ฆะลาเตีย บทที่ 2
ฆต.
2:1 ครั้น1ล่วงไปได้สิบสี่ปี ข้าพเจ้ากับกบาระนาบาขได้ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มอีกครั้งหนึ่งและพาคติโตไปด้วย.
ฆต.
2:2 ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปตามที่ได้1กทรงเปิดเผย[ให้แก่ข้าพเจ้า] และข้าพเจ้าได้เล่ากิตติคุณที่ข้าพเจ้าประกาศแก่ขพวกต่างชาตินั้นให้พวกเขาฟัง แต่ได้เล่าให้คคนที่มีชื่อเสียงฟังเป็นการส่วนตัว ด้วยงเกรงว่าที่ข้าพเจ้ากำลังจวิ่งแข่งเดี๋ยวนี้หรือที่วิ่งแข่งไปเมื่อก่อนนั้นจะไร้ประโยชน์.
ฆต.
2:3 แม้แต่ติโตผู้ร่วมไปกับข้าพเจ้า ถึงเขาจะเป็นชาวกรีก ก็1ไม่ได้ถูกบังคับให้รับ2กพิธีสุหนัต
ฆต.
2:4 และเนื่องจาก1กพี่น้องเทียมเท็จที่ถูกขลอบนำเข้ามา. พวกเขาลอบเข้ามาเพื่อจะสอดแนมดู2คเสรีภาพซึ่งเราได้รับในพระคริสต์เยซู และหวังจะบังคับเราให้ไปเป็น3งทาสอีก.
ฆต.
2:5 แต่เราไม่ยอมน้อมฟังเขาแม้ชั่วขณะหนึ่ง เพื่อ1กหลักความจริงของกิตติคุณนั้นจะได้ดำรงอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายต่อไป.
ฆต.
2:6 แต่สำหรับคนเหล่านั้นที่กมีชื่อเสียง ไม่ว่าพวกเขาเคยเป็นคนอย่างไรมาก่อนก็ไม่แตกต่างอะไรสำหรับข้าพเจ้าเลย พระเจ้าขมิได้ทรงยอมรับมนุษย์ตามลักษณะทางภายนอก คนเหล่านั้นที่มีชื่อเสียงก็มิได้เพิ่มเติมสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แก่ข้าพเจ้าเลย.
ฆต.
2:7 แต่ตรงกันข้าม เมื่อเขาเห็นว่าข้าพเจ้าได้รับกมอบหมายให้[ประกาศ]กิตติคุณแก่ขคนเหล่านั้นที่ไม่ได้รับพิธีสุหนัต เช่นเดียวกับที่คเปโตรได้รับมอบหมายให้[ประกาศ]กิตติคุณแก่คนที่ได้รับพิธีสุหนัต
ฆต.
2:8 (เพราะว่าพระองค์ผู้ได้ทรงดำเนินการภายในเปโตร เพื่อให้รับฐานะแห่งการปฏิบัติของอัครทูตสำหรับพวกที่รับพิธีสุหนัตนั้น ก็ได้ดำเนินการภายในข้าพเจ้าเพื่อให้รับกฐานะแห่งการปฏิบัติของอัครทูตสำหรับขพวกต่างชาติ)
ฆต.
2:9 และเมื่อได้เห็นกพระคุณซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้ว 1ขยาโกโบ, คเกฟา, และงโยฮันผู้จได้ชื่อว่าเป็นฉเสาหลักจึงยื่นชมือขวาแก่ข้าพเจ้าและซบาระนาบาเพื่อฌสามัคคีธรรมซึ่งกันและกันให้เราไปหาพวกต่างชาติ ส่วนท่านเหล่านั้นจะได้ไปหาพวกที่รับพิธีสุหนัต.
ฆต.
2:10 พวกเขาขอแต่เพียงอย่างเดียวว่า ให้เราระลึกถึงกคนจน ซึ่งเป็นขสิ่งที่ข้าพเจ้ากระตือรือร้นที่จะกระทำอยู่แล้ว.
2. พระคริสต์แทนที่กฎบัญญัติ
2:11-21
2:11-21
ฆต.
2:11 แต่เมื่อกเกฟามาถึงขเมืองอันติโอเกียแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้คัดค้านท่านต่อหน้าเพราะว่าท่านมี[บางสิ่ง]ที่ควรถูกปรับโทษ.
ฆต.
2:12 ด้วยว่าในขณะที่บางคนซึ่ง1มาจากกยาโกโบนั้นยังมาไม่ถึง ท่านเคย2ขกินอยู่ด้วยกันกับพวกต่างชาติ แต่ครั้นพวกนั้นมาแล้ว ท่านจึงปลีกตัวถอยออกไปอยู่เสียต่างหาก เพราะ3กลัวคพวกที่รับพิธีสุหนัต.
