1 โกรินโธ บทที่ 15
XI. การจัดการต่อการเป็นขึ้น
15:1-58
15:1-58
1. การเป็นขึ้นของพระคริสต์
ข้อ 1-11
ข้อ 1-11
(1) ถูกประกาศ
ข้อ 1-4
ข้อ 1-4
1กธ.
15:1 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจถึง1กกิตติคุณที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งท่านได้ต้อนรับไว้และได้2ขยืนหยัดมั่นคงอยู่ใน[กิตติคุณ]นั้น
1กธ.
15:2 และโดยกิตติคุณนั้นท่าน1กำลังกได้รับความรอด ถ้าท่านขยึดมั่นถ้อยคำแห่งกิตติคุณที่ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านนั้น เว้นเสียแต่ท่านได้เชื่อคอย่างไร้ประโยชน์.
1กธ.
15:3 เรื่องสำคัญประการแรกซึ่งข้าพเจ้ากได้รับไว้และได้1ประกาศแก่ท่านทั้งหลายนั้นก็คือ 2พระคริสต์ได้ขวายพระชนม์เพื่อ3คความบาปของเราทั้งหลาย ตาม[ที่ได้กล่าวไว้ใน]4ง พระคัมภีร์
1กธ.
15:4 และทรงถูกกฝังไว้ แล้วพระองค์ทรงขเป็นขึ้นมาใหม่ในควันที่สาม [ตามที่ได้กล่าวไว้ใน]ง พระคัมภีร์
(2) ถูกเป็นพยาน
ข้อ 5-11
ข้อ 5-11
1กธ.
15:5 พระองค์ทรง1ปรากฏแก่กเกฟา แล้วแก่[อัครทูต]ขสิบสองคน
1กธ.
15:6 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว ซึ่งส่วนมากยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่บางคนก็ล่วงหลับไปแล้ว
1กธ.
15:7 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่ยาโกโบ หลังจากนั้นจึงทรงปรากฏแก่อัครทูตทั้งหมด
1กธ.
15:8 ครั้งหลังสุดพระองค์ก็ทรงปรากฏแก่กข้าพเจ้าผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด.
1กธ.
15:9 เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นกผู้เล็กน้อยที่สุดในพวกอัครทูต และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นอัครทูต เพราะข้าพเจ้าเคยขข่มเหงคคริสตจักรของพระเจ้า.
1กธ.
15:10 แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างที่เป็นอยู่นี้ก็เนื่องด้วย1กพระคุณของพระเจ้า และขพระคุณของพระองค์ที่ได้มาสู่ข้าพเจ้านั้นก็มิได้คไร้ประโยชน์ไป ตรงกันข้ามข้าพเจ้ากลับง ตรากตรำมากกว่าพวกเขาเป็นพิเศษ ทว่า2มิใช่ตัวข้าพเจ้าเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่กับข้าพเจ้าต่างหาก.
1กธ.
15:11 เหตุฉะนั้นแม้ตัวข้าพเจ้าก็ดี หรือพวกเขาก็ดี เราทั้งหลายก็ได้ประกาศอย่างที่ได้กล่าวมานั้น และท่านทั้งหลายก็ได้เชื่ออย่างนั้น.
2. หักล้างข้อที่ว่า "ไม่มีการเป็นขึ้น"
ข้อ 12-19
ข้อ 12-19
1กธ.
15:12 ในเมื่อเราประกาศกันว่าพระคริสต์ได้ทรงกเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายแล้ว เหตุไฉนบางคนในพวกท่านยังกล่าวว่า ไม่มีการเป็นขึ้นของ1คนตาย?
1กธ.
15:13 ถ้าไม่มีการเป็นขึ้นของคนตาย พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงเป็นขึ้นเช่นกัน.
1กธ.
15:14 ถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นขึ้นมา สิ่งที่เราประกาศนั้นก็1กไร้ประโยชน์ ความเชื่อของท่านทั้งหลายก็1ขไร้ประโยชน์ด้วย.
1กธ.
15:15 และก็จะปรากฏว่า เราเป็นพยานบุคคลเทียมเท็จของพระเจ้า เพราะเราได้เป็นพยานว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระคริสต์กเป็นขึ้นมา แต่ถ้าความจริงคือคนตายมิได้เป็นขึ้นมา พระองค์ก็มิได้ให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาด้วย.
1กธ.
15:16 เพราะถ้าคนตายแล้วไม่มีการเป็นขึ้น พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงเป็นขึ้นมาเช่นกัน.
1กธ.
15:17 และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นขึ้นมา ความเชื่อของท่านก็1ไร้ผล ท่านก็2ยังคงตกอยู่ใน3กการบาปของตน.
1กธ.
15:18 และคนทั้งหลายที่1กล่วงหลับในพระคริสต์ไปแล้วก็2พินาศไปด้วย.
1กธ.
15:19 ถ้าพวกเราที่อยู่ในพระคริสต์มีกความหวังแต่ในชีวิตนี้1เท่านั้น เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดามนุษย์ทั้งปวง.
3. ประวัติศาสตร์แห่งการเป็นขึ้น
ข้อ 20-28
ข้อ 20-28
1กธ.
15:20 1แต่บัดนี้พระคริสต์ได้ทรงกเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายแล้ว และทรงเป็น2ขผลสุกงอมรุ่นแรกของคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น.
1กธ.
15:21 เพราะว่าความตาย[เป็นมา]โดย1กมนุษย์ฉันใด ขการเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายก็ได้[เป็นมา]โดย2คมนุษย์ฉันนั้น.
1กธ.
15:22 เพราะว่าคนทั้งปวงล้วนได้1ตายแล้วในกอาดามฉันใด คนทั้งปวงก็จะ2ขกลับมีชีวิตในคพระคริสต์ฉันนั้น.
1กธ.
15:23 แต่ว่าจะเป็นไปตามลำดับของแต่ละคนคือ พระคริสต์ทรงเป็น1กผลสุกงอมรุ่นแรก และต่อมาก็คือ2ขคนทั้งหลายที่เป็นของพระคริสต์ในเวลาที่พระองค์ได้คเสด็จมา
1กธ.
15:24 จากนั้นใน1วาระสุดท้าย 2ในเวลานั้นพระคริสต์จะทรง3มอบกอาณาจักรแด่พระเจ้า และพระบิดาของพระองค์ 2เมื่อนั้นพระองค์ก็ได้ทรงทำลายล้างขผู้ปกครอง, ผู้มีอำนาจ, และผู้มีฤทธิ์เดชทั้งหมดไปแล้ว.
1กธ.
15:25 เพราะว่าพระคริสต์จะต้อง1กเป็นกษัตริย์ไปจนกว่า[พระเจ้า]จะทรงปราบศัตรูทั้งสิ้นขวางไว้ใต้พระบาทของพระองค์.
1กธ.
15:26 ศัตรูตัวสุดท้ายที่พระองค์จะทรง1ทำลายล้างนั้นก็คือกความตาย.
1กธ.
15:27 เพราะว่า1พระเจ้าทรงกปราบสิ่งสารพัดลงใต้2พระบาทของพระองค์แล้ว. แต่เมื่อพระองค์กล่าวว่า สิ่งสารพัดล้วนถูกปราบลงนั้น ก็เป็นที่แน่ชัดว่า ได้ยกเว้น1พระเจ้าผู้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้2พระองค์.
1กธ.
15:28 เมื่อสิ่งสารพัดถูกกปราบให้อยู่ใต้1พระองค์แล้ว ในเวลานั้น2พระบุตรเองก็จะทรงอยู่ใต้3พระองค์ผู้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้1พระองค์ด้วย เพื่อขพระเจ้าจะทรงเป็น4คสารพัดในสารพัด.
4. ผลกระทบทางศีลธรรมของการเป็นขึ้น
ข้อ 29-34
ข้อ 29-34
1กธ.
15:29 1มิฉะนั้นคนเหล่านั้นที่2รับบัพติศมาแทนคนตายเขาทำอะไรกัน? ถ้าคนตายแล้วกไม่เป็นขึ้นมาจริง เหตุไฉนจึงมีคนรับบัพติศมาแทนเขาเล่า?
1กธ.
15:30 เหตุไฉนพวกข้าพเจ้าจึงกล้าเสี่ยงกภัยอยู่ตลอดเวลาเล่า?
1กธ.
15:31 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าหมายความถึง1กการโอ้อวดในท่านทั้งหลาย ซึ่งข้าพเจ้ามีอยู่2ในองค์พระคริสต์เยซูเจ้าของเรานั้น ขอพูดอย่างหนักแน่นว่า ข้าพเจ้าได้1ขตายทุกวัน.
1กธ.
15:32 ถ้าข้าพเจ้าต่อสู้กับ1สัตว์ป่าในกเมืองเอเฟโซ2ตาม[อย่าง]มนุษย์ จะเป็นประโยชน์อะไรแก่ข้าพเจ้า? ถ้าคนตายแล้วขไม่เป็นขึ้นมาอีก3ก็ให้เราคกินและดื่มเถิด เพราะว่าพรุ่งนี้เราก็จะตาย.
1กธ.
15:33 อย่าถูกกลวงให้หลงเลย: "1ขการคบคนชั่วย่อมทำให้ความประพฤติที่ดีคเสื่อมเสียไป."
1กธ.
15:34 ท่านทั้งหลายจง1กตื่นขึ้นตามความชอบธรรม และอย่าทำบาปอีกเลย ด้วยว่าบางคนโง่เขลา2ขไม่รู้จักพระเจ้า. ที่ข้าพเจ้าว่านี้ก็เพื่อให้ท่านเกิดคความละอาย.
