2 โกรินโธ บทที่ 3
2. การใช้งานกับคุณสมบัติ
3:1-6
3:1-6
2กธ.
3:1 เรากำลังกแนะนำตัวเราเองอีกแล้วหรือ? เราต้องการขหนังสือแนะนำตัวเองมาให้พวกท่าน หรือต้องการหนังสือแนะนำตัวเองจากท่านเหมือนอย่างคนบางคนหรือ?
2กธ.
3:2 ท่านทั้งหลายก็เป็น1กจดหมายของเรา จารึกไว้ใน2ใจของเรา ซึ่งคนทั้งปวงรู้จักและได้อ่าน
2กธ.
3:3 ท่านยังได้ปรากฏเป็น1จดหมายของพระคริสต์แล้ว ซึ่งเรา2ได้เขียนโดยการปฏิบัติของเรา ไม่ใช่เขียนด้วยน้ำหมึก แต่3เขียนด้วยกพระวิญญาณของขพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ และไม่ใช่เขียนไว้บนคแผ่นศิลา แต่เขียนไว้บนแผ่นเนื้อซึ่งเป็น4งหัวใจ.
2กธ.
3:4 เรามีกความแน่ใจต่อพระเจ้าโดยพระคริสต์อย่างนั้น
2กธ.
3:5 มิใช่เราจะ1กมีคุณสมบัติโดยตัวเองที่จะนับว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมาจากตัวเราเองแต่ว่า1คุณสมบัติของเรานั้นขมาจากพระเจ้า
2กธ.
3:6 พระองค์จึงทรงทำให้เรากมีคุณสมบัติเป็น1ขผู้ปฏิบัติแห่งคพันธสัญญาใหม่ [ผู้ปฏิบัติเหล่านี้]มิได้อยู่ฝ่าย2ตัวอักษร แต่อยู่ฝ่าย3งพระวิญญาณ ด้วยว่า4ตัวอักษรนั้นประหารให้ตาย แต่5จพระวิญญาณนั้น6ให้มีชีวิต.
3. สง่าราศีกับความล้ำเลิศ
3:7-11
3:7-11
2กธ.
3:7 แต่ถ้า1การปฏิบัติกแห่งความตายที่ตั้งขึ้นโดยใช้ตัวอักษรจารึกไว้บนขแผ่นศิลานั้นยังนำมาซึ่ง2คสง่าราศี จนกระทั่งพวกบุตรหลานของอิสราเอลจะเพ่งดูหน้าของโมเซไม่ได้ เพราะสง่าราศีบนใบหน้าของท่าน ซึ่งเป็นสง่าราศีที่กำลังสูญสิ้นไป
2กธ.
3:8 แล้ว1กการปฏิบัติแห่งขพระวิญญาณนั้นจะไม่2นำมาซึ่งสง่าราศียิ่งกว่านั้นอีกหรือ?
2กธ.
3:9 เพราะว่าถ้าการปฏิบัติแห่ง1กการปรับโทษยังมีสง่าราศี การปฏิบัติแห่ง2ขความชอบธรรมก็3ยิ่งมีสง่าราศีอย่างเหลือล้นกว่านั้นอีกมาก.
2กธ.
3:10 ด้วยว่าสิ่งที่เคยได้รับ1สง่าราศีแล้ว 2ในประเด็นนี้ก็3ไม่นับว่ามีสง่าราศีเมื่อเทียบกับสง่าราศีที่เหนือล้ำกว่านั้น.
2กธ.
3:11 เพราะถ้าสิ่งที่1กำลังสูญสิ้นไปยังเคย2ผ่านกสง่าราศีแล้ว สิ่งซึ่งดำรงอยู่ถาวรก็ย่อม2อยู่ในขสง่าราศียิ่งกว่านั้นอีกมาก.
III. ผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่
3:12—7:16
3:12—7:16
1. ได้รับการก่อรูปด้วยองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยพระองค์เองในฐานะเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต และเป็นพระวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง
3:12-18
3:12-18
2กธ.
3:12 เหตุฉะนั้นเมื่อเรามี1ความหวังอย่างนั้นแล้ว เราจึง2กมีใจกล้าเป็นอันมาก
2กธ.
3:13 และไม่เหมือนอย่างโมเซที่เอากผ้าคลุมหน้าไว้ เพื่อพวกบุตรหลานของอิสราเอลจะไม่อาจเพ่ง1ดูผลเบื้องปลายของ[สง่าราศี]ที่กำลังสูญสิ้นไป.
2กธ.
3:14 แต่1กความคิดของเขาเหล่านั้นขแข็งกระด้างไป เพราะจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเขาคอ่านพันธสัญญาเดิม ผ้าคลุมหน้าผืนเดียวกันนั้นยังคลุมอยู่ เขา2ยังไม่ได้รับการเปิดเผยว่า ผ้าคลุมหน้าผืนนั้นได้สูญสิ้นไปแล้วในพระคริสต์.
