การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6

ฆะลาเตีย บทที่ 3

3. พระวิญญาณนั้นได้อาศัยความเชื่อในพระคริสต์
ตรงกันข้ามกับเนื้อหนังที่ได้อาศัยการประพฤติตามกฎบัญญัติ
3:1—4:31
(1) พระวิญญาณนั้นเป็นพระพรที่ทรงสัญญาไว้
ซึ่งได้มาโดยการเชื่อในพระคริสต์
3:1-14
ฆต. 3:1 โอ กชาวฆะลาเตียคนเขลา ขใครได้ทำให้ท่านหลงไป? ทั้งๆ ที่ภาพแห่ง1คการตรึงกางเขนของพระเยซูคริสต์ก็ได้ประจักษ์แก่ตาของท่านทั้งหลายอย่างชัดเจนแล้ว.
ฆต. 3:2 ข้าพเจ้าใคร่ถามสิ่งเดียวจากท่านว่า ท่านทั้งหลายได้1ต้อนรับ2กพระวิญญาณนั้นเนื่องจาก3ขการประพฤติตามกฎบัญญัติ หรือเนื่องจาก3คการฟังงหลักความเชื่อ?
ฆต. 3:3 ท่านทั้งหลายโง่เขลาถึงอย่างนั้นเชียวหรือ? เมื่อท่าน1เริ่มต้นด้วย2พระวิญญาณนั้น บัดนี้ท่านจะ1กระทำให้สำเร็จด้วย2กเนื้อหนังหรือ?
ฆต. 3:4 ท่านทั้งหลายได้1กทนทุกข์มามากมายล้วนเป็นขการไร้ประโยชน์หรือ? สิ่งนี้เป็นการไร้ประโยชน์จริงๆ หรือ?
ฆต. 3:5 เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ผู้ทรง1กหล่อเลี้ยงท่านทั้งหลายอย่างอุดมสมบูรณ์ด้วย2ขพระวิญญาณนั้นและทรง3คกระทำการอิทธิฤทธิ์ท่ามกลางท่านทั้งหลาย ได้ทรงกระทำการนั้นเนื่องจาก4งการประพฤติตามกฎบัญญัติ หรือเนื่องจากการฟังหลักความเชื่อ?
ฆต. 3:6 ดังที่ "1กอับราฮามขได้เชื่อพระเจ้า จึงนับว่าเป็นความชอบธรรมของท่าน."
ฆต. 3:7 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า ผู้ที่มาจาก1กความเชื่อนั่นแหละเป็น2ขบุตรหลานของอับราฮาม.
ฆต. 3:8 และพระคัมภีร์นั้นรู้ล่วงหน้าว่า พระเจ้าจะกทรงโปรดให้พวกต่างชาติเป็นคนชอบธรรมเนื่องจากความเชื่อ จึงได้ประกาศ1กิตติคุณไว้ล่วงหน้าแก่อับราฮามว่า "ขชนนานาประเทศจะคได้รับพระพรเพราะเจ้า."
ฆต. 3:9 เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนทั้งหลายที่มาจาก1กความเชื่อจึง2ได้รับพระพรด้วยกันกับ3อับราฮามที่ได้เชื่อนั้น.
ฆต. 3:10 เพราะว่าคนทั้งหลายที่มาจากกการประพฤติตามกฎบัญญัติก็อยู่ภายใต้1ขการสาปแช่ง เพราะ[พระคัมภีร์]เขียนไว้ว่า "คทุกคนที่มิได้ประพฤติตามทุกข้อที่เขียนไว้ในหนังสือกฎบัญญัตินั้นก็ถูกสาปแช่ง"
ฆต. 3:11 และเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า กไม่มีผู้ใดจะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า1ตามกฎบัญญัติ เพราะว่า " ขคนชอบธรรมจะมีชีวิตและคเป็นอยู่2โดยความเชื่อ "
ฆต. 3:12 แต่กฎบัญญัตินั้นไม่ได้มาจากความเชื่อ เพียงแต่[กล่าวว่า] "กผู้ที่ประพฤติตามสิ่งเหล่านี้ก็จะมีชีวิตอยู่1เพราะสิ่งเหล่านี้."
ฆต. 3:13 พระคริสต์ได้กทรงไถ่เราให้พ้นจากขการสาปแช่งแห่งกฎบัญญัติ โดยได้ทรง1กลายเป็นการสาปแช่งเพื่อเรา เพราะมี[คำ]เขียนไว้ว่า "คทุกคนที่ต้องถูกแขวนไว้บน2งต้นไม้ก็ถูกสาปแช่งแล้ว"
ฆต. 3:14 เพื่อ1กพระพรของอับราฮามจะได้มาถึงพวกต่างชาติขในพระคริสต์เยซู เพื่อเราทั้งหลายจะ2คได้รับ3งพระวิญญาณนั้นที่ทรงจสัญญาไว้โดยฉความเชื่อ.
(2) กฎบัญญัติเป็นผู้ปกครองของผู้รับมรดกตามคำสัญญา
3:15-29
ฆต. 3:15 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าพูดกตามอย่างมนุษย์ ถึงแม้เป็นพันธสัญญาของมนุษย์เมื่อได้รับรองกันแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดจะล้มเลิกหรือเพิ่มเติมขึ้นอีกได้.
ฆต. 3:16 1กคำสัญญานั้นได้ตรัสไว้ขแก่อับราฮามและคแก่เชื้อสายของท่าน และมิได้ตรัสว่า "และแก่เชื้อสายทั้งหลาย" ราวกับหมายถึงคนมากมาย แต่ตรัสว่า "แก่งเชื้อสายของท่าน" ซึ่งหมายถึงคนผู้เดียว ก็คือ2จพระคริสต์.
ฆต. 3:17 และข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ว่า 1พันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้ล่วงหน้านั้นไม่สามารถถูก2กฎบัญญัติที่มาภายหลังถึง3กสี่ร้อยสามสิบปีล้มเลิกได้ และไม่สามารถทำให้ขคำสัญญานั้นสูญเสียประสิทธิภาพไปได้.
ฆต. 3:18 เพราะถ้า1กการรับมรดกมาจากกฎบัญญัติแล้ว ก็ไม่ได้มาจากคำสัญญาต่อไปแต่พระเจ้าได้ทรงประทานมรดกนั้นโดยพระคุณแก่อับราฮามผ่านขคำสัญญา.
ฆต. 3:19 ถ้าเช่นนั้น[มี]กกฎบัญญัติไว้ทำไมเล่า? กฎบัญญัตินั้นทรง1เพิ่มเข้ามาเพราะขการล่วงละเมิด จนกว่าคเชื้อสายที่ได้รับคำสัญญานั้นจะมาถึง และ2ทรงตั้งไว้โดยพวกงทูตสวรรค์ผ่านมือของ3จคนกลาง.
ฆต. 3:20 แต่1กคนกลางนั้นมิใช่เป็น[คนกลาง]ของฝ่ายเดียว แต่พระเจ้าทรงเป็นของค์เดียว.
ฆต. 3:21 ถ้าเช่นนั้นกฎบัญญัติเป็นสิ่งที่ขัดกับคำสัญญาของพระเจ้าหรือ? กไม่ใช่เช่นนั้นเป็นแน่! เพราะถ้าเคยประทานกฎบัญญัติที่สามารถ1ประทานชีวิต2ขความชอบธรรมก็มาจากกฎบัญญัตินั้นได้จริง.
