การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13

2 โกรินโธ บทที่ 4

2. ประพฤติตนเพื่อการฉายส่องแห่งกิตติคุณของพระคริสต์
4:1-6
2กธ. 4:1 1เหตุฉะนั้นเมื่อเราได้รับ2กการปฏิบัตินี้ตาม3ขพระเมตตาที่เราได้รับแล้ว เราจึงคไม่ย่อท้อ
2กธ. 4:2 แต่เราได้ละทิ้งสิ่งซ่อนเร้นซึ่งเป็นที่กน่าอาย คือไม่ดำเนินชีวิตในขทางอุบายและไม่1คกระทำให้พระคำของพระเจ้าเจือปนด้วยสิ่งใดๆ แต่งเสนอตัวเราให้กับจมโนธรรมของคนทั้งปวงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าโดยการสำแดง2ฉหลักความจริงให้ปรากฏ.
2กธ. 4:3 แต่ถ้ากิตติคุณของเราถูก1บดบังไว้จริง ก็กถูกบดบังไว้ในคนเหล่านั้นผู้กำลังจะขพินาศ
2กธ. 4:4 ในคนเหล่านั้น 1กพระของขสมัยนี้ได้กระทำให้2คความคิดของคนที่ไม่เชื่อ3งมืดบอดไป เพื่อไม่ให้4จการฉายส่องของกิตติคุณแห่งฉสง่าราศีของพระคริสต์ผู้เป็นชพระฉายาของพระเจ้านั้นได้5ส่องสว่าง[บนตัวเขาทั้งหลาย].
2กธ. 4:5 1ด้วยว่าเราไม่ได้ประกาศตัวเราเอง แต่ได้กประกาศพระคริสต์เยซูว่าเป็น2ของค์พระผู้เป็นเจ้า และได้ประกาศตัวเราเองว่าเป็น3คทาสของท่านทั้งหลาย เพราะเห็นแก่พระเยซู.
2กธ. 4:6 1เพราะว่าพระเจ้าผู้ได้ตรัสสั่งให้กความสว่างส่องสว่างออกมาจากขความมืดนั้น เป็นผู้ทรงส่องสว่างเข้า2ใน3คใจของเรา เพื่อ4งฉายส่องให้รู้ถึงจสง่าราศีของพระเจ้า ซึ่ง[ปรากฏ]บน5พระพักตร์ของพระเยซูคริสต์.
3. การดำเนินชีวิตออกซึ่งชีวิตแห่งการถูกตรึงตาย เพื่อการสำแดงชีวิตแห่งการเป็นขึ้นโดยพึ่งฤทธิ์เดชของทรัพย์ล้ำค่าในภาชนะดิน
4:7-18
2กธ. 4:7 1แต่ว่าเรามี2กทรัพย์ล้ำค่านี้ในขภาชนะดินเพื่อ[จะเป็นที่ปรากฏว่า]คฤทธิ์เดช3งที่ล้ำเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า มิใช่มาจากตัวเราเอง
2กธ. 4:8 เราถูก1กดดันอยู่กรอบด้าน แต่ยังไม่2ถูกกักขังไว้, จนตรอกแล้ว แต่ยังขไม่ถึงกับหมดทางออก
2กธ. 4:9 ถูก1กข่มเหงแต่ก็ยังไม่2ขถูกละทิ้ง, ถูกตีให้ล้มลง แต่ก็ยังคไม่3ตาย
2กธ. 4:10 เราแบกรับ 1กการประหารให้ขตายของพระเยซูคอยู่ในร่างกายเราเสมอ 2เพื่อ3ชีวิตของพระเยซูจะได้ปรากฏในร่างกายของเราด้วย.
2กธ. 4:11 เพราะว่าเราทั้งหลายที่มีชีวิตอยู่นั้นต้องถูกมอบไว้แก่กความตายเสมอ เพราะเห็นแก่พระเยซู เพื่อขชีวิตของ1พระเยซูจะได้ปรากฏใน2เนื้อหนังของเราซึ่งคต้องตายนั้น.
2กธ. 4:12 เหตุฉะนั้นกความตายปฏิบัติการในเรา แต่1ชีวิตปฏิบัติการในท่านทั้งหลาย.
2กธ. 4:13 และเรามี1กวิญญาณแห่งขความเชื่อที่2เหมือนกัน ตามซึ่งมีคำเขียนไว้แล้วว่า "คข้าพเจ้าเชื่อ เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงพูด" เราก็เชื่อด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงพูด
2กธ. 4:14 ด้วยเรารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงกให้องค์พระเยซูเจ้าเป็นขึ้นมาใหม่ ก็ทรงโปรดให้เรา1ขเป็นขึ้นมากับพระเยซู และจะทรงให้เราคยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์[ของพระองค์]พร้อมกับท่านทั้งหลาย.
2กธ. 4:15 เพราะว่ากสิ่งสารพัดล้วนมีขเพื่อท่านทั้งหลาย เพื่อ1คพระคุณที่ได้ทวีมากขึ้นโดยคนเป็นอันมากจะทำให้งการขอบพระคุณนั้นเปี่ยมล้นเพื่อเป็นการถวายจสง่าราศีแด่พระเจ้า.