2กธ.
3:15 แต่ว่าจนถึงทุกวันนี้ เมื่อใดที่เขาอ่าน1หนังสือของโมเซ ผ้าคลุมหน้านั้นก็ยังคลุมใจของเขาไว้
2กธ.
3:16 แต่เมื่อใดที่1ใจของเขาหันสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า กผ้าคลุมหน้านั้นก็จะถูกขจัดทิ้งไป.
2กธ.
3:17 1และ2องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็น3กพระวิญญาณนั้น และ4ขพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน 5คความอิสระก็อยู่ที่นั่น.
2กธ.
3:18 1แต่2เราทั้งหลายล้วน3ไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึง4กแลดูและสะท้อน5ขสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนดัง6คกระจกเงา และตัวเราก็7ค่อยๆ ถูกงเปลี่ยนแปลงไปเป็น8เหมือนกับจพระฉายา[ขององค์พระผู้เป็นเจ้า] 9จากสง่าราศีสู่ฉสง่าราศี เหมือนอย่าง[สง่าราศี]ที่มา10จาก11พระวิญญาณองค์พระผู้เป็นเจ้า.
คำอธิบาย 2 โกรินโธ บทที่ 3
2กธ.
3:1 ก 2กธ.4:2; 5:12; 10:12
2กธ.
3:1 ข กจ.18:27; 1กธ.16:3
2กธ.
3:2 ก เทียบ 1กธ.9:2
2กธ.
3:2 1ก ผู้เชื่อเป็นผลมาจากการตรากตรำของอัครทูตที่ได้ทำการแนะนำอัครทูตและการปฏิบัติของพวกเขาให้แก่คนทั้งปวง. ด้วยเหตุนี้ผู้เชื่อจึงได้กลายเป็นจดหมายแนะนำตัวที่มีชีวิตของอัครทูตซึ่งอัครทูตได้เขียนไว้ทั่วทุกส่วนภายในตัวของพวกผู้เชื่อโดยใช้พระคริสต์ผู้อาศัยอยู่ภายในเป็นเนื้อหานั่นเอง.
2กธ.
3:2 2 ผู้เชื่อชาวโกรินโธซึ่งเป็นจดหมายแนะนำตัวที่มีชีวิตของอัครทูตได้ถูกจารึกไว้ในใจของอัครทูต ด้วยเหตุนี้เขาทั้งหลายจึงถูกนำไปโดยอัครทูตและไม่สามารถที่จะแยกออกจากอัครทูตได้. เขาทั้งหลายอยู่ในใจของอัครทูต (7:3) ถูกอัครทูตนำไปยังทุกหนทุกแห่งดุจดังจดหมายแนะนำตัวที่มีชีวิตของอัครทูต.
2กธ.
3:3 1 จดหมายของพระคริสต์ถูกเขียนด้วยพระคริสต์เป็นเนื้อหา เพื่อใช้ถ่ายทอดและสำแดงพระคริสต์. ผู้เชื่อทุกคนของพระคริสต์ควรจะต้องเป็นจดหมายที่มีชีวิตของพระคริสต์อย่างนี้เพื่อให้คนอื่นสามารถได้อ่านและรู้จักพระคริสต์ในตัวของพวกเขา.
2กธ.
3:3 2 คือเขียนขึ้นโดยการปฏิบัติของเหล่าอัครทูต. พวกอัครทูตถูกเติมเต็มด้วยพระคริสต์ จนกระทั่งการปฏิบัติของพวกเขาได้นำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงให้กับคนที่พวกเขาได้ติดต่ออย่างอัตโนมัติ และได้นำพระคริสต์ไปจารึกไว้ในใจของเขาทั้งหลาย และทำให้เขาเหล่านั้นกลายเป็นจดหมายที่มีชีวิตที่ถ่ายทอดพระคริสต์. การที่จดหมายนี้ถูกจารึกไว้ที่ใจของอัครทูต (ข้อ 2) และถูกจารึกไว้ที่ใจของผู้เชื่อ (ข้อ 3) แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ที่ถูกต้องซึ่งได้บรรยายไว้ในหนังสือเล่มนี้จะต้องมีการเขียนสิ่งของบางอย่างไว้ที่ใจของผู้ต้อนรับการปฏิบัติและที่ใจของผู้ทำการปฏิบัติด้วยเสมอ. การปฏิบัติอย่างนี้เป็นการปฏิบัติที่อยู่ในชีวิตโดยใช้พระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่เป็นธาตุแท้ในการเขียน (ดู ข้อ 6 และข้อ 3 คำอธิบาย 3).
2กธ.
3:3 3 พระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่นั้นไม่ได้เป็นอุปกรณ์เหมือนปากกา แต่เป็นองค์ประกอบเหมือนน้ำหมึกที่ใช้ในการเขียน. อัครทูตได้ใช้องค์ประกอบนี้ในการนำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงเพื่อเป็นเนื้อหาในการเขียนจดหมายที่มีชีวิตมาถ่ายทอดพระคริสต์.