ฆต.
2:13 และพวกยูดายคนอื่นๆ 1ที่เหลือ ก็ได้2แสร้งทำตามท่าน แม้แต่3กบาระนาบาก็ยังถูกชักนำไป โดยแสร้งทำตามคนเหล่านั้นด้วย.
ฆต.
2:14 แต่เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่า เขาไม่ได้1ดำเนินกตรงตามขหลักความจริงของกิตติคุณนั้น ข้าพเจ้าจึงพูดกับคเกฟางต่อหน้าคนทั้งปวงว่า ถ้าท่านที่เป็นชาวยูดายอยู่แล้ว ยัง2จใช้ชีวิตตามอย่างพวกต่างชาติและมิใช่ตามอย่างพวกยูดาย เหตุไฉนท่านจึงบังคับพวกต่างชาติให้3ฉใช้ชีวิตตามอย่างพวกยูดายเล่า?
ฆต.
2:15 พวกเราซึ่งเป็นกชาวยูดายโดยกำเนิด ไม่ใช่ขคนบาปที่มาจากพวกต่างชาติ
ฆต.
2:16 ก็ยังรู้ว่าไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมเนื่องจากการประพฤติตามกกฎบัญญัติ แต่โดย1ขการเชื่อในพระเยซูคริสต์ ถึงเราเองก็ได้เชื่อเข้าสู่พระคริสต์เยซู เพื่อจะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมเนื่องจากการเชื่อในพระคริสต์ และไม่ใช่เนื่องจากการประพฤติตามกฎบัญญัติ เพราะว่าคไม่มี2[มนุษย์ฝ่าย]เนื้อหนังสักคนเดียวที่จะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมเนื่องจากการประพฤติตามกฎบัญญัติ.
ฆต.
2:17 ถ้าขณะที่เรากำลังเสาะหาที่จะได้รับการโปรดให้ชอบธรรมในพระคริสต์นั้นเราเองกลับถูกพบว่าเป็นกคนบาปอยู่ เช่นนี้พระคริสต์จะเป็น1ผู้ส่งเสริมให้ทำบาปหรือ? ขไม่ใช่เช่นนั้นเป็นแน่!
ฆต.
2:18 เพราะถ้าข้าพเจ้า1ก่อสร้างสิ่งซึ่งข้าพเจ้าได้2ทำลายลงแล้วขึ้นอีก ก็พิสูจน์ว่าตัวเองยังเป็นคนล่วงละเมิดอยู่.
ฆต.
2:19 เหตุว่า1โดยกฎบัญญัตินั้น ข้าพเจ้าได้2กตายต่อกฎบัญญัติแล้ว เพื่อข้าพเจ้าจะได้3ขมีชีวิตเป็นอยู่ต่อพระเจ้า.
ฆต.
2:20 ข้าพเจ้า1กถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว และ2ไม่ใช่ข้าพเจ้าที่ยังมีชีวิตเป็นอยู่ แต่3ขพระคริสต์ต่างหากทรงมีชีวิตเป็นอยู่ในข้าพเจ้าและ4[ชีวิต]ซึ่งข้าพเจ้าเป็นอยู่ในเนื้อหนังเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าคเป็นอยู่ใน5ความเชื่อ6งแห่ง7พระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรง8จรักข้าพเจ้าและได้ทรง9ฉสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า.
ฆต.
2:21 ข้าพเจ้าไม่ได้ละทิ้ง1กพระคุณของพระเจ้าไป เพราะถ้า2ขความชอบธรรมได้มาโดยกฎบัญญัติแล้ว คพระคริสต์ก็สิ้นพระชนม์โดย3เปล่าประโยชน์.
คำอธิบาย ฆะลาเตีย บทที่ 2
ฆต.
2:1 1 ตามที่บันทึกใน กิจการบทที่ 15 นี่เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากคริสตจักรได้ก่อตั้งขึ้นในโลกของชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากโดยการปฏิบัติของเปาโล (ดู กจ.13—14). กรณีนี้ได้ชี้บ่งว่าการประกาศกิตติคุณของเปาโลเพื่อก่อตั้งคริสตจักรทั้งหลายในโลกของชาวต่างชาตินั้น มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เชื่อที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มและในมณฑลยูดายเลย.
ฆต.
2:1 ก ฆต.2:9, 13; กจ.4:36; 9:27; 11:22, 24-26, 30; 12:25; 13:1, 7; 14:20; 15:12, 22; 1กธ.9:6
ฆต.
2:1 ข กจ.15:2
ฆต.
2:1 ค 2กธ.2:13; ตต.1:4
ฆต.
2:2 ก ฆต.1:12
ฆต.