ฆต. 3:22 แต่พระคัมภีร์ได้1กกักขัง2คนทั้งปวงไว้ในขความบาป เพื่อคคำสัญญาที่มาจาก3งความเชื่อในพระเยซูคริสต์จะได้ประทานแก่คนเหล่านั้นที่จเชื่อ.
ฆต. 3:23 แต่ก่อนที่1กหลักความเชื่อจะมาถึงนั้น เราถูก2ขเฝ้าดูแลอยู่คภายใต้กฎบัญญัติถูก3งกักขังไว้4เพื่อมอบให้กับ1กหลักความเชื่อซึ่งจะมาปรากฏในภายหลัง.
ฆต. 3:24 ถ้าเช่นนั้นกกฎบัญญัติจึงเป็น1ผู้อนุบาลของเรา ที่ได้นำเรามาถึงขพระคริสต์เพื่อเราจะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมเนื่องจากคความเชื่อ.
ฆต. 3:25 แต่ในเมื่อกหลักความเชื่อได้มาถึงแล้ว เราจึง1ไม่ได้อยู่ขภายใต้ผู้อนุบาลอีกต่อไป.
ฆต. 3:26 เพราะว่าท่านทั้งหลายล้วนเป็น1กบุตรของพระเจ้าโดย2ขความเชื่อคในพระคริสต์เยซูแล้ว.
ฆต. 3:27 เหตุว่าทุกคนที่กรับบัพติศมา1เข้าสู่พระคริสต์ ก็ได้ขสวมใส่พระคริสต์.
ฆต. 3:28 ดังนั้นจึง1ไม่อาจมี2กพวกยูดายหรือพวกกรีก ไม่อาจมี3ทาสหรือไท ไม่อาจมี4ขชายหรือหญิง เพราะว่าท่านทั้งหลายได้กลายเป็น5คหนึ่งงในพระคริสต์เยซูแล้ว.
ฆต. 3:29 และถ้าท่านทั้งหลายกเป็นของพระคริสต์แล้ว ท่านจึงเป็น1ขเชื้อสายของอับราฮาม และเป็นคทายาทตาม2งคำสัญญา.

คำอธิบาย ฆะลาเตีย บทที่ 3

ฆต. 3:1 ก ฆต.1:2
ฆต. 3:1 ข ฆต.5:7
ฆต. 3:1 ค 1กธ.1:23; 2:2; ฆต.5:11
ฆต. 3:1 1ค กางเขนนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งการดำเนินการในแผนการบริหารของพระเจ้า. ในหนังสือเล่มนี้เปาโลได้นำผู้เชื่อที่ถูกเบี่ยงเบนไปสู่กฎบัญญัตินั้นกลับมาสู่กางเขน และหนุนใจให้เขาทั้งหลายมองที่พระคริสต์ผู้ถูกตรึงกางเขน เพื่อให้เขาทั้งหลายจะไม่ถูกเบี่ยงเบนไปสู่กฎบัญญัติอีกเป็นนิตย์. ใน 1:4; 2:19-21; 3:13; 5:24; และ 6:14 ของหนังสือเล่มนี้ได้ให้เรามองเห็นรูปภาพที่ครบถ้วนแห่งการตรึงกางเขนของพระคริสต์.
การถูกตรึงกางเขนของพระคริสต์ได้ชี้แจงว่าข้อเรียกร้องทั้งหมดของกฎบัญญัติได้สำเร็จแล้วโดยการตายของพระองค์และได้ชี้แจงว่าพระคริสต์ได้ปลดปล่อยชีวิตของพระองค์ออกมาโดยการตายของพระองค์ เพื่อชีวิตนี้จะถูกแจกจ่ายเข้าสู่ภายในเราในการเป็นขึ้นของพระองค์ และปลดปล่อยเราให้พ้นจากการครอบงำของกฎบัญญัติ. ในถ้อยคำแห่งกิตติคุณนั้น ภาพเหล่านี้ได้ประจักษ์แก่ชาวฆะลาเตียอย่างสมบูรณ์แล้ว. ไฉนเขาทั้งหลายยังละเลยต่อสิ่งนี้ และถูกทำให้หลงโดยถอยกลับไปสู่กฎบัญญัติเล่า? ช่างเป็นคนเขลาเสียจริงๆ!
ฆต. 3:2 1 ทันทีที่ผู้เชื่อได้เชื่อเข้าสู่พระคริสต์ก็ได้ต้อนรับพระวิญญาณนั้น. ถ้าหากเราทั้งหลายไปเข้าใจว่าพระคริสต์กับพระวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่แยกจากกัน ก็เป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์. ในขณะที่บังเกิดใหม่นั้น เราทั้งหลายได้เชื่อเข้าสู่พระคริสต์และก็ได้ต้อนรับพระวิญญาณนั้นและรับการประทับตราของพระองค์ (อฟ.1:13). ในเสี้ยวเวลานั้น การเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพก็ได้เกิดขึ้น เราทั้งหลายจึงถูกต่อกิ่งเข้ากับพระเจ้าตรีเอกภาพ (รม.11:17) และพระวิญญาณนั้นผู้เป็นมัดจำ (อฟ.1:14) ก็ได้กลายเป็นพระพรสุดยอดของกิตติคุณต่อเรา (ข้อ 14). แต่หลังจากนั้น การต้อนรับพระวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของตลอดชีวิต และต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย. พระเจ้าทรงหล่อเลี้ยงเราทั้งหลายด้วยพระวิญญาณนั้นอย่างต่อเนื่องไป (ข้อ 5).
ฆต. 3:2 ก กจ.2:38; 10:47; 15:8; อฟ.1:13; ฮร.6:4; ฆต.3:3, 5, 14; 4:6, 29; 5:5, 16, 17, 18, 22, 25; 6:8
ฆต. 3:2 2ก ชาวฆะลาเตียได้เชื่อในพระคริสต์ผู้ถูกตรึงกางเขนโดยการฟังกิตติคุณ แต่ผู้ที่เขาได้ต้อนรับนั้นก็คือพระวิญญาณนั้น. ผู้ที่ถูกตรึงกางเขนนั้นคือพระคริสต์ แต่ผู้ที่เข้าสู่ผู้เชื่อนั้นคือพระวิญญาณนั้น. ในขณะที่ตรึงกางเขนเพื่อไถ่ผู้เชื่อนั้น พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ แต่ในขณะที่อยู่ภายในเพื่อเป็นชีวิตของผู้เชื่อนั้น พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น ก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง ซึ่งพระวิญญาณนี้เป็นพระพรที่ครอบคลุมสรรพสิ่งและสุดยอดของกิตติคุณ. การที่ผู้เชื่อได้ต้อนรับพระวิญญาณของพระเจ้าเช่นนี้ก็โดยการฟังหลักความเชื่อ มิใช่โดยการประพฤติตามกฎบัญญัติ. การที่พระวิญญาณนี้เสด็จเข้าสู่ภายในของผู้เชื่อนั้น มิใช่โดยการที่พวกเขาถือรักษากฎบัญญัติแต่โดยการที่พวกเขาเชื่อในพระคริสต์ผู้ถูกตรึงและได้เป็นขึ้น.
ในสองบทแรกของหนังสือเล่มนี้มีพระคริสต์ที่อยู่ในการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์กลางแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าและในสี่บทหลังนั้นมีพระวิญญาณนั้นอยู่ในประสบการณ์ของเราทำให้เราได้รับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ (บทที่ 3), บังเกิดจากพระเจ้า (บทที่ 4), เป็นอยู่และดำเนินชีวิตตามชีวิตที่ได้บังเกิดใหม่ (บทที่ 5), และยึดพระประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์เป็นเป้าหมายของเรา (บทที่ 6). ดังนั้นเราทั้งหลายจึงได้รับสุขพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตและครอบคลุมสรรพสิ่งของพระคริสต์อย่างไม่ขาดสาย (ข้อ 5ก).
