การงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
หากท่านต้องการมีส่วนในการงานบรรณกิจของห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย
ท่านสามารถมอบถวายทรัพย์โดยโอนเงินเข้าบัญชีของห้องสมุด:
ธนาคารกสิกรไทย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค
ชื่อบัญชี: นายปิยะ ตั้งเสรีมั่นคง และ
นางสุมิตรา อดุลประวิตรชัย และ
นางสาวทานาธิบดี ชูมณี
เลขที่บัญชี: 218-3-99941-1

รบกวนส่งสลิปการโอนมาที่ Line ID: @gospelbookroom
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

1 โกรินโธ บทที่ 3

3. คริสตจักรเป็นไร่นาและสิ่งก่อสร้างของพระเจ้า
3:1-23
(1) จำเป็นต้องมีการเติบโตในชีวิต
ข้อ 1-9
1กธ. 3:1 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อาจจะพูดกับท่านเหมือนพูดกับ1กผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณได้ แต่ต้องพูดกับท่านเหมือนพูดกับผู้ที่อยู่2ขฝ่ายเลือดเนื้อ เหมือนพูดกับผู้ที่เป็น3คทารกในพระคริสต์.
1กธ. 3:2 ข้าพเจ้า1ให้ท่านดื่ม2กนม มิได้ให้กิน2ขอาหารแข็ง เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านยังคไม่สามารถ[กิน]ได้ แต่ถึงแม้เดี๋ยวนี้ท่านก็ยัง3ไม่สามารถ
1กธ. 3:3 ด้วยว่าท่านทั้งหลายยังอยู่กฝ่ายเนื้อหนัง. เพราะว่าเมื่อยัง1ขอิจฉากันและคแก่งแย่งชิงดีกันนั้น ท่านทั้งหลายไม่ได้อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง และมิได้ดำเนินชีวิต2ตาม[อย่าง]มนุษย์หรอกหรือ?
1กธ. 3:4 เพราะเมื่อมีคนกล่าวว่า "กข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายเปาโล" และอีกคนกล่าวว่า "ข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายอะโปโล" ท่านทั้งหลายมิใช่มนุษย์[ฝ่ายเนื้อหนัง]หรอกหรือ?
1กธ. 3:5 อะโปโลนับเป็นอะไร? เปาโลนับเป็นอะไร? [เขาเป็นเพียง]กผู้ปฏิบัติ ตามซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานแก่ขแต่ละคนนั้น ซึ่งท่านทั้งหลายได้เชื่อก็โดยพวกเขา.
1กธ. 3:6 กข้าพเจ้าได้1ปลูกไว้ ขอะโปโลได้รดน้ำ แต่คพระเจ้าทรงทำให้เติบโตขึ้น.
1กธ. 3:7 เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกและคนที่รดน้ำล้วน1กไม่สำคัญเท่ากับพระเจ้าผู้ทรงทำให้เติบโต.
1กธ. 3:8 คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำล้วนมี[จุดประสงค์]เดียวกัน ซึ่งกแต่ละคนก็จะได้1ขบำเหน็จของตน ตามที่ตนได้คตรากตรำไว้นั้น.
1กธ. 3:9 เพราะว่าเราทั้งหลายเป็น1ผู้กร่วมงานของพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็น2ขไร่นาของพระเจ้าและเป็นคสิ่งก่อสร้างของพระเจ้า.
(2) ก่อสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง
มิใช่ด้วยสิ่งของธรรมชาติ
ข้อ 10-17
1กธ. 3:10 ตามกพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ขวางคฐานรากลงแล้วเหมือน1หัวหน้างานที่มีสติปัญญา และง อีกคนหนึ่งก็มาจก่อสร้างขึ้นบนฐานรากนั้น. แต่ทุกคนจง2ระวังให้ดีว่าจะฉก่อสร้างขึ้นอย่างไรบนฐานรากนั้น.
1กธ. 3:11 ด้วยว่าผู้ใดจะวาง1กฐานรากอื่นอีกไม่ได้ นอกจากขฐานรากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคคริสต์.
1กธ. 3:12 1แต่ถ้าผู้ใดจะก่อสร้างขึ้นบนฐานรากนั้นด้วย2ทองคำ, เงิน, และเพชรพลอย; [หรือ]3ไม้, หญ้าแห้ง, และฟาง
1กธ. 3:13 การงานของแต่ละคนก็จะกปรากฏแจ้ง ด้วยว่า1ขวันนั้นจะชี้ให้เห็นชัด เหตุว่าจะถูกเผยออกด้วย2คไฟ และไฟนั้นจะได้ง ทดสอบดูการงานของแต่ละคนว่าเป็นชนิดใด.
1กธ. 3:14 ถ้า1การงานของผู้ใดที่ก่อสร้างขึ้นบน[ฐานรากนั้น]ดำรงอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้รับ2กบำเหน็จ.
1กธ. 3:15 ถ้า1การงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ ผู้นั้นก็จะได้รับ2ความเสียหาย แต่ตัวเขาเองจะ3กรอด แต่เหมือนดังรอด4ผ่านขไฟ.
1กธ. 3:16 ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า ท่านเป็น1กพระวิหารของพระเจ้า และขพระวิญญาณของพระเจ้าอาศัยอยู่ในท่าน?
1กธ. 3:17 ถ้าผู้ใด1กทำลายพระวิหารนั้นของพระเจ้า พระเจ้าจะทรง2ทำลายผู้นั้น ด้วยพระวิหารนั้นของพระเจ้า3บริสุทธิ์ และท่านทั้งหลายก็เป็น4พระวิหารนั้น.
