคริสต์ที่สุดยอดในกรุงเยรูซาเล็มใหม่รวมไปถึงพระพรที่แพร่หลายและเป็นนิรันดร์ในฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ (วว.21:1-7; 22:1-5).
อฟ.
1:18 จ อฟ.1:11
อฟ.
1:18 5จ ขั้นแรก พระเจ้าได้ทรงทำให้เรากลายเป็นมรดกของพระองค์ (ข้อ 11ก) เป็นสมบัติที่พระองค์ทรงซื้อมา (ข้อ 14ข) แล้วทรงทำให้เราได้รับทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น, ทรงมี, และทรงสำเร็จมาเป็นมรดกของเรา (ข้อ 14ข) แล้วในที่สุดทั้งหมดนี้จะได้กลายเป็นมรดกของพระองค์ในวิสุทธิชนทั้งหลายไปจวบนิรันดร์. สิ่งนี้จะกลายเป็นการสำแดงที่นิรันดร์ของพระองค์ ก็คือสง่าราศีพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งจะสำแดงพระองค์จนถึงที่สุดอย่างแพร่หลายไปชั่วนิรันดร์.
อฟ.
1:18 ฉ อฟ.3:8; ฟป.4:19
อฟ.
1:18 6ฉ สง่าราศีของพระเจ้ามีความอุดมสมบูรณ์. ความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ก็คือสิ่งต่างๆ นานาประการที่ได้ก่อรูปขึ้นเป็นคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเช่น ความสว่าง, ชีวิต, ฤทธิ์เดช, ความรัก, ความชอบธรรม, และความบริสุทธิ์ ซึ่งมีการสำแดงในระดับที่ต่างกัน.
อฟ.
1:19 ก อฟ.3:7, 16, 20; ฟป.3:10; กซ.1:11, 29; 2ตธ.1:8
อฟ.
1:19 1ก เรื่องที่สามที่เราจะต้องรู้จักในคำอธิษฐานของอัครทูตนั้นก็คือ ฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่เหนือล้ำของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหลาย. นี่คือสิ่งที่เป็นทัศนะภายในและเราสามารถประสบการณ์ได้ในวันนี้. ฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นช่างยิ่งใหญ่เหนือล้ำยิ่งนัก. เราจะต้องรู้จักกับฤทธิ์เดชและประสบการณ์กับฤทธิ์เดชนี้.
อฟ.
1:19 2 ฤทธิ์เดชอันเหนือล้ำของพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นเป็นไปตามการดำเนินการของฤทธานุภาพแห่งพระกำลังของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงดำเนินการในพระคริสต์. ฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นก็เหมือนกับฤทธิ์เดชที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการในพระคริสต์. พระคริสต์นั้นทรงเป็นศีรษะ ส่วนเราทั้งหลายเป็นพระกาย. พระกายย่อมมีส่วนในฤทธิ์เดชที่ดำเนินการอยู่ในศีรษะ.
อฟ.
1:19 ข อฟ.3:7; กซ.1:29; 1กธ.12:6
อฟ.
1:19 ค อฟ.6:10; กซ.1:11
อฟ.
1:20 1 ประการแรก ฤทธิ์เดชซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำเนินการในพระคริสต์นั้นได้ทำให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย. ฤทธิ์เดชนี้มีชัยชนะต่อความตาย, อุโมงค์, และแดนมรณาอันเป็นที่คุมขังคนตาย. เนื่องจากฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระเจ้า ความตายและแดนมรณาจึงไม่อาจกักขังพระคริสต์ไว้ได้ (กจ.2:24).
อฟ.
1:20 ก กจ.2:32
อฟ.
1:20 2 ประการต่อมา ฤทธิ์เดชซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำเนินการในพระคริสต์นั้นได้ทำให้พระองค์ทรงนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายซึ่งสูงส่งเหนือสิ่งทั้งปวง (ข้อ 21).
อฟ.