5. คำนิยามของการเป็นขึ้น
ข้อ 35-49
ข้อ 35-49
(1) ร่างกายแห่งการเป็นขึ้น
ข้อ 35-44
ข้อ 35-44
1กธ.
15:35 แต่บางคนจะว่า "คนตายแล้วจะเป็นขึ้นมาได้อย่างไร? [เมื่อเขาเป็นขึ้น]มาจะมีร่างกายเป็นอย่างไร?"
1กธ.
15:36 คนเขลาเอ๋ย 1เมล็ดที่ท่านหว่านลงนั้น ถ้าไม่กตายเสียก่อนแล้วจะงอกขึ้นใหม่ไม่ได้
1กธ.
15:37 และสิ่งที่ท่านหว่านนั้น ท่านก็มิได้หว่าน[สิ่งที่มี]1รูปร่างของต้นที่จะงอกขึ้นมา แต่ได้หว่านเมล็ดเปล่าๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีก็ดี หรือธัญพืชอื่นๆ ก็ดี.
1กธ.
15:38 พระเจ้าทรงให้พืชนั้นมี1รูปร่างตามน้ำพระทัยของพระองค์เอง และทรงประทาน1รูปร่างแก่เมล็ดแต่ละอย่างตามชนิดของมัน
1กธ.
15:39 1กเนื้อหนังทุกอย่างนั้นไม่เหมือนกัน ของขมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง, ของคปศุสัตว์ก็อย่างหนึ่ง, ของง นกก็อย่างหนึ่ง, และของปลาก็อีกอย่างหนึ่ง.
1กธ.
15:40 กายสำหรับสวรรค์ก็มี และกายสำหรับโลกก็มี แต่ว่าสง่าราศีของ[กาย]สำหรับสวรรค์ก็เป็นอย่างหนึ่ง และสง่าราศีของ[กาย]สำหรับโลกก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง.
1กธ.
15:41 สง่าราศีของกดวงอาทิตย์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง สง่าราศีของขดวงจันทร์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง และสง่าราศีของคดวงดาวก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แท้ที่จริงสง่าราศีของดาวดวงนี้ก็ต่างกันกับสง่าราศีของดาวดวงนั้น.
1กธ.
15:42 การที่คนตายจะกเป็นขึ้นขก็เหมือนกัน. สิ่งที่หว่านลงในคความเปื่อยเน่าจะง เป็นขึ้นมาในความไม่รู้จักเปื่อยเน่า
1กธ.
15:43 สิ่งที่หว่านลงในความไร้เกียรติจะเป็นขึ้นมาในกสง่าราศี สิ่งที่หว่านลงในความอ่อนแอจะเป็นขึ้นมาในฤทธิ์เดช
1กธ.
15:44 สิ่งที่หว่านลงนั้นเป็น1กายกฝ่ายจิต สิ่งที่เป็นขึ้นมานั้นเป็น1ขกายคฝ่ายวิญญาณ.ถ้ามีกายฝ่ายจิตก็ย่อมมีกายฝ่ายวิญญาณด้วย.
(2) กายฝ่ายวิญญาณ
ข้อ 45-49
ข้อ 45-49
1กธ.
15:45 มีคำเขียนไว้[ในพระคัมภีร์]ว่า "มนุษย์คนแรกคือกอาดาม ได้กลายเป็น1จิตที่ขมีชีวิตอยู่" แต่อาดามคนสุดท้ายได้กลายเป็น1คพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต.
1กธ.
15:46 1ผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณนั้นมิได้เป็นอยู่ก่อน แต่2ผู้ที่อยู่ฝ่ายจิตได้เป็นอยู่ก่อนแล้วภายหลังผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณ[จึงเกิดขึ้น]:
1กธ.
15:47 มนุษย์คนแรกนั้น1มาจากกดินและเป็นฝ่ายดิน 2มนุษย์คนที่สองเสด็จ3มาจากขสวรรค์.
1กธ.
15:48 1มนุษย์ฝ่ายดินผู้นั้นเป็นอย่างไร 2มนุษย์ฝ่ายดินทุกคนก็เป็นอย่างนั้น 3มนุษย์ฝ่ายสวรรค์ผู้นั้นเป็นอย่างไร 4มนุษย์กฝ่ายสวรรค์ทุกคนก็เป็นอย่างนั้น.
1กธ.
15:49 ในเมื่อเรา1มี2กฉายาของมนุษย์ฝ่ายดินแล้ว เราก็จะ1มี2ขฉายาของมนุษย์ฝ่ายสวรรค์ด้วยเป็นแน่.
6. ชัยชนะของการเป็นขึ้น
ข้อ 50-58
ข้อ 50-58
(1) ความไม่เปื่อยเน่าชนะความเปื่อยเน่า
ข้อ 50-53
ข้อ 50-53
1กธ.
15:50 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอบอก[ท่าน]ว่า 1กเนื้อและเลือดจะรับขอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดกไม่ได้ และค[สิ่ง]ซึ่งเปื่อยเน่าจะรับง [สิ่ง]ซึ่งไม่เปื่อยเน่าเป็นมรดกก็ไม่ได้.
1กธ.
15:51 ดูเถิด ข้าพเจ้ามี1ข้อลับลึกกอย่างหนึ่งที่จะบอกแก่ท่าน คือว่าเราจะไม่2ขล่วงหลับไปหมดทุกคนแต่เราทุกคนจะถูก3คเปลี่ยนไป
1กธ.
15:52 ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่า1กแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีเสียงแตร และ2คนที่ตายแล้วจะขเป็นขึ้นมากลายเป็นสิ่งซึ่งไม่เปื่อยเน่า แล้ว3เราทั้งหลายก็จะถูกเปลี่ยนไป.
1กธ.
15:53 เพราะว่า1กความเปื่อยเน่านี้ต้องสวมใส่ความไม่เปื่อยเน่า และ1ขมฤตยูนี้ต้องสวมใส่อมฤตยู.
(2) ชีวิตชนะความตาย
ข้อ 54-57
ข้อ 54-57
1กธ.
15:54 1เมื่อความเปื่อยเน่านี้จะสวมใส่ความไม่เปื่อยเน่า และมฤตยูนี้จะสวมใส่อมฤตยู เมื่อนั้นพระคำซึ่งเขียนไว้ก็จะสำเร็จเป็นจริงซึ่งว่า "กความตายก็ถูกขกลืนกิน2จวบจน[เรา]ได้3คชัยชนะแล้ว."
1กธ.
15:55 1กโอ ความตายเอ๋ย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน? โอ ความตายเอ๋ย ขเหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน?
1กธ.
15:56 1เหล็กในของกความตายนั้นคือความบาป และ2ฤทธิ์เดชของขความบาปคือคกฎบัญญัติ.
1กธ.
15:57 แต่กขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ทรงประทาน1ขชัยชนะแก่เราทั้งหลายโดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา.
(3) แรงกระตุ้นในการงานเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
ข้อ 58
ข้อ 58
1กธ.
15:58 เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า ท่านจง1กตั้งมั่นคงอยู่ อย่าหวั่นไหว2 จงกระทำ3ขการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา เพราะรู้ว่าในองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น4ค การตรากตรำของท่านจะง ไร้ประโยชน์ก็หามิได้.
คำอธิบาย 1 โกรินโธ บทที่ 15
1กธ.
15:1 ก ฆต.1:11; 2ตธ.2:8; รม.1:1; 2:16; 16:25
1กธ.
15:1 1ก ชี้ถึงกิตติคุณที่ครบสมบูรณ์ ซึ่งรวมไปถึงคำสอนเกี่ยวกับพระคริสต์และคริสตจักรที่ได้เปิดเผยไว้อย่างสมบูรณ์ในหนังสือโรม (รม.1:1; 16:25).
1กธ.
15:1 ข ฟป.1:27; 2กธ.1:24; รม.5:2; 1ปต.5:12
1กธ.
15:1 2ข เราควรจะยืนหยัดอยู่ในกิตติคุณที่ครบสมบูรณ์ คือในพันธสัญญาใหม่ทั้งหมด ไม่เพียงยืนหยัดอยู่ในคำสอนหรือหลักธรรมอย่างหนึ่งอย่างใด.
1กธ.
15:2 1 หรือ ในหนทางแห่งความรอด (Conybeare: คอนนีแบร์). เมื่อเราได้รับการโปรดให้ชอบธรรมในพระคริสต์และได้รับการบังเกิดใหม่ในพระวิญญาณนั้นแล้ว เราก็อยู่ในขั้นตอนแห่งการได้รับความรอดในชีวิตของพระคริสต์ (รม.5:10) และจะดำเนินต่อไปจนเราสุกงอมและถอดแบบตามพระฉายาของพระองค์อย่างสมบูรณ์ (รม.8:29).
1กธ.
15:2 ก 1กธ.1:18; รม.1:16
1กธ.
15:2 ข ฮร.3:6, 14
1กธ.
15:2 ค 1กธ.15:14; ฆต.3:4
1กธ.
15:3 ก ฆต.1:12; 1กธ.11:23
1กธ.
15:3 1 แปลตามตรงคือ มอบแก่.
1กธ.
15:3 2 การที่พระคริสต์ทรงตายเพื่อความบาปของเรา, ทรงถูกฝังเพื่อการสิ้นสุดของเรา, และทรงเป็นขึ้น เพื่อให้เรามีการเริ่มต้นแห่งการเกิดใหม่ด้วยชีวิต ซึ่งเป็นไปตามคำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิมนั้น (ยซย.53:5-8, 10-12; บพส.22:14-18; ดนอ.9:26; ยซย.53:9; บพส.16:9-10; ฮซอ.6:2) ประการเหล่านี้ล้วนเป็นหัวข้อพื้นฐานในเรื่องสำคัญในกิตติคุณทั้งสิ้น. ประการสุดท้ายในสามประการนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกิตติคุณ เพราะเป็นด้านบวกของกิตติคุณ ซึ่งได้แจกจ่ายชีวิตให้แก่เรา เพื่อเราจะได้มีชีวิตและดำเนินชีวิตพระคริสต์.
