การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

1 โกรินโธ บทที่ 7

VI. การจัดการต่อชีวิตสมรส
7:1-40
1. เกี่ยวกับของประทานในการไม่สมรส
ข้อ 1-7
1กธ. 7:1 เกี่ยวกับ1เรื่องที่พวกท่านได้เขียนมานั้น [ข้าพเจ้าคิดว่า] การที่ผู้ชายไม่ใกล้ชิดกับผู้หญิงเลยก็กดีอยู่.
1กธ. 7:2 แต่เพื่อ[ป้องกัน]กการล่วงประเวณี ผู้ชายทุกคนจึงควรมีภรรยาเป็นของตนและผู้หญิงก็ควรมีสามีเป็นของตนด้วย.
1กธ. 7:3 ให้กสามีปฏิบัติต่อภรรยาตามสมควร และก็ให้ภรรยา[ปฏิบัติ]ต่อสามี[ตามสมควร]เช่นเดียวกัน.
1กธ. 7:4 กภรรยาไม่มีอำนาจเหนือกายของตนเอง แต่สามีนั้นมี[อำนาจเหนือกายของภรรยา] ทำนองเดียวกัน สามีก็ไม่มีอำนาจเหนือกายของตนเอง แต่ภรรยานั้นมี[อำนาจเหนือกายของสามี].
1กธ. 7:5 อย่าปฏิเสธการอยู่ร่วมกัน กเว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นการชั่วคราว เพื่อ1จะมีใจเดียวในการอธิษฐาน แล้วจงมาอยู่ร่วมกันอีก เพื่อมิให้2ขซาตานคล่อลวงให้[กระทำผิด]เพราะท่าน3ไม่อาจง ควบคุมตนเอง.
1กธ. 7:6 ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เป็น1การอนุญาต ไม่ได้เป็น1กการสั่ง[ท่านทั้งหลาย].
1กธ. 7:7 ข้าพเจ้า1ปรารถนาให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า แต่ทุกคนก็ได้รับ2ของประทานจากพระเจ้าสำหรับตน คนหนึ่งได้รับอย่างนี้ และอีกคนหนึ่งได้รับอย่างนั้น.
2. เกี่ยวกับผู้ที่ยังไม่สมรสและหญิงม่าย
ข้อ 8-9
1กธ. 7:8 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนทั้งหลายที่ยังเป็นโสดและพวกหญิงม่ายว่า หากเขาจะอยู่เหมือนข้าพเจ้าก็1กดีอยู่.
1กธ. 7:9 แต่ถ้าเขาไม่อาจ1กควบคุมตนเอง ก็ให้ขสมรสกันเถิด เพราะการสมรสกันนั้นย่อมดีกว่ามีใจเร่าร้อน[ด้วยกามราคะ].
3. เกี่ยวกับผู้ที่สมรสแล้ว
ข้อ 10-16
1กธ. 7:10 ส่วนคนที่สมรสแล้ว 1ข้าพเจ้าขอสั่ง แท้ที่จริง 2กมิใช่ข้าพเจ้าสั่ง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสั่ง[ว่า] อย่าให้ขภรรยาคแยกจากสามี.
1กธ. 7:11 (แต่ถ้าเธอได้แยกไปจริงๆ แล้ว ก็1อย่าให้เธอไปสมรสใหม่เลย มิฉะนั้นก็ให้เธอกลับมาคืนดีกับสามี.) อย่าให้กสามีทิ้งภรรยาไปด้วย.
1กธ. 7:12 1ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆ แต่กมิใช่องค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าว คือถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่เชื่อ[ในพระคริสต์] และภรรยานั้นพอใจอยู่กับเขา ก็อย่าให้เขาขทิ้งเธอเลย
1กธ. 7:13 ถ้าภรรยามีสามีที่ไม่เชื่อ และสามีนั้นพอใจจะอยู่กับเธอ ก็อย่าให้เธอทิ้งสามีเลย.
1กธ. 7:14 เพราะว่าสามีที่ไม่เชื่อก็ถูก1กแบ่งแยกให้บริสุทธิ์โดยภรรยา และภรรยาที่ไม่เชื่อก็ถูกแบ่งแยกให้บริสุทธิ์โดยพี่น้องชาย มิฉะนั้นบุตรของท่านก็จะไม่บริสุทธิ์ แต่บัดนี้เด็กเหล่านั้นก็ถูกแยกบริสุทธิ์แล้ว.