1:20 ข บพส.110:1; มก.16:19; กซ.3:1; ฮร.1:3
อฟ.
1:20 3 วลีที่ว่า "เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า" นั่นเป็นที่ประทับของพระคริสต์โดยฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ที่เหนือล้ำของพระเจ้านั้น และเป็นสถานที่ซึ่งมีอำนาจสูงสุดและมีเกียรติที่สุด.
อฟ.
1:20 ค อฟ.1:3
อฟ.
1:20 4ค วลีที่ว่า "ขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลาย" ไม่เพียงแต่หมายถึงสวรรค์ชั้นสามอันเป็นสถานที่สูงสุดในจักรวาลซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าเท่านั้น แต่ก็ยังหมายถึงสภาพและบรรยากาศแห่งสวรรค์ทั้งหลายอันเป็นที่ซึ่งพระคริสต์ทรงนั่งอยู่โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้าอีกด้วย.
อฟ.
1:21 ก อฟ.3:10; 6:12; กซ.1:16; 2:15
อฟ.
1:21 1ก คำว่า "ผู้ปกครอง" เล็งถึงตำแหน่งหน้าที่ที่สูงสุด, คำว่า "ผู้มีอำนาจ" เล็งถึงอำนาจหน้าที่ชนิดต่างๆ (มธ.8:9), คำว่า "ผู้มีฤทธิ์" เล็งถึงฤทธานุภาพแห่งผู้มีอำนาจ, และ "ผู้เป็นนาย" เล็งถึงฐานะอันสูงส่งที่ผู้มีฤทธิ์ได้แต่งตั้งไว้. ต่อจากนั้นเราก็จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวไว้ในที่นี้ไม่เพียงครอบคลุมถึงอำนาจของทูตสวรรค์ที่ดีหรือชั่วบนสวรรค์เท่านั้น แต่ยังได้ครอบคลุมไปถึงอำนาจฝ่ายมนุษย์บนแผ่นดินโลกอีกด้วย. พระคริสต์ที่เสด็จสู่สวรรค์ผู้ทรงนั่งอยู่โดยฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้นทรงสูงยิ่งเหนือเหล่าผู้ปกครอง, ผู้มีอำนาจ, ผู้มีฤทธิ์, และผู้เป็นนาย.
อฟ.
1:21 ข ฟป.2:9
อฟ.
1:21 2ข วลีที่ว่า "นามชื่อทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น" ไม่เพียงเล็งถึงยศถาบรรดาศักดิ์ที่ทรงเกียรติเท่านั้นแต่ยังเล็งถึงนามทั้งปวงอีกด้วย. พระคริสต์ทรงนั่งอยู่เหนือนามชื่อทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น มิใช่ในยุคสมัยนี้เท่านั้น แต่ในยุคหน้าด้วย.
อฟ.
1:21 ค มก.10:30
อฟ.
1:22 1 ประการที่สาม ฤทธิ์เดชที่พระเจ้าทรงดำเนินการในพระคริสต์นั้นได้ปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระองค์. การที่พระคริสต์ทรงสูงส่งเหนือสิ่งสารพัดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระองค์นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. ประการแรกเป็นความสูงส่งของพระคริสต์ ส่วนประการหลังเป็นเรื่องของการที่สิ่งสารพัดอยู่ใต้อำนาจของพระคริสต์.
อฟ.
1:22 ก บพส.8:6-8; 1กธ.15:27; ฮร.2:8
อฟ.
1:22 2 ประการที่สี่ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่ได้ดำเนินการในพระคริสต์นั้นได้ให้พระคริสต์เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดต่อคริสตจักร. การเป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดนั้นเป็นของประทานที่พระเจ้าประทานให้แก่พระองค์. พระคริสต์ทรงได้รับมาซึ่งฐานะของประมุขในจักรวาลนี้โดยอาศัยฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ที่เหนือล้ำของพระเจ้า.