1กธ.
15:3 ข รม.5:8; 2กธ.5:14-15
1กธ.
15:3 ค 1ปต.2:24; ฆต.1:4; ฮร.9:28
1กธ.
15:3 3ค ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
1กธ.
15:3 ง ลก.24:27; ยซย.53:5-6, 8, 10-12; ดนอ.9:26; ซคย.13:7
1กธ.
15:3 4ง ชี้ถึงพันธสัญญาเดิม ซึ่งก็คือกฎบัญญัติและผู้เผยพระวจนะนั่นเอง.
1กธ.
15:4 ก มธ.27:57-60; มก.15:43-46; ลก.23:50-55; ยฮ.19:38-41
1กธ.
15:4 ข มธ.28:6-7; มก.16:6, 9; ลก.24:6-7; ยฮ.20:9
1กธ.
15:4 ค ฮซอ.6:2; มธ.12:40; 16:21; ลก.24:21; ยฮ.2:19; กจ.10:40
1กธ.
15:4 ง บพส.16:10; ลก.24:44, 46; ยฮ.2:22; กจ.2:25, 32; 13:33-35; 26:22-23
1กธ.
15:5 1 หรือ ให้เกฟาได้เห็น. อัครทูตและเหล่าสาวกในยุคแรกนั้นเป็นพยานประจักษ์แก่ตาถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์ (กจ.1:22) และการประกาศของพวกเขาก็ได้เน้นพยานของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งนี้ (กจ.2:32; 4:33). พวกเขาเป็นพยานให้กับพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นทั้งโดยคำสอนของพวกเขาและโดยการดำเนินชีวิตของพวกเขาด้วย. พวกเขาจึงร่วมดำเนินชีวิตกับพระองค์ เพราะเหตุการมีชีวิตเป็นอยู่ของพระคริสต์ที่อยู่ในการเป็นขึ้น (ยฮ.14:19).
1กธ.
15:5 ก ลก.24:34
1กธ.
15:5 ข มธ.28:11-17; มก.16:14; ลก.24:36; ยฮ.20:19, 26; กจ.1:3; 10:41
1กธ.
15:8 ก กจ.9:3-8, 17; 22:6-11; 26:12-18
1กธ.
15:9 ก อฟ.3:8 เทียบ 2กธ.12:11
1กธ.
15:9 ข กจ.8:1-3; ฆต.1:13; ฟป.3:6; 1ตธ.1:13
1กธ.
15:9 ค 1กธ.10:32
1กธ.
15:10 ก รม.12:3; 1กธ.3:10
1กธ.
15:10 1ก ในข้อนี้ได้กล่าวถึงพระคุณสามครั้ง. พระคุณนี้ก็คือพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นและกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (ข้อ 45) และในการเป็นขึ้นนั้นพระองค์นำพระเจ้าตรีเอกภาพที่ผ่านขั้นตอนเข้าสู่ภายในเรามาเป็นชีวิตและการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตของเรา เพื่อเราจะมีชีวิตเป็นอยู่ในการเป็นขึ้น. ดังนั้นพระคุณก็คือพระเจ้าตรีเอกภาพผู้ได้กลายเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเรา. (ดู ยฮ.1:17 คำอธิบาย 1 และ ฆต.2:21 คำอธิบาย 1.) โดยพระคุณนี้เองเซาโลแห่งเมืองตาระโซผู้เป็นคนบาปตัวเอ้ (1ตธ.1:15-16) จึงได้กลายเป็นอัครทูตในชั้นแนวหน้าที่สุด คือได้ตรากตรำมากกว่าอัครทูตอื่นๆ เป็นพิเศษ. การปฏิบัติและการดำเนินชีวิตโดพระคุณของท่านเช่นนี้เป็นพยานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์.
1กธ.
15:10 ข 2กธ.12:9
1กธ.
15:10 ค 2กธ.6:1
1กธ.
15:10 ง 2กธ.11:23; กซ.1:29; 1กธ.15:58
1กธ.
15:10 2 มิใช่ตัวข้าพเจ้าเองแต่เป็นพระคุณของพระเจ้า ก็เท่ากับ มิใช่ข้าพเจ้าเอง...แต่พระคริสต์ต่างหาก ที่อยู่ในฆะลาเตีย 2:20. พระคุณที่คอยผลักดันและดำเนินการอยู่ในอัครทูตนั้นไม่ได้เป็นเรื่องราวหรือสิ่งของใดๆ แต่เป็นตัวบุคคลที่มีชีวิต นั่นคือพระคริสต์ผู้เป็นขึ้น ผู้เป็นการแปรสภาพอันเป็นรูปธรรมของพระบิดา ซึ่งได้กลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตที่ครอบคลุมสรรพสิ่ง และได้อาศัยอยู่ภายในอัครทูตเพื่อเป็นทุกสิ่งของท่าน.
1กธ.
15:12 ก 1กธ.15:4
1กธ.
15:12 1 ในบทนี้อัครทูตได้จัดการกับคำพูดที่เป็นมิจฉาลัทธิของชาวโกรินโธที่ว่า ไม่มีการเป็นขึ้นของคนตาย. ชาวโกรินโธก็เหมือนกับพวกซาดูกาย (มธ.22:23; กจ.23:8). นี่เป็นปัญหาที่สิบในท่ามกลางพวกเขา และเป็นปัญหาที่ทำลายและทำให้แผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าเสื่อมเสียมากที่สุด และเลวร้ายยิ่งกว่ามิจฉาลัทธิของฮุเมนายและฟิเลโตที่พูดถึงการเป็นขึ้นเสียอีก (2ตธ.2:17-18). การเป็นขึ้นนั้นเป็นชีพจรและเป็นเส้นชีวิตแห่งแผนการบริหารอันศักดิ์สิทธิ์. ถ้าไม่มีการเป็นขึ้น พระเจ้าก็เป็นพระเจ้าของคนตายไม่ได้เป็นพระเจ้าของคนเป็น (มธ.22:32). ถ้าไม่มีการเป็นขึ้น พระคริสต์ก็ไม่ได้เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย. พระองค์ก็เป็นองค์พระผู้ช่วยที่ตายแล้ว มิได้เป็นองค์พระผู้ช่วยที่ทรงพระชนม์อยู่ แต่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่และเป็นผู้ที่จะทรงพระชนม์อยู่ชั่วนิรันดร์ (วว.1:18) และสามารถช่วยเราให้รอดจนถึงที่สุด (ฮร.7:25). ถ้าไม่มีการเป็นขึ้นก็ไม่มีข้อยืนยันอันมีชีวิตว่าเราได้รับการโปรดให้ชอบธรรมแล้วโดยการตายของพระองค์ (รม.4:25 และคำอธิบาย), ไม่มีการแจกจ่ายชีวิต (ยฮ.12:24), ไม่มีการบังเกิดใหม่ (ยฮ.3:5), ไม่มีการเปลี่ยนใหม่ (ตต.3:5), ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (รม.12:2; 2กธ.3:18), และไม่มีการถอดแบบตามพระฉายาของพระคริสต์ (รม.8:29). ถ้าไม่มีการเป็นขึ้นก็จะไม่มีอวัยวะทั้งหลายของพระคริสต์ (รม.12:5), ไม่มีพระกายอันเป็นความบริบูรณ์ของพระคริสต์ (อฟ.1:20-23), และไม่มีคริสตจักรซึ่งเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ (ยฮ.3:29), และย่อมไม่มีคนใหม่ด้วย (อฟ.2:15; 4:24; กซ.3:10-11). ถ้าไม่มีการเป็นขึ้น แผนการบริหารแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้าก็คงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าก็จะกลายเป็นความว่างเปล่าไปด้วย.
1กธ.
15:14 ก 1กธ.15:58; ฆต.4:11; ฟป.2:16
1กธ.
15:14 1ก คือ อนิจจัง, ว่างเปล่า. หากปราศจากพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ในการเป็นขึ้นแล้ว ทั้งการประกาศกิตติคุณและการที่เราเชื่อในกิตติคุณนั้นก็จะอนิจจังและว่างเปล่าไป ไม่มีความเที่ยงแท้.
1กธ.
15:14 ข 1กธ.15:2
1กธ.
15:15 ก กจ.2:24; 4:10; 13:30, 34
1กธ.
15:17 1 คือ ไม่มีผล, ไร้ค่า. ถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นขึ้นมาและดำรงชีวิตอยู่ภายในเราเป็นชีวิตและทุกสิ่งของเราแล้ว การที่เราเชื่อในพระองค์ก็ไร้ผล, ไร้ค่า, และปราศจากผลลัพธ์ของการแจกจ่ายชีวิต, การเป็นไทต่อบาป, การมีชัยเหนือซาตาน, และการเติบโตในชีวิต.
1กธ.
15:17 2 การตายของพระคริสต์ได้ช่วยเราให้รอดจากการถูกปรับโทษเพราะเหตุการบาป (พหูพจน์) ของเรา แต่มิได้ช่วยเราให้พ้นจากอิทธิพลแห่งความบาป (เอกพจน์ — รม.8:2). ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงเป็นขึ้นแล้ว เราก็ยังคงอยู่ในการบาป (พหูพจน์) และยังอยู่ใต้อิทธิพลแห่งความบาป (เอกพจน์).
1กธ.
15:17 ก 1กธ.15:3
1กธ.
15:17 3ก ในภาษากรีกเป็นพหูพจน์.
1กธ.
15:18 ก 1ธซ.4:15; วว.14:13
1กธ.