1กธ. 7:15 แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อจะแยกไป ก็ให้เขาแยกไปเถิด ในกรณีนี้พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นก็1ไม่ถูกผูกมัด2แต่พระเจ้าได้ทรงเรียกเราทั้งหลายในกสันติสุข.
1กธ. 7:16 1เพราะว่าท่านผู้เป็นกภรรยาจะ2รู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะขช่วยสามีให้รอดได้หรือไม่? ท่านผู้เป็นสามีจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะช่วยภรรยาให้รอดได้หรือไม่?
4. คงไว้ซึ่งฐานะในขณะที่ถูกเรียก
ข้อ 17-24
1กธ. 7:17 1อย่างไรก็ตาม ขอให้ดำเนินชีวิตตาม[สถานภาพ]ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้แต่ละคน และตามที่พระเจ้าได้ทรงกเรียกแต่ละคนมานั้น. ข้าพเจ้าล้วนได้สั่งเช่นเดียวกันนี้ในท่ามกลางขคริสตจักรทั้งหลาย.
1กธ. 7:18 มีผู้ใดถูกเรียกในขณะที่เขาได้รับพิธีสุหนัตแล้ว เขาก็ไม่ต้องไป1ลบรอยนั้นเสีย. มีผู้ใดถูกเรียกเมื่อเขายังมิได้รับพิธีสุหนัต เขาก็ไม่ต้องไปรับกพิธีสุหนัตเลย.
1กธ. 7:19 การ1รับกพิธีสุหนัตหรือไม่รับพิธีสุหนัตล้วนไม่นับเป็นอะไร มีเพียงการขถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า[จึงจะนับค่าได้].
1กธ. 7:20 1แต่ละคนถูกกเรียกในฐานะเช่นใด ก็ให้คงไว้ซึ่งฐานะเช่นนั้น.
1กธ. 7:21 ท่านถูกเรียกเมื่อเป็นกทาสอยู่หรือ? 1จงอย่าใส่ใจ 2แม้ท่านสามารถจะขเป็นไทได้ ก็น่าจะคใช้[ฐานะของทาสต่อไป].
1กธ. 7:22 เพราะทาสที่ถูกเรียกในองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ 1เสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้าทำนองเดียวกัน เสรีชนที่ถูกเรียกก็คือ1กทาสของพระคริสต์.
1กธ. 7:23 ท่านทั้งหลายถูกกซื้อมาด้วย1ราคาอันสูง อย่าเป็น2ขทาสของมนุษย์เลย.
1กธ. 7:24 พี่น้องทั้งหลาย แต่ละคนถูกกเรียกเมื่ออยู่ใน ฐานะ ใด ก็ให้คงไว้ซึ่งฐานะเช่นนั้น1ร่วมกับพระเจ้า.
5. เกี่ยวกับการรักษาความเป็นโสด
ข้อ 25-38
1กธ. 7:25 เกี่ยวกับเรื่องกหญิงพรหมจารีนั้น ข้าพเจ้าขไม่มี1พระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าขอออกคความเห็น[1ของข้าพเจ้า]ในฐานะที่เป็นผู้ได้รับง พระเมตตาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นจผู้สัตย์ซื่อ.
1กธ. 7:26 เพราะเหตุ1ความยากลำบากที่มีอยู่2ในปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ให้ทุกคนอยู่อย่างที่เขาอยู่ในเวลานี้ก็กดีอยู่.
1กธ. 7:27 ท่านมีภรรยาผูกมัดอยู่แล้วหรือ? อย่าหาช่องที่จะทิ้งเธอเลย. ท่านไม่มีภรรยาผูกมัดหรือ? อย่าหาภรรยาเลย.
1กธ. 7:28 แต่ถ้าท่านจะกสมรส ก็ขไม่ได้เป็นการทำบาป และถ้าหญิงพรหมจารีจะสมรสก็ไม่ได้เป็นการทำบาปเช่นกัน แต่คนเช่นนั้นจะต้องทนทุกข์ในทางกาย ส่วน1ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านพ้นจากความทุกข์นั้น.
1กธ. 7:29 แต่พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอบอกว่า เวลาก็1กสั้นลงแล้ว. ตั้งแต่นี้ไปให้คนเหล่านั้นที่มีภรรยาเป็นเหมือนไม่มี
1กธ. 7:30 และให้คนที่ร้องไห้เป็นเหมือนมิได้ร้องไห้ และให้คนที่ยินดีเป็นเหมือนมิได้ยินดี และให้คนที่ซื้อเป็นเหมือนมิได้มีกรรมสิทธิ์เหนืออะไรเลย
1กธ. 7:31 และให้คนที่ใช้[ของใน]โลกเป็นเหมือนมิได้ใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพราะรูปแบบของโลกนี้กำลังกผ่านพ้นไป.