2กธ.
3:3 ก 2กธ.3:6, 17, 18
2กธ.
3:3 ข มธ.16:16; 1ตธ.3:15; ฮร.3:12
2กธ.
3:3 ค อซด.24:12; พบญ.4:13
2กธ.
3:3 ง ฮร.8:10; สภษ.3:3; 7:3
2กธ.
3:3 4ง หัวใจของเรา ประกอบด้วยมโนธรรมของเรา (ส่วนที่สำคัญของวิญญาณ), ความคิดของเรา, อารมณ์ของเรา, และความตั้งใจของเรา. ใจเป็นแผ่นกระดานซึ่งอัครทูตได้ใช้เขียนจดหมายที่มีชีวิตของพระคริสต์ โดยใช้พระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่. กรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่าพระคริสต์ถูกเขียนเข้าสู่ทั่วทุกส่วนในตัวเราโดยใช้พระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เพื่อทำให้เรากลายเป็นจดหมายที่มีชีวิตของพระองค์เพื่อพระองค์จะถูกสำแดงให้คนอื่นได้อ่านบนตัวของเรา.
2กธ.
3:4 ก อฟ.3:12
2กธ.
3:5 ก 2กธ.2:16
2กธ.
3:5 1ก ดู 2:16 คำอธิบาย 2. คุณสมบัติและความสามารถของการปฏิบัติของอัครทูตมาจากตัวของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่. การปฏิบัตินี้มีเพื่อแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า ซึ่งก็คือการแจกจ่ายพระคริสต์เข้าสู่ภายในผู้ที่พระเจ้าได้เลือกสรรไว้เพื่อการก่อสร้างพระกายของพระคริสต์.
2กธ.
3:5 ข เทียบ 1กธ.15:10; มธ.10:20
2กธ.
3:6 ก 2กธ.2:16
2กธ.
3:6 ข อฟ.3:7; กซ.1:23, 25
2กธ.
3:6 1ข ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
2กธ.
3:6 ค ยรม.31:31; ลก.22:20; 1กธ.11:25; ฮร.8:8, 13; 9:15
2กธ.
3:6 2 ข้อบัญญัติแห่งกฎบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร.
2กธ.
3:6 ง รม.2:29; 7:6
2กธ.
3:6 3ง คือพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งอัครทูตได้ใช้ในการนำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงเข้าสู่ภายในผู้เชื่อ เพื่อกระทำให้พวกเขากลายเป็นจดหมายที่มีชีวิตของพระคริสต์ (ข้อ 3). การปฏิบัติเพื่อพันธสัญญาใหม่ของอัครทูตนั้นไม่ได้อยู่ฝ่ายตัวอักษรที่ตายเหมือนกับการปฏิบัติเพื่อพันธสัญญาเดิมของโมเซ แต่ว่าอยู่ฝ่ายพระวิญญาณผู้ทรงพระชนม์อยู่ผู้ประทานชีวิต.
2กธ.
3:6 4 ตัวอักษรของกฎบัญญัติ ซึ่งมีแต่ข้อเรียกร้องต่อมนุษย์ แต่ไม่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตให้แก่มนุษย์ได้ (ฆต.3:21). เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกฎบัญญัติได้ กฎบัญญัติจึงประหารมนุษย์ให้ตาย (รม.7:9-11).
2กธ.
3:6 จ 1กธ.15:45; ยฮ.6:63
2กธ.
3:6 5จ พระวิญญาณนั้น คือการปรากฏที่สำเร็จสุดยอดของพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้ผ่านขั้นตอนกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45). พระองค์แจกจ่ายชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือตัวของพระเจ้าเองเข้าสู่ภายในผู้เชื่อและอัครทูตเพื่อทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ (พันธสัญญาแห่งชีวิต). ดังนั้นการปฏิบัติของพวกเขาจึงเป็นการปฏิบัติที่ก่อรูปด้วยพระเจ้าตรีเอกภาพผู้เป็นชีวิตโดยพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต.
2กธ.
3:6 6 หรือ ประทานชีวิตให้มนุษย์.
2กธ.
3:7 1 หมายถึง การปฏิบัติแห่งพันธสัญญาเดิมอันเป็นพันธสัญญาที่เป็นมาโดยตัวอักษรที่ตายซึ่งประหารให้ตาย.
2กธ.
3:7 ก รม.7:9, 11, 13
2กธ.
3:7 ข อซด.34:1; พบญ.10:1-3
2กธ.
3:7 ค อซด.34:29-35; เทียบ 2กธ.4:6
2กธ.
3:7 2ค แปลตามตรงคือ ในสง่าราศี. สง่าราศีที่ส่องสว่างชั่วคราวและส่องสว่างอยู่บนหน้าของโมเซเท่านั้น (อซด.34:29, 35).
2กธ.
