2 โกรินโธ บทที่ 13
2กธ.
13:1 ครั้งนี้จะเป็นกครั้งที่สามที่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมท่านทั้งหลาย คำพูดทุกคำต้องมีขพยานบุคคลสองสามปากจึงจะเชื่อถือได้.
2กธ.
13:2 แต่ก่อนนั้นข้าพเจ้าเคยบอกท่านแล้ว และเดี๋ยวนี้ถึงข้าพเจ้ากไ่ม่ได้อยู่กับท่านข้าพเจ้าก็ขอบอกกับเขาเหล่านั้นผู้เคยขทำบาปมาก่อน และกับคนอื่นทั้งปวงเป็นการล่วงหน้าอีก เหมือนดังที่ข้าพเจ้าได้บอกไว้เมื่ออยู่กับท่านเป็นครั้งที่สองนั้นว่า ถ้าข้าพเจ้ามาอีก ข้าพเจ้าจะคไม่1งดเว้น[โทษ]ให้เลย
2กธ.
13:3 เพราะว่าท่านเสาะหาหลักฐานแห่งพระคริสต์ผู้กำลังตรัสในข้าพเจ้า. พระคริสต์ไม่ได้ทรงอ่อนแอต่อท่าน แต่1กทรงฤทธิ์มากอยู่ในท่าน.
2กธ.
13:4 เพราะแม้ว่าพระองค์ทรงกถูกตรึง1เนื่องด้วย2ความอ่อนแอก็จริง แต่พระองค์ยังขทรงพระชนม์อยู่1เนื่องด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า. และแม้3เราคอ่อนแอในพระองค์ก็จริง แต่เรายังจะงมีชีวิตเป็นอยู่ร่วมกับพระองค์ เนื่องด้วยจฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่มีต่อท่าน.
2กธ.
13:5 ท่านจงทดสอบดูตัวของท่านเองว่า ท่านตั้งอยู่ใน1หลักความเชื่อหรือไม่ จง2พิสูจน์ตัวของท่านเองเถิด. ท่านไม่รู้ตัวหรือว่า 3พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่กในท่านทั้งหลาย? นอกจากท่านจะ4ขทานการทดสอบไม่ได้.
2กธ.
13:6 แต่ข้าพเจ้าหวังให้ท่านรู้ว่า 1เราทั้งหลายมิได้เป็นคนที่จะทานการทดสอบไม่ได้.
2กธ.
13:7 เราอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อท่านจะไม่กระทำชั่วใดๆ 1มิใช่เพื่อจะให้ปรากฏว่าเราทานการทดสอบได้ แต่เพื่อให้ท่านกระทำการดี แม้จะดูเหมือนว่าเราทานการทดสอบไม่ได้!
2กธ.
13:8 1เพราะว่าเราจะกระทำสิ่งใดที่ต่อต้าน2หลักความจริงไม่ได้ มีแต่ทำเพื่อหลักความจริงเท่านั้น.
2กธ.
13:9 เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา1กอ่อนแอและท่านเข้มแข็ง เราก็มีความยินดี เรายังวิงวอนขอสิ่งนี้ด้วย คือขอให้ท่านได้รับ2ขการกระทำให้สำเร็จสมบูรณ์.
2กธ.
13:10 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเขียนข้อความนี้เมื่อข้าพเจ้ากไม่อยู่ เพื่อเมื่อข้าพเจ้าได้ไปขอยู่ด้วยแล้วจะได้ไม่ต้องคเข้มงวดต่อท่าน ตามงอำนาจซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดประทานให้ข้าพเจ้าไว้ เพื่อจการก่อสร้างขึ้น มิใช่เพื่อ1การทำลายลง.
VI. บทสรุป
13:11-14
13:11-14
1. คำตักเตือนสุดท้าย
ข้อ 11-12
ข้อ 11-12
2กธ.
13:11 สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย 1กจงชื่นชมยินดี, จงถูก2กระทำให้สำเร็จสมบูรณ์,3จงรับการปลอบโยน, 4ขจงคิดในสิ่งเดียวกัน, 5คและจงปรองดองกัน เช่นนี้งพระเจ้าแห่ง6ความรักและสันติสุขจะสถิตอยู่กับท่าน.
2กธ.
13:12 จงทักทายซึ่งกันและกันด้วย1กการจูบอันบริสุทธิ์.
2. คำทักทาย
ข้อ 13
ข้อ 13
2กธ.
13:13 กวิสุทธิชนทั้งปวงฝากคำทักทายมายังท่านทั้งหลาย.
3. คำอวยพร
ข้อ 14
ข้อ 14
2กธ.
13:14 ขอให้1กพระคุณแห่งองค์พระเยซูคริสต์เจ้า, ขความรักแห่งพระเจ้า, และคการสามัคคีธรรมแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด.
คำอธิบาย 2 โกรินโธ บทที่ 13
2กธ.
13:1 ก 2กธ.12:14
2กธ.
13:1 ข มธ.18:16
2กธ.
13:2 ก 2กธ.13:10
2กธ.
13:2 ข 2กธ.12:21
2กธ.
13:2 ค เทียบ 2กธ.1:23; 1กธ.4:21
2กธ.
13:2 1 แปลตามตรงคือ เสียดาย.
2กธ.
13:3 ก อฟ.1:19
2กธ.
13:3 1ก พระคริสต์ทรงฤทธิ์มากในผู้เชื่อในขณะที่พระองค์กำลังตรัสอยู่ในอัครทูต. นี่คือข้อพิสูจน์ที่แน่นหนาและเป็นทัศนะภายในต่อผู้เชื่อจริงๆ โดยแสดงว่าพระคริสต์ตรัสอยู่ในอัครทูต.
2กธ.
13:4 ก ฟป.2:7-8
2กธ.
13:4 1 แปลตามตรงคือ ออกมาจาก.
2กธ.
13:4 2 หมายถึงความอ่อนแอทางร่างกาย เหมือนใน 10:10. หากเพื่อพระองค์เองแล้ว พระองค์ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นผู้ที่อ่อนแอเลย แต่เพื่อสำเร็จการไถ่ให้กับเราแล้ว พระองค์ก็ทรงยินยอมเป็นผู้ที่อ่อนแอในร่างกายของพระองค์เพื่อพระองค์จะได้ถูกตรึง. แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่พระองค์ได้เป็นขึ้นแล้ว ปัจจุบันนี้พระองค์ก็ทรงมีชีวิตเป็นอยู่โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า.