ฆต. 3:2 ข ฆต.2:16; 3:5, 10; รม.3:20, 28
ฆต. 3:2 3ข ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาเดิมของพระเจ้านั้น กฎบัญญัติเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า (3:23) แต่ในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้านั้น หลักความเชื่อเป็นหนทางหนึ่งเดียวที่พระเจ้าทรงสำเร็จแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระองค์บนตัวของมนุษย์ (1ตธ.1:4). กฎบัญญัตินั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อหนัง (รม.7:5) และขึ้นอยู่กับความเพียรพยายามของเนื้อหนัง ซึ่งเนื้อหนังก็คือการสำแดงออกของ "ข้าพเจ้า". ส่วนหลักความเชื่อนั้นเกี่ยวข้องกับพระวิญญาณนั้นและพึ่งพิงในการดำเนินการของพระวิญญาณนั้นซึ่งพระวิญญาณนั้นเป็นการแปรสภาพเป็นจริงของพระคริสต์. ในพันธสัญญาเดิมนั้น "ข้าพเจ้า" และเนื้อหนังมีบทบาทสำคัญในการถือรักษากฎบัญญัติ ส่วนในพันธสัญญาใหม่นั้น พระคริสต์และพระวิญญาณนั้นได้ยึดครองฐานะของ "ข้าพเจ้า" และของเนื้อหนัง และหลักความเชื่อได้แทนที่กฎบัญญัติ ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตพระคริสต์โดยพระวิญญาณนั้น. การถือรักษากฎบัญญัติโดยเนื้อหนังนั้นเป็นหนทางตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งอยู่ในความมืดแห่งทัศนะของมนุษย์นั้นผลสุดท้ายก็คือความตายและความเข็ญใจ (รม.7:10-11, 24). ส่วนการต้อนรับพระวิญญาณนั้นโดยการฟังหลักความเชื่อนั้นเป็นหนทางที่พระเจ้าทรงเปิดเผย ซึ่งอยู่ในความสว่างแห่งการเปิดเผยของพระเจ้า ผลลัพธ์ก็คือชีวิตและสง่าราศี (รม.8:2, 6, 10-11, 30). ดังนั้นเราทั้งหลายจำต้องมีความล้ำค่าต่อการฟังหลักความเชื่อ แต่อย่าได้มีความล้ำค่าต่อการประพฤติตามกฎบัญญัติ. เราทั้งหลายได้ต้อนรับพระวิญญาณนั้นโดยการฟังหลักความเชื่อจึงทำให้เราสามารถมีส่วนในพระพรที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ และดำเนินชีวิตพระคริสต์. ความเชื่อที่กล่าวไว้ในข้อ 7, 8, 9, 11, 12, 23, 24, และ 25 ของบทนี้ล้วนชี้ถึงหลักความเชื่อนี้ (ดู 1:23 คำอธิบาย 2).
ฆต. 3:2 ค ฆต.3:5; รม.10:16-17; ยฮ.5:24
ฆต. 3:2 ง ฆต.1:23; 3:5, 7, 9, 23, 25
ฆต. 3:3 1 เริ่มต้นด้วยพระวิญญาณนั้นก็คือเริ่มต้นด้วยการเชื่อในพระคริสต์ ส่วนการกระทำให้สำเร็จด้วยเนื้อหนังก็คือ การกระทำให้สำเร็จโดยพึ่งการประพฤติตามกฎบัญญัติ (ข้อ 2).
ฆต. 3:3 2 พระวิญญาณนั้นซึ่งก็คือพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นนั้นเป็นของชีวิต. ส่วนเนื้อหนังซึ่งก็คือมนุษย์ที่ตกต่ำนั้นเป็นของความบาปและความตาย. เราไม่ควรเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณนั้นแล้วพยายามจะกระทำให้สำเร็จด้วยเนื้อหนัง. ในเมื่อเราได้เริ่มต้นด้วยพระวิญญาณนั้นก็ควรจะกระทำให้สำเร็จด้วยพระวิญญาณนั้น โดยไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหนัง. ใน 2:20 ได้พูดถึงข้อเปรียบเทียบระหว่างพระคริสต์กับ "ข้าพเจ้า" ส่วนในที่นี้ได้พูดถึงข้อเปรียบเทียบระหว่างพระวิญญาณนั้นกับเนื้อหนัง. สิ่งนี้ก็ชี้บ่งว่าพระวิญญาณนั้นก็คือ พระคริสต์ และเนื้อหนังก็คือ "ข้าพเจ้า". จากบทที่ 3 จนถึงตอนจบของหนังสือจดหมายฉบับนี้พระวิญญาณนั้นก็คือพระคริสต์ที่อยู่ในประสบการณ์แห่งชีวิตของเรา. ในการเปิดเผยนั้นคือพระคริสต์ แต่ในประสบการณ์นั้นคือพระวิญญาณนั้น.
ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบของหนังสือจดหมายฉบับนี้ เนื้อหนังเป็นสิ่งที่ถูกปรับโทษและถูกปฏิเสธ (1:16; 2:16; 3:3; 4:23, 29; 5:13, 16-17, 19, 24; 6:8, 12-13) ยิ่งกว่านั้นตั้งแต่บทที่ 3 เป็นต้นไปทุกๆ บทล้วนเอาเนื้อหนังไปเปรียบเทียบกับพระวิญญาณนั้น (3:3; 4:29; 5:16-17, 19, 22; 6:8). เนื้อหนังเป็นการแสดงออกอย่างถึงที่สุดของมนุษย์ที่ตกต่ำซึ่งมีองค์ประกอบสามส่วน ส่วนพระวิญญาณนั้นเป็นการแปรสภาพเป็นจริงที่สุดยอดของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอน. เนื้อหนังมีความโน้มเอียงที่จะถือรักษากฎบัญญัติ และก็ถูกทดสอบโดยกฎบัญญัติ ส่วนพระวิญญาณนั้นถูกต้อนรับและรับสุขโดยความเชื่อ. แผนการบริหารของพระเจ้าได้ช่วยเราออกจากเนื้อหนังสู่พระวิญญาณนั้น เพื่อให้เราสามารถมีส่วนในพระพรแห่งความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพ. สิ่งนี้ไม่สามารถทำได้โดยเนื้อหนังที่ถือรักษากฎบัญญัติ มีเพียงพระวิญญาณนั้นที่เราได้ต้อนรับมาเนื่องจากความเชื่อ และได้ประสบการณ์โดยความเชื่อเท่านั้นจึงจะทำได้.
ฆต. 3:3 ก ฆต.4:23, 29; 5:13, 16, 17, 19, 24; 6:8, 12, 13
ฆต. 3:4 ก ฮร.10:32
ฆต. 3:4 1ก ชาวฆะลาเตียถูกข่มเหงเนื่องจากเขาได้เชื่อพระคริสต์. ความเชื่อนี้ได้หันเขาทั้งหลายจากศาสนายูดายและธรรมเนียมประเพณีของชาวต่างชาติมาสู่พระคริสต์.