2กธ. 4:16 เหตุฉะนั้นเราจึงกไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่า1ขมนุษย์ภายนอกของเรากำลัง2ทรุดโทรมไป แต่1คมนุษย์ภายในของเรากำลังถูก3งเปลี่ยนใหม่ทุกวันๆ.
2กธ. 4:17 เหตุว่า1การทุกข์ยากที่เบาบางกชั่วประเดี๋ยวเดียวที่เรารับอยู่นั้น จะกระทำให้เรามี2ขสง่าราศีที่3ใหญ่ยิ่งนิรันดร์ ซึ่ง4เหนือล้ำกว่านั้นอีกมากมายนัก.
2กธ. 4:18 ด้วยว่าเราไม่ได้คำนึงถึง1สิ่งที่กมองเห็นอยู่ แต่คำนึงถึง2สิ่งที่ขมองไม่เห็นเพราะว่าสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ชั่วคราว แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นเป็นสิ่งที่คนิรันดร์.

คำอธิบาย 2 โกรินโธ บทที่ 4

2กธ. 4:1 1 ใน 3:12-18 อัครทูตได้บรรยายว่าเหล่าผู้ปฏิบัติในพันธสัญญาใหม่นั้นถูกก่อรูปขึ้นอย่างไร. ในข้อ 1-6 ของบทนี้ท่านได้พูดต่อไปอีกว่าพวกเขาซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่จะประพฤติตัวอย่างไร เพื่อกระทำให้การปฏิบัติของเขาทั้งหลายบรรลุผลสำเร็จ และในข้อ 7-18 ท่านพูดถึงการดำเนินชีวิตของพวกเขา ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งกับการปฏิบัติของตน. บทนี้พูดถึงประสบการณ์ของพวกเขาในหลายด้าน ซึ่งสอดคล้องและยืนยันกับการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ในบทที่ 3 คือ (1) สันติสุขที่อัครทูตได้ประสบการณ์อันเป็นผลจากการปรากฏออกมาของชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายในข้อ 8-9 นั้นสอดคล้องกับความชอบธรรมอันเป็นผลแห่งสันติสุข (ยก.3:18) ซึ่งก็คือการสำแดงแห่งพระฉายาของพระเจ้าอย่างถูกต้อง และอย่างมีระเบียบดังที่ได้กล่าวไว้ใน 3:9; (2) ชีวิตในข้อ 10-12 สอดคล้องกับพระวิญญาณนั้นใน 3:6, 8, 17-18; (3) การเปลี่ยนใหม่ในข้อ 16 สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใน 3:18; (4) สง่าราศีใหญ่ยิ่งนิรันดร์ในข้อ 17 สอดคล้องกับสง่าราศีลำดับต่างๆ ใน 3:18.
2กธ. 4:1 ก 2กธ.3:8; 5:18; กจ.20:24; รม.11:13; 1ตธ.1:12; อฟ.4:12
2กธ. 4:1 2ก การปฏิบัตินี้หมายถึงการปฏิบัติที่ได้บรรยายไว้ใน 2:12—3:18 ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวที่อัครทูตทั้งหมดของพระคริสต์มีส่วนอยู่ร่วมกัน. ถึงแม้พวกเขาจะมีอยู่หลายคน แต่มีการปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ เพื่อสำเร็จแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. การงานทั้งหมดของอัครทูตก็คือการทำให้การปฏิบัติเพียงหนึ่งเดียวนี้บรรลุผลสำเร็จ คือนำพระคริสต์หล่อเลี้ยงแก่ผู้คนเพื่อก่อสร้างพระกายของพระองค์.
2กธ. 4:1 ข 1กธ.7:25; 1ตธ.1:13
2กธ. 4:1 3ข ดู 1ตธ.1:13 คำอธิบาย 3.
2กธ. 4:1 ค 2กธ.4:16
2กธ. 4:2 ก รม.6:21
2กธ. 4:2 ข อฟ.4:14
2กธ. 4:2 ค เทียบ 2กธ.2:17
2กธ. 4:2 1ค ความหมายเดิมของศัพท์ในภาษากรีกคือทำให้ตกในบ่วงแร้ว ต่อมาได้แผลงไปเป็น ทำให้เสื่อมเสีย เหมือนการเจือสิ่งของอย่างอื่นลงในทองคำหรือเหล้าองุ่น. คำนี้มีความหมายแคบกว่า ขายกิน ใน 2:17 ซึ่งได้เพิ่มความหมายว่า เพื่อผลประโยชน์ ลงไปด้วย.