2กธ.
13:4 ข 1กธ.6:14; 1ปต.3:18; รม.1:4; วว.1:18
2กธ.
13:4 3 อัครทูตได้ติดตามแบบอย่างของพระคริสต์และยอมกลายเป็นคนอ่อนแอในการเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระองค์ เพื่อพวกเขาจะได้ดำเนินชีวิตแห่งการตรึงกางเขนร่วมกับพระองค์. เพราะฉะนั้นเขาทั้งหลายจะต้องมีชีวิตเป็นอยู่ร่วมกับพระองค์ เนื่องด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่มีต่อผู้เชื่อ. ทางภายนอกเขาทั้งหลายเป็นคนอ่อนแอต่อผู้เชื่อ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเป็นผู้มีฤทธิ์มาก.
2กธ.
13:4 ค 2กธ.12:10
2กธ.
13:4 ง รม.6:4-5, 8; ยฮ.14:19; ฆต.2:20; ฟป.1:21
2กธ.
13:4 จ 1กธ.2:4-5
2กธ.
13:5 1 ชี้ถึงหลักความเชื่อทางทัศนะภายนอก (กจ.6:7; 1ตธ.1:19 กับคำอธิบาย 3). ถ้าผู้ใดอยู่ในหลักความเชื่อทางทัศนะภายนอก เขาก็จะมีความเชื่อทางทัศนะภายในแน่นอน คือเชื่อในพระคริสต์และเนื้อหาสาระทั้งหมดในแผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า. นี่คือสิ่งที่อัครทูตต้องการให้ชาวโกรินโธไปทดสอบ.
2กธ.
13:5 2 การทดสอบตัวเองเป็นการวินิจฉัยถึงสภาพการณ์ของท่าน; การพิสูจน์ตัวเองเป็นการยืนยันว่าท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมกับสถานภาพของตน.
2กธ.
13:5 3 ตราบใดที่ผู้เชื่อรู้ว่าพระเยซูคริสต์อยู่ในเขา เขาก็ยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถทานการทดสอบและเป็นอวัยวะที่แท้จริงของพระคริสต์.
2กธ.
13:5 ก รม.8:10; กซ.1:27; ยฮ.14:20; ฆต.2:20; 4:19
2กธ.
13:5 ข เทียบ 1กธ.9:27
2กธ.
13:5 4ข คือ ขาดคุณสมบัติ.
2กธ.
13:6 1 โดยถ้อยคำนี้อัครทูตได้วกกลับมาสู่ตัวท่านเองและอัครทูตคนอื่นๆ เพื่อแสดงว่าในเมื่อพวกเขามีพระคริสต์ทรงเป็นอยู่และตรัสอยู่ภายในเช่นนี้ พวกท่านย่อมมีคุณสมบัติอย่างครบถ้วนและพวกท่านไม่ใช่เป็นผู้ทานการทดสอบไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางชาวโกรินโธที่มีปัญหายุ่งยากเหล่านี้. อัครทูตหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เขาทั้งหลายสามารถตระหนักถึงสิ่งนี้และไม่มีปัญหาต่อตัวท่านอีก.
2กธ.
13:7 1 นี่เป็นการบ่งชี้ว่าการกระทำการดีของผู้เชื่อนั้นก็เป็นการพิสูจน์ถึงคุณสมบัติและคำสอนของอัครทูตด้วย. อย่างไรก็ดีอัครทูตกลับไ่ม่ได้ใส่ใจที่จะยึดเอาสิ่งนี้เป็นฐานในการใช้อำนาจแห่งอัครทูตไปสั่งสอนพวกเขา. สิ่งที่ท่านใส่ใจนั้นคือให้พวกเขากระทำการดี เพื่อตัวเขาเองจะได้ถูกก่อตั้งและก่อสร้างขึ้น.
2กธ.
13:8 1 คำว่า "เพราะว่า" บ่งชี้ว่าข้อ 8 เป็นคำอธิบายถึงสิ่งที่กล่าวไว้ในข้อที่แล้ว. อัครทูตปรารถนาให้ผู้เชื่อชาวโกรินโธกระทำการดี แต่ไม่ใช่เพื่อจะให้อัครทูตเป็นที่ปรากฏว่าเป็นผู้ทานการทดสอบได้. การเสริมสร้างผู้เชื่อให้กระทำการดีนั้นมีเพื่อหลักความจริง แต่ถ้าอัครทูตทำให้ตัวเองเป็นที่ปรากฏว่าเป็นผู้ทานการทดสอบได้ และยังแก้ตัวต่อผู้เชื่ออีก (12:19) ก็เป็นการกระทำที่ขัดกับหลักความจริง. องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงยอมให้อัครทูตกระทำอย่างนี้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถทำได้.
2กธ.
13:8 2 ชี้ถึงความเที่ยงแท้ของเนื้อหาสาระแห่งหลักความเชื่อ. ดู 1ตธ.2:4 คำอธิบาย 2.
2กธ.
13:9 ก 2กธ.12:5, 9-10; 1กธ.4:10
2กธ.
13:9 1ก ความอ่อนแอในที่นี้มีความหมายเดียวกับประโยคที่ว่า "เป็นที่ปรากฏว่าทานการทดสอบไม่ได้". เมื่ออัครทูตเป็นที่ปรากฏว่าพวกเขาทานการทดสอบไ่ม่ได้ พวกเขาก็ได้เป็นคนอ่อนแอในการดำเนินการสั่งสอนผู้เชื่อ. เมื่อผู้เชื่อกระทำการดี พวกเขาก็เข้มแข็ง และทำให้อัครทูตไม่มีกำลังที่จะสั่งสอนพวกเขา. อัครทูตจึงมีความยินดีเพื่อสิ่งนี้ และได้อธิษฐานเพื่อสิ่งนี้ด้วย คือขอให้ผู้เชื่อได้รับการกระทำให้สำเร็จสมบูรณ์.
2กธ.
13:9 ข 2กธ.13:11; อฟ.4:12
2กธ.
