1 โกรินโธ บทที่ 2
2. พระคริสต์ผู้ถูกตรึงไว้ที่กางเขน
ทรงเป็นศูนย์กลางแห่งการปฏิบัติของอัครทูต
2:1-16
ทรงเป็นศูนย์กลางแห่งการปฏิบัติของอัครทูต
2:1-16
(1) หนทางแห่งการปฏิบัติของอัครทูต
ข้อ 1-5
ข้อ 1-5
1กธ.
2:1 พี่น้องทั้งหลาย เมื่อก่อนที่ข้าพเจ้ากไปหาท่าน ข้าพเจ้ามิได้ประกาศ1ขข้อลับลึกของพระเจ้าให้แก่ท่านทั้งหลายด้วยคคำพูดหรือสติปัญญาอัน2ล้ำเลิศ.
1กธ.
2:2 เพราะข้าพเจ้าได้ตัดสินใจแล้วว่า จะ1ไม่ขอรู้เรื่องอื่นใดในท่ามกลางพวกท่านเลย เว้นแต่เรื่อง2พระเยซูกคริสต์และ2พระองค์ผู้ถูกขตรึงไว้ที่กางเขนนั้น.
1กธ.
2:3 ขณะเมื่อข้าพเจ้าอยู่กับท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็1กอ่อนแอ, มี2ขความกลัว, และตัวสั่นมาก.
1กธ.
2:4 กคำที่ข้าพเจ้าพูดและประกาศนั้นไม่ได้เป็น1คำชักชวนอันน่าฟังแห่งสติปัญญาแต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแจ้งของขพระวิญญาณนั้นและคฤทธิ์เดช.
1กธ.
2:5 เพื่อความเชื่อของท่านทั้งหลายจะไม่ขึ้นอยู่กับ1สติปัญญาของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับกฤทธิ์เดชของพระเจ้า.
(2) สติปัญญาของพระเจ้าที่อยู่ในข้อลับลึก —
พระคริสต์ผู้เป็นสิ่งที่ล้ำลึกของพระเจ้า
ข้อ 6-10
พระคริสต์ผู้เป็นสิ่งที่ล้ำลึกของพระเจ้า
ข้อ 6-10
1กธ.
2:6 แม้เรากล่าวถึงเรื่องสติปัญญาในหมู่กคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็จริง แต่ก็มิใช่เรื่องขสติปัญญาของยุคนี้ หรือเรื่องสติปัญญาของผู้มีอำนาจครอบครองในยุคนี้ ซึ่งกำลังจะถูก1คล้มล้างไป.
1กธ.
2:7 แต่เรากล่าวถึง1สติปัญญาของพระเจ้ากที่อยู่ในข้อลับลึก คือสติปัญญาซึ่งทรงซ่อนไว้นั้น และซึ่งพระเจ้าได้ทรงขกำหนดไว้ล่วงหน้า2ก่อนคยุคสมัยทั้งหลายเพื่อให้เราได้รับ3ง สง่าราศี
1กธ.
2:8 ไม่มีกผู้มีอำนาจครอบครองในยุคนี้สักคนเดียวที่รู้จักสติปัญญานั้น เพราะว่าถ้าเขารู้แล้ว เขาคงมิได้ขตรึงคองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสง่าราศีไว้ที่กางเขน.
1กธ.
2:9 ดังที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า "กสิ่งที่1ตาไม่เคยได้เห็น หูไม่เคยได้ยิน และ2ใจมนุษย์ไม่เคยได้ขคิดมาก่อน คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงคจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่3ง รักพระองค์."
1กธ.
2:10 แต่พระเจ้าได้ทรง1กเปิดเผยสิ่งเหล่านี้แก่เราทั้งหลายทางขพระวิญญาณนั้นเพราะว่าพระวิญญาณนั้นทรง2หยั่งรู้ทุกสิ่งแม้กระทั่ง3คความล้ำลึกของพระเจ้า.
(3) อธิบายเรื่องราวฝ่ายวิญญาณ
แก่มนุษย์ฝ่ายวิญญาณด้วยถ้อยคำฝ่ายวิญญาณ
ข้อ 11-16
แก่มนุษย์ฝ่ายวิญญาณด้วยถ้อยคำฝ่ายวิญญาณ
ข้อ 11-16
1กธ.