ในขั้นตอนเหล่านี้ตั้งแต่การที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย, ทรงนั่งอยู่ในขอบเขตของสวรรค์ทั้งหลาย, ให้สิ่งสารพัดสยบอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์, และเป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดนั้น พระองค์ล้วนทรงอยู่ในฐานะมนุษย์ คือในสภาพมนุษย์ที่มีสภาพพระเจ้าของพระองค์.
ด้วยเหตุนี้ฤทธิ์เดชที่ได้ดำเนินการอยู่ในพระคริสต์นั้นมีอยู่สี่ด้านด้วยกันคือ ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้น (ข้อ 20ก), ฤทธิ์เดชแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ (ข้อ 20ข), ฤทธิ์เดชที่ทำให้สิ่งสารพัดสยบอยู่ใต้อำนาจ (ข้อ 22ก), และฤทธิ์เดชที่ทำให้สิ่งสารพัดถูกรวบรวมไว้ให้พระคริสต์เป็นประมุข (ข้อ 22ข). ฤทธิ์เดชสี่ชั้นนี้ได้ส่งถ่ายให้แก่คริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของประมุขแล้ว.
ในขั้นตอนเหล่านี้ตั้งแต่การที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย, ทรงนั่งอยู่ในขอบเขตของสวรรค์ทั้งหลาย, ให้สิ่งสารพัดสยบอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์, และเป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดนั้น พระองค์ล้วนทรงอยู่ในฐานะมนุษย์ คือในสภาพมนุษย์ที่มีสภาพพระเจ้าของพระองค์.
ด้วยเหตุนี้ฤทธิ์เดชที่ได้ดำเนินการอยู่ในพระคริสต์นั้นมีอยู่สี่ด้านด้วยกันคือ ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้น (ข้อ 20ก), ฤทธิ์เดชแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ (ข้อ 20ข), ฤทธิ์เดชที่ทำให้สิ่งสารพัดสยบอยู่ใต้อำนาจ (ข้อ 22ก), และฤทธิ์เดชที่ทำให้สิ่งสารพัดถูกรวบรวมไว้ให้พระคริสต์เป็นประมุข (ข้อ 22ข). ฤทธิ์เดชสี่ชั้นนี้ได้ส่งถ่ายให้แก่คริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของประมุขแล้ว.
อฟ.
1:22 ข อฟ.1:10; 4:15; 5:23; กซ.1:18; 2:10, 19; 1กธ.11:3
อฟ.
1:22 3 วลีที่ว่า "ต่อคริสตจักร" มีความหมายเป็นนัยถึงการส่งถ่ายชนิดหนึ่ง. บัดนี้ทุกสิ่งที่พระคริสต์ผู้เป็นประมุขได้บรรลุถึงและได้รับนั้นล้วนได้ส่งถ่ายให้แก่คริสตจักรซึ่งก็คือพระกายของพระองค์แล้ว. ในการส่งถ่ายนี้คริสตจักรจึงได้ร่วมแบ่งปันกับพระคริสต์ในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงบรรลุถึง ซึ่งได้แก่การเป็นขึ้นจากตาย, การทรงนั่งในที่สูงสุด, การปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาท, และการเป็นประมุขของสิ่งสารพัด.
วลีที่ว่า "ที่มีต่อเราทั้งหลายที่เชื่อ" (ข้อ 19) และวลีที่ว่า "ต่อคริสตจักร" ล้วนชี้แจงว่า ฤทธิ์เดชของพระเจ้าซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งที่พระเจ้าตรีเอกภาพได้ทรงผ่านนั้นล้วนถูกใส่ไว้ในเราเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์แล้ว และยังคงถูกส่งถ่ายเข้าสู่ภายในตัวเราอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เพื่อให้เราได้รับสุขพระคริสต์อย่างอุดมสมบูรณ์และดำเนินชีวิตคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระองค์อย่างถูกต้อง คือเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ อันเป็นผลลัพธ์แห่งพระพรของพระเจ้าที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง.