3:8 ก 2กธ.4:1; 5:18
2กธ.
3:8 1ก หมายถึง การปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ของอัครทูต. พันธสัญญานี้อยู่ฝ่ายพระวิญญาณผู้ทรงพระชนม์อยู่ที่ประทานชีวิต.
2กธ.
3:8 ข ฆต.3:5
2กธ.
3:8 2 แปลตามตรงคือ อยู่ในสง่าราศี หมายถึงสง่าราศีของพระเจ้าที่ปรากฏอยู่บนพระพักตร์ของพระคริสต์. สง่าราศีนี้ก็คือตัวของพระเจ้าเองซึ่งส่องสว่างอยู่ในใจของอัครทูตชั่วนิรันดร์ (4:6) จึงล้ำเลิศเหนือกว่าสง่าราศีของการปฏิบัติในพันธสัญญาเดิมของโมเซ (ข้อ 10).
2กธ.
3:9 ก รม.3:20; 5:13, 20; 7:7
2กธ.
3:9 1ก การปฏิบัติแห่งพันธสัญญาเดิมได้กลายเป็นการปฏิบัติของความตาย (ข้อ 7) เพราะพันธสัญญาเดิมได้นำมาซึ่งการปรับโทษและทำให้มนุษย์ตาย (รม.5:13, 18, 20-21). ดังนั้นการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาเดิมจึงเป็นการปฏิบัติแห่งการ
ปรับโทษด้วย.
2กธ.
3:9 ข รม.1:17; 3:21-22; 5:17, 19, 21
2กธ.
3:9 2ข การปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่คือการปฏิบัติของพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (ข้อ 8, 6) เพราะพันธสัญญาใหม่ได้นำมาซึ่งความชอบธรรมของพระเจ้าและทำให้มนุษย์ได้รับชีวิต (รม.5:18, 21). ดังนั้นการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่จึงเป็นการปฏิบัติแห่งความชอบธรรม ซึ่งก็คือการปฏิบัติแห่งการโปรดให้ชอบธรรมด้วย. ศูนย์กลางของการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่คือพระวิญญาณกับความชอบธรรม. พระวิญญาณนั้นเป็นการหล่อเลี้ยงของชีวิต ส่วนความชอบธรรมเป็นการดำเนินชีวิตออกมาและเป็นการสำแดงที่แท้จริงของพระคริสต์ (พระฉายาของพระเจ้า) ผู้เป็นชีวิตของเราในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณ (ข้อ 17).
2กธ.
3:9 3 การปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ของอัครทูตไม่เพียงแต่มีสง่าราศีเท่านั้น แต่ยังเปี่ยมล้นไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้าซึ่งเหนือล้ำกว่าสง่าราศีแห่งการปฏิบัติในพันธสัญญาเดิมของโมเซ (ข้อ 10).
2กธ.
3:10 1 หมายถึงสง่าราศีที่ส่องสว่างบนหน้าของโมเซชั่วคราว.
2กธ.
3:10 2 คือ ในข้อเท็จจริงที่ว่าสง่าราศีของการปฏิบัติแห่งกฎบัญญัตินั้นเป็นสง่าราศีชั่วคราวที่ส่องสว่างบนหน้าของโมเซ. ในประเด็นนี้ สง่าราศีของการปฏิบัติแห่งกฎบัญญัติก็กำลังสูญสิ้นไปเพราะเหตุสง่าราศีที่ล้ำเลิศกว่านั้น. เนื่องจากสง่าราศีของการปฏิบัติในพันธสัญญาใหม่นี้ (สง่าราศีนี้ก็คือสง่าราศีของพระเจ้า ซึ่งเป็นตัวของพระเจ้าเองที่ได้ปรากฏอยู่บนพระพักตร์ของพระคริสต์ชั่วนิรันดร์นั้นล้ำเลิศกว่าสง่าราศีที่ชั่วคราวของการปฏิบัติในพันธสัญญาเดิมซึ่งได้ส่องสว่างบนหน้าของโมเซ) สง่าราศีที่ชั่วคราวของการปฏิบัติแห่งกฎบัญญัติจึงได้สูญสิ้นไปและไม่ดำรงอยู่อีก.
2กธ.
3:10 3 คือ กำลังเสื่อมสูญไป (ข้อ 7).
2กธ.
3:11 1 คือกำลังอยู่ในขั้นตอนที่กำลังถูกทำลายโดยการแผ่ขยายของการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่.
2กธ.
3:11 2 ข้อ 7-11 แสดงให้เห็นถึงความต่ำต้อยกว่าของสง่าราศีแห่งการปฏิบัติของโมเซ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของกฎบัญญัติ หรือการปฏิบัติแห่งการปรับโทษและความตาย และยังแสดงให้เห็นถึงความล้ำเลิศกว่าแห่งการปฏิบัติของอัครทูต ซึ่งเป็นการปฏิบัติแห่งพระคุณ หรือการปฏิบัติแห่งความชอบธรรมและพระวิญญาณนั้น. ฝ่ายแรกได้ผ่านสง่าราศีอย่างชั่วคราว ฝ่ายหลังดำรงอยู่ในสง่าราศีชั่วนิรันดร์.