2:11 เพราะว่ามีผู้ใดในท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวงอาจรู้เรื่องราวของมนุษย์ได้เล่า เว้นแต่1กวิญญาณของมนุษย์ซึ่งอยู่ในคนผู้นั้น? ทำนองเดียวกัน เรื่องราวของพระเจ้าก็ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้า.
1กธ.
2:12 เราทั้งหลายไม่1กได้รับวิญญาณของขโลก แต่ได้รับคพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้ง รู้ถึงจสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เราโดยพระคุณอย่างไม่คิดค่า
1กธ.
2:13 คือสิ่งเหล่านั้นที่เรามิได้กล่าวด้วยกถ้อยคำซึ่งสติปัญญาของมนุษย์ได้สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงขสอนไว้ เพื่อมา1อธิบาย[เรื่องราว]ฝ่ายวิญญาณ2ด้วย[ถ้อยคำ]ฝ่ายวิญญาณ.
1กธ.
2:14 1แต่2กมนุษย์ฝ่ายจิตย่อมขไม่ต้อนรับ3คเรื่องราวแห่งพระวิญญาณของพระเจ้าเพราะเขาเห็นว่าเป็นเรื่องง โง่เขลา และเขาก็4ไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะจะ5จเห็นแจ้งถึงสิ่งเหล่านั้นได้ก็โดย6วิญญาณ.
1กธ.
2:15 มีเพียง1กมนุษย์ฝ่ายวิญญาณจึงเห็นแจ้งถึงสิ่งสารพัดได้ แต่ไม่มีผู้ใดจะเห็นแจ้งถึงเขาได้.
1กธ.
2:16 เพราะว่า ใครเล่าได้รู้จักกความคิดขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อจะขสอนพระองค์ได้? แต่เราทั้งหลาย1มีคความคิดของพระคริสต์แล้ว.
คำอธิบาย 1 โกรินโธ บทที่ 2
1กธ.
2:1 ก กจ.18:1
1กธ.
2:1 ข กซ.1:26-27
1กธ.
2:1 1ข สำเนาต้นฉบับอันเป็นที่ยอมรับบางฉบับบันทึกว่า "พยาน." สิ่งที่อัครทูตได้เป็นพยานอยู่นั้นก็คือข้อลับลึกของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระคริสต์ผู้เป็นการแปรสภาพเป็นรูปธรรมของพระเจ้า และคริสตจักรซึ่งเป็นการสำแดงของพระคริสต์ (รม.16:25-26; กซ.1:26-27; 2:2; 4:3; อฟ.3:4-6, 9).
1กธ.
2:1 ค 1กธ.1:17; 2:4, 13
1กธ.
2:1 2 หรือ เลอเลิศ. เมื่อท่านเปาโลมาถึงเมืองโกรินโธ ท่านมิได้มาเพื่อจะแสดงให้เห็นถึงคำพูดอันสูงส่งเลอเลิศหรือสติปัญญาแห่งปรัชญาในการประกาศถึงข้อลับลึกของพระเจ้า.
1กธ.
2:2 1 พระคริสต์ผู้ถูกตรึงไว้ที่กางเขนนั้นเป็นหัวข้อ, ศูนย์กลาง, สาระ, และเนื้อแท้เพียงหนึ่งเดียวแห่งการปฏิบัติของอัครทูต. ดังนั้นเมื่อท่านกำลังจะนำพระคำแห่งพยานของพระเจ้าไปหล่อเลี้ยงให้กับชาวกรีกที่ยกย่องคำพูดที่สูงส่งและนับถือสติปัญญา ท่านจึงได้ตัดสินใจว่าจะไม่ขอรู้เรื่องใดๆ เว้นแต่พระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่งและพระองค์ผู้ถูกตรึงไว้ที่กางเขนนั้น. นี่ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! สิ่งนี้สมควรเป็นแบบอย่างของเรา.
1กธ.
2:2 2 คำว่า "พระเยซูคริสต์" เป็นการแสดงถึงฐานันดรขององค์พระผู้เป็นเจ้า. พระองค์ผู้นี้ซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขนนั้น เป็นการกล่าวถึงแบบอย่างในการดำเนินชีวิต, การเคลื่อนไหว, การงาน, และหนทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยได้ชี้บ่งถึงการถ่อมตนและความต่ำต้อยของพระองค์. ในที่นี้การที่ท่านเปาโลไม่ได้กล่าวอ้างถึงการเป็นขึ้นเพื่อได้รับสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้า (ลก.24:26) และการเสด็จสู่สวรรค์เพื่อถูกยกชูขึ้นของพระองค์นั้น (กจ.2:33, 36) ก็เป็นเพราะท่านต้องการจะล้มล้างความเย่อหยิ่งที่เกิดจากการยกย่องสติปัญญาของชาวกรีกนั้น.