13:9 2ข หรือ ฟื้นสภาพ ซึ่งมีความหมายเป็นนัยถึงการซ่อมแซม การปรับแต่ง การแก้ไข การปะชุนการเชื่อมสนิทเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ (เทียบ 1กธ.1:10 กับคำอธิบาย 4) การตกแต่งที่สมบูรณ์สำเร็จสมบูรณ์ ทำให้สำเร็จลุล่วง ให้การศึกษา. อัครทูตได้อธิษฐานเพื่อให้ชาวโกรินโธได้รับการฟื้นสภาพ, การแก้ไข, การตกแต่ง, และการเสริมสร้างอย่างสมบูรณ์ เพื่อที่จะเติบโตในชีวิตเพื่อการก่อสร้างพระกายของพระคริสต์.
2กธ.
13:10 ก 2กธ.13:2
2กธ.
13:10 ข 2กธ.2:3
2กธ.
13:10 ค ตต.1:13; เทียบ 1กธ.4:21
2กธ.
13:10 ง 2กธ.10:8
2กธ.
13:10 จ 2กธ.10:8; 12:19
2กธ.
13:10 1 แปลตามตรงคือ การล้มล้าง.
2กธ.
13:11 ก ฟป.3:1
2กธ.
13:11 1ก เนื่องจากพวกอัครทูตเป็นผู้ที่มีความยินดี (ข้อ 9) พวกเขาจึงสามารถหนุนใจให้ผู้เชื่อมีความยินดีด้วย. เรื่องนี้ไม่อาจกระทำได้ในชีวิตธรรมชาติแต่ต้องอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟป.3:1; 4:4; 1ธซ.5:16).
2กธ.
13:11 2 หรือ สำเร็จอย่างถี่ถ้วน คือการซ่อมแซมหรือปรับแต่ง, การแก้ไข, การปะชุน, การเชื่อมสนิทเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นก็คือการฟื้นสภาพ. ในภาษากรีก ศัพท์คำนี้เป็นรากศัพท์ของคำว่า "การกระทำให้สำเร็จสมบูรณ์" ในข้อ 9 และใน อฟ.4:12.
2กธ.
13:11 3 อัครทูตได้รับการปลอบโยนจากพระเจ้าผู้ประทานการปลอบโยนทุกอย่าง (1:3-6). ชาวโกรินโธรู้สึกท้อใจเป็นอย่างยิ่งจากจดหมายฉบับแรกที่อัครทูตเขียนไปให้พวกเขา. บัดนี้ในจดหมายฉบับที่สอง ท่านก็ได้ปลอบโยนพวกเขาด้วยการปลอบโยนของพระเจ้าที่ท่านได้ประสบการณ์ (7:8-13).
2กธ.
13:11 ข ฟป.2:2; รม.12:16; 15:5
2กธ.
13:11 4ข การคิดในสิ่งเดียวกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ชาวโกรินโธซึ่งเบี่ยงเบนและสับสนเหล่านี้ต้องถูกกระทำให้สำเร็จสมบูรณ์ ปรับแต่ง แก้ไขและฟื้นสภาพ เหมือนกับที่อัครทูตได้ตักเตือนเขาไว้ในหนังสือจดหมายฉบับแรก (1กธ.1:10).
2กธ.
13:11 ค มก.9:50; รม.12:18
2กธ.
13:11 5ค มีสันติสุขต่อกันและกัน และอาจชี้ถึงการมีสันติสุขต่อพระเจ้าด้วย.
2กธ.
13:11 ง 1ยฮ.4:8, 16; รม.15:33; ฟป.4:9
2กธ.
13:11 6 ชาวโกรินโธกำลังขาดความรัก (1กธ.8:1; 13:1-3, 13; 14:1) และได้สูญเสียไปซึ่งสันติสุขเพราะถูกรบกวนโดยคำสอนที่ทำให้เบี่ยงเบนไปและทัศนะที่ล่อลวงให้เกิดความสับสน. ฉะนั้นอัครทูตจึงหวังว่า พระเจ้าแห่งความรักและสันติสุขจะทรงสถิตอยู่กับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้รับการปรับแต่งและถูกกระทำให้สำเร็จสมบูรณ์. พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการเติมเต็มด้วยความรักและสันติสุขจากพระเจ้า เพื่อเขาจะได้ดำเนินชีวิตตามความรัก (รม.14:15; อฟ.5:2) และมีสันติสุขต่อกันและกัน (รม.14:19; ฮร.12:14).
2กธ.
13:12 ก รม.16:16
2กธ.
13:12 1ก การจูบด้วยความรักอันบริสุทธิ์หมดจดโดยปราศจากการเจือปนด้วยมลทินใดๆ.
2กธ.
13:13 ก ฟป.4:22
2กธ.
13:14 ก รม.16:20; 1กธ.16:23; ฆต.6:18; วว.22:21
2กธ.
13:14 1ก พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือตัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองซึ่งเป็นชีวิตที่ให้เรารับสุข (ยฮ.1:17 กับคำอธิบาย 1; 1กธ.15:10 กับคำอธิบาย 1), ความรักแห่งพระเจ้าก็คือตัวของพระเจ้าเอง (1ยฮ.4:8, 16) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า, และการสามัคคีธรรมแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือตัวของพระวิญญาณบริสุทธิ์เองซึ่งเป็นการส่งถ่ายพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าพร้อมด้วยความรักแห่งพระเจ้ามาเป็นส่วนของเรา. สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของสามอย่างที่แยกออกจากกัน แต่เป็นของอย่างเดียวที่มีสามด้านเหมือนกับที่องค์พระผู้เป็นเจ้า, พระเจ้า, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้เป็นพระเจ้าสามองค์ที่แยกออกจากกัน แต่เป็น "ลักษณะแก่นแท้สามอย่างของพระเจ้าองค์เดียวที่ไม่แยกออกจากกันและไม่อาจแยกออกจากกันด้วย" (Philip Schaff: ฟิลิป ชาฟฟ์). คำว่า "ลักษณะแก่นแท้" ตามภาษากรีกหมายถึงการค้ำจุนข้างใต้ ซึ่งก็คือสิ่งที่อยู่ข้างใต้ที่คอยค้ำจุนอยู่, ลักษณะแก่นแท้ที่ค้ำจุนอยู่ (รูปเอกพจน์ของคำนี้ถูกใช้ใน ฮร.11:1 ให้ดูคำอธิบาย 2 ในที่นั้น). พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเป็นลักษณะแก่นแท้ที่ใช้ค้ำจุนซึ่งได้ก่อรูปขึ้นเป็นฐานันดรความเป็นพระเจ้าองค์เดียว.