ใน 2:12-17 นั้นอัครทูตได้พูดถึงชัยชนะกับประสิทธิภาพแห่งการปฏิบัติของอัครทูต ส่วนในข้อ 1-6 ของบทนี้ ท่านได้พูดถึงการใช้งานกับคุณสมบัติของการปฏิบัติและในข้อ 7-11 พูดถึงสง่าราศีกับความล้ำเลิศของการปฏิบัตินี้.
ใน 2:12-17 นั้นอัครทูตได้พูดถึงชัยชนะกับประสิทธิภาพแห่งการปฏิบัติของอัครทูต ส่วนในข้อ 1-6 ของบทนี้ ท่านได้พูดถึงการใช้งานกับคุณสมบัติของการปฏิบัติและในข้อ 7-11 พูดถึงสง่าราศีกับความล้ำเลิศของการปฏิบัตินี้.
2กธ.
3:11 ก 2กธ.3:7, 9
2กธ.
3:11 ข 2กธ.3:8-10
2กธ.
3:12 1 คือความหวังที่ว่าสง่าราศีที่ส่องสว่างของการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่จะได้ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์. การมีความหวังของอัครทูตตรงกันข้ามกับการขาดความหวังของโมเซ. โมเซไม่มีความหวังเพราะสง่าราศีของการปฏิบัติแห่งกฎบัญญัติในพันธสัญญาเดิมของท่านกำลังสูญสิ้นไป (ข้อ 13).
2กธ.
3:12 ก 2กธ.7:4; อฟ.6:19
2กธ.
3:12 2ก ศัพท์ในภาษากรีกมีความหมายเป็นนัยถึงการพูด. อัครทูตมีใจกล้าที่จะพูดอย่างเปิดเผยและอย่างอิสระเกี่ยวกับการปฏิบัติของพวกเขาโดยไม่ปิดบังและไม่ปกปิดไว้ ซึ่งไม่เหมือนอย่าง
โมเซที่ปิดหน้าไว้ด้วยผ้าคลุม (ข้อ 13).
2กธ.
3:13 ก อซด.34:33, 35
2กธ.
3:13 1 ขณะที่โมเซพูดพระคำของพระเจ้ากับพวกบุตรหลานอิสราเอลนั้น ท่านได้เปิดใบหน้าที่ได้รับสง่าราศี. แต่หลังจากท่านพูดจบแล้ว ท่านก็ได้ใช้ผ้าคลุมหน้าไว้ (อซด.34:29-33) เพื่อไม่ให้พวกอิสราเอลเห็นถึงผลเบื้องปลายของการปฏิบัติของท่านซึ่งกำลังสูญสิ้นไป. ท่านไม่ต้องการให้พวกเขาเห็นถึงการสิ้นสุดของการปฏิบัติแห่งกฎบัญญัติของท่านที่กำลังสูญสิ้นไปนั้น.
2กธ.
3:14 ก 2กธ.4:4; ยซย.6:9-10
2กธ.
3:14 1ก แปลตามตรงคือ ความนึกคิด ซึ่งก็คือ "สิ่งที่ออกมาจากความคิด (2:11; ฟป.4:7) ดังนั้นจึงโยงความหมายไปถึงตัวความคิดเอง" (Vincent: วินเซนต์).
2กธ.
3:14 ข มก.6:52; รม.11:7-8, 25
2กธ.
3:14 ค กจ.13:15; 15:21
2กธ.
3:14 2 ผ้าคลุมนี้ได้ถูกขจัดออกแล้วในพระคริสต์. แต่ข้อเท็จจริงประการนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยให้แก่บุตรหลานของพวกอิสราเอล ดังนั้นความนึกคิดของพวกเขาจึงแข็งกระด้างไปและความคิดของพวกเขาได้ถูกกระทำให้บอดไป. ผ้าคลุมหน้าผืนนี้ได้ถูกขจัดออกแล้วในพระคริสต์โดยแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเขาอ่านพันธสัญญาเดิมอยู่นั้น ผ้าคลุมผืนนี้ยังคงปิดบังใจของเขาทั้งหลายไว้ (ข้อ 15).
2กธ.
3:15 1 หมายถึงบทประพันธ์ของโมเซ ซึ่งก็คือพระคัมภีร์ห้าเล่มที่โมเซได้เขียนไว้ (เบญจบรรณ—ยฮ.5:47).
2กธ.