1กธ. 7:32 แต่ข้าพเจ้าอยากให้ท่านปราศจากกความห่วงใยใดๆ. ฝ่ายคนที่ยังไม่มีภรรยาก็ขห่วงใยในเรื่องขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าจะทำอย่างไรให้องค์พระผู้เป็นเจ้าพอพระทัย
1กธ. 7:33 แต่คนที่มีภรรยาแล้วก็กห่วงใยในเรื่องของโลกว่าจะทำอย่างไรให้ภรรยาพอใจ จึงเป็น1การสองฝักสองฝ่าย.
1กธ. 7:34 ฝ่ายหญิงที่เป็นโสดและหญิงที่ครองตัวเป็นพรหมจารีนั้น ก็ห่วงใยในเรื่องขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเธอจะได้เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งกายและวิญญาณ แต่หญิงที่สมรสแล้วก็กห่วงใยในเรื่องของโลกว่าจะทำอย่างไรให้สามีพอใจ.
1กธ. 7:35 ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ก็เพื่อประโยชน์ของท่าน มิใช่จะ1เอาบ่วงบาศคล้องท่านแต่เพื่อให้ท่านประพฤติตัวได้อย่างเหมาะสม และเฝ้าปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความขยันโดยปราศจากกใจสองฝักสองฝ่าย.
1กธ. 7:36 แต่ถ้าผู้ใดเห็นว่า การปฏิบัติต่อ[บุตรี]พรหมจารีของตนยังไม่เหมาะสม เธอก็ล่วงวัยสาวไปแล้ว และสมควร[จะทำการสมรส] ก็ให้เขาทำตามที่ปรารถนา กมิได้เป็นการบาป จงให้เขาสมรสเถิด.
1กธ. 7:37 แต่ถ้าผู้ใดตั้งใจแน่วแน่ ทั้งไม่มีความจำเป็นใดๆ และยังมีอำนาจบังคับใจของตนได้ และได้ตัดสินในใจของตนแล้วว่า จะรักษา[บุตรี]พรหมจารีของตนไว้ เขาก็กระทำดีกว่า.
1กธ. 7:38 เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนที่ยอมให้[บุตรี]พรหมจารีของตนทำกการสมรสก็กระทำดีอยู่แล้ว และผู้ที่มิได้ให้[เธอ]ทำการสมรสก็ดีกว่า.
6. เกี่ยวกับการสมรสใหม่
ข้อ 39-40
1กธ. 7:39 ตราบใดที่สามียังมีชีวิตอยู่ ภรรยาก็ถูกกผูกมัดให้อยู่กับสามีของตน แต่ถ้าสามีล่วงหลับไปแล้ว เธอก็เป็นอิสระที่จะสมรสกับชายใดก็ได้ตามใจ แต่ต้องสมรส[กับขผู้ที่]อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น.
1กธ. 7:40 อย่างไรก็ดี ตามกความเห็นของข้าพเจ้า 1ถ้านางจะอยู่อย่างนี้ก็จะมีสุขกว่า แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้า2ก็มีขพระวิญญาณของพระเจ้า.

คำอธิบาย 1 โกรินโธ บทที่ 7

1กธ. 7:1 1 ปัญหาที่ห้าซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้จัดการคือเรื่องของการสมรส. เรื่องนี้ได้รับการจัดการตามหลักการที่ได้ตั้งไว้ในช่วงที่แล้ว (6:12-20).
1กธ. 7:1 ก 1กธ.7:8, 26
1กธ. 7:2 ก 1กธ.5:1; 6:18
1กธ. 7:3 ก อฟ.5:25, 28; 1ปต.3:7
1กธ. 7:4 ก อฟ.5:22; 1ปต.3:1
1กธ. 7:5 ก เทียบ ซคย.12:12-14
1กธ. 7:5 1 แปลตามตรงคือ มีเวลาว่าง มีอิสระ ดังนั้นจึงเป็น ทุ่มเทให้กับ. การอธิษฐานนั้นเรียกร้องให้เราต้องไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ เรื่องราว สิ่งของใดๆ. การอธิษฐานที่เรียกร้องให้เราต้องแยกจากคู่ครองเป็นการชั่วคราวนั้นจะต้องเป็นการอธิษฐานที่พิเศษและมีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง.