ฆต. 3:4 ข 1กธ.15:2
ฆต. 3:5 ก ฟป.1:19
ฆต. 3:5 1ก ภาษากรีกมีความหมายว่า หล่อเลี้ยงอย่างเต็มเปี่ยม, ครบบริบูรณ์, และอย่างมากมาย. ดู ฟป.1:19. ในด้านของพระเจ้า พระองค์ทรงนำพระวิญญาณนั้นมาหล่อเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์ส่วนในด้านของเรา เราต้อนรับพระวิญญาณนั้น. พระเจ้าทรงหล่อเลี้ยง ส่วนเราต้อนรับ. การส่งถ่ายอันศักดิ์สิทธิ์ที่อัศจรรย์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันทุกๆ วัน. หนทางในการเปิดตัวเราออกต่อการส่งถ่ายฝ่ายสวรรค์ เพื่อต้อนรับการหล่อเลี้ยงของพระวิญญาณผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งและประทานชีวิตก็คือการใช้วิญญาณของเรามาอธิษฐานและร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ฆต. 3:5 ข ฆต.3:2
ฆต. 3:5 2ข ชี้ถึงพระวิญญาณที่ครอบคลุมสรรพสิ่งและผสมผสานรวมกัน ซึ่งมีเครื่องหมายเล็งถึงโดยน้ำมันชโลมที่ผสมผสานรวมกันในเอ็กโซโด 30:23-25. นี่ก็คือพระวิญญาณนั้นที่กล่าวไว้ในโยฮัน 7:39 และก็คือพระคริสต์ผู้แจกจ่ายชีวิตในการเป็นขึ้น. สำหรับผู้เชื่อในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าแล้ว พระวิญญาณนี้ก็คือการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์. การหล่อเลี้ยงของพระวิญญาณนี้ล้วนไม่ใช่โดยการประพฤติตามกฎบัญญัติ แต่เนื่องจากการเชื่อในพระคริสต์ผู้ถูกตรึงและได้รับสง่าราศี.
ฆต. 3:5 ค 1กธ.12:10
ฆต. 3:5 3ค แปลตามตรงคือ ดำเนินการ.
ฆต. 3:5 ง ฆต.3:2
ฆต. 3:5 4ง ศัตรูของพระเจ้า คือซาตานนั้นคิดจะขัดขวางแผนการบริหารของพระเจ้าจึงได้ใช้กฎบัญญัติที่พระเจ้าทรงประทานไว้ชั่วคราวเพื่อพระประสงค์ของพระองค์ มาทำให้มนุษย์ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นเบี่ยงเบนไปจากแผนการบริหารของพระองค์. หากกฎบัญญัติถูกใช้เพื่อกระตุ้นความปรารถนาที่ตกต่ำของมนุษย์ ซึ่งคิดอยากที่จะยกชูตนเองโดยการถือรักษากฎบัญญัติเพื่อจะได้มาซึ่งความชอบธรรมที่ตนเองกระทำขึ้น เช่นนี้กฎบัญญัติก็ถูกใช้ไปในทางที่ผิด.
ฆต. 3:6 ก ฆต.3:7, 8, 9, 14, 16, 18, 29; 4:22; รม.4:2
ฆต. 3:6 1ก ขณะที่ชาวฆะลาเตียผู้ถูกล่อลวงได้ถอยกลับไปสู่กฎบัญญัตินั้น พวกเขาได้ยึดมั่นต่อโมเซผู้ได้รับพระราชทานกฎบัญญัติ แต่ท่านเปาโลได้พูดกับเขาโดยอ้างอิงถึงอับราฮามผู้เป็นบิดาแห่งความเชื่อ. ความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ฝ่ายแผนการบริหารดั้งเดิมของพระเจ้า ส่วนกฎบัญญัตินั้นได้เพิ่มเข้ามาภายหลังเพราะการล่วงละเมิด (ข้อ 19). หลังจากที่พระคริสต์ได้ทรงกระทำให้กฎบัญญัติสำเร็จโดย การตายของพระองค์แล้ว พระเจ้าก็ต้องการให้พลไพร่ของพระองค์กลับสู่แผนการบริหารดั้งเดิมของพระองค์. ถ้ากล่าวในด้านของอับราฮามแล้ว นี่มิใช่เรื่องของการถือรักษากฎบัญญัติ แต่เป็นการเชื่อพระเจ้า. ผู้เชื่อทุกคนในพันธสัญญาใหม่ก็ควรจะเป็นเช่นนี้ด้วย.
ฆต. 3:6 ข ยนซ.15:6; รม.4:3; ยก.2:23
ฆต. 3:7 ก ฆต.3:2
ฆต. 3:7 1ก คือ หลักความเชื่อ.
ฆต. 3:7 ข ฆต.3:29; ลก.19:9; ยฮ.8:39
ฆต. 3:7 2ข การประพฤติตามกฎบัญญัตินั้นทำให้มนุษย์เป็นสาวกของโมเซ (ยฮ.9:28) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตเลย. ส่วนการเชื่อในพระคริสต์นั้นทำให้ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่กลายเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งสิ่งนี้เป็นความสัมพันธ์แห่งชีวิตอย่างสิ้นเชิง. ขณะที่เราซึ่งเป็นผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่เกิดมานั้น เราเป็นบุตรหลานของอาดามผู้ตกต่ำ และอยู่ภายใต้กฎบัญญัติของโมเซเนื่องจากการล่วงละเมิดในอาดาม. แต่เนื่องจากเราได้เชื่อพระคริสต์เราจึงได้บังเกิดใหม่กลายเป็นบุตรหลานของอับราฮาม และได้รับการปลดปล่อยจากกฎบัญญัติของโมเซ.
ฆต. 3:8 ก ฆต.3:24; รม.3:30
ฆต. 3:8 1 คำสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานแก่อับราฮามที่ว่า "ชนนานาประเทศจะได้รับพระพรเพราะเจ้า" ก็คือกิตติคุณ. กิตติคุณนี้ได้ประกาศแก่อับราฮามไม่เพียงแต่เกิดขึ้นก่อนการสำเร็จการไถ่ของพระคริสต์เท่านั้น แต่อยู่ก่อนการประทานกฎบัญญัติโดยทางโมเซด้วย. สิ่งที่พระเจ้าได้สัญญาไว้กับอับราฮามนั้น สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าได้กระทำสำเร็จโดยพระคริสต์. สิ่งที่พระคริสต์กระทำสำเร็จก็คือการสำเร็จแห่งคำสัญญาที่ทรงประทานแก่อับราฮาม. แผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่นั้นเป็นการสืบเนื่องในสิ่งที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่ออับราฮามซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกฎบัญญัติของโมเซเลย. ผู้เชื่อทุกคนในพันธสัญญาใหม่ควรจะอยู่ในการสืบเนื่องนี้และไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎบัญญัติที่ประทานโดยทางโมเซ.
ฆต. 3:8 ข ยนซ.12:3; กจ.3:25
ฆต. 3:8 ค ฆต.3:9, 14
ฆต. 3:9 ก ฆต.3:7
ฆต. 3:9 1ก คือ หลักความเชื่อ.
ฆต. 3:9 2 ความเชื่อในพระคริสต์ได้นำเราเข้าสู่พระพรที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับราฮาม ซึ่งก็คือ พระวิญญาณนั้นที่ทรงสัญญาไว้ (ข้อ 14).
ฆต. 3:9 3 ภายใต้การจัดการของพระเจ้า อับราฮามมิได้กระทำอะไรเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย แต่ท่านได้เชื่อพระเจ้า.