3:16 1 นี่แสดงว่า เมื่อใจของพวกเขาห่างไกลจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ผ้าคลุมหน้านั้นก็ยังปิดบังใจของเขาไว้. แต่เมื่อใดที่ใจของเขาหันสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผ้าคลุมหน้านั้นก็จะเปิดออก. ตามความเป็นจริงแล้ว ใจที่ห่างไกลออกไปของพวกเขาก็คือผ้าคลุมหน้านั่นเอง. การหันใจสู่องค์พระผู้
เป็นเจ้าก็คือการเปิดผ้าคลุมหน้าออกนั่นเอง.
2กธ.
3:16 ก ยซย.25:7
2กธ.
3:17 1 หรือ ยิ่งไปกว่านั้น, นอกจากนี้. เมื่อใดที่ใจหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อนั้นผ้าคลุมหน้าก็จะเปิดออก. นอกจากนี้องค์พระผู้เป็นเจ้ายังทรงเป็นพระวิญญาณนั้นผู้ทรงประทานความอิสระแก่เรา. ในเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณนั้น ดังนั้นเมื่อใจหันกลับมาหาพระองค์ผ้าคลุมหน้าก็จะเปิดออกทันทีและใจก็จะถูกปลดปล่อยจากการผูกมัดของตัวอักษรของกฎบัญญัติด้วย.
2กธ.
3:17 2 ตามเนื้อความในตอนนี้ซึ่งได้เริ่มจาก 2:12 องค์พระผู้เป็นเจ้า ในที่นี้ต้องชี้ถึงองค์พระคริสต์เจ้าอย่างแน่นอน (2:12, 14-15, 17; 3:3-4, 14, 16; 4:5). นี่จึงเป็นถ้อยคำในพระคัมภีร์ที่ได้เน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า พระคริสต์ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น. "องค์พระคริสต์เจ้าในข้อ 16 ก็คือพระวิญญาณนั้นผู้เติมเต็มทั่วพันธสัญญาใหม่และให้พลังชีวิตแก่พันธสัญญาใหม่ และเราก็คือผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญานี้ (ข้อ 6) และการปฏิบัตินี้ก็มีสง่าราศี (ข้อ 8). เทียบ รม.8:9-11; ยฮ.14:16, 18" (Vincent: วินเซนต์). "องค์พระผู้เป็นเจ้าในข้อ 16 ก็คือพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตในข้อ 6 หมายความว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้า" ที่ในที่นี้ได้บันทึกว่าเป็น "พระคริสต์" "ทรงเป็นพระวิญญาณนั้น" ก็มีความหมายเหมือนกันกับพระวิญญาณบริสุทธิ์...พระคริสต์ในที่นี้ก็คือ พระวิญญาณของพระคริสต์นั่นเอง" (Alford: อัลฟอร์ด). "พระวิญญาณที่ทำการเปลี่ยนแปลงและอาศัยอยู่ภายในทั้งหมดก็คือตัวของพระคริสต์เอง. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณนั้น" (Williston Walker: วิลลิสตัน วอล์คเกอร์).
2กธ.
3:17 ก 1กธ.15:45; ยฮ.7:39; วว.2:7; 22:17
2กธ.
3:17 3ก ใน ยฮ.7:39 ยังไม่มีพระวิญญาณนั้น ผู้เป็นการปรากฏออกที่สุดยอดของพระเจ้าตรีเอกภาพเพราะว่าในเวลานั้นพระเยซูยังไม่ได้รับสง่าราศี. พระเยซูคือการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระเจ้า แต่เวลานั้นพระองค์ยังไม่ได้สำเร็จขั้นตอนที่พระองค์ต้องผ่านนี้. การเป็นขึ้นของพระองค์ก็คือการสำเร็จขั้นตอนทั้งหมดของการกลายเป็นเนื้อหนัง, การตรึงตาย, และการเป็นขึ้น. สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าตรีเอกภาพจำต้องผ่านในสภาพมนุษย์เพื่อแผนการบริหารแห่งการไถ่ของพระองค์ หลังจากขั้นตอนเหล่านี้แล้ว. พระองค์จึงได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45). ในพันธสัญญาใหม่เรียกพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตนี้ว่า "พระวิญญาณนั้น" (รม.8:16, 23, 26-27; ฆต.3:2, 5, 14; 6:8; วว.2:7; 3:22; 14:13; 22:17) คือพระวิญญาณนั้นผู้ทรงประทานชีวิตของพระเจ้าให้เรา (ข้อ 6; ยฮ.6:63) และปลดปล่อยเราให้หลุดพ้นจากการผูกมัดของกฎบัญญัติ.
2กธ.
3:17 ข ฆต.4:6
2กธ.
3:17 4ข พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็คือตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง มีพระองค์ก็มีความอิสระ.
2กธ.
3:17 ค ยฮ.8:32; ฆต.5:1
2กธ.
3:17 5ค หมายถึงความอิสระในการพ้นจากตัวอักษรแห่งกฎบัญญัติภายใต้ผ้าคลุมหน้า (ฆต.2:4; 5:1).
2กธ.