1กธ. 7:5 ข มธ.4:10; 1ตธ.5:15
1กธ. 7:5 2ข ซาตานผู้มาล่อลวงเรานั้นคอยหมอบเฝ้าอยู่เพื่อจะจับผู้เชื่อไปเป็นเหยื่อ.
1กธ. 7:5 ค 1ธซ.3:5
1กธ. 7:5 3 ในภาษากรีกเป็นคำศัพท์เดียวกันกับคำว่า "มัวเมากิเลส" ใน มธ.23:25.
1กธ. 7:5 ง 1กธ.7:9
1กธ. 7:6 ก 1กธ.7:12, 25; 2กธ.8:8
1กธ. 7:6 1ก กรณีนี้เปิดเผยเป็นนัยว่า ในคำสั่งสอนของท่านอัครทูตนั้น ท่านมีอำนาจที่จะสั่งผู้เชื่อได้.
1กธ. 7:7 1 เมื่ออัครทูตเปาโลนั้นมีความเด็ดขาดเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและแผนการบริหารของพระองค์เช่นนี้ ท่านจึงปรารถนาให้ทุกคนเป็นเหมือนกับท่าน. ท่านอยากให้พวกเขาเป็นผู้ที่ไม่ได้สมรสเหมือนกับท่าน (ข้อ 8) เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอยู่เพื่อผลประโยชน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีใจสองฝักสองฝ่าย (ข้อ 33-34ก). ในความปรารถนาเช่นนี้ท่านก็ได้สำแดงออกซึ่งพระทัยปรารถนาขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อผู้ที่พระองค์ทรงเรียก.
1กธ. 7:7 2 การที่ผู้เชื่อซึ่งอยู่ในพระคริสต์จะสามารถครองตนเป็นโสดได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับของประทานที่มาจากพระเจ้า (มธ.19:10-12). ทุกคนที่ไม่ได้รับของประทานเช่นนี้ก็ให้สมรสเสียจะเป็นการดีกว่า (ข้อ 9).
1กธ. 7:8 ก 1กธ.7:1
1กธ. 7:8 1ก นี่เป็นความปรารถนาและความเห็นของอัครทูตในการปฏิบัติระยะแรกของท่าน (7, 25, 40). ต่อมาภายหลังเมื่อท่านได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ท่านจึงได้กำชับหญิงม่ายที่อายุยังน้อยอยู่ให้ทำการสมรสเสีย (1ตธ.5:11-15, 14 คำอธิบาย 1).
1กธ. 7:9 ก 1กธ.7:5
1กธ. 7:9 1ก หรือ การอดกลั้น. ศัพท์ในภาษากรีกคำเดียวกันนี้ถูกใช้ใน 9:25 ซึ่งกล่าวถึงการที่นักกีฬางดเว้นจากการปล่อยตัวไปตามเนื้อหนังในช่วงที่เตรียมตัวเพื่อจะลงแข่งขัน.
1กธ. 7:9 ข 1ตธ.5:14
1กธ. 7:10 1 หลักการในการพูดเพื่อพระเจ้า (เผยพระวจนะ) ในพันธสัญญาเดิมคือ "พระยะโฮวาตรัสดังนี้ว่า" (ยซย.10:24; 50:1; ยรม.2:2; ยอค.2:4). แต่หลักการของพระคำกลายเป็นเนื้อหนังในพันธสัญญาใหม่คือ "ข้าพเจ้า (ผู้พูด) สั่ง." ผู้พูดได้เป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้า. ดังนั้นท่านเปาโลจึงได้กล่าวด้วยว่า "มิใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสั่ง." ในภาษากรีกศัพท์คำว่า "สั่ง" อาจแปลเป็น บัญชา ได้.
1กธ. 7:10 ก ทียบ 1กธ.7:6, 12
1กธ. 7:10 2ก กรณีนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงสองสิ่ง: (1) อัครทูตนั้นเป็นหนึ่งกับพระองค์ ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงสั่งในสิ่งที่ท่านได้สั่ง (2) คำสั่งของท่านก็คือคำสั่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า. สิ่งที่ท่านเปาโลสั่งไว้ในที่นี้ก็คือสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสั่งไว้แล้วใน มธ.5:31-32; 19:3-9. การหย่าร้างกันนั้นเป็นสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงอนุญาต.
1กธ. 7:10 ข เทียบ มก.10:12
1กธ. 7:10 ค มธ.19:3-9
1กธ. 7:11 1 ไม่ว่าจะแยกกันอยู่หรือหย่าร้างกัน ล้วนไม่อาจไปสมรสใหม่ได้ แต่ต้องเฝ้าหวังและรอคอยที่จะคืนดีกัน.