(3) สรรพสิ่งล้วนมีเพื่อคริสตจักรและคริสตจักรมีเพื่อพระคริสต์
ข้อ 18-23
1กธ. 3:18 อย่าให้ผู้ใด1กหลอกลวงตัวเอง ถ้าผู้ใดในพวกท่าน2ขคิดว่าเขาเป็นคคนมีสติปัญญาในยุคสมัยนี้ จงให้ผู้นั้น3กลับเป็นคนโง่ เพื่อเขาจะ4กลายเป็นคนมีสติปัญญาได้.
1กธ. 3:19 เพราะสำหรับพระเจ้านั้น สติปัญญาของโลกนี้ก็ยังเป็นกความโง่เขลา ด้วยมีคำเขียนไว้แล้วว่า "ขพระองค์1ทรงทำให้คนมีสติปัญญาหลงกลอุบายของเขาเอง."
1กธ. 3:20 และยังมีคำเขียนไว้อีกว่า "กองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบว่า ความนึกคิดของคนมีสติปัญญาก็เป็น1สิ่งว่างเปล่า .
1กธ. 3:21 เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดยกมนุษย์ขึ้นกอวด ด้วยว่าขสิ่งสารพัดนั้นล้วนเป็นของท่านทั้งหลาย
1กธ. 3:22 ไม่ว่าจะเป็นเปาโล, อะโปโล, เกฟา, โลกนี้, กชีวิต, ความตาย, สิ่งในปัจจุบัน, หรือสิ่งในอนาคต ก็1ล้วนเป็นของท่านทั้งหลาย
1กธ. 3:23 แต่ท่านทั้งหลายเป็นกของพระคริสต์ และพระคริสต์เป็นขของพระเจ้า.

คำอธิบาย 1 โกรินโธ บทที่ 3

1กธ. 3:1 ก 1กธ.2:15; 14:37
1กธ. 3:1 1ก ผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณคือผู้ที่ไม่ประพฤติตามเนื้อหนัง และไม่เคลื่อนไหวตามชีวิตฝ่ายจิต แต่ดำเนินตามวิญญาณเท่านั้น ซึ่งก็คือวิญญาณของเขาที่ได้ผสมกลมกลืนกับพระวิญญาณของพระเจ้า. คนเช่นนี้ได้รับการบัญชา, ควบคุม, ชี้นำ, ผลักดัน, และนำพาโดยวิญญาณที่ผสมกลมกลืนนี้.
1กธ. 3:1 ข 1กธ.3:3; รม.7:14, 5; อฟ.2:3
1กธ. 3:1 2ข คำว่า "ฝ่ายเลือดเนื้อ" ในข้อนี้รุนแรงและหนักหน่วงกว่าคำว่า "ฝ่ายเนื้อหนัง" ที่อยู่ในข้อ 3 เสียอีก. คำว่า "ฝ่ายเลือดเนื้อ" มีนัยถึงการถูกสร้างขึ้นมาจากเนื้อหนัง ส่วนคำว่า "ฝ่ายเนื้อหนัง" มีนัยถึงการได้รับอิทธิพลมาจากนิสัยของเนื้อหนังและมีส่วนในลักษณะพิเศษของเนื้อหนัง. ในข้อนี้อัครทูตถือว่าผู้เชื่อชาวโกรินโธอยู่ฝ่ายเลือดเนื้ออย่างสิ้นเชิง คือถูกสร้างขึ้นด้วยเนื้อหนัง ซึ่งก็คือเป็นเนื้อหนังนั่นเอง. ช่างเป็นถ้อยคำที่รุนแรงเสียจริง! จากนั้นเมื่อถึงข้อ 3 อัครทูตปรับโทษการที่พวกเขาประพฤติตัวอยู่ในการอิจฉาและการโต้เถียงกันว่าเป็นการประพฤติที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง คืออยู่ภายใต้อิทธิพลของนิสัยแห่งเนื้อหนังและมีส่วนในลักษณะพิเศษของเนื้อหนัง.
ในหนังสือเล่มนี้เปิดเผยอย่างแจ่มแจ้งว่า ผู้เชื่ออาจจัดอยู่ในประเภทหนึ่งในสามประเภทนี้คือ (1) มนุษย์ฝ่ายวิญญาณ เป็นผู้ดำเนินชีวิตอยู่ใน วิญญาณภายใต้การชโลมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (รม.8:4; ฆต.5:25); (2) มนุษย์ฝ่ายจิตเป็นผู้ดำเนินชีวิตอยู่ในจิตภายใต้การควบคุมโดยจิตหรือชีวิตฝ่ายธรรมชาติ (2:14); (3) มนุษย์ฝ่ายเลือดเนื้อหรือฝ่ายเนื้อหนัง ผู้เป็นของฝ่ายเนื้อหนังและดำเนินชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง. องค์พระผู้เป็นเจ้านั้นทรงปรารถนาที่จะให้ผู้เชื่อทุกคนต่างใช้พระคุณของพระองค์เพื่อจะได้กลายเป็นมนุษย์ประเภทที่หนึ่งคือมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ. นี่คือเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้คือ เพื่อเร่งเร้าผู้เชื่อชาวโกรินโธที่อยู่ในจิต, อยู่ฝ่ายเลือดเนื้อ, และอยู่ฝ่ายเนื้อหนังให้กระหายที่จะเติบโตในชีวิต เพื่อจะได้กลายเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ (2:15; 3:1; 14:37). เมื่อเราได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าเข้าสู่การสามัคคีธรรมของพระคริสต์ (1:9) ที่ได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (15:45) และเมื่อเราได้เป็นวิญญาณเดียวกันกับพระองค์แล้ว (6:17) เราสามารถประสบการณ์และรับสุขพระองค์ได้เมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ในวิญญาณของเราภายใต้การนำพาของพระวิญญาณเท่านั้น. เมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ในจิตหรือในเนื้อหนัง เราก็ไม่สามารถมีส่วนในพระองค์หรือรับสุขพระองค์ได้.