2กธ. 4:2 ง 2กธ.3:1
2กธ. 4:2 จ 2กธ.5:11-12
2กธ. 4:2 ฉ ยฮ.1:14, 17; 8:32; 14:6; 17:17; กซ.1:5; 1ตธ.2:4; 3:15; อฟ.4:24
2กธ. 4:2 2ฉ หลักความจริง คือการพูดถึงพระคำของพระเจ้าในอีกลักษณะหนึ่ง (ยฮ.17:17 กับคำอธิบาย) ซึ่งหมายถึง ความเที่ยงแท้ โดยแสดงถึงสิ่งแท้จริงทั้งหมดที่ได้เปิดเผยไว้ในพระคำของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระคริสต์ผู้เป็นความเที่ยงแท้ของสิ่งของทุกอย่างของพระเจ้าเป็นสำคัญ. การสำแดงหลักความจริงให้ปรากฏเล็งถึงการดำเนินชีวิตพระคริสต์ของอัครทูต. เมื่อพวกเขาดำเนินชีวิตพระคริสต์ผู้เป็นหลักความจริง (ยฮ.14:6) พวกเขาก็ได้สำแดงหลักความจริงให้ปรากฏ. ในขณะที่พระคริสต์ได้ถูกดำเนินชีวิตออกจากตัวเขาหลักความจริงก็ได้ถูกสำแดงให้ปรากฏในตัวเขาด้วย. โดยสิ่งนี้พวกเขาก็ได้เสนอตัวเขาเองให้กับมโนธรรมของคนทั้งปวงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า. อัครทูตไม่ประพฤติตัวในทางที่ทำให้พระคำของพระเจ้าถูกเจือปน แต่ประพฤติตัวในทางที่ทำให้หลักความจริงปรากฏเพื่อการฉายส่องของกิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระคริสต์โดยฤทธิ์เดชที่สูงล้ำของทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ซึ่งก็คือพระคริสต์ผู้ได้เข้าสู่ภายในพวกเขาและได้กลายเป็นเนื้อหาสาระของพวกเขา (ข้อ 7) ด้วยการฉายส่องแห่งการส่องสว่างของพระเจ้า (ข้อ 6).
2กธ. 4:3 1 หมายถึงการบดบังจากทัศนะความคิดที่เก่าแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทัศนะความคิดเกี่ยวกับกฎบัญญัติ (3:14-15). ตามหลักการแล้ว ทุกสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้ผู้คนเข้าใจกิตติคุณของพระเจ้า เช่น ปรัชญา, ศาสนา, วัฒนธรรม, และประเพณี ฯลฯ ล้วนเป็นม่านบังทั้งสิ้น. เพราะฉะนั้นการประกาศพระคริสต์จำต้องเปิดม่านบังเหล่านี้ออก เหมือนกับเวลาที่เราถ่ายรูปนั้นจะต้องเปิดฝาที่ครอบเลนส์ไว้ออกเพื่อเราจะสามารถถ่ายทิวทัศน์ต่างๆ ได้.
2กธ. 4:3 ก 2กธ.3:14, 15; เทียบ มธ.13:15
2กธ. 4:3 ข 1กธ.1:18; 2กธ.2:15
2กธ. 4:4 ก ยฮ.12:31; อฟ.2:2
2กธ. 4:4 1ก หมายถึงซาตาน, ผู้ล่อลวง, ผู้ปกครองยุคสมัยนี้ ซึ่งเป็นผู้ครองโลกในวันนี้ได้ตามล่าการนมัสการของมนุษย์ โดยกระทำให้ความนึกคิดและความคิดของเขามืดบอดไป.
2กธ. 4:4 ข รม.12:2; ฆต.1:4
2กธ. 4:4 ค 2กธ.3:14
2กธ. 4:4 2ค แปลตามตรงคือ ความนึกคิด. ดู 3:14 คำอธิบาย 1.
2กธ. 4:4 ง มธ.15:14; 23:16, 17, 19, 24; ยฮ.9:40; 12:40; ยซย.6:10
2กธ. 4:4 3ง คือได้ปิดบังความเข้าใจของมนุษย์.
2กธ. 4:4 จ 2กธ.4:6
2กธ. 4:4 4จ พระคริสต์ผู้เป็นพระฉายาของพระเจ้า คือแสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้า (ฮร.1:3). ดังนั้นกิตติคุณของพระคริสต์จึงเป็นกิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระเจ้าซึ่งได้ส่องสว่างและฉายส่องออกไปนั่นเอง. ซาตานหรือพระของสมัยนี้นั้นได้กระทำให้ความนึกคิดและความคิดของคนที่ไม่เชื่อมืดบอดไป เพื่อไม่ให้การฉายส่องของกิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระคริสต์นั้นได้ส่องสว่างเข้าไปในใจของเขาทั้งหลาย. กรณีนี้ก็คล้ายกับการที่เลนส์ของกล้องถ่ายรูปถูกปิดเอาไว้จนทำให้แสงไม่สามารถส่องเข้าไปในกล้องเพื่อถ่ายรูปได้ และยังเหมือนกับคนที่ตาบอดหรือตาถูกปิดบังเอาไว้ทำให้แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องเข้าไปภายในเขาได้.
2กธ. 4:4 ฉ 2กธ.3:8-11, 18
2กธ. 4:4 ช กซ.1:15; ฮร.1:3
2กธ. 4:4 5 ตามภาษากรีกหมายถึง (1) เห็นได้อย่างชัดเจน, สังเกตเห็นได้; (2) ส่องสว่าง.