1กธ. 7:11 ก มธ.5:32; ลก.16:18; มลค.2:14-16
1กธ. 7:12 1 กรณีนี้ก็มีพื้นฐานอยู่บนหลักการของพระคำกลายเป็นเนื้อหนังในพันธสัญญาใหม่เช่นกัน. แม้ท่านจะกล่าวต่อไปว่า "มิใช่องค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าว" แต่สิ่งที่อัครทูตได้กล่าวไว้ในข้อถัดๆ ไปล้วนเป็นส่วนหนึ่งแห่งการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่. นี่ก็คือความเห็นของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงสั่งไว้ แต่ก็ยังแสดงความคิดขององค์พระผู้เป็นเจ้าออกมาได้.
1กธ. 7:12 ก 1กธ.7:6, 25; 2กธ.11:17
1กธ. 7:12 ข เทียบ อษร.10:11
1กธ. 7:14 ก เทียบ อษร.9:2; มลค.2:11
1กธ. 7:14 1ก การแบ่งแยกบริสุทธิ์ก็คือ การกลับกลายบริสุทธิ์, การแบ่งแยกออกมาถวายแด่พระเจ้าเพื่อพระประสงค์ของพระองค์. ในเมื่อภรรยาที่เป็นผู้เชื่อนั้นเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าและเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว สามีที่ยังไม่ได้เชื่อของเธอก็ได้กลับกลายบริสุทธิ์, ถูกแบ่งแยกบริสุทธิ์, และถูกแยกไว้ถวายแด่พระเจ้า เพราะเขามีไว้สำหรับภรรยาซึ่งเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าและเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า. กรณีนี้ก็เหมือนกับการที่พระวิหารและแท่นบูชาได้ทำให้ของธรรมดาที่เข้าสนิทกับพระวิหารและแท่นนั้นกลับกลายบริสุทธิ์ (มธ.23:17, 19). หลักการเดียวกันนี้ก็ใช้กับภรรยาและบุตรที่ยังไม่เชื่อด้วย. การที่ผู้ที่ยังไม่เชื่อได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์ในลักษณะนี้มิได้หมายความว่าเขาได้รับความรอดแล้ว ดังที่การแบ่งแยกอาหารให้บริสุทธิ์โดยการอธิษฐานของวิสุทธิชนนั้น ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรอดเช่นกัน (1ตธ.4:5). คนที่ได้รับความรอดนั้นเป็นผู้ที่ได้รับการแบ่งแยกบริสุทธิ์แล้ว ซึ่งก็คือวิสุทธิชน. ผู้ใดที่ได้เข้าสนิทกับพวกเขาและมีไว้สำหรับพวกเขานั้น ก็ย่อมกลับกลายบริสุทธิ์เพราะพวกเขา.
1กธ. 7:15 1 แปลตามตรงคือ เป็นทาส. เมื่อคนที่ไม่เชื่อทิ้งผู้เชื่อไปแล้ว ผู้เชื่อก็ไม่จำต้องถูกผูกมัดอีกแต่ได้หลุดพ้นจากพันธะของคู่สมรสกับผู้ที่ไม่เชื่อนั้นแล้ว.
1กธ. 7:15 2 ในความรอดของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเรียกเรามาสู่พระองค์ในขอบเขตและองค์ประกอบแห่งสันติสุข. ดังนั้นเราจึงควรที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในสันติสุขนี้. หากคู่สมรสที่ไม่เชื่อต้องการจะจากไป เราก็ควรจะยอมให้เขาไป. เมื่อพระเจ้าได้ทรงเรียกเราในสันติสุข เพื่อให้เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสันติสุขนี้แล้ว ขอเพียงคู่สมรสพอใจที่จะอยู่กับเรา (ข้อ 13) พระเจ้าก็ไม่ประสงค์ให้เราไปเริ่มแยกทางกับเขาก่อน. ในข้อต่อไปจนถึงข้อ 24 ล้วนมีพื้นฐานอยู่บนการที่พระเจ้าได้ทรงเรียกเราในสันติสุขแล้ว.
1กธ. 7:15 ก รม.12:18; 14:19
1กธ. 7:16 1 คำว่า "เพราะว่า" ชี้ให้เห็นว่า ข้อ 16-24 เป็นการอธิบายข้อความตอนที่แล้วซึ่งว่า พระเจ้าได้ทรงเรียกเราในสันติสุข. ในการที่จะคงอยู่ในสันติสุขนี้ เราจะต้องถือรักษาพระคำในข้อ 16-24.