ความรักแห่งพระเจ้าเป็นต้นกำเนิด เพราะพระเจ้าทรงเป็นจุดเริ่มต้น, พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเส้นทางแห่งความรักของพระเจ้าเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นการสำแดงออกของพระเจ้า, และการสามัคคีธรรมแห่งพระวิญญาณเป็นการแจกปันแห่งพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าพร้อมด้วยความรักของพระเจ้า เพราะพระวิญญาณเป็นการส่งถ่ายขององค์พระผู้เป็นเจ้าพร้อมด้วยพระเจ้า เพื่อให้เราได้ประสบการณ์และรับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพคือ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ พร้อมด้วยคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของทั้งสามพระภาค. ในข้อนี้ได้กล่าวถึงพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นอันดับแรก เพราะหนังสือเล่มนี้เน้นที่พระคุณของพระคริสต์ (1:12; 4:15; 6:1; 8:1, 9; 9:8, 14; 12:9). คุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณธรรมสามอย่าง (ความรัก, พระคุณ, และการสามัคคีธรรม) และพระเจ้าตรีเอกภาพที่มีลักษณะแก่นแท้อันศักดิ์สิทธิ์สามด้าน (พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณ) ที่ว่านี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อบรรดาผู้เชื่อชาวโกรินโธที่เบี่ยงเบนและสับสนแต่ได้รับการเล้าโลมและฟื้นสภาพแล้ว ดังนั้นอัครทูตจึงรวมสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และมีค่าทั้งหมดนี้ไว้ในประโยคเดียวเพื่อใช้เป็นคำลงท้ายหนังสือจดหมายที่น่ารักและน่าใกล้ชิดฉบับนี้ของท่าน.
พระคำในข้อนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นว่าตรีเอกภาพแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้านั้นไม่ได้มีไว้สำหรับการทำความเข้าใจทางหลักธรรมแห่งคริสตศาสนศาสตร์ที่เป็นระบบ แต่มีไว้สำหรับการแจกจ่ายตัวของพระเจ้าเองในตรีเอกภาพของพระองค์เข้าสู่ภายในบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรรและไถ่ไว้. ในพระคัมภีร์ไม่เคยเปิดเผยถึงตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นเพียงหลักธรรมเท่านั้น. แต่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยและกล่าวถึงสิ่งนี้โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับสิ่งทรงสร้างของพระองค์มาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์กับมนุษย์ที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้าง และที่พิเศษไปกว่านั้นคือเมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์กับบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรรและไถ่ไว้. คำว่า Elohim (อีโลฮิม) ซึ่งเป็นชื่อเรียกอันศักดิ์สิทธิ์ชื่อแรกที่ใช้ในการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์โดยใช้กล่าวถึงการเนรมิตสร้างของพระเจ้านั้น ในภาษาเฮ็บรายเป็นพหูพจน์ (ยนซ.1:1). กรณีนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่า พระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเพื่อมนุษย์นั้น พระองค์ทรงเป็นตรีเอกภาพ. ต่อมาเมื่อกล่าวถึงการที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาและลักษณะของพระองค์นั้น พระองค์ก็ได้ใช้สรรพนามพหูพจน์ว่า "พวกเรา" และ "ของพวกเรา" มาแทนตัวพระองค์เอง ซึ่งชี้ถึงตรีเอกภาพของพระองค์ (ยนซ.1:26) และยังได้เปิดเผยเป็นนัยว่า พระองค์ต้องการจะเป็นหนึ่งกับมนุษย์และสำแดงพระองค์เองโดยมนุษย์ในตรีเอกภาพของพระองค์ด้วย. จากนั้นใน ยนซ.3:22; 11:7; และ ยซย.6:8 พระองค์ทรงแทนตัวพระองค์เองด้วยคำว่า "พวกเรา" ครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่พูดถึงความสัมพันธ์ของพระองค์กับมนุษย์และกับบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้.
เพราะพระองค์ต้องการไถ่มนุษย์ที่ตกต่ำเพื่อให้พระองค์มีฐานะที่จะเป็นหนึ่งกับมนุษย์ได้ พระองค์จึงได้กลายเป็นเนื้อหนัง (ยฮ.1:1, 14) ในพระบุตรและโดยพระวิญญาณ (ลก.1:31-35) เพื่อมาเป็นมนุษย์ และยังได้ดำเนินชีวิตมนุษย์บนโลกในพระบุตร (ลก.2:49) และโดยพระวิญญาณเช่นกัน (ลก.4:1; มธ.12:28). เมื่อเริ่มต้นการปฏิบัติของพระองค์บนแผ่นดินโลก พระบิดาก็ทรงชโลมพระบุตรด้วยพระวิญญาณ (มธ.3:16-17; ลก.4:18) เพื่อพระองค์จะได้มาถึงมนุษย์และนำมนุษย์กลับคืนสู่พระองค์. ก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงในเนื้อหนังและเป็นขึ้น เพื่อกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) ในเวลานั้นพระองค์ก็ได้เปิดเผยถึงตรีเอกภาพที่ลึกลับของพระองค์แก่สาวก ด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา (ยฮ.14—17) โดยเริ่มตั้งแต่การที่พระบุตรอยู่ในพระบิดา และพระบิดาอยู่ในพระบุตร (ยฮ.14:9-11), การที่พระวิญญาณเป็นการแปรรูปกายของพระบุตร (ยฮ.14:16-20), และการที่ทั้งสามพระภาคซึ่งได้ดำรงอยู่ด้วยกันในเวลาเดียวกันและอาศัยอยู่ในกันและกันนี้ได้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้เชื่อเพื่อเป็นการรับสุขของพวกเขา (ยฮ.14:23; 17:21-23), และยังได้เปิดเผยว่าทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นล้วนเป็นของพระบุตร และทุกสิ่งที่พระบุตรได้รับก็ล้วนถูกรับไว้โดยพระวิญญาณเพื่อจะนำมาแจ้งให้แก่ผู้เชื่อ (ยฮ.16:13-15). ตรีเอกภาพเช่นนี้มีความเกี่ยวข้องกับการนำพระเจ้าที่ผ่านขั้นตอนแล้วแจกจ่ายเข้าสู่ภายในผู้เชื่อของพระองค์อย่างสิ้นเชิง (ยฮ.14:17, 20; 15:4-5) เพื่อเขาทั้งหลายจะได้กลายเป็นหนึ่งในพระเจ้าตรีเอกภาพและกับพระเจ้าตรีเอกภาพ (ยฮ.17:21-23).
หลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้วก็ได้ทรงบัญชาให้เหล่าสาวกของพระองค์ไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวก ให้เขารับบัพติศมาเข้าสู่ในพระนามของพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (มธ.28:19) นั่นคือพระองค์ได้ทรงบัญชาให้เหล่าสาวกนำผู้เชื่อทุกคนเข้าสู่พระเจ้าตรีเอกภาพ คือเข้าสู่การเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระเจ้าที่ผ่านขั้นตอน ผู้ได้ผ่านการกลายเป็นเนื้อหนัง, ดำเนินชีวิตมนุษย์, ตรึงตาย, และได้เข้าสู่การเป็นขึ้น. เมื่อมีการเข้าสนิททางอินทรียภาพเช่นนี้เป็นพื้นฐาน ในบทสรุปของหนังสือจดหมายอันศักดิ์สิทธิ์ที่เขียนถึงชาวโกรินโธฉบับนี้ อัครทูตจึงอวยพรพวกเขาด้วยตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่ควรได้รับคำสรรเสริญ ให้พวกเขามีส่วนในพระคุณของพระบุตร พร้อมด้วยความรักของพระบิดาโดยการสามัคคีธรรมของพระวิญญาณ. ในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นี้ พระเจ้าพระบิดาทรงดำเนินการทุกอย่างในทุกอวัยวะของคริสตจักร (พระกายของพระคริสต์) ตามการปฏิบัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า (พระเจ้าพระบุตร) โดยของประทานของพระเจ้าพระวิญญาณ (1กธ.12:4-6).
การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่อยู่ในหนังสือเอเฟโซซึ่งเกี่ยวกับการก่อกำเนิด, การดำรงอยู่, การเติบโต, การก่อสร้าง, และการสู้รบของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์นั้นประกอบขึ้นด้วยแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็คือการแจกจ่ายพระเจ้าตรีเอกภาพเข้าสู่ภายในอวัยวะแห่งพระกายของพระคริสต์. เอเฟโซบทที่ 1 เปิดเผยว่า พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกสรรและกำหนดอวัยวะเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าในนิรันดร์กาล (อฟ.1:4-5) พระเจ้าพระบุตรได้ทรงไถ่พวกเขา (อฟ.1:6-12) และพระเจ้าพระวิญญาณซึ่งเป็นมัดจำนั้นได้ทรงประทับตราพวกเขาไว้ (อฟ.1:13-14) เช่นนี้จึงได้แจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในผู้เชื่อของพระองค์ เพื่อก่อร่างเป็นคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์ คือความบริบูรณ์ของพระองค์ผู้เติมเต็มสารพัดในสารพัด (อฟ.1:18-23). บทที่ 2 แสดงให้เราเห็นว่าในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ผู้เชื่อทั้งหมดคือทั้งชาวยูดายและชาวต่างชาติ ก็ล้วนได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพระบิดาโดยพระเจ้าพระบุตรในพระเจ้าพระวิญญาณ (อฟ.2:18). นี่แสดงว่าทั้งสามยังคงดำรงอยู่ร่วมกันและดำรงอยู่ในกันและกันในเวลาเดียวกัน แม้ว่าจะได้ผ่านขั้นตอนทั้งหมดในการกลายเป็นเนื้อหนัง, การดำเนินชีวิตมนุษย์ การถูกตรึงตาย และการเป็นขึ้นมาแล้วก็ตาม. ในบทที่ 3 อัครทูตก็ได้อธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดาขอให้ผู้เชื่อได้รับการเพิ่มกำลังเข้าสู่มนุษย์ภายในโดยพระเจ้าพระวิญญาณเพื่อพระคริสต์ (พระเจ้าพระบุตร) จะได้ประทับครองเรือนในใจของเขาทั้งหลาย นั่นก็คือได้ครอบครองทั่วทั้งตัวของพวกเขา เพื่อเขาจะได้ถูกเติมเต็มจนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า (อฟ.3:14-19). นี่คือจุดสุดยอดแห่งประสบการณ์และการมีส่วนในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้เชื่อในพระคริสต์. บทที่ 4 บรรยายถึงการที่พระเจ้าผู้ผ่านขั้นตอนซึ่งก็คือพระวิญญาณ องค์พระผู้เป็นเจ้า และพระบิดาได้ถูกผสมกลมกลืนกับพระกายของพระคริสต์ (อฟ.4:4-6) เพื่อให้อวัยวะทั้งหมดแห่งพระกายจะได้ประสบการณ์กับตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์. บทที่ 5 ได้เตือนสติผู้เชื่อให้สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า (พระเจ้าพระบุตร) ด้วยบทเพลงของพระเจ้าพระวิญญาณ และให้ขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาในพระนามขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า (พระเจ้าพระบุตร) ของเรา (อฟ.5:19-20). นี่คือการสรรเสริญและขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้ผ่านขั้นตอนในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เพื่อให้เรารับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพองค์นี้. บทที่ 6 ชี้แนะเราให้ทำการสู้รบฝ่ายวิญญาณ โดยให้รับการเพิ่มกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า (พระเจ้าพระบุตร) ให้สวมใส่ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าพระบิดา และใช้พระแสงดาบของพระวิญญาณ (อฟ.6:10-11, 17). นี่ก็คือประสบการณ์และการรับสุขที่ผู้เชื่อมีต่อพระเจ้าตรีเอกภาพแม้แต่ในขณะที่อยู่ในการสู้รบฝ่ายวิญญาณนั้น.