2กธ. 4:5 1 คำว่า "ด้วยว่า" เป็นการอธิบายว่าเหตุใดกิตติคุณของอัครทูต ซึ่งเป็นกิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระคริสต์นั้นจึงไม่ควรจะถูกปิดบังไว้. สาเหตุก็เพราะว่าเขาทั้งหลายไม่ได้ประกาศตัวเขาเองหรือยกชูตัวเขาเอง แต่ประกาศพระคริสต์เยซูว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของสิ่งทั้งปวง และได้ประกาศตัวเขาเองว่าเป็นทาสของผู้เชื่อเพราะเห็นแก่พระเยซู
2กธ. 4:5 ก 1กธ.1:23
2กธ. 4:5 ข 1กธ.8:6; 12:3
2กธ. 4:5 2ข พระคริสต์เยซูในฐานะที่เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นประกอบด้วยพระคริสต์ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้อยู่เหนือสารพัดและควรได้รับการสรรเสริญนิรันดร์ (รม.9:5), พระคำที่นิรันดร์ซึ่งกลายเป็นเนื้อหนังมาเป็นมนุษย์ (ยฮ.1:14), พระเยซูถูกตรึงในฐานะมนุษย์กลายเป็นพระผู้ช่วยของเรา (กจ.4:10-12) และได้เป็นขึ้นกลายเป็นพระบุตรของพระเจ้า (กจ.13:33), และพระคริสต์ผู้ถูกยกชูให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (กจ.2:36), ซึ่งก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง (กจ.10:36; รม.10:12; ยฮ.20:28; 1กธ.12:3), ผู้ทรงเป็นแบบพระฉายของพระเจ้า, และเป็นแสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้า (ฮร.1:3). นี่ก็คือเนื้อหาสาระของกิตติคุณ. ดังนั้นกิตติคุณจึงเป็นกิตติคุณแห่งสง่าราศีของพระคริสต์ ซึ่งได้ส่องสว่าง, แผ่รังสี, และฉายส่องอยู่ในใจของมนุษย์ (ข้อ 6). ถ้าใจของมนุษย์ไม่ถูกปิดบังไว้ด้วยสิ่งใดๆ และไม่ถูกซาตานผู้เป็นพระของสมัยนี้ทำให้มืดไปเสีย เขาก็สามารถมองเห็นการฉายส่องของกิตติคุณได้ (ข้อ 4).
2กธ. 4:5 ค 1กธ.9:19
2กธ. 4:5 3ค ตรงกันข้ามกับองค์พระผู้เป็นเจ้า. อัครทูตได้ยกชูพระคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ถือว่าตัวเขาเองเป็นเพียงทาสที่รับใช้ผู้เชื่อเท่านั้น.
2กธ. 4:6 1 นี่เป็นการอธิบายถึงสิ่งที่กล่าวไว้ในข้อที่แล้ว. อัครทูตประกาศว่าพระคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และได้ประกาศว่าพวกเขาเองเป็นทาสของผู้เชื่อ เพราะว่าพระเจ้าผู้ได้ตรัสสั่งให้ความสว่างออกมาจากความมืดนั้น เป็นผู้ทรงส่องสว่างในใจของเขาแล้ว. การส่องสว่างของพระเจ้าในจักรวาลได้ก่อกำเนิดสิ่งทรงสร้างเก่า. บัดนี้การส่องสว่างของพระเจ้าในใจเขาทั้งหลาย ทำให้เขาทั้งหลายกลายเป็นสิ่งทรงสร้างใหม่. เพราะฉะนั้นในการประกาศของเขาทั้งหลายนั้น เขาจึงสามารถยกชูพระคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้และในการปฏิบัติของพวกเขานั้นก็ได้ถ่อมตัวเองลงเป็นทาสของผู้เชื่อ. สิ่งที่พวกเขาได้ทำเพื่อพระคริสต์และสิ่งที่เขาทั้งหลายได้เป็นต่อผู้เชื่อนั้นเป็นผลจากการส่องสว่างของพระเจ้า. การส่องสว่างของพระเจ้าก่อกำเนิดผู้ปฏิบัติทั้งหลายแห่งพันธสัญญาใหม่และการปฏิบัติของเขาทั้งหลาย.
2กธ. 4:6 ก ยนซ.1:3
2กธ. 4:6 ข มธ.4:16; 6:23; ยฮ.1:5; 8:12; 12:35, 46; กจ.26:18; 2กธ.6:14; อฟ.5:8; 6:12; กซ.1:13; 1ธซ.5:5; 1ปต.2:9; 1ยฮ.1:5; 2:8
2กธ. 4:6 2 ในใจของเราอยู่ลึกกว่าผิวหน้าของโมเซมาก (3:7; อซด.34:29-30). นี่แสดงให้เราเห็นถึงการเปรียบเทียบระหว่างสง่าราศีแห่งการปฏิบัติในกิตติคุณของอัครทูตกับสง่าราศีแห่งการปฏิบัติในกฎบัญญัติของโมเซ. คำว่า "ในใจ" นั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตภายใน ส่วนคำว่า "ผิวหน้า" ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตภายใน. สง่าราศีแห่งพันธสัญญาเดิมอยู่บนผิวนอก แต่สง่าราศีแห่งพันธสัญญาใหม่มีความลึกล้ำอย่างยิ่ง.