1กธ. 7:16 ก 1ปต.3:1-2
1กธ. 7:16 2 เพราะเราไม่รู้ว่า เราจะช่วยสามีหรือภรรยาที่ไม่เชื่อให้รอดได้หรือไม่ เราจึงไม่ควรยืนกรานว่าเขาจะต้องอยู่หรือไป. พระเจ้าประสงค์ให้เราคงไว้ซึ่งฐานะที่เรามีอยู่ในขณะที่ถูกเรียก (ข้อ 20, 24) โดยไม่ต้องไปเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ. ดังนั้นเราจึงควรมอบเรื่องราวทั้งหมดนี้ให้กับคู่สมรสที่ยังไม่เชื่อไปตัดสินใจ.
1กธ. 7:16 ข รม.11:14
1กธ. 7:17 1 ถ้อยคำนี้ได้กำชับเราอย่างหนักแน่นให้คงไว้ซึ่งสถานะทางด้านการสมรสที่เรามีอยู่ในขณะที่พระเจ้าทรงเรียกเรานั้น (ข้อ 20, 24).
1กธ. 7:17 ก 1กธ.1:2
1กธ. 7:17 ข 1กธ.4:17; 11:16; 16:1; 2กธ.8:18; 11:28; 1ธซ.2:14; 2ธซ.1:4
1กธ. 7:18 1 ชี้ถึงการลบรอยจากการรับพิธีสุหนัต เพื่อให้ร่างกายกลับมีสภาพการณ์เดิม.
1กธ. 7:18 ก กจ.15:1, 5; ฆต.5:2
1กธ. 7:19 1 การรับหรือไม่รับพิธีสุหนัตนั้นล้วนเป็นเรื่องทางภายนอก และในความเป็นจริงนั้นล้วนไม่นับเป็นอะไร มีเพียงการถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าจึงจะนับค่าได้ (ฆต.5:6; 6:15; รม.2:25-29).
1กธ. 7:19 ก รม.2:25-29; ฆต.5:6; 6:15; กซ.3:11
1กธ. 7:19 ข 1ยฮ.2:3
1กธ. 7:20 1 แปลตามตรงคือ แต่ละคนจะต้องคงอยู่ในการทรงเรียกซึ่งเขาได้ถูกเรียกนั้น.
1กธ. 7:20 ก 1กธ.7:24
1กธ. 7:21 ก ฟม.16
1กธ. 7:21 1 หรือ อย่าได้กังวลใจ, อย่าได้ถูกรบกวน.เพราะผู้เชื่อมีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระคุณที่เพียงพอของเขาอยู่แล้ว (2กธ.12:9) เขาจึงไม่ควรที่จะถูกรบกวนด้วยสิ่งใดอีก.
1กธ. 7:21 2 คำว่า "แต่" ในที่นี้ได้เชื่อมวลีที่ว่า "จงอย่าไปใส่ใจ" กับ "ก็ยังน่าจะใช้ฐานะของทาสต่อไป" เข้าด้วยกัน. นี่หมายความว่าทาสที่ถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าเรียก ไม่ควรจะไปกังวลใจหรือถูกรบกวนโดยการเป็นทาสของเขา แต่ควรจะใช้ฐานะนี้ นั่นคือคงไว้ซึ่งฐานะเช่นนั้นร่วมกับพระเจ้า (ข้อ 24) เพื่อให้พระเจ้าได้รับสง่าราศี. แม้เขาสามารถจะเป็นไทได้เขาก็ยังควรที่จะคงอยู่ในฐานะทาส. สิ่งนี้สอดคล้องกับทัศนะพื้นฐานในการสอนของอัครทูตดังที่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในข้อ 20, 24. อย่างไรก็ดีในครึ่งหลังของข้อนี้อาจแปลเป็น "แต่แม้ท่านสามารถจะเป็นไทได้ ก็น่าจะใช้เสรีภาพนั้น". ประเด็นสำคัญของอัครทูตในข้อความนี้คือผู้เชื่อไม่ควรได้รับผลกระทบจากฐานะทางภายนอกของตน. ไม่ว่าจะยังเป็นทาสหรือได้รับเสรีภาพแล้ว ขอเพียงแต่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยก็พอแล้ว.