2:2 1ก ไม่เพียงแต่กิตติคุณของเปาโลเท่านั้น แม้กระทั่งการที่ท่านขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มนั้นก็เป็นไปตามการเปิดเผยขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย ไม่ใช่ตามองค์กรหรือระบบใดๆ. การเคลื่อนไหวและการดำเนินการของท่านล้วนเป็นไปตามการทรงนำอย่างฉับพลันขององค์พระผู้เป็นเจ้า. นี่ก็ชี้บ่งว่าการประกาศกิตติคุณของท่านไม่ได้เป็นไปตามคำสอนของมนุษย์ แต่ตามการเปิดเผยโดยตรงขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
ฆต.
2:2 ข กจ.15:12
ฆต.
2:2 ค ฆต.2:6, 9
ฆต.
2:2 ง ฆต.4:11; 1ธซ.3:5
ฆต.
2:2 จ ฟป.2:16; 1กธ.9:24, 26; ฮร.12:1; ฆต.5:7
ฆต.
2:3 1 สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า ในการเคลื่อนไหวเพื่อเป็นพยานให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ท่านเปาโลไม่สนใจการถือรักษากฎบัญญัติเลย.
ฆต.
2:3 ก เทียบ กจ.16:3
ฆต.
2:3 2ก ศาสนายูดายนั้นได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎบัญญัติที่พระเจ้าทรงประทานให้ ซึ่งมีเสาหลักอยู่สามต้นคือ พิธีสุหนัต การถือวันซะบาโต, และข้อกำหนดเกี่ยวกับอาหารที่แบ่งแยกบริสุทธิ์. ทั้งสามอย่างนี้ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้ากำหนดขึ้น (ยนซ.17:9-14; อซด.20:8-11; ลวต.11) เพื่อเป็นเงาของสิ่งที่จะมาในภายหลัง (กซ.2:16-17). พิธีสุหนัตเป็นเงาแห่งการตรึงกางเขนของพระคริสต์ซึ่งมีการรับบัพติศมาเป็นเครื่องหมาย (กซ.2:11-12). วันซะบาโตเป็นแบบเล็งของพระคริสต์ผู้เป็นความสงบสุขแห่งพลไพร่ของพระองค์ (มธ.11:28-30). ส่วนข้อกำหนดเกี่ยวกับอาหารที่แบ่งแยกบริสุทธิ์เป็นเครื่องหมายเล็งถึงบุคคลที่สะอาดหรือไม่สะอาด ซึ่งเป็นผู้ที่พลไพร่ที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระเจ้าควรติดต่อหรือไม่ควรติดต่อด้วย (กจ.10:11-16, 34-35). ในเมื่อพระคริสต์ได้เสด็จมาแล้ว เงาเหล่านี้ก็ควรจะผ่านพ้นไป. ดังนั้นกฎเกณฑ์ของวันซะบาโตก็ได้ถูกองค์พระเยซูเจ้าลบล้างไปแล้วในการปฏิบัติของพระองค์ (มธ.12:1-12), ข้อบังคับเกี่ยวกับอาหารที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ก็ถูกพระวิญญาณนั้นขจัดไปแล้วในการปฏิบัติของท่านเปโตร (กจ.10:9-20) และพิธีสุหนัตก็ถูกนับว่าไม่เป็นอะไรเลยในการเปิดเผยที่เปาโลได้รับในการปฏิบัติของท่าน (5:6; 6:15). ยิ่งไปกว่านั้นกฎบัญญัติซึ่งเป็นฐานรากของศาสนายูดายก็ได้สิ้นสุดและถูกแทนที่โดยพระคริสต์ (รม.10:4; ฆต.2:16). ดังนั้นศาสนายูดายทั้งหมดก็จบสิ้นไปแล้ว.
ฆต.
2:4 ก 2กธ.11:26
ฆต.
2:4 1ก ชี้ถึงผู้ถือศาสนายูดาย ซึ่งพวกเขาได้ลักลอบนำการถือรักษากฎบัญญัติเข้ามาในคริสตจักรจึงได้บิดเบือนกิตติคุณของพระคริสต์ (1:7) และรบกวนพี่น้องแท้ที่อยู่ในพระคริสต์.
ฆต.
2:4 ข 2ปต.2:1; ยด.4
ฆต.
2:4 ค ฆต.5:1, 13
ฆต.
2:4 2ค ชี้ถึงเสรีภาพที่ได้จากการหลุดพ้นจากการครอบงำของกฎบัญญัติ. เสรีภาพนี้มีอยู่ในพระคริสต์เยซู โดยได้ครอบคลุมถึง: (1) การหลุดพ้นจากการครอบงำของกฎบัญญัติ ซึ่งมีความหมายเป็นนัยถึงการหลุดพ้นจากพิธีการของกฎบัญญัติรวมทั้งกฎเกณฑ์, วิธีการ, และข้อกำหนดต่างๆ; (2) ความอิ่มหนำที่ครบถ้วนกับการหล่อเลี้ยงที่อุดมสมบูรณ์เพื่อเป็นการสนับสนุน; (3) การรับสุขการพักสงบที่แท้จริง โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ภาระหนักแห่งการถือรักษากฎบัญญัติ; (4) การรับสุขพระคริสต์ที่ทรงพระชนม์อยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์.