15:18 1ก คือ ตายแล้ว (1ธซ.4:13-16).
1กธ.
15:18 2 คือ จะไม่เป็นขึ้นแต่ยังคงอยู่ในความตายไปตราบชั่วนิรันดร์.
1กธ.
15:19 ก อฟ.1:12
1กธ.
15:19 1 ถ้าไม่มีการเป็นขึ้น เราก็คงไร้อนาคตและไม่มีความหวังสำหรับอนาคต ดังเช่นที่พระคริสต์ทรงเป็นความหวังอันสง่าราศีของเรา (กซ.1:27), ส่วนแห่งพระพรที่นิรันดร์ของเรา (ดนอ.12:13), การเป็นกษัตริย์ร่วมกันกับพระคริสต์ในอาณาจักรพันปี (วว.20:4, 6), และบำเหน็จแห่งการเป็นขึ้นของผู้ชอบธรรม (ลก.14:14). ความหวังเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงอยู่กับการเป็นขึ้นของเรา.
1กธ.
15:20 1 ข้อ 20-28 เป็นคำที่แทรกเข้ามาเพื่อพิสูจน์หลักความจริงแห่งการเป็นขึ้นโดยการประกาศถึงพระคริสต์ผู้เป็นผลสุกงอมรุ่นแรกแห่งการเป็นขึ้น.
1กธ.
15:20 ก 2ตธ.2:8; 1ปต.1:3; อฟ.2:6; รม.6:4
1กธ.
15:20 ข 1กธ.15:23
1กธ.
15:20 2ข พระคริสต์ทรงเป็นคนแรกที่เป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย และได้กลายเป็นผลสุกงอมรุ่นแรกแห่งการเป็นขึ้น. กรณีนี้มีผลสุกงอมรุ่นแรกที่อยู่ใน ลวต.23:10-11 เป็นแบบเล็ง (ผลสุกงอมรุ่นแรกที่ถูกมัดรวมเป็นฟ่อน ซึ่งรวมไปถึงพระคริสต์พร้อมด้วยวิสุทธิชนในพันธสัญญาเดิมที่ได้ตายไปแล้วบางคนที่ได้เป็นขึ้นมาในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้น — มธ.27:52-53). ผลสุกงอมรุ่นแรกที่กล่าวถึงนี้ถูกถวายแด่พระเจ้าในวันถัดจากวันซะบาโตซึ่งเป็นวันแห่งการเป็นขึ้น (มธ.28:1). พระคริสต์ผู้เป็นผลสุกงอมรุ่นแรกแห่งการเป็นขึ้นนั้นทรงเป็นผู้บังเกิดคนแรกจากท่ามกลางคนตายเพื่อพระองค์จะได้กลายเป็นศีรษะแห่งพระกาย (กซ.1:18; อฟ.1:20-23). เพราะพระองค์ผู้เป็นศีรษะแห่งพระกายได้ทรงเป็นขึ้นแล้วเราซึ่งเป็นพระกายก็จะเป็นขึ้นด้วย.
1กธ.
15:21 ก รม.5:12, 15, 17
1กธ.
15:21 1ก คือ อาดามผู้เป็นมนุษย์คนแรก (ข้อ 45).
1กธ.
15:21 ข ยฮ.5.28-29; 11:25
1กธ.
15:21 ค รม.5:18, 21
1กธ.
15:21 2ค คือ พระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์คนที่สอง (ข้อ 47). อาดามได้นำความตายเข้ามาโดยความบาป (รม.5:12) ส่วนพระคริสต์ทรงนำชีวิตแห่งการเป็นขึ้นเข้ามาโดยความชอบธรรม (รม.5:17-18). ความตายที่อาดามได้นำเข้ามานี้ได้ดำเนินการอยู่ภายในเราตั้งแต่เราถือกำเนิดมาจากพ่อแม่จนกระทั่งร่างกายของเราตายไป. ชีวิตแห่งการเป็นขึ้นที่พระคริสต์ทรงนำเข้ามานั้นได้ดำเนินการอยู่ภายในเราโดยมีการรับบัพติศมาเป็นเครื่องหมาย (รม.6:4) นับตั้งแต่เราได้บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณของพระเจ้า (ยฮ.3:5) จนร่างกายของเราได้รับการเปลี่ยนรูปลักษณะ (ฟป.3:21).
1กธ.
15:22 1 ในอาดามนั้นเราได้ถือกำเนิดมาในความตายและได้เกิดมาเพื่อตาย. เราจึงตายแล้วในอาดาม (อฟ.2:1, 5).
1กธ.
15:22 ข ยฮ.5:25; รม. 5:18, 21; อฟ.2:5; กซ.2:13
1กธ.
15:22 2ข ในพระคริสต์นั้นเราได้ถือกำเนิดมาในชีวิตและได้เป็นขึ้นมาเพื่อมีชีวิต. เราจึงถูกชุบชีพขึ้นและกลับมีชีวิตแล้วในพระองค์ (อฟ.2:5-6).
1กธ.
15:22 ค ยฮ.6:39-40, 54
1กธ.
15:22 ก รม.5:14
1กธ.
15:23 ก 1กธ.15:20; กจ.26:23
1กธ.
15:23 1ก ดูข้อ 20 คำอธิบาย 2. พระคริสต์ผู้เป็นผลสุกงอมรุ่นแรกนั้นจะเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายเป็นลำดับแรก.
1กธ.
15:23 ข ยฮ.5:29ก; ดนอ.12:13; ลก.14:14; 1ธซ.4:16; 1กธ.15:52; วว.20:4, 6
1กธ.
15:23 2ข คือผู้เชื่อที่อยู่ในพระคริสต์ ซึ่งก็คือบรรดาผู้ชอบธรรม. พวกเขาจะเป็นขึ้นมาสู่ชีวิตในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมาก่อนอาณาจักรพันปี (ยฮ. 5:29; ลก.14:14; 1ธซ.4:16; 1กธ.15:52; วว.20:4-6). พวกเขาจะเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตายเป็นลำดับที่สอง.
1กธ.
15:23 ค 1ธซ.2:19; 3:13; 4:15; 5:23; 2ธซ.2:1
1กธ.
15:24 1 ในข้อที่แล้ว ได้กล่าวถึงลำดับในการเป็นขึ้นคือพระคริสต์เป็นลำดับแรกและบรรดาผู้ที่เป็นของพระคริสต์เป็นลำดับต่อมา. ตามการกล่าวในลักษณะเช่นนี้ เมื่อข้อนี้กล่าวว่า "จากนั้น" ก็น่าจะกล่าวว่าใครเป็นลำดับต่อไป แต่ในข้อนี้กลับไม่ได้กล่าวว่าจะเป็นใคร แต่กล่าวว่า "ในวาระสุดท้าย" ซึ่งเป็นเพราะผู้ที่จะเป็นขึ้นตามลำดับของตนในวาระสุดท้ายนั้นไม่ได้อยู่ในพระคริสต์.
วาระสุดท้ายในที่นี้คือวาระที่สุดของทุกยุคทุกสมัยในสิ่งทรงสร้างเก่า คือเป็นวาระสุดท้ายของอาณาจักรพันปีก่อนที่จะเข้าสู่ฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ (วว.21:1). ในทุกยุคทุกสมัยนั้น ด้านหนึ่งพระเจ้าได้ทรงจัดการกับศัตรูของพระองค์คือซาตานและทุกสิ่งที่เป็นด้านลบในจักรวาลแต่ในอีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ได้ทรงกระทำทุกสิ่งให้ลุล่วงเพื่อสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระองค์มาโดยตลอดเช่นกัน. วาระที่สุดของทุกยุคทุกสมัยก็คืออาณาจักรพันปีหรือยุคอาณาจักร. หลังจากนั้นแล้ว การจัดการและการดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงทุกประการของพระเจ้าก็จะสำเร็จอย่างสมบูรณ์. ความสมบูรณ์นั้นก็คือวาระสุดท้ายอันเป็นบทสรุปแห่งการงานทุกประการของพระเจ้า. ในวาระสุดท้ายนี้เอง บรรดาคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อหรือคนไม่ชอบธรรมที่ตายแล้วก็จะเป็นขึ้นมาสู่การพิพากษาให้พินาศชั่วนิรันดร์ (ยฮ.5:29; วว.20:5, 11-15). คนเหล่านี้จะเป็นขึ้นมาเป็นลำดับที่สาม.
วาระสุดท้ายในที่นี้คือวาระที่สุดของทุกยุคทุกสมัยในสิ่งทรงสร้างเก่า คือเป็นวาระสุดท้ายของอาณาจักรพันปีก่อนที่จะเข้าสู่ฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ (วว.21:1). ในทุกยุคทุกสมัยนั้น ด้านหนึ่งพระเจ้าได้ทรงจัดการกับศัตรูของพระองค์คือซาตานและทุกสิ่งที่เป็นด้านลบในจักรวาลแต่ในอีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ได้ทรงกระทำทุกสิ่งให้ลุล่วงเพื่อสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระองค์มาโดยตลอดเช่นกัน. วาระที่สุดของทุกยุคทุกสมัยก็คืออาณาจักรพันปีหรือยุคอาณาจักร. หลังจากนั้นแล้ว การจัดการและการดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงทุกประการของพระเจ้าก็จะสำเร็จอย่างสมบูรณ์. ความสมบูรณ์นั้นก็คือวาระสุดท้ายอันเป็นบทสรุปแห่งการงานทุกประการของพระเจ้า. ในวาระสุดท้ายนี้เอง บรรดาคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อหรือคนไม่ชอบธรรมที่ตายแล้วก็จะเป็นขึ้นมาสู่การพิพากษาให้พินาศชั่วนิรันดร์ (ยฮ.5:29; วว.20:5, 11-15). คนเหล่านี้จะเป็นขึ้นมาเป็นลำดับที่สาม.