อัครทูตเปโตรก็ได้ยืนยันไว้ในบทความของท่านว่า พระเจ้าทรงเป็นตรีเอกภาพเพื่อเป็นการรับสุขของผู้เชื่อ โดยได้กล่าวถึงการเลือกสรรของพระเจ้าพระบิดา, การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระเจ้าพระวิญญาณ, และการไถ่ที่ได้กระทำสำเร็จโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ (พระเจ้าพระบุตร—1ปต.1:2). ส่วนอัครทูตโยฮันก็ได้เสริมการเปิดเผยนี้ให้แข็งแรงขึ้น คือได้เปิดเผยว่าตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นมีไว้เพื่อให้ผู้เชื่อมีส่วนในพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้ผ่านขั้นตอนแล้ว. ในหนังสือวิวรณ์ท่านได้อวยพรบรรดาคริสตจักรในท้องถิ่นต่างๆ ด้วยพระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ และผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อนและผู้จะทรงเป็นอยู่นิรันดร์ในเบื้องหน้า และจากพระวิญญาณทั้งเจ็ด (พระเจ้าพระวิญญาณ) ที่อยู่เบื้องหน้าพระที่นั่งของพระองค์และจากพระเยซูคริสต์ (พระเจ้าพระบุตร) ผู้ทรงเป็นพยานบุคคลที่สัตย์ซื่อและเป็นผู้แรกในจำพวกคนที่ตายไปแล้วซึ่งได้กลับเป็นขึ้นมาและเป็นผู้ทรงครอบครองกษัตริย์ทั้งปวงบนพื้นโลก (วว.1:4-5). ถ้อยคำที่โยฮันได้อวยพรแก่คริสตจักรทั้งหลายก็เป็นการบ่งชี้ด้วยเช่นกันว่าพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนนี้มีไว้ให้ผู้เชื่อได้รับสุขในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นในฐานะพระบิดาองค์นิรันดร์ และในทุกสิ่งที่พระองค์สามารถกระทำในฐานะพระวิญญาณที่เพิ่มกำลังเจ็ดเท่า และในทุกสิ่งที่พระองค์ได้รับและบรรลุถึงในฐานะพระบุตรที่ได้รับการชโลม เพื่อผู้เชื่อเหล่านี้จะได้กลายเป็นพยานแห่งกลุ่มชนของพระองค์ และเป็นคันประทีปทองคำ (วว.1:9, 11, 20).
เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเกี่ยวกับตรีเอกภาพแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้าในพระคัมภีร์ตั้งแต่เยเนซิศถึงวิวรณ์นั้นไม่ได้มีไว้เพื่อการค้นคว้าทางคริสตศาสนศาสตร์ แต่มีไว้เพื่อให้เราเกิดความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงแจกจ่ายพระองค์เอง เข้าสู่ภายในบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรร ในตรีเอกภาพที่ลึกลับและอัศจรรย์ของพระองค์อย่างไร เพื่อให้เราทั้งหลายผู้ได้รับการเลือกสรรและการไถ่จากพระองค์จะได้มีส่วน, ประสบการณ์, รับสุข, และได้รับมาซึ่งพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้ผ่านขั้นตอนผู้นี้ ดังที่ได้ระบุไว้ในถ้อยคำที่อัครทูตได้อวยพรแก่ผู้เชื่อชาวโกรินโธตั้งแต่บัดนี้ไปตราบชั่วนิรันดร์. เอเมน.
ความรักแห่งพระเจ้าเป็นต้นกำเนิด เพราะพระเจ้าทรงเป็นจุดเริ่มต้น, พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเส้นทางแห่งความรักของพระเจ้าเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นการสำแดงออกของพระเจ้า, และการสามัคคีธรรมแห่งพระวิญญาณเป็นการแจกปันแห่งพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าพร้อมด้วยความรักของพระเจ้า เพราะพระวิญญาณเป็นการส่งถ่ายขององค์พระผู้เป็นเจ้าพร้อมด้วยพระเจ้า เพื่อให้เราได้ประสบการณ์และรับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพคือ พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ พร้อมด้วยคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของทั้งสามพระภาค. ในข้อนี้ได้กล่าวถึงพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นอันดับแรก เพราะหนังสือเล่มนี้เน้นที่พระคุณของพระคริสต์ (1:12; 4:15; 6:1; 8:1, 9; 9:8, 14; 12:9). คุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณธรรมสามอย่าง (ความรัก, พระคุณ, และการสามัคคีธรรม) และพระเจ้าตรีเอกภาพที่มีลักษณะแก่นแท้อันศักดิ์สิทธิ์สามด้าน (พระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณ) ที่ว่านี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อบรรดาผู้เชื่อชาวโกรินโธที่เบี่ยงเบนและสับสนแต่ได้รับการเล้าโลมและฟื้นสภาพแล้ว ดังนั้นอัครทูตจึงรวมสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และมีค่าทั้งหมดนี้ไว้ในประโยคเดียวเพื่อใช้เป็นคำลงท้ายหนังสือจดหมายที่น่ารักและน่าใกล้ชิดฉบับนี้ของท่าน.
พระคำในข้อนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นว่าตรีเอกภาพแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้านั้นไม่ได้มีไว้สำหรับการทำความเข้าใจทางหลักธรรมแห่งคริสตศาสนศาสตร์ที่เป็นระบบ แต่มีไว้สำหรับการแจกจ่ายตัวของพระเจ้าเองในตรีเอกภาพของพระองค์เข้าสู่ภายในบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรรและไถ่ไว้. ในพระคัมภีร์ไม่เคยเปิดเผยถึงตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นเพียงหลักธรรมเท่านั้น. แต่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยและกล่าวถึงสิ่งนี้โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับสิ่งทรงสร้างของพระองค์มาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์กับมนุษย์ที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้าง และที่พิเศษไปกว่านั้นคือเมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์กับบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรรและไถ่ไว้. คำว่า Elohim (อีโลฮิม) ซึ่งเป็นชื่อเรียกอันศักดิ์สิทธิ์ชื่อแรกที่ใช้ในการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์โดยใช้กล่าวถึงการเนรมิตสร้างของพระเจ้านั้น ในภาษาเฮ็บรายเป็นพหูพจน์ (ยนซ.1:1). กรณีนี้ได้เปิดเผยเป็นนัยว่า พระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเพื่อมนุษย์นั้น พระองค์ทรงเป็นตรีเอกภาพ. ต่อมาเมื่อกล่าวถึงการที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาและลักษณะของพระองค์นั้น พระองค์ก็ได้ใช้สรรพนามพหูพจน์ว่า "พวกเรา" และ "ของพวกเรา" มาแทนตัวพระองค์เอง ซึ่งชี้ถึงตรีเอกภาพของพระองค์ (ยนซ.1:26) และยังได้เปิดเผยเป็นนัยว่า พระองค์ต้องการจะเป็นหนึ่งกับมนุษย์และสำแดงพระองค์เองโดยมนุษย์ในตรีเอกภาพของพระองค์ด้วย. จากนั้นใน ยนซ.3:22; 11:7; และ ยซย.6:8 พระองค์ทรงแทนตัวพระองค์เองด้วยคำว่า "พวกเรา" ครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่พูดถึงความสัมพันธ์ของพระองค์กับมนุษย์และกับบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้.