ฆต.
2:4 ง ฆต.4:1, 9; รม.8:15
ฆต.
2:4 3ง เป็นทาสอยู่ใต้กฎบัญญัติ.
ฆต.
2:5 ก ฆต.2:14; 4:16; 5:7; กซ.1:5
ฆต.
2:5 1ก ไม่ใช่หลักธรรมคำสอนของกิตติคุณ แต่เป็นความเที่ยงแท้ของกิตติคุณ.
ฆต.
2:6 ก ฆต.2:2
ฆต.
2:6 ข พบญ.10:17; กจ.10:34; รม.2:11
ฆต.
2:7 ก 1กธ.9:17; 1ธซ.2:4; 1ตธ.1:11; ตต.1:3
ฆต.
2:7 ข ฆต.1:16
ฆต.
2:7 ค มธ.4:18-19; ยฮ.1:42; มธ. 16:16-19; กจ.1:15; 2:14; 1ปต.1:1
ฆต.
2:8 ก กจ.1:25; 1กธ.9:1-2, 5
ฆต.
2:8 ข กจ.9:15; 22:21; 26:17-18; รม.11:13
ฆต.
2:9 ก ฆต.1:15; รม.1:5; 1กธ.15:10
ฆต.
2:9 ข ฆต.1:19
ฆต.
2:9 1ข ในการเรียงลำดับชื่อของเหล่าอัครทูตนั้นมักจะกล่าวถึงเปโตรเป็นคนแรกอยู่เสมอ (มธ.10:2; มก.3:16; ลก.6:14; กจ.1:13). อย่างไรก็ดีในที่นี้ได้กล่าวถึงชื่อของยาโกโบก่อน. สิ่งนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าผู้นำคนสำคัญที่สุดของคริสตจักรในขณะนั้นไม่ใช่เปโตร แต่กลับเป็นยาโกโบน้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1:19). ประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจาก กจ.15:13-21 ซึ่งตรงนั้นให้เรามองเห็นว่าผู้มีอำนาจที่จะให้คำตัดสินขั้นสุดท้ายในการประชุมที่กรุงเยรูซาเล็มมิใช่เปโตร แต่เป็นยาโกโบ. สิ่งนี้จะต้องเป็นเพราะเปโตรมีความอ่อนแอที่ไม่ได้ยึดมั่นในหลักความจริงแห่งกิตติคุณเหมือนกับที่เปาโลได้บรรยายไว้ในข้อ 11-14 ดังนั้นยาโกโบจึงเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้นำในท่ามกลางเหล่าอัครทูต. ฉะนั้นทั้งใน ฆต.2:12 และกจ.21:18 ล้วนได้ถือว่ายาโกโบเป็นตัวแทนของคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มและของอัครทูต. กรณีนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่เข้มแข็งว่าเปโตรมิได้เป็นผู้นำของคริสตจักรตลอดไป และมีความหมายเป็นนัยว่า ความเป็นผู้นำในคริสตจักรนั้น มิใช่เป็นลักษณะขององค์กรหรือดำรงอยู่ถาวร แต่เป็นลักษณะของฝ่ายวิญญาณและเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ฝ่ายวิญญาณของผู้นำ. กรณีนี้เป็นข้อโต้แย้งที่หนักแน่นต่อการตัดสินของนิกายคาทอลิกที่คิดว่าเปโตรเป็นผู้รับช่วงแต่เพียงผู้เดียวของพระคริสต์ในการปกครองคริสตจักร.
ฆต.
2:9 ค ฆต.1:18
ฆต.
2:9 ง มธ.4:21; กจ.3:1; 4:19; 2ยฮ.1
ฆต.
2:9 จ ฆต.2:2, 6
ฆต.
2:9 ฉ 1พกษ.7:21; วว.3:12; 1ตธ.3:15
ฆต.
2:9 ช 1ยฮ.1:3, 7; ฟป.2:1
ฆต.
2:9 ซ ฆต.2:1
ฆต.
2:9 ฌ เทียบ 2พกษ.10:15; อษร.10:19
ฆต.
2:10 ก พบญ.15:7-8, 11; อธร.9:22; มธ.26:11
ฆต.
2:10 ข กจ.11:29-30; 24:17; รม.12:13; 1กธ.16:1; 2กธ.9:1, 12
ฆต.
2:11 ก ฆต.1:18
ฆต.