1กธ.
15:24 2 คือเวลาที่พระคริสต์ได้ทรงทำลายล้างอำนาจแห่งซาตาน, สยบศัตรูทั้งสิ้นของพระองค์ (ข้อ 25), ทำลายล้างความตาย (ข้อ 26), และมอบอาณาจักรไว้แด่พระบิดา ซึ่งก็คือเวลาที่ทุกสิ่งที่อยู่ในด้านลบล้วนถูกทำลายเสียและพระประสงค์ทั้งสิ้นของพระเจ้าได้สำเร็จลุล่วง ในเวลานั้นสิ่งทรงสร้างเก่าทั้งมวลก็จะสิ้นสุดลง.
1กธ.
15:24 3 หลังจากที่พระคริสต์ได้ทรงสำเร็จการไถ่แล้ว พระองค์ก็เสด็จไปรับอาณาจักรจากพระบิดา (ลก.19:12, 15). ก่อนอาณาจักรพันปีนั้นพระองค์ผู้เป็นบุตรมนุษย์ก็จะได้รับอาณาจักรจากพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ตั้งแต่กาลโบราณเพื่อจะทรงปกครองชนนานาประเทศเป็นเวลาหนึ่งพันปี (ดนอ.7:13-14; วว.20:4, 6). เมื่อสิ้นสุดอาณาจักรพันปีหลังจากที่พระองค์ทรงมีชัยเหนือซาตาน, มาร, และเหล่าทูตที่ชั่วร้ายของมัน (ซึ่งก็คือ ผู้ปกครอง, ผู้มีอำนาจ, และผู้มีฤทธิ์เดช), และแม้แต่ความตายกับแดนมรณา โดยจะทรงวางศัตรูทั้งสิ้นไว้ใต้พระบาทของพระองค์ (ข้อ 25-26) และโยนศัตรูทั้งสิ้นรวมทั้งความตายและแดนมรณาลงในบึงไฟ (วว.20:7-10, 14) เมื่อนั้นพระองค์ก็จะมอบอาณาจักรกลับคืนสู่พระบิดา.
1กธ.
15:24 ก 1กธ.15:50; กจ.1:3; 14:22; 28:23, 31; รม.14:17; 1กธ.6:10; ฆต.5:21; อฟ.5:5; 2ปต.1:11; วว.1:9
1กธ.
15:24 ข อฟ.1:21
1กธ.
15:25 ก 2ตธ.2:12; วว.20:4, 6
1กธ.
15:25 1ก ในอาณาจักรพันปีซึ่งเป็นยุคสมัยสุดท้ายของสิ่งทรงสร้างเก่า.
1กธ.
15:25 ข มธ.22:44
1กธ.
15:26 1 ทันทีที่มนุษย์ตกต่ำ พระเจ้าก็ทรงเริ่มต้นการงานแห่งการทำลายล้างความบาปและความตาย. การงานนี้ได้ดำเนินเรื่อยมาตลอดยุคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่และยังคงดำเนินต่อไปอยู่ในทุกวันนี้. เมื่อถึงวาระสุดท้ายของสิ่งทรงสร้างเก่านั้น ความบาปก็ถูกทำลายไป ต้นกำเนิดแห่งความบาปซึ่งก็คือซาตานก็ถูกโยนลงในบึงไฟ (วว.20:7-10) ในเวลานั้นความตายก็จะถูกทำลายล้างไป. ความตายพร้อมด้วยอิทธิพลของมันกับแดนมรณาจะถูกโยนลงในบึงไฟหลังจากการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่พระที่นั่งใหญ่สีขาว (วว.20:11-15).
1กธ.
15:26 ก วว.20:14; 21:4; เทียบ ฮซอ.13:14; 2ตธ.1:10
1กธ.
15:27 1 ชี้ถึง พระเจ้าผู้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงใต้พระบาทของพระคริสต์. ในข้อนี้ได้อ้างอิง บพส.8:6-8 ซึ่งกล่าวถึงพระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงให้มีอำนาจปกครองสิ่งสารพัด ซึ่งสิ่งนี้จะสำเร็จเป็นจริงเมื่อทุกเหตุการณ์ที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 24-26 ได้เกิดขึ้น. คำว่า "เพราะว่า" ที่อยู่ตอนต้นข้อนี้ ก็เป็นการอธิบายถึงสิ่งนี้.
1กธ.
15:27 ก บพส.8:6-8; อฟ.1:22
1กธ.
15:27 2 ชี้ถึงพระคริสต์ผู้ทรงเป็นมนุษย์ที่ได้พยากรณ์ไว้ใน บพส.8:4-8. พระเจ้าทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้พระองค์ผู้ทรงเป็นมนุษย์ที่เป็นขึ้น ได้รับสง่าราศี และได้รับการยกชูผู้นี้แล้ว (ฮร.2:7-9; อฟ.1:20-22).
1กธ.
15:28 ก ฟป.3:21; 1ปต.3:22
1กธ.
15:28 1 ชี้ถึงพระคริสต์ ซึ่งถ้าพิจารณาดูตามข้อ 27 พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้พระองค์แล้ว.
1กธ.
15:28 2 พระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า. ในสภาพมนุษย์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงเป็นประมุขของมนุษยชาติ แต่ยังทรงอยู่ภายใต้ความเป็นศีรษะของพระบิดา (11:3). สิ่งนี้มีเพื่อการปกครองในอาณาจักรของพระเจ้า. หลังจากที่พระบิดาได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์ที่ได้เป็นขึ้นและอยู่ในสง่าราศีแล้ว (อฟ.1:22; ฮร.2:7-8) และหลังจากที่พระคริสต์ผู้อยู่ในฐานะมนุษย์ที่ได้เป็นขึ้นผู้นี้ได้ทรงปราบศัตรูวางไว้ใต้พระบาทของพระองค์ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามการที่พระบิดาทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้พระองค์แล้ว ในเวลานั้นพระองค์ผู้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าก็จะนำอาณาจักรมอบคืนแด่พระบิดา และในสภาพพระเจ้าของพระองค์ก็จะทรงนอบน้อมอยู่ใต้พระเจ้าผู้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้พระองค์ ซึ่งก็คือพระบุตรที่อยู่ในสภาพมนุษย์ของพระองค์. สิ่งนี้เป็นการบ่งชี้ถึงการที่พระบุตรทรงนอบน้อมอยู่ภายใต้พระบิดาอย่างสิ้นเชิงเพื่อจะทรงยกชูพระบิดา ให้พระบิดาทรงเป็นสารพัดอยู่ในสิ่งทั้งปวง.
1กธ.
15:28 3 ชี้ถึงพระเจ้า ซึ่งถ้าพิจารณาดูตามข้อ 27 พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้พระคริสต์แล้ว.
1กธ.
15:28 ค อฟ.1:23
1กธ.
15:28 4ค ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "สิ่งสารพัด" ที่อยู่ต้นข้อนี้.
1กธ.
15:28 ข เทียบ 1กธ.3:23; 11:3
1กธ.
15:29 1 หากถือว่าข้อ 20-28 เป็นส่วนที่แทรกเข้ามาแล้ว ข้อนี้ก็ควรต่อจากข้อ 18, ส่วนข้อ 30-32 ก็ควรต่อจากข้อ 19.
1กธ.
15:29 2 สิ่งนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่คริสตจักรในยุคต้นๆ ถือปฏิบัติกันทั่วไปอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการกระทำของผู้เชื่อบางคนเป็นการส่วนบุคคลโดยกระทำแทนผู้ที่พวกเขาห่วงใยซึ่งได้ล่วงหลับไปแล้ว ซึ่งอาจเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว แต่ตายเสียก่อนที่จะได้รับบัพติศมา. พวกเขากระทำเช่นนี้ โดยหวังว่าคนตายแล้วจะเป็นขึ้นมาจากท่ามกลางคนตาย เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา (1ธซ.4:16) เพราะการรับบัพติศมานั้นเป็นเครื่องหมายถึงการเป็นขึ้นอย่างหนักแน่น (กซ.2:12). อัครทูตได้ยกเอาสิ่งที่พวกเขาทำกันมายืนยันถึงหลักความจริงแห่งการเป็นขึ้น. อย่างไรก็ดีนี่ไม่ได้หมายความว่า ท่านอนุญาตอย่างเป็นทางการให้ผู้เชื่อบางคนไปรับบัพติศมาแทนคนตายได้.
1กธ.
15:29 ก 1กธ.15:12, 14, 16, 17, 32
1กธ.
15:30 ก 2กธ.11:26
1กธ.
15:31 ก 2กธ.1:14; 9:3; ฟป.2:16; 1ธซ.2:19
1กธ.
15:31 1ก ผู้เชื่อชาวโกรินโธนั้นเป็นผลที่เกิดจากการตรากตรำของอัครทูต อันเป็นการตรากตรำที่ท่านต้องเสี่ยงชีวิตของตนเลยทีเดียว. ดังนั้นอัครทูตสามารถอวดถึงสิ่งนี้ในพวกเขาได้. โดยการโอ้อวดเช่นนี้ ท่านสามารถกล่าวอย่างหนักแน่นต่อพวกเขาได้ว่า ท่านตายทุกวัน ซึ่งก็หมายความว่าท่านได้เสี่ยงตาย, เผชิญหน้ากับความตาย, และตายต่อตัวเองทุกวัน (2กธ.11:23; 4:11; 1:8-9; รม.8:36).
1กธ.