เพราะพระองค์ต้องการไถ่มนุษย์ที่ตกต่ำเพื่อให้พระองค์มีฐานะที่จะเป็นหนึ่งกับมนุษย์ได้ พระองค์จึงได้กลายเป็นเนื้อหนัง (ยฮ.1:1, 14) ในพระบุตรและโดยพระวิญญาณ (ลก.1:31-35) เพื่อมาเป็นมนุษย์ และยังได้ดำเนินชีวิตมนุษย์บนโลกในพระบุตร (ลก.2:49) และโดยพระวิญญาณเช่นกัน (ลก.4:1; มธ.12:28). เมื่อเริ่มต้นการปฏิบัติของพระองค์บนแผ่นดินโลก พระบิดาก็ทรงชโลมพระบุตรด้วยพระวิญญาณ (มธ.3:16-17; ลก.4:18) เพื่อพระองค์จะได้มาถึงมนุษย์และนำมนุษย์กลับคืนสู่พระองค์. ก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงในเนื้อหนังและเป็นขึ้น เพื่อกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (1กธ.15:45) ในเวลานั้นพระองค์ก็ได้เปิดเผยถึงตรีเอกภาพที่ลึกลับของพระองค์แก่สาวก ด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา (ยฮ.14—17) โดยเริ่มตั้งแต่การที่พระบุตรอยู่ในพระบิดา และพระบิดาอยู่ในพระบุตร (ยฮ.14:9-11), การที่พระวิญญาณเป็นการแปรรูปกายของพระบุตร (ยฮ.14:16-20), และการที่ทั้งสามพระภาคซึ่งได้ดำรงอยู่ด้วยกันในเวลาเดียวกันและอาศัยอยู่ในกันและกันนี้ได้อาศัยอยู่ร่วมกับผู้เชื่อเพื่อเป็นการรับสุขของพวกเขา (ยฮ.14:23; 17:21-23), และยังได้เปิดเผยว่าทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นล้วนเป็นของพระบุตร และทุกสิ่งที่พระบุตรได้รับก็ล้วนถูกรับไว้โดยพระวิญญาณเพื่อจะนำมาแจ้งให้แก่ผู้เชื่อ (ยฮ.16:13-15). ตรีเอกภาพเช่นนี้มีความเกี่ยวข้องกับการนำพระเจ้าที่ผ่านขั้นตอนแล้วแจกจ่ายเข้าสู่ภายในผู้เชื่อของพระองค์อย่างสิ้นเชิง (ยฮ.14:17, 20; 15:4-5) เพื่อเขาทั้งหลายจะได้กลายเป็นหนึ่งในพระเจ้าตรีเอกภาพและกับพระเจ้าตรีเอกภาพ (ยฮ.17:21-23).
หลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้วก็ได้ทรงบัญชาให้เหล่าสาวกของพระองค์ไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวก ให้เขารับบัพติศมาเข้าสู่ในพระนามของพระบิดา, พระบุตร, และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (มธ.28:19) นั่นคือพระองค์ได้ทรงบัญชาให้เหล่าสาวกนำผู้เชื่อทุกคนเข้าสู่พระเจ้าตรีเอกภาพ คือเข้าสู่การเข้าสนิททางอินทรียภาพกับพระเจ้าที่ผ่านขั้นตอน ผู้ได้ผ่านการกลายเป็นเนื้อหนัง, ดำเนินชีวิตมนุษย์, ตรึงตาย, และได้เข้าสู่การเป็นขึ้น. เมื่อมีการเข้าสนิททางอินทรียภาพเช่นนี้เป็นพื้นฐาน ในบทสรุปของหนังสือจดหมายอันศักดิ์สิทธิ์ที่เขียนถึงชาวโกรินโธฉบับนี้ อัครทูตจึงอวยพรพวกเขาด้วยตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่ควรได้รับคำสรรเสริญ ให้พวกเขามีส่วนในพระคุณของพระบุตร พร้อมด้วยความรักของพระบิดาโดยการสามัคคีธรรมของพระวิญญาณ. ในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นี้ พระเจ้าพระบิดาทรงดำเนินการทุกอย่างในทุกอวัยวะของคริสตจักร (พระกายของพระคริสต์) ตามการปฏิบัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า (พระเจ้าพระบุตร) โดยของประทานของพระเจ้าพระวิญญาณ (1กธ.12:4-6).
การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่อยู่ในหนังสือเอเฟโซซึ่งเกี่ยวกับการก่อกำเนิด, การดำรงอยู่, การเติบโต, การก่อสร้าง, และการสู้รบของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์นั้นประกอบขึ้นด้วยแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก็คือการแจกจ่ายพระเจ้าตรีเอกภาพเข้าสู่ภายในอวัยวะแห่งพระกายของพระคริสต์. เอเฟโซบทที่ 1 เปิดเผยว่า พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกสรรและกำหนดอวัยวะเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าในนิรันดร์กาล (อฟ.1:4-5) พระเจ้าพระบุตรได้ทรงไถ่พวกเขา (อฟ.1:6-12) และพระเจ้าพระวิญญาณซึ่งเป็นมัดจำนั้นได้ทรงประทับตราพวกเขาไว้ (อฟ.1:13-14) เช่นนี้จึงได้แจกจ่ายตัวของพระองค์เองเข้าสู่ภายในผู้เชื่อของพระองค์ เพื่อก่อร่างเป็นคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์ คือความบริบูรณ์ของพระองค์ผู้เติมเต็มสารพัดในสารพัด (อฟ.1:18-23). บทที่ 2 แสดงให้เราเห็นว่าในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ผู้เชื่อทั้งหมดคือทั้งชาวยูดายและชาวต่างชาติ ก็ล้วนได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพระบิดาโดยพระเจ้าพระบุตรในพระเจ้าพระวิญญาณ (อฟ.2:18). นี่แสดงว่าทั้งสามยังคงดำรงอยู่ร่วมกันและดำรงอยู่ในกันและกันในเวลาเดียวกัน แม้ว่าจะได้ผ่านขั้นตอนทั้งหมดในการกลายเป็นเนื้อหนัง, การดำเนินชีวิตมนุษย์ การถูกตรึงตาย และการเป็นขึ้นมาแล้วก็ตาม. ในบทที่ 3 อัครทูตก็ได้อธิษฐานต่อพระเจ้าพระบิดาขอให้ผู้เชื่อได้รับการเพิ่มกำลังเข้าสู่มนุษย์ภายในโดยพระเจ้าพระวิญญาณเพื่อพระคริสต์ (พระเจ้าพระบุตร) จะได้ประทับครองเรือนในใจของเขาทั้งหลาย นั่นก็คือได้ครอบครองทั่วทั้งตัวของพวกเขา เพื่อเขาจะได้ถูกเติมเต็มจนกลายเป็นความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า (อฟ.3:14-19). นี่คือจุดสุดยอดแห่งประสบการณ์และการมีส่วนในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้เชื่อในพระคริสต์. บทที่ 4 บรรยายถึงการที่พระเจ้าผู้ผ่านขั้นตอนซึ่งก็คือพระวิญญาณ องค์พระผู้เป็นเจ้า และพระบิดาได้ถูกผสมกลมกลืนกับพระกายของพระคริสต์ (อฟ.4:4-6) เพื่อให้อวัยวะทั้งหมดแห่งพระกายจะได้ประสบการณ์กับตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์. บทที่ 5 ได้เตือนสติผู้เชื่อให้สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า (พระเจ้าพระบุตร) ด้วยบทเพลงของพระเจ้าพระวิญญาณ และให้ขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาในพระนามขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า (พระเจ้าพระบุตร) ของเรา (อฟ.5:19-20). นี่คือการสรรเสริญและขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้ผ่านขั้นตอนในตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เพื่อให้เรารับสุขพระเจ้าตรีเอกภาพองค์นี้. บทที่ 6 ชี้แนะเราให้ทำการสู้รบฝ่ายวิญญาณ โดยให้รับการเพิ่มกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า (พระเจ้าพระบุตร) ให้สวมใส่ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าพระบิดา และใช้พระแสงดาบของพระวิญญาณ (อฟ.6:10-11, 17). นี่ก็คือประสบการณ์และการรับสุขที่ผู้เชื่อมีต่อพระเจ้าตรีเอกภาพแม้แต่ในขณะที่อยู่ในการสู้รบฝ่ายวิญญาณนั้น.
อัครทูตเปโตรก็ได้ยืนยันไว้ในบทความของท่านว่า พระเจ้าทรงเป็นตรีเอกภาพเพื่อเป็นการรับสุขของผู้เชื่อ โดยได้กล่าวถึงการเลือกสรรของพระเจ้าพระบิดา, การแบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระเจ้าพระวิญญาณ, และการไถ่ที่ได้กระทำสำเร็จโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ (พระเจ้าพระบุตร—1ปต.1:2). ส่วนอัครทูตโยฮันก็ได้เสริมการเปิดเผยนี้ให้แข็งแรงขึ้น คือได้เปิดเผยว่าตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้นมีไว้เพื่อให้ผู้เชื่อมีส่วนในพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้ผ่านขั้นตอนแล้ว. ในหนังสือวิวรณ์ท่านได้อวยพรบรรดาคริสตจักรในท้องถิ่นต่างๆ ด้วยพระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ และผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อนและผู้จะทรงเป็นอยู่นิรันดร์ในเบื้องหน้า และจากพระวิญญาณทั้งเจ็ด (พระเจ้าพระวิญญาณ) ที่อยู่เบื้องหน้าพระที่นั่งของพระองค์และจากพระเยซูคริสต์ (พระเจ้าพระบุตร) ผู้ทรงเป็นพยานบุคคลที่สัตย์ซื่อและเป็นผู้แรกในจำพวกคนที่ตายไปแล้วซึ่งได้กลับเป็นขึ้นมาและเป็นผู้ทรงครอบครองกษัตริย์ทั้งปวงบนพื้นโลก (วว.1:4-5). ถ้อยคำที่โยฮันได้อวยพรแก่คริสตจักรทั้งหลายก็เป็นการบ่งชี้ด้วยเช่นกันว่าพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนนี้มีไว้ให้ผู้เชื่อได้รับสุขในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นในฐานะพระบิดาองค์นิรันดร์ และในทุกสิ่งที่พระองค์สามารถกระทำในฐานะพระวิญญาณที่เพิ่มกำลังเจ็ดเท่า และในทุกสิ่งที่พระองค์ได้รับและบรรลุถึงในฐานะพระบุตรที่ได้รับการชโลม เพื่อผู้เชื่อเหล่านี้จะได้กลายเป็นพยานแห่งกลุ่มชนของพระองค์ และเป็นคันประทีปทองคำ (วว.1:9, 11, 20).
เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า การเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเกี่ยวกับตรีเอกภาพแห่งฐานันดรความเป็นพระเจ้าในพระคัมภีร์ตั้งแต่เยเนซิศถึงวิวรณ์นั้นไม่ได้มีไว้เพื่อการค้นคว้าทางคริสตศาสนศาสตร์ แต่มีไว้เพื่อให้เราเกิดความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงแจกจ่ายพระองค์เอง เข้าสู่ภายในบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกสรร ในตรีเอกภาพที่ลึกลับและอัศจรรย์ของพระองค์อย่างไร เพื่อให้เราทั้งหลายผู้ได้รับการเลือกสรรและการไถ่จากพระองค์จะได้มีส่วน, ประสบการณ์, รับสุข, และได้รับมาซึ่งพระเจ้าตรีเอกภาพที่ได้ผ่านขั้นตอนผู้นี้ ดังที่ได้ระบุไว้ในถ้อยคำที่อัครทูตได้อวยพรแก่ผู้เชื่อชาวโกรินโธตั้งแต่บัดนี้ไปตราบชั่วนิรันดร์. เอเมน.
2กธ.
13:14 ข รม.5:5; ยด.21
2กธ.
13:14 ค 1กธ.1:9; 1ยฮ.1:3, 6