2:11 ข กจ.11:19; 13:1; 15:30, 35
ฆต.
2:12 1 มาจากยาโกโบ ความหมายก็คือมาจากคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม. นี่ก็เป็นการชี้แจงว่าในเวลานั้นยาโกโบเป็นผู้นำท่ามกลางเหล่าอัครทูตในกรุงเยรูซาเล็ม ไม่ใช่เปโตร.
ฆต.
2:12 ก ฆต.1:19
ฆต.
2:12 ข กจ.11:3; 10:28
ฆต.
2:12 2ข นี่เป็นสิ่งที่ขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติของพวกยูดายในการถือกฎเกณฑ์ของกฎบัญญัติ.
ฆต.
2:12 3 นี่เป็นการพิสูจน์ว่าในเวลานั้นเปโตรอ่อนแอมากในด้านหลักความเชื่ออันบริสุทธิ์หมดจดของการเป็นคริสเตียน. ใน กิจการบทที่ 10 เปโตรได้รับนิมิตที่ชัดแจ้งอย่างมากจากสวรรค์ว่าควรจะมีการสามัคคีธรรมกับพวกต่างชาติ และเขาก็เป็นผู้นำในการดำเนินตาม. แต่บัดนี้เพราะกลัวพวกถือพิธีสุหนัตจึงปลีกตัวจากการร่วมรับประทานอาหารกับชาวต่างชาติ นี่ช่างเป็นความอ่อนแอและท้อถอยเสียจริงๆ! ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาสูญเสียความเป็นผู้นำในท่ามกลางพวกอัครทูตไป.
ฆต.
2:12 ค กจ.11:2
ฆต.
2:13 1 เมื่อผู้นำเกิดการท้อถอย คนอื่นที่เหลือก็ง่ายที่จะท้อถอยตามไปด้วย.
ฆต.
2:13 2 เปโตรเป็นผู้นำในท่ามกลางเหล่าอัครทูตแต่กลับเสแสร้งเกี่ยวกับหลักความจริงแห่งกิตติคุณ. ช่างเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อเลย.
ฆต.
2:13 ก ฆต.2:1
ฆต.
2:13 3ก บาระนาบาได้ร่วมเดินทางไปกับเปาโลในการปฏิบัติครั้งแรกเพื่อประกาศกิตติคุณแก่ชาวต่างชาติและก่อตั้งคริสตจักรทั้งหลายของชาวต่างชาติขึ้น. แม้กระทั่งผู้ที่มีการสามัคคีธรรมกับผู้เชื่อชาวต่างชาติเช่นนี้ก็ถูกชักจูงไปกับเปโตรด้วย. เปโตรช่างสร้างผลกระทบในแง่ลบต่อผู้อื่นเสียจริงๆ! ดังนั้นที่เขาสูญเสียความเป็นผู้นำก็สมควรจริงๆ.
ฆต.
2:14 1 แปลตามตรงคือ ก้าวเท้าเที่ยงตรง.
ฆต.
2:14 ก ฮร.12:13
ฆต.
2:14 ข ฆต.2:5
ฆต.
2:14 ค ฆต.1:18
ฆต.
2:14 ง 1ตธ.5:20
ฆต.
2:14 จ ฆต.2:12
ฆต.
2:14 2จ คือร่วมรับประทานอาหาร, อยู่อาศัย, และสามัคคีธรรมกับชาวต่างชาติ.
ฆต.
2:14 ฉ กจ.10:28
ฆต.
2:14 3ฉ คือดำเนินชีวิตตามอย่างชาวยูดาย ซึ่งไม่ร่วมรับประทานอาหารและสามัคคีธรรมกับชาวต่างชาติ.
ฆต.
2:15 ก กจ.22:3
ฆต.
2:15 ข ฆต.2:17
ฆต.
2:16 ก กจ.13:39
ฆต.
2:16 ข รม.5:1; 9:30; ฟป.3:9
ฆต.
2:16 1ข แปลตามตรงคือ ความเชื่อของพระเยซูคริสต์ หรือ ความเชื่อในพระเยซูคริสต์. ดู รม.3:22 คำอธิบาย 1. ความเชื่อที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ชี้ถึงการเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพกับพระองค์โดยอาศัยความเชื่อ ซึ่งสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับการที่ผู้เชื่อชื่นชอบพระบุตรของพระเจ้าซึ่งเป็นผู้ล้ำค่า. ความล้ำค่าของพระคริสต์ก็ได้ซึมซาบเข้าสู่ภายในพวกเขาโดยกิตติคุณที่ได้ประกาศให้กับพวกเขา. พระคริสต์ผู้นี้ก็อาศัยอยู่ภายในพวกเขากลายเป็นความเชื่อในการที่เขาทั้งหลายเชื่อและกลายเป็นฤทธิ์เดชแห่งการเชื่อเนื่องจากการที่เขาทั้งหลายชื่นชอบในพระองค์. ความเชื่อนี้ได้สร้างการเข้าสนิทอย่างอินทรียภาพอย่างหนึ่ง คือทำให้เขาทั้งหลายได้เป็นหนึ่งกับพระคริสต์.