3:18 1 คำว่า "แต่" แสดงว่าผู้เชื่ออย่างเราแตกต่างกับพวกอิสราเอล. เขาทั้งหลายมีผ้าคลุมหน้า แต่เราไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูและสะท้อนสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกระจกเงา และตัวเราก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนกับพระฉายาขององค์พระผู้เป็นเจ้าจากสง่าราศีสู่สง่าราศี.
2กธ.
3:18 2 หมายถึงอัครทูตทั้งหลาย. พวกเขาเป็นผู้ปฏิบัติของพระคริสต์ในฐานะที่เป็นแบบอย่างและตัวแทนของผู้เชื่อทั้งหมด. สง่าราศีที่กล่าวไว้ในข้อ 8-9 มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่. สง่าราศีในที่นี้มีความเกี่ยวข้องกับอัครทูต คือเหล่าผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่. นี่แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ไม่เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของผู้ปฏิบัติทั้งหลายแห่งพันธสัญญาใหม่เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เขาทั้งหลายเป็นต่างหาก. เขาทั้งหลายเป็นหนึ่งกับการปฏิบัติของเขา เพราะสง่าราศีที่มองไม่เห็นนี้ได้ซาบซ่านและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งการงานและตัวของเขาเอง จนทำให้ทั้งสองไม่มีความแตกต่างกันเลย.
2กธ.
3:18 3 ตรงกันข้ามกับความคิดหรือใจที่มีผ้าคลุมปิดไว้ (ข้อ 14-15). การที่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้านั้นหมายความว่าใจของเราได้หันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ดังนั้นผ้าคลุมหน้าจึงได้ถูกเปิดออก และองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระวิญญาณนั้นก็ได้ทรงปลดปล่อยเราให้พ้นจากการผูกมัดและจากการปิดบังของกฎบัญญัติแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งกีดกั้นระหว่างเรากับองค์พระผู้เป็นเจ้าอีกต่อไป.
2กธ.
3:18 ก บพส.27:4
2กธ.
3:18 4ก การแลดูสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือการแลดูองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเอง. ส่วนการสะท้อนสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือการให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยผ่านตัวเรา.
2กธ.
3:18 ข 2กธ.3:7; 4:4, 6; ยฮ.1:14; 2ปต.1:17; ฮร.2:9
2กธ.
3:18 5ข หมายถึงสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นขึ้นและเสด็จสู่สวรรค์. พระองค์ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์. พระองค์ทรงผ่านการกลายเป็นเนื้อหนัง, การดำเนินชีวิตมนุษย์บนโลกนี้, การถูกตรึงตาย, เข้าสู่การเป็นขึ้น, สำเร็จการไถ่โดยสมบูรณ์. และได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตมาอาศัยอยู่ในเรา เพื่อให้ตัวพระองค์เองและทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสำเร็จ, ได้รับ, และได้บรรลุถึงล้วนกลายมาเป็นความเที่ยงแท้ของเราเพื่อเราจะได้เป็นหนึ่งกับพระองค์และถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนกับพระฉายาของพระองค์จากสง่าราศีสู่สง่าราศี.
2กธ.
3:18 ค 1กธ.13:12
2กธ.
3:18 6ค เราเป็นเหมือนกระจกเงาที่แลดูและสะท้อนสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้า. เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรจะไม่มีผ้าคลุมหน้าอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนและสะท้อนได้อย่างถูกต้อง.
2กธ.
3:18 7 เมื่อเราแลดูและสะท้อนสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว พระองค์ก็ทรงซึมซาบองค์ประกอบแห่งสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทรงกระทำเข้าสู่ภายในเรา. ดังนั้นเราจึงค่อยๆ ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยระบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่า เพื่อจะมีรูปลักษณ์แห่งชีวิตของพระองค์ โดยฤทธิ์เดชแห่งชีวิตของพระองค์พร้อมด้วยธาตุแท้แห่งชีวิตของพระองค์ นั่นคือเรากำลังค่อยๆ เปลี่ยนรูปลักษณะของเราโดยการเปลี่ยนใหม่แห่งความคิดของเราเป็นหลัก (รม.12:2) จนเป็นเหมือนกับพระฉายาของพระองค์. การเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยนี้แสดงว่าเราอยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง.
2กธ.
3:18 ง รม.12:2
2กธ.
3:18 8 หมายถึงพระฉายาของพระคริสต์ที่ได้เป็นขึ้นและได้รับสง่าราศี. การถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนกับพระฉายาของพระองค์ คือการที่เรากำลังถูกถอดแบบตามพระคริสต์ผู้ได้เป็นขึ้นและได้รับสง่าราศี เพื่อทำให้เราเป็นเหมือนกับพระองค์ (รม.8:29).
2กธ.
3:18 จ กซ.3:10; ฮร.1:3; 1กธ.15:49
2กธ.
3:18 9 คือจากสง่าราศีระดับหนึ่งสู่สง่าราศีอีกระดับหนึ่ง. นี่แสดงถึงขั้นตอนที่มุ่งไปไม่หยุดยั้งในชีวิตแห่งการเป็นขึ้น.