2กธ. 4:6 ค เทียบ 2ปต.1:19
2กธ. 4:6 3ค หมายถึงใจของอัครทูต. เขาทั้งหลายเป็นตัวแทนของผู้เชื่อทั้งหมดในพันธสัญญาใหม่.
2กธ. 4:6 ง 2กธ.4:4
2กธ. 4:6 4ง การส่องสว่างในที่นี้ ซึ่งหมายถึงความสว่างของพระเจ้าที่ส่องแสงออกมาจากบรรดาผู้ที่ได้รับการฉายส่องจากพระเจ้าและได้ส่องสว่างผู้อื่น เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับการสำแดงให้ปรากฏในข้อ 2 และเหมือนกับการส่องสว่างใน มธ.5:16 และเหมือนกับการส่องสว่างใน ฟป.2:15. พระเจ้าทรงส่องสว่างในใจของเราจนเราสามารถส่องสว่างผู้อื่น เพื่อเขาทั้งหลายสามารถมีความรู้ถึงสง่าราศีของพระเจ้าซึ่งปรากฏบนพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งก็คือรู้จักถึงพระคริสต์ผู้ทรงสำแดงและประกาศถึงพระเจ้า (ยฮ.1:18).
2กธ. 4:6 จ 2กธ.3:8-11, 18; เทียบ 2กธ.3:7
2กธ. 4:6 5 พระพักตร์ของพระคริสต์เปรียบเทียบกับใบหน้าของโมเซ (3:7). สง่าราศีของกิตติคุณบนพระพักตร์ของพระคริสต์เหนือล้ำกว่าสง่าราศีของกฎบัญญัติบนใบหน้าของโมเซ. ฝ่ายแรกนั้นส่องสว่างบนพระพักตร์ของพระองค์ผู้ซึ่งได้นำพระคุณและความเที่ยงแท้มา. ผลที่เกิดขึ้นก็คือความชอบธรรมและพระวิญญาณนั้น — ชีวิต (3:8-9). ฝ่ายหลังส่องสว่างบนใบหน้าของอีกผู้หนึ่งซึ่งกฎบัญญัติได้ประทานมาโดยผู้นี้ (ยฮ.1:17) ผลที่เกิดขึ้น คือการปรับโทษและความตาย (3:7, 9). การส่องสว่างของพระเจ้าในใจของเรา ไม่ใช่ให้เรารู้จักสง่าราศีบนใบหน้าของโมเซ แต่ให้เรารู้จักสง่าราศีบนพระพักตร์ของพระคริสต์. พระองค์ให้ความสว่างแก่เรา ไม่ใช่ให้เรารู้จักกฎบัญญัติของโมเซในพันธสัญญาเดิม แต่เพื่อให้เรารู้จักกิตติคุณของพระคริสต์ในพันธสัญญาใหม่. สง่าราศีของพระเจ้าที่ปรากฏในพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์คือพระเจ้าแห่งสง่าราศีที่ได้สำแดงโดยพระเยซูคริสต์ และก็คือพระเยซูคริสต์ผู้เป็นแสงรัศมีแห่งสง่าราศีของพระเจ้า (ฮร.1:3). การรู้จักพระองค์ก็คือการรู้จักพระเจ้าแห่งสง่าราศีนั่นเอง.
2กธ. 4:7 1 การส่องสว่างของพระเจ้าในใจของเรานั้นได้นำทรัพย์ล้ำค่ามาให้แก่เรา นั่นก็คือพระคริสต์แห่งสง่าราศีผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้าเพื่อเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเรา. แต่เราผู้ได้บรรจุทรัพย์ล้ำค่านี้ไว้ กลับเป็นภาชนะดินที่ไร้ค่าและเปราะบาง. ทรัพย์ล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ถูกบรรจุในภาชนะที่ไร้ค่าอย่างนี้ จึงทำให้ภาชนะที่ไม่มีค่ากลายเป็นผู้ปฏิบัติทั้งหลายของพันธสัญญาใหม่พร้อมด้วยการปฏิบัติที่ประเมินค่าไม่ได้. สิ่งนี้ถูกกระทำให้สำเร็จโดยฤทธิ์เดชอันศักดิ์สิทธิ์ในการเป็นขึ้น. ฤทธิ์เดชอันเลิศล้ำนี้ต้องเป็นของพระเจ้าอย่างแน่นอน. ไม่ได้มาจากตัวเราเอง.