1กธ.
2:2 ก ฟป.3:7-8
1กธ.
2:2 ข 1กธ.1:23; ฆต.3:1; 6:14
1กธ.
2:3 ก 1กธ.4:10; 2กธ.11:30; 12:5, 9, 10; 13:4, 9
1กธ.
2:3 1ก อาจชี้ถึงความอ่อนแอทางร่างกายของอัครทูตอันเนื่องมาจากการที่ท่านถูกข่มเหงเพื่อกิตติคุณ. ท่านอัครทูตมิได้แสดงตนให้ผู้อื่นเห็นว่าท่านเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรงในขณะที่ท่านอยู่ท่ามกลางชาวกรีก ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่เพียงแสวงหาความแข็งแรงทางจิตในปรัชญาของพวกเขา แต่ยังแสวงหาความแข็งแรงทางกายโดยการฝึกกายบริหารด้วย.
1กธ.
2:3 ข 2กธ.7:15; ฟป.2:12; อฟ.6:5
1กธ.
2:3 2ข ความกลัวนั้นเป็นความรู้สึกที่อยู่ภายในส่วนตัวสั่นนั้นเป็นการแสดงออกทางภายนอก. ในขณะที่อัครทูตทำการปฏิบัติแก่พวกชาวกรีกที่เสาะหาสติปัญญาอยู่นั้น ภายในท่านก็มีความกลัวที่จะสูญเสียพระคริสต์ไป และภายนอกท่านก็ตัวสั่น เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากความมุ่งมาดปรารถนาอันแรงกล้าที่มีต่อสติปัญญาของพวกเขา. เพราะเหตุความกลัวและตัวสั่นเช่นนี้ ท่านจึงได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่ในการปฏิบัติที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งท่านไว้ตามนิมิตฝ่ายสวรรค์ โดยหลีกเลี่ยงจากการเบี่ยงเบนทุกประการได้. พวกยูดายที่ร้อนรนในศาสนานั้นมีความภาคภูมิใจในศาสนาที่สืบทอดกันมาของตน ส่วนพวกชาวกรีกที่เลื่อมใสในปรัชญานั้นก็เย่อหยิ่งในสติปัญญาทางโลกของตน. ในขณะที่อัครทูตนำพระคริสต์ไปหล่อเลี้ยงให้แก่คนทั้งสองพวกนี้ ท่านก็มีความกลัวและตัวสั่นมาก. อัครทูตนั้นช่างแตกต่างไปจากพวกเขาเสียจริง!
1กธ.
2:4 ก 1กธ.1:17; 2:1, 13
1กธ.
2:4 1 หรือ พูดให้จำนน. คำเกลี้ยกล่อมด้วยสติปัญญานั้นมาจากความคิดของมนุษย์ ส่วนการพิสูจน์ให้เห็นแจ้งของพระวิญญาณนั้นมาจากวิญญาณของเรา. คำที่อัครทูตได้พูดและประกาศนั้น มิได้มาจากความคิดโดยใช้คำพูดจากการคาดคะเน แต่มาจากวิญญาณของท่านโดยการปลดปล่อยและการสำแดงของพระวิญญาณนั้นดังนั้นจึงเป็นคำที่มีฤทธิ์เดช.
1กธ.
2:4 ข รม.15:19
1กธ.
2:4 ค กซ.1:29; 1กธ.4:20; 2กธ.6:7; 1ธซ.1:5
1กธ.
2:5 1 สติปัญญาของมนุษย์นั้นเป็นเพียงปรัชญาชั้นต้น ส่วนฤทธิ์เดชของพระเจ้านั้นคือพระคริสต์ผู้ครอบคลุมสรรพสิ่ง (1:24).
1กธ.
2:5 ก 2กธ.4:7; 13:4
1กธ.
2:6 ก ฟป.3:15; ฮร.5:14; 6:1; อฟ.4:13
1กธ.
2:6 ข 1กธ.1:20; 3:19; ยก.3:15
1กธ.
2:6 ค 1กธ.1:28
1กธ.
2:6 1ค คือ ถูกทำลายไป (เป็นคำเดียวกันกับที่ใช้ใน 1:28).