1กธ. 7:21 ข อซด.21:2
1กธ. 7:21 ค อซด.21:5
1กธ. 7:22 ก รม.6:18, 22; ตต.1:1; อฟ.6:6; 1ปต.2:16; ลวต.25:42, 55; เทียบ บพส.116:16
1กธ. 7:22 1ก การทรงเรียกขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้เปลี่ยนฐานะทางภายนอกของผู้เชื่อ แต่ได้เปลี่ยนความเที่ยงแท้ที่อยู่ภายในตัวพวกเขา กล่าวคือ ผู้ที่เป็นทาสทางภายนอกก็ได้เปลี่ยนเป็นผู้ที่เป็นไททางภายใน และผู้ที่เป็นไททางภายนอกก็ได้เปลี่ยนเป็นผู้ที่เป็นทาสทางภายใน.
1กธ. 7:23 ก 1กธ.6:20
1กธ. 7:23 1 ดู 6:20 คำอธิบาย 1.
1กธ. 7:23 ข เทียบ ลวต.25:42
1กธ. 7:23 2ข ทางภายในของผู้เชื่อนั้น เขาควรเป็นทาสของพระคริสต์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ไม่ควรเป็นทาสของมนุษย์.
1กธ. 7:24 ก 1กธ.7:20
1กธ. 7:24 1 หลังจากที่ผู้เชื่อได้รับการทรงเรียก เขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนฐานะทางภายนอกของตน แต่เขาจำต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ทางภายในคือเปลี่ยนแปลงจากการที่ไม่มีพระเจ้าไปสู่การมีพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย เพื่อให้เขาสามารถเป็นหนึ่งกับพระเจ้าและมีพระเจ้าสถิตอยู่กับเขาได้ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเช่นใด.
1กธ. 7:25 ก เทียบ มธ.19:12
1กธ. 7:25 ข 1กธ.7:6, 12; 2กธ.8:8; 11:17
1กธ. 7:25 1 วลีที่ว่า "อย่าให้ภรรยาแยกจากสามี." อัครทูตกล่าวว่า "คำนี้เป็นคำสั่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า" (ข้อ 10). เกี่ยวกับการไม่สมรสของผู้ที่ยังโสดนั้นท่านกล่าวว่า ท่านไม่มีคำสั่งจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ในข้อต่อๆ ไปท่านก็ได้แสดงออกถึงความคิดเห็นของท่านเอง. ท่านกล้าทำเช่นนี้เพราะท่านเป็นผู้ได้รับพระเมตตาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้ที่สัตย์ซื่อต่อผลประโยชน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และท่านยังได้เป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง. ความคิดเห็นของท่านจึงได้สำแดงออกซึ่งพระทัยปรารถนาขององค์พระผู้เป็นเจ้า. กรณีนี้ก็มีพื้นฐานอยู่บนหลักการของพระคำกลายเป็นเนื้อหนังในพันธสัญญาใหม่ด้วยเช่นกัน.
1กธ. 7:25 ค 1กธ.7:40
1กธ. 7:25 ง 2กธ.4:1; 1ตธ. 1:13, 16
1กธ. 7:25 จ 1กธ.4:2
1กธ. 7:26 1 หรือ ความกดดัน, การจำกัด ดังนั้นจึงเป็นความยากลำบาก, ความทุกข์. คำนี้เป็นการชี้ว่าความต้องการแห่งการดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้ผูกมัดและกดดันผู้คนจนกลายเป็นความยากลำบากและความทุกข์ของพวกเขา. ดู 2กธ.12:10 คำอธิบาย 3.
1กธ. 7:26 2 ในภาษากรีก ศัพท์คำ ว่า "ในเวลานี้" อาจหมายถึงการที่บางสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันได้แสดงให้เห็นล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะมาถึงในอนาคต และยังได้นำสิ่งนั้นเข้ามาด้วย. "ความยากลำบาก (หรือความต้องการ) ที่มีอยู่ในเวลานี้" ชี้บ่งว่ายังจะมีความทุกข์ที่สาหัสกว่านี้มาถึงอีก ดังที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้ใน มธ.24:8, 19, 21.
1กธ. 7:26 ก 1กธ.7:1
1กธ. 7:28 ก 1กธ.7:38
1กธ. 7:28 ข 1กธ.7:36
1กธ. 7:28 1 แปลตามตรงคือ ข้าพเจ้าอยากจะกันท่านไว้.