ฆต. 3:10 ก ฆต.3:2
ฆต. 3:10 ข ฆต.3:13
ฆต. 3:10 1ข ความเชื่อในพระคริสต์ได้นำผู้เชื่อชาวฆะลาเตียเข้าสู่พระพรในพระคริสต์ และรับสุขพระคุณแห่งชีวิตในพระวิญญาณนั้น. แต่ชาวยูดายที่ร้อนรนในศาสนาได้ชักนำเขาให้หลงและนำเขาไปสู่ภายใต้การสาปแช่งของกฎบัญญัติ ดังนั้นจึงทำให้เขาตัดขาดจากการรับสุขพระคริสต์และทำให้พวกเขาตกต่ำไปจากพระคุณ (5:4).
ฆต. 3:10 ค พบญ.27:26
ฆต. 3:11 ก ฆต.2:16
ฆต. 3:11 1 แปลตามตรงคือ ในกฎบัญญัติ ความหมายคืออยู่ในฤทธิ์เดชและประสิทธิภาพของกฎบัญญัติ (ฉบับแปลใหม่ของดาร์บี้).
ฆต. 3:11 ข ฮบฆ.2:4; รม.1:17; ฮร.10:38
ฆต. 3:11 ค ฆต.2:20; 5:25
ฆต. 3:11 2 แปลตามตรงคือ ออกมาจากความเชื่อ ซึ่งตรงข้ามกับวลีที่ว่า "โดยกฎบัญญัติ".
ฆต. 3:12 ก ลวต.18:5; รม.10:5
ฆต. 3:12 1 แปลตามตรงคือ ในสิ่งเหล่านี้ ความหมายก็คืออยู่ในประสิทธิภาพของสิ่งเหล่านี้.
ฆต. 3:13 ก ฆต.4:5; รม.3:24
ฆต. 3:13 ข ฆต.3:10; ยนซ.3:17
ฆต. 3:13 1 ขณะที่พระคริสต์ทรงถูกแขวนไว้บนกางเขนแทนที่เราทั้งหลายนั้น พระองค์ไม่เพียงแต่รับการสาปแช่งเพื่อเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังกลายเป็นการสาปแช่งเพื่อเราด้วย. การสาปแช่งของกฎบัญญัตินั้นมาจากความบาปของมนุษย์ (ยนซ.3:17). ดังนั้นเมื่อพระคริสต์ขจัดความบาปของเราไปบนกางเขนนั้น พระองค์ก็ได้ช่วยไถ่เราให้พ้นการสาปแช่งแห่งกฎบัญญัติ.
ฆต. 3:13 ค พบญ.21:23
ฆต. 3:13 ง กจ.5:30; 10:39; 13:29; 1ปต.2:24
ฆต. 3:13 2ง คือ กางเขน.
ฆต. 3:14 ก ฆต.3:8, 9; รม.4:9
ฆต. 3:14 1ก ชี้ถึงพระพรที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับอับราฮาม (ยนซ.12:3) เพื่อชนนานาประเทศบนแผ่นดินโลก. คำสัญญานี้ได้สำเร็จแล้วและพระพรนี้ก็ได้มาถึงชนนานาประเทศในพระคริสต์โดยการไถ่แห่งกางเขนแล้ว.
ฆต. 3:14 ข ฆต.3:28
ฆต. 3:14 ค ฆต.3:2
ฆต. 3:14 2ค ในกิตติคุณนั้น เราทั้งหลายไม่เพียงแต่ต้อนรับกิตติคุณแห่งการอภัยบาป, การล้างบาป, และการชำระบาปเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังได้ต้อนรับกิตติคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพ, (พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณ) ซึ่งกลายเป็นพระวิญญาณที่ผ่านขั้นตอน, ครอบคลุมสรรพสิ่ง, และประทานชีวิตที่ได้อาศัยอยู่ภายในเราอย่างเป็นทัศนะภายใน เพื่อเป็นการรับสุขของเรา. การที่เราทั้งหลายสามารถรับสุขพระองค์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งนี้เป็นส่วนของเราในทุกๆ วันนั้นช่างเป็นพระพรเสียจริงๆ!
ฆต. 3:14 ง ฆต.3:2
ฆต. 3:14 3ง วลีที่ว่า "พระวิญญาณที่ทรงสัญญาไว้" แปลตามตรงคือ คำสัญญาของพระวิญญาณนั้น. ในข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า พระวิญญาณนั้นก็คือพระพรซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาต่ออับราฮามเพื่อชนนานาประเทศ และก็เป็นสิ่งที่ผู้เชื่อได้รับไว้ โดยการเชื่อในพระคริสต์. พระวิญญาณนั้นก็คือพระวิญญาณที่ผสมผสานรวมกันซึ่งได้กล่าวถึงในข้อ 5 คำอธิบาย 2 และแท้จริงแล้วก็คือตัวของพระเจ้าเองที่ได้ผ่านขั้นตอนในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์โดยการกลายเป็นเนื้อหนัง, ตรึงกางเขน, เป็นขึ้น, เสด็จสู่สวรรค์, และเสด็จลงมาเพื่อให้เราต้อนรับ และเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเรา. นี่ก็คือศูนย์กลางแห่งกิตติคุณของพระเจ้า.
พระพรที่พระเจ้าทรงสัญญาต่ออับราฮามในด้านวัตถุก็คือ แผ่นดินงาม (ยนซ.12:7; 13:15; 17:8; 26:3-4) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง (ดู กซ.1:12 และคำอธิบาย 2). เนื่องจากในที่สุดแล้วพระคริสต์จะทรงแปรสภาพเป็นจริงในพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง (1กธ.15:45; 2กธ.3:17) พระพรแห่งพระวิญญาณที่ทรงสัญญาไว้จึงได้สอดคล้องกับพระพรแห่งแผ่นดินที่ทรงสัญญาต่ออับราฮาม. ในความเป็นจริงแล้วพระวิญญาณนี้ในฐานะที่ทรงเป็นการแปรสภาพเป็นจริงของพระคริสต์ในประสบการณ์ของเราก็คือแผ่นดินงามซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแห่งการหล่อเลี้ยงที่ครบสมบูรณ์ของพระเจ้าเพื่อให้เราได้รับสุข.
ฆต. 3:14 จ กจ.2:33, 39; อฟ.1:13
ฆต. 3:14 ฉ ฆต.3:22, 26
ฆต. 3:15 ก รม.3:5
ฆต. 3:16 ก รม.13:32; 26:6; รม.9:4
ฆต. 3:16 1ก ภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
ฆต. 3:16 ข ลก.1:55; รม.4:13, 16
ฆต. 3:16 ค ยนซ.13:15; 17:7-8
ฆต. 3:16 ง ยนซ.22:18; กจ.3:25
ฆต. 3:16 จ ฆต.3:27-29
ฆต. 3:16 2จ พระคริสต์ทรงเป็นเชื้อสายนั้น และเชื้อสายนั้นก็คือทายาทผู้สืบทอดมรดกแห่งคำสัญญา. ในที่นี้พระคริสต์ทรงเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวที่รับมรดกแห่งคำสัญญา. ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะรับพระพรที่ทรงสัญญานั้น เราก็ต้องเป็นหนึ่งกับพระคริสต์. ถ้าอยู่ภายนอกพระองค์ เราก็ไม่สามารถได้รับคำสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานแก่อับราฮาม. ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้นอับราฮามมีเชื้อสายเพียงคนเดียว นั่นก็คือพระคริสต์. เราทั้งหลายจำต้องอยู่ในพระองค์เราจึงจะมีส่วนในคำสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานแก่อับราฮาม. พระคริสต์ไม่เพียงเป็นเชื้อสายที่รับมรดกแห่งคำสัญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นพระพรที่ทรงสัญญาไว้ให้เราได้รับเป็นมรดกอีกด้วย. ถ้าผู้เชื่อชาวฆะลาเตียหันจากพระคริสต์กลับไปสู่กฎบัญญัติ ก็จะต้องสูญเสียไปทั้งทายาทผู้นี้และมรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้.