1กธ.
2:7 1 สติปัญญาของพระเจ้าก็คือพระคริสต์ (1:24) ผู้ทรงเป็นข้อลับลึกที่ซ่อนเร้นอยู่ (กซ.1:26-27) ซึ่งถูกกำหนด, ถูกแต่งตั้ง, และถูกตั้งไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนปฐมกาลเพื่อเราจะได้รับสง่าราศี.
1กธ.
2:7 ก รม.16:25-26; อฟ.1:9; 3:4, 5, 9; กซ.1:26-27; 2:2; 4:3
1กธ.
2:7 ข รม.8:29-30; 9:23; อฟ.1:5, 11
1กธ.
2:7 2 คือ ในนิรันดร์กาล
1กธ.
2:7 ค ฮร.1:2 กับคำอธิบาย 5; 11:3
1กธ.
2:7 ง รม.8:21, 30; กซ.3:4; 1ธซ.2:12; 1ปต.5:10; ฮร.2:10
1กธ.
2:7 3ง ชี้ถึงพระคริสต์ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสง่าราศี (ข้อ 8). พระคริสต์ทรงเป็นชีวิตของเราในวันนี้ (กซ.3:4) และจะเป็นสง่าราศีของเราในวันหน้า (กซ.1:27). พระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้มารับสุขสง่าราศีนี้แล้ว (1ปต.5:10) และยังจะทรงนำเราเข้าสู่สง่าราศีนี้ด้วย (ฮร.2:10). นี่คือเป้าหมายแห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้า.
1กธ.
2:8 ก กจ.3:17
1กธ.
2:8 ข 1กธ.2:2; ลก.24:20; กจ.2:23
1กธ.
2:8 ค ยก.2:1; บพส.24:7-10
1กธ.
2:9 ก ยซย.64:4; 52:15
1กธ.
2:9 1 ขอบเขตที่ตาสามารถมองเห็นได้นั้นคับแคบมาก ส่วนขอบเขตที่หูสามารถได้ยินนั้นกว้างกว่า แต่ขอบเขตที่จิตใจมนุษย์สามารถเข้าใจได้นั้นไม่มีขอบเขตจำกัด. ในสติปัญญาของพระเจ้า (คือในพระคริสต์) พระองค์ได้ทรงกำหนดและจัดเตรียมสิ่งที่ล้ำลึกและซ่อนเร้นมากมายให้แก่เราเช่นการโปรดให้ชอบธรรม, การแบ่งแยกบริสุทธิ์, และการได้รับสง่าราศี. ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ตามนุษย์ไม่เคยได้เห็นมาก่อน, หูมนุษย์ไม่เคยได้ยินมาก่อน, และใจมนุษย์ไม่เคยได้คาดคิดมาก่อน.
1กธ.
2:9 2 แปลตามตรงคือ ไม่เคยได้มาถึงใจของมนุษย์.
1กธ.
2:9 ข ยซย.65:17
1กธ.
2:9 ค เทียบ มธ.25:34
1กธ.
2:9 ง ยก.1:12; 2:5; 1กธ.8:3; อซด.20:6; มธ.22:37; 1ยฮ.4:21
1กธ.
2:9 3ง ถ้าหากเราต้องการเข้าใจและมีส่วนในสิ่งล้ำลึกและซ่อนเร้นที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดและจัดเตรียมให้กับเรา เราไม่เพียงต้องเชื่อพระองค์เท่านั้น แต่เรายังต้องรักพระองค์ด้วย. การยำเกรง, การนมัสการ, และการเชื่อพระเจ้า (คือการต้อนรับพระเจ้า) เพียงเท่านั้นยังไม่พอ. การรักพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้. ความหมายของการรักพระเจ้าก็คือการทุ่มเททั้งตัวของเรา คือวิญญาณ, จิต, และกาย รวมทั้งใจ, จิต, ความคิด, และกำลัง (มก.12:30) ลงไปบนตัวของพระองค์อย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือการยอมให้พระองค์ครอบครองทั่วทั้งตัวของเรา และตัวเราสูญสลายไปในพระองค์ จนพระองค์ได้กลายเป็นทุกสิ่งของเราและเราได้ร่วมเป็นหนึ่งกับพระองค์อย่างแท้จริงในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา. เช่นนี้เราก็จะมีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าที่ใกล้ชิดและสนิทสนมที่สุด และเราก็จะสามารถเข้าสู่พระทัยของพระองค์และเข้าใจความลับทุกประการที่อยู่ในพระทัยของพระองค์ (บพส.73:25; 25:14). ดังนั้นเราไม่เพียงจะได้รู้เท่านั้น แต่ยังได้ประสบการณ์, รับสุข, และมีส่วนในสิ่งที่ล้ำลึกและซ่อนเร้นอยู่ของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง.