1กธ. 3:1 ค ฮร.5:13; 1ปต.2:2; อฟ.4:14
1กธ. 3:1 3ค แม้ว่าวิสุทธิชนชาวโกรินโธได้รับของประทานแห่งชีวิตในชั้นต้นมาแล้ว และมิได้ขาดของประทานเหล่านี้แม้สักอย่างเดียว (1:7) แต่เขาก็ไม่ได้เติบโตในชีวิต แม้จะได้รับสิ่งเหล่านี้มาแล้วกลับยังเป็นทารกในพระคริสต์และเป็นผู้ที่ไม่อยู่ฝ่ายวิญญาณแต่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง. ในที่นี้อัครทูตได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องและความต้องการของเขานั่นคือการเติบโตในชีวิตจนบรรลุถึงความสุกงอมคือเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ (2:6; กซ.1:28).
1กธ. 3:2 1 การให้ดื่มนมหรือให้กินอาหารแข็งก็คือการป้อนเลี้ยงผู้อื่น. การป้อนเลี้ยงต่างกับการสอน. การป้อนเลี้ยงเป็นเรื่องของชีวิต ส่วนการสอนนั้นเป็นเรื่องของความรู้. สิ่งที่อัครทูตใช้ป้อนเลี้ยงผู้เชื่อชาวโกรินโธนั้นดูเหมือนจะเป็นความรู้แต่แท้จริงแล้วเป็นน้ำนม (ไม่ใช่อาหารแข็ง) ซึ่งได้บำรุงเลี้ยงพวกเขาแล้วอย่างแน่นอน.
1กธ. 3:2 ก 1ปต.2:2; ฮร.5:12-13; ยซย.28:9
1กธ. 3:2 2ก น้ำนมนั้นมีไว้สำหรับทารกเป็นหลัก ส่วนอาหารแข็งมีไว้สำหรับคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว. ดู ฮร.5:12 คำอธิบาย 3 และข้อ 13 คำอธิบาย 1.
1กธ. 3:2 ข ฮร.5:14; ยรม.15:16; มธ.4:4
1กธ. 3:2 ค มก.4:33; ยฮ.16:12
1กธ. 3:2 3 กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้เชื่อชาวโกรินโธยังไม่ได้เติบโตในชีวิต พวกเขายังไม่สามารถรับอาหารแข็งได้.
1กธ. 3:3 ก 1กธ.3:1
1กธ. 3:3 ข รม.13:13; ฆต.5:20
1กธ. 3:3 1ข การอิจฉาและการแก่งแย่งชิงดีกันเป็นการแสดงออกหรือเป็นลักษณะพิเศษแห่งนิสัยของเนื้อหนัง. ฉะนั้นการอิจฉาและการแก่งแย่งชิงดีกันจึงเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่อยู่ในเนื้อหนังนั้นเป็นของฝ่ายเนื้อหนังและได้ดำเนินชีวิตตามอย่างมนุษย์.
1กธ. 3:3 ค 1กธ.1:11
1กธ. 3:3 2 มนุษย์ที่ตกต่ำทุกคนล้วนเป็นเพียงเนื้อหนัง (รม.3:20; ฆต.2:16 และคำอธิบาย 2). ดังนั้นการดำเนินชีวิตตามอย่างมนุษย์ก็คือการดำเนินตามเนื้อหนัง. การอิจฉาและการแก่งแย่งชิงดีในท่ามกลางผู้เชื่อชาวโกรินโธนั้นเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า พวกเขาดำเนินชีวิตตามเนื้อหนังของมนุษย์ที่ตกต่ำ และไม่ดำเนินตามวิญญาณของมนุษย์ที่ได้รับการบังเกิดใหม่จากพระเจ้า. ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อยู่ฝ่ายวิญญาณแต่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง และพวกเขาก็ไม่ดำเนินชีวิตตามอย่างพระเจ้าแต่ดำเนินชีวิตตามอย่างมนุษย์.
1กธ. 3:4 ก 1กธ.1:12
1กธ. 3:5 ก 2กธ.3:6; อฟ.3:7; กซ.1:23, 25; 1ตธ.4:6; เทียบ 1กธ.4:1
1กธ. 3:5 ข รม.12:3, 6
1กธ. 3:6 ก กจ.18:1-11
1กธ. 3:6 1 การปลูก, การรดน้ำ, และการทำให้เติบโตนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของชีวิต. กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้เชื่อทุกคนเป็นไร่นาของพระเจ้า (ข้อ 9) เพื่อให้พระคริสต์เติบโตขึ้น. ผู้ปฏิบัติของพระคริสต์ก็ทำได้แค่เพียงปลูกและรดน้ำเท่านั้น มีเพียงพระเจ้าที่ทำให้เติบโตขึ้นได้. ผู้เชื่อชาวโกรินโธประเมินค่าของผู้ปลูกและผู้รดน้ำมากเกินไป และละเลยพระองค์ผู้ทำให้เติบโตขึ้น. ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เจริญเติบโตขึ้นในพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเขา.