วลีที่ว่า "ที่มีต่อเราทั้งหลายที่เชื่อ" (ข้อ 19) และวลีที่ว่า "ต่อคริสตจักร" ล้วนชี้แจงว่า ฤทธิ์เดชของพระเจ้าซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งที่พระเจ้าตรีเอกภาพได้ทรงผ่านนั้นล้วนถูกใส่ไว้ในเราเพียงครั้งเดียวก็สำเร็จเป็นนิตย์แล้ว และยังคงถูกส่งถ่ายเข้าสู่ภายในตัวเราอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เพื่อให้เราได้รับสุขพระคริสต์อย่างอุดมสมบูรณ์และดำเนินชีวิตคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระองค์อย่างถูกต้อง คือเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ อันเป็นผลลัพธ์แห่งพระพรของพระเจ้าที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง.
อฟ.
1:22 ค อฟ.3:10, 21; 5:23-27, 29, 32; มธ.16:18; กจ.5:11; 8:1
อฟ.
1:22 4ค นี่เป็นครั้งแรกที่หนังสือเอเฟโซใช้ศัพท์คำว่า "คริสตจักร" ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงหัวข้อหลักของหนังสือเล่มนี้. คำว่า "คริสตจักร" ในภาษากรีกก็คือ ekklesia (เอ็กคลีเซีย) หมายถึงชุมนุมชนที่ถูกเรียกออกมา. กรณีนี้ชี้บ่งว่า คริสตจักรก็คือการชุมนุมกันของผู้ที่ถูกพระเจ้าเรียกออกมาจากโลกนั่นเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้คริสตจักรจึงประกอบขึ้นด้วยผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ทั้งหมด.
อฟ.
1:23 ก อฟ.4:12, 16; 5:30; กซ.1:18, 24, 2:19; รม.12:5; 1กธ.12:12
อฟ.
1:23 1ก พระกายของพระคริสต์ไม่ได้เป็นองค์กรแต่เป็นพระกายอินทรีย์ที่ก่อรูปขึ้นมาโดยผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่ทั้งหมดเพื่อการสำแดงและการเคลื่อนไหวของศีรษะ. พระกายของพระคริสต์ได้ก่อกำเนิดขึ้นจากพระคริสต์ที่กลายเป็นเนื้อหนัง, ตรึงตาย, เป็นขึ้น, และเสด็จสู่สวรรค์ ซึ่งได้เข้าสู่ภายในคริสตจักร. โดยอาศัยการส่งถ่ายฝ่ายสวรรค์ของพระคริสต์ผู้เสด็จสู่สวรรค์ เราจึงได้กลายเป็นหนึ่งกับพระองค์ ด้วยเหตุนี้พระกายของพระองค์จึงถูกก่อกำเนิดขึ้น.
อฟ.
1:23 ข อฟ.4:13
อฟ.
1:23 2ข พระกายของพระคริสต์ก็คือความบริบูรณ์ของพระองค์. ความบริบูรณ์ของพระคริสต์ก็มาจากการรับสุขความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ (3:8). โดยการรับสุขความอุดมสมบูรณ์ของพระคริสต์ เราจึงได้กลายเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์เพื่อสำแดงพระองค์.
อฟ.
1:23 ค อฟ.4:10 เทียบ 1กธ.15:28
อฟ.
1:23 3ค พระคริสต์ซึ่งเป็นพระเจ้าที่ไร้ขอบเขตจำกัดและไม่มีข้อจำกัดใดๆ นั้นทรงยิ่งใหญ่จนถึงขั้นที่สามารถเติมเต็มสารพัดในสารพัดได้. พระคริสต์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ต้องการคริสตจักรมาเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์เพื่อทำให้พระองค์ได้รับการสำแดงอย่างสมบูรณ์.