ฆต.
2:16 ค ฆต.3:11; รม.3:20
ฆต.
2:16 2 เนื้อหนังในที่นี้ชี้ถึงมนุษย์ที่ตกต่ำ เพราะพวกเขาได้กลายเป็นเนื้อหนังแล้ว (ยนซ.6:3). มนุษย์เช่นนี้ไม่สามารถได้รับการโปรดให้ชอบธรรมได้โดยการประพฤติตามกฎบัญญัติอย่างเด็ดขาด.
ฆต.
2:17 ก ฆต.2:15
ฆต.
2:17 1 แปลตามตรงคือ ผู้ปฏิบัติของความบาปซึ่งหมายถึงการนำความบาปมาปรนนิบัติแก่มนุษย์ หรือใช้ความบาปมาปรนนิบัติผู้คน.
ฆต.
2:17 ข ฆต.3:21; รม.3:4, 6, 31
ฆต.
2:18 1 คือกลับไปสู่ศาสนายูดายอีก. นี่เป็นการชี้ถึงการที่เปโตรได้หันกลับไปถือรักษากฎเกณฑ์ของศาสนายูดายที่ไม่ร่วมรับประทานอาหารกับพวกต่างชาติ.
ฆต.
2:18 2 คือเห็นว่าเป็นสิ่งที่สูญเสีย และเป็นหยากเยื่อ (ฟป.3:7-8). ในที่นี้ชี้ว่าเปโตรเคยละทิ้งข้อปฏิบัติของศาสนายูดายที่ไม่รับประทานอาหารร่วมกับพวกต่างชาติ.
ฆต.
2:19 1 ข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติที่มีต่อคนบาปอย่างข้าพเจ้าก็คือต้องตาย และพระคริสต์ก็ได้ตายเพื่อข้าพเจ้า และร่วมตายกับข้าพเจ้าตามข้อเรียกร้องนี้แล้ว. ดังนั้นข้าพเจ้าก็ได้ตายในพระคริสต์และพร้อมกับพระคริสต์โดยกฎบัญญัติแล้ว.
ฆต.
2:19 ก รม.7:4, 6
ฆต.
2:19 2ก คือ ภาระหน้าที่ภายใต้กฎบัญญัติ ซึ่งก็คือความสัมพันธ์กับกฎบัญญัตินั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว.
ฆต.
2:19 ข รม.6:11
ฆต.
2:19 3ข คือ มีภาระหน้าที่ซึ่งจะต้องปฏิบัติต่อพระเจ้าในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์. ในการตายของพระคริสต์นั้น เราทั้งหลายได้หลุดพ้นจากความสัมพันธ์ที่มีต่อกฎบัญญัติ และในการเป็นขึ้นของพระคริสต์ เราทั้งหลายต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้าในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์.
ฆต.
2:20 ก ฆต.6:14; รม.6:6
ฆต.
2:20 1ก นี่เป็นการอธิบายว่าข้าพเจ้าตายต่อกฎบัญญัติโดยกฎบัญญัติได้อย่างไร. ตามแผนการบริหารของพระเจ้านั้น ขณะที่พระคริสต์ถูกตรึงกางเขน ข้าพเจ้าก็ร่วมอยู่ในพระองค์ด้วย. นี่เป็นข้อเท็จจริงที่สำเร็จเรียบร้อยแล้ว.
ฆต.