ผู้เชื่อชาวโกรินโธซึ่งอยู่ภายใต้อิทธพลของสติปัญญาแห่งปรัชญาของชาวกรีกที่แพร่หลายนั้นได้ให้ความสนใจกับความรู้มากเกินไปจนได้ละเลยชีวิตเสีย. จุดมุ่งหมายของท่านเปาโลในบทนี้คือต้องการจะหันความสนใจของพวกเขาจากความรู้มาสู่ชีวิต โดยชี้ให้เห็นว่า ท่านเป็นผู้บำรุงเลี้ยงและผู้ปลูก ส่วนอะโปโลก็เป็นผู้รดน้ำ แต่พระเจ้าเป็นผู้ทำให้เติบโตขึ้น. ใน 4:15 ท่านถึงกับบอกพวกเขาว่า ท่านเป็นบิดาฝ่ายวิญญาณของเขา คือเป็นผู้ให้กำเนิดเขาในพระคริสต์โดยกิตติคุณ. หากพิจารณาดูในทัศนะด้านชีวิตซึ่งเป็นทัศนะอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เขาทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า เพื่อให้พระคริสต์เติบโตขึ้น. กรณีนี้เป็นเรื่องของชีวิตอย่างสิ้นเชิง. แต่ผู้เชื่อที่ถูกบังคับควบคุมโดยชีวิตฝ่ายจิตหรือชีวิตธรรมชาติภายใต้ผลกระทบแห่งสติปัญญาตามธรรมชาติเหล่านี้ได้ละเลยเรื่องของชีวิตไปโดยสิ้นเชิง.
1กธ. 3:6 ข กจ.18:24-28
1กธ. 3:6 ค เทียบ 1กธ.15:10; 2กธ.3:5
1กธ. 3:7 ก 2กธ.12:11
1กธ. 3:7 1ก ถ้ากล่าวในแง่การเติบโตของชีวิตแล้ว ผู้ปฏิบัติของพระคริสต์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้หว่านหรือผู้รดน้ำนั้นล้วนไม่สำคัญอะไร มีเพียงพระเจ้าที่เป็นทุกสิ่ง. เราจำต้องละสายตาจากเขาเหล่านั้นไปสู่พระเจ้าเพียงผู้เดียว. สิ่งนี้จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากการแตกแยกอันเป็นผลจากการเห็นความสำคัญของผู้ปฏิบัติของพระคริสต์คนใดคนหนึ่งมากกว่าผู้ปฏิบัติคนอื่นๆ.
1กธ. 3:8 ก รม.14:12
1กธ. 3:8 ข 1กธ.3:14; 9:17; 2ยฮ.8; เทียบ มธ.25:21, 23
1กธ. 3:8 1ข บำเหน็จเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้ปฏิบัติของพระคริสต์ที่ได้ตรากตรำในการปลูกและรดน้ำในไร่นาของพระเจ้า.
1กธ. 3:8 ค 1กธ.15:58
1กธ. 3:9 1 พระเจ้าก็เป็นผู้ทำงานด้วย. ในขณะที่ผู้ปฏิบัติของพระคริสต์ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของพระเจ้าได้ทำงานอยู่ในไร่นาของพระองค์นั้น พระองค์ก็ทรงทำงานอยู่ด้วย. นี่ช่างเป็นสิทธิที่พิเศษและสง่าราศีจริงๆ ที่มนุษย์สามารถเป็นผู้ร่วมงานของพระเจ้า, ร่วมทำงานด้วยกันกับพระเจ้าอยู่ในไร่นาของพระองค์ เพื่อให้พระคริสต์เติบโตขึ้น.
1กธ. 3:9 ก 2กธ.6:1; มก.16:20
1กธ. 3:9 ข เทียบ มธ.13:3, 8; วว.14:4, 15-16
1กธ. 3:9 2ข แปลตามตรงคือฟาร์ม. ผู้เชื่อที่ได้รับการบังเกิดใหม่ในพระคริสต์ด้วยชีวิตของพระเจ้านั้นเป็นไร่นาที่พระเจ้าได้ไถหว่านไว้ และเป็นฟาร์มในสิ่งทรงสร้างใหม่ของพระเจ้าซึ่งมีไว้เพื่อให้พระคริสต์เติบโตขึ้น เพื่อก่อกำเนิดวัสดุล้ำค่าสำหรับการก่อสร้างของพระเจ้า. ดังนั้นเราจึงไม่เพียงเป็นไร่นาของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งก่อสร้างของพระเจ้าอีกด้วย. ในด้านส่วนรวมนั้น พวกเราเป็นคริสตจักรของพระเจ้า ซึ่งมีพระคริสต์ปลูกอยู่ภายในเรา. พระคริสต์จำต้องเจริญเติบโตขึ้นอยู่ภายในเรา และจะต้องเติบโตออกจากตัวเรา. ตามความหมายของบทนี้มิได้เป็นการผลิตผล แต่เป็นการก่อกำเนิดวัสดุล้ำค่า ซึ่งได้แก่ทองคำ, เงิน, และเพชรพลอยไว้สำหรับการก่อสร้างที่ประทับของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก. ฉะนั้นสิ่งก่อสร้างของพระเจ้า บ้านของพระเจ้า และคริสตจักรล้วนเป็นการเพิ่มพูนของพระคริสต์และเป็นการขยายใหญ่ขึ้นของพระคริสต์ผู้ไร้ขอบเขตจำกัด.