1กธ.
2:10 ก มธ.11:25; 13:11; 16:17; ฆต.1:12; อฟ.3:3, 5; วว.1:1
1กธ.
2:10 1ก การเปิดเผยไม่เหมือนกับการสอน. การสอนนั้นเกี่ยวข้องกับความคิดของเรา แต่การเปิดเผยนั้นเกี่ยวข้องกับวิญญาณของเรา. ในการที่จะเข้าใจถึงสิ่งที่ล้ำลึกและซ่อนเร้นซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้แก่เรานั้น วิญญาณของเราเป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่าความคิดของเรา. ในขณะที่เรารักพระองค์โดยอยู่ในการสามัคคีธรรมกับพระองค์อย่างใกล้ชิดสนิทสนม จนทั้งตัวของเราได้เป็นหนึ่งกับพระองค์แล้วนั้น พระองค์ก็จะสำแดงให้เรารู้ความลับทุกประการในการที่พระคริสต์เป็นส่วนของเราในวิญญาณของเราโดยพระวิญญาณของพระองค์. นี่ก็คือการเปิดเผยแก่เราถึงสิ่งซ่อนเร้นที่เกี่ยวกับพระคริสต์ซึ่งพระปัญญาของพระองค์ได้วางโครงการไว้ อันเป็นสิ่งที่ใจมนุษย์ไม่เคยได้คาดคิดมาก่อน.
1กธ.
2:10 ข 1กธ.2:11; ยฮ.14:26
1กธ.
2:10 2 ความหมายในภาษากรีกคือ การสืบเสาะอย่างกระตือรือร้น มีความหมายเป็นนัยถึงความรู้ที่ถูกต้องซึ่งไม่ได้มาจากการค้นพบใหม่ แต่เกิดจากการสืบค้นอย่างละเอียด. พระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงสืบค้นความล้ำลึกของพระเจ้าที่เกี่ยวกับพระคริสต์ และได้สำแดงแก่เราในวิญญาณของเราเพื่อให้เราได้เข้าใจและมีส่วน.
1กธ.
2:10 ค รม.11:33
1กธ.
2:10 3ค ชี้ถึงสิ่งที่ล้ำลึกของพระเจ้า ซึ่งก็คือตัวของพระคริสต์เป็นส่วนที่นิรันดร์ของเราในด้านต่างๆ ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า, ทรงจัดเตรียม, และประทานให้แก่เราโดยไม่คิดค่า. สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใจมนุษย์ไม่เคยได้คาดคิด แต่ได้เปิดเผยแก่เราในวิญญาณของเราโดยพระวิญญาณของพระเจ้า. ดังนั้นหากเราประสงค์จะรับส่วนในสิ่งเหล่านี้เราก็จำต้องอยู่ฝ่ายวิญญาณ. เราต้องประพฤติตนและดำเนินชีวิตอยู่ในวิญญาณของเราจึงสามารถรับสุขพระคริสต์เป็นทุกสิ่งของเราได้.
1กธ.
2:11 ก 1ธซ.5:23; ซคย.12:1; โยบ 32:8; สภษ.20:27; รม.8:16
1กธ.
2:11 1ก วิญญาณของมนุษย์เป็นส่วนที่ลึกที่สุดในตัวของมนุษย์. วิญญาณของมนุษย์มีความสามารถในการหยั่งรู้เรื่องราวแห่งส่วนที่ลึกที่สุดของมนุษย์ ในขณะที่ความคิดของมนุษย์สามารถรู้ได้แต่เพียงเรื่องที่ผิวเผินเท่านั้น. ทำนองเดียวกันมีเพียงพระวิญญาณของพระเจ้าที่สามารถรู้ถึงสิ่งที่ล้ำลึกของพระองค์ได้. ผู้เชื่อชาวโกรินโธนั้นได้ละเลยไปทั้งวิญญาณของมนุษย์และพระวิญญาณของพระเจ้ากลับหันไปดำเนินชีวิตอยู่ในความคิดตามปรัชญาของตน. ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงแสดงให้เห็นว่าการมีประสบการณ์กับสองวิญญาณนี้อย่างปกตินั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อภาคปฏิบัติในการดำเนินชีวิตคริสตจักร.