ฆต. 3:17 1 นี่แสดงให้เห็นว่าคำสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานแก่อับราฮามได้กลายเป็นพันธสัญญาที่มั่นคงกว่าคำสัญญา. พระคำ คำสัญญา และพันธสัญญานั้นเป็นกิตติคุณที่ได้ประกาศแก่อับราฮาม. กิตติคุณก็คือพันธสัญญา พันธสัญญาก็คือคำสัญญา และคำสัญญาก็คือพระคำที่พระเจ้าตรัส. ถึงแม้กิตติคุณนั้นเป็นเรื่องของพันธสัญญาใหม่แต่เราทั้งหลายจำต้องมองเห็นว่าพันธสัญญาใหม่ก็คือการสืบเนื่องและการซ้ำรอยคำสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานแก่อับราฮาม.
ฆต. 3:17 2 คำสัญญาที่พระเจ้าทรงประทานแก่อับราฮามนั้นได้มีมาก่อน ส่วนกฎบัญญัตินั้นมาภายหลังถึง 430 ปี. คำสัญญานั้นเป็นสิ่งถาวร แต่กฎบัญญัติเป็นสิ่งชั่วคราว. กฎบัญญัติที่มาภายหลังและเป็นสิ่งชั่วคราวนั้น ไม่สามารถมาทำลายคำสัญญาที่มีมาก่อนและเป็นสิ่งถาวรได้. ชาวฆะลาเตียได้ละทิ้งคำสัญญาที่มีมาก่อนและเป็นสิ่งถาวรเสีย และหันกลับไปสู่กฎบัญญัติที่มาภายหลังและเป็นสิ่งชั่วคราว.
ฆต. 3:17 ก อซด.12:40-41; เทียบ ยนซ.15:13; กจ.7:6
ฆต. 3:17 3ก นับจากเวลาที่พระเจ้าทรงประทานคำสัญญาต่ออับราฮามใน ยนซ.12 จนถึงเวลาที่พระเจ้าทรงประทานกฎบัญญัติผ่านทางโมเซใน อซด.20. พระเจ้าทรงพิจารณาว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ชนชาติอิสราเอลได้อาศัยอยู่ในอียิปต์ (อซด.12:40-41). ส่วนช่วงเวลา 400 ปีที่กล่าวไว้ใน ยนซ.15:13 และ กจ.7:6 นั้นนับจากเวลาที่ยิศมาเอลหัวเราะเยาะยิศฮาคใน ยนซ.21 จนถึงช่วงเวลาที่พลไพร่แห่งอิสราเอลหลุดพ้นจากการกดขี่ของชาวอียิปต์ใน อซด.12. นี่เป็นช่วงเวลาที่บุตรหลานของอับราฮามทนทุกข์ต่อการข่มเหงของชาวต่างชาติ.
ฆต. 3:17 ข รม.4:14
ฆต. 3:18 ก ฆต.3:29; 4:1
ฆต. 3:18 1ก กฎบัญญัตินั้นไม่มีการหล่อเลี้ยง มีแต่ข้อเรียกร้อง. การรับมรดกไม่ใช่เป็นของกฎบัญญัติแต่เป็นของคำสัญญา. ดังนั้นมรดกจึงได้ทรงประทานแก่อับราฮามผ่านคำสัญญา.
ฆต. 3:18 ข ฮร.6:13-17
ฆต. 3:19 ก รม.3:20; 7:7
ฆต. 3:19 1 กฎบัญญัตินั้นไม่ได้อยู่ในช่วงเริ่มต้นแห่งแผนการบริหารของพระเจ้า แต่ได้เพิ่มเข้ามาในระหว่างขั้นตอนแห่งแผนการบริหารของพระเจ้าเพราะการล่วงละเมิดของมนุษย์ จนกว่าพระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายที่รับคำสัญญานั้นจะมาถึง. ในเมื่อกฎบัญญัติถูกเพิ่มเข้ามาเพราะการล่วงละเมิดของมนุษย์ ดังนั้นกฎบัญญัติก็ควรถูกตัดออกไป เมื่อการล่วงละเมิดถูกขจัดออกไปแล้ว. ยิ่งกว่านั้นเนื่องจากพระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายนี้ได้มาถึงแล้ว กฎบัญญัติก็จำต้องสิ้นสุดลง.
ฆต. 3:19 ข รม.4:15; 5:20
ฆต. 3:19 ค ฆต.3:16
ฆต. 3:19 2 กฎบัญญัติทรงตั้งไว้โดยพวกทูตสวรรค์ผ่านมือของคนกลาง ไม่เหมือนกับคำสัญญาซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์โดยตรง. ดังนั้นในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น กฎบัญญัติจึงมิใช่เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรก แต่เป็นอันดับรอง.
ฆต. 3:19 ง กจ.7:38, 53; ฮร.2:2
ฆต. 3:19 จ อซด.20:19; พบญ.5:5
ฆต. 3:19 3จ ชี้ถึงโมเซ ซึ่งเป็นมนุษย์.
ฆต. 3:20 ก 1ตธ.2:5; ฮร.8:6; 9:15; 12:24
ฆต. 3:20 1ก กฎบัญญัตินั้นมีคนกลางคนหนึ่งระหว่างบุคคลสองฝ่าย คือพระเจ้าและชนชาติอิสราเอลส่วนคำสัญญานั้นมีเพียงพระเจ้าที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้รับคำสัญญาโดยปราศจากคนกลาง. ความรับผิดชอบของกฎบัญญัตินั้นมิได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายเดียวแต่ขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่าย แต่ความรับผิดชอบของคำสัญญานั้นขึ้นอยู่กับผู้ให้คำสัญญาเพียงฝ่ายเดียวซึ่งก็คือพระเจ้า. ดังนั้นกฎบัญญัติจึงด้อยกว่าคำสัญญา ชาวฆะลาเตียได้สละทิ้งสิ่งที่ดีเลิศกว่าและถอยกลับไปสู่สิ่งที่ด้อยกว่า.
ฆต. 3:20 ข พบญ.6:4; รม.3:30
ฆต. 3:21 ก ฆต.2:17
ฆต. 3:21 1 กฎบัญญัตินั้นได้แต่เรียกร้องและปรับโทษไม่สามารถจะประทานชีวิต (ดู รม.7:10 คำอธิบาย 1). ในกฎบัญญัตินั้นไม่มีชีวิต มีแต่เพียงพระบัญญัติ. ส่วนชีวิตนั้นมีอยู่ในพระคริสต์ (ยฮ.1:4). พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) เป็นผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถประทานชีวิต. การประทานชีวิตนั้นเป็นศูนย์กลางแห่งการเปิดเผยของอัครทูต. เราทั้งหลายควรจะต้อนรับเพียงผู้ที่สามารถประทานชีวิตแก่เรา.
ฆต. 3:21 ข ฆต.2:21
ฆต. 3:21 2ข ถ้าจะประทานชีวิตก็จำต้องมีความชอบธรรม. อย่างไรก็ดีความชอบธรรมมิได้มาจากกฎบัญญัติ แต่อยู่ในพระคริสต์ (รม.5:17-18). ดังนั้น กฎบัญญัติจึงไม่สามารถประทานชีวิต. ยิ่งไปกว่านั้นในเมื่อกฎบัญญัติไม่สามารถประทานชีวิตจึงไม่มีกำลังที่จะตอบสนองข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติเพื่อก่อกำเนิดความชอบธรรมขึ้นได้. ดังนั้นตามความหมายในแง่นี้ความชอบธรรมจึงมิได้มาจากกฎบัญญัติ.