2กธ.
3:18 ฉ ฮร.2:10
2กธ.
3:18 10 คำว่า "จาก" แสดงว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นผลที่เกิดออกมาจากพระวิญญาณนั้น ไม่ใช่ผลที่ถูกกระทำให้เกิดขึ้นมาโดยพระวิญญาณนั้น.
2กธ.
3:18 11 วลีที่ว่า "พระวิญญาณองค์พระผู้เป็นเจ้า. สามารถถือได้ว่าเป็นชื่อเรียกผสมเหมือนอย่าง พระเจ้าพระบิดา, องค์พระคริสต์เจ้า เป็นต้น. ศัพท์คำนี้ได้พิสูจน์และยืนยันอย่างหนักแน่นอีกครั้งหนึ่งว่าองค์พระคริสต์เจ้าทรงเป็นพระวิญญาณนั้น และพระวิญญาณนั้นก็คือองค์พระคริสต์เจ้า. ในบทนี้พระวิญญาณองค์นี้ได้ถูกเปิดเผยว่าเป็นพระวิญญาณแห่งการจารึก (ข้อ 3) พระวิญญาณที่ให้มีชีวิต (ข้อ 6) พระวิญญาณแห่งการปฏิบัติ (ข้อ 8) พระวิญญาณแห่งความอิสระ (ข้อ 17) และพระวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง (ข้อ 18). พระวิญญาณผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งองค์นี้ทรงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อพวกผู้ปฏิบัติของพระคริสต์และต่อการปฏิบัติของพวกเขา เพื่อแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า.
หลังจากที่อัครทูตกล่าวถึงการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่แล้ว ท่านก็ได้พูดถึงบรรดาผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่. ในข้อ 12-18 ท่านได้บรรยายถึงบรรดาผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ก่อนว่าพวกเขาเป็นคนที่ใจได้หันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า, หน้าของเขาทั้งหลายไม่มีผ้าคลุม, เป็นผู้ซึ่งกำลังรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระวิญญาณ เพื่อให้พวกเขาได้หลุดพ้นจากการผูกมัดของกฎบัญญัติ, และเป็นผู้ซึ่งค่อยๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนกับพระฉายาขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการแลดูและสะท้อนองค์พระผู้เป็นเจ้า. ด้วยขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้พวกเขาจึงถูกก่อรูปเป็นผู้ปฏิบัติของพระคริสต์ด้วยองค์ประกอบแห่งฐานันดรและการงานของพระคริสต์โดยพระวิญญาณนั้น. เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาเป็นจึงก่อรูปมาจากพระคริสต์และก่อรูปด้วยพระคริสต์ นอกจากนี้การปฏิบัติของพวกเขาก็คือการนำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงผู้อื่น ซึมซาบพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในและประทานชีวิตเข้าสู่ภายในผู้เชื่อ. ผู้เชื่อทั้งหมดควรจะต้องเอาอย่างผู้ปฏิบัติอย่างนี้ เพื่อกลายเป็นบุคคลชนิดเดียวกันและสำเร็จการปฏิบัติอย่างเดียวกันนี้.
หลังจากที่อัครทูตกล่าวถึงการปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่แล้ว ท่านก็ได้พูดถึงบรรดาผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่. ในข้อ 12-18 ท่านได้บรรยายถึงบรรดาผู้ปฏิบัติแห่งพันธสัญญาใหม่ก่อนว่าพวกเขาเป็นคนที่ใจได้หันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า, หน้าของเขาทั้งหลายไม่มีผ้าคลุม, เป็นผู้ซึ่งกำลังรับสุของค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระวิญญาณ เพื่อให้พวกเขาได้หลุดพ้นจากการผูกมัดของกฎบัญญัติ, และเป็นผู้ซึ่งค่อยๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนกับพระฉายาขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการแลดูและสะท้อนองค์พระผู้เป็นเจ้า. ด้วยขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้พวกเขาจึงถูกก่อรูปเป็นผู้ปฏิบัติของพระคริสต์ด้วยองค์ประกอบแห่งฐานันดรและการงานของพระคริสต์โดยพระวิญญาณนั้น. เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาเป็นจึงก่อรูปมาจากพระคริสต์และก่อรูปด้วยพระคริสต์ นอกจากนี้การปฏิบัติของพวกเขาก็คือการนำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงผู้อื่น ซึมซาบพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง ซึ่งเป็นพระวิญญาณที่อาศัยอยู่ภายในและประทานชีวิตเข้าสู่ภายในผู้เชื่อ. ผู้เชื่อทั้งหมดควรจะต้องเอาอย่างผู้ปฏิบัติอย่างนี้ เพื่อกลายเป็นบุคคลชนิดเดียวกันและสำเร็จการปฏิบัติอย่างเดียวกันนี้.