1กธ. 3:9 ค 1ปต.2:5; อฟ.2:20-22; กซ.2:7; มธ.16:18; เทียบ บพส.127:1
1กธ. 3:10 ก รม.1:5; 12:3; 1กธ.15:10
1กธ. 3:10 ข เทียบ 1กธ.3:6ก
1กธ. 3:10 ค อฟ.2:20
1กธ. 3:10 1 คำนี้ตามความหมายของศัพท์ภาษากรีกคือ นายช่างคนสำคัญ. ใน มธ.16:18 องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าพระองค์จะก่อสร้างคริสตจักรของพระองค์ขึ้น. แต่ในที่นี้อัครทูตกล่าวว่าท่านเป็นผู้ก่อสร้างคนหนึ่ง โดยเป็นถึงหัวหน้างานที่มีสติปัญญา. กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้มาก่อสร้างคริสตจักรโดยตรง แต่ทรงก่อสร้างคริสตจักรโดยอาศัยผู้ปฏิบัติทั้งหลายของพระองค์ และยังอาศัยอวัยวะทุกส่วนในพระกาย เหมือนดังที่ได้เปิดเผยไว้ใน อฟ.4:16. แม้ว่าในข้อ 5-7 อัครทูตยอมรับว่าเขาไม่นับเป็นอะไร แต่ในที่นี้ท่านได้ชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาและสัตย์จริงว่า ตามพระคุณของพระเจ้านั้น ท่านได้กลายเป็นหัวหน้างานที่มีสติปัญญาผู้ได้วางฐานรากหนึ่งเดียวนั้นไว้แล้วซึ่งก็คือพระคริสต์เพื่อให้คนอื่นมาก่อสร้างขึ้นบนฐานรากนี้.
1กธ. 3:10 ง 1ธซ.3:2
1กธ. 3:10 จ เทียบ 1กธ.3:6ข
1กธ. 3:10 2 คริสตจักรซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าจะต้องถูกก่อสร้างขึ้นด้วยทองคำ, เงิน, และเพชรพลอย ซึ่งเป็นวัสดุอันล้ำค่าที่ก่อกำเนิดขึ้นจากการที่พระคริสต์เจริญเติบโตขึ้นภายในเรา. แต่เรามีโอกาสสูงที่จะก่อสร้างด้วยไม้, หญ้าแห้ง, และฟางที่เราก่อกำเนิดขึ้นในเนื้อหนัง. ดังนั้นเราทุกคนซึ่งครอบคลุมถึงอวัยวะทุกส่วนในพระกายของพระคริสต์ล้วนจำต้องระวังให้ดีว่าจะก่อสร้างขึ้นอย่างไร คือระวังว่าจะใช้วัสดุชนิดใดมาทำการก่อสร้าง.
1กธ. 3:10 ฉ 1กธ.14:4, 5, 12
1กธ. 3:11 ก เทียบ กจ.4:12; 2กธ.11:4; ฆต.1:6-7
1กธ. 3:11 1ก พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์และพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่. พระองค์ทรงเป็นฐานรากเพียงหนึ่งเดียวที่พระเจ้าได้ทรงวางไว้เพื่อการก่อสร้างของคริสตจักร (มธ.16:16-18). นอกจากนี้ไม่มีผู้ใดอาจวางฐานรากอื่นอีกได้.
1กธ. 3:11 ข ยซย.28:16; มธ.16:18
1กธ. 3:11 ค มธ.16:16; กจ.2:36
1กธ. 3:12 1 ฐานรากมีเพียงหนึ่งเดียว แต่สิ่งก่อสร้างอาจแตกต่างกันไปได้เพราะว่าผู้ก่อสร้างแต่ละคนอาจใช้วัสดุที่แตกต่างกันมาก่อสร้าง. ผู้เชื่อชาวโกรินโธทุกคนล้วนได้ต้อนรับพระคริสต์เป็นฐานรากแล้ว. อย่างไรก็ดีผู้เชื่อชาวยูดายบางคนที่อยู่ท่ามกลางเขาคิดจะใช้ความสำเร็จแห่งศาสนายูดายมาก่อสร้างคริสตจักร และยังมีผู้เชื่อชาวกรีกบางคนคิดจะใช้สติปัญญาแห่งปรัชญามาก่อสร้างคริสตจักร. พวกเขาไม่เหมือนกับพวกอัครทูตซึ่งใช้การรู้จักอันล้ำเลิศและประสบการณ์ที่อุดมสมบูรณ์ที่มีต่อพระคริสต์มาก่อสร้างคริสตจักร. จุดมุ่งหมายของอัครทูตในการเขียนจดหมายฉบับนี้คือ เพื่อเตือนสติไม่ให้ผู้เชื่อใช้สิ่งที่มีเบื้องหลังฝ่ายธรรมชาติของพวกเขามาก่อสร้างคริสตจักร. พวกเขาต้องฝึกเรียนรู้ที่จะใช้การรู้จักทางทัศนะภายนอกและประสบการณ์ทางทัศนะภายในที่มีต่อพระคริสต์มาก่อสร้าง เหมือนกับที่อัครทูตได้ก่อสร้าง.
1กธ. 3:12 2 ทองคำ, เงิน, และเพชรพลอย เป็นเครื่องหมายเล็งถึงประสบการณ์อันหลากหลายที่มีต่อพระคริสต์ในด้านคุณธรรมและคุณลักษณะของพระเจ้าตรีเอกภาพ. อัครทูตและผู้เชื่อที่อยู่ฝ่ายวิญญาณต่างก็ใช้สิ่งเหล่านี้มาก่อสร้างคริสตจักรขึ้นบนพระคริสต์ผู้เป็นฐานรากเพียงหนึ่งเดียว. ทองคำเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระนิสัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดาพร้อมด้วยคุณลักษณะทุกประการแห่งพระนิสัยนี้. เงินเป็นเครื่องหมายเล็งถึงพระคริสต์พระผู้ไถ่พร้อมด้วยคุณธรรมและคุณลักษณะแห่งฐานันดรและการงานของพระองค์. เพชรพลอยเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการงานแห่งการเปลี่ยนแปลงของพระวิญญาณนั้นพร้อมด้วยคุณลักษณะทุกประการแห่งการงานนี้. วัสดุที่ล้ำค่าเหล่านี้ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการที่เรามีส่วนและรับสุขพระคริสต์ในวิญญาณของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์. มีเพียงสิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่เหมาะสมกับการก่อสร้างของพระเจ้า.