ฆต. 3:22 ก เทียบ รม.11:32; ฆต.3:23
ฆต. 3:22 1ก เหมือนกับผู้คุมกักขังนักโทษ. พระคัมภีร์ (ในที่นี้ถูกแปรสภาพเป็นตัวตน) ได้กักขังมนุษยชาติทั้งสิ้นไว้ในความบาป ไม่ใช่เพื่อให้คนบาปที่ถูกจำจองไว้ถือรักษากฎบัญญัติ แต่ให้คำสัญญาของพระเจ้าสามารถประทานแก่ผู้เชื่อโดยการเชื่อในพระคริสต์. การถูกกักขังไว้ในความบาปก็คือการถูกกักขังไว้ในกฎบัญญัติ ดังที่เปิดเผยไว้ในข้อ 23.
ฆต. 3:22 2 แปลตามตรงคือ ทุกๆ สิ่ง. ชี้ถึงมนุษยชาติทั้งสิ้น.
ฆต. 3:22 ข รม.3:9, 23
ฆต. 3:22 ค รม.4:13, 16
ฆต. 3:22 ง ฆต.3:26
ฆต. 3:22 3ง แปลตามตรงคือ ความเชื่อของพระเยซูคริสต์. (ดู รม.3:22 คำอธิบาย 1).
ฆต. 3:22 จ กจ.10:43
ฆต. 3:23 ก ฆต.3:2, 25
ฆต. 3:23 1ก ดู 1:23 คำอธิบาย 3, 3:2 คำอธิบาย 3. ข้อ 25 ก็เช่นเดียวกัน. หลักความเชื่อนั้นต้องรอจนถึงพระคริสต์เสด็จกลับมาจึงจะเปิดเผยออกมา (ดูประกอบ ยฮ.1:12; 3:16, 18).
ฆต. 3:23 ข ฆต.4:2
ฆต. 3:23 2ข คือ ควบคุม, อารักขา.
ฆต. 3:23 ค เทียบ รม.6:14
ฆต. 3:23 ง เทียบ ฆต.3:22
ฆต. 3:23 3ง การที่พลไพร่ที่ถูกเลือกสรรของพระเจ้าได้ถูกกักขังและถูกเฝ้าดูแลไว้ภายใต้กฎบัญญัตินั้นก็เหมือนกับถูกกักขังไว้ในคอก (ยฮ.10:1, 16). ในแผนการบริหารของพระเจ้านั้น กฎบัญญัติก็เหมือนกับคอกที่ใช้ขังพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้จนกระทั่งพระคริสต์ได้เสด็จมา (ดู ยฮ.10:1 คำอธิบาย 2 ). ในเมื่อพระคริสต์ได้เสด็จมาแล้วพลไพร่ของพระเจ้าก็ไม่ควรถูกเฝ้าดูแลไว้ภายใต้กฎบัญญัติอีกต่อไป (ดู ยฮ.10:9 คำอธิบาย 2).
ฆต. 3:23 4 ชี้ให้เห็นว่า "การกักขัง" นั้นมีจุดประสงค์นั่นคือสรุปลงที่หลักความเชื่อ เพื่อจะนำคนที่ถูกเฝ้าดูแลนั้นไปสู่หลักความเชื่อ.
ฆต. 3:23 ก ฆต.3:2, 25
ฆต. 3:24 ก มธ.5:17
ฆต. 3:24 1 หรือ ผู้ปกป้อง, ผู้เฝ้าดูแล, ผู้อารักขา. บุคคลเช่นนี้จะดูแลเด็กที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ และพาเขาไปหาครูที่โรงเรียน. พระเจ้าได้ใช้กฎบัญญัติมาดูแลพลไพร่ที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้เหมือนเป็นผู้อารักขา, ผู้เฝ้าดูแล, และผู้อนุบาล ก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จมา และเพื่อจะปกป้องและนำพวกเขามาหาพระคริสต์เมื่อพระองค์ได้เสด็จมาถึง เพื่อให้เขาทั้งหลายได้รับการโปรดให้ชอบธรรมโดยความเชื่อ เพื่อจะมีส่วนในพระพรที่พระเจ้าทรงสัญญาและตั้งเป็นพันธสัญญา.
ฆต. 3:24 ข รม.10:4
ฆต. 3:24 ค ฆต.2:16; กจ.13:39
ฆต. 3:25 ก ฆต.3:2, 23
ฆต. 3:25 1 ในเมื่อหลักความเชื่อในพระคริสต์ได้มาถึงแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าดูแลของกฎบัญญัติอีกต่อไป.
ฆต. 3:25 ข ฆต.4:2
ฆต. 3:26 ก ฆต.4:6-7; รม.8:14
ฆต. 3:26 1ก ชี้ถึงบุตรที่โตเต็มที่ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้คุมทาส. ภายใต้พันธสัญญาเดิมนั้นพลไพร่ที่ถูกเลือกสรรของพระเจ้าถูกมองว่าเป็นทารกอยู่ แต่บัดนี้ภายใต้พันธสัญญาใหม่ พวกเขาถูกมองว่าเป็นบุตรที่เติบโตเต็มที่เพื่อรับพระพรที่สัญญาไว้ ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งของพระคริสต์.
ฆต. 3:26 ข ฆต.3:22
ฆต. 3:26 2ข ความเชื่อนี้ได้นำเราเข้าสู่พระคริสต์ ทำให้เรากลายเป็นหนึ่งกับพระคริสต์ และได้รับฐานะของบุตรในพระองค์. เราทั้งหลายต้องเข้าสนิทเป็นหนึ่งกับพระคริสต์โดยความเชื่อนี้ เพื่อเราจะได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้าในพระองค์.
ฆต. 3:26 ค ฆต.3:14, 28; 5:6
ฆต. 3:27 ก รม.6:3; มธ.28:19
ฆต. 3:27 1 การเชื่อนั้นเป็นการเชื่อเข้าสู่พระคริสต์ (ยฮ.3:16) และการรับบัพติศมาก็เป็นการรับบัพติศมาเข้าสู่พระคริสต์ด้วย. โดยการเชื่อและรับบัพติศมา เราทั้งหลายจึงได้เข้าสู่พระคริสต์ ซึ่งก็คือได้สวมใส่พระคริสต์และเข้าสนิทเป็นหนึ่งกับพระองค์. การรับบัพติศมาที่ถูกต้อง, เที่ยงแท้, และมีชีวิตนั้น จะวางผู้เชื่อไว้ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าตรีเอกภาพ (มธ.28:19), วางไว้ในพระคริสต์ผู้เป็นตัวตนที่มีชีวิต (ฆต.3:27), วางไว้ในการตายที่มีประสิทธิภาพของพระคริสต์ (รม.6:3), และวางไว้ในพระกายของพระคริสต์ ซึ่งก็คือพระกายอินทรีย์ที่มีชีวิต (1กธ.12:13) ทำให้ผู้เชื่อไม่เพียงได้เข้าสู่การเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระคริสต์เท่านั้น แต่ยังได้เข้าสู่การเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระกายของพระองค์ด้วย. ยิ่งกว่านี้ การรับบัพติศมาทำให้เขาทั้งหลายหลุดพ้นจากสภาพที่เก่าแก่เข้าสู่สภาพใหม่โดยสิ้นสุดชีวิตเก่าของเขาทั้งหลายและทำให้เขามีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ด้วยชีวิตใหม่ของพระคริสต์ เพื่อให้เขาทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในพระกายของพระคริสต์ซึ่งเป็นพระกายอินทรีย์นี้ โดยองค์ประกอบของพระเจ้าตรีเอกภาพ.