ในการพูดของอัครทูตเกี่ยวกับการปฏิบัติของ เขาทั้งหลายเพื่อพระเจ้านั้น ท่านได้ใช้คำอุปมาห้าประการที่มีลักษณะสำคัญและมีความหมายมากมาอธิบายว่าเขาทั้งหลายที่เป็นผู้ปฏิบัติของพันธสัญญาใหม่และการปฏิบัติของพวกเขานั้นได้ถูกก่อรูปขึ้นอย่างไร, เขาทั้งหลายได้ประพฤติและดำเนินชีวิตอย่างไร, การปฏิบัติของเขาทั้งหลายนั้นได้ถูกกระทำให้สำเร็จได้อย่างไร:
(1) เชลยในขบวนแห่แห่งชัยชนะมาฉลองชัย ชนะของพระคริสต์ (2:14ก);
(2) ผู้ถือเครื่องหอมซึ่งทำการแพร่กระจายสุคนธรสอันหอมฟุ้งของพระคริสต์ (2:14ข-16);
(3) จดหมายที่ได้เขียนขึ้นโดยมีพระคริสต์เป็นเนื้อหาสาระ (3:1-3);
(4) กระจกเงาที่แลดูและสะท้อนสง่าราศีของพระคริสต์ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนกับพระฉายาอันสง่าราศีของพระองค์ทีละเล็กทีละน้อย (3:18);
(5) ภาชนะดินเพื่อบรรจุพระคริสต์แห่งสง่าราศีผู้เป็นทรัพย์ล้ำค่าอันเลิศล้ำ (ข้อ 7). ภาชนะเหล่านี้ก็เหมือนกับกล้องถ่ายรูปในวันนี้ ที่ให้พระคริสต์ซึ่งเป็นภาพได้ถูกถ่ายเข้าไปในกล้องโดยการฉายส่องของพระเจ้าได้ส่องแสงเข้ามา (ข้อ 4, 6).
2กธ. 4:7 ก เทียบ มธ.6:21; 13:44
2กธ. 4:7 2ก ทรัพย์ล้ำค่านี้หรือพระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายในผู้นี้ทรงอยู่ในเราผู้เป็นภาชนะดินเหล่านี้ ทรงเป็นต้นกำเนิดของการหล่อเลี้ยงอันศักดิ์สิทธิ์สำหรับการดำเนินชีวิตคริสเตียนนั่นเอง. อัครทูตในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ได้อาศัยฤทธิ์เดชอันเลิศล้ำของทรัพย์ล้ำค่านี้ เขาทั้งหลายจึงสามารถดำเนินชีวิตที่ถูกตรึงกางเขนได้เพื่อทำให้ชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ ผู้ซึ่งเขาทั้งหลายได้นำไปหล่อเลี้ยงนั้นถูกสำแดงออกมา. ดังนั้นพวกเขาได้สำแดงให้หลักความจริงปรากฏ (ข้อ 2) เพื่อการส่องสว่างของกิตติคุณ.
2กธ. 4:7 ข รม.9:21, 23; เทียบ พรท.4:2; 2ตธ.2:20
2กธ. 4:7 ค 1กธ.2:4; อฟ.1:19; 3:7, 20; กซ.1:29
2กธ. 4:7 ง เทียบ ฟป.3:8
2กธ. 4:7 3ง หรือ เหนือล้ำ, พิเศษ, ยิ่งใหญ่.
2กธ. 4:8 1 หรือ พบความยากลำบาก. คำบรรยายเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของอัครทูตตั้งแต่ข้อนี้ถึงข้อ 18 แสดงให้เห็นว่า พวกเขาดำเนินชีวิตแห่งการถูกตรึงตายบนกางเขนในการเป็นขึ้น หรือดำเนินชีวิตแห่งการเป็นขึ้นภายใต้การประหารของกางเขน เพื่อกระทำให้การปฏิบัติของเขาทั้งหลายบรรลุผลสำเร็จ.
2กธ. 4:8 ก 2กธ.7:5
2กธ. 4:8 2 หรือ ถูกจำกัด.
2กธ. 4:8 ข 2กธ.1:8
2กธ. 4:9 ก 2ตธ.3:11-12; มธ.5:10-12; เทียบ กจ.8:1, 3; ฆต.1:13, 23; 1ตธ.1:13
2กธ. 4:9 1ก หรือ ถูก (ศัตรู) รุกไล่.
2กธ. 4:9 ข ฮร.13:5
2กธ. 4:9 2ข หรือ ถูกทอดทิ้ง, ถูกตัดขาด แปลตามตรงคือถูกปล่อยทิ้งไว้ (ในสถานการณ์ที่เลวร้ายน่ากลัว).
2กธ. 4:9 ค เทียบ สภษ.24:16; มคา.7:8
2กธ. 4:9 3 หรือ ถูกฆ่าให้ตาย. เหมือนกับข้อ 3.
2กธ. 4:10 ก รม.8:36
2กธ. 4:10 1ก คือการฆ่า, การทำให้ตาย หมายถึงการงานแห่งความตาย, การงานแห่งกางเขน ซึ่งพระเยซูได้ประสบและผ่านมา. ในประสบการณ์ของเรานี่เป็นความทุกข์ยาก, การข่มเหง, หรือการจัดการที่มาถึงเรา เพื่อเห็นแก่พระเยซู, เพื่อเห็นแก่พระกายของพระคริสต์, และเพื่อเห็นแก่การปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่. กรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการทนทุกข์และปัญหาที่มนุษยชาติในสิ่งทรงสร้างเก่าต้องประสบร่วมกันเช่น โรคภัยไข้เจ็บหรือภัยพิบัติ, หรือการลงโทษ, การแก้ไขหรือการสั่งสอนที่ได้รับเนื่องมาจากความบาป, ข้อผิดพลาด, หรือการไม่รับผิดชอบ. การประหารให้ตายของพระเยซูทรงทำลายมนุษย์ธรรมชาติ, มนุษย์ภายนอก, และเนื้อหนังของเรา เพื่อให้มนุษย์ภายในของเราสามารถที่จะมีโอกาสพัฒนาขึ้นและถูกเปลี่ยนใหม่ (ข้อ 16).