15:31 2 เมื่ออัครทูตกล่าวถึงการเป็นขึ้นมาถึงจุดนี้ ท่านก็ได้ใช้ประสบการณ์ที่ท่านมีอยู่ในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้ามายืนยันถึงการเป็นขึ้น โดยได้ยืนยันถึงผลกระทบแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์ที่มีต่อตัวท่าน. ชาวโกรินโธนั้นเป็นผลที่เกิดจากการเสี่ยงชีวิตของอัครทูต. การโอ้อวดที่ท่านมีอยู่ในพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในการเป็นขึ้น ไม่ได้อยู่ในตัวท่านเอง เพราะท่านมิได้เสี่ยงตายในการตรากตรำเพื่อพวกเขาโดยตัวท่านเอง แต่โดยพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นต่างหาก.
1กธ.
15:31 ข ลก.9:23
1กธ.
15:32 1 เป็นคำเปรียบเปรยที่ชี้ถึงคนหรือเรื่องราวที่ชั่วร้าย (2ตธ.4:17).
1กธ.
15:32 ก กจ.19:23-32; 1กธ.16:8; 2กธ.1:8
1กธ.
15:32 2 ในสมัยนั้นมนุษย์ต่อสู้กับคนหรือเรื่องราวที่ชั่วร้ายเพื่อรับบำเหน็จที่ดำรงอยู่เพียงชั่วคราว. แต่เมื่ออัครทูตต่อสู้กับคนหรือเรื่องราวที่ชั่วร้ายเพื่อกิตติคุณ ท่านก็มิได้ต่อสู้เพื่อบำเหน็จอย่างนั้น. แต่ท่านได้ต่อสู้ตามความหวังที่สูงส่งกว่าเพื่อจะได้รับบำเหน็จในเวลาที่ได้เป็นขึ้นในอนาคต (ลก.14:14; 2ตธ.4:8).
1กธ.
15:32 ข 1กธ.15:29
1กธ.
15:32 3 คำนี้ดูเหมือนจะเป็นการยกคำพูดที่นิยมใช้กันในสมัยนั้นเป็นคติของพวกเอปีกูเรียวซึ่งเป็นลัทธิที่เน้นการรับสุขสนุกสนาน. ถ้าไม่มีการเป็นขึ้น ผู้เชื่ออย่างเราก็ไร้ความหวังสำหรับอนาคตและเป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดามนุษย์ทั้งปวง (ข้อ 19). ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็รับสุขกับชีวิตของเราในวันนี้ให้ดี ลืมเรื่องอนาคตไปเสีย เหมือนกับที่พวกเอปีกูเรียวถือปฏิบัติกันก็จะเป็นการดีกว่า.
1กธ.
15:32 ค ยซย.22:13; เทียบ ลก.12:19
1กธ.
15:33 ก 1กธ.3:18; 6:9
1กธ.
15:33 ข สภษ.13:20
1กธ.
15:33 1ข การคบคนชั่ว แปลตามตรงคือ การคบหาที่ชั่วร้าย หรือ เพื่อนชั่ว. คำนี้ดูเหมือนจะเป็นการยกคำพูดที่นิยมใช้กันในสมัยนั้นมาใช้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลอนในภาษากรีก. อัครทูตได้ใช้คำนี้มาเตือนไม่ให้ผู้เชื่อชาวโกรินโธคบหาพวกมิจฉาลัทธิที่อ้างว่าไม่มีการเป็นขึ้น. การคบคนชั่วเช่นนี้จะทำให้ความเชื่อและคุณธรรมแห่งคริสเตียนของพวกเขาเสื่อมเสีย.
1กธ.
15:33 ค เทียบ 1กธ.5:6
1กธ.
15:34 ก รม.13:11; อฟ.5:14
1กธ.
15:34 1ก หรือ จงตื่นขึ้น (จากอาการเมาเคลิ้ม) ตามความชอบธรรมและอย่าเมามายอีก. ความชอบธรรมหมายถึงมีความถูกต้องต่อทั้งพระเจ้าและมนุษย์. การกล่าวว่าไม่มีการเป็นขึ้นนั้นเป็นการผิดต่อทั้งพระเจ้าและมนุษย์ ซึ่งเป็นการทำบาป ดังนั้นจึงเป็นความไม่ชอบธรรม. ดังนั้นอัครทูตจึงกำชับชาวโกรินโธทั้งหลายที่หลงทางให้ตื่นขึ้นจากบาปนี้ และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้าและกับมนุษย์. พวกเขาเมาเคลิ้มอยู่ในมิจฉาลัทธิที่ว่าไม่มีการเป็นขึ้น ซึ่งเป็นความไม่ชอบธรรม. พวกเขาต้องหยุดจากอาการเมาเคลิ้มเช่นนั้น.
1กธ.
15:34 ข 1ธซ.4:5
1กธ.
15:34 2ข มิจฉาลัทธิที่กล่าวว่าไม่มีการเป็นขึ้นก็คือพวกที่โง่เขลาไม่รู้จักพระเจ้า ไม่รู้จักกับฤทธิ์เดชและแผนการบริหารของพระเจ้า (มธ.22:29-32). นี่เป็นสิ่งที่น่าอับอายต่อผู้เชื่อ.
1กธ.
15:34 ค 1กธ.4:14; 6:5
1กธ.
15:36 1 ความเที่ยงแท้แห่งการเป็นขึ้นนั้นดำรงอยู่ในธรรมชาติอย่างซ่อนเร้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตของพืช. เมล็ดที่ถูกหว่านลงในดินนั้นต้องตาย และจะกลับมีชีวิตเป็นขึ้นมาอีก. นี่ก็คือการเป็นขึ้น. เรื่องนี้เป็นคำตอบสำหรับคำถามแรกของชาวโกรินโธที่โง่เขลาซึ่งว่า "คนตายแล้วจะเป็นขึ้นมาได้อย่างไร?" (ข้อ 35).
1กธ.
15:36 ก ยฮ.12:24
1กธ.
15:37 1 ในภาษากรีกเป็นศัพท์คำเดียวกันกับคำว่า "ร่างกาย." ข้อต่อไปก็เช่นเดียวกัน.
1กธ.
15:38 1 มิใช่รูปร่างอย่างที่ได้หว่านลงไปซึ่งจะต้องตาย (ข้อ 37) แต่คือร่างกายที่เป็นขึ้นแล้วซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้ ซึ่งมีรูปร่างไม่เหมือนกันและมีระดับที่สูงกว่า. นี่เป็นคำตอบสำหรับคำถามที่สองของชาวโกรินโธที่ว่า "เมื่อเขาเป็นขึ้นมาจะมีร่างกายเป็นอย่างไร?" (ข้อ 35).
1กธ.
15:39 ก ยนซ.2:24; 6:19-20; 7:21
1กธ.
15:39 1ก ในข้อ 39-41 อัครทูตได้พิสูจน์ให้ชาวโกรินโธที่โง่เขลาเห็นว่า พระเจ้าทรงสามารถที่จะประทานร่างกายให้กับชีวิตทุกชีวิตที่เป็นขึ้นได้เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงประทานร่างกายให้กับทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้าง ซึ่งได้แก่มนุษย์และสัตว์บนแผ่นดินโลก, นกในอากาศ, และปลาในน้ำที่เป็นกายสำหรับโลก โดยมีสง่าราศีแตกต่างกันไป; และยังทรงประทานกายสำหรับสวรรค์พร้อมด้วยสง่าราศีที่แตกต่างกันไปหลายระดับให้แก่ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, และดวงดาวต่างๆ.
1กธ.
15:39 ข ยนซ.2:7
1กธ.
15:39 ค ยนซ.1:24-25
1กธ.
15:39 ง ยนซ.1:20-21
1กธ.
15:41 ก มธ.17:2
1กธ.
15:41 ข วว.12:1
1กธ.
15:41 ค ดนอ.12:3; วว.1:16, 20
1กธ.
15:42 ก ลก.14:14; ดนอ.12:13
1กธ.
15:42 ข มธ.13:43
1กธ.
15:42 ค 1กธ.15:50
1กธ.
15:42 ง 1กธ.15:52-54
1กธ.
15:43 ก ฟป.3:21; กซ.3:4
1กธ.
15:44 ก 1กธ.2:14
1กธ.
15:44 ข ฟป.3:21
1กธ.
15:44 1ข กายฝ่ายจิตคือ ร่างกายฝ่ายธรรมชาติที่มีจิตทำให้มีชีวิตไหวกายได้ เป็นร่างกายที่มีจิตครองอำนาจ. กายฝ่ายวิญญาณคือร่างกายที่เป็นขึ้นซึ่งซาบซ่านไปด้วยวิญญาณ ซึ่งเป็นร่างกายที่มีวิญญาณครองอำนาจ. เมื่อเราตายไปร่างกายฝ่ายธรรมชาติของเราซึ่งเป็นฝ่ายจิตนั้นก็จะถูกหว่านลง ซึ่งก็คือถูกฝังลงไปในความเปื่อยเน่า, ความไร้เกียรติ, ความอ่อนแอ. เมื่อเป็นขึ้นกายนี้ก็จะกลายเป็นร่างกายฝ่ายวิญญาณในความไม่เปื่อยเน่า, สง่าราศี, และฤทธิ์เดช (ข้อ 42-43).
1กธ.
15:44 ค 1กธ.2:15
1กธ.
15:45 ก 1กธ.15:22
1กธ.
15:45 ข ยนซ.2:7
1กธ.
15:45 ค 2กธ.3:6; ยฮ.6:63; 5:21; รม.8:2, 11
1กธ.