1กธ. 7:29 ก เทียบ 1กธ.7:31; รม.13:11; 1ปต.4:7
1กธ. 7:29 1ก ทัศนะของอัครทูตในเวลานั้นคิดว่า เวลาก็สั้นลงแล้ว. เพราะอัครทูตในยุคแรกเริ่มยังไม่ได้รับการเปิดเผย (มธ.24:36) คือไม่รู้ว่าระยะเวลาที่อยู่ระหว่างตอนปลายศตวรรษที่หนึ่งกับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์นั้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร. พวกเขาเฝ้าหวังให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาในยุคสมัยของเขา.
1กธ. 7:31 ก เทียบ 1กธ.7:29; ผปก.1:4; ยก.1:10; 1ยฮ.2:17
1กธ. 7:32 ก มธ.6:25; ฟป.4:6; 1ปต.5:7
1กธ. 7:32 ข เทียบ 1ตธ.5:5
1กธ. 7:33 ก มธ.13:22
1กธ. 7:33 1 แปลตามตรงคือ แยกออก. คนที่จะทำให้ภรรยาพอใจนั้นก็จะมีใจสองฝักสองฝ่ายต่อเรื่องขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเขาจะถูกแยกออกจากเรื่องของพระองค์ (ข้อ 35).
1กธ. 7:34 ก ลก.10:41
1กธ. 7:35 1 คือ เอากับดักมาจับท่านไว้, จำกัดท่านให้เชื่อฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า.
1กธ. 7:35 ก 1กธ.7:33; ลก.10:40
1กธ. 7:36 ก 1กธ.7:28
1กธ. 7:38 ก 1กธ.7:28
1กธ. 7:39 ก รม.7:2
1กธ. 7:39 ข 2กธ. 6:14-15; เทียบ พบญ.7:3-4
1กธ. 7:40 ก 1กธ.7:25
1กธ. 7:40 1 ดูข้อ 8 คำอธิบาย 1.
1กธ. 7:40 2 ในข้อ 10 อัครทูตกล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอสั่งมิใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสั่งว่า." ในข้อ 12 กล่าวว่า "ข้าพเจ้าขอกล่าว... แต่มิใช่องค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าว." ในข้อ 25 กล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่มีพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็นของข้าพเจ้า." ในที่นี้ยังได้กล่าวว่า "แต่ตามความเห็นของข้าพเจ้า... แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าก็มีพระวิญญาณของพระเจ้า." ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นถึงหลักการของพระคำกลายเป็นเนื้อหนัง (ซึ่งก็คือพระเจ้ากับมนุษย์ มนุษย์กับพระเจ้าได้กลายเป็นหนึ่ง) ที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่. กรณีนี้แตกต่างไปจากหลักการในการเผยพระวจนะ (ซึ่งก็คือมนุษย์พูดเพื่อพระเจ้า) ในพันธสัญญาเดิมอย่างสิ้นเชิง. ในพันธสัญญาเดิมพระคำของพระยะโฮวาได้มาถึงตัวของผู้เผยพระวจนะ (ยรม.1:2; ยอค.1:3) ซึ่งผู้เผยพระวจนะนั้นเป็นเพียงกระบอกเสียงของพระเจ้า. แต่ในพันธสัญญาใหม่ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกลายเป็นหนึ่งกับพวกอัครทูตของพระองค์ และพวกเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งกับพระองค์ด้วย ดังนั้นทั้งสองจึงได้ร่วมกันพูด. พระคำของพระองค์ได้กลายเป็นถ้อยคำของพวกเขา และไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ล้วนเป็นพระคำของพระองค์. ดังนั้นคำสั่งของอัครทูตจึงเป็นคำสั่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 10). แม้ว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่ได้ตรัสไว้ แต่ก็ยังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพันธสัญญาใหม่ (ข้อ 12). ท่านได้เป็นหนึ่งกับองค์พระผู้เป็นเจ้าจนถึงขั้นที่ว่าแม้ท่านเพียงเสนอความเห็นของตนเองออกมาซึ่งมิใช่พระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 25) ท่านก็ยังคิดว่าท่านก็มีพระวิญญาณของพระเจ้า. ท่านไม่ได้กล่าวอ้างอย่างแน่ชัดว่า ท่านมีพระวิญญาณของพระเจ้าแต่ท่านคิดว่าท่านก็มีพระวิญญาณของพระเจ้า. นี่เป็นการอยู่ฝ่ายวิญญาณที่สูงสุด ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนหลักการของพระคำกลายเป็นเนื้อหนัง.
1กธ. 7:40 ข 1กธ.3:16; รม.8:9; 1ยฮ.3:24; 4:13
สารบัญ