2:20 2 วลีที่ว่า "ไม่ใช่ข้าพเจ้า" กรณีนี้ไม่ได้ชี้ถึงชีวิตที่แลกเปลี่ยน คือชีวิตที่พระคริสต์เข้ามาแล้วข้าพเจ้าก็ออกไป เพราะว่าในตอนท้ายของข้อนี้เปาโลกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเป็นอยู่". เราทั้งหลายที่ได้บังเกิดใหม่นั้นมีข้าพเจ้าคนเก่าที่ถูกตรึงตายแล้ว (รม.6:6) และมีข้าพเจ้าคนใหม่ที่บังเกิดใหม่แล้ว. สำหรับข้าพเจ้าที่เป็นคนเก่านั้นเปาโลกล่าวว่า "ไม่ใช่ข้าพเจ้าอีก" และสำหรับข้าพเจ้าที่เป็นคนใหม่นั้นท่านได้กล่าวว่า "ข้าพเจ้าเป็นอยู่". ข้าพเจ้าที่เป็นคนเก่าซึ่งได้ถูกตรึงตายนั้นไม่มีสภาพพระเจ้า ส่วนข้าพเจ้าที่เป็นคนใหม่ที่ได้บังเกิดใหม่นั้นมีพระเจ้าเพิ่มเข้ามาเป็นชีวิต. ข้าพเจ้าที่เป็นคนใหม่นั้นเกิดจากข้าพเจ้าที่เป็นคนเก่าได้เป็นขึ้นและมีพระเจ้าเพิ่มเข้ามา. ด้านหนึ่งเปาโลได้สิ้นสุดแล้ว อีกด้านหนึ่งเปาโลที่เป็นขึ้นคือเปาโลที่มีพระเจ้าเป็นชีวิตโดยการบังเกิดใหม่นั้นยังคงมีชีวิตเป็นอยู่. ไม่เพียงแค่นี้ ถึงแม้เปาโลกล่าวว่า "ไม่ใช่ข้าพเจ้าเอง แต่ท่านก็กล่าวว่าพระคริสต์ทรงมีชีวิตเป็นอยู่ในข้าพเจ้า." ถึงแม้พระคริสต์ทรงมีชีวิตเป็นอยู่ แต่ทรงมีชีวิตเป็นอยู่ในเปาโล. พระคริสต์และเปาโลล้วนมีชีวิตเดียวกันและร่วมดำเนินชีวิตอย่างเดียวกัน.
ฆต.
2:20 ข ยฮ.14:20; 15:4-5; 17:23, 26; รม.8:10
ฆต.
2:20 3ข โดยการตายของพระคริสต์นั้น ข้าพเจ้าก็ได้ตายในพระองค์แล้ว แต่บัดนี้โดยการเป็นขึ้นของพระองค์ พระองค์ก็ทรงมีชีวิตเป็นอยู่ในข้าพเจ้า. การที่พระองค์ทรงมีชีวิตเป็นอยู่ในข้าพเจ้านั้น เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตอย่างสิ้นเชิง (1กธ.15:45ข) ซึ่งประเด็นนี้จะขยายความอย่างเต็มที่ในบทต่อไป โดยได้นำเสนอและเน้นเกี่ยวกับพระวิญญาณว่า ทรงเป็นผู้ที่เราได้ต้อนรับเป็นชีวิต และเป็นผู้ที่เราควรจะดำเนินชีวิตอยู่ในพระองค์.
"ข้าพเจ้า" ผู้เป็นมนุษย์ธรรมชาติมักจะมีความโน้มเอียงที่จะถือรักษากฎบัญญัติเพื่อจะได้เป็นคนที่ครบสมบูรณ์ (ฟป.3:6) แต่พระเจ้าทรงต้องการให้ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตพระคริสต์ เพื่อพระเจ้าจะสำแดงออกจากข้าพเจ้าโดยพระคริสต์ (ฟป.1:20-21). ด้วยเหตุนี้แผนการบริหารของพระเจ้าก็คือให้ "ข้าพเจ้า" ถูกตรึงตายในการตายของพระคริสต์และให้พระคริสต์มีชีวิตเป็นอยู่ในข้าพเจ้าในการเป็นขึ้นของพระองค์. การถือรักษากฎบัญญัติก็คือการเชิดชูกฎบัญญัติเหนือทุกสิ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ส่วนการดำเนินชีวิตพระคริสต์ก็คือการให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางและทุกสิ่งในชีวิตของข้าพเจ้า. กฎบัญญัตินั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าใช้ดูแลพลไพร่ของพระองค์เพื่อพระคริสต์เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น (3:23) และในที่สุดแล้วก็จะนำพวกเขากลับสู่พระคริสต์ (3:24) เพื่อให้พวกเขาต้อนรับพระองค์เป็นชีวิต และดำเนินชีวิตพระองค์เพื่อเป็นการสำแดงของพระเจ้า. ในเมื่อบัดนี้พระคริสต์ได้เสด็จมาแล้ว หน้าที่การใช้งานของกฎบัญญัติก็สิ้นสุดลง และพระคริสต์จำต้องแทนที่กฎบัญญัติในชีวิตของข้าพเจ้าเพื่อสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า.