15:45 1ค โดยการเนรมิตสร้างอาดามได้กลายเป็นจิตที่มีชีวิตอยู่โดยมีกายฝ่ายจิต. โดยการเป็นขึ้นพระคริสต์ทรงกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตโดยมีกายฝ่ายวิญญาณ. อาดามซึ่งเป็นจิตที่มีชีวิตอยู่นั้นอยู่ฝ่ายธรรมชาติ ส่วนพระคริสต์ซึ่งเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตนั้นอยู่ในการเป็นขึ้น. ก่อนอื่นในการกลายเป็นเนื้อหนังพระองค์ทรงกลายเป็นเนื้อหนังเพื่อที่จะไถ่เรา (ยฮ.1:14, 29) จากนั้นในการเป็นขึ้นพระองค์ก็ทรงกลายเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตเพื่อการแจกจ่ายชีวิต (ยฮ.10:10ข). พระองค์ทรงมีกายฝ่ายจิตเหมือนกายของอาดามโดยการกลายเป็นเนื้อหนังและพระองค์ทรงมีกายฝ่ายวิญญาณโดยการเป็นขึ้น. บัดนี้พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิตในการเป็นขึ้น โดยทรงมีกายฝ่ายวิญญาณและทรงพร้อมแล้วที่จะให้ผู้เชื่อได้ต้อนรับพระองค์เข้าไป. เมื่อเราเชื่อเข้าสู่ในพระองค์ พระองค์ก็ทรงเข้าสู่วิญญาณของเรา และเราก็ได้เข้าสนิทกับพระองค์ผู้เป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต. ดังนั้นเราจึงเป็นวิญญาณเดียวกันกับพระองค์ (6:17). วิญญาณของเรากลับมีชีวิตเป็นขึ้นมาร่วมกันกับพระองค์. ในที่สุดกายฝ่ายจิตที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้จะกลายเป็นกายฝ่ายวิญญาณในการเป็นขึ้นเหมือนกับพระองค์ (ข้อ 52-54; ฟป.3:21).
1กธ.
15:46 1 ชี้ถึงพระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์คนที่สอง (ข้อ 47).
1กธ.
15:46 2 ชี้ถึงอาดามผู้เป็นมนุษย์คนแรก (ข้อ 47).
1กธ.
15:47 1 วลีที่ว่า "มาจากดิน" ชี้ถึงความเป็นมาของมนุษย์คนแรกคืออาดาม. ส่วนวลีที่ว่า "เป็นฝ่ายดิน" นั้นชี้ถึงธาตุแท้ของเขา.
1กธ.
15:47 ก ยนซ.2:7; 3:19; ยฮ.3:31
1กธ.
15:47 2 พระคริสต์มิได้เป็นเพียงอาดามคนสุดท้ายเท่านั้น (ข้อ 45) แต่พระองค์ยังทรงเป็นมนุษย์คนที่สองด้วย. อาดามคนแรก (ข้อ 45) นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ ส่วนอาดามคนสุดท้ายนั้นเป็นจุดสิ้นสุด. ในฐานะที่อาดามเป็นมนุษย์คนแรก เขาจึงเป็นประมุขของสิ่งทรงสร้างเก่า เป็นตัวแทนของสิ่งทรงสร้างเก่าในการเนรมิตสร้าง. ในฐานะที่พระคริสต์เป็นมนุษย์คนที่สอง พระองค์จึงเป็นประมุขของสิ่งทรงสร้างใหม่ เป็นตัวแทนของสิ่งทรงสร้างใหม่ในการเป็นขึ้น. ในจักรวาลนี้มีมนุษย์เพียงสองคน คืออาดามผู้เป็นมนุษย์คนแรกซึ่งครอบคลุมไปถึงลูกหลานทั้งหมดของเขาและพระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์คนที่สองซึ่งครอบคลุมไปถึงผู้เชื่อทั้งหมดของพระองค์. ผู้เชื่ออย่างเรานั้นถูกรวมไว้ในมนุษย์คนแรกโดยการถือกำเนิดมาและได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์คนที่สองโดยการบังเกิดใหม่. การที่เราเชื่อก็ได้โยกย้ายเราออกจากมนุษย์คนแรกเข้าไปสู่มนุษย์คนที่สองแล้ว. ในการที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์คนแรกนั้นเรามาจากดินและมีธาตุแท้ฝ่ายดิน. ในการที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์คนที่สองนั้น เรามาจากพระเจ้าและมีธาตุแท้ฝ่ายสวรรค์.
1กธ.
15:47 3 วลีที่ว่า "มาจากสวรรค์" ชี้ถึงความเป็นมาอันศักดิ์สิทธิ์และธาตุแท้ฝ่ายสวรรค์ของพระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์คนที่สอง.
1กธ.
15:47 ข ยฮ.3:13, 31
1กธ.
15:48 1 ชี้ถึงอาดามผู้เป็นมนุษย์คนแรกที่เป็นฝ่ายดิน.
1กธ.
15:48 2 ชี้ถึงลูกหลานทั้งหมดของอาดามที่เป็นฝ่ายดินเหมือนกับอาดาม.
1กธ.
15:48 3 ชี้ถึงพระคริสต์ผู้เป็นมนุษย์คนที่สองซึ่งเป็นฝ่ายสวรรค์.
1กธ.
15:48 4 ชี้ถึงผู้เชื่อทั้งหมดที่อยู่ในพระคริสต์ซึ่งเป็นฝ่ายสวรรค์เหมือนกับพระคริสต์.
1กธ.
15:48 ก ฟป.3:20
1กธ.
15:49 1 มี แปลตามตรงคือ สวม.
1กธ.
15:49 ก ยนซ.5:3
1กธ.
15:49 2ก ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของอาดาม เราก็มีฉายาของมนุษย์ฝ่ายดินโดยการถือกำเนิดมา. ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของพระคริสต์ เราก็จะมีฉายาของมนุษย์ฝ่ายสวรรค์ในการเป็นขึ้น. นี่เป็นการบ่งชี้ว่า ในอาดามนั้นเราได้ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ฝ่ายดินฉันใด ในพระคริสต์นั้นเราก็จะได้เป็นขึ้นมาเป็นมนุษย์ฝ่ายสวรรค์ฉันนั้น. การเป็นขึ้นนี้ก็คือชะตากรรมของเรา และเป็นสิ่งที่แน่ใจได้เหมือนกับการถือกำเนิดมาของเรา จึงไม่ควรที่จะมีข้อสงสัยใดๆ อีก.
1กธ.
15:49 ข 2กธ.3:18; รม.8:29; 1ยฮ.3:2
1กธ.
15:50 ก มธ.16:17; ฆต.1:16
1กธ.
15:50 1ก เนื้อและเลือดเป็นส่วนประกอบของกายฝ่ายจิตซึ่งจะเปื่อยเน่าไปและไม่อาจรับอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งไม่อาจเปื่อยเน่าไปเป็นมรดกได้. สิ่งซึ่งเปื่อยเน่าจะรับสิ่งซึ่งไม่เปื่อยเน่าเป็นมรดกก็ไม่ได้. ร่างกายของเราซึ่งจะเปื่อยเน่าไปนี้จะต้องเป็นขึ้นมากลายเป็นกายที่ไม่อาจเปื่อยเน่า เราจึงจะสามารถรับอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งไม่อาจเปื่อยเน่าไปเป็นมรดกในการเป็นขึ้นได้.
1กธ.
15:50 ข ยฮ.3:3, 5; 1กธ.15:24
1กธ.
15:50 ค 1กธ.15:42, 53-54; กจ.2:27, 31; 13:34-37; รม.8:21
1กธ.
15:50 ง 1กธ.15:52-54; 1ปต.1:23; เทียบ รม.2:7; 1ปต.1:4; 1กธ.9:25
1กธ.
15:51 1 ชี้ถึงการเปลี่ยนรูปลักษณะและรวมถึงการเป็นขึ้นของร่างกายที่ต้องเปื่อยเน่าของเราไปเป็นร่างกายที่ไม่อาจเปื่อยเน่าได้ (ฟป.3:21). สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ลึกลับต่อความเข้าใจของมนุษย์.
1กธ.
15:51 ก 1ธซ.4:15-17
1กธ.
15:51 ข 1กธ.11:30
1กธ.
15:51 2ข นั่นคือ ตาย (11:30; ยฮ.11:11-13; 1ธซ.4:13-16).
1กธ.
15:51 ค ฟป.3:21
1กธ.
15:51 3ค นั่นคือ เปลี่ยนรูปลักษณะจากความเปื่อยเน่า, ความไร้เกียรติ, และความอ่อนแอไปสู่ความไม่รู้จักเปื่อยเน่า, สง่าราศี, และฤทธิ์เดช (ข้อ 42-43) คือการที่กายอันต่ำต้อยของเราจะได้ถอดแบบเป็นเหมือนอย่างกายอันสง่าราศีของพระคริสต์ (ฟป. 3:21).
1กธ.
15:52 ก 1ธซ.4:16 เทียบ ยซย.27:13; ซคย.9:14
1กธ.
15:52 1ก ชี้ถึงแตรที่เจ็ด (วว.11:15) ซึ่งก็คือแตรของพระเจ้า (1ธซ.4:16).
1กธ.
15:52 2 คนตายแล้วที่อยู่ในพระคริสต์ ซึ่งก็คือผู้เชื่อที่ตายแล้ว (1ธซ.4:16).
1กธ.
15:52 ข 1กธ.15:23; ลก.20:36
1กธ.
15:52 3 ชี้ถึงพวกเราซึ่งเป็นผู้เชื่อที่ยังมีชีวิตอยู่ในเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา. วิสุทธิชนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน จากนั้นวิสุทธิชนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะเปลี่ยนไปคือเปลี่ยนรูปลักษณะในขณะที่ถูกรับขึ้นไป (1ธซ.4:15-17).
1กธ.
15:53 ก 1กธ.15:50
1กธ.