ในเมื่อคริสตจักรเป็นไร่นาของพระเจ้าซึ่งมีการเพาะปลูก, รดน้ำ, และเติบโตขึ้นแล้วคริสตจักรก็น่าจะก่อกำเนิดพืชผลออกมา. อย่างไรก็ดีวัสดุที่ถูกต้องซึ่งนำมาใช้ก่อสร้างคริสตจักรกลับเป็นทองคำ, เงิน, และเพชรพลอย ซึ่งล้วนเป็นแร่ธาตุ. ดังนั้นในที่นี้จึงแฝงไว้ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง. ชีวิตของเราไม่เพียงต้องมีการเติบโตเท่านั้น แต่ชีวิตนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วย ดังที่ได้เปิดเผยไว้ใน 2กธ.3:18 และ รม.12:2. สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดขององค์พระผู้เป็นเจ้าในคำอุปมาที่อยู่ในมัดธายบทที่ 13 เกี่ยวกับเรื่องข้าวสาลี, เมล็ดมัสตาร์ด, และแป้ง (ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวกับพืช) และขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา ซึ่งได้แก่ทองคำและเพชรพลอย (แร่ธาตุ). ดู มธ.13:31 คำอธิบาย 1, ข้อ 33 คำอธิบาย 3, และข้อ 44 คำอธิบาย 1.
1กธ. 3:12 3 ไม้, หญ้าแห้ง, และฟาง เป็นเครื่องหมายเล็งถึงความรู้, ความเข้าใจ, และความสำเร็จที่มาจากเบื้องหลังทางธรรมชาติของผู้เชื่อ (เช่น ศาสนายูดายหรือศาสนาอื่น, ปรัชญา, หรือวัฒนธรรม) และวิธีการดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ (ซึ่งอยู่ในจิตเป็นสำคัญ และก็คือชีวิตธรรมชาตินั่นเอง). ไม้ซึ่งตรงข้ามกับทองคำนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงนิสัยตามธรรมชาติของมนุษย์. หญ้าแห้งซึ่งตรงข้ามกับเงินนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงมนุษย์ที่ตกต่ำ หรือมนุษย์ที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง (1ปต.1:24) ที่ยังไม่ได้รับการไถ่และการบังเกิดใหม่จากพระคริสต์. ส่วนฟางซึ่งตรงข้ามกับเพชรพลอยนั้นเป็นเครื่องหมายเล็งถึงการงานและการดำเนินชีวิตที่มีต้นกำเนิดมาจากดิน และยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์. วัสดุที่ไร้ค่าเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์แห่งมนุษย์ธรรมชาติของผู้เชื่อ และสิ่งที่เขาได้สะสมมาจากเบื้องหลังของตน. ในแผนการบริหารของพระเจ้าวัสดุเหล่านี้เหมาะที่จะเอาไปเผาทิ้งเสียเท่านั้น (ข้อ 13).
1กธ. 3:13 ก 1กธ.4:5
1กธ. 3:13 ข 1กธ.1:8; 2ธซ.1:10; 2ตธ.1:12; 4:8
1กธ. 3:13 1ข ชี้ถึงวันที่พระคริสต์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งซึ่งในเวลานั้นพระองค์จะทรงพิพากษาผู้เชื่อทุกคน (4:5; มธ.25:19-30; 2กธ.5:10; วว.22:12).
1กธ. 3:13 ค 1กธ.3:15
1กธ. 3:13 2ค ชี้ถึงไฟแห่งการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้า (มลค.3:2; 4:1; 2ธซ.1:7ข-8; ฮร.6:8) ซึ่งจะทำให้การงานของผู้เชื่อแต่ละคนปรากฏแจ้งและจะทดลองและทดสอบการงานของแต่ละคน. การงานทุกอย่างของไม้, หญ้าแห้ง, และฟางล้วนไม่สามารถผ่านการทดสอบนี้ได้ และจะถูกเผาไหม้ทำลายไป.
1กธ. 3:13 ง เทียบ ซคย.13:9; 1ปต.1:7; บพส.66:12; โยบ.23:10
1กธ. 3:14 1 การงานที่ยังดำรงอยู่ได้ต้องเป็นการงานของทองคำ, เงิน, และเพชรพลอยอย่างแน่นอนซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกก่อกำเนิดขึ้นโดยผู้ปฏิบัติที่สัตย์ซื่อของพระคริสต์. การงานเช่นนี้จะได้รับบำเหน็จจากพระองค์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่กำลังเสด็จกลับมาอย่างแน่นอน.
1กธ. 3:14 ก 1กธ.3:8
1กธ. 3:14 2ก บำเหน็จนี้ขึ้นอยู่กับการงานของผู้เชื่อหลังจากที่เขาได้รับความรอดแล้ว. บำเหน็จนี้แตกต่างไปจากความรอด ซึ่งขึ้นอยู่กับการเชื่อในพระองค์และเชื่อในการงานแห่งการไถ่ของพระองค์ (ดู ฮร.10:35 คำอธิบาย 1).