1กธ.
2:12 ก ฆต.3:2, 14
1กธ.
2:12 1ก สรรเสริญพระองค์ เราทั้งหลายผู้ได้บังเกิดจากพระเจ้าโดยพระวิญญาณของพระองค์นั้นได้รับพระวิญญาณของพระเจ้าแล้ว. ดังนั้นเราจึงสามารถที่จะรู้ถึงสิ่งที่ล้ำลึกของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดประทานให้เรารับสุขโดยพระคุณอย่างไม่คิดค่า.
1กธ.
2:12 ข 1กธ.1:27-28
1กธ.
2:12 ค 1กธ.6:19; ยฮ.14:26
1กธ.
2:12 ง 1ยฮ.2:20, 27; ยฮ.16:13-15
1กธ.
2:12 จ ฟม.6
1กธ.
2:13 ก 1กธ.1:17; 2:1, 4
1กธ.
2:13 ข ยฮ.14:26; 15:26; 16:13-15
1กธ.
2:13 1 ความหมายในภาษากรีกคือ นำมาผสมกัน หรือนำมาไว้รวมกัน เหมือนที่ใช้ในการอธิบายหรือบรรยาย. คำนี้ถูกใช้มากในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมฉบับเซ็บทัวจินท์ (Septuagint) เช่นใน ยนซ.40:8; 41:12, 15.
1กธ.
2:13 2 แนวคิดในที่นี้ก็คือการพูดเรื่องราวฝ่ายวิญญาณด้วยถ้อยคำฝ่ายวิญญาณ. ในที่นี้มิได้เน้นว่าเป็นการพูดกับใคร แต่ได้เน้นถึงสื่อกลางที่ใช้พูดเรื่องราวฝ่ายวิญญาณออกไป. อัครทูตได้พูดเรื่องราวฝ่ายวิญญาณด้วยถ้อยคำฝ่ายวิญญาณ. เรื่องราวฝ่ายวิญญาณก็คือสิ่งที่ล้ำลึกของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์ ส่วนถ้อยคำฝ่ายวิญญาณก็คือถ้อยคำฝ่ายวิญญาณที่พระวิญญาณนั้นได้ทรงสอนไว้.
1กธ.
2:14 1 ข้อ 13 เน้นถึงสื่อกลางฝ่ายวิญญาณ ซึ่งก็คือถ้อยคำฝ่ายวิญญาณที่ใช้พูดเรื่องราวฝ่ายวิญญาณ. แต่ข้อ 14-15 ได้เน้นถึงคู่หมายฝ่ายวิญญาณ ซึ่งก็คือมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ (ไม่ใช่มนุษย์ฝ่ายจิต) ที่สามารถเห็นแจ้งถึงเรื่องราวฝ่ายวิญญาณได้. ทั้งสื่อกลางและคู่หมายล้วนต้องอยู่ฝ่ายวิญญาณ. เรื่องราวฝ่ายวิญญาณนั้นจำต้องพูดแก่มนุษย์ฝ่ายวิญญาณด้วยถ้อยคำฝ่ายวิญญาณ.
1กธ.
2:14 ก ยด.19; 1กธ.15:44, 46; ยก.3:15; เทียบ ฮร.4:12
1กธ.
2:14 2ก มนุษย์ฝ่ายจิตคือมนุษย์ฝ่ายธรรมชาติซึ่งเป็นผู้ที่ยอมให้จิต (รวมทั้งความคิด, อารมณ์,และความตั้งใจ) มาเป็นเจ้านายควบคุมทั้งตัวเขาและยังเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในจิต, ไม่สนใจวิญญาณ, ไม่ใช้วิญญาณ, และยังประพฤติตนดุจไม่มีวิญญาณ (ยด.19). คนเช่นนี้ย่อมไม่ต้อนรับและไม่สามารถเข้าใจถึงเรื่องราวแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า แต่ยังกลับปฏิเสธอีกด้วย. ชาวยูดายผู้เคร่งศาสนาที่ขอการอัศจรรย์ และชาวกรีกผู้เลื่อมใสปรัชญาที่เสาะหาสติปัญญานั้น (1:22) เป็นมนุษย์ฝ่ายธรรมชาติเช่นนี้. พวกเขาถือว่าเรื่องราวฝ่ายพระวิญญาณของพระเจ้าเป็นเรื่องโง่เขลาสำหรับเขา (1:23).