"ข้าพเจ้า" ผู้เป็นมนุษย์ธรรมชาติมักจะมีความโน้มเอียงที่จะถือรักษากฎบัญญัติเพื่อจะได้เป็นคนที่ครบสมบูรณ์ (ฟป.3:6) แต่พระเจ้าทรงต้องการให้ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตพระคริสต์ เพื่อพระเจ้าจะสำแดงออกจากข้าพเจ้าโดยพระคริสต์ (ฟป.1:20-21). ด้วยเหตุนี้แผนการบริหารของพระเจ้าก็คือให้ "ข้าพเจ้า" ถูกตรึงตายในการตายของพระคริสต์และให้พระคริสต์มีชีวิตเป็นอยู่ในข้าพเจ้าในการเป็นขึ้นของพระองค์. การถือรักษากฎบัญญัติก็คือการเชิดชูกฎบัญญัติเหนือทุกสิ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ส่วนการดำเนินชีวิตพระคริสต์ก็คือการให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางและทุกสิ่งในชีวิตของข้าพเจ้า. กฎบัญญัตินั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าใช้ดูแลพลไพร่ของพระองค์เพื่อพระคริสต์เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น (3:23) และในที่สุดแล้วก็จะนำพวกเขากลับสู่พระคริสต์ (3:24) เพื่อให้พวกเขาต้อนรับพระองค์เป็นชีวิต และดำเนินชีวิตพระองค์เพื่อเป็นการสำแดงของพระเจ้า. ในเมื่อบัดนี้พระคริสต์ได้เสด็จมาแล้ว หน้าที่การใช้งานของกฎบัญญัติก็สิ้นสุดลง และพระคริสต์จำต้องแทนที่กฎบัญญัติในชีวิตของข้าพเจ้าเพื่อสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้า.
ฆต.
2:20 4 ชีวิตในที่นี้ไม่ใช่ชีวิตฝ่ายเนื้อหนังและก็ไม่ใช่ชีวิตฝ่ายจิต แต่เป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณและชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์.
ฆต.
2:20 ค ยฮ.6:57; 14:19;
ฆต.
2:20 5 เราทั้งหลายดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นั้น มิใช่โดยการมองเห็นและมิใช่โดยความรู้สึก ซึ่งไม่เหมือนกับที่เราดำเนินชีวิตแห่งเนื้อหนังและจิต. เราทั้งหลายดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ก็คือดำเนินออกซึ่งชีวิตฝ่ายวิญญาณในวิญญาณของเรา โดยการปรับใช้ความเชื่อ ซึ่งความเชื่อนี้ได้รับการเร่งเร้าจากการสถิตอยู่ของพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต.
ฆต.
2:20 ง ฆต.2:16; 3:22, 26
ฆต.
2:20 6ง หรือ ความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า. เทียบ ข้อ 16 คำอธิบาย 1.
ฆต.
2:20 7 เป็นชื่อเรียกของ "พระคริสต์" ชี้ถึงภารกิจของพระคริสต์ในการสำเร็จโครงการของพระเจ้าเป็นสำคัญ ส่วน "พระบุตรของพระเจ้า" นั้นชี้ถึงตัวตนของพระคริสต์ ซึ่งมีเพื่อการแจกจ่ายชีวิตของพระเจ้าเข้าสู่ภายในเรา. ดังนั้นความเชื่อที่เราใช้ในการดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตของพระเจ้านั้นมีอยู่ในพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงประทานชีวิตนี้.
ฆต.
2:20 จ รม.8:37; อฟ.5:25; 2กธ.5:14
ฆต.
2:20 8จ พระบุตรของพระเจ้าทรงรักเราและตั้งใจที่จะสละพระองค์เองเพื่อเรา เพื่อพระองค์จะสามารถแจกจ่ายชีวิตของพระเจ้าเข้าสู่ภายในเรา.
ฆต.
2:20 ฉ ฆต.1:4
ฆต.
2:20 9ฉ แปลตามตรงคือ มอบออกมา.
ฆต.
2:21 ก ฆต.5:4
ฆต.
2:21 1ก พระคุณของพระเจ้าก็คือการที่พระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าได้แจกจ่ายชีวิตของพระเจ้าเข้าสู่ภายในเราโดยพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต. ถ้าไม่มีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณนี้ก็เป็นการละทิ้งพระคุณของพระเจ้า.
ฆต.
2:21 ข ฆต.3:21; รม.9:31
ฆต.
2:21 2ข พระคริสต์ได้ตายเพื่อพวกเรา เพื่อให้เราได้รับความชอบธรรมในพระองค์ ด้วยเหตุนี้เราทั้งหลายจึงได้รับชีวิตของพระเจ้า (รม.5:18, 21). ความชอบธรรมนี้มิใช่ได้มาโดยกฎบัญญัติ แต่ได้มาโดยการตายของพระคริสต์.
ฆต.
2:21 ค 2กธ.5:21; 1ปต.2:24; 3:18
ฆต.
2:21 3 หรือ โดยไม่มีมูลเหตุ. ถ้าความชอบธรรมได้มาโดยกฎบัญญัติ พระคริสต์ก็ได้ตายโดยปราศจากมูลเหตุ. แต่ความชอบธรรมนั้นได้มาโดยการตายของพระคริสต์ ยิ่งกว่านั้นการตายของพระคริสต์ได้แบ่งแยกเราทั้งหลายออกจากกฎบัญญัติแล้ว.