1กธ. 3:15 1 ชี้ถึงการงานของไม้, หญ้าแห้ง, และฟางซึ่งเหมาะที่จะเอาไปเผาทิ้งเสียเท่านั้น.
1กธ. 3:15 2 ชี้ถึงการสูญเสียบำเหน็จ ไม่ได้ชี้ถึงการสูญเสียความรอด. ความเสียหายที่ได้รับในที่นี้ไม่ได้ชี้ถึงความพินาศ.
1กธ. 3:15 ก 1กธ.5:5
1กธ. 3:15 3ก ความรอดที่เราได้รับมาในพระคริสต์นั้นไม่ได้เป็นไปตามการประพฤติของเรา (ตต.3:5)แต่เป็นสิ่งที่นิรันดร์ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในด้านแก่นแท้ (ฮร.5:9; ยฮ.10:28-29). ดังนั้นผู้เชื่อที่การงานแห่งคริสเตียนของเขาไม่ได้รับการรับรองจากการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและได้รับความเสียหายนั้น ก็ยังคงได้รับความรอดอยู่ดี. ความรอดของพระเจ้าซึ่งเป็นของประทานอันไม่คิดมูลค่าที่ให้กับผู้เชื่อทุกคนนั้นเป็นสิ่งที่นิรันดร์. ส่วนบำเหน็จที่พระองค์ทรงประทานแก่พวกผู้เชื่อ (ไม่ใช่ทุกคน) ที่การงานแห่งคริสเตียนของตนได้รับการรับรองจากพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับยุคอาณาจักร. บำเหน็จนี้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานแห่งคริสเตียนของเขา. ดู ฮร.12:28 คำอธิบาย 1.
1กธ. 3:15 4 แม้ว่าผู้เชื่อที่การงานแห่งคริสเตียนของเขาไม่ได้รับการรับรองจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมานั้นจะยังคงได้รับความรอดแต่ ก็เหมือนดังรอดผ่านไฟ. คำว่า "ผ่านไฟ" ย่อมเป็นการชี้บ่งถึงการลงโทษอย่างแน่นอน. อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ไฟชำระที่พวกคาทอลิกสอนกัน นั่นเป็นมิจฉาลัทธิที่มาบิดเบือนพระคำในข้อนี้อย่างงมงาย. แม้จะเป็นเช่นนี้ ถ้อยคำเหล่านี้ควรจะเป็นการเตือนสติอันเคร่งเครียดสำหรับการงานแห่งคริสเตียนของเราในวันนี้.
1กธ. 3:15 ข เทียบ บพส.66:10; อมศ.4:11; ซคย.3:2; ยด.23
1กธ. 3:16 ก 1กธ.6:19; 2กธ.6:16; อฟ.2:21-22
1กธ. 3:16 1ก ในภาษากรีกชี้ถึงพระวิหารชั้นใน. พระวิหารของพระเจ้าในที่นี้ชี้ถึงผู้เชื่อที่อยู่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเป็นส่วนรวม เช่นในเมืองโกรินโธ. ส่วนพระวิหารใน ข้อ 17 ชี้ถึงวิสุทธิชนทุกคนทั่วโลก. พระวิหารฝ่ายวิญญาณเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลของพระเจ้านี้มีการปรากฏอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ มากมายทั่วแผ่นดินโลก. การปรากฏในแต่ละท้องถิ่นก็คือพระวิหารของพระเจ้าที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ.
พระวิหารของพระเจ้าเป็นการอธิบายถึง "สิ่งก่อสร้างของพระเจ้า" ที่อยู่ในข้อ 9. สิ่งก่อสร้างของพระเจ้านั้นไม่เหมือนกับสิ่งก่อสร้างทั่วๆ ไป แต่เป็นที่ประทับของพระเจ้าผู้แบ่งแยกบริสุทธิ์คือเป็นพระวิหารที่พระวิญญาณของพระเจ้าประทับอยู่. เราทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างพระวิหารที่แบ่งแยกบริสุทธิ์นี้จำต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ เพื่อเราจะระวังที่จะไม่ใช้ไม้, หญ้าแห้ง, และฟางซึ่งเป็นวัสดุที่ไร้ค่ามาก่อสร้าง แต่จะใช้ทองคำ, เงิน, และเพชรพลอย ซึ่งเป็นวัสดุที่ล้ำค่าและสอดคล้องกับพระนิสัยและแผนการบริหารของพระเจ้ามาก่อสร้าง.
1กธ. 3:16 ข รม.8:9, 11
1กธ. 3:17 ก เทียบ ยฮ.2:19
1กธ. 3:17 1ก หรือ ทำให้หายนะ, เสื่อมเสีย, เป็นมลทิน, หรือเสียหาย. การทำลายพระวิหารของพระเจ้าก็คือการใช้ไม้, หญ้าแห้ง, และฟาง ซึ่งเป็นวัสดุที่ไร้ค่ามาก่อสร้าง ดังที่ได้บรรยายไว้ในข้อ 12. กรณีนี้ชี้ถึงผู้เชื่อชาวยูดายบางคนที่คิดจะใช้ส่วนประกอบแห่งศาสนายูดายมาก่อสร้างคริสตจักร และยังชี้ถึงผู้เชื่อชาวกรีกบางคนที่พยายามจะนำส่วนประกอบแห่งปรัชญาเข้ามาสู่การก่อสร้างนี้. สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถทำให้พระวิหารของพระเจ้าเสื่อมเสีย, หายนะ, เป็นมลทิน, และเสียหายได้ทั้งสิ้น คือเป็นการทำลายพระวิหารของพระเจ้านั่นเอง. การใช้หลักธรรมใดๆ ที่แตกต่างไปจากคำสอนพื้นฐานของพวกอัครทูต (กจ.2:42) หรือใช้วิธีการและความพยายามใดๆ ที่ขัดแย้งกับพระนิสัยของพระเจ้า, การงานแห่งการไถ่ของพระคริสต์, และการงานแห่งการเปลี่ยนแปลงของพระวิญญาณนั้น ล้วนเป็นการทำให้คริสตจักรของพระเจ้าเสื่อมเสีย, หายนะ, เป็นมลทิน, เสียหาย, และถูกทำลายทั้งสิ้น.