ฆต. 3:27 ข รม.13:14; เทียบ อฟ.4:24; กซ.3:10
ฆต. 3:28 1 ดู กซ.3:11 คำอธิบาย 2.
ฆต. 3:28 ก 1กธ.12:13; กซ.3:11
ฆต. 3:28 2ก ชี้ถึงความแตกต่างในด้านเชื้อชาติและสัญชาติ
ฆต. 3:28 3 ชี้ถึงความแตกต่างในฐานะทางสังคม.
ฆต. 3:28 ข เทียบ 1กธ.11:11
ฆต. 3:28 4ข ชี้ถึงความแตกต่างระหว่างเพศ.
ฆต. 3:28 ค ยฮ.10:16; 17:11, 21-23; อฟ.2:14-16; 4:4
ฆต. 3:28 5ค การที่ผู้เชื่อกลายเป็นหนึ่งในพระคริสต์นั้นก็โดยชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์และนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เพื่อกลายเป็นคนใหม่คนเดียวดังที่กล่าวไว้ใน อฟ.2:15. คนใหม่คนเดียวนี้อยู่ในพระคริสต์อย่างสิ้นเชิง. ในที่นี้มนุษย์ธรรมชาติ, นิสัยธรรมชาติ, และอุปนิสัยธรรมชาติของเราไม่มีฐานะใดๆ. ในคนใหม่คนเดียวนี้ พระคริสต์ทรงเป็นสารพัดและดำรงอยู่ในสารพัด (กซ.3:10-11). ความเป็นหนึ่งในพระคริสต์นี้สำเร็จได้โดยการรับบัพติศมา. การรับบัพติศมานั้นจะสิ้นสุดความแตกต่างแห่งการแตกแยกทุกอย่างและนำผู้เชื่อเข้าสู่การเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพและศักดิ์สิทธิ์กับพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนทำให้ผู้เชื่อมีความเชื่อมั่นอย่างเป็นทัศนะภายในว่าเขาทั้งหลายได้เป็นหนึ่งซึ่งกันและกันอย่างสิ้นเชิง.
ฆต. 3:28 ง ฆต.3:14, 26; 5:6; อฟ.3:6; 1กธ.1:30
ฆต. 3:29 ก 1กธ.3:23
ฆต. 3:29 ข ฆต.3:7; ยนซ.21:12; รม.9:7-8; ยนซ.22:17
ฆต. 3:29 1ข เชื้อสายของอับราฮามมีเพียงคนเดียวก็คือพระคริสต์ (ข้อ 16). ดังนั้นถ้าเราต้องการเป็นเชื้อสายของอับราฮาม เราทั้งหลายจำต้องเป็นของพระคริสต์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพระคริสต์. เนื่องจากเราเป็นหนึ่งกับพระคริสต์ เราก็เป็นเชื้อสายของอับราฮามด้วย คือเป็นทายาทตามคำสัญญา โดยรับพระพรที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้เป็นมรดก ซึ่งก็คือพระวิญญาณผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง พระองค์ทรงเป็นการสำเร็จที่สุดยอดแห่งพระเจ้าตรีเอกภาพผู้ผ่านขั้นตอน ซึ่งเป็นส่วนของเรา. ภายใต้พันธสัญญาใหม่ผู้เชื่อซึ่งเป็นพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้น เมื่อได้เป็นบุตรที่เติบโตเต็มที่ ก็เป็นทายาทเช่นนี้ โดยมิได้อยู่ภายใต้กฎบัญญัติ แต่อยู่ในพระคริสต์. แต่พวกที่นับถือศาสนายูดายยังคงอยู่ภายใต้กฎบัญญัติและแยกตัวออกจากพระคริสต์ซึ่งเหมือนกับยิศมาเอล (4:23) ที่เป็นเชื้อสายของอับราฮามตามเนื้อหนังไม่เหมือนยิศฮาค (4:28) ที่เป็นทายาทตามคำสัญญา. แต่ผู้เชื่อในพระคริสต์นั้นเป็นทายาทเช่นนี้ที่ได้รับพระพรที่ทรงสัญญาไว้. ดังนั้นเราควรจะอยู่ในพระคริสต์และไม่หันกลับไปสู่กฎบัญญัติ.
ในเมื่อกฎบัญญัติไม่สามารถประทานชีวิตแก่เรา (3:21) จึงไม่สามารถก่อกำเนิดบุตรของพระเจ้าได้ แต่พระวิญญาณนั้นที่เราต้อนรับด้วยความเชื่อ (3:2) และเป็นผู้ประทานชีวิตแก่เรานั้น (2กธ.3:6) สามารถก่อกำเนิดบุตรของพระเจ้าได้. กฎบัญญัติคุ้มครองพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ภายใต้การควบคุมจนกระทั่งหลักความเชื่อ ได้มาถึง (3:23). แต่ความเชื่อในพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง ทำให้พลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกได้กลายเป็นเชื้อสายของอับราฮามดุจดั่ง "ดวงดาวบนท้องฟ้า" (ยนซ.22:17) ตามคำสัญญาของพระเจ้า.
ฆต. 3:29 ค ฆต.4:1, 7; รม.8:16, 17; อฟ.3:6; ตต.3:7
ฆต. 3:29 ง ฆต.4:28
ฆต. 3:29 2ง บทนี้ได้เปิดเผยว่าพระเจ้าได้ทรงประทานคำสัญญาแก่อับราฮาม ตามพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระองค์. แต่ก่อนที่คำสัญญานี้จะสำเร็จ กฎบัญญัติก็ถูกประทานมาเป็นผู้ปกครองของพลไพร่ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร. หลังจากนั้น พอถึงเวลาที่กำหนด พระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายที่สัญญาไว้ได้มาสำเร็จคำสัญญา และนำพระพรที่ทรงสัญญาไว้เข้ามา. นี่ก็คือพระคุณ. ดังนั้นพระคุณนั้นมาพร้อมกับพระคริสต์ และนำการสำเร็จเป็นจริง แห่งคำสัญญามาด้วย ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนอยู่ในด้านของพระเจ้า. ส่วนในด้านของเรานั้นเราต้องการหนทางหนึ่งที่จะมาเข้าใจ, ยอมรับ, และรับสุขทุกสิ่งที่พระคริสต์ผู้เป็นเชื้อสายนี้ทรงเป็น และทรงกระทำสำเร็จ. ดังนั้นในด้านของพระเจ้านั้นมีพระคุณ ส่วนในด้านของเรานั้นมีความเชื่อ. ในเมื่อบัดนี้มีพระคุณ, ความเชื่อ, และเชื้อสายที่สำเร็จคำสัญญาแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องให้กฎบัญญัติมาเป็นผู้ปกครองอีก. ดังนั้นเราทั้งหลายควรจะวางกฎบัญญัติไว้ข้างหนึ่ง และหันออกจากผู้ปกครองไปอยู่ด้วยกันกับพระคริสต์เพื่อให้เรารับสุขพระพรที่ทรงสัญญาไว้ โดยการคงอยู่ในพระคุณและความเชื่อ. พระพรนี้ก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนผู้เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่งนั่นเอง.
สารบัญ