ในบทนี้มีเรื่องราวที่สำคัญอยู่เจ็ดประการซึ่งต้องการปัจจัยพื้นฐานที่เหมือนกันเพื่อมากระทำให้สำเร็จคือการเลือกสรรของพระเจ้า เพื่อเราจะเป็นผู้ถูกแยกบริสุทธิ์ปราศจากด่างพร้อย (ข้อ 4); การกำหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า เพื่อให้เราได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า (ข้อ 5); การประทับตราของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อให้เราได้รับการไถ่อย่างสมบูรณ์ (ข้อ 13-14); ความหวังแห่งการทรงเรียกของพระเจ้า; สง่าราศีแห่งมรดกของพระเจ้าในวิสุทธิชนทั้งหลาย (ข้อ 18); และฤทธิ์เดชของพระเจ้าซึ่งทำให้เรามีส่วนในสิ่งที่พระคริสต์ได้บรรลุถึง (ข้อ 19-22); และพระกายของพระคริสต์ซึ่งเป็นความบริบูรณ์ของพระคริสต์ที่เติมเต็มสารพัด. สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกกระทำสำเร็จโดยการที่พระเจ้าตรีเอกภาพถูกแจกจ่ายและกระทำเข้าสู่ภายในเราทั้งสิ้น. ผลลัพธ์ของการแจกจ่ายอันศักดิ์สิทธิ์ที่แจกจ่ายเข้าสู่ภายในสภาพมนุษย์ของเรานั้นก็คือ ความบริบูรณ์ของพระองค์ผู้เติมเต็มสารพัดในสารพัดและการสรรเสริญสง่าราศีที่สำแดงออกมาของพระเจ้า. แท้จริงแล้วบทนี้เป็นการเปิดเผยถึงแผนการบริหารที่เหนือล้ำและอัศจรรย์ของพระเจ้า ตั้งแต่การเลือกสรรเราในนิรันดร์กาลก่อนไปจนถึงการก่อกำเนิดพระกายของพระคริสต์เพื่อจะสำแดงพระองค์ไปตราบชั่วนิรันดร์.
ในบทนี้มีเรื่องราวที่สำคัญอยู่เจ็ดประการซึ่งต้องการปัจจัยพื้นฐานที่เหมือนกันเพื่อมากระทำให้สำเร็จคือการเลือกสรรของพระเจ้า เพื่อเราจะเป็นผู้ถูกแยกบริสุทธิ์ปราศจากด่างพร้อย (ข้อ 4); การกำหนดไว้ล่วงหน้าของพระเจ้า เพื่อให้เราได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า (ข้อ 5); การประทับตราของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อให้เราได้รับการไถ่อย่างสมบูรณ์ (ข้อ 13-14); ความหวังแห่งการทรงเรียกของพระเจ้า; สง่าราศีแห่งมรดกของพระเจ้าในวิสุทธิชนทั้งหลาย (ข้อ 18); และฤทธิ์เดชของพระเจ้าซึ่งทำให้เรามีส่วนในสิ่งที่พระคริสต์ได้บรรลุถึง (ข้อ 19-22); และพระกายของพระคริสต์ซึ่งเป็นความบริบูรณ์ของพระคริสต์ที่เติมเต็มสารพัด. สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกกระทำสำเร็จโดยการที่พระเจ้าตรีเอกภาพถูกแจกจ่ายและกระทำเข้าสู่ภายในเราทั้งสิ้น. ผลลัพธ์ของการแจกจ่ายอันศักดิ์สิทธิ์ที่แจกจ่ายเข้าสู่ภายในสภาพมนุษย์ของเรานั้นก็คือ ความบริบูรณ์ของพระองค์ผู้เติมเต็มสารพัดในสารพัดและการสรรเสริญสง่าราศีที่สำแดงออกมาของพระเจ้า. แท้จริงแล้วบทนี้เป็นการเปิดเผยถึงแผนการบริหารที่เหนือล้ำและอัศจรรย์ของพระเจ้า ตั้งแต่การเลือกสรรเราในนิรันดร์กาลก่อนไปจนถึงการก่อกำเนิดพระกายของพระคริสต์เพื่อจะสำแดงพระองค์ไปตราบชั่วนิรันดร์.