15:53 1ก ชี้ถึงร่างกายที่ต้องเปื่อยเน่าและต้องตายของเรา. ร่างกายนี้จะสวมใส่ความไม่เปื่อยเน่าและสภาพที่ไม่ตาย ไม่ว่าจะโดยการเป็นขึ้นจากท่ามกลางคนตาย หรือโดยการเปลี่ยนรูปลักษณะในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่. ในสายตาฝ่ายธรรมชาติแล้วนี่เป็นสิ่งที่ลึกลับและไม่อาจเข้าใจได้.
1กธ.
15:53 ข 2กธ.5:4; 4:11; รม.6:12; 8:11
1กธ.
15:54 1 นั่นคือ เมื่อร่างกายที่ต้องเปื่อยเน่าและต้องตายของเราได้เป็นขึ้นและเปลี่ยนรูปลักษณะหลุดพ้นจากความเปื่อยเน่าและความตายไปสู่สง่าราศีและชีวิต. เมื่อนั้นความตายก็ถูกกลืนกินจนเราได้ชัยชนะแล้ว. นี่คือการสำเร็จสุดยอดแห่งการเป็นขึ้น ซึ่งเราได้มีส่วนตามแผนการบริหารของพระเจ้าโดยการไถ่ และความรอดในพระคริสต์. การเป็นขึ้นนี้เริ่มต้นด้วยการชุบวิญญาณที่ตายแล้วของเราให้กลับมีชีวิตและสำเร็จสมบูรณ์ เมื่อร่างกายที่ต้องเปื่อยเน่าของเราถูกเปลี่ยนรูปลักษณะ. ระหว่างจุดปลายทั้งสองนี้ก็คือกระบวนการที่จิตซึ่งตกต่ำของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงแบบสิ่งใหม่ทดแทนสิ่งเก่าโดยพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต ซึ่งเป็นความเที่ยงแท้ของการเป็นขึ้น (2กธ.3:18).
1กธ.
15:54 ก ยซย.25.8; 1กธ.15:26; ฮร.2:14
1กธ.
15:54 ข 2กธ.5:4
1กธ.
15:54 2 ความตายนั้นคือความพ่ายแพ้ของมนุษย์. โดยการช่วยให้รอดของพระคริสต์ในชีวิตแห่งการเป็นขึ้น ความตายก็จะถูกกลืนกินจนเราซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์จากชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์นี้ได้รับชัยชนะ.
1กธ.
15:54 ค 1กธ.15:57
1กธ.
15:54 3ค บทนี้กล่าวถึงการเป็นขึ้น. การเป็นขึ้นของพระคริสต์คือชัยชนะที่พระองค์ทรงมีเหนือซาตานซึ่งเป็นศัตรูของพระเจ้า, เหนือโลก, ความบาป, และความตาย. หลังจากที่พระองค์เสด็จสู่สวรรค์ชั้นสูงด้วยชัยชนะ (อฟ.4:8) ในการเป็นขึ้นของพระองค์แล้ว พระเจ้าก็ทรงสยบศัตรูทั้งหลายให้กับพระองค์ (ข้อ 25). จากนั้นพระองค์จะเสด็จมายังแผ่นดินโลกในฐานะผู้ที่อยู่ในการเป็นขึ้น โดยเสด็จมาพร้อมด้วยอาณาจักรของพระเจ้า (ดนอ.7:13-14) เพื่อใช้ฤทธิ์เดชของพระเจ้ามาสยบทุกสิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลก. สิ่งนี้จะดำเนินไปเป็นเวลาหนึ่งพันปี (วว.20:4, 6). ศัตรูตัวสุดท้ายที่จะถูกทำลายล้างก็คือความตาย. การกลืนกินความตายจะเป็นชัยชนะที่สุดยอดแห่งการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งก็คือชัยชนะอันสมบูรณ์และสุดยอดที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จเพื่อเราในการเป็นขึ้น โดยที่เราก็คือผู้เชื่อในพระองค์และมีส่วนในการเป็นขึ้นของพระองค์นั่นเอง. นี่คือผลลัพธ์ที่สุดยอดแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ที่มีเพื่ออาณาจักรที่นิรันดร์ของพระองค์และของพระเจ้า และมีเพื่อให้ผู้เชื่อในพระองค์ได้มีการรับสุขที่นิรันดร์ต่อชีวิตแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์ในนิรันดร์กาล.
1กธ.
15:55 ก ฮซอ.13:14
1กธ.
15:55 1ก นี่เป็นการประกาศอย่างมีชัยชนะของอัครทูตเกี่ยวกับชัยชนะของชีวิตแห่งการเป็นขึ้นที่มีเหนือความตาย.
1กธ.
15:55 ข เทียบ วว.9:10; ลก.10:19
1กธ.
15:56 1 ความตายนั้นเป็นมาจากมารร้าย (ฮร.2:14) และได้ฝังเหล็กในเข้าสู่ตัวเราจนถึงแก่ความตายโดยความบาป (รม.5:12). ในการไถ่ของพระเจ้านั้น พระคริสต์ถูกทำให้เป็นความบาปเพื่อเราทั้งหลาย (2กธ.5:21) เพื่อพระเจ้าจะทรงปรับโทษความบาปโดยการตายของพระคริสต์ (รม.8:3) และจะได้ทำลายล้างเหล็กในแห่งความตาย. จากนั้นโดยการเป็นขึ้นของพระคริสต์ ความตายก็จะถูกกลืนกินโดยชีวิตแห่งการเป็นขึ้น.
1กธ.
15:56 ก รม.5:12, 14
1กธ.
15:56 2 ความบาปได้นำเอาคำสาปแช่งและการปรับโทษที่อยู่ในมโนธรรมและต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้ามาสู่เราโดยกฎบัญญัติ (รม.4:15; 5:13, 20; 7:7-8). ดังนั้นกฎบัญญัติจึงกลายเป็นฤทธิ์เดชแห่งความบาปที่จะมาประหารเรา (รม.7:10-11). เพราะการตายของพระคริสต์ได้สำเร็จข้อเรียกร้องทั้งหมดแห่งกฎบัญญัติบนตัวเราแล้ว (1ปต.3:18; 2:24) ฤทธิ์เดชแห่งความบาปจึงถูกล้มล้างไปด้วย. โดยการตายของพระคริสต์นั้นความบาปจึงถูกปรับโทษและกฎบัญญัติก็ถูกล้มล้างและโดยการเป็นขึ้นของพระองค์นั้นความตายจึงถูกกลืนกิน. ดังนั้นเราจำต้องขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงประทานให้เรามีชัยชนะเหนือความบาปและความตายโดยการตายและการเป็นขึ้นขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา (ข้อ 57).
1กธ.
15:56 ข รม.7:17, 20
1กธ.
15:56 ค รม.3:20; 4:15; 5:13; 7:5, 8
1กธ.
15:57 ก 2กธ.2:14; รม.7:25
1กธ.
15:57 ข 1กธ.15:54; เทียบ 2กธ.2:14; รม.8:37; 1ยฮ.5:4-5
1กธ.
15:57 1ข ชัยชนะเหนือความบาปและความตายโดยการตายและการเป็นขึ้นของพระคริสต์ไม่ควรเป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ได้สำเร็จลงแล้วซึ่งเรายอมรับเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเราโดยพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นซึ่งเป็นพระวิญญาณผู้ประทานชีวิต (ข้อ 45) ผู้ทรงเป็นหนึ่งกับวิญญาณของเรา (6:17). ดังนั้นเราจึงควรมีชีวิตเป็นอยู่โดยวิญญาณที่ผสมกลมกลืนและดำเนินชีวิตตามวิญญาณที่ผสมกลมกลืนนี้ด้วย. เช่นนี้เราก็จะขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่ขาดสาย เพราะพระองค์ทรงประทานชัยชนะให้แก่เราโดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้า.
1กธ.
15:58 ก 1กธ.16:13; ฟป.1:27
1กธ.
15:58 1ก การสงสัยในหลักความจริงเกี่ยวกับการเป็นขึ้นก็คือการหวั่นไหว. ส่วนการมั่นใจและดำรงอยู่ในความเที่ยงแท้แห่งการเป็นขึ้นก็คือการตั้งมั่นคงอยู่และไม่หวั่นไหว.
1กธ.
15:58 2 แปลตามตรงคือ ในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเต็มบริบูรณ์อยู่เสมอ.
1กธ.
15:58 ข 1กธ.16:10
1กธ.
15:58 3ข การไม่เชื่อในหลักความจริงแห่งการเป็นขึ้นจะทำให้เรารู้สึกผิดหวังต่ออนาคต ดังนั้นจึงทำให้เราท้อใจในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ความเชื่อนั้นทำให้เรามีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะกระทำการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ ด้วยหวังว่าจะเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์ในการเป็นขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา.
1กธ.
15:58 ค 1กธ.3:8; 15:10
1กธ.
15:58 4ค มิใช่โดยชีวิตและความสามารถตามธรรมชาติของเรา แต่โดยชีวิตและฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า. การที่เราตรากตรำในชีวิตแห่งการเป็นขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อพระองค์นั้นจะไม่ไร้ประโยชน์อย่างเด็ดขาด แต่จะมีผลลัพธ์คือ การสำเร็จพระประสงค์ที่นิรันดร์ของพระเจ้าโดยการประกาศให้คนบาปรู้จักพระคริสต์, การแจกจ่ายชีวิตให้กับวิสุทธิชน, และการก่อสร้างคริสตจักรด้วยประสบการณ์ที่มีต่อพระเจ้าตรีเอกภาพผู้เป็นทองคำ, เงิน, และเพชรพลอย (3:12). การตรากตรำเช่นนี้จะทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานบำเหน็จให้เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาในวันที่บรรดาผู้ชอบธรรมจะเป็นขึ้น (3:14; มธ.25:21, 23; ลก.14:14).
1กธ.
15:58 ง 1กธ.15:14; 1ธซ.3:5