1กธ.
2:14 ข เทียบ ยฮ.14:17
1กธ.
2:14 ค 1กธ.2:11
1กธ.
2:14 3ค ชี้ถึงสิ่งที่ล้ำลึกของพระเจ้า ซึ่งเกี่ยวกับพระคริสต์ผู้เป็นส่วนของเรา.
1กธ.
2:14 ง 1กธ.1:18
1กธ.
2:14 4 มนุษย์ฝ่ายจิตนั้นไม่มีความสามารถตามธรรมชาติในการสัมผัสรับรู้เรื่องราวฝ่ายวิญญาณ. ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถที่จะรู้ถึงเรื่องราวฝ่ายวิญญาณได้.
1กธ.
2:14 จ ฮร.4:12
1กธ.
2:14 5จ หรือ ตรวจสอบจนชัดเจน, สำรวจจนเข้าใจ.
1กธ.
2:14 6 วิญญาณ ในที่นี้ชี้ถึงวิญญาณของมนุษย์ที่ถูกพระวิญญาณของพระเจ้ากระตุ้นให้เกิดการใช้งานอย่างเต็มที่ จนได้แทนที่การบังคับบัญชาและการควบคุมแห่งจิตที่มีต่อมนุษย์. มนุษย์จะเห็นแจ้งถึงเรื่องราวแห่งพระวิญญาณของพระเจ้าได้ก็โดยวิญญาณนี้เอง. คนเช่นนี้ก็คือมนุษย์ฝ่ายวิญญาณที่ได้กล่าวไว้ในข้อถัดไป. เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ฉะนั้นทุกเรื่องราวแห่งพระวิญญาณของพระเจ้าก็ต้องเป็นของฝ่ายวิญญาณด้วย. ดังนั้นหากมนุษย์ต้องการที่จะเห็นแจ้งและเข้าใจในเรื่องราวแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า ก็จำต้องใช้วิญญาณของมนุษย์ (ยฮ.4:24).
1กธ.
2:15 ก 1กธ.3:1; 14:37; ฆต.6:1
1กธ.
2:15 1ก มนุษย์ฝ่ายวิญญาณคือ ผู้ที่ปฏิเสธจิตของตน ไม่ดำเนินชีวิตโดยจิตของตน แต่ให้วิญญาณของตนเป็นเจ้านายควบคุมทั่วทั้งตัวเขา. วิญญาณของเขาในที่นี้ก็คือวิญญาณที่ได้รับการบังเกิดใหม่และถูกพระวิญญาณของพระเจ้าครอบครองและกระตุ้น. ยิ่งไปกว่านั้นเขายังดำเนินชีวิตโดยวิญญาณ และประพฤติตนตามวิญญาณเช่นนี้ (รม.8:4). มนุษย์ฝ่ายวิญญาณเช่นนี้สามารถที่จะเห็นแจ้งถึงเรื่องราวแห่งพระวิญญาณของพระเจ้าได้ เพราะความสามารถตามธรรมชาติในการสัมผัสรับรู้เรื่องฝ่ายวิญญาณของเขาสามารถแสดงการใช้งานออกมาได้.
1กธ.
2:16 ก รม.11:34
1กธ.
2:16 ข ยซย.40:13
1กธ.
2:16 1 เนื่องจากเราได้เป็นหนึ่งกับพระคริสต์ในทางอินทรียภาพ เราจึงมีความสามารถต่างๆ ดังที่พระองค์ทรงมี. ความคิดเป็นความสามารถแห่งสติปัญญา คือเป็นอวัยวะที่ใช้ในการทำความเข้าใจ. เรามีอวัยวะส่วนนี้ของพระคริสต์ ฉะนั้นเราจึงสามารถรู้ในสิ่งที่พระองค์ทรงรู้. เราไม่เพียงมีชีวิตของพระคริสต์เท่านั้น แต่เรายังมีความคิดของพระคริสต์อีกด้วย. พระคริสต์จำต้องซาบซ่านจากวิญญาณเข้ามาสู่ความคิดของเรา เพื่อทำให้ความคิดของเราเป็นหนึ่งเดียวกับความคิดของพระองค์.
1กธ.
2:16 ค ฟป.2:5