2กธ. 4:10 ข รม.6:5, 8; ฟป.3:10
2กธ. 4:10 ค ฟป.1:20
2กธ. 4:10 2 หมายถึง เพื่อจะให้, เป็นผลให้. การประหารของกางเขนเป็นผลทำให้ชีวิตแห่งการเป็นขึ้นได้ปรากฏ. การประหารในชีวิตประจำวันอย่างนี้มีไว้เพื่อการปลดปล่อยของชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในการเป็นขึ้น.
2กธ. 4:10 3 คือชีวิตแห่งการเป็นขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตและการสำแดงขององค์พระเยซูเจ้าโดยการงานแห่งกางเขนนั่นเอง.
2กธ. 4:11 ก 1กธ.4:9; 15:31; 2กธ.1:9; 6:9; 2ตธ.2:11
2กธ. 4:11 ข กจ.3:15; 5:20; กซ.3:4; รม.5:10; 6:4; 1ยฮ.1:2
2กธ. 4:11 1 ชื่อเรียกของพระเยซูในสองข้อนี้ เปิดเผยเป็นนัยว่าอัครทูตได้ดำเนินชีวิตเหมือนกับการดำเนินชีวิตของพระเยซูบนแผ่นดินโลก. การดำเนินชีวิตของพระเยซูเป็นชีวิตที่อยู่ภายใต้การประหารของกางเขนเพื่อการปรากฏของชีวิตแห่งการเป็นขึ้น. การดำเนินชีวิตเช่นนี้ ทำให้ตัวตนขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองเป็นหนึ่งกับการปฏิบัติของพระองค์ และการดำเนินชีวิตของพระองค์ก็คือการปฏิบัติของพระองค์ (ยฮ.6:14-15; 12:13, 19, 23-24).
2กธ. 4:11 2 คำว่า "เนื้อหนัง" กับ "ร่างกาย" ในข้อ 10 และข้อ 11 สามารถใช้แทนกันได้แสดงว่าเนื้อหนังที่ต้องตายของเรา ก็คือร่างกายที่ตกต่ำของเรานั่นเอง.
2กธ. 4:11 ค รม.8:11; 2กธ.5:4; 1กธ.15:53-54
2กธ. 4:12 ก ยฮ.12:24; 1กธ.15:36; ยฮ.2:19
2กธ. 4:12 1 เมื่อเราอยู่ภายใต้การประหารแห่งการตายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ก็ถูกแจกจ่ายเข้าสู่ภายในผู้อื่นโดยผ่านตัวเรา. การแจกจ่ายชีวิตเข้าสู่ภายในผู้อื่นนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการต้อนรับการประหารแห่งกางเขนอยู่เสมอ.
2กธ. 4:13 ก รม.8:4-6
2กธ. 4:13 1ก "ไม่แน่ชัดว่าเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์และก็ไม่ใช่ลักษณะของมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ภายในที่ได้ซึมซาบผู้ที่ถูกเปลี่ยนใหม่ทั่วทั้งหมดและได้กลายเป็นลักษณะพิเศษของคนใหม่ทั้งหมด" (Alford: อัลฟอร์ด). "วิญญาณแห่งความเชื่อไม่แน่ชัดว่าเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์และก็ไม่ใช่ความสามารถหรือลักษณะของมนุษย์ด้วย แต่เป็นการผสมผสานกันของทั้งสองฝ่าย" (Vincent: วินเซนต์). วิญญาณแห่งความเชื่อก็คือการผสมกลมกลืนกันของพระวิญญาณบริสุทธิ์กับวิญญาณของมนุษย์นั่นเอง. เราจำต้องฝึกใช้วิญญาณอย่างนี้ไปเชื่อและพูดเรื่องราวที่เราได้ประสบการณ์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการตายและการเป็นขึ้นของพระองค์ ดังที่ผู้เขียนบทเพลงสรรเสริญได้เชื่อและพูด. ความเชื่ออยู่ในวิญญาณของเราซึ่งได้ผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้อยู่ในความคิดของเรา. ความสงสัยต่างหากที่อยู่ในความคิด. "วิญญาณ" ในที่นี้บ่งชี้ว่าอัครทูตดำเนินชีวิตที่ถูกตรึงกางเขนในการเป็นขึ้นโดยวิญญาณที่ผสมกลมกลืนเพื่อให้การปฏิบัติของเขาทั้งหลายได้บรรลุผลสำเร็จ.
2กธ. 4:13 ข 2กธ.1:24; 5:7
2กธ. 4:13 2 หมายถึงวิญญาณเดียวกับที่ปรากฏในข้อพระคัมภีร์ที่ยกมาอ้างอิงในข้อนี้.