1กธ. 3:17 2 อย่างน้อยในที่นี้ก็ได้มีความหมายเป็นนัยถึงการลงโทษที่ถูกเปิดเผยไว้ในข้อ 15. ทุกคนที่ทำให้คริสตจักรของพระเจ้าเสื่อมเสีย, หายนะ, เป็นมลทิน, และเสียหายด้วยการใช้หลักธรรมแห่งมิจฉาลัทธิ, คำสอนที่แตกแยก, วิธีการฝ่ายโลก, และความพยายามตามธรรมชาติมาก่อสร้าง จะต้องได้รับการลงโทษจากพระเจ้า.
1กธ. 3:17 3 ในเมื่อพระวิหารนั้นของพระเจ้า หรือคริสตจักรเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ ดังนั้นวัสดุ, วิธีการ, และความพยายามที่เราใช้ในการก่อสร้างก็จำต้องบริสุทธิ์ด้วย คือสอดคล้องกับพระนิสัยของพระเจ้า, การไถ่ของพระคริสต์, และการเปลี่ยนแปลงของพระวิญญาณนั้น.
1กธ. 3:17 4 คำว่า "พระวิหารนั้น" ชี้ถึงพระวิหารที่ "บริสุทธิ์." จุดเน้นของวลีนี้มิใช่ "พระวิหาร" แต่เป็น "บริสุทธิ์." ในข้อ 16 เน้นถึงพระวิหาร ส่วน ข้อ 17 เน้นถึงลักษณะเฉพาะที่แบ่งแยกบริสุทธิ์ของพระวิหาร เพื่อเป็นการเตือนสติผู้เชื่อชาวโกรินโธที่เป็นคนธรรมดาว่า พวกเขาควรจะแบ่งแยกบริสุทธิ์ คือมีลักษณะเฉพาะที่บริสุทธิ์แห่งพระวิหารนั้นของพระเจ้า.
1กธ. 3:18 ก ฆต.6:3
1กธ. 3:18 1ก ผู้เชื่อที่ยังร้อนรนในศาสนายูดาย และผู้เชื่อชาวกรีกที่ยังฝักใฝ่ในปรัชญา ล้วนแต่หลอกลวงตัวเองโดยการนำเอาส่วนประกอบของศาสนายูดายและปรัชญาของกรีกเข้าสู่การก่อสร้างคริสตจักร.
1กธ. 3:18 ข 1กธ.8:2
1กธ. 3:18 2ข แนวคิดของอัครทูตในที่นี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้เชื่อชาวกรีกได้เทิดทูนสติปัญญาแห่งปรัชญาของตนเป็นสำคัญ (1:22).
1กธ. 3:18 ค ยซย.5:21
1กธ. 3:18 3 การกลับเป็นคนโง่ในที่นี้ก็คือการปฏิเสธสติปัญญาแห่งปรัชญา และต้อนรับพระคำที่เรียบง่ายเกี่ยวกับพระคริสต์และกางเขนของพระองค์ (1:21, 23).
1กธ. 3:18 4 การกลายเป็นคนมีสติปัญญาในที่นี้ก็คือการต้อนรับเอาสติปัญญาของพระเจ้าที่ได้ทำให้พระคริสต์กลายเป็นทุกสิ่งของเรา (1:24, 30; 2:6-8).
1กธ. 3:19 ก 1กธ.1:20
1กธ. 3:19 ข โยบ 5:13
1กธ. 3:19 1 แปลตามตรงคือ ทรงจับคนมีสติปัญญาในเล่ห์เหลี่ยมของเขาเอง.
1กธ. 3:20 ก บพส.94:11
1กธ. 3:20 1 ความหมายก็คือ ไร้จุดมุ่งหมาย.
1กธ. 3:21 ก ยรม.9:23-24
1กธ. 3:21 ข รม.8:32, 28
1กธ. 3:22 ก ฟป.1:20; รม.8:38
1กธ. 3:22 1 สิ่งสารพัดซึ่งรวมไปถึงโลกนี้และความตายก็ล้วนเป็นของเรา และยังร่วมมือซึ่งกันและกันเพื่อให้เราได้รับประโยชน์ (รม.8:28). ผู้เชื่อชาวโกรินโธกล่าวว่า "พวกเขาอยู่ฝ่ายเปาโล," "อยู่ฝ่ายอะโปโล," และ "อยู่ฝ่ายเกฟา" (1:12) แต่เปาโลกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นเปาโล, อะโปโล, หรือเกฟาล้วนเป็นของพวกเขา สิ่งสารพัดก็ล้วนเป็นของเขาทั้งสิ้น. พวกเขาคือคริสตจักรและสิ่งสารพัดเหล่านี้ก็ล้วนมีเพื่อคริสตจักร. ส่วนคริสตจักรนั้นมีเพื่อพระคริสต์ และพระคริสต์นั้นมีเพื่อพระเจ้า.
1กธ. 3:23 ก 1กธ.15:23; 2กธ.10:7; ฆต.3:29
1กธ. 3:23 ข 1กธ.11:3
สารบัญ