2กธ. 4:13 ค บพส.116:10
2กธ. 4:14 ก กจ.2:24; 1กธ.6:14
2กธ. 4:14 ข 2กธ.1:9; 1กธ.15:52; 1ธซ.4:14, 16
2กธ. 4:14 1ข นี่แสดงว่าอัครทูตถือว่าตัวเองเป็นบุคคลที่ได้ตายแล้ว (1:9) เพราะเขาทั้งหลายได้ถูกมอบไว้แก่ความตายเสมอเพื่อพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 11.)
2กธ. 4:14 ค กซ.1:22, 28; ยด.24
2กธ. 4:15 ก รม.8:28
2กธ. 4:15 ข 2กธ.1:6; 5:13
2กธ. 4:15 ค 2กธ.1:11; 1กธ.15:10
2กธ. 4:15 1ค ตามเนื้อความในที่นี้ พระคุณก็คือพระคริสต์ผู้มีชีวิตอยู่ในอัครทูตเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเขาทั้งหลาย เพื่อให้เขาดำเนินชีวิตที่ถูกตรึงกางเขนเพื่อการสำแดงของชีวิตแห่งการเป็นขึ้น ซึ่งทำให้เขาทั้งหลายสามารถที่จะสำเร็จการปฏิบัติของพวกเขาซึ่งมีไว้สำหรับพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. ดู 1กธ.15:10 คำอธิบาย 1.
2กธ. 4:15 ง 2กธ.9:11-12
2กธ. 4:15 จ 2กธ.1:20; 8:19
2กธ. 4:16 ก 2กธ.4:1
2กธ. 4:16 ข เทียบ รม.6:6; อฟ.4:22; กซ.3:9
2กธ. 4:16 1ข มนุษย์ภายนอกประกอบด้วยกายเป็นอวัยวะกับจิตเป็นชีวิตและตัวตน. มนุษย์ภายในประกอบด้วยวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ของเราเป็นชีวิตและตัวตนกับจิตที่ถูกเปลี่ยนใหม่ของเราเป็นอวัยวะ. ชีวิตของจิตจำต้องถูกปฏิเสธ (มธ.16:24-25) แต่การใช้งานของจิต (ความคิด, ความตั้งใจ, และอารมณ์) จำต้องถูกเปลี่ยนใหม่และยกให้สูงขึ้น โดยการถูกสยบลง (10:4-5) เพื่อสามารถที่จะถูกใช้โดยวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนของมนุษย์ภายในได้.
2กธ. 4:16 2 หรือถูกทำให้สูญสลาย, เสียเปล่าไป, บั่นทอนไป. โดยการประหารอย่างต่อเนื่อง (การงานแห่งการตาย) มนุษย์ภายนอกของเรา ซึ่งเป็นกายฝ่ายวัตถุรวมทั้งจิตที่ทำให้มันมีชีวิต (1กธ.15:44 กับคำอธิบาย) ก็กำลังสูญสลายและบั่นทอนไป.
2กธ. 4:16 ค อฟ.3:16; เทียบ อฟ.4:24; กซ.3:10
2กธ. 4:16 ง รม.12:2; อฟ.4:23; กซ.3:10; ตต.3:5
2กธ. 4:16 3ง หมายถึง การถูกเปลี่ยนใหม่ที่มาจากการได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยการหล่อเลี้ยงที่ใหม่สดของชีวิตแห่งการเป็นขึ้น. ขณะที่มนุษย์ภายนอกของเราซึ่งก็คือกายที่ต้องตายของเรานั้นกำลังสูญสลายไป เนื่องจากการงานแห่งการประหารของความตาย มนุษย์ภายในของเรา ซึ่งก็คือวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ของเราพร้อมด้วยทุกส่วนภายในตัวเรานั้น (ยรม.31:33; ฮร.8:10; รม.7:22, 25) ก็กำลังถูกเปลี่ยนใหม่ทุกวันๆ ด้วยระบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่า จากการหล่อเลี้ยงของชีวิตแห่งการเป็นขึ้น.
2กธ. 4:17 1 หมายถึงการฆ่าให้ตาย, การงานของกางเขน (ข้อ 10)
2กธ. 4:17 ก 1ปต.1:6; 5:10
2กธ. 4:17 ข รม.8:18; 2ตธ.2:10; ฮร.2:10
2กธ. 4:17 2ข หมายถึงการสำแดงของพระเจ้าผู้เป็นชีวิตแห่งการเป็นขึ้น. สง่าราศีอยู่ตรงกันข้ามกับการทุกข์ยาก.
2กธ. 4:17 3 แปลตามตรงคือ หนัก ตรงกันข้ามกับเบาบางชั่วประเดี๋ยวเดียว.
2กธ. 4:17 4 แปลตามตรงคือ บรรลุถึงความเลิศล้ำอย่างเลิศล้ำ.
2กธ. 4:18 1 หมายถึงสิ่งที่เป็นการทุกข์ยากชั่วคราว.
2กธ. 4:18 ก 2กธ.5:7; รม.8:24
2กธ. 4:18 2 หมายถึงสิ่งที่สง่าราศีชั่วนิรันดร์.
2กธ. 4:18 ข ฮร.11:1, 13
2กธ. 4:18 ค 2กธ.5:1
สารบัญ